ดัชนีคอรัปชั่นไทยแย่กว่าเวียดนาม รั้ง 101 ของโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612611

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 15:35 น.

ดัชนีคอรัปชั่นไทยแย่กว่าเวียดนาม รั้ง 101 ของโลก

ดัชนีคอรัปชั่น 2019 ‘ไทย’ ร่วงจากอันดับที่ 99 มาอยู่ที่ 101 ของโลก ได้ 36 คะแนนจากเต็ม 100

วันที่ 23 ม.ค. องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International – TI) ได้เผยผลการจัดอันดับภาพลักษณ์คอรัปชั่นในภาครัฐของหลายประเทศทั่วโลกประจำปี 2019 (CORRUPTION PERCEPTIONS INDEX 2019) โดยสำหรับประเทศไทยพบอยู่ในอันดับที่ 101 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก

โดยประเทศไทยได้คะแนน 36 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งพบว่าไม่ต่างจากการจัดอันดับในปี 2018 ที่พบว่าไทยก็ได้ 36 คะแนนเท่าเดิม แต่ที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากการจัดอันดับครั้งก่อนคือ เมื่อปี 2018 ไทยเคยถูกจัดอันดับที่ 99 โดยในปีนี้ลดลงสองอันดับมาอยู่ที่ 101 

อนึ่ง การจัดอันดับปี 2017 ไทยเคยอยู่ในอันดับ 96 ของโลก 

ส่วนประเทศในแถบอาเซียนพบว่า สิงคโปร์ยังครองแชมป์ประเทศโปร่งใสที่สุดที่อับดับ 4 ของโลก ตามด้วยมาเลเซียที่ 51, เวียดนาม 96, ไทย 101, ฟิลปปินส์ 113, เมียนมา 130, ลาว 130 และกัมพูชา 162

หากเจาะถึงพัฒนาการภาพลักษณ์คอรัปชั่นของประเทศในกลุ่มอาเซียนจะพบว่า มาเลเซียมีอันดับดีขึ้นถึง 6 อันดับ จากปี 2018 ในอันดับที่ 61 ในปีนี้อยู่ที่ 51 ส่วนเวียดนามจากปี 2018 อันดับ 117 ขึ้นมาเป็นที่ 96 ของโลก เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่พบว่าดีขึ้น 2 อันดับ จาก 89 เป็น 85 ของโลก

ส่วน 10 อันดับแรกของประเทศโปร่งใสสุดของโลกประกอบด้วย อันดับ 1 นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน สิงคโปร์ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และเยอรมนี ตามลำดับ

ที่มา : https://www.transparency.org

สภาบุรุนดี ผ่านกม.ประเคน “บ้านหรู-เงินล้าน” ให้ผู้นำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612597

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 14:46 น.

สภาบุรุนดี ผ่านกม.ประเคน "บ้านหรู-เงินล้าน" ให้ผู้นำ

รัฐสภาบุรุนดีผ่านกฎหมายมอบวิลล่าหรู – เงินสด 16 ล้าน แก่ผู้นำประเทศ หลังหมดวาระดำรงตำแหน่งนาน 14 ปี

เมื่อวันอังคาร (21 ม.ค) ที่ผ่านมา รัฐสภาบุรุนดี ประเทศในแถบตอนกลางของทวีปแอฟริกา ได้ผ่านกฎหมายสวัสดิการหลังเกษียณแก่นาย ปีแยร์ อึงกูรุนซีซา (Pierre Nkurunziza) ประธานาธิบดีของประเทศ ซึ่งมีกำหนดหมดวาระดำรงตำแหน่งในปีนี้ ด้วยการมอบเงินก้อนใหญ่มูลค่า 530,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านบาท) พร้อมสร้างคฤหาสน์หรูให้อีก 1 หลัง ในทำเลใดก็ตามที่นายปิแอร์ต้องการ ด้วยเงินภาษี

รายงานระบุว่า สภาบุรุนดีได้ลงมติผ่านกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 98 ต่อ 2 เสียง ผ่านกฎหมายบำเน็จให้แก่ผู้นำประเทศรายนี้

สำหรับนายปิแอร์ ขึ้นครองอำนาจเป็นประธานาธิบดีบุรุนดีตั้งแต่ปี 2005 และครองอำนาจมายาวนาน 14 ปี กระทั่งเมื่่อปี 2018 บุรุนดีมีการรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแม้จะรับรองให้นายปิแอร์สามารถครองอำนาจได้นานถึงปี 2034 แต่เขาประกาศว่าขอลงจากตำแหน่งผู้นำประเทศภายในปีนี้ ภายหลังมีการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศซึ่งเขาประกาศไม่ขอรับสมัครลงเลือกตั้ง โดยนอกจากจะผ่านกฎหมายมอบบำเหน็จให้แล้ว นายปิแอร์จะยังได้รับการเชิดชูให้เป็น “ผู้นำตลอดกาล” ของประเทศด้วย

จากข้อมูลของWorld Food Programme หน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติระบุว่า กว่า 65% ของประชากรชาวบุรุนดี ซึ่งมีราว 11 ล้านคน อยู่ในสภาพยากจน โดยจำนวนนี้ 50% ไม่มีความมั่นคงทางอาหาร

เผยตลาดต้นกำเนิดไวรัสอู่ฮั่น ขายเนื้อเปิบพิสดารหลากชนิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612563

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 12:19 น.

เผยตลาดต้นกำเนิดไวรัสอู่ฮั่น ขายเนื้อเปิบพิสดารหลากชนิด

สะพรึง! ตลาดต้นกำเนิดไวรัสอู่ฮั่น พบขายเมนูพิสดารหลายชนิด รวมถึงเนื้อโคอาล่าและซาลาแมนเดอร์

จากการที่วันนี้ (23 ม.ค.) ทางการจีนได้ใช้มาตรการหักดิบ ประกาศชัตดาวน์นครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นเมืองต้นกำเนิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยห้ามประชาชนเดินทางเข้า-ออกเมือง พร้อมงดให้บริการขนส่งสาธารณะทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น รถไฟ เรือ และเครื่องบิน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ช่วงเทศกาลตรุษจีน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประชาชนรีบหนีออกจากอู่ฮั่น หลังรัฐบาลจีนประกาศปิดเมือง

โดยจากการตรวจสอบของทางการจีน พบว่าต้นกำเนิดของเชื้อชนิดใหม่นี้อาจมาจากส่วนขายเนื้อสัตว์ป่า ภายในตลาดสด Huanan ซึ่งตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งทางการได้สั่งปิดตลาดไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี2019ที่ผ่านมา

 

รายงานของเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสตระบุว่า แม้ชื่อของตลาดแห่งนี้จะระบุว่าเป็น “ตลาดค้าส่งอาหารทะเล” แต่กลับพบว่าบางส่วนของตลาดมีการชำแหละ-ขายเนื้อสัตว์ป่าหลากชนิด อาทิ สุนัขจิ้งจอก, จระเข้, งู, หนู, นกยูง, ซาลาแมนเดอร์ยักษ์พันธุ์จีน ไม่เว้นแม้แต่โคอาล่า

รายงานข่าวระบุว่า ร้านค้าบางแห่งในตลาดขึ้นป้ายขายชำแหละขายเนื้อสัตว์แปลกหลากชนิด รวมถึงเนื้อโคอาล่าอยู่ที่ราว 70 หยวน (ราว 300 บาท) อย่างไรก็ดี ตามรายงานจะไม่ได้ระบุถึงที่มาของสัตว์ป่าที่ร้านค้าในตลาดนำมาขายว่ามีต้นกำเนิดจากที่ใด

 

การระบาดของไวรัสปอดอักเสบอู่ฮั่น ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัส พบว่าไวรัสในตระกูลนี้มีต้นกำเนิดมาจากการเปิบพิสดารรับประทานเนื้อสัตว์แปลกประหลาด โดยก่อนหน้านี้จากการแพร่ระบาดของโรคอีโบล่าในแอฟริกา และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันชนิดรุนแรง หรือโรคซาร์ส เมื่อปี 2003 ก็พบว่ามีความเชื่อโยงกับการรับประทานเนื้่อสัตว์แปลกเช่นกัน

ผอ.ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนกล่าวในปักกิ่งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเชื้อไวรัสน่าจะมาจาก “สัตว์ป่าในตลาดอาหารทะเล” แม้ว่าจะยังไม่ยืนยันแหล่งต้นกำเนิดได้อย่างชัดเจน

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสพบว่า ขณะนี้ (23 ม.ค) มีผู้เสียชีวิตแล้ว 17 ราย พบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันว่าเป็นเชื้อไวรัสอู่ฮั่นแล้วเกือบ 600 คน ขณะที่พบผู้ป่วยติดเชื้อนอกจีนแล้วทั้งในประเทศไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

 

จีนชัตดาวน์”อู่ฮั่น”สกัดไวรัสระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612548

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 10:29 น.

จีนชัตดาวน์"อู่ฮั่น"สกัดไวรัสระบาด

“อย่าเดินทางไปอู่ฮั่น และชาวอู่ฮั่นห้ามเดินทางออกนอกเมือง” ขณะที่ยอดเสียชีวิตไวรัสเพิ่มเป็น 17 ราย พบติดเชื้อกว่า 600 คน

วันนี้ (23 ม.ค.) ทางการจีนได้ประกาศปิดนครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย ซึ่งมีประชากรอาศัยราว 11 ล้านคน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโครานาสายพันธุ์ใหม่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน

รายงานระบุว่า การคมนาคมขนส่งสาธารณทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น รถไฟเครื่องบิน และเรือ จะงดให้บริการทั้งหมด โดยจะมีผลตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

นาย Li Bin รองคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนกล่าวในการแถลงโดยเตือนประชาชนว่า “อย่าเดินทางไปอู่ฮั่น และชาวอู่ฮั่นห้ามเดินทางออกนอกเมือง”

นอกจากนี้ มีรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนาแล้ว 17 ราย รวมถึงมียอดผู้ติดเชื้อที่ยีนยันแล้วอีก 600 ราย

ประชาชนรีบหนีออกจากอู่ฮั่น หลังรัฐบาลจีนประกาศปิดเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612544

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 09:56 น.

ประชาชนรีบหนีออกจากอู่ฮั่น หลังรัฐบาลจีนประกาศปิดเมือง

รัฐบาลจีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่น สั่งระงับการเดินทางออกจากอู่ฮั่นทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมทุกประเภท ตั้งแต่เครื่องบิน รถไฟ รถบัส และเรือ เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลามออกจากเมืองแห่งนี้ คำสั่งนี้จะมีผลในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

รัฐบาลจีนไม่ได้ระบุถึงรถยนต์ส่วนบุคคล แต่ได้กำชับกับประชาชนว่าไม่ควรเดินทางออกจากอู่ฮั่นหากไม่มีความจำเป็น และชี้ว่าอู่ฮั่นคือ “สมรภูมิการรบหลัก” พร้อมกับสั่งให้ประชาชนในอู่ฮั่นทุกคนต้องสวมหน้ากากป้องกัน

อู่ฮั่นมีประชากรทั้งสิ้น 11 ล้านคน และเป็นชุมทางรถไฟสำคัญของประเทศจีน และขณะนี้แฮชแท็ก “Wuhan is sealed off” กลายเป็นแฮชแท็กอันดับหนึ่งของโซเชียลเน็ตเวิร์กในจีน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงคำสั่งนี้

อย่างไรก็ตาม มีชาวอู่ฮั่นบางคนพยายามเดินทางออกจากเมืองก่อนที่จะถึงเส้นตายปิดเมือง โดยพากันเดินทางไปที่สถานีรถไฟและสนามบินเพื่อรีบเดินทางออก เพราะไม่อยากติดอยู่ในเมืองนานจนไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเดินทางออกมาได้ 

ส่วนประชาชนที่มีรถยนต์ส่วนบุคคล แม้ว่าจะเดินทางออกจากเมืองได้ แต่ต้องไปออกันอยู่ที่ด่านตรวจ โดยจะต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดทุกคนว่าติดเชื้อหรือไม่ ทำให้ชาวอู่ฮั่นเลือกที่จะอยู่ในบ้านและเมืองของตัวเองมากกว่าที่จะเดินทางไปไหนต่อไหนช่วงตรุษจีน

South China Morning Post ได้รับข้อมูลจากชาวจีนที่เดินทางไปยังสถานีรถไฟฮั่นโข่วว่าแอพลิเคชั่นยุติการบริการขายตั๋วตั้งแต่เวลา 23.30 น. ของวันที่ 22 มกราคม และมีบางคนสามาถพาครอบครัวเดินทางออกจากเมืองได้สำเร็จ

ก่อนหน้านี้ มณฑลเจียงซูยังมีประกาศห้ามรถบัสเดินทางจากมณฑลไปยังอู่ฮั่นด้วย คาดว่าคงจะมีคำสั่งเดียวกันจากท้องถิ่นอื่นๆ เป็นระยะ

UPDATE

  • ที่ฮ่องกงมีรายงานว่าจะหยุดการขายตั๋วรถไฟความเร็วสูงที่เดินทางไปยังอู่ฮั่น
  • ส่วนมาเก๊ายกเลิกการเฉลิมฉลองตรุษจีนทั้งหมด
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่า ต้องการเวลามากกว่านี้ ก่อนตัดสินใจว่าจะประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่

จีนอาจไม่ปกปิดกรณีไวรัสอู่ฮั่น แต่โลกก็ไม่อาจไว้ใจจีนได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612523

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 20:55 น.

จีนอาจไม่ปกปิดกรณีไวรัสอู่ฮั่น แต่โลกก็ไม่อาจไว้ใจจีนได้

17 ปีก่อนจีนเคยปกปิดการระบาดของโรคซาร์สจนเชื้อแพร่ไปทั่วโลก การระบาดของโคโรนาไวรัสครั้งนี้จึงทำให้ชาวจีนและชาวโลกอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยอีก

การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่นของจีน (2019-nCov) เริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้าง พบผู้ติดเชื้อทั้งในสหรัฐ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเก๊า และประเทศไทย ขณะที่ในจีนเองเชื้อเริ่มระบาดในหลายเมือง โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้น

นอกจากจะต้องหาทางควบคุมการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุดแล้ว รัฐบาลจีนยังมีความท้าทายใหญ่ไม่แพ้กันรออยู่ นั่นก็คือ เสียงเรียกร้องจากทั้งในและนอกประเทศให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตัวใหม่อย่างโปร่งใส

หากยังจำกันได้เมื่อ 17 ปีที่แล้วที่โรคซาร์ส (SARS) ระบาด รัฐบาลจีนถูกชาวโลกวิจารณ์อย่างหนักว่าทั้งปกปิดข้อมูลและรับมือช้าไปจนเกิดการแพร่ระบาดในวงกว้างจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ราย ติดเชื้ออีกว่า 8,000 รายทั่วโลก

การระบาดของโคโรนาไวรัสครั้งนี้จึงทำให้ชาวจีนและชาวโลกอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยอีก

ปีเตอร์ คอร์ดิงลีย์ ที่ทำหน้าที่โฆษกองค์การอนามัยโลกระหว่างที่เกิดวิกฤตไวรัสซาร์ส ถึงกับตำหนิการรับมือการแพร่ระบาดของโรคปอดในเมืองอู่ฮั่นของจีนว่า “ปกปิดการแพร่ระบาดมาตั้งแต่แรก” โดยกล่าวเพิ่มเติมว่าในฐานะที่เป็นโฆษกขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2003 เขาเห็นความชะล่าใจของทางการเหมือนกับที่เคยเห็นเมื่อ 17 ปีที่แล้ว

ครั้งล่าสุดนี้ หน่วยงานสาธารณสุขของเมืองอู่ฮั่นประกาศว่ามีโรคปอดระบาดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากผู้ติดเชื้อรายแรกมีอาการป่วยถึง 3 สัปดาห์

ทางการเมืองอู่ฮั่นพยายามยืนยันมาหลายสัปดาห์ว่าไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. และรับมือเสมือนว่าเชื้อโคโรนาไวรัสถูกจำกัดอยู่ในเฉพาะเมืองอู่ฮั่นเท่านั้น จนกระทั่งสื่อฮ่องกงเริ่มรายงานว่าพบการติดเชื้อในพื้นที่อื่นของจีนด้วย ทางการจีนจึงค่อยยอมรับ

นอกจากนี้ เว็บไซต์ The New York Times ยังรายงานว่า รัฐบาลจีนพยายามควบคุมการรายงานสถานการณ์ไวรัสด้วยการเซ็นเซอร์ข่าวและโพสต์ในโซเชียลมีเดีย และตำรวจในเมืองอู่ฮั่นได้สวบสวนชาวจีน 8 คนในข้อหาเผยแพร่ข่าวลือ

พฤติการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้คนอดคิดไม่ได้ว่าทางการท้องถิ่นหรือระดับชาติกำลังปกปิดข้อมูลอะไรอยู่

จีนต้องไม่ลืมว่าความโปร่งใสคืออาวุธชั้นดีในการกำจัดข่าวลือและความตื่นตระหนกของประชาชน

หูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ในเครือหนังสือพิมพ์ People’s Daily ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงกับวิจารณ์ทางการท้องถิ่นเมืองอู่ฮั่นว่ารับมือกับสถานการณ์ด้วยความเอื่อยเฉื่อย และตั้งคำถามว่าหากจงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินหายใจของจีนไม่ยืนยันว่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019-nCov สามารถแพร่จากคนสู่คน ทางการเมืองอู่ฮั่นจะกล้าเปิดเผยเรื่องนี้หรือไม่

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 ม.ค.) ถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเอ่ยถึงการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส 2019-nCov โดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดป้องกันการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส พร้อมทั้งย้ำให้ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าช้าไป ชาวจีนหลายคนได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลกลางจึงต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปเกือบเดือน

นอกจากนี้ วันอังคารที่ผ่านมา (21 ม.ค.) คณะกรรมการกลางทางการเมืองและกฎหมายของจีนออกประกาศว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่ปกปิดข้อมูล ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าก่อนหน้านี้จะต้องมีการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดของโรคปอดปริศนาจริงๆ มิเช่นนั้นทางการคงไม่ออกมาปราม

ภาพลักษณ์รัฐบาลจีนยังย่ำแย่หนักในสายตาประชาชนถึงขั้นมีข่าวลือออกมาว่าเจ้าหน้าที่บางรายเริ่มหนีงานไปอยู่ในเซฟเฮ้าส์เพื่อไม่ให้ตัวเองติดเชื้อโรค ข่าวนี้สะท้อนว่าแม้แต่คนจีนเองยังไม่เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเต็มที่ คงเป็นการยากที่รัฐบาลจีนจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นนี้กับชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ดี ความเห็นจากอีกฝั่งหนึ่งมองว่าความล่าช้าในการประกาศการแพร่ระบาดเกิดจากทั้งเทคโนโลยีและระบบราชการของจีน

จงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญที่รัฐบาลมอบหมายให้ลงพื้นที่รับมือเชื้อไวรัส 2019-nCov เผยว่า บางโรงพยาบาลในท้องถิ่นยังขาดชุดทดสอบการติดเชื้อ อีกทั้งกระบวนการต่างๆ ก็ค่อนข้างช้า เนื่องจากโรงพยาบาลท้องถิ่นต้องเขียนรายงานเคสไปยังคณะกรรมการสาธารณสุขของรัฐบาลกลางเพื่อตรวจสอบก่อนที่จะประกาศให้สาธารณชนทราบ อีกทั้งยังยืนยันว่าทางการจีนยังร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนไม่มีความลับ

ด้าน สตีฟ จาง ประธานสถาบันจีนศึกษาของวิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและและแอฟริกันศึกษาของมหาวิทยาลัยลอนดอน มองว่าที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขยับตัวช้าเพราะไม่กล้าลุกขึ้นมาสั่งการ เนื่องจากกลัวว่าหากไม่ถูกใจสีจิ้นผิงอาจถูกลงโทษ ซึ่งกรณีนี้มักเกิดกับประเทศที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ผู้นำเพียงคนเดียว อำนาจการตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือละเอียดอ่อนอยู่ที่ผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเท่านั้น

ส่วนมาตรการป้องกันควบคุมของทางการจีน ล่าสุดทางการสั่งติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารขาออกทั้งในสนามบินเมืองอู่ฮั่นและสนามบินทั่วประเทศ เพื่อเตรียมรับเทศกาลตรุษจีนที่ชาวจีนนับร้อยล้านคนจะเดินทางครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ขณะที่ทางการเมืองอู่ฮั่นยังสั่งห้ามกรุ๊ปทัวร์เดินทางออกจากเมืองและสั่งตรวจเช็กยานพาหนะขนส่งสัตว์มีชีวิตอย่างละเอียด

ทว่าการตรวจเช็กอุณหภูมินักท่องเที่ยวขาเข้าและขาออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากเคสของผู้ติดเชื้อรายแรกในมาเก๊า ผู้ป่วยไม่แสดงอาการขณะที่เดินผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ

อีกทั้งนักท่องเที่ยวบางรายที่เคยเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นอาจเดินทางเข้ามาจากประเทศที่สาม หากตรวจเช็กเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากอู่ฮั่นโดยตรงอย่างเดียว กลุ่มคนเหล่านี้อาจหลุดรอดการตรวจสอบ

สาวประเภทสองหลั่งน้ำตา ขออย่าไล่จากกองทัพอยากรับใช้ชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612518

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 20:09 น.

สาวประเภทสองหลั่งน้ำตา ขออย่าไล่จากกองทัพอยากรับใช้ชาติ

ทหารเกาหลีใต้ที่ผ่านการเกณฑ์ทหารขระที่ยังเป็นชายเต็มตัว แต่เข้ารับการเปลี่ยนแปลงทางเพศเมื่อปีที่แล้ว อ้อนวอนให้เธออยู่ในเครื่องแบบต่อไป หลังจากกองทัพตัดสินใจปลดเธอจากประจำการ หลังผ่านการแปลงเพศหมาดๆ พย็อน ฮีซู (Byun Hee-soo) นายสิบวัย 20 ปีสมัครใจเกณฑ์ในปี 2560 ซึ่งในเวลานั้นเธอยังคงเป็นผู้ชายเต็มตัว แต่ในระหว่างที่รับราชการทหารอยู่นั้น เธอเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศในเดือนพฤศจิกายน ที่ประเทศไทย

เธอแสดงความตั้งใจที่จะรับใช้ชาติอยู่ในกองทัพ แต่หลังจากกองทัพทราบเรื่องนี้ จึงได้ตัดสินว่าเธอจะถูกปลดประจำการ

ก่อนหน้านี้ พย็อน ฮีซูปกปิดตัวเองมาตลอด แต่เดินทางมาปรากฏตัวในงานแถลงข่าว โดยสวมเครื่องแบบทหาร พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า “ฉันเป็นทหารของสาธารณรัฐเกาหลี”

เธอบอกว่า การรับใช้ชาติในกองทัพเป็นความฝันในวัยเด็กของเธอมาตลอด แต่เธอต้องความทรมานจากภาวะซึมเศร้าอันเนื่องมาจากความรู้สึกสับสนทางเพศ ทำให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ

“ขอให้ทิ้งเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของฉันไว้ก่อน ฉันอยากจะแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าฉันสามารถเป็นทหารที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยปกป้องประเทศชาติเอาไว้” เธอกล่าวทั้งน้ำตา “ได้โปรดให้โอกาสฉันด้วย”

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ พลเมืองชายฉกรรจ์ทุกคนต้องรับเกณฑ์ทหารเป็นเวลาเกือบสองปี เน่ืองจากเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะสงครามกับเกาหลีเหนือ

โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า พย็อน ฮีซูเข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทหาร ซึ่งพบว่าเธอเข้าข่ายสูญเสียอวัยวะเพศ จึงถือว่าเป็นผู้ไม่สมประกอบทางจิตใจหรือร่างกาย ทำให้ต้องปลดประจำการ

ศูนย์สิทธิมนุษยชนทหารของเกาหลี กล่าวว่าการที่กองทัพสั่งให้ปลด พย็อน ฮีซู จากประจำการในทันทีที่เธอออกจากโรงพยาบาล แสดงให้เห็นว่ากองทัพไม่ยอมให้คนข้ามเพศปรากฎตัวในกองทัพแม้แต่วินาทีเดียว

กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อเกาหลีใต้ต่อทหารที่เป็นเกย์ เพราะเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบในกองทัพ อาจต้องโทษจำคุก 2 ปี

ท่องเที่ยวไทยอ่วมแน่ ทัวร์จีนหาย เที่ยวทั่วโลกซบเซา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612511

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 19:18 น.

ท่องเที่ยวไทยอ่วมแน่ ทัวร์จีนหาย เที่ยวทั่วโลกซบเซา

ก่อนที่การระบาดของไวรัสอู่ฮั่นจะขยายวงกว้างขนาดนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลกก็มีแววไม่ดีมาก่อนหน้านั้นแล้ว

เมื่อวันที่ 20 มกราคม องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) เปิดเผยในแถลงการณ์ว่า การท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัวในปี 2562 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกซบเซา โดยเฉพาะในยุโรปที่เกิดความไม่แน่นอนจากกรณี Brexit การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในตลาดสำคัญหลายแห่งเช่นเยอรมนี และการล่มสลายของบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง “โทมัสคุก” และการประท้วงในฮ่องกงก็มีผลกระทบต่อเอเชียเช่น

เมื่อปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.0% เป็น 1,5000 ล้านคน แม้จะเพิ่มขึ้นแต่มันเป็นอัตราเติบโตที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559

เทียบกับปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัว 6.0% และเพิ่มขึ้น 7.0% ในปี 2560 เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลับไปเที่ยวในแถบตุรกี อียิปต์ และแถบเมดิเตอเรเนี่ยนอีกครั้งหลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองมานานหลายปี แต่แล้วการท่องเที่ยวก็สะดุดลงอีกเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนในปีนี้ UNWTO คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 3.0 % – 4.0% ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยและต่อยอดความซบเซาจากปีที่แล้ว ที่ยังมีการขยายตัวบ้างก็เพราะอานิสงส์จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น

สถานการณ์ในเอเชียน่าห่วง เมื่อปีที่แล้วจำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นเพียง 5.0% เมื่อเทียบกับ 7.0% ในปี 2561 เนื่องจากฮ่องกงเกิดการประท้วงทางการเมืองที่รุนแรง

ไม่เพียงเท่านั้น ตลาดเกิดใหม่หลายแห่งเช่นบราซิล จีน ซึ่งเป็นตลาดแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก มีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดลง

ในปีนี้สถานการณ์ในฮ่องกงเบาลงมาก แต่เกิดเรื่องใหญ่กว่าขึ้นมาแทน นั่นคือการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นในประเทศจีน ลุกลามไปหลายประเทศรวมถึงไทย

การระบาดเกิดขึ้นในช่วงการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการเดินทางของชาวจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนพอดี ช่วงการเดินทางอพยพครั้งใหญ่เรียกว่า “ชุนยุ่น” มีจำนวนประชากรที่เคลื่อนที่ไปยังภูมิภาคต่างๆ ประมาณ 400 ล้านคน (ตัวเลขจากปีที่แล้ว)

“ชุนยุ่น” น่าจะมีส่วนสำคัญให้การระบาดกระจายอย่างรวดเร็ว เช่นในไทยผู้ติดเชื้อ 3 คน จากทั้งหมด 4 คนเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนจากอู่ฮั่น

การคมนาคมที่สะดวกสบายขึ้นในจีนก็มีส่วนทำให้การกระจายของโรคระบาดรวดเร็ว เช่นการโดยสารรถไฟความเร็วสูงที่ทำให้การคมนมระหว่างมณฑลที่เคยใช้เวลาหลายสิบชั่วโมง เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยังไม่นับสายการบินต้นทุนต่ำอีกมากมายช่วยให้นักท่องเที่ยวมีพลวัตในการเดินทางมากขึ้น ต่างจากเมื่้อครั้งที่โรคซาร์สระบาด การคมนาคมในจีนยังไม่สะดวกเท่านี้

สัปดาห์ที่การระบาดรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ “ชุนยุ่น” ชะงักในทันที บริษัทท่องเที่ยวประกาศให้ชาวจีนที่ไม่ต้องการจะเดินทางไปอู่ฮั่นในช่วงนี้สามารถแคนเซิลการเดินทางได้ฟรี ส่วนสำนักงานการบินและการรถไฟจีนไม่มีมาตรการแบบนี้แต่ก็จะพยายามช่วยเหลือลูกค้าที่ไม่ต้องการจะเดินทาง

ไม่ใช่เฉพาะแค่ในจีน สำนักข่าว Reuters ยังได้สัมภาษณ์ชาวจีนรายหนึ่งที่บอกว่าเตรียมจะเดินทางมายังภูเก็ตกับสามี แต่ตัดสินใจแคนเซิลตั๋วเรียบร้อยแล้ว และชาวจีนทีชื่อ Zhang Xinyuan รายนี้ยังบอกว่า เพื่อนๆ ของเธอีก 3 คนก็แคนเซิลทริปเช่นกัน และตัดสินใจจะอยู่บ้านเพราะกลัวโรคระบาด

ในช่วงที่ซาร์สระบาด ระหว่างปี 2545 – 2546 นักท่องเที่ยวจีนยังไม่ใช่เป้าหมายอันดับหนึ่งของไทย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่อันดับที่ 3 จำนวน 797,976 คนเมือปี 2545 ส่วนในปีอยู่ในอันดับ 5 ที่ 606,635 ราย

กว่าที่นักท่องเที่ยวจีนจะกลายเป็นทัวริสต์อันดับ 1 ของไทย คือปี 2555 ที่ตัวเลขพุ่งขึ้นเป็นหลัก 2 ล้าน หลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลทุกปี ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน

เมื่อปีที่แล้วปัจจัยลบต่อการท่องที่ยวไทย คือค่าเงินบาทที่แข็งสุดขีด เศรษฐกิจจีนที่ซบเซา สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ แต่เดชะบุญที่ช่วงตรุษจีนปีที่แล้วเรายังมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามามากขึ้น และตลอดทั้งปี มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมาก

ตอนนี้ปัจจัยลบต่อการท่องเที่ยวไทยมากขึ้นกว่าเดิม ปัญหาเดิมๆ อย่างค่าเงินบาทที่แม้จะอ่อนค่าลง แต่ก็ยังถือว่าแข็งเกินไปสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะจับจ่ายใช้สอยให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่า

สงครามการค้าบรรลุข้อตกลงกันได้เฟสแรก แต่ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าข้อตกลงนี้จะได้ผล หรือทรัมป์จะไม่เล่นงานจีนด้วยมาตรการอะไรอีก

เศรษฐกิจจีนยิ่งซบเซาลงยิ่งกว่าเดิม เมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจจีนทั้งปีโตที่ 6.1% นับเป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 29 ปี

และปัจจัยลบที่ร้ายแรงที่สุดตอนนี้คือการระบาดของไวรัสอู่ฮั่น ซึ่งอย่างที่เราเห็นกันแล้วว่าทำให้การเดินทางชะงัก แน่นอนว่า การเดินทางมาเที่ยวไทยก็ต้องน้อยลงไปด้วย

ยังไม่นับความรู้สึกของคนไทยที่เกิดความกลัวหรือไม่ได้มีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการระบาด อาจทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบต่อนักท่องเที่ยวชาวจีน หากเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นจะกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกระเป๋าเงินกระเป๋าทองของอุตสาหกรรมเที่ยวไทย

ในระยะหลัง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยรู้สึกได้ว่าตลาดจีนกำลังเริ่มอ่อนแรงลง จึงหันมาให้ความหวังกับนักท่องเที่ยวจากอินเดียที่นิยมมาเที่ยวไทยมากขึ้น ถึงขนาดที่มีการเสนอมาตรการฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย

แต่ต้องบอกว่าอย่าเพิ่งหวังกับอินเดียให้มากนัก เพราะปีนี้อินเดียก็อาจมาไม่มากเพราะเศรษฐกิจซบเซา

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บอกกับเราแล้วว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้อ่อนแรงลงเพราะอินเดียอ่อนแรงลง ในบรรดาแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลกนั้ มีจีนกับอินเดียเป็นแรงผลักสำคัญ ตอนนี้ทั้ง 2 ประเทศอยู่ในฐานะที่ไม่ดีเหมือนกัน

แล้วตอนนี้การท่องเที่ยวจะหันมาพึ่งอะไรกันดี?

สื่อแฉ ‘เจ้าชายซาอุฯ’ แฮกมือถือ ‘เจฟฟ์ เบโซส์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612497

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 17:05 น.

สื่อแฉ 'เจ้าชายซาอุฯ' แฮกมือถือ 'เจฟฟ์ เบโซส์'

เผยมือถือเจ้าพ่ออเมซอน ถูกเจ้าชายมกุฎราชกุมารซาอุฯ แฮกระบบ ล้วงข้อมูลธุรกิจ-ปล่อยภาพชู้รัก เชื่อแก้แค้นคดี”คาช็อกกี”

สำนักข่าวเดอะการ์เดี้ยนรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ในปี 2018 โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของนายเจฟฟ์ เบโซส์ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันดับต้นๆของโลก ถูกเจาะเข้าระบบ หลังจากรับข้อความชุดหนึ่ง ซึ่งถูกส่งผ่านแอพลิเคชั่น WhatsApp ซึ่งพบว่าหมายเลขของผู้ที่ส่งข้อความชุดนั้นมายังมือถือของนายเบโซส์ เป็นบัญชีของเจ้าชาย มูฮัมมัด บิน ซัลมาน เจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย

เดอะการ์เดี้ยนได้อ้างแหล่งข่าวซึ่งเป็นทีมนักวิเคราะห์จากบริษัทแห่งหนึ่งว่า โทรศัพท์มือถือของนายเบโซส์ ถูกแฮ็กหลังจากมีการรับส่งข้อความในWhatsApp ระหว่างเขากับเจ้าชายซาอุฯ โดยพบว่าในหลายข้อความที่เป็นไฟล์วิดิโอ มีการฝังรหัสที่สามารถเจาะเข้าถึงข้อมูลในโทรศัทพ์มือถือของเจ้าพ่ออเมซอน

คาดว่านายเบโซส์กับเจ้าชายซาอุฯ ได้แลกเปลี่ยนเบอร์ติดต่อกัน หลังจากที่ทั้งพบกันในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่นครลอสแองเจลิส ในปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ นายจามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ จะหายตัวไปในสถานกงสุลซาอุฯ ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี

แหล่งข่าวเผยว่า ช่วงก่อนการสังหารนายคาช็อกกีนั้น พบว่าข้อความที่มีการรับส่งระหว่างเบโซส์ กับเจ้าชายเป็นไปอย่างปกติ กระทั่งหลังการหายตัวไปของคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ พบความผิดปกติของข้อความที่พบว่ามีการแฝงรหัสที่สามารถเจาะระบบเข้ามือถือของเบโซส์ได้

การหายตัวไปของนายคาซ็อคกี ส่งผลให้หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ซึ่งเป็นสื่อที่เจฟฟ์ เบโซส์ เป็นเจ้าของอยู่ เกาะติดรายงานข่าวเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเจ้าชายมกุฎราชกุมารซาอุฯโดยตรง เนื่องจากหลักฐานหลายชิ้นมุ่งเป้าไปยังเจ้าชายว่า พระองค์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารนายคาช็อคกี

เชื่อว่าข้อมูลในโทรศัพท์ส่วนตัวของนายเบโซส์ที่ถูกล้วงไปนั้น มีทั้งข้อมูลทางธุรกิจ รวมถึงภาพถ่ายส่วนตัวของเจ้าพ่ออเมซอน กับลอว์เรน ซานเชส หญิงสาวผู้ถูกระบุว่าเป็นชู้รักของเบโซส์ ซึ่งต่อช่วงกลางปี 2019 ส่งผลให้เบโซส์ประกาศแยกทางกับนางแมคเคนซีย์ ผู้เป็นภรรยา หลังทั้งสองแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันมานาน 25 ปี

การ์เดี้ยนยังอ้างแหล่งข่าวอีกแห่ง ที่ระบุว่า จากการวิเคราะห์ด้านนิติวิทยาศาสตร์บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า การถูกแฮ็กข้อมูลดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับบัญชี WhatsApp ซึ่งเป็นบัญชีที่เจ้าชายบิน ซัลมานทรงใช้งาน

ขณะที่สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ระบุว่า การวิเคราะห์ดังกล่าวนั้นจัดทำขึ้นโดยบริษัท FTI Consulting ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจระดับโลก โดยระบุว่า มีข้อมูลจำนวนมากถูกดึงออกไปจากโทรศัพท์มือถือของ เบซอส ราวๆ 1 เดือนหลังจากที่คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกแชร์มาจากบัญชีของเจ้าชายซาอุฯ โดยแม้คดีนี้จะยังไม่อาจสรุปยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีหลักฐานชัดเจนมากพอที่จะขอเปิดการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี หลังมีการรายงานข่าวนี้ ด้านสถานทูตซาอุดิอาระเบียในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ทวีตข้อความ ปฏิเสธรายงานของสื่อที่ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียอยู่เบื้องหลังการแฮ็กข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนายเจฟฟ์ เบซอส ซีอีโอของบริษัทอเมซอนของสหรัฐ โดยระบุว่า รายงานข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องไร้สาระ และทางสถานทูตได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อกล่าวอ้างเหล่านี้เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด

นับตั้งแต่ที่เกิดกรณีสังหารนาย นายจามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายเบโซส์ บริษัทอเมซอน กับรัฐบาลซาอุฯย่ำแย่ลง

ทั้งนี้ โฆษกของบริษัทอเมซอนยังไม่มีการแถลงใดๆต่อเรื่องนี้

จีนสั่งจำคุกอดีตบิ๊กตำรวจสากล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612480

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 14:59 น.

จีนสั่งจำคุกอดีตบิ๊กตำรวจสากล

คุก 13 ปี 6เดือน “เมิ่ง หงเว่ย” อดีตประธานอินเตอร์โพล ข้อหารับสินบน

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลประชาชนกลางในนครเทียนจินได้มีคำตัดสินสั่งจำคุก นายเมิ่ง หงเว่ย อดีตประธานองค์การตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) เป็นเวลา 13 ปี 6 เดือน พร้อมปรับเงินอีก 2 ล้านหยวน (ราว 8.7 ล้านบาท) ด้วยข้อหารับสินบนเป็นจำนวน 2.1 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน และใช้อำนาจมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์

สำหรับนายเมิ่ง ถูกทางการจีนคุมตัวในระหว่างเดินทางจากประเทศฝรั่งเศส อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานอินเตอร์โพล กลับมายังบ้านเกินในจีนช่วงเดือนตุลาคมปี 2018 กระทั่งต่อมาถูกจีนกล่าวหาวว่ารับสินบนและถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนภรรยาและลูกๆของเขา ซึ่งไม่ได้เดินทางกลับมาจีนด้วยนั้น ได้รับอนุมัติให้ลี้ภัยในฝรั่งเศสแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ที่ผ่านมาจีนจะใช้มาตรการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างเข้มงวด แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้นำจีนใช้จัดการกับศัตรูทางการเมือง