ยอดเสียชีวิตเชื้ออู่ฮั่นในจีนทะลุหลักร้อย เยอรมนีเจอรายแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613028

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 10:26 น.

ยอดเสียชีวิตเชื้ออู่ฮั่นในจีนทะลุหลักร้อย เยอรมนีเจอรายแรก

ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นในจีนเพิ่มถึง 4 พัน เสียชีวิตแล้ว 106 คน รักษาหาย 58 ราย

สำนักข่าว People’s Daily ของทางการจีนรายงานสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ช่วงเช้าของ วันที่ 28 ม.ค. โดยระบุว่า ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉพาะในจีนเพิ่มสูงถึง 4193 คน 

โดยตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วในวันนี้ นับว่าเพิ่มขึ้นทวีคูณจากยอดของเมื่อวาน (27 ม.ค.) ซึ่งอยู่ที่ 2,744 ราย

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 106 ราย และมี 58 รายที่รักษาหาย

ขณะที่สรุปรวมตัวเลขผู้ติดเชื้อในต่างประเทศที่ได้รับการยืนยันแล้วมีดังนี้ ..

  • ไทย 8 (รักษาหายแล้วบางส่วน)
  • ญี่ปุ่น 4
  • เกาหลีใต้ 4
  • สหรัฐ 5
  • เวียดนาม 2
  • สิงคโปร์ 5
  • มาเลเซีย 4
  • เนปาล 1
  • ฝรั่งเศส 3
  • ออสเตรเลีย 5
  • แคนาดา 1
  • เยอรมนี 1
  • กัมพูชา 1

จำนวนผู้ติดเชื้อในต่างประเทศนี้พบว่า เยอรมนี ถือเป็นชาติยุโรปแห่งที่สองที่มีการพบผู้ติดเชื้อ ต่อจากก่อนหน้านี้ที่พบในฝรั่งเศส

โดยคำแถลงจากสำนักสาธารณสุขรัฐบาวาเรียเผยว่า ผู้ติดเชื้อเป็นชายรายหนึ่งในเมือง Starnberg ทางใต้ของนครมิวนิกราว 30 กิโลเมตร ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ในรายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเป็นพลเมืองประเทศใด และมีประวัติเดินทางเมืองอู่ฮั่นหรือไม่

ขณะนี้ชายคนดังกล่าวเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วด้วยอาการทรงตัว ส่วนคนอื่นๆที่ใกล้ชิดกับยังไม่มีการแสดงอาการแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รัฐบาวาเรียยืนยันว่า ขณะนี้บาวาเรียยังไม่พบความเสี่ยงของการแพร่ระบาดเชื้อดังกล่าว

ไม่มีประเทศไหนพร้อมรับมือโรคระบาดได้100% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612993

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 19:43 น.

ไม่มีประเทศไหนพร้อมรับมือโรคระบาดได้100%

ไม่แปลกใจที่จะไม่ค่อยมีคนเชื่อ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในขณะนี้ “สถานการณ์โดยรวมขณะนี้ถือว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100%”

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า “รัฐบาลขอยืนยันในความพร้อมของระบบการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ติดอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ จากการจัดอันดับโดยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของทุกคน ว่าเราเป็นที่ยอมรับในระดับโลก”

สิ่งที่นายกฯ อ้างถึง คือสิ่งที่ผู้เขียนเห็นแชร์กันในโลกโซเชียลมาหลายวันก่อนหน้าแถลงการณ์ เป็นข้อมูลจาก “ดัชนีความมั่นคงด้านสาธารณสุข” หรือ Global Health Security Index 2019 โดยJohns HopkinsBloomberg School

สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไทยมีความพร้อมด้านการรับมือการระบาดอยู่ที่ 6 ของโลก ได้คะแนนถึง 73.2 จาก 100 เต็ม

ไทยเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศเท่านั้นที่พร้อมรับกับการระบาดของโรค และเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่มิใช่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพูดง่ายๆ คือไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียวที่สูสีกับประเทศพัฒนาแล้วในการรับมือกับเรื่องนี้ เอาเข้าจริงดีกว่าประเทศรวยๆ หลายประเทศด้วยซ้ำ

เช่น สิงคโปร์ที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างในสายตาคนไทยยังอยู่อันดับที่ 25 ไทยเรายังดีกว่าสวิตเซอร์แลนด์ (13) ญี่ปุ่น (21) และแน่นอนว่าดีกว่าจีน

เมื่อจำแนกเป็นประเภทความพร้อม คะแนนรวมของไทยอยู่ที่ 6 ของโลก ในด้านการป้องกันการปรากฎขึ้นและการปลดปล่อยเชื้อโรค ไทยอยู่ที่ 3 ของโลก ในด้านการตรวจสอบพบการระบาดแต่เนิ่นๆ เพื่อตอบรับกับความกังวลของประชาคมโลก ไทยอยู่ที่ 15 ในด้านการตอบรับและการสกัดกั้นการระบาด ไทยอยู่ที่ 5 ของโลก

ในด้านความแข็งแกร่งและมั่นคงของระบบสุขภาพเพื่อรักษาอาการป่วยและปกป้องสุขภาพเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ไทยอยู่อันดับที่ 2 ของโลก ในด้านความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงศักยภาพของชาติ การเงิน และการรักษาบรรทัดฐาน ไทยอยู่ที่ 12 ของโลก และความเสี่ยงโดยรวมด้านสิ่งแวดล้อมและความเปราะบางของประเทศต่อภัยคุกคามด้านชีววิทยา ไทยอยู่ที่ 93 ของโลก!

เราจะเห็นว่าเกือบทุกประเภทไทยเรามีผลงานดีเด่นหมด แต่เพราะเรายังมีสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าอยู่ จึงรั้งอันดับที่ 93 ของโลกในเรื่องนี้ หมายความว่าเรามีความเสี่ยงต่อภัยด้านสิ่งแวดล้อมมาก แต่เพราะระบบสาธารณสุขเราเยี่ยมยอด จึงพอจะชดเชยกันไปได้

รายงานการจัดอันดับระบุว่า สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Mers) ในปี 2558 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในเดือนมิถุนายนปีนั้นประเทศไทยยืนยันและแจ้งให้องค์การอนามัยโลกทราบทันทีว่ามีการพบผู้ติดเชื้อ

รายงานกล่าวว่า “ประเทศไทยสามารถที่จะหยุดกรณีของเมอร์สคนแรก และในแต่ละกรณีที่ได้รับการยืนยันในภายหลัง โดยไม่มีการแพร่กระจายต่อไป”

“ความสำเร็จของประเทศไทยในการระบุและหยุดยั้งเมอร์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการสร้างขีดความสามารถด้านหลักประกันสุขภาพและบทบาทที่สำคัญที่ระบบการดูแลสุขภาพที่แข็งแกร่งสามารถหยุดยั้งการระบาดที่แหล่งกำเนิด”

รายงานยังเสริมว่า “ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับโลกด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ”

อย่างที่บอกไว้ว่า “สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย” เพราะรายงานนี้ยืนยันเอาไว้แล้ว

สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้พูดคือรายงานฉบับนี้ระบุว่า “ไม่มีประเทศใดพร้อมรับกับการระบาดในวงแคบและระบาดทั่วโลก” (no country is fully prepared for epidemics and pandemics)

“ดัชนี GHS พบว่าไม่มีประเทศใดที่มีการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการระบาดของโรคที่เกิดขึ้นโดยเจตนาหรือโดยบังเอิญ” นี่คือการยืนยันของ Jennifer Nuzzo รองศาสตราจารย์ที่วิทยาลัย Johns HopkinsBloomberg Schoolและนักวิชาการอาวุโสที่ Center for Health Security ผู้

ดังนั้นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดจึงค่อนข้างจะขัดกับการศึกษาของรายงานที่ท่านยกมาอ้างเอง และเรื่องนี้เป็นความมั่นใจที่หมิ่นเหม่เกินไป

ผู้เขียนเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน แต่ท่านต้องยอมรับด้วยว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ สถานการณ์ที่คิดว่าคุมได้ 100% อาจเอาไม่อยู่ได้เหมือนกัน

ท่านต้องคิดถึงสถานกาณ์ที่เลวร้ายที่สุด ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีอย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะไทยเรานั้นมีความเสี่ยงโดยรวมด้านสิ่งแวดล้อมและความเปราะบางของประเทศต่อภัยคุกคามด้านชีววิทยา เป็นอันดับที่ค่อนค้างแย่ในการจัดอันดับครั้งนี้

และรายงานนี้ยังเผยแพร่ก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แน่นอนว่า เจ้าหน้าที่ของไทยทำงานอย่างทุมเทและขันแข็ง ทำให้การระบาดไม่กระจายไปรุนแรง แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าครั้งนี้ชีวิตคนไทยค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะไทยมีผู้ติดเชื้อภายนอกจีนมากที่สุด

อันดับของไทยใน Global Health Security Index จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะกรณีนี้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป แต่เราไม่ได้คาดว่าอะไรกับดัชนีนี้ ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เราคาดหวังว่าภาครัฐจะป้องกันไม่ให้ไวรัสระบาดในวงกว้างในไทยเท่านั้น

หากทำได้ นี่คือผลงานที่น่าภูมิใจกว่าตำแหน่งในการจัดอันดับใดๆ เสียอีก

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

นักวิทย์แนะรัฐบาลใช้ไม้แข็งคุมการเดินทางเข้มงวดที่สุดเพื่อสกัดไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612983

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 18:33 น.

นักวิทย์แนะรัฐบาลใช้ไม้แข็งคุมการเดินทางเข้มงวดที่สุดเพื่อสกัดไวรัส

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่ทำแผนที่การระบาดของโรค กล่าวกับสำนักข่าว AFP เมื่อวันจันทร์ว่า รัฐบาลต่างๆ จะต้องดำเนินมาตรการห้ามเดินทางโดยใช้มาตรการ “ไม้แข็ง” เพื่อหยุดยั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสอู่ฮั่น

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) บรรยายสรุปสถานการณ์และเตือนว่าการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นกำลังรุนแรงขึ้น

“เราต้องเตรียมพร้อมว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้อาจกำลังจะกลายเป็นโรคระบาดระดับโลก” กาเบรียล เหลียง หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าว “ควรดำเนินมาตรการที่เข้มงวดและหนักหน่วงในการจำกัดการเคลื่อนย้ายของประชากรในทันที ไม่ควรจะให้ล่าช้าอีก”

เหลียง เป็นผู้นำกลุ่มนักวิจัยที่ทำแผนที่ไวรัสอู่ฮั่น ซึ่งมีผู้ติดเชื้อกว่า 2,700 คนในประเทศจีนและเสียชีวิต 81 คน

แม้ว่าขณะนี้ศูนย์กลางการระบาดยังคงอยู่ในอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยตอนกลางของประเทศจีน แต่นับตั้งแต่นั้นมา มันก็แพร่กระจายไปยังเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศหลายแห่ง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง และเมืองทางตอนใต้อย่างเซินเจิ้นและกวางโจว

“เราคาดหวังว่าจะได้เห็นศูนย์กลางการระบาดขยายตัวจากกลุ่มเมืองใหญ่อื่นๆ เหล่านี้ในจีนแผ่นดินใหญ่” เหลียงคาดการณ์

เนื่องจากเมืองเหล่านั้นมีการเชื่อมโยงการขนส่งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่พวกเมืองเหล่านี้จะแพร่กระจายไวรัสไปได้ไกลกว่าเดิม เมื่อเมืองเหล่านั้นมีการระบาดภายในเมืองเองและสามารถกระจายไปเมืองต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งอู่ฮั่นอีก

ไวรัสอู่ฮั่นยังถูกตรวจพบในประเทศอื่นๆ กว่าสิบแห่ง ไกลออกไปไกลถึงอเมริกาเหนือและยุโรป แต่ในตอนนี้การติดเชื้อยังผ่านผู้คนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เดินทางมาจากศูนย์กลางการระบาดในอู่ฮั่น

จากโมเดลล่าสุดของ HKU เตือนว่าจำนวนของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นจริงมีแนวโน้มที่จะสูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเฉพาะผู้ที่ถูกพบตัวและมีการทดสอบการติดเชื้อแล้ว

HKU เชื่อว่ามีผู้ติดเชื้อมากถึง 44,000 คน หลังจากมีหลักฐานปรากฏว่าผู้ติดเชื้ออาจจะแพร่เชื้อได้แม้จะไม่แสดงอาการก็ตาม

เหลียงกล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อน่าจะเพิ่มเป็นสองเท่าในทุกๆ 6 วัน โดยจุดสูงสุดของการระบาดในพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อจะอยู่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หากมีมาตรการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพจะทำให้อัตราลดลงมาได้

รัฐบาลจีนได้ปิดเมืองอู่ฮั่นและเมืองใกล้เคียง โดยกักประชาชนหลายสิบล้านคนไว้โดยสิ้นเชิง เพื่อสกัดการระบาดของไวรัส

แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่ามาตรการเหล่านี้สายเกินไปโดยมีคนนับล้านเดินทางออกจากภูมิภาคนี้ไปแล้วในช่วงวันหยุดตรุษจีนก่อนที่จะมีคำสั่งปิดเมือง

เหลียงกล่าวว่าการปิดเมืองที่ดำเนินการโดยจีนนั้น “ถูกต้องที่สุด” แม้ว่าเขากล่าวว่ามาตรการ “อาจไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางการแพร่ระบาดของโรคนี้ในกลุ่มเมืองใหญ่อื่นๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ทีม HKU เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ประสานงานระบาดวิทยาและควบคุมโรคติดต่อขององค์การอนามัยโลกซึ่ งเป็นเครือข่ายนักวิชาการทั่วโลกที่ช่วยตรวจสอบการระบาดของไวรัสตัวใหม่นี้

มาเลเซียสั่งห้ามชาวจีนจากอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยเดินทางเข้าประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612963

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 16:28 น.

มาเลเซียสั่งห้ามชาวจีนจากอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยเดินทางเข้าประเทศ

มาเลเซียสั่งห้ามชาวจีนที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นและผู้ที่มาจากพื้นที่อื่นๆ ของมณฑลหูเป่ยอันเป็นที่ตั้งของเมืองอู่ฮั่นเข้าประเทศ โดยคำสั่งนี้ออกมาในวันจันทร์และเป็นคำสั่งห้ามชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของการระบาดของวรัสอู่ฮั่น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตามคำแถลงของสำนักงานนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมาเลเซียตัดสินประกาศคำสั่งห้ามชั่วคราว โดยมีผลทันที หลังจากมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในประเทศจีน ซึ่งสูงถึง 81 คนแล้วเมื่อวันจันทร์

รัฐบาลมาเลเซียยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวจะถูกยกเลิกเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

มาเลเซียรายงานพบผู้ป่วยถึง 4 รายแล้ว โดยขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าไวรัสอู่ฮั่นมีอันตรายแค่ไหนและแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนได้ง่ายเพียงใด

ด้านสำนักข่าว PTI ในอินเดียรายงานอ้างแหล่งข่าวซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลอินเดียว่า ทางการอินเดียได้ร้องขอให้กระทรวงการต่างประเทศของจีนและรัฐบาลท้องถิ่นในเมืองอู่ฮั่นช่วยประสานงานให้นักศึกษาชาวอินเดียเดินทางกลับประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาแพทย์

ชาวอู่ฮั่น 5 ล้านคนที่หลุดออกจากเมือง หายไปไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612957

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 15:46 น.

ชาวอู่ฮั่น 5 ล้านคนที่หลุดออกจากเมือง หายไปไหน?

เมื่อวันที่ 26 มกราคม โจวเซียนหวาง นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า มีชาวเมืองอู่ฮั่นถึง 5 ล้านคนที่เดินทางออกจากอู่ฮั่นก่อนที่จะมีคำสั่งปิดเมือง

ข้อมูลนี้ทำให้เกิดความวิตกว่าอาจมีชาวอู่ฮั่นที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เล็ดรอดออกไปด้วย และอาจทำให้ความพยายามสะกัดกั้นการระบาดต้องคว้าน้ำเหลว

สำนักข่าว CGTN ของรัฐบาลจีนจึงทำการวิเคราะห์ว่า คน 5 ล้านคนที่หลุดออกไปนั้นน่าจะหายไปที่ไหน และควรจะกังวลหรือไม่?

CGTN ชี้ว่าอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของภาคกลางของจีน เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ จึงไม่แปลกที่จะมีความเคลื่อนไหเข้าออกจำนวนมหาศาล จากข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเทศบาลอู่ฮั่น พบว่าตรุษจีนปีที่แล้วมีประชาชนเดินทางออกจากอู่ฮั่นถึง 2.4 ล้านคน

จากรายงานของ Big Data Lab ของบริษัท Baidu พบว่าประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในอู่ฮั่นมาจากเมืองซินหยาง ในมณฑลเหอหนาน ตามด้วยฉงชิ่ง เขตเทศบาลที่ใหญ่ที่สุดในจีน คิดเป็น 1.54% และ 1.4% ตามลำดับกลุ่มต่อมามาจากเมืองหนานหยาง, จู้หม่าเตี้ยน, กว่างโจว , โจวโข่ว, ปักกิ่ง, ซ่างชิว, เซินเจิ้น และฉางซา ในบรรดาเมืองเหล่านี้มีถึง 5 แห่งอยู่ในมณฑลเหอหนาน

สื่อของทางการจีนจึงคาดว่า คนที่ออกจากอู่ฮั่นก่อนปิดเมือง น่าจะเป็นกลุ่มนี้ที่เดินทางกลับไปที่บ้านเกิดของพวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองด้านบน

จากข้อมูลของแผนที่ Baidu ยังเผยว่า ก่อนที่จะมีการปิดเมืองอู่ฮั่น สัดส่วนของผู้ที่เดินทางออกจากเมือง 60-70% เดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ในมณฑลหูเป่ย ตามด้วยมณฑลเหอหนาน มณฑลหูหนาน มณฑลอันฮุย เทศบาลนครฉงชิ่ง และมณฑลเจียงซี

จากข้อมูลของ CGTN ทางการประเทศต่างๆ รวมถึงทางการไทยจึงควรจะจับตาผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เหล่านี้ด้วย เพราะอาจมีบางคนที่ติดเชื้อไวรัสออกจากพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น และเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงต่างประเทศ

เกิดระเบิดที่โรงพยาบาลในฮ่องกง หลังม็อบบุกเผาศูนย์กักกันโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612940

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 14:01 น.

เกิดระเบิดที่โรงพยาบาลในฮ่องกง หลังม็อบบุกเผาศูนย์กักกันโรค

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดขนาดเล็กขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ ทำให้ผู้ป่วยบางรายต้องอพยพออกไปชั่วคราว แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

Reuters รายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปวางเพลิงเผาล็อบบี้ของอาคารที่พักอาศัยที่สร้างขึ้นใหม่ในฮ่องกง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้วางแผนที่จะใช้เป็นสถานที่กักกันโรค เนื่องจากประชาชนในท้องที่กลัวว่าจะมีการระบาดของโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสอู่ฮั่น

ตำรวจกล่าวในแถลงการณ์ว่า วัตถุระเบิดเกิดระเบิดในห้องส้วมที่ศูนย์การแพทย์คาริตัส (Caritas Medical Centre) เวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หน่วยเก็บกู้วัตถุเบิดพบวัตถุต้องสงสัยว่าจะเป็นระเบิดภายในห้องน้ำ วัตถุดังกล่าวมีความยาว 15 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร

ตำรวจฮ่องกงเผยว่า เจ้าหน้าที่นำชิ้นส่วนวัตถุต้องสงสัยว่าจะเป็นระเบิดออกไปเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม และอพยพคนประมาณ 20 คนไปยังที่ปลอดภัย โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ขณะนี้ยังไม่ทราบผู้ลงมือหรือแรงจูงใจที่ทำให้เกิดเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลแห่งนี้

Reuters ชี้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีการเรียกร้องจากสมาชิกสภานิติบัญญัติที่สนับสนุนประชาธิปไตยมในฮ่องกง นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เพื่อให้ฮ่องกงปิดชายแดนกับแผ่นดินใหญ่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสอู่ฮั่น และรัฐบาลฮ่องกงตัดสินใจห้ามชาวมณฑลหูเป่ยเดินทางเข้าฮ่องกงเมื่อวันอาทิตย์ที่่ผ่านมา

ภาพประกอบ – ตำรวจปราบจลาจลยืนอยู่ที่ปากทางเข้าอาคารพักอาศัย หลังจากผู้ประท้วงคัดค้านแผนการใช้อาคารที่พักอาศัยที่ไม่ได้ใช้งานในท้องถิ่นเพื่อเป็นศูนย์กักกันชั่วคราวสำหรับผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่การแพทย์ในแนวหน้าของการระบาดของไวรัส เมื่อคืนวันที่ 26 มกราคม (ภาพถ่ายโดย Philip FONG / AFP)

ฝูงตั๊กแตนนับแสนล้านตัวถล่มแอฟริกาเหตุเพราะอากาศโลกแปรปรวน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612935

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 12:56 น.

ฝูงตั๊กแตนนับแสนล้านตัวถล่มแอฟริกาเหตุเพราะอากาศโลกแปรปรวน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าฝูงตั๊กแตนนับพันล้านที่บินผ่านแอฟริกาตะวันออก เป็นผลมาจากสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง และเป็นหายนะของภูมิภาคนี้ที่ยังคงมีปัญหาจากภัยแล้งและอุทกภัยร้ายแรง

ฝูงตั๊กแตนที่รวมตัวกันเหมือนเมฆหมอกกลุ่มใหญ่และหิวกระหายอย่างหนัก แพร่กระจายจากเอธิโอเปียและโซมาเลียไปยังเคนยา ถือเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคนี้ที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

Photo by TONY KARUMBA / AFP

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประมาณการว่า ตั๊กแตนหนึ่งฝูงในเคนยา กินพื้นที่ประมาณ 2,400 ตารางกิโลเมตร หรือพื้นที่เกือบขนาดของกรุงมอสโก ซึ่งหมายความว่าในพื้นที่นี้สามารถมีตั๊กแตนได้ถึง 200,000 ล้านตัว ทุกวันๆ วันแต่ละตัวกินอาหารเท่ากับน้ำหนักของตัวเอง

การโจมตีของตั๊กแตนในเอธิโอเปียและโซมาเลียครั้งนี้ รุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี และเลวร้ายที่สุดในเคนยาในรอบ 70 ปีตามรายงานของ FAO

Photo by TONY KARUMBA / AFP

หากไม่มีการสกัดกั้น จำนวนตั๊กแตนสามารถเติบโตได้ 500 เท่าภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ และจะแพร่กระจายไปยังยูกันดาและซูดานใต้ กลายเป็นการระบาดที่จะทำลายพืชผลและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในภูมิภาคซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดและอ่อนแอที่สุดในโลก

Guleid Artan จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคในการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศและศูนย์ประยุกต์ (ICPAC) กล่าวกับงานแถลงข่าวในกรุงไนโรบี ว่า ปรากฎการณ์นี้อาจก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงด้านอาหารที่สำคัญ

Photo by TONY KARUMBA / AFP

Artan บอกว่าตั๊กแตนเป็นสัญญาณล่าสุดของสภาพอากาศเลวร้ายที่เริ่มเด่นชัดในปี 2562 เริ่มต้นด้วยความแห้งแล้งและสิ้นสุดใด้วยภาวะฝนตกชุกที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ทำให้เกิดน้ำท่วมทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยทั่วแอฟริกาตะวันออกArtan ยังกล่าวว่าการบุกรุกของตั๊กแตนเกิดขึ้นหลังจากเกิเดความแปรปรวนของสภาพอากาศมานานหลายปี ซึ่งรวมถึงพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นถึง 8 ลูกในแอฟริกาตะวันออก เป็นอัตราที่มากที่สุดภายในปีเดียวตั้งแต่ปี 1976

Photo by TONY KARUMBA / AFP

สาเหตุมาจากมหาสมุทรอินเดียตะวันตกที่อบอุ่นขึ้น สภาพภูมิอากาศนี้เรียกว่า Indian Ocean Dipole ซึ่งก่อให้เกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรงในประเทศออสเตรเลียที่กำลังประสบกับภาวะอภูมิอากาศสุดขั้วคือไฟป่าและพายุฝุ่นในขณะนี้

Photo by TONY KARUMBA / AFP

Photo by TONY KARUMBA / AFP

Photo by TONY KARUMBA / AFP

Photo by TONY KARUMBA / AFP

Photo by TONY KARUMBA / AFP

นายกฯจีนลงพื้นที่เอง สวมหน้ากากเยี่ยมเมืองอู่ฮั่นครั้งแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612925

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 10:59 น.

นายกฯจีนลงพื้นที่เอง สวมหน้ากากเยี่ยมเมืองอู่ฮั่นครั้งแรก

นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง แห่งจีน เดินทางไปตรวจสถานการณ์การระบาดที่เมืองอู่ฮั่นด้วยตัวเอง นับเป็นครั้งแรกที่บุคคลระดับผู้นำจีนลงพื้นที่ศูนย์กลางการระบาด นับตั้งแต่เกิดการระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศและจุดกระแสความกังวลทั่วโลก และนำไปสู่การปิดเมืองอู่ฮั่น

หลี่เค่อเฉียงเดินทางไปยังอู่ฮั่นในครั้งนี้ก็เพื่อตรวจสอบและชี้แนะเจ้าหน้าที่ที่พยายามอย่างต่อเนื่องในการควบคุมไวรัส โดยหลี่ลงพื้นที่โดยสวมหน้ากากและสวมชุดป้องกันพลาสติกสีน้ำเงิน

ภาพจาก Yangshi xinwen

คณะรัฐมนตรีของจีนกล่าวว่า หลี่จะพบกับผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในแนวหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงานเพื่อจัดการกับการแพร่ระบาดของโรค และคณะทำงานนี้เพิ่งจะประกาศขยายวันหยุดตรุษจีนที่กำหนดจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มกราคมออกไปถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อลดการถ่ายเทของประชากร

ด้าน Tedros Adhanom Ghebreyesus หัวหน้าองค์การอนามัยโลกกำลังเดินทางไปปักกิ่งเพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤติดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงของจีนเตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่าการแพร่กระจายของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ มีความรวดเร็วเป็นพิเศษ และจะระบาดขยายวงกว้างต่อไป

หม่าเสี่ยวเว่ย ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนกล่าวว่า แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะยังไม่แสดงอาการ แต่ก็อาจทำให้ผู้อื่นติดเชื้อได้ ทำให้การควบคุมได้ยากขึ้น เนื่องจากคนที่ดูเหมือนว่าจะมีสุขภาพดีแต่ติดเชื้อไปแล้ว ยังคงเดินทางและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยที่เจ้าตัวและคนอื่นๆ ไม่ทราบ

“การแพร่ระบาดของโรคกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น” หม่ากล่าวระหว่างการแถลงข่าววันอาทิตย์ที่ปักกิ่ง “ดูเหมือนว่า (การระบาด) จะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งและจำนวนผู้ป่วยอาจเพิ่มขึ้น”

ภาพจาก Yangshi xinwen

ยอดดับจากไวรัสโคโรนาในจีนเพิ่มเป็น80รายผู้ติดเชื้อ2,744ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612924

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 10:55 น.

ยอดดับจากไวรัสโคโรนาในจีนเพิ่มเป็น80รายผู้ติดเชื้อ2,744ราย

จีนรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาเพิ่มเป็น 80 ราย มีผู้ติดเชื้อ 2,744 ราย อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต461 ราย

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 63 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) ได้รายงานสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่มขึ้นเป็น 2,744 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยวิกฤต 461 รายและมี ผู้ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 5,794 ราย

ขณะที่ จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพิ่มขึ้นเป็น 80 ราย

ด้าน รัฐบาลจีนได้ประกาศขยายเวลาวันหยุดเนื่องในเทศกาลตรุษจีน โดยให้สิ้นสุดวันที่ 2 ก.พ.63 จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 30 ม.ค.63 โดยการตัดสินใจดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

“มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อลดการรวมตัวกันของคนหมู่มาก ป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด และรักษาความปลอดภัยและสุขภาพของชาวจีน ส่วนมหาวิทยาลัย โรงเรียนระดับอนุบาล ประถม และมัธยมทั่วประเทศ จะเลื่อนวันเปิดเทอมประจำฤดูใบไม้ผลิออกไปโดยไม่มีกำหนด”สำนักงานคณะรัฐมนตรีจีนระบุ

ญี่ปุ่นขยับก่อนใคร ส่งเครื่องบินไปรับประชาชนที่อู่ฮั่นอังคารนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612916

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 09:24 น.

ญี่ปุ่นขยับก่อนใคร ส่งเครื่องบินไปรับประชาชนที่อู่ฮั่นอังคารนี้

 ญี่ปุ่นจะส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปยังเมืองอู่ฮั่นตอนกลางของจีนในวันอังคาร เพื่อช่วยอพยพประชาชนที่ต้องการเดินทางกลับบ้านเกิด ท่ามกลางการระบาดของโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่

จาากสถิติเมื่อวันศุกร์ พบว่ามีชาวญี่ปุ่นประมาณ 710 คนในอู่ฮั่น เมืองซึ่งมีการค้นพบไวรัสตัวใหม่นี้เป็นครั้งแรก

รัฐมนตรีต่างประเทศโทชิมิตสึ โมเตงิ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มทำการสำรวจประชากรของตนที่อู่ฮั่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อที่จะตรวจสอบว่ามีชาวญี่ปุ่นจำนวนเท่าใดที่ต้องการกลับมา โดยสรุปสามารถติดต่อกับประชาชนญี่ปุ่นที่นั่นได้ประมาณ 430 คน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วน เพื่อหารือถึงแนวทางการอพยพประชาชนญี่ปุ่นจากอู่ฮั่น และผลสรุปในวันจันทร์ชัดเจนแล้วว่าจะเริ่มปฏิบัติการในวันอังคาร

ก่อนหน้านี้ รัสเซียได้หารือกับรัฐบาลจีนเรื่องอพยพประชาชนของตนจากอู่ฮั่นเช่นกัน แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแถลงว่าจะดำเนินการอพยพประชาชนเช่นกันจากอู่ฮั่นและจะพาพลับมายังเมืองซานฟรานซิสโกก่อน แต่ยังไม่ประกาศกำหนดวันที่แน่ชัด

ล่าสุดก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศกำหนดการณ์แน่นอน อักเนส บูซิน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลจะอพยพชาวฝรั่งเศสออกจากพื้นที่เมืองอู่ฮั่น

“ชาวฝรั่งเศสจะถูกส่งตัวกลับประเทศฝรั่งเศสโดยเครื่องบินไปยังฝรั่งเศสโดยตรง ตามข้อตกลงกับทางการจีน ซึ่งจะมีขึ้นกลางสัปดาห์”

UPDATE – สถิติเช้าวันที่ 27 มกราคม 2563 ยอดติดเชื้อทั่วโลกพุ่ง 2,806 ราย

โพสต์ทูเดย์ขออัปเดตสถานการณ์ช่วงเช้าของการระบาดของไวรัสอู่ฮั่น หรือไวรัสโคโนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV)

• ยอดผู้ติดเชื้อทั้งหมดในจีน 2,748 ราย เสียชีวิต 80 ราย

• ในเวลานี้เหลือแค่เขตปกครองตนเองทิเบตเท่านั้นที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในจีน

• ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดนอกจีน ล่าสุดคือ 8 ราย เท่ากับฮ่องกงที่ 8 รายเช่น แต่กรณีของไทยมีผู้รักษาหายและกลับบ้านได้แล้วจำนวนหนึ่ง

• มาเก๊า กระโดดขึ้นมาอย่างรวดเร็วที่ 6 ราย

• สหรัฐมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืนเช่นกัน ตอนนี้อยู่ที่ 5 ราย

• ออสเตรเลีย ในขณะนี้เพิ่มขึ้นมา 5 ราย

• ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไต้หวัน 4 ราย

• ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ 3 ราย

• เวียดนาม 2 ราย

• แคนาดาและเนปาล 1 ราย

• ตลาดหุ้น Nikkei index ของญี่ปุ่นเปิดตลาดวันแรก หุ้นตกไปกว่า 2% เพราะความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส

• ราคาน้ำมันซื้อขายล่วงหน้าที่ลอนดอนและนิวยอร์กดิ่งลงเช่นกันถึง 3.8% เพราะความกังวลการระบาดของไวรัสจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก