จีนเผยยอดเสียชีวิตไวรัสอู่ฮั่น 9 ราย พบติดเชื้อเกิน 400 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612432

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 10:27 น.

จีนเผยยอดเสียชีวิตไวรัสอู่ฮั่น 9 ราย พบติดเชื้อเกิน 400 คน

จีนพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เกิน 400 ราย ใน 13 มณฑล เสียชีวิตแล้ว 9 สหรัฐเจอป่วยรายแรก

นาง Li Bin หัวหน้าคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนเปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในวันนี้ (22 ม.ค.) ว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนแล้วถึงกว่า 440 ราย ใน 13 มณฑล

ขณะเดียวกันตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 9 ราย โดยผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมนี้ ทั้งหมดพบการเสียชีวิตในมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นมณฑลที่ตั้งของนครอู่ฮั่น สถานที่เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของการระบาด

ตัวเลขผู้ติดเชื้อและยอดเสียชีวิตที่เพิ่มสูงมีขึ้นหลังจากที่วานนี้ (21 ม.ค.) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้เตือนเจ้าหน้าที่ในพรรคคอมมิวนิสต์และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องการกับรับมือสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค ถึงการห้ามปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาด หากพบจะต้องถูกลงโทษอย่างร้ายแรง

ผู้นำจีนยังกล่าวว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน มีประชาชนจำนวนมากที่เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้จึงมีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ระดมกำลังจากทุกฝ่ายและใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค นอกจากนี้ยังต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาผู้ป่วย เร่งค้นหาแหล่งที่มาของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ และสาเหตุของการระบาด เฝ้าระวังผู้ติดเชื้ออย่างใกล้ชิด รวมถึงนำเสนอข้อมูลสำคัญสู่ภายนอกให้รับทราบอย่างทันท่วงที และให้ความร่วมมือกับนานาชาติ

ขณะเดียวกันที่สหรัฐ พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้แล้วเป็นรายแรก โดยเป็นชายอเมริกัน อาศัยในนครซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน โดยจากประวัติพบว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่นในวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้าสองวันที่สหรัฐจะใช้มาตรการคัดกรอง

เกาหลีเหนือกลัวไวรัส สั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612420

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 09:27 น.

 เกาหลีเหนือกลัวไวรัส สั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศ

เกาหลีเหนือมีคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศ ป้องกันการระบาดของไวรัสอู่ฮั่น

สำนักข่าว Kyodo รายงานว่า เกาหลีเหนือสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเข้าประเทศ โดยปิดทางไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางข้ามชายแดนจากประเทศจีนเข้ามาในดินแดนเกาหลีเหนือ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันหลังจากการระบาดของโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสอู่ฮั่น

คำสั่งนี้ได้รับการยืนยันจากบริษัทท่องเที่ยวเกาหลีเหรือในปักกิ่งและที่เมืองตานตง ซึ่งเป็นตะวันออกเฉียงเหนือของจีนติดกับเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ การเดินทางไปยังเกาหลีเหนือส่วนใหญ่จะต้องเดินทางจากจีน ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ

ขณะนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า คำสั่งนี้ครอบคลุมไปถึงชาวจีนหรือชาวต่างชาติที่เดินทางจากจีนเพื่อไปประกอบธุรกิจในเกาหลีเหนือหรือไม่ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังมีความเชื่อมโยงกับจีนอย่างเหนียวแน่น อาจส่งผลกระทบต่อการติดต่อทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศ 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเมื่อชาวตา่งชาติเดินทางไปยังเกาหลีเหนือ มีการควบคุมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกับคนในท้องถิ่นอย่างเข้มงวด และนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางไปพร้อมกับไกด์ตลอดเวลา 

มีรายงานว่าที่ชายแดนภาคเหนือของเกาหลีเหนือติดต่อกับประเทศจีนเปิดให้ประชาชนชาวจีนสามารถขับยานพาหนะของตัวเองไปยังเมืองเล็กๆ ที่เขตชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือได้ โดยชาวจีนมีอิสระที่จะเดินทางในพื้นที่นั้น

ตามติดสถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่น สหรัฐพบรายแรก จีนแพร่14มณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612415

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 08:52 น.

ตามติดสถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่น สหรัฐพบรายแรก จีนแพร่14มณฑล

สหรัฐยืนยันกรณีแรกของไวรัสอู่ฮั่น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเร่งเพิ่มมาตรการป้องกันการแพร่กระจาย

ผู้ติดเชื้อเป็นชายในช่วงอายุ 30 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐใกล้กับซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน เพิ่งเดินทางกลับจากอู่ฮั่นเมื่อวันที่ 15 มกราคม หรือ 2 วันก่อนที่สหรัฐจะตั้งด่านคัดกรองผู้ติดเชื้อ เขาบอกว่าไม่ได้ไปตลาดสดที่เป็นต้นเหตุของการระบาด และไม่ได้ติดต่อกับผู้ป่วยที่อู่ฮั่น

Chris Spitters เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐวอชิงตันกล่าวว่า ผู้ติดเชื้อกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ไม่มีอาการรุนแรง

“นี่เป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเราคาดหวังว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในสหรัฐและทั่วโลก” Nancy Messonier เจ้าหน้าที่อาวุโสของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) กล่าวเสริม

ส่วนสถานการณ์ที่จีน ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วจีนช่วงเช้าวันที่ 22 มกราคมอยู่ที่ 324 ราย ใน 14 มณฑลของจีน มีผู้เสียชีวิต 6 ราย เฉพาะในกรุงปักกิ่งมีผู้ติดเชื้อ 10 ราย ใน 6 เขตของเมืองหลวงจีน

อาการทางคลินิกของผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ คือ มีไข้ มีอาการอ่อนเพลีย และไอแห้ง

ถึงเวลานายกฯ ไทยต้องออกมาสูดฝุ่น PM2.5 ด้วยตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612398

  • วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 20:15 น.

