ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยสุขภาพที่นักเดินทางต้องรู้จัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611847

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 09:30 น.

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยสุขภาพที่นักเดินทางต้องรู้จัก

กรมควบคุมโรคห่วงนักเดินทาง แนะ 6 วิธีป้องกันตนเองจากโรคปอดอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อไปเยือนต่างประเทศ ขณะที่ WHO เตือนไทย พร้อมย้ำไร้ยารักษา

โรคปอดอักเสบ ( Pneumonia) ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้ทั้งการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอด และเนื้อเยื่อโดยรอบ มีอาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังคัดกรองและป้องกันควบคุมโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนา ของกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค มีทั้งการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลทำการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น รวมทั้งการเฝ้าระวังในชุมชน

วิธีป้องกันตนเองของนักเดินทาง

เนื่องจากองค์การอนามัยโลกไม่มีประกาศจำกัดการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. ระหว่างเดินทางในต่างประเทศ ขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอ จาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน
  2. หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรวมถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก
  3. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น
  4. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ
  5. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  6. หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนไทยรับมือไวรัสโคโรนาจากจีน

องค์การอนามัยโลก เตือนเชื้อไวรัสโคโรนาจากจีนอาจมีการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ และอาจจะมีการแพร่ระบาดในขอบเขตที่กว้างขึ้น แนะประเทศไทยเฝ้าระวังคัดกรองเข้มข้นนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ โดยเฉพาะที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้และอาการไอ พร้อมทั้งได้เตือนโรงพยาบาลทั่วโลกให้ทำการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าว และทำการควบคุม หากพบการระบาดของไวรัส โดยที่ WHO ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มียารักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา

นายริชาร์ด โบรว์ ผู้แทน WHO ประจำประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาจากจีน ขณะที่ใกล้ถึงวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นเทศกาลตรุษจีน และจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากจีนเดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยให้ทำการคัดกรองนักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีไข้และอาการไอ

ขณะนี้มีรายงานล่าสุดว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวน 41 รายในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยรายหนึ่งที่เสียชีวิต ทั้งนี้ วงการแพทย์ได้ค้นพบเชื้อไวรัสโคโรนาในมนุษย์จำนวน 6 สายพันธุ์ มี 4 สายพันธุ์ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจในระดับปานกลาง ส่วนอีก 2 สายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ SARS และโรค MERS

10 วิธีนอนถูกหลักอนามัย Sleep Hygiene นอนอย่างไรกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611774

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 12:56 น.

10 วิธีนอนถูกหลักอนามัย Sleep Hygiene นอนอย่างไรกัน

10 วิธีที่ช่วยให้การนอนมีประสิทธิภาพ เพื่อการนอนที่ถูกหลักอนามัย (Sleep Hygiene) พร้อมเลิกเข้าใจผิดเรื่องกินนมอุ่น จิบชาคาโมมายด์ หรือออกกำลังกายให้เหนื่อยจะช่วยให้หลับง่าย

สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) ชวนคนไทยใส่ใจการนอนในงานเสวนา “Why We Sleep: นอนเปลี่ยนชีวิต” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและครอบครัว และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผอ.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การนอนพักผ่อนที่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดี ข้อมูลวิชาการชี้ชัดว่า หากนอนไม่มีคุณภาพจะส่งผลกระทบทางสุขภาพและสังคม ทั้งก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ การด้อยประสิทธิภาพการทำงาน หรือการเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับการนอนที่ถูกหลักอนามัย (sleep hygiene) สำหรับผู้ใหญ่มีข้อปฏิบัติ 10 ประการ ดังนี้

  1. ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน ทั้งวันทำงานและวันหยุด
  2. ไม่ควรงีบในเวลากลางวัน ถ้านอนกลางวันเป็นประจำ ไม่ควรงีบเกิน 30 นาที และไม่ควรงีบหลังบ่าย 15.00 น.
  3. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอน
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และอาหารมื้อหนัก รสจัด เผ็ด หรืออาหารหวานอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน
  5. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน
  6. เตียงนอนควรเป็นเตียงที่นอนแล้วสบาย มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ระบายอากาศดี ไม่ควรมีแสงเล็ดลอดเข้ามา และไม่ควรมีเสียงดัง
  7. ควรผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล ไม่ควรดูภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญก่อนนอน
  8. ควรใช้ห้องนอนเพื่อการนอนและกิจกรรมทางเพศเท่านั้น อย่าใช้ห้องนอนและเตียงนอนเป็นที่ทำงาน เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูโทรทัศน์
  9. หากนอนไม่หลับภายใน 30 นาที ควรลุกจากที่นอนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ แล้วกลับมานอนใหม่อีกครั้งเมื่อง่วง
  10. รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้าอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน เนื่องจากแสงแดดเป็นตัวควบคุมนาฬิกาชีวิตที่สำคัญ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะช่วยให้หลับได้ดี มีความตื่นตัวในเวลากลางวัน ทำงานได้ดีขึ้น และสุขภาพทางกาย-ใจดีขึ้น

ทางด้าน นพ.ณัฐพงษ์ เจียมจริยธรรม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าศูนย์นิทราเวชโรงพบาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า คนไข้ส่วนใหญ่ที่มารักษาที่ศูนย์นิทราเวช 80% มาด้วยปัญหาการนอนกรน แล้วมีภาวะหยุดหายใจตอนนอน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การนอนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่มีคุณภาพ นอกจากนั้น อีก 20% เป็นการนอนไม่หลับ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น มาจากอาการป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดัน ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ตอนกลางคืน ทำให้หลับยาก หรือมีอาการหลับๆ ตื่นๆ หรือการหยุดหายใจระหว่างหลับ ซึ่งเมื่อคนมีอาการนอนไม่หลับไปพบแพทย์ สิ่งที่มักจะได้กลับมาคือ ยานอนหลับ แต่ความจริงคือ การกินยานอนหลับไม่ได้ช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับให้หายขาดได้ แถมตื่นขึ้นมาเขาจะรู้สึกว่าไม่สดชื่น เพลีย เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อความเข้าใจผิดๆ เช่น การดื่มนมอุ่นๆ จิบชาคาโมมายล์ ก่อนนอน ออกกำลังกายให้เหนื่อยแล้วจะนอนหลับ ซึ่งแพทย์จะไม่แนะนำให้ออกกำลังกายช่วง 4-6 ชม. ก่อนนอน หรือแม้แต่อาการเครียด ทำให้นอนไม่หลับแท้จริงแล้ว อาจเป็นสาเหตุให้นอนไม่หลับในครั้งแรก แต่เมื่อสถานการณ์กดดันต่างๆ หายไป แต่ยังนอนไม่หลับจึงเกิดจากการฝึกให้ตัวเองไม่หลับมาเรื่อยๆ จนเคยชิน ซึ่งวิธีการรักษาอาการนอนไม่หลับที่ได้ผลดี 60-70% หายแต่อาจต้องใช้เวลา คือ การปรับพฤติกรรมและความคิด โดยต้องไม่เครียดหรือตั้งใจจนเกินไป ลองปฏิบัติตามหลักสุขลักษณะการนอนที่ดี

 

ภาพ สสส. / freepik

ผลวิจัยชี้มลพิษทางอากาศเร่งกระดูกเสื่อม เปราะ หักง่ายก่อนวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/611447

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 09:51 น.

ผลวิจัยชี้มลพิษทางอากาศเร่งกระดูกเสื่อม เปราะ หักง่ายก่อนวัย

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ระบุมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกระทบหัวใจ ปอด ดวงตา ทารกในครรภ์ หรือแม้แต่สุขภาพจิต ล่าสุดพบว่าสามารถทำให้กระดูกเสื่อมจนเปราะหักง่ายก่อนวัย

ข้อมูลของทีมนักวิจัยนานาชาติ นำโดยสถาบันเพื่อสุขภาพโลกแห่งบาร์เซโลนา (ISGlobal) ของสเปน ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open โดยระบุว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ตอนต้นของเมืองที่มีฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับสูง มีแนวโน้มที่สัดส่วนแร่ธาตุในกระดูกจะลดน้อยถอยลงกว่าปกติ

มีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของฝุ่น PM2.5 จากสถานที่ 23 แห่งโดยรอบเมืองไฮเดอราบัดของอินเดีย กับความหนาแน่นของแร่ธาตุในมวลกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังของชาวอินเดีย 3,700 คน ที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว ซึ่งคนเหล่านี้มีอายุโดยเฉลี่ย 35.7 ปี

มลพิษทางอากาศทำให้พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง-อาชญากรรมพุ่งสูงผลวิจัยเผย มลพิษอากาศทำให้เสี่ยงแท้งพอๆ กับสูบบุหรี่ผลวิจัยเผยอยู่ใกล้ถนนจราจรคับคั่งเสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นผลปรากฏว่าพื้นที่ที่ทำการศึกษามีค่าเฉลี่ยของระดับ PM2.5 ในอากาศตลอดทั้งปีที่ 32.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับปลอดภัยที่องค์การอนามัยกำหนดไว้ถึง 3 เท่า

ทีมผู้วิจัยพบว่า เมื่อฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นทุก 3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูกของประชากรทั้งหญิงและชายจะลดลง 0.011 กรัมต่อตารางเซนติเมตรในกระดูกสันหลัง และลดลง 0.004 กรัมต่อตารางเซนติเมตรสำหรับกระดูกสะโพก ทั้งยังพบว่า ผงฝุ่นเขม่าดำ (Black Carbon) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของฝุ่น PM2.5 มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับมวลกระดูกที่ลดลงด้วย

แม้จะยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่มลภาวะทางอากาศทำให้สุขภาพของกระดูกอ่อนแอลง แต่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าการอักเสบภายในร่างกาย และภาวะไม่สมดุลระหว่างอนุมูลอิสระกับสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากฝุ่น PM2.5 อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะกระดูกเสื่อมและโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ได้

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เผยแพร่เมื่อปี 2017 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ในเมืองบอสตันของสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้ป่วยกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนถึงกว่า 86,000 รายต่อปี

ทีมวิจัยชุดดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า คนหนุ่มสาววัย 20-30 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงที่มวลกระดูกสะสมตัวจนมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งสูงสุดในชีวิต อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศจนสะสมมวลกระดูกได้น้อยลง และมีความเสี่ยงจะเป็นโรคกระดูกพรุนสูงกว่าเดิมเมื่อมีอายุมากขึ้น

 

ภาพ Freepik

โพลล์ชี้คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เห็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611921

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 19:00 น.

โพลล์ชี้คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เห็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มอาเซียน

ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมอาเซียนต้องกลับมาทบทวนบทบาทหลังจากรวมตัวกันมาแล้ว 52 ปี

สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ซึ่งเป็นคลังสมอง (think tank) ของสิงคโปร์ สำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ และผู้นำธุรกิจ 1,308 คนจากประเทศอาเซียน ในหัวข้อ The State of Southeast Asia (รัฐอาเซียน) พบว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าไม่เห็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจากกลุ่มอาเซียน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 73%

งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ความจริงที่ว่าผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 3 ใน 4 ไม่เชื่อมั่นในการรวมตัวกันชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะทบทวนบทบาทของประชาคมอาเซียนหลังจากก่อตั้งมา 52 ปี ทว่าก็ให้ข้อสังเกตว่าแม้ผลวิจัยจะออกมาเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม

เฮืองถิฮา จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ที่ร่วมการวิจัยครั้งนี้ด้วยเผยว่า สาเหตุที่ประชาคมอาเซียนไม่สามารถบรรลุผลที่เป็นรูปธรรมมาจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เนื่องจากอาเซียนเกิดจากการรวมตัวกันระหว่างรัฐบาล 10 ประเทศ ข้อตกลงต่างๆ ของอาเซียนต้องนำไปปฏิบัติในระดับประเทศจึงจะค่อยๆ เห็นผลในระดับท้องถิ่น ดังนั้นความล่าช้าในการนำไปปฏิบัติในระดับประเทศจึงกลายเป็นอุปสรรคในการยังประโยชน์ในระดับบุคคล

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในอาเซียน โดยมีปัญหาหลัก 3 ข้อ ได้แก่ ความไร้เสถียรภาพของการเมืองภายในแต่ละประเทศ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และภาวะโลกร้อน

ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถาม 73.2% กังวลว่าอาเซียนจะกลายเป็นสนามวัดพลังของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 62%

ผู้ตอบแบบสอบถามชาวกัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และสิงคโปร์รู้สึกกังวลมากว่าอาเซียนจะกลายเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของจีนกับสหรัฐ โดยรายงานระบุว่าสาเหตุที่ประเทศเหล่านี้สัมผัสได้ถึงการแข่งขันของสองมหาอำนาจเพราะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสหรัฐและจีนมากกว่าประเทศอื่น รวมทั้งต้องพึ่งพาจีนในแง่เศรษฐกิจสหรัฐคือตลาดส่งออกรายใหญ่ของกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ส่วนจีนเป็นแหล่งที่ทั้งสามประเทศนี้นำเข้าสินค้ามากที่สุด

ขณะที่ปัญหาชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมานั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 55% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและไม่เห็นด้วยที่อาเซียนจะเข้าไปจัดการ เนื่องจากอาเซียนยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

จริงหรือ? หยุดถุงพลาสติกแล้วกระทบเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611933

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 18:49 น.

PostToday Podcast:Deep Talk Ep.24 หาคำตอบกับคำถามถึงการแบนถุงพลาสติกที่ว่า งดใช้ถุงพลาสติกแล้วกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่

“Deep Talk ถอดรหัสสตาร์ทอัพ” Podcast ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำลังไล่ล่าความสำเร็จทางธุรกิจ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

ประมวลภาพภารกิจปกป้อง ‘โคอาล่า’ บนเกาะจิงโจ้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611928

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 18:01 น.

ประมวลภาพภารกิจปกป้อง 'โคอาล่า' บนเกาะจิงโจ้

“ที่อยู่ของพวกมันไม่เหลือแล้ว ต้นไม้ที่เคยเป็นบ้าน และแหล่งอาหารให้โคอาล่าตอนนี้แถบไม่เหลือเลย”

ภาพของโคอาล่าบาดเจ็บตัวหนึ่ง นั่งอยู่ข้างเคียงซากของเพื่อนโคอาล่าอีกตัว ที่ตายจากเหตุไฟป่าบนเกาะจิงโจ้ (kangaroo island) ทางใต้ของเมืองแอดิเลดในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในภาพอันน่าสะเทือนใจของบรรดาอาสาสมัครพิทักษ์สัตว์ในออสเตรเลีย ซึ่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือบรรดาสัตว์ป่าหลากชนิดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไฟป่าเกาะจิงโจ้พบเจอ

ภาพโคอาล่าที่บาดเจ็บนั่งเคียงข้างซากเพื่อนของมัน ถูกถ่ายโดยเจ้าหน้าที่ทีมกู้ภัยสัตว์ Humane Society International ในออสเตรเลีย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือโคอาล่าตัวที่บาดเจ็บดังกล่าวไปรักษาตัว อันเป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่สำคัญบนเกาะจิงโจ้ทางใต้ของออสเตรเลียในขณะนี้

 

Humane Society International เป็นหนึ่งในหลายๆองค์กรในออสเตรเลียที่ส่งอาสาสมัครลงยังพื้นที่ เช่นเดียวกับกองทัพออสเตรเลีย ต่างก็ส่งทีมสัตว์แพทย์และอาสาสมัครของกองทัพ ในการช่วยเหลือและกู้ภัยสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุไฟป่ารุนแรงบนเกาะซึ่งได้ทำลายพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 1 ใน 3 ของเกาะ โดยเกือบครึ่งของป่าบนเกาะถูกไฟเผาผลาญทำลาย จำนวนนี้กว่า 80% เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารของโคอาล่า

Byron Manning หนึ่งในอาสาสมัครเผยกับสื่อสหรัฐว่า “ไฟป่าที่เผาผลาญทำลายที่อยู่ของพวกมันไม่เหลือแล้ว ต้นไม้ที่เคยเป็นบ้าน และแหล่งอาหารให้โคอาล่าตอนนี้แถบไม่เหลือเลย”

เจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ลงพื้นที่บนเกาะจิงโจ้แห่งนี้ ซึ่งได้ฉายาว่า “กาลาปากอสแห่งออสเตรเลีย” ต่างกำลังทำงานแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือพวกมันให้ได้มากที่สุด เพื่อที่สามารถ “รับประกันประชากร” เพื่อฟื้นฟูจำนวนโคอาล่าในอนาคตได้

จากการลงพื้นที่ของอาสาสมัครบนเกาะหลายทีม พบว่าโคอาล่าหลายตัวตายจากการบาดเจ็บ ขณะที่บางตัวตายกลางกองเพลิง

เกาะจิงโจ้ถือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของโคอาล่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย รวมถึงเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่เป็นบ้านของบรรดาสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลียหลากหลายสายพันธุ์ ประเมินว่ามีโคอาล่าที่อาศัยตามธรรมชาติบนเกาะจิงโจ้แห่งนี้ราวๆ 30,000 ตัว ตาย จากเหตุไฟป่าบนเกาะซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนธันวาคมของปีที่แล้ว

Steven Selwood สัตว์แพทย์จากศูนย์จัดการช่วยเหลือสัตว์ฉุกเฉินแห่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ประเมินว่า แต่เดิมบนเกาะมีโคอาล่าตามธรรมชาติอยู่มากกว่า 40,000 ตัว แต่หลังเหตุไฟป่า คาดว่ามีจำนวนโคอาล่าตามธรรมชาติอาจเหลือไม่ถึง 9,000 ตัว

ลูกโคอาล่ากำพร้าในการดูแลของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสัตว์บนเกาะจิงโจ้

เจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮัตสันเบย์ (Hanson Bay Wildlife Sanctuary) บนเกาะเผยว่า แม้เป็นการยากที่จะระบุถึงจำนวนที่แน่นอนของสัตว์บนเกาะซึ่งมีทั้งโคอาล่า วอลลาบี และจิงโจ้ ว่าตายไปเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด แต่เจ้าหน้าที่ของเขตฯสามารถเก็บกู้ร่างของสัตว์เหล่านี้ได้ราวๆ 700-800 ร่างแล้ว

ไรอัน เทต ผู้ฝึกสุนัขจาก Tate Animal Training Enterprise เป็นอีกหนึ่งทีมอาสาสมัครที่ลงพื้นที่ค้นหาเผยผ่านสื่อว่า เขาได้ใช้เทคนิคการดมกลิ่นของสุนัขฝึกในการค้นหาโคอาล่ากับเจ้าเทย์เลอร์ สุนัขเพศเมียวัย 4 ปี พันธุ์อิงลิช สปริงเกอร์ สเปเนียล โดยอาศัยกลิ่นจากอุจจาระและขนของโคอาล่า ซึ่งเทย์เลอร์ก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม มันได้ช่วยชีวิตโคอาล่าไปแล้วถึง 15 ตัว

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉินสำหรับโครงการฟื้นฟูสัตว์ป่าเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยมุ่งเน้นที่สัตว์พื้นเมืองสายพันธฺุ์ท้องถิ่นของออสเตรเลียเป็นหลัก

โคอาล่าตัวหนึ่งที่เสียชีวิตกลางเปลวเพลิงของไฟป่าบนเกาะจิงโจ้

 

โคอาล่าตัวหนึ่งที่เสียชีวิตกลางเปลวเพลิงของไฟป่าบนเกาะจิงโจ้

 

 

 

 

 

 

ภาพ: AFP / THIRD PARTY

โรคปอดปริศนาจากจีนระบาดถึงญี่ปุ่น ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ติดจากคนสู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611904

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 15:26 น.

โรคปอดปริศนาจากจีนระบาดถึงญี่ปุ่น ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ติดจากคนสู่คน

ทางการญี่ปุ่นยืนยัน พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กลุ่มเดียวกับโรคซาร์สที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่นของจีนเป็นรายแรกของญี่ปุ่น ด้านผู้เชี่ยวชาญไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเชื้ออาจแพร่จากคนสู่คน

ญี่ปุ่นพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เผยว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นชายในช่วงวัย 30 ปี อาศัยอยู่ใน จ.คะนะงะวะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และมีอาการไข้สูงตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาขณะเดินทางอยู่ในเมืองอู่ฮั่นของจีน

ขณะนี้คนไข้รายดังกล่าวฟื้นตัวและออกจากโรงพยาบาลแล้ว จากการซักประวัติไม่พบว่าคนไข้เคยเดินทางไปที่ตลาดขายอาหารทะเลที่เป็นจุดที่พบเชื้อแพร่ระบาด

ผู้ติดเชื้อในไทย

องค์การอนามัยโลกเผยว่าหญิงวัย 61 ปีผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศไทย ไม่ได้เดินทางไปที่ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นของจีน แต่เคยไปเดินตลาดสดในท้องถิ่นของเมืองอู่ฮั่นตามปกติก่อนที่จะมีอาการป่วยในวันที่ 5 ม.ค.

ลีโอ พูน นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่สามารถถอดรหัสไวรัสซาร์สเผยว่า มีความเป็นไปได้ 2 กรณีสำหรับผู้ติดเชื้อในไทยคือ คนไข้อาจได้รับเชื้อจากสัตว์มาจากตลาดอื่น หมายความว่าแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายในวงกว้างกว่าที่คาดไว้

อีกความเป็นไปได้คือ ได้รับเชื้อจากคนอื่น หมายความว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากคนสู่คน หากเป็นกรณีนี้จากเชื้อไวรัสที่ระบาดอยู่ในพื้นที่วงจำกัดอาจกลายเป็นการระบาดไปทั่วโลก โดยพูนเชื่อว่าเคสของไทยน่าจะเป็นกรณีแรกมากว่า แต่ก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเชื้อสามารถแพร่จากคนสู่คนได้

มีโอกาสแพร่จากคนสู่คนไหม

คำถามนี้สำคัญมาก เนื่องจากชาวจีนกำลังจะเริ่มการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน และคาดว่าชาวจีนนับล้านคนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขของจีนและองค์การอนามัยโลกยืนยันมาตลอดว่ายังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเชื้อแพร่ระบาดจากคนสู่คน และยังไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ ทว่าล่าสุดหน่วยงานสาธารณสุขของเมืองอู่ฮั่นเผยว่า ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่จากคนสู่คน

หน่วยงานสาธารณสุขเมืองอู่ฮั่นพบเคสสามีภรรยาที่ติดเชื้อ โดยสามีซึ่งทำงานที่ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นที่พบเชื้อมีอาการป่วยก่อน ขณะที่ภรรยาไม่เคยไปตลาดดังกล่าว และยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยไปตลาดอาหารทะเลนั้นเช่นกัน

จวงจู๋จวิน หัวหน้าแผนกโรคติดต่อจากศูนย์คุ้มครองสุขภาพฮ่องกงเผยว่า เป็นไปได้ว่าสามีเป็นผู้แพร่เชื้อให้ภรรยา ดังนั้นจึงยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะระบาดจากคนสู่คน แต่เป็นไปได้น้อย เนื่องจากจนถึงตอนนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อจากผู้ป่วย

ไม่รุนแรงเท่าซาร์ส

จนถึงตอนนี้ ความรุนแรงของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ร้ายแรงเท่าไวรัสซาร์สหรือเมอร์สที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ประกาศเตือนไวรัสดังกล่าวในระดับ 1 ซึ่งต่ำที่สุดจากทั้งหมด 3 ระดับ ให้นักท่องเที่ยวในเมืองอู่ฮั่นใช้ความระมัดระวังตามปกติ

มีอะไรในข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐ เฟสแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611897

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 14:31 น.

มีอะไรในข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐ เฟสแรก

ใครได้ใครเสีย หลังสหรัฐ-จีน สงบศึกสงครามการค้า ลงนามเทรดดีลเฟสแรกแล้ว

วันที่ 15 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายหลิว เฮ่อ รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของผู้นำจีน ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงการค้าระยะแรกระหว่างจีนกับสหรัฐแล้ว ที่ทำเนียบขาว

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการลงนามว่า “ข้อตกลงนี้เป็นเพียงขั้นแรกของการปูทางที่ถูกต้องในการย้อนกลับไปแก้ไขความผิดพลาด ที่จะช่วยเรียกคืนความยุติธรรมทางการค้าให้กับชาวอเมริกันในทุกภาคส่วน”

ด้านคณะผู้แทนจีนกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ของทั้งชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยในการนี้นายเฮ่อ ได้อ่านจดหมายเปิดผลึกจากประธานาธิบดีสี ซึ่งมีสาระสำคัญว่า รัฐบาลปักกิ่งมีความยินดีต่อการร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่าสหรัฐและจีนจะเดินหน้าการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าต่อไป

ข้อตกลงเฟสแรกจำนวน 86 หน้า ที่ทรัมป์กับผู้แทนฯจีนลงนามร่วมกัน เป็นผลสืบเนื่องหลังจากที่ทั้งจีนและสหรัฐใช้เวลาหารือทางการค้ากันมานานเกือบ 2 ปี ซึ่งผลักดันให้มหาอำนาจทั้งสองชาติเข้าสู่สังเวียนสงครามการค้าในลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟัน

 

สำหรับรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมในข้อตกลงการค้าเฟสแรกนี้ ประกอบด้วย

  • จีนให้คำมั่นซื้อสินค้า”หลากหลายชนิด” จากสหรัฐเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นสองแสนล้าน ภายในเวลา 2 ปี
  • จำนวนนี้แบ่งเป็น จีนซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐในปี 2020 ที่มูลค่า 77,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นเป็น 123,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 เพื่อให้ครบมูลค่ารวม 2 แสนล้านตามข้อตกลง
  • เมื่อนำมูลค่าการส่งออกของสหรัฐในปัจจุบัน รวมเข้ากับมูลค่าสินค้าและบริการที่จีนจะซื้อจากสหรัฐตามข้อตกเฟสแรก จะส่งผลให้สหรัฐมีมูลค่าการส่งออกไปยังจีนทะยานขึ้นเป็น 263,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2020 และจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 309,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2021
  • สินค้าด้านอุตสาหกรรมจากสหรัฐ มูลค่า 32,900 ล้านดอลลาร์ ใน 2020 และเพิ่ม 44,800 ล้านดอลลาร์ใน 2021
  • สินค้าเกษตรสหรัฐ 12,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2020 และเพิ่มเป็น 19,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2021
  • สินค้าพลังงานสหรัฐ 18,500 ล้านดอลลาร์ในปี2020 เพิ่มเป็น 33,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2021
  • สินค้าบริการ มูลค่า 12,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 เพิ่มเป็น 25,100 ล้านดอลลาร์ใน 2021
  • สินค้าภาคการผลิต อาทิ ผลิตภัณฑ์เหล็ก ตู้เย็น เครื่องบริภัณฑ์อุตสาหกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยา รถยนต์ เครื่องมือด้าน Optical instrument
  • สินค้าเกษตร อาทิ เมล็ดพืชน้ำมัน ถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อสัตว์ ธัญพืช ฝ้าย และอาหารทะเล
  • สินค้าบริการ อาทิ บริการทางการเงิน ประกันภัย เทเลคอม ระบบคลาวด์และอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์
  • จีนให้คำมั่นเข้มงวดด้านทรัพย์สินทางปัญหา ส่วนสหรัฐใช้ข้อแลกเปลี่ยนทางภาษีโดยสหรัฐจะลดอัตราภาษีที่บังคับใช้กับสินค้าจีนก่อนหน้านี้ลงครึ่งหนึ่ง จาก 15% ลงมาอยู่ที่ 7.5% ต่อมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีน 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ข้อตกลงการค้าระยะแรกนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ลงนาม

จีนยังไม่ได้ยกเลิกกำแพงภาษีสินค้าเกษตรของสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าสินค้าเกษตรของสหรัฐยังคงต้องคำนวณการส่งออก “ตามความต้องการตามตลาด” ของจีนต่อไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสินค้าประเภทถั่วเหลืองของสหรัฐ เนื่องจากต้องแข่งกับผู้ส่งเจ้าใหญ่รายอื่นๆอย่างบราซิล อีกทั้งเกษตรกรผู้ผลิตถั่วเหลืองในสหรัฐเตรียมถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเร็วๆนี้ บรรดาภาคการเกษตรในสหรัฐจีงเรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันเร่งบรรลุการเจรจาในเฟสสองโดยเร็ว

 

ใครได้ใครเสีย?

สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งกำลังเตรียมลงศึกเลือกตั้งในปีนี้ สามารถใช้ความสำเร็จในข้อตกลงเทรดดีลในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งสมัยสอง

Xu Xiaochun นักวิเคราะห์จาก Moody’s Analytics ตั้งข้อสังเกตว่า จีนดูเหมือนจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆมากนักจากข้อตกลงเฟสแรกนี้”

การเติบโตทางเศรษฐกิจในจีนได้ผลักดันให้จีนอาจต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากนอกประเทศ โดยเฉพาะความต้องการสินค้าเกษตรและพลังงานภายในประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลปักกิ่งจึงจำเป็นต้องใช้การนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทนความต้องการในประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าจากสหรัฐ

นาย Larry Kudlow ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาวเผยผ่านสื่อว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้จีดีพีสหรัฐโตขึ้นอย่างน้อย 0.5% ตลอดปี 2020-2021

สังเกตได้จากในข้อตกลงข้างตนที่่ระบุว่า จีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐตามความต้องการของ “สภาวะตลาด” ซึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาการซื้อที่แน่นอน เพียงแต่กำหนดในเชิงมูลค่าเท่านั้น

ด้านสำนักข่าว CCTV ของทางการจีนรายงานข่าวการลงนามเทรดดีลว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยเติมเต็มความต้องการของสินค้าประเภทนม สัตว์ปีก เนื้อวัว และเนื้อหมูแปรรูปของผู้บริโภคในจีน

ทั้งนี้ ข้อตกลงเฟสแรกเต็มไปด้วยสัญญาที่จีนจะซื้อสินค้าจากสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐยอมลดกำแพงภาษีลงครึ่งหนึ่งเท่านั้น  ขณะที่ข้อตกลงการค้าในเฟสสองนั้น ยังคงไม่ชัดเจนว่าทั้งสองชาติจะบรรลุการเจรจาได้เมื่อใด โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวในการลงนามว่า เขาอาจเตรียมเดินทางไปเยือนจีนในไม่นานนี้ อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายคาดว่าเทรดดีลเฟสสอง อาจเกิดขึ้นไม่ทันช่วงการลงคะแนนเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนปีนี้แน่นอน

ปัญหาอากาศพิษทำเวียดนาม สูญเงินแต่ละปีเกือบ 4 แสนล้านบาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611869

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 11:54 น.

ปัญหาอากาศพิษทำเวียดนาม สูญเงินแต่ละปีเกือบ 4 แสนล้านบาท

ปัญหามลพิษในเวียดนาม ทำประเทศสูญเสียทางเศรษฐกิจเกือบ 4 แสนล้าน เผยคนตายจากอากาศมากกว่าอุบัติเหตุถึง 3 เท่า

vnexpress สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่า ปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเวียดนามเผชิญในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงกรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแต่ละปีเป็นมูลค่าสูงราว 10,000 – 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆเกือบ 4 แสนล้านบาท

รายงานดังกล่าวมีจากการวิจัยของศาสตราจารย์ Dinh Duc Truong แห่งภาควิชาสิ่งแวดล้อมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม National Economics University (NEU) โดยประเมินว่า ปัญหามลพิษของประเทศได้ส่งผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นปริมาณราวๆ 4-5% ของจีดีพีเวียดนาม

การสูญเสียทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจาก ค่าใช้จ่าด้านสุขภาพของประชาชน ค่าใช้จ่ายด้านการจัดหาเคริ่องฟอกอากาศ ผลกระทบทางสุขภาพในระยะยาวของประชาชนเนื่องจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศในระดับนานาชาติ

รายงานยังเผยอีกว่า จากการศึกษาผลกระทบทางอากาศในเวียดนามระยะยาวเป็นเวลา 10 ปี พบว่าแต่ละปีมีชาวเวียดนามราวๆ 50,000 คน เสียชีวิตจากสาเหตุด้านมลพิษทางอากาศโดยตรง ซึ่งถือว่ามากเป็น 3 เท่าจากยอดของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

ศ.Dinh Duc Truong เผยว่า ปัจจัยเหตุของมลพิษในเวียดนามเกิดจาก 3 สาเหตุหลักๆคือ ภาคพลังงาน เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ทั้งภาคการผลิต อุตสาหกรรม และการบริการทั่วประเทศมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างสูง โดยระหว่างปี 2006-2014 ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้นถึง 13%

ปัจจัยสองคือ เวียดนามพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งพบว่า การผลิตไฟฟ้าในเวียดนามถึงเกือบร้อยละ 90% มาจากพลังงานฟอสซิล จำนวนนี้มากกว่า 36% มาจากถ่านหิน และยังคงมีความต้องการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องปัจจัยที่สามคือ ด้วยแรงงานราคาถูก เวียดนามจึงเป็นเป้าหมายการลงทุนบรรดานักลงทุนทั่วโลก จึงเป็นที่มาของความต้องการใช้พลังงานตามสองปัจจัยแรก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษในเวียดนามที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี บรรดาหน่วยงานท้องถิ่นของเวียดนาม โทษว่าต้นเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศมาจาก การก่อสร้าง จำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงจากบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมหนักหลายแห่ง

ครม.รัสเซียลาออกยกชุด เปิดทางปูตินแก้รธน.อยู่ยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611857

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 10:50 น.

ครม.รัสเซียลาออกยกชุด เปิดทางปูตินแก้รธน.อยู่ยาว

รัฐบาลรัสเซียลาออกยกชุด เปิดทางปูตินเสนอแก้รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจยาว

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย วัย 67ปี ได้ประกาศในระหว่างแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาดูม่า ว่า เขามีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งใช้มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 30 ปี ในหลายประเด็น โดยเน้นไปที่การปรับโครงสร้างเพื่อย้ายถ่ายโอนอำนาจบางส่วนจากประธานาธิบดีในปัจจุบัน ไปยังรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี

การแถลงนี้ ปูตินระบุว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าเสนอให้เพิ่มบทบาทและความรับผิดชอบให้มากขึ้น แก่สภาผู้แทนราษฏร ในการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ต่างจากเดิมที่ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งแล้วให้สภาผู้แทนเห็นชอบ

เสนอเพิ่มบทบาทของที่ปรึกษาในนามสภาแห่งรัฐ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำจากภูมิภาคต่างๆของรัสเซีย โดยมีปูตินเป็นประธาน เสนอแก้บทบัญญัติที่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัยติด (สมัยดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปี) ซึ่งปัจจุบันปูตินครองอำนาจผู้นำรัสเซียเป็นสมัยที่ 4 แล้ว จากสมัยแรกดำรงตำแหน่งสองวาระ ระหว่างปี  2000 – 2008 จากนั้นปูตินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ก่อนจะกลับเข้ามารับตำแหน่งผู้นำรัสเซียอีกครั้งในปี 2012 เป็นสมัยที่สองในสองวาระติดเช่นกัน

นั่นหมายความว่าตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญเดิม ปูตินไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำรัสเซียต่อไปได้ภายหลังปี 2024 ซึ่งเขาจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

นอกจากนี้ปูตินยังเสนอแก้กฎหมายห้ามไม่ให้ผู้สมัครประธานาธิบดีมีสัญชาติอื่น โดยเสนอให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปต้องใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียอย่างน้อย 25 ปี

ประเด็นที่ว่า ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำรัสเซียคนต่อไปควรใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียอย่างน้อย 25 ปีนั้น จะส่งผลให้นายมิคาอิล ฮอโดร์คอฟสกี้ นักธุรกิจชาวรัสเซียซึ่งเป็นคู่แข่งของปูตินในการเลือกตั้งปี 2024 และปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ จะหมดสิทธิ์ลงชิงเลือกตั้งโดยปริยาย

แผนดังกล่าวของปูติน หลายฝ่ายมั่นใจว่าเขาเตรียมครองอำนาจในรัสเซียต่อไปอีกนาน หลังจากที่ปูตินเตรียมจะหมดวาระในอีก 4 ปีข้างหน้า หลังเขาปกครองรัฐบาลรัสเซียทั้งในฐานะประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999

หลังคำแถลงดังกล่าว นายกรัฐมนตรีดิมิดทรึ เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งยกชุดทันที

ทั้งนี้ ปธน.ปูติน ได้ออกแถลงการณ์ขอบคุณนายกรัฐมนตรีเมดเวเยฟ สำหรับการทุ่มเททำงานหนัก โดยระบุว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย และรอการสานต่อ โดยจากนี้เมดเวเดฟจะเปลี่ยนไปรับตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคง และปูตินได้แต่งตั้งนายมิคาอิล มิชูสทิน ที่ปรึกษาด้านภาษีของรัฐบาลมอสโก รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่า”อนาคตทางการเมือง”ของปูตินหลังจากหมดวาระในปี 2024 จะเป็นอย่างไร แต่คำประกาศดังกล่าวถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรซ์อย่างมากต่อการเมืองในรัสเซีย