ฝรั่งเศสชาติแรกของยุโรป อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613106

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 17:57 น.

ฝรั่งเศสชาติแรกของยุโรป อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินเที่ยวแรก ขนพลเมืองชุดแรกที่ไม่มีอาการป่วยออกจากอู่ฮั่น

วันนี้ (28 ม.ค.) นางAgnès Buzyn รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส กล่าวในแถลงการณ์ระบุว่า ทางการฝรั่งเศสตัดสินใจส่งเครื่องบินเที่ยวแรก เข้ารับพลเมืองออกจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นางAgnè ระบุว่า เครื่องบินจะเดินทางถึงยังเมืองอู่ฮั่นในพฤหัสบดี และคาดว่าจะเดินทางกลับจากอู่ฮั่นมาถึงยังฝรั่งเศสในวันศุกร์ หรืออย่างช้าในเช้าวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส

ด้านผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมฝรั่งเศส ได้กล่าวผ่านสื่อเช่นกันว่า เที่ยวบินแรกที่จะไปรับพลเมืองฝรั่งเศส จะรับเฉพาะผู้โดยสารที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ

 

นางAgnès Buzyn รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส

ขณะเดียวกันมีการวางแผนในเที่ยวบินที่สอง ซึ่งคาดว่าจะพาผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกลับมาด้วย แต่ยังไม่มีการกำหนดวัน โดยรัฐบาลฝรั่งเศสยอมรับว่าพลเมืองราว 500-1,000 คนในจีนอาจไม่ได้เดินทางกลับมาทั้งหมด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับรองรับและกักกันโรคเพื่อเฝ้าสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันหลังอพยพเมืองชุดนี้กลับมาฝรั่งเศสแล้ว

ฝรั่งเศสถือเป็นชาติแรกของยุโรปที่สั่งอพยพประชาชนออกจากจีน หลังฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศ 3 ราย ซึ่งทั้งสามคนมีประวัติเดินทางกลับมาจากจีน ขณะที่อีกราว 6 คนยังอยู่ในขั้นการตรวจสอบว่าติดเชื้อหรือไม่

อนามัยโลกมั่นใจ’จีน’เอาอยู่ ยังคุมระบาดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613097

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 17:08 น.

อนามัยโลกมั่นใจ'จีน'เอาอยู่ ยังคุมระบาดได้

ผอ.องค์การอนามัยโลก มั่นใจจีนยังคุมการระบาดไวรัสอู่ฮั่นได้อยู่ ชี้ต่างชาติไม่ควรตื่นตระหนกจนอพยพพลเมืองหนี

รอยเตอร์รายงานว่า นายTedros Adhanom ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ซึ่งเดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อหารือกับทางการจีนถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยระบุว่า องค์การอนามัยยังคงมั่นใจว่าจีนมีมาตรการรับมือการแพร่ระบาดได้อย่างดี

ผอ.อนามัยกล่าวในคำแถลงหลังเข้าพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน โดยระบุว่า องค์การอนามัยโลกยังคงให้ความเชื่อมั่นกับมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคของจีน

 

 

Tedros กล่าวว่าองค์การอนามัยโลก และหลายประเทศต่างชื่นชมทางการจีนถึงมาตรการควบคุมและกักกันการแพร่ของโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  พร้อมระบุว่า อนามัยโลกมีความเข้าใจความกังวลของนานาประเทศ ต่อสถานการณ์ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่ไม่ควร”ไม่ควรตื่นตระหนก”จนเกินเหตุ

นายTedros ยังระบุอีกว่า ส่วนตัวเขาไม่สนับสนุนการแตกตื่นอพยพพลเมืองต่างชาติ โดยนานาชาติไม่ควรตื่นตระหนกการแพร่ระบาดถึงขั้นสั่งอพยพพลเมืองของตนออกจากจีน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศอยู่ในความสงบและไม่ตกใจเกินเหตุถึงการแพร่ระบาดดังกล่าว องค์การอนามัยโลกมีความมั่นใจในความสามารถในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของจีน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมาทีมผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยได้ลงมติว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่นยังคงวิกฤตแค่ในจีนเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยระบุว่าองค์การอนามัยโลกยังคงจับตาต่อสถานการณ์ระบาดอย่างใกล้ชิด

ปีนี้เผาจริงแน่! ไวรัสอู่ฮั่นทำเศรษฐกิจพังทั่ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613094

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 16:49 น.

ปีนี้เผาจริงแน่! ไวรัสอู่ฮั่นทำเศรษฐกิจพังทั่ว

ไม่เฉพาะจีนที่เศรษฐกิจพัง เพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไปจนถึงสิงคโปร์ก็พลอยทรุดไปด้วย

สถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่นของจีนยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลไปทั่วโลก โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจ เนื่องจากจีนเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกและยังเป็นตัวขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก

จีน

– เรย์มอนด์ หยาง นักเศรษฐศาสตร์จาก ANZ Research เผยว่าเมืองอู่ฮั่นถือเป็นศูนย์กลางด้านการเดินทางและศูนย์การผลิตในภาคกลางของจีน หากทางการยืดระยะเวลาการปิดเมืองหลังจากหมดเทศกาลวันหยุดยาวช่วงตรุษจีนออกไปอีก จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

-รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในช่วงวันหยุดตรุษจีนของจีนในปีนี้ทำได้เพียง 1 ใน 10 ของรายได้ปีที่แล้ว เนื่องจากประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงภาพยนตร์ โดยมีภาพยนตร์ที่เตรียมเข้าฉายช่วงวันหยุดดังกล่าว 7 เรื่องต้องเลื่อนการฉาย

-จูเลียน อีแวนส์ พริตชาร์ด จากบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Capital Economics เตือนว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจจีนที่เติบโตช้าที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยการคมนาคมขนส่งและการอุปโภคบริโภค รวมถึงการค้าปลีกและร้านอาหาร จะได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจอื่น

-แมทธิว เชอร์วูด หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของสถาบันการเงิน Perpetual ในออสเตรเลียประเมินว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสอาจหนักหน่วงกว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเซาร์สเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลต้องใช้มาตรการทางการเงินเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว อาทิ ลดภาษี

– Oxford Economics เผยว่า เมื่อครั้งโรคซาร์สระบาด เศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2003 เติบโตลดลงเหลือ 9.1% จากไตรมาสแรกที่เติบโต 11.1% แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน

ญี่ปุ่น

-ดัชนี Nikkei ปิดตลาดที่ 127.80 จุด จากวันจันทร์ที่ปิดตลาดที่ 23,215.71 หรือลดลง 0.55% ถือว่าปิดตลาดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์

-ยาสึโตชิ นิชิมุระ รมว.กระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเตือนว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกินระยะเวลานาน การส่งออก การผลิต และผลกำไรของผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับการอุปโภคบริโภคภายในของจีน เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของญี่ปุ่น และยังเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าปลีกของญี่ปุ่นด้วย จากการสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวจีนจีนมีสัดส่วนถึง 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าญี่ปุ่น และใช้จ่าย 40% ของการใช้จ่ายขอนักท่องเที่ยวทั้งหมด

-การระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังส่งผลเสียกับห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก และโรงแรม ซึ่งล้วนต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในช่วงโกลเดนวีค หรือวันหยุดช่วงตรุษจีน

-เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กรของ Isetan Mitsukoshi Holdings ผู้ให้บริการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นเผยว่า ห่วงว่ายอดขายและจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะลดลงหากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่ที่น่ากังวลกว่าคือลูกค้าญี่ปุ่นจะเก็บตัอยู่ที่บ้าน ไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยด้วย

-ฮิเดโอะ คุมะโนะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Dai-ichi Life Research Institute ประเมินว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจะทำให้จีดีพีของญี่ปุ่นลดลง 0.2%

เกาหลีใต้

-ดัชนีหุ้น Kospi ร่วง 3.6% ซึ่งถือว่าตกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2018 โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนที่ได้รับผลกระทบหนักสุด อาทิ บริษัทผลิตเครื่องสำอาง Amorepacific Corp., เอเจนซี่ท่องเที่ยว Hana Tour Service Inc. และธุรกิจโรงแรม Hotel Shilla Co. ที่หุ้นร่วงกว่า 10%

-สำนักข่าว Bloomberg วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจของเกาหลีจะได้รับผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของเกาหลีใต้ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิ0

สิงคโปร์

-เฉินเจิ้งเซิง รมว.กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ เผยว่าสิงคโปร์จะได้รับผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เนื่องจากสถานการณ์ส่อเค้ายืดเยื้อ พร้อมทั้งย้ำว่ารัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือธุรกิจท้องถิ่นและแรงงานที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส

พยาบาลสาวจีนหั่นผมสกัดติดเชื้อ ช่วยกู้วิกฤตการระบาดไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613089

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 16:35 น.

พยาบาลสาวจีนหั่นผมสกัดติดเชื้อ ช่วยกู้วิกฤตการระบาดไวรัสอู่ฮั่น

สำนักข่าว People’s Daily Online รายงานว่า เจ้าหน้าที่การแพทย์จีนวัยประมาณ 30 ปี ชื่อ ตานเสีย ตัดสินใจหั่นผมตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อและประหยัดเวลาในการสวมใส่ชุดป้องกัน

พยาบาลสาวรายนี้ทำงานที่แผนกระบบประสาท ของโรงพยาบาลประชาชนแห่งมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น โดยเธอได้โกนผมที่ยาวถึงเอวจนเกลี้ยงศีรษะ กลายเป็นศีรษะที่โล้นเตียน เพื่อพร้อมที่จะไปต่อสู้กับการระบาดในแนวหน้า

เธอบอกว่า ผมสามารถยาวขึ้นมาได้อีก สิ่งสำคัญคือคือการปกป้องตัวเองเพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อที่ช่วยชีวิตผู้คนมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันตัวเองและปกป้องเพื่อนร่วมงานของเธอไม่ให้ติดเชื้อ

“ฉันอยู่ในแผนกระบบประสาทเป็นเวลา 8 ปีแล้วในตอนนี้ฉันถูกย้ายมาดูแลผู้ป่วยโรคปอดบวมที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ฉันเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน เราจะกลับมาทำงานร่วมกันอีก ทุกคนจะกลับมาทำงานที่มีความสุขและมีชีวิตที่มีความสุขอีกครั้ง” ตานเสีย กล่าว

ขณะเดียวกัน พยายาบาล 31 คน ของโรงพยาบาลตะวันตกของวิทยาลัยสหภาพแพทย์อู่ฮั่น ตัดสินใจตัดผมยาวให้สั้นลงเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ โดยในตอนนี้โรงพยาบาลดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่แพทย์ถึง 1,000 คน

อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมรับ มีลูกนอกสมรส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613081

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 15:48 น.

อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมรับ มีลูกนอกสมรส

สะเทือนวังเบลเยี่ยม ผลตรวจดีเอ็นเอระบุชัด กษัตริย์อัลเบิร์ตที่2 มีลูกนอกสมรสตั้งแต่50ปีก่อน

สมเด็จพระราชาธิบดีอัลเบิร์ตที่ 2 อดีตประมุขแห่งเบลเยี่ยมวัย 85 พรรษา ทรงยอมรับว่าเป็นพระบิดาของนาง Delphine Boël ศิลปินหญิงที่ยืนฟ้องร้องเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอจากพระองค์ หลังผลการตรวจดีเอ็นเอระบุชัดถือความสัมพันธ์ทางสายเลือดของพระองค์กับนาง Boël

แถลงการณ์จากทนายความส่วนพระองค์ระบุว่า อดีตกษัตริย์อัลเบิร์ตที่สองทรงทราบผลของการทดสอบดีเอ็นเอ และข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุอย่างชัดเจนว่าพระองค์เป็นบิดาของนาง Delphine Boël ศิลปินหญิงวัย 51 ปี

สมเด็จพระราชาธิบดีอัลเบิร์ตที่ 2 ทรงครองราชย์เป็นพระประมุขแห่งเบลเยี่ยมตั้งแต่ปี 1993 กระทั่งทรงสละราชย์สมบัติในปี 2013

 

ในปี 2013 หลังการประกาศสละราชย์สมบัติของพระองค์ ซึ่งส่งผลให้ทรงไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในฐานะพระประมุขของประเทศอีกต่อไป นาง Boël จึงได้ทำการยื่นฟ้องเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอ เพื่อไขข้อข้องใจว่าแท้จริงแล้ว พระองค์ว่าทรงเป็นบิดาของเธอหรือไม่

การฟ้องร้องดำเนินเรื่อยมากระทั่งเดือนพฤษภาคม 2019 ศาลสั่งให้พระองค์ต้องทำการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ หากทรงปฏิเสธการตรวจ จะต้องถูกปรับรายวันเป็นเงินถึง 5,000 ยูโร (ราว 170,000 บาท) หากพระองค์ยังคงนิ่งเฉยต่อคำสั่งศาลในกรุงบรัสเซลส์ที่สั่งให้พระองค์เก็บตัวอย่างพระเขฬะ (น้ำลาย) ภายใน 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าทรงเป็นบิดาของนาง Delphine Boël กระทั่งทรงยินยอมให้มีการตรวจ

 

นาง Delphine Boël

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า พระองค์ทรงยอมรับนาง Boël เป็นทายาทองค์ที่ 4 ของพระองค์ พร้อมยุติการฟ้องร้องทางกฏหมายไว้เพียงเท่านี้

สำหรับมารดาของนาง Boël คือบารอสเนส Sybille de Selys Longchamps ผู้ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ”เจ้าชายอัลเบิร์ต” (พระยศในขณะนั้นก่อนจะทรงขึ้นครองราชย์) โดยนาง Boël ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรกเมื่อปี 2005 โดยเธอเชื่อว่ากษัตริย์อัลเบิร์ตที่สอง เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงของเธอ จากการที่พระองค์เคยมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างลับๆกับ Baroness Sybille de Selys Longchamp มารดาของเธอมานานเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะช่วงปี 1960 สมัยที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งเธอก็เคลือบแคลงใจมาโดยตลอดว่าพระองค์เป็นบิดาแท้ๆของเธอหรือไม่

แต่ด้วยสถานะของพระองค์ในขณะนั้นที่เป็นประมุขของประเทศ ทำให้เธอไม่สามารถใช้กระบวนทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความจริงได้

สำหรับสมเด็จพระราชาธิบดีอัลเบิร์ตที่ 2 ทรงเสกสมรสกับ สมเด็จพระราชินีเปาลาแห่งเบลเยียม เมื่อปี 1959 มีพระทายาท 3 พระองค์คือ สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลีบ (ประมุของค์ปัจจุบันแห่งเบลเยี่ยม) เจ้าหญิงแอสตริท และเจ้าชายลอเรน

หลังคำแถลงยอมรับดังกล่าว ด้านทนายของนาง Boël แถลงระบุว่าลูกความของเขารู้สึกโล่งใจหลังผลออกมาเช่นนั้น หลังจากที่ชีวิตของเธอติดอยู่กับฝันร้ายมาแสนนาน เพราะความสงสัยในตัวเธอ ทั้งยังถูกบิดาผู้ให้กำเนิดปฏิเสธตัวตนของเธอ หลังมีข้อกังขาในเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพระองค์

อย่างไรก็ดีสำนักพระราชวังเบลเยี่ยมยังไม่การตอบสนองเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่สื่อในเบลเยียมหลายสำนักในเบลเยียมต่างประโคมข่าวเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย

เรียนรู้จากอดีต วันที่ชาวโลกตำหนิไทยปกปิดข่าวไข้หวัดนกระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613071

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 15:07 น.

เรียนรู้จากอดีต วันที่ชาวโลกตำหนิไทยปกปิดข่าวไข้หวัดนกระบาด

ในปี พ.ศ. 2546-2547 ไข้หวัดนกได้การระบาดมาสู่ประเทศไทย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างย่อยยับ มีการฆ่าไก่ทิ้งถึง 30 ล้านตัว และยังมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ในปี 2547 การระบาดครอบคลุมถึง 60 จังหวัดมีผู้เสียชีวิต 12 ราย การระบาดต่อเนื่องไปจนถึง 2551

แต่ในช่วงที่ร้ายแรงที่สุดคือระหว่างปี 2547 – 2549 ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้ติดเชื้อและป่วย รวมแล้วมีผู้เสียชีวิต 17 ราย

รัฐบาลไทยในยุคนั้นถูกตำหนิจากประชาคมโลกอย่างหนักเรื่องความล่าช้าในการรับมือ ในเวลานั้นองค์การอนามัยโลกได้ตำหนิรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรไว้ว่า “แม้การเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังของรัฐบาลไทยจะดำเนินไปอย่างดี แต่การเสียชีวิตจากไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 แสดงให้เห็นว่ามาตรการกักกันเพื่อป้องกันการระบาดในหมู่สัตว์ยังไม่ดีพอ” คำกล่าวนี้เป็นของ Kumara Rai ผู้แทนขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (1)

รัฐบาลไทยในเวลานั้นยังถูกตำหนิว่าปิดบังข้อมูลข่าวสาร ทักษิณ ชินวัตรได้อธิบายเรื่องนี้ว่า รัฐบาลไทย “สงสัยมาสักสองสามสัปดาห์ก่อน” แล้วว่าไก่อาจตายเพราะโรคไข้หวัดนก รัฐบาลจึงใช้มาตรการควบคุมไวรัสไม่ให้แพร่กระจายไป โดยทำกันแบบเงียบๆ เพื่อที่จะไม่ให้ประชาชนตื่นระหนก

ตอนนั้นทักษิณ ชินวัตรกล่าวว่าแม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่มีผลการทดสอบโรคอย่างเป็นทางการ “แต่เราก็ปฏิบัติเหมือนกับว่ามันเป็นโรคไข้หวัดนก”

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันก่อนที่ทักษิณ ชินวัตรจะกล่าวเช่นนี้ รัฐบาลไทยกลับบอกว่าไก่ที่ตายไปนั้นตายเพราะโรคอหิวาห์ (2)

ในบทความเรื่อง “การเมืองของโรคไข้หวัดนกในไทย” (The Politics of Bird Flu in Thailand) เมื่อปี 2547 ระบุว่า รัฐบาลทักษิณปิดข่าวเรื่องการระบาดของไข้หวัดนกมานานถึง 2 เดือน และยอมรับเพราะยอมจำนนต่อหลักฐานที่เปิดโปงโดยองค์การเพื่อสังคมและวุฒิสมาชิกฝ่ายค้าน และหลังจากมีมีเด็กติดเชื้อ 2 คน แหล่งข่าวเผยว่า รัฐบาลและอุตสาหกรรมสัตว์ปีกรู้เรื่องการระบาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2546 แต่รัฐบาลเพิ่งจะเปิดเผยวันที่ 23 มกราคม 2547

ในบทความเรื่องนี้ของ Chanyapate และ Delforge ได้เปิดเผยไทม์ไลน์อย่างละเอียดว่ามีการพบเชื้อไข้หวัดนกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนโดยสัตวแพทย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบเชื้อ H5N1 ที่ซากไก่ในจังหวัดนครสวรรค์ และแจ้งไปที่อธิบดีกรมปศุสัตว์ แต่ก็ไม่มีปฏิกริยาตอบรับใดๆ (3)

ในเดือนธันวาคม เกษตรกรที่เขตหนองจอก กรุงเทพฯ นำซากไก่ไปให้กรมปศุสัตว์ตรวจ ทางกรมบอกว่าไก่ตายโดยไม่มีสาเหตุทางการแพทย์ใดๆ แต่เกษตรกรรายนี้เชื่อว่าทางกรมไม่ได้บอกความจริง เพราะไก่ตายไปถึง 350 ตัวในเวลาไม่กี่วัน (4)

นอกจากนี้ ยังมีปากคำของพนักงานในโรงงงานชำแหละไก่แห่งหนึ่งที่เผยว่า มีการชำแหละไก่จากปกติ 90,000 ตัวต่อวัน มาเป็นการชำแหละไก่ถึงวันละ 130,000 ตัวในช่วงที่เกิดการระบาดและนำไก่ที่ติดโรคมาชำแหละอีกด้วยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ

การทำเช่นนี้ไม่สามารถปกปิดความจริงได้ และเมื่อต่างประเทศทราบความจริงจึงตำหนิรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง หนึ่งในนั้นคือ David Bryne กรรมาธิการด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภคของสหภาพยุโรป (European Union Health Commissioner) ที่เดินทางมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 19-22 มกราคม 2547 นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และกระทรวงเกษตรให้ความมั่นใจกับเขาว่าประเทศไทยปลอดจากโรคนี้ แต่หลังจากเพียงไม่กี่วันก่อน รัฐบาลไทยก็ประกาศว่าพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก (5)

ข่าวนี้ทำให้ Bryne รู้สึก “เสียชื่อเสียง” และอารมณ์เสียยิ่งขึ้นเมื่อเขารู้ว่ารัฐบาลไทยได้ปิดกั้นข่าวการระบาดของโรค เพราะกลัวว่าจะทำให้ประชาชนหวาดกลัว (หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์รายงานข่าวนี้เอาไว้ว่า “กมธ.ยุโรปฉุนขาด โดนรัฐบาลไทยต้ม (สุก)“)

“นายศาสตรา” คอลัมนิสต์ของโพสต์ทูเดย์ได้เขียนวิจารณ์รัฐบาลในขณะนั้นอย่างดุเดือดว่า

“เมื่อโรคเริ่มระบาดตอนปลายปี พ.ศ.2546 เจ้าหน้าที่รู้หรือควรรู้ว่าเกิดโรคระบาดขึ้นแล้ว และควรหาทางควบคุมโรคมิให้แพร่ระบาด กว้างขวางออกไป แต่เพราะเกรงจะกระทบธุรกิจส่งออกไก่ ทำให้มีการปกปิดและบิดเบือนว่าเป็นการระบาดของโรคอื่น ถึงขั้นโชว์กินไก่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ผลสุดท้ายก็เหมือน ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ในที่สุดก็ต้อง ยอมรับเมื่อเห็นว่าปิดต่อไปไม่ได้เพราะมีคนตายจากไข้หวัดนกเกิดขึ้นแล้ว”

และ “ครั้งนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแอ่นอกแก้ต่างแทนหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข โดยยืนยันว่าไม่มีการปกปิดข้อเท็จจริง แต่เป็นเพราะเป็นโรคระบาดใหม่ เจ้าหน้าที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ซึ่ง ขัดต่อข้อเท็จจริง เพราะไข้หวัดนกไม่ใช่โรคระบาดใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกในประเทศไทย แต่ระบาดครั้งแรกในฮ่องกงก่อนหน้าที่จะระบาดในประเทศไทยถึง 6 ปีเศษ ถ้าผู้รับผิดชอบในไทยไม่เรียนรู้เรื่องนี้เลย ก็เป็นความผิดพลาดที่น่ากลัวยิ่งกว่า

สื่อต่างประเทศ (เช่น Los Angeles Times ของสหรัฐ) ชี้ว่าการปกปิดข่าวการระบาดของโรคไข้หวัดนกในไทย ทำให้รัฐบาลไทยในเวลานั้นถูกตำหนิว่า ทำตัวเหมือนรัฐบาลจีนที่ปกปิดการระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2545 ก่อนที่จะยอมรับในเวลาต่อมาว่ามีการระบาดจริง

แน่นอนว่า รัฐบาลในขณะนั้นไม่ยอมรับข้อกล่าวหากปกปิดข้อมูล นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกของรัฐบาลอธิบายว่า “สิ่งที่ดูเหมือนการปกปิดนั้น เป็นการตีความหมายของกระบวนการผิดไป” (6)

ส่วนนายกรัฐมนตรีทักษิณกล่าวว่าเป็น “ความผิดพลาดและความผิดพลั้งของมนุษย์” (mistakes and human errors)

เมื่อรัฐบาลไทยหมดความน่าเชื่อถือ และประเทศไทยเสียชื่อ จึงนำไปสู่การ “สร้างภาพลักษณ์ใหม่” โดยนายกรัฐมนตรีทักษิณจึง “กินไก่โชว์” ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับป้ายประกาศรณรงค์ทั่วบ้านทั่วเมืองให้คนไทยกลับมารับประทานไก่

แต่การกระทำเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นการกู้สถานการณ์อุตสาหกรรมสัตว์ปีกที่พังพินาศ โดยที่ความเสีบยหายได้เกิดขึ้นไปแล้วเพราะการปิดข่าวและการรับมือที่ไร้ประสิทธิภาพ

อ้างอิง

1. WHO criticizes Thailand after bird flu deathhttps://www.upi.com/Top_News/2004/09/11/WHO-criticizes-Thailand-after-bird-flu-death/98611094916830/?ur3=1

2. Thailand Defends Its Handling of Bird Fluhttps://www.latimes.com/archives/la-xpm-2004-jan-26-fg-birdflu26-story.html

3. The Politics of Bird Flu in Thailandhttps://focusweb.org/the-politics-of-bird-flu-in-thailand/

4. The Politics of Bird Flu in Thailandhttps://focusweb.org/the-politics-of-bird-flu-in-thailand/

5. Thai PM admits mistakes over bird fluhttps://www.theguardian.com/world/2004/jan/28/birdflu.thailand

ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ส่งเครื่องบิน อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613062

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 14:24 น.

ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ส่งเครื่องบิน อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น

ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ส่งเครื่องบินช่วยประชาชนออกจากอู่ฮั่นในสัปดาห์นี้ ส่วนบริษัทดังสั่งระงับบิสิเนสทริปจีน

รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น นายโตชิมิตสึ โมเตกิ กล่าวในการแถลงวันนี้ (28 ม.ค.) ว่า ญี่ปุ่นจะทำการส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำจากโตเกียว เพื่อทำการอพยพพลเมืองของตนออกจากอู่ฮั่นของจีน โดยเครื่องบินอพยพจะออกจากโตเกียวในคืนนี้ ก่อนจะพาพลเมืองชุดแรกกลับถึงญี่ปุ่นเช้าวันพุธ

นายโมเตกิระบุว่า บนเที่ยวบินดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่แพทย์ พร้อมเครื่องบินติดไปกับเครื่องด้วยเพื่อดูแลพลเมืองในระหว่างเดินทาง นอกจากนี้ญี่ปุ่นจะยังนำหน้ากากอนามัยพร้อมชุดป้องกันเชื้อ ติดไปกับเที่ยวบินดังกล่าวเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าทีจีน ก่อนจะนำพลเมืองญี่ปุ่นในอู่ฮั่นราว 200 คนกลับประเทศในเช้าวันพรุ่งนี้

มีชาวญี่ปุ่นในอู่ฮั่นราว 650 คนแสดงความจำนงกลับประเทศแล้ว โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมทยอยส่งเที่ยวบินเพิ่มเติมเพื่อไปรับพลเมืองกลับประเทศเช่นกัน

ขณะที่ทางการเกาหลีใต้เตรียมส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำอพยพพลเมืองออกจากอู่ฮั่นเช่นกัน โดยวันนี้ นายกรัฐมนตรีChung Sye-kyun ของเกาหลีใต้แถลงว่า ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันศุกร์ เครื่องบินเช่าเหมาลำจากเกาหลีใต้จะไปรับพลเมืองหลายร้อยคนกลับประเทศ

มีชาวเกาหลีใต้ในอู่ฮั่นราว 500-600 คน แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าจะอพยพออกมมาชุดแรกจำนวนเท่าใด ก่อนหน้านี้ทั้งฝรั่งเศส และสหรัฐได้เตรียมมีปฏิบัติการอพยพพลเมืองของตนออกจากอู่ฮั่นเช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติที่มีสาขาและโรงงานในจีน อาทิ Facebook Inc, LG Electronics Inc, Standard Chartered Plc, Honda Motor, Nissan Motor และ SK Hynix Inc ต่างก็ได้ออกคำเตือนไปยังพนักงานของตนให้ยกเลิกการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจในจีนทั้งหมด รวมถึงเตือนให้พนักงานของตนที่เป็นชาวต่างชาติ เดินทางออกจากจีนทันที

เช่นเดียวกับที่บางสายการบินอย่าง Air Seoul ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินตรงไปยังจีนทั้งหมด ส่วนบางสายการบินอย่าง China Airline และ EVA ของไต้หวัน ประกาศยกเลิกบางเที่ยวบินที่ไปจีน

ฟิลิปปินส์ระงับฟรีวีซ่าคนจีน หวั่นเชื้ออู่ฮั่นระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613045

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 12:31 น.

ฟิลิปปินส์ระงับฟรีวีซ่าคนจีน หวั่นเชื้ออู่ฮั่นระบาด

ฟิลิปปินส์ระงับออก ‘visas on arrival’ คนจีน สกัดไวรัสแพร่ระบาด แม้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศก็ตาม

สำนักตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์แถลงในวันนี้ (28 ม.ค.) สั่งระงับการออกวีซ่าท่องเที่ยว ณ จุดผ่านแดน (visas on arrival) กับพลเมืองสัญชาติจีนทั้งหมด เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ภายในประเทศ แม้ว่าขณะนี้ในฟิลิปปินส์ ยังไม่พบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสก็ตาม

Jaime Morente ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์กล่าวในแถลงการณ์ “เรากำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อชะลอการเดินทางเข้าประเทสของชาวจีน ซึ่งจะช่วยป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้”

อย่างไรก็ดี คำประกาศดังกล่าวยังไม่ถือเป็นคำสั่งห้ามชาวจีนเข้าประเทศ แต่เป็นเพียงมาตรการป้องกันโรคที่สนามบินเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้โอกาสที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดเข้าสู่ฟิลิปปินส์นั้นลดลงตามไปด้วย

ชาวจีนที่ดำเนินการขอวีซ่าเพื่อเข้าฟิลิปปินส์ไว้ก่อนแล้ว โดยผ่านทางสถานทูตฯหรือสถานกงสุลฟิลิปปินส์ ยังคงเดินทางเข้าฟิลิปปินส์ได้ตามปกติ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็น 20 % ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนฟิลิปปินส์

‘ซีพี’ในจีน ควัก 222 ล้านบาทบริจาคเงิน-สิ่งของ ช่วยเมืองอู่ฮั่น สกัดไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613038

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 12:00 น.

'ซีพี'ในจีน ควัก 222 ล้านบาทบริจาคเงิน-สิ่งของ ช่วยเมืองอู่ฮั่น สกัดไวรัสโคโรนา

เครือซีพี ในจีน เกาะติดสถานการณ์การระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ สนับสนุนความช่วยเหลือ 222 ล้านบาท ให้กับมณฑลหูเป่ย จัดส่งน้ำยาฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเครื่องอุปโภคบริโภค

รายงานข่าวจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ในจีน หรือ ซีพีในจีน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่นั้น โดยเฉพาะในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ซีพีในจีนได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและล่าสุดเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้สนับสนุนความช่วยเหลือแก่ทางการจีนในด้านการดำเนินงานป้องกันโรคปอดอักเสบอู่ฮั่นที่กำลังระบาด เป็นจำนวนเงินไทย 222 ล้านบาท โดยอนุมัติให้นำน้ำยาฆ่าเชื้อของธุรกิจในเครือกว่า 33 ตัน มูลค่ารวม 1.2 ล้านหยวน บริจาคแก่มณฑลหูเป่ยทั้งหมด เพื่อให้สภากาชาดมณฑลหูเป่ยนำไปแจกจ่ายให้โรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า ทางเครือซีพี เร่งบริจาคเงินและเครื่องอุปโภคบริโภครวมมูลค่า 50 ล้านหยวนตามความต้องการของเขตที่มีโรคระบาด โดยเป็นเงินสดจำนวน 30 ล้านหยวน และเครื่องอุปโภคบริโภครวมมูลค่า 20 ล้านหยวน มีอาหาร อุปกรณ์ป้องกันและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เขตแพร่ระบาดต้องการอย่างเร่งด่วนเป็นหลัก

สำหรับเงินบริจาคจำนวน 10 ล้านหยวน ได้มอบให้แก่ Chinese Academy of Medical Sciences และ Peking Union Medical College เพื่อจัดตั้งกองทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับงานวิจัยไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ และเงินบริจาคจำนวน 20 ล้านหยวนมอบให้แก่ Overseas Chinese Charity Foundation of China เพื่อช่วยเหลือและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ในมณฑลหูเป่ย ซึ่งจะนำไปแจกจ่ายให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ผู้ป่วย องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ โดยมีธุรกิจของทางเครือฯ ในพื้นที่คอยรับผิดชอบติดต่อประสานงาน

นอกจากนี้ ซีพีในจีนในฐานะองค์กรลงทุนต่างชาติที่รับผิดชอบต่อสังคมได้แสดงความมุ่งมั่นพร้อมอยู่เคียงข้างชาวจีนในช่วงเวลาแพร่ระบาดของโรคนี้ โดยให้สัญญาอย่างจริงจังว่า บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอาหารของซีพีในจีนทั้งหมดจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่ามีอาหารปลอดภัยผลิตอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ ไข่ และนม เพื่อรองรับความต้องการของพี่น้องประชาชนชาวจีนในช่วงวิกฤต และจะสนับสนุนการต่อสู้กับโรคนี้ในพื้นที่ที่เกิดการระบาดอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้ชนะการต่อสู้กับโรคระบาดได้ในที่สุด

“เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความเป็นห่วงอย่างมาก ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า เราจะให้การช่วยเหลือเขตโรคระบาดอย่างเต็มที่ และให้การสนับสนุนต่างๆตามความต้องการ เพื่อเอาชนะการแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดดังกล่าว” รายงานข่าวจากซีพีในจีนอย่างไรก็ตามซีพีในจีนดำเนินธุรกิจตามค่านิยม “3ประโยชน์” โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคซาร์สในปี 2546 แผ่นดินไหวที่เมืองเวิ่นชวน ปี 2551 แผ่นดินไหวในยูซู ปี 2553 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เสฉวน ปี 2556 เป็นต้น ซีพีในจีนได้บริจาคเงิน สินค้าเครื่องใช้อุปโภคบริโภคเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ซีพีในจีนได้มีบริจาคเพื่อการกุศลมากกว่า 1.6 พันล้านหยวน

ไต้หวันใช้ยาแรงลงโทษถึงจำคุก ผู้ป่วยปิดบังอาการเชื้ออู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613039

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 11:41 น.

ไต้หวันใช้ยาแรงลงโทษถึงจำคุก ผู้ป่วยปิดบังอาการเชื้ออู่ฮั่น

ไต้หวันปรับ 3 แสน รวมถึงอาจถึงขั้นติดคุก หลังนักธุรกิจรายหนึ่งเข้าประเทศพร้อมปิดบังอาการไวรัสอู่ฮั่น

สื่อไต้หวันรายงานเมื่อ 27 ม.ค. ที่ผ่านมาระบุว่า จากกรณีที่มีนักธุรกิจชายรายหนึ่งวัย 50 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่กลับปกปิดข้อมูลอาการป่วยเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ถูกทางการไต้หวันสั่งปรับเป็นจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 3 แสนบาท ) รวมถึงอาจพิจารณาโทษจำคุกเพิ่ม ในความผิดฐานปกปิดข้อมูลการเจ็บป่วย และประวัติการเดินทางจากพื้นที่โรคระบาด

รายงานระบุว่า ชายรายนี้ เริ่มมีไข้ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ขณะพำนักอยู่ในนครอู่ฮั่น แต่ได้ใช้ยาลดไข้ในวันที่เขามีกำหนดเดินทางกลับมายังนครเกาสง พร้อมผ่านด่านตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบิน

หลังเดินทางกลับมาถึงไต้หวัน ชายผู้นี้ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน ไนท์คลับ รวมถึงตลาดสำคัญย่านใจกลางเมือง โดยไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไต้หวันระบุว่า หลังจากเดินทางไปยังไนท์คลับแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ทางการสั่งปิดพร้อมดำเนินการฆ่าเชื้อแล้ว

วันที่ 24 ม.ค. ชายรายนี้ตัดสินใจพบแพทย์หลังอาการป่วยทรุดลงพร้อมยอมรับว่าตนมีประวัติเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น กระทั่งผลตรวจของศูนย์ป้องกันโรคระบาดยืนยันว่า เขาติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยขณะนี้ชายคนดังกล่าวเขารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว พร้อมทั้งเฝ้าจับตาคนใกล้ชิดในครอบครัวอีก 5 ราย

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักอัยการเขตเกาสงได้สั่งปรับชายคนดังกล่าวเป็นเงิน 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน ในฐานผิดละเมิดบัญญัติควบคุมโรคติดต่อ และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคระบาดในประเทศ รวมถึงอาจเตรียมพิจารณาโทษจำคุกสูงสุด 3 ปีเพิ่มด้วย