ถึงเวลานายกฯ ไทยต้องออกมาสูดฝุ่น PM2.5 ด้วยตัวเอง

รัฐบาลนานาประเทศล้วนออกมาตรการต่อสู้กับฝุ่น PM 2.5 กันอย่างเอาจริงเอาจัง อาทิ เกาหลีใต้ เพียงฝุ่นเกินมาตรฐาน 2 วันติดกันผู้นำประเทศก็เรียกประชุมฉุกเฉินทันที

คนไทยต้องรับมือกับปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 เป็นปีที่สองแล้ว และปีนี้ทำท่าว่าจะหนักหนาสาหัสกว่าเมื่อปีก่อน ซ้ำยังขยายไปตามต่างจังหวัดอีกหลายจังหวัด จนเรียกได้ว่าเจอฝุ่นกันแทบจะทั้งประเทศแล้ว วันนี้ (อังคารที่ 21 ม.ค. เวลา 17.00 น.) ค่าฝุ่นละอองแบบเรียลไทม์ของกรุงเทพอยู่ที่ 153 ระดับสีแดง ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งต้องดิ้นรนหาหนทางป้องกันตัวเองทั้งสวมใส่หน้ากากอนามัย ทั้งซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้งที่บ้าน แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ยังไม่สวมหน้ากากอนามัย รัฐบาลกลับยังนิ่งเฉย ไม่มีแผนรับมือไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น หรือในระยะยาวอย่างมาตรการป้องกันแก้ไขไม่ให้สถานการณ์แย่ลงหรือกลับมาเยือนชาวไทยซ้ำในปีหน้า

และในขณะที่ค่าฝุ่นละอองของไทยเป็นสีแดงและส่อเค้าจะรุนแรงขึ้น รัฐบาลกลับปิดบังความจริงด้วยการส่งโฆษกรัฐบาลมาบอกไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก หนำซ้ำยังยืนยันว่าสถานการณ์ดีขึ้น ทั้งๆ ที่สถิติชี้ไปในทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังแนะนำให้ประชาชนเชื่อข้อมูลในแอพพลิเคชั่น Air4Thai ที่พัฒนาโดยกรมควบคุมมลพิษเพื่อให้แสดงข้อมูลเฉลี่ยของฝุ่นละอองในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แทนที่จะตรวจสอบจากดัชนี AQI ที่รายงานสภาพอากาศแบบเรียลไทม์

การได้รับข้อมูลฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์จะช่วยให้ประชาชนวางแผนการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หากช่วงเช้าฝุ่นหนาแน่นไม่เหมาะกับการทำกิจกรรมนอกบ้าน อาจสลับการออกกำลังกายในตอนเช้าไปเป็นช่วงอื่นที่อากาศดีกว่า เป็นต้น

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งอยากบอกรัฐบาลว่าการบอกความจริงไม่ได้ทำให้เกิดความแตกตื่นหรือตื่นตระหนก กลับกันความจริงจะทำให้คนไทยตระหนักว่าสถานการณ์ฝุ่นตอนนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ควรป้องกันตัวเองได้แล้ว แต่โฆษกรัฐบาลกลับบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น เลยกลายเป็นว่าคนเดินถนนส่วนใหญ่ไม่สวมหน้ากากอนามัย เพราะคิดว่าฝุ่นยังไม่รุนแรง

อย่างน้อยด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในมือ รัฐบาลสามารถส่งข้อความเข้าสมาร์ทโฟนเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ฝุ่นสีแดงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้านหรือสวมหน้ากากอนามัย

ยกตัวอย่างกรณีของเกาหลีใต้ เพียงแค่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพียง 2 วันติดกันเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว รัฐบาลก็เรียกประชุมด่วนพร้อมออกมาตรการฉุกเฉินมาเป็นพรวน ในระยะสั้นคือประกาศเตือนให้ประชาชนอยู่ภายในอาคารบ้านเรือน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวและเด็ก และหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งส่งข้อความเตือนผ่านแอพพลิเคชั่น

การสื่อสารเบื้องต้นเช่นนี้จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลใส่ใจกับสุขภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ใช่เอาแต่นิ่งเฉย ปล่อยให้ประชาชนหาทางแก้กันเอง

ส่วนระยะยาวนั้นเกาหลีใต้ยังออกมาตรการตามมาอีกมากมาย อาทิ ประกาศภัยพิบัติทางสังคม (social disaster) เพื่อนำงบประมาณฉุกเฉินออกมาอุดหนุนการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูงในห้องเรียน และสนับสุนการใช้รถที่ใช้เชื้อเพลิงแอลพีจี

นอกจากนี้ ยังห้ามรถยนต์ที่ไม่จำเป็นขับเข้าถนนในกรุงโซลและเมืองใหญ่ๆ อีก 6 เมืองแบบวันเว้นวัน ห้ามรถยนต์ดีเซลรุ่นเก่าวิ่ง ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน 6 แห่งภายในปี 2021 และหากฝุ่นหนาแน่นในระดับที่ “ควรระวัง” หรือ “อันตราย” ห้ามรถยนต์ของข้าราชการและพนักงานของสถาบันของรัฐขับเข้ากรุงโซลและเมืองหลัก เป็นต้น

เกาหลีใต้ยังนำเทคโนโลยีอย่างโดรนที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ติดกล้องวิดีโอและเซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณฝุ่นและก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยออกมา รวมทั้งบินตรวจวัดคุณภาพอากาศในบริเวณที่มีมลพิษ โดยเตรียมใช้ทั่วประเทศเร็วที่สุดราวต้นปีหน้า

ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ประกาศสงครามกับฝุ่นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2013 ไม่ว่าจะเป็นการลดมลพิษจากรถยนต์ เช่นการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการปล่อยมลพิษ ตรวจจับรถควันดำ กำหนดให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่จำหน่ายหลังเดือน ก.ค. 2021 ติดตั้งอุปกรณ์กรองเขม่าไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล (DPF) รวมทั้งการสั่งปิดโรงงานไฟฟ้าถ่านหินและขอความร่วมมือให้ประชาชนเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้ก๊าซธรรมชาติหรือไฟฟ้าในการทำความร้อนในฤดูหนาว

7 ปีผ่านไปมาตรการของจีนเริ่มเห็นผลชัดเจน จากรายงานของทางการจีน เมื่อปี 2019 ค่า PM 2.5 ในกรุงปักกิ่งลดลงถึงระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มตรวจวัดเมื่อปี 2013 จาก 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 42 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลง 53%

ด้านกรุงลอนดอนของอังกฤษ รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษและมีอายยุการใช้งานมานานจะต้องจ่ายเงินวันละ 12.50 ปอนด์ หรือราว 495.42 บาท หากขับเข้าไปในเขตใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อเป็นค่าชดเชยที่สร้างมลพิษให้กับเมืองหลวง หากฝ่าฝืนจะถูกปรับ 160 ปอนด์ หรือราว 6,340.36 บาท

ส่วนกรุงปารีสของฝรั่งเศสห้ามรถยนต์วิ่งในวันอาทิตย์ตั้งแต่ 09.00-16.00 น. ในกรุงปารีสและสถานที่สำคัญ อาทิ ย่านช็องเซลิเซ ตามด้วยการปิดถนนบริเวณช็องเซลิเซระยะทาง 1.9 กิโลเมตรทุกๆ วันอาทิตย์แรกของเดือน ตามนโยบาย Paris Respire (ลมหายใจปารีส) ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2016

ตรงข้ามกับรัฐบาลไทยที่ยังนั่งแก้ปัญหาอยู่บนหอคอยงาช้าง ความพยายามของรัฐบาลที่ย้ำว่าปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่น่ากังวลยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะคนในรัฐบาลที่นั่งทำงานในห้องแอร์เย็นฉ่ำ มีเงินเหลือเฟือจะซื้อเครื่องกรองอากาศไปไว้ที่บ้าน ไม่มีทางเข้าใจความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นคนนั่งรถเมล์ควันดำที่รัฐบาลตรวจแล้วไม่พบเกินมาตรฐาน คนเดินถนน หรือพ่อค้าแม่ขายที่ต้องสูดเอาควันพิษเข้าปอดทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมง

หากต้องการทราบสถานการณ์ฝุ่นควันที่แท้จริง นายกรัฐมนตรีหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลควรจะลงมาดูปัญหานี้ด้วยตัวเอง ลองใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาที่นั่งรถเมล์ฝ่ารถติดท่ามกลางอากาศร้อนไปทำงาน อย่างน้อยจะได้เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ต้องเผชิญฝุ่นกันอย่างไร

อีกอย่างหนึ่งคือเพื่อเป็นการแสดงภาวะความเป็นผู้นำและเป็นขวัญกำลังใจว่าผู้นำประเทศก็ให้ความสำคัญและใส่ใจปัญหาของประชาชน เพราะขณะนี้คนไทยสูญเสียความเชื่อมั่นในการรับมือฝุ่น PM 2.5 ไปแล้ว เนื่องจากยังไม่เห็นมาตรการแก้ปัญหาจากรัฐบาลเลย

นอกจากนี้ หน้ากากอนามัยที่กันฝุ่น PM 2.5 ได้เริ่มขาดตลาดในบางร้าน ไม่ต่างจากปีที่แล้วที่ขาดตลาดลามไปถึงญี่ปุ่น เพราะคนไทยพากันไปเหมากลับมาใช้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าสำหรับบางคนราคาของอุปกรณ์ป้องกันชีวิตชิ้นนี้ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ต้องจำกัดจำเขี่ยอยู่แล้ว

ไม่เพียงเท่านั้นในขณะที่รัฐบาลแทบทุกประเทศจะเตือนว่าให้เด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัวหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน รวมทั้งสั่งให้โรงเรียนยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนผู้ว่าฯ กทม. กลับมีคำสั่งให้โรงเรียนใน กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีหลังเคารพธงชาติ ทั้งๆ ที่ขณะนี้นักเรียนในหลายโรงเรียนยังต้องเข้าแถวเคารพธงชาติกลางแจ้งตามปกติกลางฝุ่นที่ปกคลุมหนาทึบ

หากไม่มีการยกเลิกการเข้าแถวหน้าเสาธงกลางแจ้งชั่วคราว นั่นหมายความว่าลูกหลานของคนไทยต้องยืนสูดฝุ่นควันพิษนานขึ้น

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าการได้รับมลพิษทางอากาศ รวมทั้งฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อระบบความจำและสมาธิของเด็ก และจะส่งผลเสียต่อสมองของเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิต

หากทางการมองว่ากิจกรรมหน้าเสาธงเพื่อแสดงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นี้จำเป็นอย่างยิ่งยวด อย่างน้อยก็ควรเปลี่ยนมาทำในร่มที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด เพราะสุขภาพของคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติก็สำคัญไม่แพ้กัน หากประชากรไม่มีคุณภาพ ชาติคงไม่อาจเจริญไปได้

เวียดนามควงสิงคโปร์ อันดับนวัตกรรมพุ่งสูงสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612388

  • วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 19:29 น.

เวียดนามควงสิงคโปร์ อันดับนวัตกรรมพุ่งสูงสุด

การจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก หรือ Bloomberg Innovation Index ประจำปี 2020 ปรากฎว่าสิงคโปร์กระโดดขึ้นมา 3 อันดับรั้งตำแหน่งประเทศที่มีนวัตกรรมสูงสุดของโลกอันดับที่ 3 ส่วนเยอรมนีเขี่ยอันดับ 1 ถึง 6 ปีซ้อนอย่างเกาหลีใต้หล่นจากตำแหน่ง

การก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ของสิงคโปร์ เป็นผลมาจากการผลิตและกิจกรรมด้านสิทธิบัตรที่เพิ่มขึ้น สิงคโปร์ยังคงครองอันดับโลกด้านประสิทธิภาพระดับอุดมศึกษา และสะท้อนให้เห็นว่าสิงคโปร์มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลในการปรับตัวรับมือกับภาวะสังคมผู้สูงวัย

นอกจากสิงคโปร์แล้ว เวียดนามยังครองตำแหน่งร่วมกับสิงคโปร์ในฐานะประเทศที่มีอันดับกระโดดขึ้นมาสูงสุดในการจัดอันดับ

ในปีนี้เวียดนามกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 57 หลังจากที่เข้ามาอยู่ในดัชนีเมื่อปีที่แล้วนี่เอง นับว่ามีพัฒนาที่แข็งแกร่งน่าจับตาอย่างมาก (การจัดอันดับมีทั้งหมด 105 อันดับ แต่จะเผยแพร่สู่สาธารณะเพียง 60 อันดับแรกเท่านัน)

เวียดนามได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซ เพราะลดความยุ่งยากด้านตัวบทกฎหมายและปรับปรุงการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมุ่งการปฏิรูปที่เน้นหนักด้านการศึกษา การสร้างทักษะ สาธารณูปโภค และสวัสดิการสังคม

สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับเดิมคือ 40 มาเลเซียกับฮ่องกงตกลงมาหนึ่งอันดับมาอยู่ที่ 27 และ 39 ตามลำดับ ขณะที่อินเดียอยู่ที่ 54

สหรัฐอยู่อันดับ 9 ลดลงหนึ่งอันดับ ส่วนจีนมีอันดับดีขึ้นที่ 15 ทั้งนี้เมื่อแรกจัดอันดับในปี 2013 สหรัฐอยู่ในอันดับที่ 1

กูรูแนะเปลี่ยนชื่อ “737 MAX” แก้เคล็ดความปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612385

  • วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 18:38 น.

กูรูแนะเปลี่ยนชื่อ "737 MAX" แก้เคล็ดความปลอดภัย

นักธุรกิจด้านการบินแนะโบอิ้ง เปลี่ยนชื่อ “737 MAX” เชื่อทำให้ผู้โดยสารรู้สึกปลอดภัยขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า นาย Steven Udvar-Hazy มหาเศรษฐีผู้ทำธุรกิจด้านการบิน และเป็นเจ้าของบริษัท Air Lease Corporation ผู้ให้บริการเช่าซื้อเครื่อง ซึ่งมีลูกค้าเป็นสายการบินพาณิชย์หลายแห่งทั่วโลก ให้คำเสนอแนะไปยังโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินของสหรัฐ ซึ่งประสบปัญหาด้านความปลอดภัยของเครื่องรุ่น 737 MAX โดยระบุว่า ทางโบอิ้งควรเปลี่ยนชื่อของเครื่องรุ่นดังกล่าว โดยตัดคำว่า MAX ออก เพื่อช่วยเบี่ยงเบนความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสาร เมื่อถึงคราวที่เครื่องบินรุ่นดังกล่าว ได้การรับรองให้สามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง

“เราได้ขอให้โบอิ้งตัดคำว่า MAX ออก .. ผมคิดว่าคำว่า MAX ที่อยู่ในชื่อรุ่นของ 737 นั้น ได้ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์แล้วว่าเป็นชื่อที่ไม่เป็นมงคลสำหรับเครื่องบิน”

“ผู้โดยสารในสหรัฐหลังผ่านอุบัติเหตุไปราว 2-3 เดือนก็จะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น และจะพูดแค่ว่า โอ้มันก็แค่ 737 อีกลำ ขณะที่ส่วนอื่นๆของโลกที่ผู้คนเชื่อเรื่องโชคลาง อาจใช้เวลานานกว่านั้นในการลืมเรื่องอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้น” นาย Hazy กล่าว

 

ทั้งนี้ โบอิ้งยังหารือด้านความปลอดภัยร่วมกับองค์กรการบินพลเรือนสหรัฐ หรือ FAA รวมถึงบรรดาสายการบินหลายแห่งที่เป็นลูกค้าสั่งซื้อเครื่องรุ่นดังกล่าว และสายการบินที่ครอบครองเครื่องรุ่นนี้แต่ไม่สามารถนำออกให้บริการได้ โดยแม้จะยังไม่ชัดเจนว่า FAA จะมีคำสั่งอนุญาตให้โบอิ้งกลับมาทำการบินได้อีกเมื่อใด แต่วงในเชื่อว่าช่วงกลางปีนี้โบอิ้งอาจได้รับอนุญาตให้กลับมาทำการบินรุ่น 737 MAX ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี แนวคิดเปลี่ยนชื่อรุ่น 737 MAX ไม่ได้มีแค่นาย Hazy เพียงคนเดียว โดยก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนเมษยนของปีที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เคยทวีตข้อความแนะโบอิ้งถึงการเปลี่ยนชื่อรุ่นดังกล่าวเช่นกัน

เปิดคฤหาสน์หรูที่พำนัก “ครอบครัวซัสเซกซ์” ในแคนาดา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612365

  • วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 17:12 น.

เปิดคฤหาสน์หรูที่พำนัก "ครอบครัวซัสเซกซ์" ในแคนาดา

ชม”บ้านเช่า”ริมอ่าวขนาด 11,400 ตารางฟุต ที่เจ้าชายแฮร์รี่พร้อมครอบครัวใช้พำนักในแคนาดา

จากที่สื่อแคนาดารายงานว่า ช่วงวันที่ 20 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่นฝั่งตะวันตกของแคนาดา แฮร์รี่ดยุกแห่งซัสเซกซ์ หรือเจ้าชายแฮร์รี่ ได้เดินทางด้วยสายการบินบริติชแอร์เวย์ จากกรุงลอนดอน มาถึงยังสนามบินในนครแวนคูเวอร์ จังหวัดบริติชโคลัมเบีย ของแคนาดา เพื่อทรงใช้ชีวิตหลังการสละฐานันดรศักดิ์”สมเด็จเจ้าฟ้า”

แฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ขณะเดินทางถึงเมืองวิคตอรเรีย Photo: Doug Seeburg / The Sun

“ครอบครัวซัสเซกซ์”จะใช้เมืองวิคตอเรีย ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดบริติชโคลัมเบีย เป็นที่พำนักขณะอยู่ในแคนาดา โดยเมืองแห่งนี้อยู่ห่างจากนครแวนคูเวอร์ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 90 กิโลเมตร

Mille Fleurs Villa / rusnakgallant

ตามรายงานระบุว่าคฤหาสน์ของครอบครัวซัสเซกซ์ที่ใช้พำนักในช่วงแรก มีชื่อว่า ‘Mille Fleurs Villa’ อยู่ในย่าน North Saanich ชานเมืองวิคตอเรีย โดยบ้านหลังนี้มีเจ้าของอยู่แล้ว เป็นบ้านตากอากาศของมหาเศรษฐีรายหนึ่ง ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าชาย ได้ให้บ้านตากอากาศหลังนี้แก่ครอบครัวซักเซกซ์เช่าพำนักช่วงระยะเวลาหนึ่ง

Mille Fleurs Villa / rusnakgallant

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของเว็บไซต์อสังหาฯของแคนาดาระบุว่า เมื่อปี 2014 คฤหาสน์หลังนี้เคยถูกประกาศขายมาก่อน ด้วยราคาราว 14 ล้านดอลลาร์แคนาดา บนเนื้อที่ 3 เอเคอร์ (ราว 7ไร่) ติดริมน้ำของอ่าวนอกเมืองวิคตอเรีย

 

sotheby’s

ในพื้นที่ของประกอบด้วยอาคารสองหลัง หลังแรกเป็นบ้านพักขนาดเล็ก 2,340 ตารางฟุต สำหรับแขกหรือผู้ติดตาม ส่วนเรือนใหญ่มีขนาด 11,416 ตารางฟุต ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 8 ห้องน้ำ ห้องรับแขกขนาดใหญ่เพดานสูงที่มองเห็นวิวอ่าว Saanich Inlet อย่างชัดเจน รายงานของสื่ออังกฤษระบุว่า ครอบครัวซัสเซกซ์ได้ใช้บ้านหลังนี้เป็นที่พำนักมาตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสปีที่แล้ว

sotheby’s

 

sotheby’s

 

sotheby’s

 

CBC News

 

sotheby’s

 

บรรยากาศในริมอ่าวในย่าน North Saanich ใกล้ที่พำนักครอบครัวซัสเซกซ์ ภาพ : AFP

เชื้อร้ายจากค้างคาวสู่อาหารเปิบพิสดาร การกินไม่เลือกที่ทำให้โรคร้ายเผยตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612364

  • วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 17:11 น.

เชื้อร้ายจากค้างคาวสู่อาหารเปิบพิสดาร การกินไม่เลือกที่ทำให้โรคร้ายเผยตัว

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2545 จีนพบการระบาดของโรคทางเดินหายใจปริศนาที่อำเภอซุ่นเต๋อ เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง แต่จีนปิดบังเรื่องนี้นานกว่า 2 เดือนจนกระทั่งยอมเปิดเผยในที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2546

แต่ก็สายเกินการณ์แล้ว เพราะเชื้อโรคนี้ติดต่อไปยังชาวอเมริกันที่เดินทางไปยังสิงคโปร์ โดยเครื่องบินแวะพักที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม และจากนั้นยังแพร่ไปอีกสายหนึ่งเข้าสู่ฮ่องกง

การปิดบังข่าวการระบาดของจีนทำให้องค์การอนามัยโลกตำหนิจีนอย่างมาก ซึ่งจีนได้มีแถลงการณ์ขอโทษในภายหลัง

โรคระบาดนี้ได้ชื่อว่ากลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง เรื่อเรียกสั้นๆ ว่าโรคซาร์ส เป็นเชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ประเภทหนึ่ง การระบาดของซาร์สสร้างความตื่นตระหนักในหมู่ชาวโลกอย่างมาก และทำให้จีนต้องเสียชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องความโปร่งใสในการจัดการกับโรคระบาด

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ชาวโลกกังวลอย่างมากก็คือพฤติกรรมการกินอาหารแบบเปิบพิสดารของชาวจีน โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้ง เพราะในเวลาต่อมาพบว่าเชื้อโรคนี้มาจากเนื้อสัตว์ป่าที่นำมาแล่ขายเพื่อไปปรุงอาหารแปลกที่ชาวจีนขวนขวายกันหามารับประทาน

ในปลายเดือนพฤษภาคม 2546 มีการศึกษาตัวอย่างของสัตว์ป่าที่ขายเป็นอาหารในตลาดท้องถิ่นในมณฑลกวางตุ้ง ผลการศึกษาพบว่า เชื้อโคโรนาไวรัสของโรคซาร์สพบในอีเห็นเครือ (Paguma sp.) แม้ว่าอีเห็นเครือจะไม่แสดงอาการทางคลินิกของไวรัสก็ตาม ซึ่งหมายความว่ามันมีเชื้อแต่มันไม่แสดงอาการป่วย

ข้อสรุปเบื้องต้นคือไวรัสโรคซาร์สข้ามสายพันธุ์จากอีเห็นข้างลาย (P. hermaphroditus) มาสู่มนุษย์ ทำให้อีเห็นข้างลายมากกว่า 10,000 ตัวต้องถูกฆ่าทิ้งในมณฑลกวางตุ้ง ต่อมายังพบโคโรนาไวรัสดังกล่าวได้ในจิ้งจอกแร็กคูน (Nyctereuteus sp.) และหมาหริ่ง (Melogale spp.) และแมวบ้าน

อนึ่ง ในปลายปี 2549 นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของมหาวิทยาลัยฮ่องกงและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกว่างโจว จึงพบตัวเชื่อมโยงทางพันธุกรรมระหว่างโคโรนาไวรัสของโรคซาร์สที่ปรากฏในอีเห็นและมนุษย์ และยืนยันว่าเชื้อมีการข้ามสายพันธุ์

แต่นี่ยังไม่ใช่ต้นเหตุของเชื้อซาร์ส ในปี 2548 มีงานวิจัยสองชิ้นระบุถึงโคโรนาไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์สจำนวนหนึ่งถูกพบในค้างคาวที่ประเทศจีน

จากการวิเคราะห์สายวิวัฒนาการของไวรัสเหล่านี้บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่โคโรนาไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์จะมาจากค้างคาวและแพร่กระจายไปยังมนุษย์ ไม่ว่าโดยตรงหรือผ่านอาหารป่าที่วางขายในตลาดจีน

เช่นเดียวกับอีเห็นเครือที่มีไวรัสแต่ไม่แสดงอาการ ค้างคาวก็เช่นกันไม่แสดงอาการใดๆ ให้เป็นที่สังเกตได้ว่าป่วย แต่พวกมันเป็นแหล่งโคโรนาไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์สตามธรรมชาติ

ที่น่ากังวลก็คือ ในช่วงเวลานั้นมีการนำค้างคาวมาประกอบอาหารกันมาขึ้นในภาคใต้ของจีน ในรายงานการวิจัยของ Wendong Li และ Zhengli Shi กล่าวว่า “ค้างคาวอาจติดเชื้อไวรัสหลายตัวอยู่ตลาดเวลา แต่มักจะไม่แสดงอาการทางคลินิก ด้วยลักษณะเช่นนี้ของมัน และการนำค้างคาวและผลิตภัณฑ์จากค้างคาวมาทำอาการท้องถิ่นและยาแผนโบราณมากขึ้นในจีนภาคใต้และที่อื่นๆ ในเอเชีย ทำให้เราต้องศึกษาค้างคาวในฐานะแหล่งกักเก็บไวรัสโคโรนาไวรัสของโรคซาร์ส”

บทสรุปของรายงานเมื่อปี 2548 เตือนว่า “ดังนั้นจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่เราจะต้องเพิ่มความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายของพาหนะที่กักเก็บไวรัส การติดเชื้อจากสัตว์สู่สัตว์ และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสัตว์ (โดยเฉพาะในระบบตลาดสด) และความหลากหลายทางพันธุกรรมของไวรัสที่เกิดจากค้างคาว เพื่อป้องกันการระบาดในอนาคต”

ในปีเดียวกันนั้น มีรานงานของคณะนักวิจัยนำโดย Susanna K. P. Lau ระบุว่า แม้จะมีการพบอีเห็นที่นำมาขายในตลาดเป็นตัวแพร่เชื้อซาร์ส แต่อีกเห็นก็เป็นเพียง “ตัวขยาย” เชื้อไวรัสไปสู่มนุษย์เท่านั้น และทีมวิจัยพบว่า เชื้อไวรัสตรงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมงกุฎจีน (Rhinolophus sinicus)

และเป็นอีกครั้งที่รายงานชี้ว่า มูลค้างคาวถูกชาวจีนนำไปใช้เป็นเครื่องยาแผนโบราณ นอกจากนี้ ชาวจีนและคนบางกลุ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมาเลเซียและอินโดนีเซียยังนิยมรับประทนเนื้อค้างคาวในฐานะอาหารเปิบพิสดาร ชาวจีนหลายคนเชื้อว่าการกินเนื้อคางคาวช่วยรักษาาอาการโรคหืด โรคเกี่ยวกับไต และอาการเจ็บป่วยทั่วไป

แต่ตอนนี้เป็นเรื่องยอกย้อนที่สุด เพราะคนท้องถิ่นเชื่อว่าเนื้อค้างคาวช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจ แต่จริงๆ แล้วมันกลับเป็นตัวการของโรคทางเดินทางใจเฉียบพลันรุนแรง

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าค้างคาวคือผู้ต้องหาหลัก แต่เชื้อที่พบในค้างคาวตามสถานที่ต่างๆ ของจีนเพียงแค่คล้ายไม่ได้ตรงเป๊ะกับเชื้อไวรัสซาร์ส ดังนั้นจึงต้องหาจิ๊กซอว์ที่ตรงที่สุด พร้อมกับตอบคำถามให้ได้ว่า คือค้างคาวจากที่ไหนที่เป็นแหล่งซาร์สที่แท้จริง?

หลังจากโรคซารส์ได้ถูกควบคุมแล้ว โลกของเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย จนเกือบลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดการระบาดที่ทำให้โลกขวัญผวามาแล้วและเราเกือบจะลืมไปแล้วว่าเรายังไม่พบต้นเหตุของโรคซาร์ส

จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2560 ทีมนักวิจัยของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นนำโดย Ben Hu ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร PLoS Pathogens โดยประกาศว่า หลังจากค้นหาทั่วประเทศจีนมานานหลายปี นักวิจัยก็ว่าที่ถ้ำห่างไกลแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนานเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวมงกุฎ (Horseshoe bat) ที่มีเชื้อโคโรนาไวรัสที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับโรคซาร์สแบบพิมพ์เดียวกัน

มนุษยชาติใช้เวลาถึง 15 ปีในการค้นพบที่มาของโรคซาร์ส และที่น่าสนใจก็คือข้อสรุปว่าค้างคาวเป็นต้นเหตุของโรคซาร์สยังไปตรงกับเนื้อเรื่องของภาพยนต์เรื่อง Contagion ของฮอลลีวูดเมื่อปี 2011 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการระบาดของโรคลึกลับที่กวางตุ้งและมีค้างคาวเป็นต้นเหตุ แพร่ผ่านเนื้อสัตว์ที่ไม่สะอาด

ทีมนักวิจัยของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเตือนว่าการระบาดโรคซาร์สสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะถ้ำค้างคาวที่พวกเขาพบต้นเหตุของเชื้อนั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดเพียงหนึ่งกิโลเมตร และห่างจากเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนานเพียง 60 กิโลเมตร

เฉพาะในถ้ำนี้ นอกจากจะพบเชื้อโคโรนาไวรัสของโรคซาร์สแล้ว ยังพบโคโรนาไวรัสอีก 11 ชนิดใหม่

ในปี 2562 เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาตัวใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ต้นเหตุเบื้องต้นมาจากตลาดอาหารทะเลในอู่ฮั่น

ขณะที่บทความเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้น โรคนี้ยังไม่พบที่มาและมันได้ชื่อเบื้องต้นว่าโคโรนาไวรัสอู่ฮั่น (Wuhan coronavirus) และทราบแล้วว่ามันติดต่อจากคนสู่คน

เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าประหลาดที่กลุ่มคนที่พบต้นเหตุของโรคซาร์สมาจากอู่ฮั่น

และอู่ฮั่นกลับกลายเป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งใหม่ของโรคร้ายแรงที่คล้ายคลึงกัน

อ้างอิง

Li, Wendong et al. “Bats are natural reservoirs of SARS-like coronaviruses.” Science 310 5748 (2005): 676-9 .

Lau SK, Woo PC, Li KS, et al. Severe acute respiratory syndrome coronavirus-like virus in Chinese horseshoe bats. Proc Natl Acad Sci U S A. 2005;102(39):14040–14045. doi:10.1073/pnas.0506735102

Hu B, Zeng L-P, Yang X-L, Ge X-Y, Zhang W, Li B, et al. (2017) Discovery of a rich gene pool of bat SARS-related coronaviruses provides new insights into the origin of SARS coronavirus. PLoS Pathog 13(11): e1006698. https://doi.org/10.1371/journal.ppat.1006698

“เจ้าชายแฮร์รี่” เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแคนาดา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612333

  • วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 15:10 น.

"เจ้าชายแฮร์รี่" เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแคนาดา

“เจ้าชายแฮร์รี่” เดินทางถึงแคนาดาแล้ว เริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัว หลังสละฐานันดรฯราชวงศ์

“แฮร์รี่ดยุกแห่งซัสเซกซ์” หรือเจ้าชายแฮร์รี่ ได้เดินทางจากกรุงลอนดอน ถึงยังสนามบินในนครวิคตอเรีย เมืองเอกของจังหวัดบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันตกของแคนาดาแล้ว เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังสำนักพระราชวังอังกฤษ ประกาศการสละฐานันดรศักดิ์”สมเด็จเจ้าฟ้า”

รายงานระบุว่า ดยุกได้เดินทางด้วยสายการบินบริติชแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ 85 จากสนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอน มายังสนามบินนานาชาติแวนคูเวอร์ ก่อนจะทำการต่อเครื่องบินขนาดเล็ก เพื่อมายังสนามบินเมืองวิคตอเรีย เมืองเอกของจังหวัดบริติชโคลัมเบีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อารักขาจำนวนหนึ่ง

ชีวิตของเจ้าชายแฮร์รี่หลังเดินมายังแคนาดา จะใช้ชีวิตร่วมกับดัชเชสเมแกน พร้อมดูแลโอรสน้อยอาร์ชี่ โดยครอบครัวซัสเซกซ์จะพำนักอยู่ในคฤหาสน์ Mille Fleurs ริมทะเลสาบ ที่มีราคาเช่าราว 10 ล้านปอนด์

Doug Seeburg / The Sun

หนึ่งวันก่อนหน้านั้น เจ้าชายได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ร่วมกับนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน และผู้นำกลุ่มชาติแอฟริกาในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นหนึ่งในพระกรณียกิจที่เหลืออีกไม่กี่งาน ก่อนที่เจ้าชายจะสิ้นสุดการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์อังกฤษอย่างเป็นทางการช่วงฤดูใบไม้ผลินี้

อย่างไรก็ดี ครอบครัวซัสเซกซจะยังคงแบ่งเวลามาพำนักในสหราชอาณาจักร โดยจากคำประกาศของสำนักพระราชวังกฤษที่ระบุว่า ครอบครัวซัสเซกซ์จะยังคงเป็นเจ้าของพระตำหนักฟอร์กมอร์ ใกล้กับพระราชวังวินเซอร์ต่อไป โดยการนี้เจ้าชายได้ใช้เงินส่วนตัวจำนวน 2.4 ล้านปอนด์ ที่ถูกใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงพระตำหนักดังกล่าวไปก่อนหน้านั้น คืนให้แก่สาธารณะ

ทั้งนี้ ดยุกแห่งซัสเซกส์ยังมีกำหนดเดินทางกลับมายังสหราชอาณาจักร เนื่องจากยังต้องทรงสะสางงาน และข้อตกลงต่างๆของทั้งพระองค์และครอบครัว หลังออกจากการเป็นสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์แล้ว

Photo : THE TELEGRAPH /

เศรษฐกิจโลกอ่อนแรง IMF ลดตัวเลขโตปีนี้และปีหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612324

  • วันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 14:46 น.

เศรษฐกิจโลกอ่อนแรง IMF ลดตัวเลขโตปีนี้และปีหน้า

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศลดอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกระหว่างปี 2563 – 2564 ลง แต่อย่างน้อยก็เห็นแนวโน้มดีขึ้น

แนวโน้มที่ดีขึ้นมาจากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจลดลง และเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่จุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งหมายถึงการดีดกลับไปสู่ภาวะที่ดีขึ้น

กระนั้นก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่จะต้องจับตา คือ การชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของอินเดียกำลังสร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นทั่วโลก และ IMF ยังเตือนว่าชะตากรรมของเศรษฐกิจโลก ขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐและจีนจะสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้มากแค่ไหน

ในการอัปเดตล่าสุดของรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทั่วโลกในปี 2563 เป็น 3.3% ซึ่งต่ำกว่าที่รายงานก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนตุลาคม 0.1%

นอกจากนี้ยังลดการคาดการณ์ปี 2564 ลง 0.2% เหลือ 3.4% สาเหตุสำคัญของการปรับลดลงเนื่องจากการชะลอตัวลงของอินเดีย

คริสตาลินา จอร์จีฟวา (Kristalina Georgieva) ผู้อำนวยการหัวหน้ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ ชี้ว่าอินเดียต้องเผชิญกับปัญหาการบริโภคและการลงทุนที่ลดลง การขาดดุลงบประมาณ และความล่าช้าในการปฏิรูปโครงสร้าง

“หลังจากการชะลอตัวพร้อมกันทั้งหมดทั่วโลกในปี 2562 เราคาดว่าในปีนี้เศรษกิจจะกลับมาฟื้นตัวมุ่งสู่การเติบโตทั่วโลก และปีหน้าจะเป็นไปในระดับปานกลาง” จอร์จีฟวา กล่าวในการแถลงข่าววันก่อนการประชุม World Economic Forum ครั้งที่ 50 ที่เมืองดาวอส

จอร์จีฟวา เตือนว่ามีสัญญาณเริ่มต้นของเสถียรภาพแล้ว แต่โลกของเรายังไม่ถึงจุดเปลี่ยน

IMF กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกคือจีนกับสหรัฐยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากข้อพิพาทที่ไม่ได้รับการแก้ไข

“ความเสี่ยงจากการเติบโตของที่ต่ำกว่าระดับมาตรฐานทั่วโลกยังคงเป็นรูปธรรม แม้จะมีสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีแรงส่งช่วยให้เกิดเสถียรภาพ” IMF เตือน และชี้ว่า หากมีการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในขั้นตอนนี้ จะทำให้เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงไปอีก

ทั้งนี้ หลายปีที่ผ่านมาอินเดียเป็นกลไกสำคัญของการขยายตัวทั่วโลกควบคู่ไปกับจีน และล่าสุด IMF ลดการคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีในอินเดียอีกครั้งโดยเฉือนไป 1.2% ในปีนี้และปรับลดลง 0.9% ในปีหน้า มาอยู่ที่ 5.8% และ 6.5% ตามลำดับ

แม้ว่าตัวเลขจีดีพีจะค่อนข้างดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะลดความยากจนในอินเดีย และอุปสงค์ในประเทศอินเดียยังลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในภาคการเงิน