คาดศาลรัฐธรรมนูญเร่งวินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณ 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412623?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

คาดศาลรัฐธรรมนูญเร่งวินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณ 63

24 มกราคม 2563 – 17:19 น.
ชวน หลีกภัย,เสียบบัตรแทน,ศาลรัฐธรรมนูญ,ศร,วินิจฉัย,งบฯ 63
เปิดอ่าน 289 ครั้ง

หลังเกิดเหตุ ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน ชวน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณ 63 แล้ว คาดศาลเร่งพิจารณาสัปดาห์หน้า

คลิปที่ 1

ศาลรัฐธรรมนูญ 24 มกราคม 2563 เวลา 15.54 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงนามและให้เจ้าหน้าที่นำคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) วินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563

คลิปที่ 2

หลังมีเหตุ ส.ส. เสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างฯ กฎหมายดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถประจำรัฐสภานำคำร้องมายื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเจ้าหน้าที่ห้องรับคำร้องได้ตรวจคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการยื่นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 อย่างไรก็ตาม คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะนำคำร้องดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะตุลาการศาลภายในสัปดาห์หน้า เนื่องจากกฎหมายงบประมาณถือเป็นเรื่องสำคัญ

อ่านข่าว – สนธิรัตน์ถามแล้วบางคนในคลิปเสียบบัตรแทน

คาดศาลรัฐธรรมนูญเร่งวินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณ 63

คาดศาลรัฐธรรมนูญเร่งวินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณ 63

คาดศาลรัฐธรรมนูญเร่งวินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณ 63

คาดศาลรัฐธรรมนูญเร่งวินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณ 63

คลิปที่ 3

PM2.5 ใครซื้อหน้ากากได้ก็ซื้อจะรอรัฐบาลแจกอย่างเดียวคงไม่ไหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412621?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

PM2.5 ใครซื้อหน้ากากได้ก็ซื้อจะรอรัฐบาลแจกอย่างเดียวคงไม่ไหว

24 มกราคม 2563 – 16:51 น.
Government Weekly,PM Talk,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,ไทยคู่ฟ้า,ฝุ่นละอองขนาดเล็ก,PM 25
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

บิ๊กตู่ ลั่น จับรถควันดำทุกคันรถ นายกฯ ก็ไม่เว้น ระบุ หน้ากากกัน PM 2.5 ใครซื้อได้ก็ซื้อ จะรอรัฐบาลแจกอย่างเดียวคงไม่ไหว

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 เวลา 15.00 น.  รายการ Government Weekly ช่วง PM Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้พูดคุยตัวแทนเด็ก เกษตรกร ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับฟังปัญหาและแนวคิดประชาชนต่อการรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลติดตามเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งยังไม่มีเครื่องมือตรวจวัดเท่าตอนนี้ ประชาชนจึงตระหนกเมื่อรู้ถึงข้อเท็จจริง ทุกคนได้รับผลกระทบ แต่จะป้องกันตัวเองอย่างไร รัฐบาลต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ ทำเป็นขั้นเป็นตอน เนื่องจากมีคนจำนวนมาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่ยากง่ายของการแก้ปัญหา คนไทยไม่ชอบถูกบังคับ แต่ตนจะทำเต็มที่ ครม. ได้มีการสั่งการไปแล้ว สิ่งสำคัญประเทศรอบบ้านเราก็มีการเผา กระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงก็หารือกันทั้งหมดขอให้ช่วยเหลือ ซึ่งดีขึ้น โดยช่วงเวลา 3 – 4 เดือน นี้ ค่าฝุ่นละอองปริมาณสูง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เตรียมพื้นที่ปลูกพืชพร้อมๆ กัน เพราะเครื่องมือยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร จึงต้องมีการเผาเตรียมพื้นที่

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการแก้ปัญหาในส่วนนี้ แม้จะยังไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องดูเหตุผลความจำเป็นหรือขออนุญาต รวมถึงเรื่องการจับรถควันดำ ตนได้กำชับให้จับกุมทุกคัน รถของตนก็จับไปเลยถ้าควันดำ ดังนั้น การแก้ปัญหาจะเร็วขึ้นถ้าทุกคนร่วมมือ

ในตอนท้าย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้ทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อกรองก๊าซต่างๆ ที่มีปัญหา ต้นไม้จะช่วยได้เยอะ แต่ต้องใช้เวลาระยะยาว และแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน เพื่อเป็นการป้องกันตัว ตอนนี้ต้องคุ้มครองผู้มีความเสี่ยงสูง ใครซื้อหน้ากากได้ก็ซื้อ จะรอรัฐบาลแจกอย่างเดียวคงไม่ไหว ส่วนมาตรการทำงานที่บ้านนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังคุยกัน แต่ก็เป็นบางหน่วยงานเท่านั้นที่สามารถทำงานที่บ้านได้ ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลให้ความห่วงใย ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างที่สุดในเรื่องของสุขภาพ รวมถึงทุกเรื่องที่เป็นนโยบายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าสร้างมลภาวะอย่างไร แต่จะสามารถควบคุมได้ถ้าร่วมมือกัน ทั้งหมดตนอยากให้ทราบถึงภาพกว้างของการแก้ปัญหา ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย กติกา ทุกอย่างจะดีหมด

อ่านข่าว – วอร์รูมสู้ฝุ่นพิษ บิ๊กตู่ ถามใช้ยาแรงรับกันได้หรือไม่

‘เวทีโลก’ ชื่นชมไทย ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

‘เวทีโลก’ ชื่นชมไทย ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำเร็จ

24 มกราคม 2563 – 16:09 น.
ชื่นชมรัฐบาลไทย,ควบคุมแอลกอฮอล์,เวทีโลก,สาธิต,ทำเนียบฯ,สื่อดิจิทัล
เปิดอ่าน 211 ครั้ง

“สาธิต”เผยทีมประเมินควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับโลก ชื่นชมรัฐบาลไทยควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำเร็จ ยกเป็นต้นแบบในเอเชีย และคุมโฆษณาสื่อดิจิทัล

วันที่ 24 มกราคม 2563 – ที่ทำเนียบรัฐบาล ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทีมผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ รับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายการควบคุมแอลกอฮอล์ของประเทศไทยจากทีมประเมินระดับโลก

ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก 6 ประเทศและประเทศไทย ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ผู้แทนสหประชาชาติ และนักวิชาการผู้เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 20 ถึง 24 มกราคม 2563 และลงศึกษาข้อมูล 3 จังหวัด ที่เชียงใหม่ สงขลา และกรุงเทพมหานคร สืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยได้ริเริ่มให้มี Joint Assessment Mission to Review Alcohol Control Policy and Strategy Thailand เพื่อทบทวนผลการดำเนินงานควบคุมแอลกอฮอล์ตั้งแต่ พ.ศ.2551 จนถึงปัจจุบัน

ดร.สาธิต  กล่าวว่า จากการที่ทีมประเมินระดับโลก นำโดยศาสตราจารย์ ดร.แซลลี่ แคสเวลล์ หัวหน้าทีมประเมิน ได้กล่าวชื่นชมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเทศไทยว่า มีผลงานโดดเด่นหลายด้านในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศในแถบเอเชีย

ดร.สาธิต  กล่าวอีกว่า สำหรับคำแนะนำจากทีมประเมินนั้น บางส่วนได้ดำเนินการแล้วแต่จะเพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญ เช่น การห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี การลดจำนวนและความหนาแน่นของจุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

        “การห้ามโฆษณาโดยวิธีการต่าง ๆ ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะทางสื่อดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายและสร้างตัวอย่างการมีงานประเพณีที่ดีงามปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ดร.สาธิตกล่าว

ดร.สาธิต กล่าวอีกว่า ในส่วนกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดระบบการจัดบริการให้กับผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุราเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น และทีมประเมินยังได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพสามิต ซึ่งข้อเสนอแนะจากทีมประเมินจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เพื่อประยุกต์ใช้ให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

นายแดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การลดปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้เร็วขึ้น ความมุ่งมั่นและการเป็นผู้นำในการทำงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของรัฐบาลไทยนั้นควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะคงบทบาทนำในการขับเคลื่อนมาตรการในการจัดการกับปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.แซลลี่ แคสเวลล์ หัวหน้าทีมประเมิน ฯ กล่าวชื่นชมประเทศไทยว่า ประเทศไทยมีผลงานที่โดดเด่นหลายด้านในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศในแถบเอเชีย มีโครงสร้างกฎหมายที่ดี เครือข่ายทำงานที่เข้มแข็ง และสามารถควบคุมอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรท่ามกลางปัจจัยกระตุ้นที่รุนแรง

หัวหน้าทีมประเมินฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ยังต้องการการมีส่วนร่วมและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งเช่น กฎหมายการห้ามจำหน่ายแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมทั้งการปรับปรุงข้อกฎหมายให้ทันกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการควบคุมการโฆษณา สปอนเซอร์ และการส่งเสริมการขายของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกรูปแบบ

           “โดยเฉพาะสื่อดิจิทัล การปรับปรุงระบบการให้ใบอนุญาตขายปลีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชน อีกทั้งการเพิ่มภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำโดยให้สอดคล้องกับภาระเงินเฟ้อ”หัวหน้าทีมประเมินฯ กล่าวในที่สุด

อ่านข่าว : คุมเข้ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งวงดื่มในหมู่บ้าน

ปลอบใจตัวเองไทยตกชั้นโปร่งใสแต่ยังมีเวลาตีตื้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412597?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปลอบใจตัวเองไทยตกชั้นโปร่งใสแต่ยังมีเวลาตีตื้น

24 มกราคม 2563 – 15:36 น.
โปรยยาหอม,ปลอบใจ,ไทยตกชั้นโปร่งใส,วิษณุ เครืองาม
เปิดอ่าน 165 ครั้ง

โปรยยาหอม ป.ป.ท. ทำงานช้าแต่ผลงานเด่น วิษณุ ยอมรับสอบตกอันดับโปร่งใส ปล่อยเวียดนามแซงหน้า ปลอบใจยังมีเวลาตีตื้น

24 มกราคม 2563  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในงานวันครบรอบการสถาปนา 12 ปี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจ ป.ป.ท. ในการแก้ไขปัญหาทุจริตต่างๆ ได้หมดทุกเรื่อง

แต่การป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่ได้มีเพียงแค่ไปจับคนมาฟ้อง ติดคุก ติดตะราง ต้องมีการศึกษาวิจัยและหามาตรการที่จะขู่หรือเตือนให้เกิดจิตสำนึก โดยต้องร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งต่อให้มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีก 10 สำนักงาน ก็คงจะไม่สามารถแบกรับงานไว้ทั้งหมดได้ จึงจำเป็นต้องมี ป.ป.ท. มาช่วยแบ่งเบาภาระงาน คือ ป.ป.ช. เป็นพระเอก และ ป.ป.ท. เป็นพระรอง ถือดาบกันคนละข้าง เพื่อจัดการการทุจริต

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา ป.ป.ท. สามารถทำงานได้ดี จะเห็นจากสถิติการฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. มีน้อย หรือแทบไม่มีคดีเลย นอกจากนี้ ป.ป.ท. ยังทำคดีโครงการทุจริตจำนำข้าว แม้หลายคนอาจจะมองว่าช้า แต่คดีก็มีความคืบหน้าจนสามารถส่งฟ้องและดำเนินคดีเรียกทรัพย์คืนในทางแพ่งให้ชดใช้ได้หลายราย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานการปราบทุจริตในเรื่องค่าอาหารกลางวัน และเรื่องเงินทอนวัด สำหรับภารกิจสำคัญที่รัฐบาลมอบให้แก่ ป.ป.ท. มี 3 ประการ คือ 1. การป้องกัน 2. การปราบปราม และ 3. การสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ในระดับนานาชาติจะมีตัวชี้วัดการทุจริตคือ Corruption Perceptions Index : CPI ของ Transparency International : TI หรือ องค์กรชี้วัดความโปร่งใสนานาชาติ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบประเทศที่เข้าร่วมโครงการยอมให้ตรวจสอบ เมื่อปี 2562 ไทยได้คะแนน 36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 99 ถ้านับจาก 50 คะแนน ก็ถือว่าสอบตก แต่ถ้านับเป็นอันดับก็เป็นอันดับที่ 99 ล่าสุด ก็ประกาศผลออกมาว่าค่า CPI ของไทยประเมินได้ 36 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 101 รักษาอันดับไม่ได้ เพราะถูกเวียดนามเบียดแซงไป แต่เรายังมีเวลาที่จะกระเตื้องขึ้นได้

อ่านข่าว – วิษณุ ลั่นเสียบบัตรแทนกันมีโทษ เสียหายร้ายแรง

ณฐพร ยื่นดาบ 2 ยุบ อนค.ปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ เทียบเคียง ทษช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412582?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ณฐพร ยื่นดาบ 2 ยุบ อนค.ปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ เทียบเคียง ทษช.

24 มกราคม 2563 – 14:47 น.
ณฐพร โตประยูร,พรรคอนาคตใหม่,อนค,ปฏิปักษ์ต่อการปกครอง,ศาลรัฐธรรมนูญ,ศร,กกต,มาตรา 92 2,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 449 ครั้ง

ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมขอให้ กกต. เร่งพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบ อนค. ตาม ม.92 (2) ณฐพร ยกแนวคำวินิจฉัยยุบ ทษช. เทียบเคียง

คลิปที่ 1

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 24 มกราคม 2563  นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน และเป็นผู้ร้องคดีพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 หรือไม่ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) ได้มายื่นหนังสือเพิ่มเติมต่อ กกต. หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องในมาตรา 49 แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยในมาตรา 92 (2) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง

คลิปที่ 2

นายณฐพร กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลตอนหนึ่งระบุว่า หากมีการกระทำอันเป็นความผิดในกฎหมายอื่นก็ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ต้องไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) นั้น ตนไม่มีอำนาจยื่นร้อง เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ตนจึงจำเป็นต้องมายื่นร้องพร้อมนำหลักฐานมาส่งมอบให้ กกต. ได้พิจารณาดำเนินการในความผิดฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ต่อไป ทั้งนี้ ในคดีลักษณะดังกล่าวเคยมีแนวคำวินิจฉัยของศาลไว้แล้วในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

“มาตรา 92 (2) แค่มีแนวคิดก็ถือว่าเป็นปฏิปักษ์แล้ว ซึ่งข้อความและถ้อยคำทั้งหมดที่ผมนำมายื่นร้อง ไม่ได้ถูกตกแต่งขึ้นแต่เกิดจากการกระทำของคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผมต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าคำร้องของผมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ยกตัวอย่างกรณีข้อบังคับพรรคถ้าผมไม่ยื่นร้อง ทุกอย่างก็จะเงียบไปทำอะไรไม่ได้ กรณีร้องยุบพรรคก็เช่นเดียวกัน ที่ผมจำเป็นต้องดำเนินการให้สิ้นสุด ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กับกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 92 (2) นั้นแตกต่างกัน ซึ่งมาตรา 49 เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง แต่มาตรา 92 (2) เป็นเรื่องของการเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ กกต. จะต้องดำเนินการ วันนี้ผมถือว่าทำหน้าที่สมบูรณ์ในฐานะพลเมืองแล้ว” นายณฐพร กล่าว

นายณฐพร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจากที่ตนมายื่นร้องในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว โดย กกต. ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา และได้เรียกตนเข้ามาให้ข้อมูลแล้ว ในวันนี้จึงนำเอกสารมายื่นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการบรรยายถึงพยานหลักฐานทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับข้อกฎหมาย ว่าผู้ถูกร้องมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองอย่างไร ถ้าได้อ่านก็จะเข้าใจ เช่น คำว่า 2475 มีที่มาที่ไปอย่างไร การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รูปแบบเป็นอย่างไร หรือการจะสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีความหมายอย่างไร ซึ่งข้อความทั้งหมดตนไม่ได้ตกแต่งขึ้นแต่เกิดจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4

เมื่อถามว่า การยื่นร้องที่ไม่สิ้นสุด อาจถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะยุบพรรคอนาคตใหม่ให้ได้หรือไม่ นายณฐพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาการยื่นร้องเรื่องล้มล้างการปกครองถ้ามีความผิดศาลก็แค่สั่งยุติการกระทำ แต่ความผิดฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองโทษถึงถูกยุบพรรค โดยที่ผ่านมาศาลยังไม่ได้วินิจฉัยความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และคำวินิจฉัยตอนหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญยังระบุด้วยว่า หากมีการกระทำความผิดอื่นใด ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป ตนยังยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองหรือคิดล้มล้างเขา ในทางตรงกันข้ามตนก็ถูกโจมตีว่ามายื่นร้องเพื่อฟอกขาวให้พรรคอนาคตใหม่หรือไม่ ตนจึงต้องมาทำหน้าที่ให้ครบถ้วน หลังจากวันนี้ก็ถือว่าจบหน้าที่แล้ว แค่ศาลวินิจฉัยให้แก้ข้อบังคับพรรคเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกตนก็พอใจแล้ว

สำหรับ มาตรา 92 (2) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ระบุว่า กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองนั้น การกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อ่านข่าว – เป๊ปซี่ โพสต์ให้กำลังใจ ดร.ณฐพร พสกนิกรผู้จงรักภักดี

คลิปที่ 3

วิษณุ แย้ม ม.143 ทางออกหากศาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

วิษณุ แย้ม ม.143 ทางออกหากศาล

24 มกราคม 2563 – 14:05 น.
วิษณุ,ม143,ร่างพรบงบฯ63โมฆะ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 335 ครั้ง

วิษณุ แย้มทางออกหากศาลวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.งบฯ63 โมฆะ งัด อานิสงฆ์ “ม.143” จะกลับไปใช้ร่างแรกของรัฐบาลที่ส่ง “สภา” แทน ยัน ไร้ปัญหา เสียใจกับผู้คาดหมายจะวิบัติ

24 ม.ค.2563-ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ส.ส.เสียบบัตรแทนกันระหว่างลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ว่า ต้องรอ 2 อย่างคือ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสภาผู้แทนราษฎร และรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยต้องรอผลตรวจสอบของสภาฯก่อน อย่างไรก็ตาม บัตรประจำตัว ส.ส.จะใช้ 2 กรณี

ได้แก่ แสดงตนและลงมติ ปัญหาคือ มีการแสดงตนและกดลงมติหรือไม่ อย่างการลงมติในวาระ 2 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีการทำผิดๆ ถูกๆ ตั้งแต่มาตรา 31 ขึ้นไปนั้น ตรงนั้นไม่ต้องแสดงตน เพราะแสดงไปแล้วในตอนต้น แต่พอจบวาระ 2 จะขึ้นวาระ 3 ต้องแสดงตนใหม่ จึงต้องดูว่าเป็นไปได้อย่างไรว่ามีการเสียบบัตรคาไว้ แล้วเด้งออกมาเป็นการแสดงตน จากนั้นเด้งออกมาเป็นการลงมติ ต้องตรวจสอบตรงนี้ ถ้าตอนแสดงตนไม่มีการแสดงตนตอนลงมติก็จะไม่เกิด หากเจ้าตัวไม่อยู่แล้วบัตรเสียบคาไว้จริงอย่างที่อ้าง การที่บัตรคาอยู่มันจะไม่เกิดผลอะไรทั้งนั้น ดังนั้น ต้องให้เขาตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า บางฝ่ายพยายามหยิบยกเจตนาว่า เจ้าตัวอยู่ในห้องประชุม แต่มีการฝากบัตรกับเพื่อน เนื่องจากช่องลงมติไม่พอ นายวิษณุ กล่าวว่า เจตนาไม่ใช่เรื่องใหญ่ สุดท้ายให้ออกมาเป็นข้อเท็จจริงว่าเสียบบัตรคาไว้หรือไม่ หรือมอบหมายให้ใครกดหรือไม่ หรือได้มอบหมายคนอื่นแล้วรู้หรือไม่ว่าใครกด อาจจะได้คำตอบไม่ครบหมดก็ได้ ได้เท่าไรก็เท่านั้น

เมื่อถามถึงข้อเสนอให้มีการใช้วิธีสแกนนิ้วเพื่อแก้ปัญหาการเสียบบัตรแทนกัน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่แน่ใจแม้จะได้ยินเรื่องนี้ แต่หากที่นั่ง ส.ส.กำหนดตัวบุคคลไว้แล้ว ใครไม่อยู่ที่ตรงนั้นก็ว่าง สามารถช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลสอบของสภาฯออกมาอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังต่อไปในอนาคต เพราะกว่าห้องประชุมสุริยันจะเสร็จระหว่างนี้จะมีการลงมติอีกหลายครั้ง ต้องระมัดระวังไม่ให้ใครที่มีเจตนาร้าย หรือไม่ได้เจตนาร้ายแต่เลินเล่อ หรือกระทำโดยมิชอบประการใดจนทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบทั้งหมด ไม่ควรจะเกิดขึ้น ต้องป้องกัน

เมื่อถามว่า มีการหารือกับนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับทางออกของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ แล้วหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ทางออกมันมีอยู่ แต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน เราจะได้รู้ว่าถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิดตรงไหนจะได้แก้ไขเสีย

เมื่อถามว่า ขณะนี้หลายฝ่ายกังวลกันไปหมด นายวิษณุ กล่าวว่า ตนบอกไปแล้วว่าไม่มีอะไร แต่ถ้าล่าช้านั้นเรื่องจริง วันนี้ความกังวลคือ การล่าช้า แต่ถ้ากังวลว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงนั้นมันไม่เกิด อย่าไปพูดให้เกิดความกังวล มีคนออกมาพูดก่อนว่าจะวิบัติ ตนจึงย้ำว่าไม่วิบัติ อย่างไรก็ทำได้ ข้าราชการได้เงินเดือน เพราะสำนักงบประมาณได้เตรียมวิธีแก้ปัญหาไว้แล้ว พอดีพอร้ายเผลอๆ โครงการต่างๆ อาจมีช่องทางไปได้ แต่โครงการลงทุนใหม่อาจจะยาก ขอให้รู้ก่อนว่าความผิด บกพร่อง เกิดขึ้นที่ตรงไหน จะแก้อย่างไร ส่วนการออก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด นั่นเป็นทางสุดท้าย

เมื่อถามว่า รัฐบาลมีทางออกอยู่แล้วใช่หรือไม่ แต่ไม่มั่นใจจึงประสานวิปรัฐบาลให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่มั่นใจ มั่นใจแต่ไม่บอก ต่อข้อถามว่า กรณีนี้สามารถขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเร่งด่วนได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ศาลรู้อยู่แล้ว เพราะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเหมือนกับทุกคน ส่วนจะรวดเร็วแค่ไหนนั้น ก็ไม่ควรจะเร็วกว่ากำหนดเวลาที่ควรจะเป็น

นายวิษณุ กล่าวว่า กรณีนี้ต่างกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 56 และ 57 และความต่างยังมีอีกว่ากรณีปี 56 เป็นกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนปี 57 เป็น ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเสียไปเพราะกระบวนการไม่ถูกต้อง วันนี้สังเกตหรือไม่ว่าไม่มีใคร โดยเฉพาะฝ่ายค้านพูดถึงกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 56 พูดแต่ พ.ร.บ.กู้เงิน ปี 57 โดยทั้ง 2 กรณีเป็นการเสียบบัตรแทนกันโดยคนๆเดียวกัน และตอนนั้นการพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับ ไม่มีกำหนดเวลา เมื่อเสียคือเสียไป แต่บังเอิญร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯนั้น ในมาตรา 143 ของรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดว่าหากพิจารณาไม่แล้วเสร็จใน 105 วัน ให้ถือว่าสภาฯเห็นชอบ ที่เขียนไว้เช่นนั้นเพราะเขากลัวสภาฯแช่ไว้ แปรญัตติกันไปกันมา จึงเขียนว่าถ้าไม่เสร็จให้ถือว่าเสร็จ ดังนั้น จึงเป็นความต่างอยู่ แต่หากศาลบอกว่าไม่ต่างก็แล้วแต่ศาล เพียงแต่ที่ยื่นเพื่อชี้ประเด็นให้เห็นว่าไม่เหมือนกัน

“พูดก็พูดนะ กฎหมายงบประมาณถ้าไม่ล็อกเรื่อง 105 วัน มันมีช่องทางคิดได้เหมือนกันว่าเอากลับไปโหวตใหม่ แต่เมื่อมีกำหนดเวลาเอาไว้ ก็เป็นช่องที่ขอให้ศาลวินิจฉัยหน่อยว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ลองคิดเอาง่ายๆ 105 วัน ครบเมื่อต้นเดือน ม.ค. ผมไม่ได้สรุป แต่ชี้ให้เห็นว่ามีนัยยะที่ต่างจากสองเรื่องที่เคยเกิดขึ้น”นายวิษณุ กล่าวและว่า หากมาตรา 143 สามารถใช้ได้กับเรื่องนี้ มันจะกลับไปสู่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯที่เสนอในวาระที่ 1 ทุกอย่างที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตัดๆ ไปจะกลับไปสู่ร่างแรก เพราะเจตนาของมาตรานี้ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าจะเกิดกระบวนการทำผิด หรือคณะกรรมาธิการทำล่าช้า

เมื่อถามว่า เพราะมีมาตรา 143 ใช่หรือไม่ จึงระบุว่าไม่ถึงขั้นวิบัติ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ใช่ทางออกสุดท้าย แต่เป็นทางออกหนึ่ง ซึ่งมีถึง 6-7 ทางออก

เมื่อถามว่า หากศาลวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯเป็นโมฆะ จะมีผลกับรัฐบาลเหมือนร่างไม่ผ่านสภาฯหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า สมมุติว่าโมฆะหมดเลย ก็หาทางออกอื่น มีหลายทาง มันใหญ่กว่าช่องเยอะ ไม่ต้องรอด เดินสง่าผ่าเผย เมื่อถามอีกว่า หากโมฆะ รัฐบาลต้องรับผิดชอบหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า รับผิดชอบอย่างไร งบประมาณก็ได้ออก ไม่มีใครเดือนร้อน ไม่มีข้าราชการคนไหนไม่ได้เงินเดือน หรือโครงการไหนดำเนินการไม่ได้ เพียงแต่มันจะช้า ไม่มีปัญหา ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่คาดหมายว่าจะวิบัติ

รมว.คลังสหรัฐ แขวะเกรต้า ไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612745

  • วันที่ 24 ม.ค. 2563 เวลา 17:39 น.

รมว.คลังสหรัฐ แขวะเกรต้า ไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์

รัฐมนตรีสหรัฐไล่เกรต้า ทุนแบร์ก กลับไปเรียนหนังสือก่อนจะมาเที่ยว’สอน’บรรดานักธุรกิจ

เมื่อวานนี้ (24 ม.ค.) ที่การประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม ในเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นายสตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐได้กล่าวถึงเกรต้า ธุนแบร์กเยาวชนนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมคนดังวัย 17 ปีชาวสวีเดน โดยระบุว่า เธอควรกลับไปศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ให้ดีก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์หรือ”สอน”บรรดานักธุรกิจ

คำพูดของนายมนูชิน มีขึ้นหลังจากที่เกรต้าได้เดินทางไปร่วมประชุมดังกล่าวด้วย โดยเธอกล่าวเรียกร้องให้โลกหยุดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเจาะน้ำมัน”ในทันที” เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นต้นเหตุหลักของการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโลก

“ผมสับสนไปหมดแล้วกับคำพูดของเธอ .. ธุนแบร์กเป็นควรไปกลับไปเรียนเศรษฐศาสตร์เสียก่อน ค่อยกลับมาสอนนักลงทุนทีนี่ เพราะเธอขาดความเข้าใจในความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจกับการจ้างงาน” รมว.คลังสหรัฐกล่าว

ด้านธุนแบร์ก ได้ทวีตข้อความตอบโต้ รมว.สหรัฐว่า เธออยู่ในช่วงระยะเวลาพักการเรียนเพื่อทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม แต่ความพยายามในการทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศานั้น ไม่จำเป็นต้องจบด้านเศรษฐศาสตร์

นอกจากนี้ในการประชุมดังกล่าว ธุนแบร์กยังบอกด้วยว่าดูเหมือนการประชุมเวิร์ลอีโคโนมิคฟอรั่มครั้งที่ 50 นี้ จะเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงต่อการให้ความสำคัญในประเด็นสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวในงานเช่นกันว่า ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นนักการเมืองควรมีความอดทน และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ต่อคนรุ่นหลัง ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นด้วยขอบเขตความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ผู้นำอียูลงนามรับรอง”เบร็กซิต” ของอังกฤษแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612738

  • วันที่ 24 ม.ค. 2563 เวลา 16:39 น.

ผู้นำอียูลงนามรับรอง"เบร็กซิต" ของอังกฤษแล้ว

ผู้นำอียูลงนามรับรองข้อตกลงเบร็กซิตอังกฤษแล้ว เปิดทางออกจากสมาชิก EU อย่างเป็นทางการวันที่ 31 ม.ค.นี้

วันนี้ (24 ม.ค.) นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายชาลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป ได้ร่วมลงนามรับรองข้อตกลงเบร็กซิตที่รัฐบาลอังกฤษเสนอเรียบร้อยแล้ว ที่สำนักงานใหญ่สหภาพยุโรปในกรุงบรัสเซลล์ของเบลเยี่ยม

ข้อตกลงเบร็กซิตนี้ เป็นข้อตกลงที่อียูกับอังกฤษร่างขึ้นเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนออกจากสมาชิกอียูอย่างเป็นทางการ โดยร่างขึ้นในสมัยนางเทเรซา เมย์เป็นนายกฯ ก่อนจะแก้ไขเพิ่มเติมสมัยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน

การลงนามดังกล่าวจะส่งผลให้ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ของวันที่ 31 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกประเทศสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ หลังอังกฤษเป็นสมาชิกอียูมายาวนาน 37 ปี

นายมิเชล กล่าวว่า แม้ว่าตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.นี้ อียูจะต้องเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามิตรภาพระหว่างอียูกับอังกฤษจะเปลี่ยนแปลง

การลงนามข้อตกลงดังกล่าวของสองประธานใหญ่อียู มีขึ้นหลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายว่าด้วยการถอนตัวจากสหภาพยุโรป เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการหารือในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านหลังอังกฤษออกจากสมาชิกอียูอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี หลังจากที่สองผู้นำยุโรปลงนามในข้อตกลงนี้ จะส่งผลให้ช่วงเวลา 11 เดือนหลังจากนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป ทั้งอังกฤษและอียูต้องหารือความร่วมมือระหว่างกันในหลายประเด็น อาทิ การค้าระหว่างกัน ระบบภาษีศุลกากร รวมถึงการคุ้มครองสิทธิพลเมืองอียูในสหราชอาณาจักร ซึ่งทั้งหมดจะต้องเสร็จก่อนวันที่ 31 ธ.ค.ปี2020

จีนสร้างโรงพยาบาลสนาม 1,000 เตียง รับมือไวรัสอู่ฮั่นโดยเฉพาะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612709

  • วันที่ 24 ม.ค. 2563 เวลา 14:22 น.

จีนสร้างโรงพยาบาลสนาม 1,000 เตียง รับมือไวรัสอู่ฮั่นโดยเฉพาะ

จีนทุ่มสรรพกำลัง สร้างโรงพยาบาลชั่วคราว 1,000 เตียง รักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรนา ตั้งเป้าเสร็จก่อนสิ้นเดือนนี้

สื่อทางการจีนรายงานว่า หน่วยงานท้องถิ่นของนครอู่ฮั่น ได้เริ่มต้นก่อสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียง บนพื้นที่ 25,000 ตารางเมตร เพื่อเป็นศูนย์กลางกักกันโรค และมือกับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะ ตั้งเป้าต้องเริ่มเสร็จภายใน10วัน

รายงานระบุว่า โรงพยาบาลชั่วคราวแห่งนี้จะตั้งอยู่ในพื้นที่สวนแห่งหนึ่งริมทะเลสาบชานเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดไวรัสดังกล่าว โดยแผนการเปิดโรงพยาบาลนสนามสืบเนื่องจาก โรงพยาบาลในเมืองอู่ฮั่นมีจำนวนผู้ป่วยมากเกินความสามารถที่จะรองรับแล้ว

แนวคิดสร้างโรงพยาบาลสนามในอู่ฮั่น จีนทำตามแผนการรับมือครั้งเมื่อเกิดโรคซาร์สในปี 2003 โดยคราวนั้นจีนได้สร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียงในพื้นที่ Xiaotangshanzhen ชานกรุงปักกิ่ง ซึ่งช่วยให้จีนสามารถรับมือการแพร่ระบาดโรคซาร์สได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภาพจากสำนักข่าวซินหัวแสดงให้เห็นคนงานจีนนับร้อยๆคน พร้อมเครื่องจักรหนักหลากชนิดทั้งรถขุด 35 คัน รถบดหน้าดิน 10 คัน กำลังเข้าปรับสภาพพื้นทื่ เพื่อเตรียมก่อสร้างโรงพยาบาลสนามซึ่งจะมีลักษณะเป็นอาคารน็อคดาวน์สำเร็จรูป

บริษัท China State Construction Engineering ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาที่ร่วมก่อสร้างโรงพยาบาลชั่วคราวแห่งนี้ เผยผ่านสื่อว่า เราจะระดมสรรพกำลังทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้โรงพยาบาลดังกล่าวเสร็จภายในวันที่ 3 ก.พ. และต้องสามารถเริ่มรองรับผู้ป่วยชุดแรกได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยขณะนี้มีคนงานมากกว่า 100 คนกำลังทำงานแข่งกับเวลา

อนึ่ง รัฐบาลปักกิ่งได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 1 พันล้านหยวน (ราว 4,398 ล้านบาท) สำหรับใช้ควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้ว รวมถึงให้การรักษาแก่ผู้ที่ติดเชื้อทุกราย ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วทั้งประเทศสูงถึงกว่า 800 รายแล้ว ตามคำแถลงของทางการจีน

 

 

 

Photo : Xinhua / AFP

จีนพบการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นเกือบทุกมณฑลแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612698

  • วันที่ 24 ม.ค. 2563 เวลา 13:12 น.

จีนพบการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นเกือบทุกมณฑลแล้ว

พบผู้ป่วยไวรัสอู่ฮั่นเสียชีวิตนอกมลฑลหูเป่ย์เป็นรายแรก ขณะที่มียอดผู้ติดเชื้อกระจายใน 29 มณฑลทั่วจีน

ทางการจีนเปิดเผยว่ามีขณะนี้ ยอดผู้เสียชีวิตไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ที่ 26 รายแล้ว โดยพบว่าจำนวน 1 รายเป็นผู้เสียชีวิตที่อยู่ในมลฑลเหอเป่ย์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ

การพบผู้เสียชีวิตในมลฑลเหอเปย์ นับเป็นผู้เสียชีวิตกรณีแรก ที่เสียชีวิตนอกนครอู่ฮั่นของมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดไวรัสดังกล่าว

ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ที่ 875 ราย กระจายใน 29 มณฑล (province-level divisions) จากทั้งหมด 34 มณฑล (รวมเขตบริหารพิเศษแล้ว)

ตามคำแถลงของคณะกรรมาธิการสุขภาพแห่งชาติจีนระบุว่า ในจำนวนผู้ติดเชื้อมีบางรายที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจนหายดี และได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

นอกจากนี้ ทางการจีนออกคำสั่งได้สั่งชัตดาวน์เมืองเพิ่มในอีกหลายเมืองในมณฑลหูเป่ย ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับนครอู่ฮั่น ศูนย์กลางการแพร่ระบาด โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบไปแล้วราว 24 ล้านคน