Happy Workplace 8 ประการ สร้างความสุขในที่ทำงานแบบยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612192

  • วันที่ 20 ม.ค. 2563 เวลา 10:37 น.

Happy Workplace 8 ประการ สร้างความสุขในที่ทำงานแบบยั่งยืน

สร้างความสุขในองค์กรตามแนวคิด Happy Workplace 8 ประการ จุดเริ่มต้นของการทำงานที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

ผู้คนทั่วไปเคยชินกับการวัดความสำเร็จขององค์กรจากตัวเลขผลประกอบการ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตัวเลขผลประกอบการไม่ได้เป็นเป้าหมายทางธุรกิจ แต่เป็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหากดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางที่ถูกต้อง และแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรก็คือ เมื่อทุกคนในองค์กรมีความสุขย่อมตามมาด้วยผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่ความสำเร็จทางตัวเลขประกอบการได้ในที่สุด

ความสุขของคนในองค์กรนั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยแนวคิด Happy Workplace 8 ประการ ที่เน้นสร้างความสุขแบบยั่งยืน ดังนี้

1. Happy Body สุขภาพดี เมื่อคนในองค์กรมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็จะมีจิตใจที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับทุกปัญหาที่เข้ามา

2. Happy Heart น้ำใจงาม คนในองค์กรต่างมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน

3. Happy Society สังคมดี สังคมดีเกิดขึ้นจากความรัก สามัคคี เอื้อเฟื้อต่อกัน มีสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี เพราะเมื่อผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมเป็นพื้นฐานทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความรัก ความปรองดอง สามัคคีต่อกัน พร้อมร่วมแรงร่วมใจช่วยกันพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

4. Happy Relax ผ่อนคลาย คนในองค์กรควรรู้จักการผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆ เพราะเชื่อว่า การที่คนทำงานไม่รู้จักแสวงความผ่อนคลายให้กับตนเองจะทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเครียด ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงาน

5. Happy Brain หาความรู้ คนในองค์กรหมั่นศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลา นำไปสู่การเป็นมืออาชีพและความมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน เกิดเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยให้องค์กรพัฒนายิ่งขึ้นด้วยบุคลากรที่มีศักยภาพ

6. Happy Soul ทางสงบ คนในองค์กรมีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะหลักธรรมคำสอนของทุกศาสนาช่วยให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปในเส้นทางที่ดีทำให้ทุกคนมีสติ มีสมาธิในการทำงาน สามารถรับมือกับปัญหาที่เข้ามาได้

7. Happy Money ปลอดหนี้ คนในองค์กรรู้จักเก็บรู้จักใช้เงิน ไม่เป็นหนี้ ปลูกฝังนิสัยอดออม ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

8. Happy Family ครอบครัวดี คนในองค์กรมีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง ปลูกฝังนิสัยรักครอบครัว เพื่อนำไปเป็นหลักการใช้ชีวิต รู้จักความรัก ความเชื่อมั่น และศรัทธาในความดีงาม

 

ภาพ freepik

รวมคำอวยพรความหมายดี เรียกทรัพย์รับอั่งเปากระเป๋าตุง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612190

  • วันที่ 20 ม.ค. 2563 เวลา 09:59 น.

รวมคำอวยพรความหมายดี เรียกทรัพย์รับอั่งเปากระเป๋าตุง

โพสต์ทูเดย์ รวบรวมคำอวยพรความหมายดี ร่ำรวยรับทรัพย์ สุขภาพแข็งแรง ค้าขายดี เสริมมงคล ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

หมวดคําอวยพรสวัสดีปีใหม่

  • ซินเจิ้งหยูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ ปีใหม่นี้คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังสมปรารถนา มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดี ร่ำรวยตลอดปี
  • ซินเหนียนไคว้เล่อขอให้มีความสุขในวันปีใหม่
  • กงเฮ่อซินเหนียนสุขสันต์วันปีใหม่

หมวดคําอวยพรความมั่งคั่งร่ำรวย

  • กงซีฟาไฉ ขอให้ร่ำรวย
  • ยื่อจิ้นโต้วจิน ขอให้ชัยชนะและเงินทองเข้ามาทุกๆ วัน
  • ต้าจี๋ต้าลี่ ค้าขายได้กำไร
  • เจาไฉจิ้นเป่า เงินทองไหลมาเทมา ทรัพย์สมบัติไหลเข้าบ้าน
  • จินอวี้หม่านถัง ร่ำรวยเงินทอง ทองหยกเต็มบ้าน
  • ยื่อยื่อโหย่วเจี้ยนไฉ ทุกวันมีแต่ความร่ำรวย
  • หวงจินว่านเหลี่ยง ทองคำมากล้นทวีคูณ (ค้าขายให้มีกำไร ทรัพย์สินเงินทองมากมาย)
  • เหนียนเหนียนต้าจ้วนเฉียน ปีนี้ร่ำรวยมหาศาล
  • ไฉหยวนกว่างจิ้น เงินทองไหลมาเทมา
  • เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ เหลือกินเหลือใช้ทุกปี
  • อี้เปิ่นว่านลี่ กำไรมากมาย
  • ต้าจี๋ต้าลี่ ค้าขายได้กำไร

หมวดคำอวยพรด้านหน้าที่การงาน

  • จู้หนี่ซุ่นลี่ ขอให้ประสบความสำเร็จ
  • จู้หนินปู้ปู้เกาเซิง ขอให้ท่านเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
  • ฝูลวี่ซวงฉวน เป็นสิริมงคลด้วยเงินทองและวาสนา
  • ซื่อเย่ฟาต๋า กิจการเจริญรุ่งเรือง
  • ซื่อซื่อซุ่นลี่ ราบรื่นในทุกๆ เรื่อง
  • อี้ฝานเฟิงซุ่น ทุกอย่างราบรื่น
  • ซื่อซื่อซุ่นลี่ ทุกเรื่องราบรื่น

หมวดคําอวยพรเกี่ยวกับสุขภาพ

  • ฝูโซ่วว่านว่านเหนียน อายุยืนหมื่นๆ ปี
  • หลงหม่าจินเสิน สุขภาพแข็งแรง
  • ซื่อจี้ผิงอัน ปลอดภัยตลอดปี
  • จู้หนี่ฉางโส่ว ขอให้คุณอายุยืนยาว
  • จู้หนี่เจี้ยนคัง ขอให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง
  • เซินถีเจี้ยนคัง สุขภาพแข็งแรง

หมวดคําอวยพรเพื่อให้สมความปรารถนา โชคลาภ 

  • ว่านซื่อหรูอี้ สมปรารถนาในทุกเรื่อง
  • เจียห่าวยวิ่นชี่ ความโชคดีเข้าบ้าน
  • จี๋เสียงหรูอี้ เป็นสิริมงคลสมดังปรารถนา
  • ห่าวยวิ่นเหนียนเหนียน โชคดีตลอดไป
  • ซิ่งฝูหรูอี้ มีความสุขสมปรารถนา

สักการะเทพเจ้ามังกรเขียว ‘แชเล่งเอี้ย’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากแดนมังกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/612187

  • วันที่ 20 ม.ค. 2563 เวลา 09:35 น.

สักการะเทพเจ้ามังกรเขียว 'แชเล่งเอี้ย' สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากแดนมังกร

อ.คฑา ชินบัญชร เผยวิธีเสริมสิริมงคลรับโชคครั้งใหญ่ในปีหนูทอง ฉลองตรุษจีนเรียกทรัพย์รับความเฮงในงาน THE ICONSIAM ETERNAL PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2020 พร้อมสุดยอดไฮไลท์การแสดงพญามังกรไฟ LED และเชิดสิงโตอลังการริมฝั่งเจ้าพระยา ณ ไอคอนสยาม

แลนด์มาร์กแห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา “ไอคอนสยาม” จัดมหาปรากฏการณ์เฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน THE ICONSIAM ETERNAL PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2020 ระหว่างวันที่ 22-26 มกราคม 2563 ณ ไอคอนสยาม

พรั่งพร้อมด้วยสุดยอดไฮไลท์ความพิเศษระดับโลกส่งตรงจากแดนมังกร อัญเชิญเทพเจ้ามังกรเขียว ‘แชเล่งเอี้ย’ แห่งศาลเจ้าแชเล่งเอี๊ย ณ ซัวเถา เมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน สู่ประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนได้สักการะบูชา ขอพรรับพลังบวกเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งนับเป็นโอกาสหายากที่จะได้กราบขอพรเทพเจ้ามังกรเขียวจากซัวเถาต้นตำรับแท้จริง ผู้เป็นเทพารักษ์รักษาบ่อน้ำทิพย์ประจำวัด แต่โบราณกาลชาวจีนเชื่อกันว่า เทพเจ้ามังกรเขียวเป็นเทพารักษ์ประจำแหล่งน้ำทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ หรือมหาสมุทร ที่จักบันดาลความอุดมสมบูรณ์ ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลตลอดปี

สำหรับการไหว้เทพเจ้ามังกรเขียวมีเคล็ดลับง่ายๆ คือ ต้องมีน้ำ มีส้ม มีไข่ต้ม ไม่เจาะจงจำนวน แต่จะนับเป็นเลขคู่ที่ 4 หารลงตัว เช่น 4, 8, 12, 16, 20 ซึ่งเลขมงคลอย่าง 8 มีความหมายว่า รวย คนส่วนใหญ่จึงนิยมไหว้ด้วยส้ม 8 ใบ และใช้ธูป 3 ดอก แทนการไหว้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทั่วไป หรือ 5 ดอก แทน 5 ธาตุ จากนั้นจึงไหว้ฟ้าดินก่อน (คำสวด) คำนับครั้งที่ 1 ต่อฟ้าดิน (คำสวด) คำนับครั้งที่ 2 ต่อธูปหอมและกำยาน (คำสวด) คำนับครั้งที่ 3 ต่อเทพมังกรเขียว ซึ่งจะมีบทสวดเฉพาะของท่าน จากนั้นจึงไหว้ด้วยเพ้า มังกร ชุดกระดาษ และเมื่อไหว้เสร็จจึงเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ของไหว้ก็นำมาทานเพื่อความเป็นสิริมงคล

นอกจากนี้ ยังนำสุดยอดคณะกายกรรมแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (ปักกิ่ง) การันตีรางวัลระดับโลก และการแสดงพญามังกรคู่ระดับชาติ และการเชิดสิงโต 4 สายพันธุ์ จากสมาคมอุปรากรจีน มาแสดงให้ชมในเทศกาลตรุษจีนปีหนูทอง มหามงคล

โดยเทศกาลตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2563 (วันชิวอิก) ซึ่งคืนวันที่ 24 จะมีประเพณีการไหว้เทพไฉ่ซิงเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ โดยจะตั้งโต๊ะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เตรียมธูป เทียน น้ำ น้ำชา เจไฉ่ และรูปปั้นหรือป้ายแทนองค์ไฉ่ซิงเอี้ย รวมถึงของไหว้ตามสมควร เพื่อสวด โอมจำปาลา จาเลนไน เยโซฮา ทั้งหมด 9 จบ เพื่อขอพรให้มีความสุข มีโชคลาภ ร่ำรวย เฮง เฮง เฮง ตลอดปี โดยวันชิวอิกถัดมา ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ไป๊ฮ้อ เฮียตี๋ และส่วนใหญ่เมื่อได้รับอั่งเปา แต๊ะเอีย จะมีการนำเอาเงินแรกไปทำบุญ หรือให้พ่อแม่ หรือไหว้เจ้า ไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยปีนี้ ปีชวด ปีวอก ปีมะโรง เป็น ‘ซาฮะ’ หรือ 3 ปีนักษัตรที่ดวงสมพงศ์กัน จึงแนะนำให้ ไหว้องค์แชเล่งเอี๊ย หรือ เทพเจ้ามังกรเขียว ซึ่งเป็นเทพที่มีความศักดิ์สิทธิ์และชาวจีนให้ความเคารพนับถือ ขอพรในเรื่องการงาน การค้าขาย การเดินทางปลอดภัย ตลอดจนทำสิ่งใดก็ให้มีความเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งท่านจะอำนวยพรให้สมปรารถนาตามแต่กำลังวาสนาบารมีเดิมของแต่ละบุคคล เมื่อมีโอกาสจึงควรไหว้สักการะเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

อ.คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ชื่อดังอันดับ 1 ของเมืองไทย กล่าวถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2563 ว่า ปีนี้ตรงกับปีหนูทอง โดยในรอบ 60 ปี จะมีเพียง 1 ครั้ง ซึ่งภาพรวมของปีหนูทองมีแนวโน้มเป็นปีที่ดีมาก เนื่องจากปกติปีหนูเป็นปีหนูน้ำ หรือนักษัตรหนูเป็นธาตุน้ำ เมื่อมาพิจารณาดูคู่ธาตุที่ส่งเสริมกัน พบว่าน้ำกำเนิดชีวิตจึงก่อเกิดต้นไม้ ไม้สีกันเกิดไฟ ไฟละลายลงไปเป็นเถ้าถ่านกำเนิดดิน ในดินมีแร่ธาตุคือธาตุทอง ในธาตุทองมีสายน้ำทองกำเนิดน้ำ เพราะฉะนั้นปีนี้ทองกับน้ำจึงเป็นคู่ธาตุที่ส่งเสริมกัน ประกอบกับ หนู เป็นสัตว์ที่มีทักษะการปรับตัวเก่ง แม้จะอยู่ในสถานที่ใดในโลกหรือสถานการณ์ใดก็ตาม ฉะนั้นถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกไม่ดี หรือมีปัญหาของสถานการณ์ต่างๆ ในโลกมาก ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนยุค การเข้าสู่ยุค 4G ยุค 5G การค้าขายธุรกิจต่างๆ แปรเปลี่ยนไป ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง เช่น หิมะไม่เคยตกก็ตก ไม่เคยร้อนขนาดนี้ก็ร้อน ไม่เคยหนาวก็หนาว แผ่นน้ำแข็งละลาย ดังนั้นโลก ผู้คน สัตว์ต่างๆ รวมถึงพืชพรรณธัญญาหารจึงต้องปรับตัว ซึ่งโชคดีที่ปี 2563 เป็นปีหนู จึงเป็นปีที่คนไทยรวมถึงคนทั้งโลกควรที่จะปรับเปลี่ยนตนเอง ก้าวให้ทันยุค รุกให้ทันเกม

เคล็ดลับการเสริมสิริมงคลรับตรุษจีนปีหนูทอง 

เนื่องจากเป็นปีธาตุทอง แต่ดาวบินเจ็ดแดงชาดสีแดงตั้งอยู่บริเวณกลางบ้าน จึงควรเสริมสิริมงคลด้วยสีฟ้า สีน้ำเงิน หรือโทนสีช่วงยามสนธยา จะเป็นการดึงพลังของธาตุน้ำและธาตุทองเข้ามาด้วยกัน ทำให้เกิดความสงบ ร่มเย็น ราบรื่น ดังนั้นสีฟ้า สีน้ำเงิน รวมถึงสีทองและสีแดง สีส้ม จึงเป็นสีมงคลของปีนี้ โดยสามารถตกแต่งบ้านด้วยโทนสีหลักดังกล่าว เช่น แจกันสีทอง ดอกไม้เป็นโทนสีฟ้าอย่างดอกไฮเดรนเยีย ตั้งบนโต๊ะทำงาน โต๊ะรับแขก หรือโต๊ะอาหาร เลือกพรมสีฟ้าหรือสีน้ำเงินแซมด้วยสีทองหรือสีส้มหรือสีแดงปูไว้ปลายเตียงหรือข้างเตียง เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นการดึงพลังของดาวบินเจ็ดแดงชาดส่งผลทำให้มีโชคลาภ ความรื่นเริงยินดี ซึ่งใช้ได้กับทุกราศี เพราะว่าลักษณะการตั้งฮวงจุ้ยของจีนเป็นการนำพลังของธรรมชาติมาเพิ่มพลังให้กับชีวิตของเรา และทิศที่ดีของปีนี้คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตก

Top 5 ใน 60 เส้นทางความสุขหน้าหนาว @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Winter พร้อมโปรแรงสุดว้าววว!!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/611939

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 19:49 น.

Top 5 ใน 60 เส้นทางความสุขหน้าหนาว @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Winter พร้อมโปรแรงสุดว้าววว!!!

แจกแพลนเที่ยว 2 วัน 1 คืน 5 สถานที่เที่ยวหน้าหนาวที่ไปแล้วมีความสุขที่สุด จาก 60 เส้นทางความสุขหน้าหนาว @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Winter โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมโปรโมชั่นโดนใจที่รอให้เราไปสัมผัส

อันดับที่ 1 ดอยพุ่ยโค จ.แม่ฮ่องสอน

อบอุ่นหัวใจไปกับดอยพุ่ยโค สวรรค์แห่งทะเลหมอก ณ จุดชมวิวพาโนรามา 360 องศา เลือกดื่มด่ำช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกยามเย็น ปักหลักกางเต็นท์ แคมป์ปิ้งนอนดูดาวยามค่ำคืนบนยอดเขาสูง อำเภอสบเมย เดินเลาะขอบยอดดอยบนสะพานไม้ ศาลาชมวิวและต้นเดียวดาย ไม้ยืนโดดเดี่ยวต้นเดียวที่กลายเป็นพร็อปให้ถ่ายภาพ ยามเย็นพระอาทิตย์สะท้อนแสงกระทบยอดหญ้ากลายเป็นสีทองไปทั้งท้องทุ่ง

อันดับที่  2 ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่

แสนสุขใจไม่มีที่ไหนโรแมนติกเท่าดอยอ่างขางในฤดูหนาว ชมวิวหลักล้านทะเลหมอก แสงแรกยามเช้าที่ม่อนสน ชมดอกไม้เมืองหนาว ซากุระเมืองไทยที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เซลฟี่ภาพสวย ๆ ท่ามกลางดงนางพญาเสือโคร่ง ตื่นตาตื่นใจในความงามของไร่ชา 2000 และแปลงปลูกสตรอว์เบอร์รีบนเนินกลางหุบเขา และไม่พลาดจิบกาแฟห้อยขาที่บ้านนอแล

อันดับที่ 3 กิ่วแม่ปาน จ.เชียงใหม่

หนึ่งในจุดชมวิวสวยของเมืองไทยในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ต้องยกให้กิ่วแม่ปาน พอยต์วิวห้ามพลาด ที่คุณจะได้สูดอากาศสะอาดบริสุทธิ์ สัมผัสไอเย็นความหนาว ณ จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกสวยวิว 360 องศา พร้อมเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้ได้ตื่นตะลึงไปกับป่าดิบ พืชพรรณ และไม้ดอกหายาก อาทิ กุหลาบพันปี หรือโชคดีอาจจะเจอกวางผาซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์

อันดับที่ 4 เชียงคาน จ.เลย

สุขใดจะเท่ากับการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในหน้าหนาวในอำเภอเล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขง เช้าตักบาตรข้าวเหนียว สาย-บ่ายนั่ง ๆ นอน ๆ ปั่นจักรยานช้า ๆ หรือเดินทอดน่องเลาะเลียบวิวแม่น้ำโขง ดื่มด่ำทัศนียภาพในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก เพลิดเพลินกับตลาดชาวบ้านในช่วงหัวค่ำบนถนนคนเดิน

อันดับที่ 5 บ้านอีต่อง เหมืองปิล็อก จ.กาญจนบุรี

รับลมหนาวและสายหมอกในหมู่บ้านแห่งความสุข ดินแดนกลางหุบเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มปอดกับจุดหมายปลายทางบนเส้นทาง 399 โค้ง ที่พาไปสัมผัสเมืองที่ร่ำรวยสายหมอก และแหล่งท่องเที่ยวสารพัด ทั้งเหมืองเก่า น้ำตกจ๊อกกระดิ่น และเนินช้างศึก จุดชมวิวมุมสูงห้ามพลาดกับช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน และกางเต้นท์นอนดูดาวสวยบนยอดเขา

 

โปรโมชั่นดีๆ ฉลองครบรอบ 60 ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมพันธมิตรท่องเที่ยว ร่วมเปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะซีรีส์  Hello Winter ฉลองครบรอบ 60 ปี ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีพิเศษที่ ททท. ก่อตั้งมาครบรอบ 60 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ททท. ภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยได้ท่องเที่ยวทั่วเมืองไทยอย่างมีความสุข และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความพิเศษ ในปีนี้ ททท. ได้จัดทำโครงการ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ 3 ฤดูกาลตลอดปี โดยเปิดตัวฤดูกาลแรก Hello Winter ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรมาร่วมมอบข้อเสนอพิเศษมากมาย

นายวิวัฒน์ ปิยะวิโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2563 บริษัทการบินไทยจะดำเนินกิจการครบ 60 ปี เช่นเดียวกับ ททท. จึงได้ร่วมกันจัดแคมเปญต่าง ๆ โดยแคมเปญ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์  Hello Winter การบินไทยร่วมจัดโปรโมชันบัตรโดยสารเส้นทางภายในประเทศราคาพิเศษ สำหรับ 2 ท่านขึ้นไป วันที่ 16 มกราคม – 15 มีนาคม 2563 พร้อมมอบส่วนลดเพิ่ม 200 บาทต่อท่าน เมื่อชำระเงินด้วยบัตรเครดิต Mastercard และรับเครดิตเงินคืน คะแนนพิเศษ เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิตพันธมิตรที่ร่วมรายการ”

นางชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยสมายล์ กล่าวว่า “ไทยสมายล์ขอร่วมแสดงความยินดีในโอกาสพิเศษนี้ ด้วยบัตรโดยสารราคาพิเศษในราคาเริ่มต้นเพียง 1,150 บาทต่อเที่ยวบิน สำหรับเส้นทาง เชียงใหม่ เชียงราย อุบลราชธานี และอุดรธานี ซึ่งผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายจากบริการแบบฟูลเซอร์วิสของเรา ขอให้รีบสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที 10 มกราคม –20 มกราคม 2563 เท่านั้น โดยเดินทางได้ตั้งแต่ 13 มกราคม – 29 กุมภาพันธ์ 2563”

นางสาวเพลินพิศ โกศลยุทธสาร ผู้อำนวยการกิจกรรมองค์กรและส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า “สายการบินบางกอกแอร์เวยส์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุข ให้แก่คนไทยอีกครั้ง ตลอดฤดูหนาวนี้พบกับแพ็กเกจบัตรโดยสารพร้อมที่พักราคาพิเศษ พร้อมทั้งรับกาแฟฟรีจาก กลอเรีย จีนส์ คอฟฟี่ส์ ในสี่เส้นทางบิน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย สามารถสอบถามเพิ่มเติม โทร.1771

นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า “สายการบินนกแอร์ สายการบินของคนไทยเพื่อคนไทย มีความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความสุขให้คนไทย ได้ท่องเที่ยวทั่วเมืองไทยผ่านโครงการ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ นี้กับทาง ททท. และพันธมิตรการท่องเที่ยวทุก ๆ ท่าน เพราะความตั้งใจของพวกเราชาวนกคือ…ให้ผู้โดยสารทุกท่านมีรอยยิ้มไปกับทุกเที่ยวบินของนกแอร์ โดยในซีรีส์แรก Hello Winter นี้ ทางสายการบินนกแอร์จะมี Theme พิเศษ “Girl Gang ลั้นลา” ซึ่งเป็นบัตรโดยสารราคาพิเศษโดยเฉพาะสำหรับลูกค้าในโครงการ”

นายกฤษ พัฒนสาร รักษาการ ผอ.ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า “การร่วมโครงการ 60 เส้นทางแห่งความสุขฯ กับ ททท. ในครั้งนี้ แอร์เอเชีย ชูจุดเด่นการท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบมาเป็นไฮไลต์ โดยมอบโอกาสรับสิทธิบัตรอภินันทนาการ (Complimentary Voucher) สำหรับ 30 ท่านเเรก เพียงสำรองที่นั่งเเอร์เอเชียเเละซื้อเเพคเกจท่องเที่ยวชุมชนกับ Journey D ที่ ชุมชนผาหมี จ.เชียงราย ชุมชนโคกเมือง จ.บุรีรัมย์ ชุมชนพรหมโลก จ.นครศรีธรรมราช แล้วแสดงหลักฐานพร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติม ผ่าน www.journey-d.com มาท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชนในโอกาส 60 ปี ททท. ไปพร้อมๆ กันนะครับ”

นางกุลกานดา โพธิ์เกษม ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์ บริษัท การบินไทย  กล่าวว่า “ทัวร์เอื้องหลวง ร่วมจัดเอ็กซ์คลูซีฟทริป ราคาพิเศษ ใน Theme Coffee & Tea Lover ชวนผู้ที่หลงใหลในการจิบชาและกาแฟ บินลัดฟ้าสู่เชียงราย ในวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์นี้”

นายมานพ โล่บัณฑิตกุล  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ “บันยันทรีมอบสิทธิพิเศษให้คู่รัก 30 คู่  เปิดประสบการณ์ใหม่ดินเนอร์โรแมนติกสุดหรู บนเรือ Saffron by Ban Yan Tree Bangkok ในคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ราคาสุดพิเศษ ที่ 1,850 บาท จากราคาเต็ม 3,750 บาท”

ผู้ว่าการ ททท. กล่าวสรุป “สำหรับนักเดินทางที่อายุครบรอบ 60 ปี ในปีนี้ รับสิทธิ์ลุ้นซื้อบัตรโดยสาร ราคา 60 บาท จองซื้อได้ในวันที่ 26 มกราคมนี้เท่านั้น ผ่านทางเว็บไซต์โครงการ www.60เส้นทางความสุข.com  และเพื่อส่งมอบความสุขมากยิ่งขึ้น นักเดินทางทุกคนที่ซื้อดีลท่องเที่ยวโครงการ จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล ตั๋วเครื่องบิน, บัตรกำนัลโรงแรม, แพ็กเกจท่องเที่ยว ของพรีเมียมอื่น ๆ กว่า 100 รางวัล ทุกเดือนตลอดแคมเปญ และในช่วงเดือนกันยายน ปิดฤดูกาลแห่งความสุข ททท. จะจับสลากมอบรางวัลใหญ่เที่ยวฟรี 60 เส้นทางความสุข มูลค่ารวม 1 ล้านบาท ขอให้ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการจากเพจ 60 เส้นทางความสุขนะครับ”

ติดตามเรื่องราวของ 60 เส้นทางความสุข @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์  Hello Winter

Website  :  www.60เส้นทางความสุข.com

Facebook :  www.facebook.com/60happinessroute/

…Remember that happiness is a way of travel – not a destination. 

พร้อมแล้วหรือยังที่จะออกเดินทาง

‘ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ’ รักษาไม่ทันอันตรายยันสมอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612152

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 16:43 น.

'ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ' รักษาไม่ทันอันตรายยันสมอง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งในผู้ที่มีอาการรุนแรง หากรักษาไม่ทันอาจเป็นอันตราย ส่งผลต่อความจำ ซ้ำร้ายถึงขั้นสมองพิการ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดกับใครได้บ้าง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ป่วยทั่วไปจากภายหลังการดื่มสุราในปริมาณมาก โดยไม่ได้รับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย หรือในผู้ที่เป็นเนื้องอกบางชนิดที่มีการสร้างฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามมา แต่ส่วนใหญ่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นได้ใน “ผู้เป็นเบาหวาน” ที่ได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือยาฉีดอินซูลิน ในกรณีที่รับประทานอาหารผิดเวลา รับประทานอาหารน้อยไป ออกกำลังกายมากไป หรือระดับการทำงานของไตผิดปกติ ส่งผลให้การออกฤทธิ์และการขับยาออกจากร่างกายไม่เป็นไปตามภาวะปกติที่ควรจะเป็น

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

อาการที่พบขึ้นกับความรุนแรงของภาวะดังกล่าว ในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงไม่มาก ผู้ป่วยจะมีอาการเตือน ซึ่งเป็นผลจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลีย หวิวๆ ร่วมกับมีการหิว อยากรับประทานอาหาร มือสั่น ใจสั่น กระสับกระส่าย  ถ้าภาวะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลงมาก จนทำให้ผู้ป่วยเริ่มมีอาการของสมองขาดน้ำตาล ได้แก่ ปวดมึนศีรษะ แขนขาอ่อนแรง มือชา ปากชา และถ้าเป็นรุนแรง อาจมีอาการชักหรือหมดสติร่วมด้วย หากปล่อยให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อาจส่งผลต่อความจำ ทำให้เกิดความจำเสื่อม สมองพิการ ซึ่งในบางคนอาจหลับไม่ตื่น เนื่องจากสมองพิการอย่างถาวร

การแก้ไขเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

การแก้ไขเบื้องต้นขึ้นกับอาการความรุนแรงและระดับความรู้สึกตัว ถ้ายังรู้สึกตัวให้รีบดื่มน้ำหวานหรือรับประทานของหวานๆ เช่น ลูกอมทันที ซึ่งจะช่วยให้อาการทุเลาลงได้ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้น้ำตาลกลูโคสทางหลอดเลือดดำ ไม่ควรกรอกน้ำตาลหรือน้ำหวานเข้าปากช่วงที่หมดสติ เพราะอาจทำให้สำลักลงปอดได้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยารักษาเบาหวานอยู่ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ในช่วงที่ไม่สบายหรือรับประทานอาหารได้น้อย ควรพกของหวานติดตัวไว้รับประทานเมื่อมีอาการ อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าควรมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยเครื่องตรวจปลายนิ้ว เพื่อยืนยันว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจริง ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดจะแตกต่างจากคนทั่วไป คือถ้าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานได้ค่าต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จัดได้ว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

 

ภาพ freepik

PM2.5 กับผลกระทบทางผิวหนัง และสัญญาณอันตรายของมะเร็งผิวหนัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612147

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 15:47 น.

PM2.5 กับผลกระทบทางผิวหนัง และสัญญาณอันตรายของมะเร็งผิวหนัง

เมื่อปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน นอกจากความกังวลด้านสุขภาพและผลกระทบต่อระบบทางเดินทางใจ อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ผิวหนัง” ที่สัมผัสฝุ่นพิษโดยตรง

รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ภาควิชาตจวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospitalคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ความรู้ว่า ฝุ่นละอองในอากาศเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นทั่วโลก และกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย PM ย่อมาจาก Particulate Matter ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในมลพิษที่ลอยในอากาศ (airborne particulate matter pollution) โดยปกติมลพิษประกอบไปด้วยสารหลายชนิดทั้ง ฝุ่นมลพิษ PM 2.5, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่วน 2.5 มาจากขนาดของฝุ่นมลพิษ PM ที่เล็กเท่ากับขนาด 2.5 ไมครอน โดยรวมจึงเรียกว่า PM 2.5

ฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากนี้ นอกจากทำให้มีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หืดหอบ มีอาการกำเริบ และในระยะยาวจะส่งผลให้ปอดทำงานถดถอย จนอาจก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด ส่งผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือดแล้วนั้น  งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าฝุ่นละอองยังสามารถแทรกซึมเข้าไปทางผิวหนัง และก่อให้เกิดการระคายเคืองได้อีกด้วย

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเรา ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันอันตรายจากพวกแบคทีเรีย, ไวรัส อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยควบคุมการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ และรับความรู้สึก ผิวหนังเป็นอวัยวะหลักที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมและมลภาวะต่าง ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝุ่นละอองดังกล่าวจะส่งผลต่อผิวหนังด้วย

โดยผลกระทบที่เกิดกับผิวหนังนี้มี 2 ระยะ ซึ่งการส่งผลกระทบต่อผิวหนังในทั้งสองระยะ จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้น และระยะเวลาของการสัมผัสฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

1.ผลกระทบแบบเฉียบพลัน

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าฝุ่นละออง PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวหนังกำพร้าของมนุษย์โดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังที่มากขึ้นได้ มีงานวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 เพียงแค่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก็สามารถกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังได้แล้ว ซึ่งฝุ่นละอองนี้จะทำให้การทำงานของเซลล์ผิวหนังผิดปกติไป ทั้งในด้านกลไกการป้องกันของผิวหนังจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และการซ่อมแซมผิวหนัง

นอกจากนั้น ยังทำลายโปรตีนที่ผิวหนังที่ชื่อ Filaggrin ซึ่งมีหน้าที่เป็นโปรตีนที่ช่วยป้องกันผิวหนัง และเพิ่มการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบที่ผิวหนัง ดังนั้นเมื่อผิวหนังสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 ก็จะเกิดการอักเสบ ระคายเคืองที่ผิวหนังได้ อีกทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สามารถจับตัวกับสารเคมีและโลหะต่าง ๆ และนำพาเข้าสู่ผิวหนัง มีผลทำร้ายเซลล์ผิวหนัง และ กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคันที่ผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคผิวหนังเดิมอยู่แล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน สิว ผมร่วง จะทำให้มีการระคางเคือง คันมากขึ้น ผื่นกำเริบมากขึ้นได้

มีงานวิจัยในต่างประเทศถึงระยะเวลาของการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่มีต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์โดยทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ผิวหนังมนุษย์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป

2.ผลกระทบแบบเรื้อรัง

การสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผิวเสื่อมชราได้เร็วยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านการถูกแสงแดดและการสูบบุหรี่ มีงานวิจัยถึงผลของ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ต่อผิวหนังมนุษย์ในระยะยาว พบว่าฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่สามารถส่งผลร้ายต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์ ทั้งในกระบวนการสร้างเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะความชราของผิวหนัง รวมถึงจุดด่างดำบนชั้นผิวหนังด้วย โดยพบว่ามีการเกิดจุดด่างดำบริเวณใบหน้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีการเกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้มมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังพบการลดลงของการทำงานในระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังด้วยเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นพบว่า ฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อผิวหนังได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นการปกป้องผิวหนังให้สัมผัสกับฝุ่นดังกล่าวให้น้อยที่สุด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีโรคผิวหนังอยู่เดิม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบมากยิ่งขึ้น

สำหรับการดูแลรักษาตนเองให้ปลอดภัยจากฝุ่นมลพิษ PM 2.5 นั้น ควรทราบว่าตัวท่านเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ได้แก่

  • กลุ่มที่ความต้านทานของผิวหนังน้อย เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ฯ

หากท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ควรงดเว้นการออกไปในบริเวณที่มีปริมาณฝุ่นมลพิษปริมาณมาก หรือสัมผัสให้สั้นที่สุด การใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกาย การทาโลชั่นหรือครีม การชะล้างทำความสะอาดผิวหนัง จะมีส่วนช่วยลดทอนการสัมผัสโดยตรงต่อ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ได้

ทั้งนี้ เรื่องของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ถือเป็นปัญหาระดับชาติซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากประชาชนต้องดูแลตนเองให้พ้นจากผลเสียของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 แล้ว ประชาชนยังต้องทำความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป ศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นความรู้ประกอบเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างมีสติและปลอดภัย

มะเร็งผิวหนังและอาการที่สังเกตได้ในระยะเริ่มต้น

แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าฝุ่นพิษเป็นตัวการหรือสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง แต่หากเราสะสมด้วยการสัมผัสกับมลพิษเป็นเวลานาน สิ่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุของโรคร้าย มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง มะเร็งผิวหนังบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่ต้องเสี่ยงกับการรักษามะเร็ง ในรูปแบบที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย

ข้อมูลโดย พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ระบุว่า การวินิจฉัยมะเร็งผิวหนังต้องได้รับการตรวจด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยพยาธิแพทย์ แต่เราสามารถสังเกตมะเร็งผิวหนังในระยะเริ่มต้น จาก 6 สัญญาณอันตราย ดังนี้

  1. มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเป็นก้อนนูนที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือขยายขนาดอย่างรวดเร็ว
  2. ก้อนที่ผิวหนังมีแผลเกิดขึ้น หรือมีเลือดออกได้ง่าย
  3. แผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย หรือมีแผลเกิดขึ้นบริเวณที่เป็นแผลเป็น หรือบริเวณแผลไฟไหม้มาก่อน
  4. รอยโรคบริเวณแผลเดิมมีสีดำ หรือน้ำตาลที่ขอบเขตไม่ชัดเจน และมีแผลเกิดขึ้น
  5. ไฝมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ รูปร่างสีที่เปลี่ยนแปลงไปอาจเป็นสีขาว หรือสีน้ำตาล ดำไม่สม่ำเสมอ มีแผลเกิดขึ้น หรือมีเลือดออกง่าย โดยเฉพาะบริเวณมือและเท้ารวมทั้งบริเวณเล็บ
  6. พบผื่นเรื้อรังที่มีการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นเนื้อนูนขึ้นมา

ดังนั้น การสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ห่างไกลจากโรคผิวหนังต่าง ๆ รวมถึงโรคมะเร็งผิวหนัง

 

ภาพ freepik

รู้ตัวว่าเสี่ยงเป็นมะเร็งจากพันธุกรรม ควรทำอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611956

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 06:08 น.

รู้ตัวว่าเสี่ยงเป็นมะเร็งจากพันธุกรรม ควรทำอย่างไร

“พันธุกรรมมะเร็ง” เรื่องกังวลของคนที่มีความเสี่ยงเพราะคนใกล้ตัวในครอบครัวหรือญาติทางสายโลหิตเป็นโรคร้าย ลดความกังวลได้หากรู้ลักษณะบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรมและตรวจหายีนเสี่ยง

มะเร็งนับเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของมนุษย์ สาเหตุของการเกิดมะเร็งเกิดขึ้นได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การรับประทานอาหารหรือการได้รับสารพิษที่มีสารก่อมะเร็ง สารดังกล่าวสามารถทำให้สารพันธุกรรมภายในเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและเสียหายขึ้นได้ จนนำไปสู่การกลายพันธุ์ (Mutation) และพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

โดยปกตินั้นการเกิดมะเร็งไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของยีนเพียงยีนเดียว แต่เกิดจากความผิดปกติของยีนมากมายที่สะสมเป็นระยะเวลานานจนเกิดการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด โดยยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ยีนต้านมะเร็ง ยีนก่อมะเร็ง และยีนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมดีเอ็นเอ

มะเร็งที่พบส่วนใหญ่มักอยู่ในประเภทมะเร็งที่เกิดขึ้นเอง (Sporadic Cancer) แต่มีมะเร็งบางชนิดที่สามารถสืบทอดทางพันธุกรรม (Hereditary Cancer) ซึ่งเกิดจากการได้รับยีนที่ผิดปกติมาจากบิดาหรือมารดา สามารถพบได้ประมาณ 10-15 เปอร์เซนต์ มะเร็งประเภทนี้จึงจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงชนิดหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังเมื่อมีคนในเครือญาติเป็นมะเร็ง

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการของมะเร็ง ซึ่งมักจะอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว เนื่องจากในระยะเริ่มต้นของมะเร็งมักไม่ปรากฏอาการ ดังนั้น หากเราสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ในระยะแรกก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้มากกว่าปล่อยให้มะเร็งลุกลามในระยะท้าย ปัจจุบันนี้มีวิธีการตรวจทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดและการรักษามะเร็ง โดยสามารถตรวจพบได้ในระยะต้นหรือก่อนจะเกิดมะเร็ง ทำให้แพทย์สามารถคาดการณ์ ประเมินความเสี่ยง หรือวินิจฉัยมะเร็ง และสามารถนำไปสู่การวางแผนเพื่อป้องกัน หรือรักษามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยมากที่สุด

ใครที่ควรตรวจหายีนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็ง มีประวัติครอบครัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรม สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของยีนได้ชัดเจนว่า มี หรือ ไม่มี ผลการตรวจให้ข้อมูลที่ช่วยชี้นำการดูแลทางการแพทย์ในอนาคต

ลักษณะใดที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรม

  1. มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเมื่ออายุยังน้อย
  2. มีมะเร็งหลายชนิดเกิดขึ้นในคนเดียวกัน
  3. เกิดมะเร็งในอวัยวะที่มีเป็นคู่ โดยเกิดมะเร็งทั้ง 2 ข้าง
  4. มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน
  5. เกิดมะเร็งในสภาวะที่ไม่พบบ่อย เช่น มะเร็งเต้านมในเพศชาย
  6. มีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ก้อนที่ผิวหนังหรือกระดูก ที่สัมพันธ์กับกลุ่มอาการของมะเร็งทางพันธุกรรม
  7. มีเชื้อชาติที่เสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการของโรคมะเร็งทางพันธุกรรม

การตรวจทางพันธุกรรมทำอย่างไร

สามารถนัดพบแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษาและแนะนำการตรวจยีนที่เหมาะสม โดยการตรวจทางพันธุกรรมใช้สิ่งส่งตรวจเพียงเล็กน้อย ได้แก่ เลือด น้ำลาย หรือสำลีพันปลายไม้ขูดจากกระพุ้งแก้ม เป็นต้น จากนั้นจะส่งไปยังห้องปฏิบัติการที่เชี่ยวชาญการตรวจยีนนั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ หรือนานกว่านั้นสำหรับยีนบางตัว ผลการตรวจจะส่งกลับมายังแพทย์เพื่อนัดมารับฟังผล และข้อมูลที่เหมาะสมในการดูแลสุขภาพต่อไป

 

ภาพ freepik

คู่มือเรื่องอาหารการกินในวัย ‘สูงอายุ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611955

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 06:17 น.

คู่มือเรื่องอาหารการกินในวัย 'สูงอายุ'

ผู้สูงอายุกับความสำคัญของอาหารแต่ละหมู่ที่จำเป็น ควรเน้นหรือห่างจากอะไร และทำความเข้าใจเรื่องปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ

ความสำคัญของอาหารกับวัยสูงอายุ

ผู้สูงอายุมีความต้องการปริมาณอาหารลดลงจากวัยหนุ่มสาว แต่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างความต้านทานโรค อาหารมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ผู้ที่มีภาวะทางโภชนาการดีมีสุขภาพแข็งแรง มีการดำเนินชีวิตที่ดี ไม่เครียดจนเกินไป การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในร่างกายจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ไม่ค่อยแก่ ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี เจ็บป่วยดื่มสุรา มีน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป ร่างกายจะเสื่อมโทรมเร็วทำให้แก่เร็ว

สำหรับปัญหาเรื่องอาหารการกิน หรือโภชนาการในวัยนี้ มีข้อคิดอยู่ว่าขอให้รับประทานอาหารให้ครบหมู่ และควบคุมปริมาณโดยดูจากการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากขึ้น และในกรณีน้ำหนักเกินอยู่แล้ว ควรจะลดน้ำหนักให้ลงมาตามที่ควรเป็นด้วย เพราะโครงสร้างของท่านเสื่อมตามวัย ถ้ายังต้องแบกน้ำหนักมากๆ จะเป็นปัญหาได้

ผู้สูงอายุมักมีการขาดอาหารได้ง่าย เนื่องจากเมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะร่างกาย สังคม และเศรษฐกิจ อันอาจนำไปสู่ภาวะทุโภชนาการได้ เช่น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อาจจะเป็นอุปสรรคในการไปหาซื้ออาหารข้างนอก หรือแม้แต่การจะประกอบอาหารด้วยตนเอง การที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ขาดการติดต่อกับสังคมภายนอก ก็ปล่อยปละละเลยในเรื่องอาหารการกิน จนถึงปัญหาที่ต้องใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง เพราะรายได้ลดลงหรือไม่มีเลย เนื่องจากต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ ผู้สูงอายุบางรายหันเข้าหาเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือปัญหาทางจิตใจ เมื่อผู้สูงอายุดื่มสุรามาก ทำให้ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากแอลกอฮอล์ ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร และขาดสารอาหารอย่างอื่นที่จำเป็น ที่สำคัญเช่น วิตามินบีหนึ่ง กรดโฟลิค เป็นต้น นอกจากนั้นโรคประจำตัวเรื้อรังที่มักพบในผู้สูงอายุก็ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร หรือทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่าปกติ ผู้สูงอายุจึงเป็นกลุ่มที่มีการขาดอาหารได้ง่ายกว่ากลุ่มประชากรอื่นๆ

วิธีสังเกตว่าผู้สูงอายุกำลังมีการขาดอาหารที่ซ่อนเร้นอยู่ โดยทั่วไปผู้สูงอายุมักจะแลดูผอมลง แก้มตอบ กล้ามเนื้อขมับทั้งสองข้างเล็กลง ตาลึกลง กล้ามเนื้อแขนขาก็อาจจะเล็กลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ทำให้ดูเสมือนว่า ผู้สูงอายุอาจมีการขาดโภชนาการที่ดี ยิ่งบางรายมีน้ำหนักลดลงจะยิ่งกังวลมาก โดยธรรมชาติเมื่อเข้าสู่วัยชรา ผู้สูงอายุอาจมีน้ำหนักลดลงได้บ้างแต่ไม่ควรเกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวเดิมในเวลา 6 เดือน ซึ่งเกิดจากการลดลงของเนื้อเยื่อพวกกล้ามเนื้อ กระดูก ปริมาณน้ำในร่างกายและอื่น ๆ แต่ถ้าน้ำหนักลดมากเกิน ร้อยละ 5 จากน้ำหนักเดิม เช่น น้ำหนักตัวเดิม 60 กิโลกรัม แต่ลดลงเหนือ 56 กิโลกรัม ภายในเวลา 6 เดือน มักจะมีสาเหตุที่เป็นความผิดปกติที่ควรปรึกษาแพทย์

โปรตีนคุณภาพ

ควรให้รับประทานไข่วันละ 1 ฟอง และดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว สำหรับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ควรลดน้อยลง เพราะส่วนใหญ่จะติดมันมากับเนื้อสัตว์ด้วย

อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง จะให้สารอาหารที่เรียกว่า “โปรตีน” ผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับโปรตีนให้เพียงพอเพื่อช่วยซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ในวันหนึ่งผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

เนื้อปลาเป็นอาหารโปรตีนที่ผู้สูงอายุควรเลือกรับประทาน เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ควรเลือกก้างออกให้หมด เนื้อปลายังมีกรดไขมันชนิดโอเมก้ -3 ที่สามารถป้องกันหลอดเลือดแข็งและโรคหัวใจได้ รวมทั้งยังมีแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการอีกด้วย

หากผู้สูงอายุต้องการรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ควรสับให้ละเอียดหรือต้มให้เปื่อยเพื่อสะดวกต่อการเคี้ยว สำหรับเนื้อไก่ควรลอกหนังออก เนื่องจากหนังไก่จะมีไขมันมากเกินไป

ผู้สูงอายุควรรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ฟอง ในกรณีผู้สูงอายุที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง ควรเลือกรับประทานเฉพาะไข่ขาวเท่านั้น

ผู้สูงอายุควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว นมเป็นอาหารให้สารอาหารโปรตีน และเเคลเซียมสูง สำหรับผู้สูงอายุที่ดื่มนมแล้วท้องเสีย อาจเปลี่ยนเป็นนมถั่วเหลืองแทน

พืชจำพวกถั่วชนิดต่างๆ เป็นอาหารประเภทโปรตีน ช่วยซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งผู้สูงอายุแม้จะไม่เจริญเติบโตอีกแต่ร่างกายก็ต้องมีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อทดแทนของเดิมที่สูญสลายไปตลอดเวลา ผู้สูงอายุต้องการสารอาหารกลุ่มนี้มากกว่าในวัยหนุ่มสาวเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาไม่แพงที่ให้คุณค่าม่แพ้เนื้อสัตว์ ทั้งยังมีกากเส้นใยทำให้ลำไส้บีบตัวดี ป้องกันเรื่องท้องผูกได้

ไขมัน

ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด ในการปรุงอาหาร เพราะเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือด เท่ากับเป็นการช่วยลดภาวะหลอดเลือดแข็ง และโรคหัวใจขาดเลือด

ไขมันจากสัตว์ และพืช อาหารหมู่นี้ให้พลังงานแก่ร่างกายหากกินมากจะทำให้อ้วน และไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้

หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่ใช้ประกอบอาหารกะทิซึ่งเป็นน้ำมันจากมะพร้าว

หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ เช่น หนังไก่ หนังหมู ไข่แดง อาหารกลุ่มนี้จะให้ไขมันสูงมาก ซึ่งถ้ารับประทานมากเกินไปจะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก ทำให้หลอดเลือดแข็ง และเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญลดลง เช่น สมอง และหัวใจ

คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล)

คนสูงอายุควรรับประทานข้าวให้ลดน้อยลง ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ข้าวเมื้อละ 1 จาน หรือ ปริมาณ 2 ทัพพี

ไม่ควรรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มาก หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัดและของหวานทุกชนิด อาหารจำพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน ให้สารอาหารที่เรียกว่า “คาร์โบไฮเดรท” ซึ่งให้พลังงานต่อร่างกาย หากรับประทานมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมัน ควรเลือกรับประทานในรูปของธัญพืช เช่น ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด หรืออาหารแป้ง เช่น ขนมปัง บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว อาหารเหล่านี้จะมีกากใยอาหารอยู่ด้วยซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ

หากผู้สูงอายุต้องการรับประทานข้าวกล้องก็ควรหุงให้นิ่ม ข้าวกล้องนอกจากจะให้พลังงานแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้อีกด้วย

อาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก มันสำปะหลัง ผู้สูงอายุควรรับประทานลดลง เนื่องจากความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อลดลง ควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้แต่พออิ่ม ไม่มากจนเกินไป เพราะส่วนที่เกินจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามที่ต่างๆ อันจะเป็นผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลต่อข้อเข่า ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นและปวดเข่าเวลาเดินในภายหลัง

เกลือแร่และวิตามิน

แร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการและมักจะขาดคือ ธาตุแคลเซียม และธาตุสังกะสี ธาตุแคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก พบมากในนม ก้อนเต้าหู้ ผักผลไม้ เมล็ดงา กระดูกสัตว์ เช่น ปลาป่นหรือปลากระป๋อง ผู้สูงอายุจึงควรรับประทานนมบ้าง แต่ควรเป็นนมพร่องไขมันเนย เพื่อลดปริมาณไขมันที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนธาตุสังกะสีมีความจำเป็นต่อร่างกายหลายระบบโดยเฉพาะผิวหนัง ซึ่งมีมากในอาหารทะเล ปลา เป็นต้น

เกลือแร่เป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่พบว่ามีการขาดในผู้สูงอายุ เกลือแร่ที่ควรให้ความสนใจมากๆ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก จากข้อกำหนดสารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ กำหนดให้ผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม และฟอสฟอรัสประมาณ 800 มิลลิกรัม/วัน แต่มีการศึกษาว่าควรได้รับสูงกว่านี้ คือประมาณ 1,000-1,500 มิลลิกรัม/วัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน เพราะมีการดูดซึมแคลเซียมน้อยลง จึงทำให้เกิดมีปัญหาของกระดูก เนื่องจากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ และทำให้กระดูกเปราะ พรุนและไม่แข็งแรง จึงพบว่าเมื่อประสบอุบัติเหตุ หรือหกล้มเพียงเล็กน้อย ผู้สูงอายุจะมีอาการของกระดูกหักได้ง่าย

เหล็กเป็นเกลือแร่อีกชนิดหนึ่งที่พบว่ามีการขาดในผู้สูงอายุ และทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุเหนื่อยง่าย ความต้านทานโรคน้อยลง เจ็บป่วยได้ง่าย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เกลือแร่มีในอาหารทุกชนิด ทั้งเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้ และธัญพืช แต่ในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน

วิตามินนั้นมีหลายชนิด แต่ที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะขาดได้บ่อยเช่น วิตามินบีหนึ่ง วิตามินอี วิตามินดี และกรดโฟลิค ถ้าผู้สูงอายุท่านนั้นอยู่แต่ในบ้าน

วิตามินเป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพื่อช่วยในการเผาผลาญอาหา ที่บริโภคให้เป็นพลังงาน และสามารถนำไปใช้ในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ เพิ่มภูมิต้านทานโรคและสร้างสารเคมีที่จำเป็นสำหรับร่างกาย วิตามินมีหลายชนิด มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

ปัญหาการขาดวิตามินในผู้สูงอายุพบได้เสมอ เช่น การขาดวิตามินบีหนึ่ง ทำให้เกิดโรคเหน็บชา มีอาการชาตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ซึ่งเกิดได้เพราะ รับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารซ้ำๆ เป็นเวลานาน ทำให้ได้รับวิตามินบางชนิดน้อยลง วิตามินมีมากในผัก และผลไม้ ควรเลือกผักและผลไม้ที่รับประทานง่าย ให้ผู้สูงอายุได้รับประทานทุกมื้อและให้มีหลากชนิดในแต่ละวัน นอกจากได้รับวิตามินแล้ว ผักและผลไม้ยังให้ใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ไม่เกิดปัญหาท้องผูกในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

ใยอาหาร

คนสูงอายุควรรับประทานอาหารที่เป็นพวกใยอาหารมากขึ้น เพื่อช่วยป้องกันการท้องผูก เชื่อกันว่าช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และลดอุบัติการของการเกิดมะเร็งของลำไส้ใหญ่ลงได้

ใยอาหารมิได้เป็นสารอาหาร และไม่ได้ให้พลังงาน แต่ร่างกายควรได้รับทุกวัน เพราะช่วยในการขับถ่าย ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุมักมีปัญหาท้องผูกอยู่เสมอ ใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาณ ของอุจจาระ และอุ้มน้ำไว้ ทำให้อุจจาระไม่แข็งตัว และช่วยกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการขับถ่ายได้สะดวก ผู้สูงอายุจึงควรได้รับใยอาหารให้เพียงพอด้วย โดยใยอาหารที่เหมาะสมคือใยอาหารที่ได้มาจากข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ ผัก และผลไม้

ปัญหาการบริโภคผัก และผลไม้ของผู้สูงอายุก็คือ ไม่สามารถเคี้ยวผักสดหรือผลไม้ที่แข็งได้ จึงควรดัดแปลงการประกอบอาหารประเภทผัก และผลไม้ ให้มีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวได้ง่าย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถบริโภคได้สะดวกขึ้น ก็เป็นทางหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้น

ผักและผลไม้

ผักต่างๆ ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักคะน้าผักกวางตุ้ง ฯลฯ ผักประเภทผล เช่น แตงกวา มะระ ฟักทอง แครอท ฯลฯ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารประเภทวิตามิน และเกลือแร่ ผู้สูงอายุสามารถกินได้ไม่จำกัดแต่ควรกินหลายๆ ชนิดสลับกัน

ควรกินผักนึ่งหรือต้มสุกไม่ควรกินผักดิบเพราะย่อยยากทำให้ท้องอืดได้

ปัจจุบันพบว่าผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิดมีคุณสมบัติเป็นพืชสมุนไพร

ผลไม้ต่างๆ ผู้สูงอายุเลือกกินได้ทุกชนิด และควรกินทุกวันอาหารในหมู่นี้จะให้สารอาหารใน สารอาหารที่เรียกว่า “วิตามิน” มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติคือควรเลือกผลไม้ที่มีเนื้อ นุ่มเคี้ยวง่าย ได้แก่ มะละกอ กล้วยสุก ส้มเขียวหวาน เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และผู้ที่อ้วนมาก ไม่ควรกินผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า

น้ำดื่ม

คนสูงอายุควรรับประทานน้ำประมาณ 1 ลิตร ตลอดทั้งวัน แต่ทั้งนี้ควรจะปรับเองได้ ตามแต่ความต้องการของร่างกาย โดยให้ดูว่า ปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อนๆ เกือบขาว แสดงว่าน้ำในร่างกายเพียงพอแล้ว

น้ำเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน แต่มีความจำเป็นแก่ร่างกายในการนำพาสารอาหารต่างๆ ไปยังอวัยวะภายในร่างกาย และทำให้ผิวพรรณสดใสและเกิดความสดชื่น น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด บริสุทธิ์ ไตของผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพน้อยลงในการขับถ่ายของเสีย การดื่มน้ำมากๆ ช่วยให้มีน้ำ ผ่านไปที่ไตมากพอที่จะช่วยไตขับถ่ายของเสียได้ง่ายขึ้น ผู้สูงอายุจึงควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

น้ำชา และกาแฟ ผู้สูงอายุบางคนมีอาการท้องผูกหรือนอนไม่หลับหลังจากดื่มน้ำชา หรือกาแฟ ลูกหลานหรือผู้สูงอายุเองควรสังเกตอาการหลังจากดื่มชาหรือกาแฟด้วย และควรหลีกเลี่ยง ถ้าเกิดอาการเช่นนั้น

น้ำอัดลมมักทำให้เกิดแก๊สมากในกระเพาะ และทำให้มีอาการอึดอัด เกิดความไม่สบายหลังการดื่ม จึงควรหลีกเลี่ยง ในกรณีที่ไม่มีอาการดังกล่าวก็สามารถดื่มได้ แต่ไม่ควรมาก หรือบ่อยเกินไป เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ให้น้ำตาลเพียงอย่างเดียวทำให้อิ่ม รับประทานอาหารได้น้อยลง และทำให้อ้วนได้ ถ้าดื่มในปริมาณมาก และทุกวัน

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ วิสกี้ ฯลฯ แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้ สามารถทำลายตับได้ ดังนั้นผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากๆ จึงพบว่าเป็นโรคตับแข็ง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการขาดสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ได้ แต่ถ้าดื่มเพียงเล็กน้อยก่อนอาหาร เพื่อให้เจริญอาหารย่อมทำได้

ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ

มีผลมาจากความเสื่อมทางด้านสรีระ โดยเฉพาะระบบการย่อย และดูดซึมอาหารของผู้สูงอายุเอง ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางการดำรงชีวิต เช่น สภาพทางเศรษฐกิจด้วยลง กิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการพบปะสังสรรค์ทางสังคมน้อยลงก็ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอารมณ์เศร้าซึม หรือแม้กระทั่งปัญหาการเบื่ออาหาร เนื่องจากรับรู้รสอาหารด้อยลง การเลือกรับประทานอาหารโดยไม่คำนึงถึงประเภทที่หลากหลาย และความครบถ้วนของสารอาหารที่ควรได้รับ หรือไม่ควรได้รับมากน้อยเกินไป

โรคขาดสารอาหาร หรือภาวะบกพร่องทางอาหาร เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการยึดมั่นอยู่กับการกินที่ไม่ถูกต้อง ขาดแคลนเงินซื้ออาหาร ไม่มีความอยากอาหาร ระบบการย่อยและดูดซึมเสื่อมสภาพ และอารมณ์ที่ผันแปร ว้าเหว่ วิตกกังวล ทำให้ความอยากอาหารลดลง

ลักษณะการขาดสารอาหารที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ น้ำหนักตัวน้อยอันเนื่องมาจากการเสื่อมถอยของระบบทางเดินอาหาร และย่อยอาหาร และการขาดวิตามินแร่ธาตุ ผู้สูงอายุมีโอกาสขาดวิตามิน และแร่ธาตุสูง

ถ้าการบริโภคอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ครบถ้วนตามที่ร่ายกายต้องการ การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดนั้นยังเกี่ยวพันกับการบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอ หรือมีคุณภาพไม่ดีพออีกด้วย

ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะขาดวิตามินแทบทุกชนิด ที่พบบ่อยคือการขาดวิตามินซี มักพบในรายที่รับประทานผักและผลไม้น้อย เป็นโรคโลหิตจางเนื่องมาจากการขาดธาตุเหล็ก และอีกโรคหนึ่งที่สำคัญที่มักพบโดยทั่วไปก็คือ โรคกระดูกพรุน อันเนื่องมาจากการขาดแคลเซียม และมีภาวะการขาดโปรตีน วิตามินดี และวิตามินซี ร่วมด้วย ดังนั้น การดูแลโภชนาการผู้สูงอายุที่ควรได้รับนั้นจึงมีความสำคัญ และต้องมีความครบถ้วนอย่างพอดีต่อความต้องการของร่างกาย

นอกจากนี้ยังควรดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจของผู้สูงอายุให้แข็งแรงแจ่มใสด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพอเหมาะกับวัย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นดูแลรักษาร่างกายเป็นประจำ พบปะสังครรค์กับครอบครัว และผู้ใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ หากิจกรรมยามว่างทำเพิ่มเติม และทำจิตใจให้เป็นสุข

 

ภาพ freepik

How to เซฟชีวิตในวิกฤตฝุ่น PM2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/612042

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 19:25 น.

How to เซฟชีวิตในวิกฤตฝุ่น PM2.5

PM2.5 มหันตภัยร้ายใกล้ตัวที่ห้ามมองข้าม How to เซฟชีวิตในวิกฤตฝุ่นบุกไทย

เมื่อวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศอย่าง ฝุ่น PM 2.5 หรือปัญหาน้ำประปาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นมหันตภัยร้ายที่รอวันก่ออันตรายถึงชีวิตแบบไม่รู้ตัว ลองมาดู 5 วิธีเซฟชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยได้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้

ไอเท็มคู่กายแห่งยุค

ทราบกันหรือไม่ว่าเจ้าฝุ่น PM 2.5 นี้ ส่งผลกระทบกับร่างกายอย่างไรบ้าง หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการแสบจมูก ตา คอ และเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ, โรคเยื่อบุตาอักเสบ, โรคผิวหนัง, โรคหัวใจ และหลอดเลือดในระยะยาวได้ ปรากฏการณ์ฝุ่นนี้ยังคงไม่จากเราไปง่ายๆ จึงจำเป็นต้องมีไอเท็มสำคัญอย่าง “หน้ากากอนามัย N95 (N95 Mask)” ไว้ป้องกันอันตรายจากฝุ่นอย่างเหมาะสม สำหรับสาวๆ คงต้องการแบบที่ใส่แล้วรูปทรงกระชับกับใบหน้า แต่ยังเป็นวัสดุผ้าที่ซักได้ ไม่ต้องกังวลแม้เปรอะเมคอัพ หรืออย่างกลุ่มเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็นทวีคูณ ผู้ปกครองก็ควรหาซื้อหน้ากากไซส์เด็กโดยเฉพาะ โดยทั่วไปหน้ากากอนามัยที่เหมาะสมนั้น ต้องมีวาล์วระบายอากาศได้ดี สามารถกรองฝุ่นอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นแทรกซึมเข้ามาสู่เราได้ และควรสวมใส่ง่ายด้วยสายคล้องหูซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน บอกเลยว่าของมันต้องมี!

เปลี่ยนอากาศเป็นพิษให้เป็นมิตร

หลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดว่าเมื่อเราอยู่ภายในอาคารแล้ว ฝุ่น PM 2.5 นั้นสามารถทำอันตรายได้น้อยลง แต่ความจริงแล้วมันสามารถแทรกซึมเข้ามาภายในอาคารได้เหมือนกับอากาศที่คนเราใช้หายใจ ดังนั้นควรจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการปรับอากาศที่เป็นพิษภายในอาคารให้สะอาดขึ้นไม่ว่าจะเป็น “เครื่องวัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 (PM 2.5 detector)”  ซึ่งจะแสดงปริมาณของฝุ่นภายในสถานที่หรือห้องนั้นๆ ได้แบบเรียลไทม์ และ “เครื่องฟอกอากาศ (Air purifier)” ที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมทั้งดักจับกลิ่นไม่พึงประสงค์ นอกจากภายในอาคารแล้ว รถยนต์เองก็เป็นยานพาหนะที่เราใช้เวลาเดินทางไม่น้อยในแต่ละวัน จึงควรใส่ใจป้องกันฝุ่นร้ายด้วยเช่นกัน ปัจจุบันนี้มี “เครื่องกรองอากาศในรถ (Car Air purifier)” ที่มีขนาดเล็กพกพาไปใช้งานได้สะดวก เท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนอากาศเป็นที่พิษให้เป็นมิตรต่อสุขภาพได้แล้ว

เพราะน้ำคือ…ชีวิต

ไม่ใช่แค่อากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราโดยตรงเท่านั้น แต่ “น้ำ” ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับธรรมชาติที่แปรปรวนเช่นกัน บางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากรสชาติน้ำที่เปลี่ยนไป บางพื้นที่พบว่าน้ำที่เคยสะอาดกลับมีตะกอน จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่จะช่วยเปลี่ยนน้ำที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองให้กลับมาใสสะอาดอย่าง “เครื่องกรองน้ำ (Water purifier)” ซึ่งในช่วงวิกฤตแบบนี้ควรเป็นเครื่องกรองน้ำที่สามารถกรองฝุ่นตะกอนอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอนได้ พร้อมให้แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ

เสริมภูมิคุ้มกันต้านฝุ่น

นอกจากการป้องกันตัวเองให้ห่างจากมลพิษต่างๆ แล้ว ก็ควรเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายด้วย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่าง “ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง” อาทิ ส้ม มะม่วงสุก สัปปะรด ฝรั่ง และมะละกอ เหล่านี้ล้วนมีวิตามินซีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างภูมิต้านทานในร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่มีเวลาหาซื้อผลไม้หลากหลายชนิด วิตามินรวมหรืออาหารเสริมก็เป็นตัวเลือกที่ช่วยตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี

ใช้ธรรมชาติบำบัด

นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือนวัตกรรมสมัยใหม่ที่มนุษย์นำมาใช้บรรเทาวิกฤตสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมแล้ว “ต้นไม้ฟอกอากาศ (Air purifying plants)” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถหามาติดบ้านไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็น สาวน้อยประแป้ง ลิ้นมังกร หรือไทรใบสัก นอกจากจะช่วยกรองอากาศ ดูดซับสารพิษในอากาศแล้ว ยังช่วยตกแต่งบ้านให้สวยงามในราคาไม่แพงด้วย

 

ขอบคุณ Lazada Thailand

โภชนาการที่ดีช่วยลดความเสี่ยงการเสื่อมของสมองได้ถึง 1 ใน 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611950

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

โภชนาการที่ดีช่วยลดความเสี่ยงการเสื่อมของสมองได้ถึง 1 ใน 3

งานวิจัยชี้ คุณภาพของอาหารที่เรารับประทานเข้าไป มีส่วนสำคัญต่อการชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวทางหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวาน

จากงานวิจัยที่เผยแพร่ใน Neurology ที่ทำใน 40 กว่าประเทศโดยกระจายไปในทุกทวีปกว่า 700 ศูนย์วิจัย ด้วยผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 27,860 คน ทั้งชายและหญิง ซึ่งมีอายุมากกว่า 55 ปี และมีประวัติโรคประจำตัวทางด้านหลอดเลือดของหัวใจหรือสมองอย่างน้อยหนึ่งโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง และรวมถึงผู้ป่วยด้วยเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยที่มีประวัติร่วมของโรคเหล่านี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความเสื่อมของสมองเมื่ออายุมากขึ้น

การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประสิทธิภาพของยาลดความดันโลหิต ต่อผู้ที่ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมองอยู่แล้ว ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของการรับประทานอาหาร ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นไปที่อาหารของชาติใดชาติหนึ่ง ดังเช่นงานวิจัยอื่นๆ ที่เคยผ่านตากันมา เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน หรืออาหารเอเชีย ที่มักมีการอ้างถึงจากงานวิจัยว่าเป็นอาหารสุขภาพ แต่เนื่องจากผู้ป่วยโรคเหล่านี้มีอยู่ทั่วโลก ในทางปฏิบัติจึงไม่สะดวกนัก หากจะเลือกรับประทานเมนูสุขภาพที่ไม่ใช่อาหารท้องถิ่นของตนเอง

งานวิจัยนี้จึงเก็บข้อมูลในลักษณะของคุณภาพของอาหารมากกว่า โดยคำนึงถึงส่วนประกอบของอาหาร มากกว่าคำนึงถึงเมนูอาหาร โดยผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลการรับประทานอาหารในแต่ละวัน ได้แก่

  • ชนิดของโปรตีนที่เลือกรับประทาน เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว
  • สัดส่วนของเนื้อปลาต่อเนื้อแดง
  • สัดส่วนของผัก ผลไม้ ในแต่ละวัน
  • การรับประทานธัญพืช
  • การรับประทานของทอด
  • ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์

โดยนำข้อมูลมานับเป็นคะแนน หลังจากนั้นทำการทดสอบการทำงานของสมองด้วยแบบประเมินมาตรฐาน MMSE (Mini-Mental State Examination) โดยทำหนึ่งครั้งก่อนเข้าร่วมการทดลอง และอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้งตลอดระยะเวลาที่อยู่ในการศึกษา

ภายหลังการติดตามการศึกษาไป 5 ปี พบว่ากว่า 16.8 % หรือ 1 ใน 6 ของผู้ร่วมวิจัยมีการเสื่อมลงของสมอง และพบว่าผู้ที่มีโภชนาการที่ดีนั้น สามารถลดความเสี่ยงของความเสื่อมของสมองลงได้กว่า 1 ใน 3

ทีมผู้วิจัย อธิบายว่า ผลของอาหารต่อการชะลอความเสื่อมของสมองนั้น น่าจะเป็นจากอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ลดการอักเสบของหลอดเลือด และปรับสมดุลกระบวนการเผาผลาญ เมื่อระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานดีขึ้น การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองย่อมดีขึ้น โดยพบว่าในผู้ที่มีการชะลอลงของความเสื่อมของสมองนั้น มีคะแนนการทำแบบทดสอบ MMSE ดีกว่าอีกกลุ่ม ในเรื่องหัวข้อการจดจำ ประมวลผล และทำซ้ำ โดยโจทย์ให้จดจำรูปร่างเรขาคณิต แล้ววาดซ้ำให้เหมือนต้นฉบับ

ผู้วิจัยสรุปว่า ผู้ที่มีปัญหาของหลอดเลือดนั้น ในระยะยาวอาจจะส่งผลต่อเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดความเสื่อมของการทำงานได้

ปัจจุบันนั้นโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมองนั้นมีหลายโรคด้วยกัน โดยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เช่น อัลไซเมอร์ ดังนั้น การรักษาจึงเป็นเพียงการชะลอเวลาไม่ให้ตัวโรคทรุดเร็ว

ดังนั้น การพบสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวทางหลอดเลือด การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารจะมีส่วนช่วยสำคัญในการป้องกันโรคดังกล่าว ไม่ให้ไปสร้างความเสียหายต่อสมองในภายหลัง โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเมนูการกินให้แต่งต่างจากเดิมมากนัก

 

ภาพ freepik