อนามัยโลกระบุ “ไวรัสอู่ฮั่น” ยังวิกฤติเฉพาะในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612687

  • วันที่ 24 ม.ค. 2563 เวลา 11:37 น.

อนามัยโลกระบุ "ไวรัสอู่ฮั่น" ยังวิกฤติเฉพาะในจีน

องค์การอนามัยโลกชี้ ยังเร็วเกินไปที่จะประกาศการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นเป็นภาวะฉุกเฉินทั่วโลก

ช่วงคืนของวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นนครเจนีวา อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลกนาย Tedros Adhanom ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO กล่าวแถลงหลังการประชุมฉุกเฉินเพื่อประเมินสถานการณ์ระบาดของไวรัสอู่ฮั่น โดยระบุว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณะสุขระดับนานาชาติ จากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จีน

“ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประกาศว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก การแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศจีน แต่ยังไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก” ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าว

แม้ว่าขณะนี้จะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งในจีนและในต่างประเทศกว่า 800 รายแล้ว แต่พบว่ายังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตในต่างประเทศ มีเพียงพบผู้ติดเชื้อใน 5 ประเทศเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ในแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิดแล้ว

ส่วนยอดผู้เสียชีวิตขณะนี้อยู่ที่ 25 ราย ทั้งหมดล้วนเป็นผู้เสียชีวิตในจีน ซึ่งทาง WHO มองว่าสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “มีพัฒนาการถึงระดับฉุกเฉินในจีน” แต่ “ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง” ที่อนามัยโลกจะตัดสินใจประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern หรือ PHEIC)

ผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นพุ่ง 830 คน เสียชีวิตแล้ว 25 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612676

  • วันที่ 24 ม.ค. 2563 เวลา 10:32 น.

ผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นพุ่ง 830 คน เสียชีวิตแล้ว 25 ราย

ปักกิ่งยกเลิกฉลองตรุษจีน หลังผู้ติดเชื้อไวรัสพุ่ง พร้อมสั่งปิด 8 เมืองทั่วมณฑลหูเป่ย์ ส่วนเวียดนามพบผู้ป่วยรายแรก

สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในวันนี้ (24 ม.ค.) พบว่าตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อในจีนพุ่งขึ้นถึง 830 ราย พบเสียชีวิตแล้ว ส่งผลให้ขณะนี้ ทางการจีนต้องสั่งปิดเมืองสำคัญในมณฑลหูเป่ยไปแล้ว 8 เมือง ประกอบด้วยอู่ฮั่น, หวงกัง, เอ้อโจว, ชิบิ, เซียนเถ่า, เฉียนเจียง, ซีเจียง และ เมืองหลี่ฉวน ล้วนถูกสั่งระงับการเดินทางขนส่งสาธารณะทุกชนิด

ขณะเดียวกันที่เวียดนามพบผู้ติดเชื้อเป็นกรณีแรกของประเทศแล้ว โดยเป็นนักท่องเที่ยวชายชาวจีน 2 ราย เป็นสองพ่อลูกที่เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น มายังนครโฮจิมินห์ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม กระทั่งวันที่ 17 ม.ค. ผู้เป็นพ่อเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการมีไข้สูง ขณะที่ไม่กี่วันให้หลังผู้เป็นลูกก็มีอาการเช่นเดียวกัน

ส่งผลให้ขณะนี้ นอกจากที่จีน พบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วทั้งใน ไทย 4 ราย ฮ่องกง 2 ราย มาเก๊า 2 ราย ญี่ปุ่น 2 ราย เวียดนาม 2 ราย ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และสหรัฐ ประเทศละ 1 ราย

สถานการณ์ระบาดดังกล่าว ส่งผลให้ทางการกรุงปักกิ่งประกาศยุติการจัดงานเทศกาลตรุษจีนแล้ว เนื่องจากหวั่นว่าจะยิ่งทำให้การแพร่ระบาดรุนแรงขึ้น นอกจากนี้จีนยังสั่งปิดสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศอย่างพระราชวังต้องห้าม ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ผู้นำประเทศไม่ควรมั่นใจเกินไปว่ารับมือไวรัสอู่ฮั่นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612654

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 22:01 น.

ผู้นำประเทศไม่ควรมั่นใจเกินไปว่ารับมือไวรัสอู่ฮั่นได้

ทุกๆ วันที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ กับอู่ฮั่นถึงวันละ 10 เที่ยวบิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการระงับเที่ยวบินทั้งหมด ทั้งๆ ที่จีนประกาศระงับการเดินทางออกจากเมืองด้วยการคมนาคมเกือบทุกประเภท รวมถึงการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ไทยเป็นประเทศแรกที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสอู่ฮั่น (2019-nCoV) เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 เป็นหญิงวัย 61 ปีจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้ตั้งแต่อยู่ที่เมืองอู่ฮั่นแต่ก็ยังเดินทางมายังไทยโดยตรงจากอู่ฮั่นมาถึงสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 8 มกราคม เมื่อผ่านเครื่องตรวจอุณหภูมิที่สนามบินสุวรรณภูมิ หญิงรายนี้ถูกกักตัวในทันที กว่าจะรู้ว่าหญิงคนนี้ป่วยเป็นไวรัสอู่ฮั่นก็ต้องใช้เวลาอีก 4 วันต่อมา

หลังจากนั้นไทยก็พบผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเดินทางมาจากอู่ฮั่น ซึ่งรวมถึงคนไทยอายุ 73 ปีที่เดินทางกลับจากอู่ฮั่นเมื่อวันที่ 22 มกราคม เรื่องนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยเลย อย่างน้อยก็ในแง่ความเชื่อมั่นของประชาชน ยังไม่ต้องมองไปไกลถึงความกลัวของชาวต่างชาติที่คงจะอดคิดไม่ได้ว่า ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นแหล่งของการระบาดที่น่ากลัวจนไม่อยากจะเดินทางมาเที่ยว

แน่นอนว่า รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างขันแข็งและมีประสิทธิภาพมาก โดยไทยเราเริ่มการตรวจสอบอาการโรคทางเดินหายใจกับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศมาตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับการพบผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกในจีนที่พบในวันที่ 31 ธันวาคม 2562

นี่คือผลงานที่น่าชื่นชมและคนไทยสมควรจะต้องปรบมือให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน

แต่ความรู้สึกของคนไทยตอนนี้คือกังวลกับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนที่ตามปกติจะมีคลื่นนักท่องเที่ยวเข้ามามหาศาล

บางคนจึงเริ่มคิดว่า การห้ามชาวอู่ฮั่นเดินทางเข้าประเทศอาจจะเป็นทางออกที่ดี เพราะจะช่วยทำให้ความกังวลของคนไทยลดลง เมื่อความกังวลลดลง ความรู้สึกในแง่ลบต่อนักท่องเที่ยวจีนก็จะไม่บานปลายกลายเป็นการเหมารวม

สิ่งที่เราไม่ต้องการคือความรู้สึกในทางลบระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สับสนและซับซ้อนเช่นนี้

ในตอนนี้ สายการบินบางแห่งงดบินไปยังอู่ฮั่นแล้ว รัฐบาลบางประเทศเริ่มตรวจสอบผู้ที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นอย่างละเอียด แต่วิธีการอย่างหลังเราได้ทำมาระดับหนึ่งและระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดผู้ติดเชื้อไม่ให้เข้ามาในไทยได้

บางคนเริ่มคิดว่า บางทีไทยอาจจะต้องเด็ดขาดเหมือนที่จีนตัดสินใจเด็ดขาดที่จะปิดเมืองอู่ฮั่น และสร้างความเชื่อมั่นด้วยการตั้งระบบตรวจสอบทั้งประเทศ

การสกัดกั้นผู้ที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นจะยังเป็นการซ้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะลุกลามบานปลาย หากมีผู้ติดเชื้อมากขึ้นในเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่อู่ฮั่น พราะในเวลานี้จีนสั่งปิดอีก 2 เมืองที่อยู่ไม่ไกลจากอู่ฮั่นแล้ว

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อเสนอ การปิดเส้นทางเชื่อมต่อกับอู่ฮั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก เหมือนกับที่ ทอม อิงเกิลสบี้ ผู้อำนวยการ Johns Hopkins Center for Health Security กล่าวว่า ขนาดของอู่ฮั่นใหญ่โตมาก และมีการเชื่อต่อกับโลกภายนอกนับหมื่นเส้นทาง ทั้งเข้าและออก เขาบอกว่าการปิดเมืองอู่ฮั่นมีความซับซ้อนและผลด้านลบที่สูงมากๆ

การปิดเส้นทางเชื่อต่อกับอู่ฮั่นก็จะส่งผลหนักหน่วงต่อไทยเช่นกัน คำถามก็คือ คนไทยที่ต้องการแบบนี้ยอมรับผลกระทบได้หรือไม่?

แน่นอนว่ารัฐบาลไทยไม่อาจรับได้ ดังงั้นเราจึงยังไม่มีมาตรการสกัดกั้นที่เด็ดขาด ถึงขนาดปิดทางผู้คนจากอู่ฮั่นเข้ามาในประเทศ

ดังนั้นกับคำถามที่ว่า “ถึงเวลาที่ไทยจะต้องปิดเส้นทางเชื่อมต่อกับอู่ฮั่นหรือยัง?”

คำตอบก็คือยัง

แต่เรายังมีมาตรการที่เด็ดขาดน้อยกว่าเอามาใช้ประคับประคองสถานการณ์ได้ เช่น แนะนำไม่ให้ประชาชนเดินทางไปอู่ฮั่นโดยไม่จำเป็น หรือหากจำเป็นต้องไปอู่ฮั่นก็ต้องยอมรับว่าอาจถูกกักตัวที่จีนและไทย

หรืออาจทำแบบสิงคโปร์ ด้วยการตั้งทีมปฏิบัติงานเฉพาะกิจหลายกระทรวงเพื่อรับมือกับวิกฤต

หรืออาจทำแบบฟิลิปปินส์ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ยขื่นหนังสือให้สำนังานการบินพลเรือนแห่งฟิลิปปินส์ ระงับเที่ยวบินจากอู่ฮั่นมายังฟิลิปปินส์ทั้งหมด

หรือจะทำแบบ รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม “โด่ ซวน เตวียน” ที่บอกว่า เวียดนามกำลังพิจารณาปิดชายแดนกับจีนหากมีความจำเป็น

หรืออาจทำแบบญี่ปุ่นเริ่มตรวจตรานอกเหนือจากอู่ฮั่นแล้ว โดยรัฐบาลขอให้สายการบินที่บินจากจีนเข้าญี่ปุ่นทั้งหมด กระตุ้นให้ผู้โดยสารแจ้งเตือนลูกเรือว่ามีอาการป่วยเหรือไม่

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นบอกว่า “เราจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ”

ขณะที่นายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า “เราควบคุมได้มาตลอด หลายอย่างดำเนินการมาล่วงหน้าแล้ว ไม่อย่างนั้นเราคงป้องกันไม่ได้อย่างนี้”

ได้ยินคำกล่าวของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาแล้วหลายคนคงอดเลิกคิ้วด้วยความกังขาไม่ได้ เพราะที่นายกฯ ว่า “ไม่อย่างนั้นเราคงป้องกันไม่ได้อย่างนี้” มันดูขัดๆ กับความจริงที่ว่าไทยเป็นประเทศแรกที่มีผู้ติดเชื้อนอกจีน และมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดนอกจีน

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังบอกว่า “ลองเปรียบเทียบที่ประเทศจีนวันนี้เขาห้ามบุคคลออกจากเมืองอู่ฮั่นโดยเด็ดขาด ซึ่งเขาห้ามได้ ประเทศไทยห้ามได้ไหม มันต่างกันตรงนี้” (อ้างอิงจากการรายงานของโพสต์ทูเดย์ วันที่ 23 มกราคม 2563)

ถ้อยคำต่อมาที่นายกรัฐมนตรีกล่าวยิ่งเปิดเผยให้เห็นว่า ความเด็ดขาดของไทยที่จะรับมือไวรัสอู่ฮั่นยังห่างชั้นจาก “เผด็จการ” จีนนัก

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

เปิดคลิปสาวจีนกินค้างคาว ท่ามกลางกระแสต่อต้านเปิบพิสดาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612656

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 21:31 น.

เปิดคลิปสาวจีนกินค้างคาว ท่ามกลางกระแสต่อต้านเปิบพิสดาร

ความกลัวว่าค้างคาวอาจเป็นตัวการของไวรัสอู่ฮั่น ทำให้ชาวจีนเริ่มกระแสต่อต้านการกินค้างคาวและเนื้อสัตว์ป่า มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในเรื่องนี้ในสังคมออนไลน์ของจีน และมีการแชร์ภาพรวมถึงคลิปวิดิโอของผู้ที่รับประทานค้างคาวกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงคลิปของสาวสวยชาวจีนกำลังกินค้างคาวเป็นตัวๆ ซึ่งคาดว่าปรุงในแบบซุปค้างตาว

ทั้งนี้ ชาวจีนบางกลุ่มนิยมรับประทานเนื้อค้าวคาว เพราะคำว่าค้างคาวในภาษาจีนคือคำ่า “เปียนฝู” ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่าโชคลาภ

https://twitter.com/WhatsOnWeibo/status/1220327971006840832

คนไข้จีนรายแรกที่ฟื้นตัวจากไวรัสอู่ฮั่นเปิดใจเล่าวินาทีในห้องไอซียู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612653

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 20:23 น.

คนไข้จีนรายแรกที่ฟื้นตัวจากไวรัสอู่ฮั่นเปิดใจเล่าวินาทีในห้องไอซียู

ชายหนุ่มวัย 23 เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการปวดศีรษะธรรมดา แต่ 3 วันหลังจากนั้นเขากลายเป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส

ชายหนุ่มแซ่หวงวัย 23 ปีจากเมืองอู่ฮั่นทำงานที่สถานีรถไฟฮั่นโข่วในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งห่างจากตลาดอาหารทะเลหัวหนานที่เป็นจุดที่เชื้อโคโรนาไวรัส 2019-nCov แพร่ระบาดเพียง 1 กิโลเมตร

หวงให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Pear ของจีนว่ามีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน และอ่อนแรงตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.ปีที่แล้ว และเริ่มอาการหนักขึ้นในวันถัดมา โดยเจ้าตัวคิดว่าเป็นไข้ธรรมดาจึงไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลท้องถิ่น แพทย์ได้ฉีดยา Penicillin G ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียและให้ยาทาน

ทว่าผ่านไป 3 วันอาการกลับไม่ดีขึ้น ทั้งยังมีไข้ขึ้น จึงกลับไปยังโรงพยาบาลเดิมเพื่อตรวจซ้ำ ครั้งนี้แพทย์พบว่าการทำงานของไตผิดปกติ ต่อมาในวันที่ 1 ม.ค. หวงตัดสินใจไปพบแพทย์อีกโรงพยาบาลหนึ่งเพื่อขอความเห็นที่สองทางการแพทย์ ซึ่งครั้งนี้แพทย์ระบุว่าเขาเป็นโรคปอดอักเสบ

หลังจากแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 อ่านประวัติการรักษาและได้รับแจ้งว่าหวงทำงานใกล้กับจุดที่เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่ระบาดจึงส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลจินยิ๋นทันที่รักษาผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสส่วนใหญ่ของอู่ฮั่นเพื่อกักตัวรอดูอาการ ระหว่างนี้หวงมีอาการอ่อนเพลียมากจนแทบขยับตัวไม่ได้ และต้องให้ออกซิเจน

หวงเผยว่าระหว่างที่อยู่ในห้องไอซียู “ทีมแพทย์แต่งชุดป้องกันการติดเชื้ออย่างรัดกุมไม่เปิดเผยผิวหนังแม้เพียงหนึ่งนิ้ว” และยังบอกว่าเจ้าหน้าที่มีความเป็นมิตรและทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่

หนุ่มวัย 23 ให้สัมภาณ์ทิ้งท้ายว่าเขาฟื้นตัวเร็วกว่าคนไข้รายอื่นเพราะอายุยังน้อยและร่างกายแข็งแรง

นักวิจัยเจาะธารน้ำแข็งที่ทิเบต พบไวรัสที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612648

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 19:36 น.

นักวิจัยเจาะธารน้ำแข็งที่ทิเบต พบไวรัสที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน

ทีมนักวิจัยนำโดย Zhi-Ping Zhong ค้นพบไวรัสที่ถูกกักไว้ในธารน้ำแข็งที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทิเบต เป็นไวรัสที่ไม่เคยถูกค้นพบที่ไหนมาก่อน พวกมันถูกแช่แข็งไว้ในธารน้ำแข็งมานานถึง 15,000 ปี

จนกระทั่งในปี 2558 นักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐและจีน เจาะลึกลงไปในธารน้ำแข็ง 50 เมตรแล้วนำตัวอย่างน้ำแข็งโบราณออกมา หลังจากผ่านไป 5 ปี นักวิจัยเหล่านี้ทำการศึกษาน้ำแข็งเป็นผลสำเร็จ และค้นพบไวรัสโบราณในธารน้ำแข็ง รวมถึงกลุ่มไวรัส 28 กลุ่มที่วงการวิทยาศาสตร์ไม่เคยพบกันมาก่อน

ทั้งนี้ ไม่มีขั้นตอนพิเศษที่ใช้ในการหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนขณะทำการเจาะการขนย้ายหรือการขนส่งแกนน้ำแข็ง เพียงแต่เก็บตัวอย่างไว้ในห้องอุณหภูมิ -5 องศาเซลเซียส ทำให้มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์จากภายนอก ทำให้ต้องเสียเวลาในการกำจัดออกไป

รายงานฉบับนี้มีชื่อว่า Glacier ice archives fifteen-thousand-year-old viruses (น้ำแข็งของธารน้ำแข็งเก็บรักษาไวรัสอายุ 15,000 ปี) เผยแพร่ใน BioRxiv แพล็ตฟอร์มสาธารณะเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านชีววิทยา

การศึกษาไวรัสแช่แข็งมีจุดประสงค์สำคัญ คือเพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ที่ธารน้ำแข็งกำลังจะละลายเพราะภาวะโลกร้อน และจะปลดปล่อยไวรัสที่ไม่เคยพบกันมาก่อนออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจไวรัสโบราณเสียก่อน เพื่อรับมือกับสถานการณ์คาดไม่ถึงที่อาจเกิดขึ้นได้

จีนปิดเพิ่มอีกสองเมืองใกล้อู่ฮั่น สกัดการแพร่ระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612640

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 17:33 น.

จีนปิดเพิ่มอีกสองเมืองใกล้อู่ฮั่น สกัดการแพร่ระบาด

นอกจากนครอู่ฮั่น จีนได้สั่งปิดเมืองหวงกังและเอ้อโจวที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อสกัดการแพร่ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่

ทางการจีนได้ออกคำสั่งปิดเมืองหวงกัง (Huanggang) และเมืองเอ้อโจว (Ezhou) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกับนครอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ย์ของจีน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้ว โดยคำสั่งห้ามประชาชนเดินทางเข้าออกเมืองหวงกัง จะมีผลบังคับใช้ภายในเที่ยงคืนนี้่

สำหรับเมืองหวงกัง เป็นเมืองที่มีประชากรราว 6 ล้านคน ห่างจากนครอู่ฮั่นไปทางตะวันออกราว 30 กิโลเมตร ส่วนเมืองเอ้อโจว (Ezhou) ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับเมืองหวงกัง มีประชากรราว 1 ล้านคน

สาธารณสุขจีนหวั่นว่าจะเกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจนไม่อาจควบคุมได้ช่วเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวจีนหลายร้อนล้านคนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวต่างประเทศ

คำสั่งปิดเมืองเพิ่มเติมอีก 2 แห่งนี้ ตามมาหลังจากคำสั่งเมื่อช่วง10.00 น. ที่ผ่าน ซึ่งจีนได้ออกคำสั่งปิดนครอู่ฮั่น พร้อมสั่งระงับขน่ส่งสาธารณะทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถไฟ เครื่องบิน รถบัส เรือ หรือไม่แต่รถยนต์ส่วนตัว เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลามออกจากเมือง

ขณะที่ล่าสุด ตัวเลขของผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 571 ราย เสียชีวิตแล้ว 17 ราย

สาวอู่ฮั่นแอบกินยาลดไข้ก่อนเข้าเครื่องตรวจอุณหภูมิสนามบินฝรั่งเศส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612639

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 17:32 น.

สาวอู่ฮั่นแอบกินยาลดไข้ก่อนเข้าเครื่องตรวจอุณหภูมิสนามบินฝรั่งเศส

หญิงสาวรายนี้รู้ตัวว่ามีไข้ก่อนเดินทางไปยังฝรั่งเศสจึงทานยาลดไข้เพื่อให้ผ่านการตรวจอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าประเทศ

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า หญิงสาวจากเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 n-Cov ได้โพสต์ภาพตัวเองที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส พร้อมข้อความว่าเธอมีไข้และไอก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปฝรั่งเศสจึงทานยาลดไข้ และผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบินมาได้

โพสต์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนและพากันวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบของหญิงรายนี้ และช่วยกันรายงานไปยังสถานทูตจีนในฝรั่งเศส

ในเวลาต่อมาสถานทูตจีนในฝรั่งเศสออกแถลงการณ์เตือนให้พลเมืองจีนปฏิบัติตามมาตรการตรวจเช็กของสนามบินอย่างเคร่งครัด และได้ติดต่อไปยังหญิงเจ้าของโพสต์ให้แจ้งเรื่องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝรั่งเศสแล้ว

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่าหญิงคนดังกล่าวใช้บริการของสนามบินใดในฝรั่งเศส

เครื่องบินดับไฟป่าออสเตรเลียตก เสียชีวิตยกลำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612629

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 16:40 น.

เครื่องบินดับไฟป่าออสเตรเลียตก เสียชีวิตยกลำ

เครื่องบิน C-130 ดับไฟป่าตกในรัฐนิวเซาท์เวลส์ นักดับเพลิงอเมริกันเสียชีวิตยกลำ 3 นาย

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันนี้ (23 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เกิดเหตุเครื่องบินดับเพลิงแบบ C-130 เฮอร์คิวลิส ประสบเหตุตกในเขต Snowy Monaro ทางใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นเหตุให้ลูกเรือบนเรือ 3 นาย ซึ่งเป็นอาสาสมัครดับเพลิงชาวอเมริกันเสียชีวิตยกลำ

รายงานระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวกำลังบินปฏิบัติหน้าที่ควบคุมไฟป่าบริเวณทางใต้ของกรุงแคนเบอร์ร่า เมืองหลวง หลังจากที่พบว่าเกิดไฟป่าขึ้นมาอึกครั้ง สืบเนื่องจากอุณหภูมิหลายพื้นที่สูงขึ้น

ก่อนหน้านี้ พบว่าเครื่องลำดังกล่าวได้ขาดการติดต่อกับหอบังคับการไปขณะบินเหนือบริเวณภูมิภาคสโนว์วี โมนาโร (Snowy Monaro) บนเทือกเขาสโนว์วี (Snowy Mountains) หลังการขาดติดต่อ Shane Fitzsimmons ผู้บัญชาการหน่วยดับเพลิงชนบทรัฐนิวเซาท์เวลส์ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่บนเครื่องทั้ง 3 นายเสียชีวิตแล้ว โดยทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันที่อาสาช่วยภารกิจดับเพลิงในออสเตรเลีย

นางแกลดีส์ เบเรจิเกลียน มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่บนเครื่องเสียชีวิต 3 คน โดยทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่สัญชาติอเมริกัน พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของพวกเขา

สำหรับเครื่องบินรุ่น C-130 ที่สำนักดับเพลิงนิวเซาท์เวลสใช้งานนั้น ได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท โคลสัน เอวิเอชั่น เป็นเวลาหลายปี โดยหลังเหตุเหตุ ทางบริษัทต้นสัญญาได้ประการระงับใช้งานเครื่องบินรุ่นเดียวกันนี้ที่เข้าประจำการทั้งหมดในหน่วยดับเพลิงไปก่อน

อนึ่ง ด้วยสภาพอากาศที่กลับมาร้อนจัดอีกครั้งในพื้นที่นิวเซาท์เวลส์ ส่งผลให้สถานการณ์ไฟป่ากลับมาอีกครั้ง โดยทั่วรัฐพบว่ามีไฟป่ารุนแรงใน 7 จุด

เช่นเดียวกับที่กรุงแคนเบอร์ร่า เมืองหลวงของประเทศ มีการพบไฟป่าเกิดขึ้นใกล้กับสนามบินของเมือง ส่งผลให้ทางการกรุงแคนเบอร์ร่าต้องสั่งปิดสนามบิน พร้อมระงับหลายเที่ยวบินเป็นการชั่วคราว จากการที่ไฟป่าดังกล่าวเริ่มลุกลามตั้งแต่เมื่อวานนี้ (22 ม.ค.) แต่ด้วยสภาพอากาศร้อนจัดและลมแรง ส่งผลให้สถานการณ์ไฟป่าเลวร้ายลง

ไวรัสอู่ฮั่นไม่ได้แสดงอาการไข้เสมอไป ชี้อาจเล็ดลอดเครื่องตรวจอุณหภูมิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612618

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 15:59 น.

ไวรัสอู่ฮั่นไม่ได้แสดงอาการไข้เสมอไป ชี้อาจเล็ดลอดเครื่องตรวจอุณหภูมิ

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน เผยผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019-nCov หลายรายไม่แสดงอาการไข้ ทำให้เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายนักท่องเที่ยวขาเข้าของสนามบินตรวจไม่พบผู้ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อต้องใช้เวลาฟักตัวราว 1-2 สัปดาห์จึงจะแสดงอาการ

รายละเอียดในรายงานเผยว่า ผู้เสียชีวิต 5 รายจาก 17 รายแสดงอาการอื่นหลังติดเชื้อไวรัส เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก และไอ โดยผู้เสียชีวิตที่อายุมากที่สุดเพศชายอายุ 89 ปี มีอาการง่วงซึม กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ร่วมกับอาการไข้ และมีโรคประจำตัวอยู่ก่อน รวมทั้งโรคความดันโลหิตสูง

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนยังเผยอีกว่า ผู้เสียชีวิต 9 รายมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และพาร์กินสัน

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 8 รายอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป, 2 รายอยู่ในช่วงวัย 70-79 ปี, 5 รายอยู่ในช่วงวัย 60-69 ปี และ 1 รายอยู่ในช่วงวัย 50-59 ปี ส่วนที่อายุน้อยที่สุดเป็นผู้หญิงวัย 48 ปี

จากรายงานของทางการจีนจะเห็นได้ว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว