เมื่อชะตาติดหล่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395227?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อชะตาติดหล่ม

25 ตุลาคม 2562 – 09:08 น.
ชะตาติดหล่ม,โจชัว หว่อง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยะบุตร,ช่อ
เปิดอ่าน 837 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562

คนเรายาม “ดวงตก” หยิบจับอะไรก็ดูจะติดขัดไม่ประสบความสำเร็จดังใจหมายไปทุุกอย่าง ต่อให้รวยล้นฟ้า เก่งกาจมากบารมีเมื่อถึงคราว “ชะตาติดหล่ม” ก็มีอันพังราพณาสูรกันทุกรายไป…ก็ไม่รู้สินะว่าช่วงนี้ชะตาชีวิตของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “พรรคอนาคตใหม่” ทำไมถึงได้สาละวันเตี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือนพ่อของฟ้าและพรรคส้มหวานดวงแรงสุดๆ ถึงขนาดลูกเด็กเล็กแดงยกให้เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ด้วยความหวังที่จะพาพวกเขาก้าวข้ามการเมืองแบบเก่าๆ หลังจากสร้างปรากฏการณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อนด้วยการพาบรรดา ส.ส.โนเนมเดินพาเหรดเข้าสภาได้ถึง 80 กว่าชีวิตในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

  เหมือนโชตชะตาพลิกผัน หรือเป็นเพราะลีลาความ “ฮ้าวเป้ง” เกินห้ามใจของตัวธนาธร และบรรดาแกนนำพรรคอย่างอองตวนปิยบุตร และแม่ช่อมาลีสตรีผู้ “เบะปาก” จึงทำให้ “อนาคตใหม่” กระแสดร็อปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนาธรบอกได้เลยว่าสาหัสเอาการเพราะจนถึงวันนี้พ่อของฟ้ายังไม่มีโอกาสเดินเข้าสภาในฐานะส.ส.ได้อย่างเต็มตัว เนื่องจากมีชนักติดหลังในเรื่องหุ้นสื่ออันเป็นลักษณะต้องห้ามจนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว นอกจากนี้ไอ้หนุ่มพันล้านยังประสบปัญหาเรื่องภาพลักษณ์เด็กเลี้ยงแกะจากการไม่ยอมเอาทรัพย์สินหลายพันล้านเข้าบลายด์ทรัสต์ตามที่ลั่นวาจาไว้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อตี๋เมืองไทยคิดการใหญ่อยากโกอินเตอร์ริอ่านไปเป็นคบหากับหนุ่มฮ่องกง “โจชัว หว่อง” จนถูกรัฐบาลจีนตั้้งข้อสังเกตแบบแรงๆ ว่า นักการเมืองไทยคนหนึ่งมีส่วนพัวพันกับม็อบฮ่องกงหรือไม่ ขณะเดียวกันธนาธรยังถูกจับโป๊ะแตกเมื่อถูกนักวิชาการแฉเรื่องจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในต่างประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะการถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับม็อบต่างชาติถือป้ายประท้วงบิ๊กตู่ในการเยือนประเทศอเมริกา…นอกจากนี้ยังมีปัญหาสารพัดสารพันที่ “ธนาธร” เข้าไปเกี่ยวข้องเยอะแยะไปหมด

  ขณะเดียวกันในส่วนพรรคอนาคตใหม่ก็เกิดเรื่องวุ่นวายทั้งภายในและภายนอก จนไม่รู้ว่าจะยืดลมหายใจต่อไปได้อีกนานแค่ไหน โดยเฉพาะมรสุมก้อนมหึมาที่อาจส่งผลร้ายถึงขนาดยุบพรรคในเรื่อง “สัญญาเงินกู้” ที่ธนาธรปล่อยกู้ให้แก่อนาคตใหม่มูลค่า 191 ล้านบาทเศษนั้น สามารถทำได้ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้พรรคส้มหวานยังต้องเผชิญกับปัญหาความแตกแยกของคนในพรรค ระหว่าง ส.ส.เขต กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไปถึงปัญหางูเห่าที่ตอนนี้ออกมาเลื้อยเพ่นพ่านให้เห็นกันบ้างแล้ว โดยเรื่องทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นกระทบไปถึง “ภาพใหญ่” จนส่งผลกระทบไปถึงศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม ที่ทำให้อนาคตใหม่แพ้อย่างหมดรูป เนื่องจากกระแสที่เคยเปรี้ยงปร้างกลับจุดไม่ติดไปซะงั้น

ถึงตรงนี้ไม่อยากพูดมากให้เจ็บคอ..เอาแค่คิดเล่นๆ ถ้าอนาคตใหม่ถูกยุบจริงจะส่งผลกระทบโดยตรงไปถึงคะแนนรวมของทั้งประเทศ โดยเฉพาะ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กว่า 50 ชีวิตที่เข้ามาเป็นผู้แทนจากระบบจัดสรรปันส่วนนั้นจะต้องสิ้นสลายตามกันไป จากนั้นทุกคะแนนต้องถูกนำไปเกลี่ยใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลพลอยได้จะตกไปถึงบรรดาพรรคใหญ่ และพรรคอื่นๆ ของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ขณะเดียวกัน ส.ส.เขตก็ต้องเร่งหาสังกัดใหม่กันพัลวัน เมื่อถึงเวลานั้นบอกได้คำเดียวว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

หลังฉาก จอม ลาจอ ไม่แบมือขอทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395216?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลังฉาก จอม ลาจอ ไม่แบมือขอทาน

25 ตุลาคม 2562 – 08:40 น.
จอม เพชรประดับ,สายฮาร์ดคอร์,จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,สุนัย จุลพงศธร
เปิดอ่าน 17,989 ครั้ง

หลังฉาก จอม ลาจอ ไม่แบมือขอทาน คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

“ถึงเวลาโยนผ้า เพื่ออำลาสังเวียนแล้วครับ 5 ปีที่ต่อสู้มา บอกกับตัวเองว่าทำเต็มที่ ตามศักยภาพที่มี และทำดีที่สุดแล้ว..ครับ”

สายฮาร์ดคอร์รู้สึกช็อก เมื่อได้อ่านข้อความล่าสุด (20 ตุลาคม 2562) จากเฟซบุ๊ก “จอม เพชรประดับ” อดีตผู้สื่อข่าว และพิธีกรรายการสถานีโทรทัศน์ในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามา 5-6 ปีแล้ว

หากใครได้อ่านเรื่อง “ปิดเกมจารุพงศ์-จักรภพ” ในคอลัมน์นี้เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ก็จะเข้าใจในสถานการณ์การเคลื่อนไหวของจอม เพชรประดับ และกลุ่ม Red USA

ย้อนไปหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2562 “จอม” ตัดสินใจตั้งสำนักข่าวออนไลน์เพื่อการต่อสู้ของภาคประชาชน เคียงคู่ไปกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ก่อตั้ง “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

องค์กรเสรีไทย ประเมิน คสช.ต่ำเกินไป นึกว่าไม่เกิน 2 ปี ก็ต้องมีเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก พวกเขาก็ได้กลับเมืองไทย

ในที่สุด “จารุพงศ์” ก็ถอดใจ ยุติบทบาทองค์กรเสรีไทยแบบเงียบๆ มีสองปัจจัยที่ทำให้จารุพงศ์โยนผ้ายอมแพ้ ประการที่หนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ประการที่สอง สู้ไปก็เปลืองตังค์ เพราะ “เถ้าแก่ดูไบ” ไม่ควักมานานแล้ว

แรกๆ สำนักข่าวออนไลน์ของจอม ได้รับการหนุนช่วยจากองค์กรเสรีไทย และแนวโฮมลาวของ ดร.ริชาร์ด ไชสะหมอน แต่สองปีหลัง การเงินอัตคัดขัดสน จอมจึงได้หันไปยึดอาชีพคนขับรถรับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น “อูเบอร์” เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ

โชคดีของจอม ที่อาศัยอยู่แถวแคลิฟอร์เนียตอนใต้ จึงได้อาศัยใบบุญกลุ่ม Red USA ทำมาหาเลี้ยงชีพ จอมขับอูเบอร์เกือบทุกวัน (จันทร์, ศุกร์, เสาร์ และอาทิตย์) ซึ่งเป็นช่วงที่หยุดทำสื่อ

พลันที่จารุพงศ์ประกาศยุติองค์กรเสรีไทย หัวใจของจอมก็ห่อเหี่ยว ประกอบสถานการณ์การเมืองในเมืองไทย ส่อเค้าว่า ฝ่ายทหารจะอยู่ยาว จึงขอโยนผ้าลาจอ ขอไปขับอูเบอร์ทั้ง 7 วันดีกว่า

ด้านหนึ่ง จอมยังไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีความลำบากในการเข้าทำงานประจำ หรือได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลสหรัฐ

การยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องง่าย บางประเทศอาจจะให้การรับรองสถานะให้ผู้ลี้ภัยพำนักได้ แต่หลายประเทศไม่อาจรับรองสถานะใดๆ ให้ผู้ลี้ภัยที่เห็นต่างทางการเมืองจากไทยได้

ต่างจาก “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ตลอด 5 ปีสุนัยได้ตระเวนขอพักอาศัยตามบ้านของชาวชุมชนไทยในสหรัฐ ที่ให้การสนับสนุน หมุนเวียนไปตามรัฐต่างๆ

สุนัยมีปัญหาการเงินเหมือนจอม แต่อดีต ส.ส.คนดัง เลือกจะทำรายการวิทยุใต้ดินที่ไลฟ์ทางแฟนเพจ และอัพขึ้นยูทูบ โดยหวังส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบ และเงินบริจาคจากแม่ยกพ่อยก

การทำงานสื่อแบบสุนัย ก็ทำง่ายๆ แต่งหน้าเอง ติดตั้งฉากสตูดิโอชั่วคราว เปิดประเด็นสนทนาการเมืองผ่านกล้องโทรศัพท์ กับผู้ติดตามบนโลกออนไลน์หลายวันต่อสัปดาห์

สิ่งที่สุนัยกำลังทำอยู่นี้ มิต่างอะไรกับสุรชัย แซ่ด่าน, โกตี๋ และลุงสนามหลวง ดำเนินรายการวิทยุใต้ดินอยู่ในเมืองลาว เปิดช่องยูทูบ ขอเงินแม่ยก โดยอ้างว่าเป็นการสนับสนุนขบวนการปฏิวัติประเทศไทย

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 เฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อัพสเตตัส “ส.ส.สุนัย​ ผู้ลี้ภัย​ ไปรับของบริจาค​จากองค์การ​กุศล​แห่งหนึ่ง” พร้อมภาพสุนัย เข้าคิวรับของบริจาค

เจตนาที่ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” โพสต์ภาพสุนัย อดีต ส.ส.ต้องไปรับของบริจาค ก็เพื่อจะสื่อไปถึงมิตรสหายชาวเสื้อแดงให้เห็นอกเห็นใจนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย

จะว่าไปแล้ว จอม เพชรประดับ จะจัดรายการวิทยุใต้ดินแบบสุนัย ก็ทำได้ แต่ความเป็นนักสื่อสารมวลชนมืออาชีพ เขาคงทำไม่ได้ที่จะนั่งหน้าจอ ขอเปิดรับการบริจาคเงินทองจากแม่ยก

          หากจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างโดดเดี่ยว โดยที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาก็ควรลาหน้าจอเสียดีกว่า ออกอาการเหมือนกึ่งน้อยใจกึ่งประชดมหาชนคนไทย  

แอบส่อง “เอก ต๋อม ป๊อก” ชนชั้นนำอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แอบส่อง “เอก ต๋อม ป๊อก” ชนชั้นนำอนาคตใหม่

24 ตุลาคม 2562 – 09:43 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,เอก ธนาธร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคส้มหวาน,ปิยบุตร แสงกนกกุล,รังสิมันต์ โรม
เปิดอ่าน 12,567 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 ต.ค..62

********************************

ความขัดแย้งภายในพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากการก่อเกิดของพรรคในเวลาอันจำกัด ใช้เวลารวบรวมไพร่พลแค่ไม่กี่เดือนก็เข้าสู่สนามเลือกตั้ง

การปรับจูนความคิดยังไม่ทันลงตัวก่อให้เกิดช่องว่างทางความคิด ระหว่างแกนนำพรรคกับผู้สมัคร ส.ส.เขต ที่มีปูมหลังแตกต่างกัน ตอนหาเสียงก็สามัคคีกันสู้คู่แข่ง แต่พอได้เป็น “ส.ส.” แบบสามล้อถูกหวย ย่อมเกิดอาการไม่ลงรอยกันตามธรรมชาติของนักเลือกตั้ง

พลพรรคส้มหวาน กำลังต่อสู้กันภายในระหว่างการเมืองในอุดมคติกับการเมืองในความเป็นจริง

ระเบิดจากปักษ์ใต้

เมื่อวันก่อน “ดร.โจ” ชาญวิทย์ ใจสว่าง อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ชุมพร ร่ายยาวปัญหาในพรรคอนาคตใหม่ผ่านเฟซบุ๊ก Chanwit Jaisawang ตอนหนึ่งได้ชี้เป้าว่า มีการแบ่งชนชั้นในพรรค

ชาญวิทย์ ใจสว่าง

1.กลุ่มเพื่อนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค

“เป็นชนชั้นสูง จบนอก แนวคิดประเสริฐกว่าใครในไทยนี้มีอำนาจ เหนือ ส.ส. และผู้แพ้ทั้งหมด ปกครองเด็ดขาด โต้แย้งและเสนอแนะอะไรไม่ได้ไม่คุย ไม่รับฟัง ส.ส. และผู้แพ้ ในตำแหน่งตลาดล่างทุกกรณี”

2.กลุ่ม ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“..เป็นคนใกล้ชิดและสนิทกับกลุ่มชั้นสูงเท่านั้น จึงได้ลง ส่วนคนนอกที่ได้ ส.ส.เขตเข้ามา หืออือไม่ได้”

3.กลุ่มผู้แพ้ทั้งหมด 320 เขต

“เล็ดลอดไปเป็นผู้ช่วยบ้างไม่กี่คน กลุ่มนี้คือขยะในมุมมองของพรรค..”

เหตุที่คนในพรรคพูดไม่ได้รวมถึงส.ส.เขต เพราะมีการสื่อสารกันในพรรค บอกให้ทุกคนทราบว่า ทุกคะแนนที่ได้เป็นเพราะ “คนคลั่งธนาธร” จึงอย่ามาต่อรอง

เอก-ต๋อม” คู่พระกาฬ

คนในพรรคอนาคตใหม่ทราบดีว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ชัยธวัช ตุลาธน” เป็นผู้ชี้นำทางความคิดและผู้ยึดกุมยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีของพรรค

“เอก ธนาธร” กับ “ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยที่ทั้งคู่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” 

“ต๋อม” หรือ ชัยธวัช แซ่โค้ว นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 39 และเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2541 เป็นคนเรียนเก่ง มันสมองเป็นเลิศ

เอก กับต๋อม ในเหตุการณ์ 10 เม.ย.53

“เอก” ธนาธร เป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2542 และรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2543

ปี 2545 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจชัยธวัช ตุลาธน และธนาพล อิ๋วสกุล ได้สุมหัวกันคิดตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน

ระหว่างนั้นบิดาของธนาธรเสียชีวิต สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาขอให้ลูกชายกลับไปช่วยดูแลธุรกิจของอาณาจักรไทยซัมมิท จึงเหลือแค่ชัยธวัชกับธนาพล ลุยงานนิตยสารฟ้าเดียวกันต่อไป

เอกกับต๋อม แกนนำพรรค

ก่อนธนาธรจะลุยการเมืองก็สุมหัวกับชัยธวัช จนตกผลึกทางความคิด และตอบรับคำเชิญของปิยบุตร แสงกนกกุล มาร่วมกันตั้งพรรคอนาคตใหม่

ต๋อม” เป็นรองเลขาธิการพรรค แต่คุม “สำนักงานพรรค” ทั่วทั้งประเทศ ส.ส.เขตหลายคนอึดอัดใจก็ตรงที่ต้องขึ้นต่อ “เด็ก” เฝ้าสำนักงานพรรค

ป๊อก-โรม” แห่งนิติราษฎร์

ป๊อก” ปิยบุตร อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นศิษย์รุ่นแรกของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งสำนักนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลังจบปริญญาเอกกฎหมายจากฝรั่งเศสก็มาเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์

ปิยบุตร  สมัยเคลื่อนไหวในนามนิติราษฎร์

ส่วน รังสิมันต์ โรม” หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของปิยบุตร แสงกนกกุล

“โรม” รวบรวมเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบันตั้งกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ตามมาด้วยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยและกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีโรมและเพื่อนๆ เป็นแกนนำ ด้านหนึ่งกดดัน คสช. เหมือนทำงานมวลชนคู่ขนานพรรคอนาคใหม่

โรมและเพื่อนๆ จึงอยู่ในส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 อันดับแรก รวมถึงเพื่อนนักกิจกรรมอีกหลายสถาบัน ถูกดึงมาเป็น “ผู้ช่วย ส.ส.” เต็มสภา

ด้วยเหตุนี้ “ส.ส.สอบตก” จึงโวยว่าอยู่วรรณะต่ำเตี้ยไม่ได้เป็นผู้ช่วย ส.ส. กระทั่งคนแบกกล่องเอกสารให้ผู้แทนฯ ก็ยังวืด!

บทเรียน บังคับติดจีพีเอส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน บังคับติดจีพีเอส

24 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
บทเรียน บังคับติดจีพีเอส,จีพีเอส,ขนส่งทางบก
เปิดอ่าน 1,249 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสที่ 24 ตุลาคม 2562

กรณีมีการมอบนโยบายให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปศึกษาการกำหนดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ หรือจีพีเอส เพิ่มเติม นอกเหนือไปจากรถสาธารณะ 4 ประเภทที่ถูกบังคับใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว คือ รับจ้างรถบรรทุก รถตู้โดยสาร และโดยสารขนาดใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อเร่งลดอุบัติเหตุ เนื่องจากสามารถควบคุมความเร็วรถและตรวจสอบข้อมูลการขับขี่ได้ และระบุการตั้งด่านสกัดจับเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยวางแนวทางจะต่อยอดให้รถส่วนบุคคลติดตั้งจีพีเอสพร้อมทั้งให้ศึกษาเรื่องราคาอุปกรณ์จีพีเอสและค่าบริการรายเดือนจะต้องไม่แพงซึ่งจะเริ่มจากรถใหม่ก่อนและส่วนรถเก่าก็จะค่อยๆ บังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้อ้างอิงถึงราคาอุปกรณ์ปัจจุบันเหลือ 3,000 บาทค่าบริการรายเดือนเหลือ 300 บาท จนเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

มีการตั้งคำถามว่าการจะบังคับให้รถส่วนบุคคลติดตั้งจีพีเอสติดตามการเดินทางของรถเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลหรือไม่ และมีข้อดีเปรียบเทียบกับข้อเสียอย่างใดมากกว่ากัน เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มภาระให้แก่ผู้ใช้รถ แม้จะให้เหตุผลข้อดีถึงการมีจีพีเอสจะทำให้อาชญากรรมน้อยลง เช่นการขโมยรถ และการกำกับความเร็วรถจากจีพีเอสจะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุได้ แต่เอาเข้าจริงจะเห็นผลเช่นนั้นหรือไม่ยังไม่ทราบได้ เพราะเมื่อดูพฤติกรรมโจรกรรมรถและจักรยานยนต์ในปัจจุบันแม้จะติดอุปกรณ์ไฮเทคขนาดไหนแต่ก็ยังถูกขโมยไปได้อยู่ดี สำหรับการลดอุบัติจากสถิติที่มีการเก็บรวบรวมพบว่าสาเหตุใหญ่ที่เกิดอุบัติเหตุมาจากคนขับที่ขาดวินัยและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมซึ่งเป็นจุดที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการสร้างจิตสำนึกใช้ถนน-ขับขี่ที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทางและตรงจุดที่สุด

ปรากฏว่าแนวคิดไอเดียติดจีพีเอสรถยนต์ส่วนบุคคลผ่านไปแค่ข้ามคืนในโลกออนไลน์ได้วิพากษ์วิจารณ์ท่วมท้น โดยส่วนมากไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าของรถและจักรยานยนต์ และเห็นว่าควรเป็นความสมัครใจแบบปัจจุบันดีที่สุดตามกำลังทรัพย์แต่ละคน ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบกก็ออกมาระบุว่านโยบายการให้ติดตั้งจีพีเอสกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลนั้นเป็นเพียงแนวคิดซึ่งต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อนคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาราว 1 ปี เพราะจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นวางมีกรอบหลักการในการศึกษาเรื่องนี้ว่าจะต้องเน้นให้ความสำคัญสูงสุดเรื่องของการดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่และมาตาการที่ออกมาจะต้องไม่สร้างภาระต่อประชาชนเพิ่ม รวมทั้งจะต้องมีการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนด้วย

ขณะที่ท่าทีของกระทรวงคมนาคมก็ได้ยอมถอยในเรื่องนี้แล้ว โดยถ้าพบว่าดีก็ทำถ้าไม่ดีก็ยกเลิกซึ่งถือเป็นการยอมรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมที่วิจารณ์อย่างกว้างขวางจนแทบไม่ต้องไปทำผลสำรวจแต่อย่างใดซึ่งบทเรียนในครั้งนี้แม้จะเป็นไอเดียที่ดีและอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการมีส่วนร่วมแก้ไขทั้งปัญหาจราจร การโจรกรรมรถและจักรยานยนต์ และเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จริง แต่ด้วยว่ามีปมสำคัญที่ไปเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายรวมไปถึงคำถามว่าเป็นการละเมิดสิทธิบุคคลหรือไม่และลามไปถึงคำถามในเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงใดหรือไม่จนจุดไฟคัดค้านท่วมท้น ดังนั้นการจะนำไอเดียในการบริหารหรือแก้ไขปัญหาด้านใดย่อมมีผลกระทบทั้งผู้เสียและผู้ได้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องไตร่ตรองรอบคอบรับฟังรอบด้านมีข้อมูลพร้อม เพราะหากสะดุดขาตัวเองย่อมกระทบความเชื่อถือได้

ข้อมูลเชิงลึก 30 ปี ไทยร้อนขึ้น-น้ำน้อยลง ท้าทายรัฐบาลลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อมูลเชิงลึก 30 ปี ไทยร้อนขึ้น-น้ำน้อยลง ท้าทายรัฐบาลลุงตู่

23 ตุลาคม 2562 – 15:40 น.
ชนิตา งามเหมือน,ปรเมศฐ์ ศตประสิทธิ์ชัย,วิกฤติภัยแล้งรุนแรง,แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2563,ปัญหาขาดแคลนน้ำ
เปิดอ่าน 1,512 ครั้ง

วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 30 ปี … ไทยร้อนขึ้น-น้ำน้อยลง ท้าทายรัฐบาลลุงตู่ โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้ชาวไร่ชาวนาได้รับคำเตือนให้เตรียมรับมือ “วิกฤติภัยแล้งรุนแรง” น้ำจะเริ่มขาดแคลนมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2562 ต่อเนื่องถึง 2563 เนื่องจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่ทำให้ผิวน้ำทะเลอุ่นขึ้น ส่งผลให้ฝนตกน้อยลง สำหรับประเทศไทยผลกระทบโดยตรงจากภาวะฝนตกน้อยคือ “ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ” แทบไม่พอกับภาคเกษตร และอาจรวมถึงการอุปโภคบริโภคในปีหน้าด้วย ยิ่งไปกว่านั้นจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ข้อมูลตัวเลขเชิงลึก“โอเพ่น ดาต้า” (open data) สะท้อนให้เห็นปัญหาระยะยาวที่รัฐบาลใหม่ต้องเตรียมพร้อมรับมือคือ “อุณหภูมิไทยจะร้อนมากขึ้น ส่วนปริมาณน้ำจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลกระทบภัยแล้งตั้งแต่พฤษภาคม-กรกฎาคม2562สร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปีอย่างรุนแรง คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า1.5หมื่นล้านบาทและภัยแล้งอาจลากยาวไปถึงปลายปีต่อเนื่องถึงปี 2563

          กลายเป็นคำถามว่า “ภัยแล้งซ้ำซาก” ของประเทศไทยเกิดจากอะไร และจะแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างไร?

ทีมอาสาสมัครจาก “ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย”หรือ “ทีดีเจ” (TDJ)ร่วมกันสืบค้นหาฐานข้อมูลเชิงลึกและโอเพ่น ดาต้า (open data)ย้อนหลัง 30 ปี จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “น้ำ” เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ,สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน),กรมชลประทาน และแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ ฯลฯ จากนั้นนำมาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ดาต้า 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ 1 ข้อมูลอุณหภูมิ 2 ข้อมูลปริมาณน้ำฝน – น้ำในแหล่งเก็บน้ำ และ 3 ข้อมูลพื้นที่การเกษตร ซึ่งสามารถนำผลที่ได้มาอธิบายถึงสถานการณ์ภัยแล้งซ้ำซาก และภัยแล้งปี 2563 ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยในขณะนี้และในอนาคตข้างหน้า

โดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบ“ข้อมูลอุณหภูมิ”ย้อนหลังของประเทศไทย 30 ปี พบการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เนื่องจาก “อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด” มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากหลักฐานที่เคยบันทึกไว้เมื่อเดือนเมษายน 2559 ไทยมีร้อนสุด 38.3 องศาเซลเซียส เปรียบเทียบกับเดือนเมษายน2562ที่อากาศร้อนพุ่งขึ้นเป็น 41.5 องศา

ส่วนสถิติ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด ในรอบ 30 ปีที่บันทึกไว้นั้น เดือนมกราคม 2557 ประมาณ 17.2 องศาแต่ในเดือนมกราคม 2562 เพิ่มเป็น 21.3 องศา หมายความว่าอุณหภูมิประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 3 – 4 องศา จากการประมวลผลตัวเลข “อุณหภูมิเฉลี่ย” ที่ผ่านมา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 22กันยายน 2562 พบว่าทุกๆปี แนวโน้มของอุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยสูงขึ้นกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 3 – 4 องศา

ทั้งนี้ตัวเลขอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นแต่ละ “ 1 องศา” นั้นมีความหมายมาก เพราะโลกของเราเสี่ยงเกิดภาวะเรือนกระจกภาวะโลกร้อน (Global Warming) และภาวะภูมิกาศแปรปรวนนำมาสู่ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้ง พายุฝน น้ำท่วม ภัยแล้ง ฯลฯ

เมื่อนำข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิประเทศไทยมาพิจารณาร่วมกับ “ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย” ที่มากสุดของประเทศไทยในแต่ละเดือน พบว่าในเดือนกันยายน 2557 น้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 253 มิลลิเมตร เทียบกับกันยายน 2561มีปริมาณ 209 มิลลิเมตรแสดงถึงค่าเฉลี่ยที่ลดลง 44มิลลิเมตรและหากดูข้อมูลย้อนหลังในรอบ10ปี พบปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลเข้าโดยรวมของแหล่งเก็บน้ำทุกแห่งทั่วไทย ที่ลดลงจากค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2553–2561 ประมาณ 4.3 หมื่นล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 16 กันยายน 2562 เหลือเพียง 2.2 หมื่นล้าน ลบ.ม.ลดลงไปไม่ต่ำกว่าร้อยละ51 จากค่าเฉลี่ยปกติ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนทั่วประเทศไทยก็ลดน้อยลงเช่นกัน โดยเฉพาะ 3 เขื่อนหลักของไทย ได้แก่ “เขื่อนภูมิพล” “เขื่อนอุบลรัตน์” และ “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ” น้ำไหลเข้าน้อยลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน

 “เขื่อนป่าสักฯ” ข้อมูลปีที่เกิดวิกฤติแล้งรุนแรง มีน้ำไหลลงอ่างสะสม 793 ล้าน ลบ.ม. แต่วันที่ 16 กันยายน 2562 น้ำเหลือเพียง 226 ล้าน ลบ.ม.

“เขื่อนอุบลรัตน์” ปี 2558 มีปริมาณน้ำ 629 ล้าน ลบ.ม.วันที่ 16 กันยายน 2562 เหลือเพียง 278 ล้าน ลบ.ม.

“เขื่อนภูมิพล” ปี 2558 ปริมาณ 1,982 ล้านลบ.ม.วันที่ 16 กันยายน 2562 เหลือเพียง 1,295 ล้านลบ.ม.

เมื่อ “น้ำ” มีน้อยลง ผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อนมากสุดคือ “ชาวไร่ ชาวนา” เนื่องจากสัดส่วนการใช้น้ำร้อยละ 70 ถูกใช้ไปในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะใช้ “ปลูกข้าว” ถึงร้อยละ 53จากจำนวนพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ 71 ล้านไร่ สามารถประเมินเบื้องต้นว่าต้องใช้น้ำใน 1 ฤดูกาลประมาณ 1.13 แสนล้าน ลบ.ม.หรือ คิดเป็น 138 %หมายถึงสัดส่วนที่พื้นที่ไร่นาต้องการน้ำมีจำนวนมากกว่า “ปริมาณน้ำ” ที่มีขณะนี้ถึง 38 %

“รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์”  ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ทีมอาสาสมัครทีดีเจเกี่ยวกับ“ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก” ของประเทศไทยว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากปริมาณฝนที่น้อยกว่าปกติ รวมถึงปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยที่ใช้เพื่อการเกษตรมากกว่า 70% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดพร้อมกับแนะนำ 3 แนวทางแก้ปัญหาว่า 1 ควรกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบ เน้นไปยังความต้องการผู้ใช้กับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ไม่ควรใช้วิธีการหาน้ำจากพื้นที่อื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ แนวทางที่ 2 ให้ออกมาตรการห้ามปลูกข้าวนาปรังและ แนวทางที่ 3 เพิ่มองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร

ล่าสุด รัฐบาลชุดใหม่ได้จัดประชุมงบประมาณรายจ่าย “แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2563” ซึ่งจะมีการอนุมัติวงเงินให้โครงการต่างๆ กว่า 1.7 หมื่นรายการรวมเป็นเงินประมาณ1.8แสนล้านบาท

เงินภาษีคนไทยกว่า 1.8 แสนล้านบาทนั้น กำลังจะถูกแจกจ่ายไปแก้ “ปัญหาขาดแคลนน้ำ” กับ “ปัญหาน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นทุกปีซ้ำแล้วซ้ำเล่ารัฐบาลชุดใหม่ นักการเมือง ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ควรช่วยกัน “ขบคิดให้ลึกซึ้ง” ว่าปัญหาน้ำ โดยเฉพาะภัยแล้งซ้ำซากนั้น จะแก้ไขด้วย “โอเพ่น ดาต้า” หรือการนำข้อมูลเชิงลึกไปช่วยวิเคราะห์ได้อย่างไร เพราะ“อุณหภูมิเฉลี่ย”  30 ปีที่ผ่านมายืนยันชัดเจนว่า

ประเทศไทยร้อนขึ้นต่อเนื่อง 3 – 4 องศา ตัวเลขแต่ละองศามีความหมายลึกซึ้งมากนัก ส่งผลกระทบทุกภาคส่วนของไทย ไม่ใช่เฉพาะ “ภาคการเกษตร”

อยู่ที่ว่า “นายกบิ๊กตู่” ที่เอาเงินภาษีคนไทยบินไปร่วมเวทีประชุม “ภาวะโลกร้อน” นานาชาติมาหลายปีและหลายเวทีนั้น “เข้าใจวิธีแก้ปัญหา” มากน้อยเพียงไร !?!

ปรเมศฐ์ ศตประสิทธิ์ชัย

       “ปรเมศฐ์ ศตประสิทธิ์ชัย” นักวิเคราะห์ข้อมูลจากทีมอาสาสมัครทีดีเจ อธิบายถึงการนำ “ดาต้า” มาหาความสัมพันธ์กันตั้งแต่ปี 2557ถึงปี 2561แล้วจำลองภาพเป็นกราฟเส้นออกมา (data visualization)ทำให้เห็นว่าลักษณะกราฟทั้ง3ส่วนวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แสดงถึง “หลักฐาน” ชัดเจนว่าอุณหภูมิต่ำสุดของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนลดลง ทำให้น้ำไหลเข้าเขื่อนสะสมลดลงไปด้วย
“ตอนนี้วิเคราะห์จากข้อมูลค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ในอนาคตถ้ามีดาต้าอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนจากสถานีตรวจวัดระดับอำเภอ จะยิ่งเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เกษตรกรแต่ละชุมชนสามารถเตรียมตัวหรือวางแผนในการปลูกพืชและบริหารจัดการน้ำได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมตอนนี้ผมกำลังรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นเอ็กเซลไฟล์ (Excel)และลิงค์ดาวน์โหลดข้อมูลไว้ที่เฟซบุ๊คของTDJและในเวบไซด์สมาคมนักข่าวฯ(www.tja.or.th) ผู้ที่สนใจสามารถนำดาต้า 30 ปีกลุ่มนี้ไปต่อยอดทำประโยชน์ได้เลย”

  “ชนิตา งามเหมือน” บรรณาธิการข่าวเวบไซต์onlinenewstime.comหนึ่งในทีมอาสาสมัครทีดีเจ เล่าถึงเบื้องหลังการสืบค้นดาต้าเชิงลึก3ส่วน เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน ได้แก่“อุณหภูมิ” “แหล่งเก็บน้ำ”และ“พื้นที่การเกษตร”เนื่องจากส่วนตัวแล้วมีสนใจติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในโลก และที่ผ่านมาคนไทยเจอกับวิกฤติภัยแล้ง วิกฤติน้ำท่วมวนเวียนอย่างนี้ทุกปี หลังประมวลผลดาต้าทั้ง3ส่วนทำให้รู้คำตอบว่า“วันนี้น้ำไม่เพียงพอ”และในอนาคตจะสร้างความเสียหายที่ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

ชนิตา งามเหมือน

เมื่อตัวแปรคือสถานการณ์โลกร้อน ระบบนิเวศมีแนวโน้มแปรปรวนมากขึ้น นี่คือโจทย์สำคัญที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันคิดและทำตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าภาครัฐเห็นตัวเลขเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย แหล่งเก็บน้ำไม่มีน้ำสะสม ฯลฯ สิ่งที่คนไทยคาดหวังคือ การหาข้อเท็จจริงแบบบูรณาการ ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลหลายๆหน่วยงานของภาครัฐ และเปิดเผยเป็นโอเพ่น ดาต้าอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อนำไปสู่นโยบายแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ในฐานะสื่อมวลชนแล้ว ข้อมูลเปิดหรือ โอเพ่น ดาต้า ของภาครัฐมีประโยชน์อย่างมากในการใช้ข่าวรูปแบบ“การสื่อสารข้อมูลเชิงลึก” (Data Journalism)เป็นการสร้างโอกาสให้ได้คิดหาวิธีเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมหาศาล

“บางครั้งเราอาจปักใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเอาดาต้าเชิงลึกหรือข้อมูลขนาดใหญ่มาเชื่อมโยงหาความสัมพันธ์กัน ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ใช่อย่างที่เราเคยคิดหรือเคยเชื่อ ทำให้สามารถต่อยอดไปสู่การเสนอข่าวสารที่น่าเชื่อถือมีดาต้าเป็นหลักฐานและมีประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเดิม”

สารคดีสงครามความไม่พอใจที่จะเกิดขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สารคดีสงครามความไม่พอใจที่จะเกิดขึ้น

23 ตุลาคม 2562 – 14:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สารคดีสงครามความ,อิทธิพล คุณปลื้ม,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,483 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันนี้ตรงกับวัน ‘ปิยมหาราช’ ซึ่งปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอเนกอนันต์ที่มีต่อประเทศชาติและพสกนิกร

กลับมาสู่เหตุการณ์บ้านเมืองที่น่าสนใจจากการติดตามข่าววันก่อนที่นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ สั่งการให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยรัฐมนตรีว่าการ ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำสารคดีสงครามขึ้น

การจัดทำสารคดีเกี่ยวกับสงครามที่ผ่านมาของประเทศไทย โดยให้มีการวางรูปแบบเนื้อหาที่เหมาะสม มีเนื้อหาหลักสะท้อนให้คนไทยได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ปลุกใจให้เกิดความรักชาติ การหวงแหนแผ่นดิน ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการจัดทำข้อมูลการทำสงครามในรูปแบบสารคดี

 กระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นแกนนำในการจัดทำ โดยจะมีการสรรหาทีมผู้สร้างมืออาชีพ มีการสืบค้นข้อมูลจากนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์และค้นจากเอกสารอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมจะประสานไปยังกระทรวงกลาโหม สนับสนุนข้อมูลภาพและผู้ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้านการทหาร โดยคาดว่าสารคดีนี้จะจัดทำตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา

นายกรัฐมนตรีไม่ได้ระบุระยะเวลาให้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด แต่เมื่อจัดทำสารคดีเสร็จแล้ว จะนำไปเผยแพร่ในสถานศึกษา หรือขอความร่วมมือจัดฉายเผยแพร่ตามโรงภาพยนตร์ให้ประชาชนดูฟรี

‘ดับเครื่องชน’ ขอเตือนว่าสารคดีสงครามที่ออกมาให้ชาวไทยได้ชมนี้จะสร้างความไม่พอใจให้ประเทศร้อนบ้านเราหรือไม่ ?

ที่ผ่านมาไทยทำสงครามกับเขมร-พม่า-ลาว-ญวน และสารคดีอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศเหล่านี้ได้

รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมบอกว่าพร้อมจะดำเนินการทันที ซึ่งระดับนายกรัฐมนตรีสั่งการก็ต้องปฏิบัติตาม

แต่จะเสร็จเมื่อไรนั้นต้องดูกันอีกที และสารคดีสงครามนี้ถ้าทำให้ดีต้องใช้งบประมาณมิใช่น้อย

คิดกันให้รอบคอบก่อนจะทำอะไรลงไป เพราะจะได้ไม่เท่าเสีย
อ๊อด เทอร์โบ


 ส.ส.ต้องทำตัวอย่างให้เห็น
 อย่าทิ้งขยะในห้องประชุม

จดหมายที่ผมเขียนมานี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ ส.ส.ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็ก-เยาวชน หรือคนทั่วไปได้เห็น

จะขอเล่าย้อนความเรื่องที่ประธานสภา ‘ชวน หลีกภัย’ บอกว่าเจ้าหน้าที่หรือเรียกกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ภารโรง หรือพนักงานรักษาความสะอาด ได้บอกท่านประธานชวนว่าห้องประชุมสกปรกมาก

โดยเห็นมากับตาว่าห้องประชุมมีขยะจากเครื่องดื่ม, เศษอาหาร, เศษภาชนะห่ออาหาร เต็มไปหมด ซึ่งได้ขอร้องว่าเป็นผู้ใหญ่กันแล้วอย่าทำเช่นนี้ พูดกันตรงๆ ว่า โตๆ กันแล้วอย่ากินในห้องประชุม

นี่ยังดีที่เป็นประธานชวน หลีกภัย ที่เป็นคนสุภาพ นุ่มนวล จึงได้ขอความร่วมมือมา ถ้าเป็นคนอื่นๆ อาจด่าแรงกว่านี้หรือไม่ก็เงียบไป

ผมเห็นว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เพราะเวลาประชุมสภาจะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ใครทำอะไร แต่งตัวอย่างไร ฯลฯ ต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ ซึ่งรวมถึงการกินอาหารในห้องประชุมสภา

จึงอยากให้บรรดา ส.ส.ผู้ทรงเกียรติได้เข้าตามนี้ด้วยว่าอะไรควรหรือไม่ควร
จำเริญ (คนสูงวัย)

เรียนคุณ ‘จำเริญ’ คนสูงวัย
ผมชอบจดหมายของท่านมากครับ และไม่อยากให้ทุกคนมองผ่านเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปและขอชื่นชมประธานสภาผู้แทนราษฎร ‘ชวน หลีกภัย’ เป็นอย่างมากที่ลงลึกในรายละเอียดทุกอย่าง

เรื่องการรักษาความสะอาดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของคนไทยเฉพาะในห้องประชุม ส.ส.หรือบริเวณสภานั้น ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บรรดา ส.ส.และทุกคนที่เข้าใจต้องให้เกียรติ

การที่บรรดา ส.ส.บางคนทิ้งขยะในห้องประชุมจนมีรายงานเข้าหูท่านชวนนั้น ต้องรับฟังและยอมรับให้รู้แก่ใจว่าใครทำสกปรกหรือทำผิดระเบียบ อะไรที่สมควรก็ไม่ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขอให้ผู้ทรงเกียรติทำตัวเป็นคนดีมีศีลธรรมและเป็นตัวอย่างที่ดีในทุกเรื่อง

ที่ผ่านมา ส.ส.บางคนทำตัวไม่ดี ขออย่าให้มีอีกเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 2564 ปลอดขยะพลาสติก
 เรียนผ่านไปยังรัฐมนตรีวราวุธ

ผมขอสนับสนุนรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ จึงเรียนมาให้กำลังใจด้วยอย่างเต็มกำลัง

โดยมีเป้าหมายว่า พ.ศ.2564 ไทยจะปลอดจากถุงพลาสติกหรือขยะพลาสติกโฟมต่างๆ เพื่อขจัดปัญหาสิ่งแวดล้อม

มาตรการต่างๆ นั้น ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่มีสัตว์ป่า-สัตว์น้ำ อยู่มาก

จึงขอให้ทุกคนโปรดมีจิตสำนึกช่วยกันคนละไม้ละมืออย่าให้ต้องบังคับกันทางกฎหมายเลย
สุรชัย (กระบี่)


ยับ… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยับ…

23 ตุลาคม 2562 – 11:25 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ยับ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 5,754 ครั้ง

ยับ… คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ข่าวคราว “ชาวสีส้ม” ที่ออกมาเปิดสงครามกันเกี่ยวกับการทำหน้าที่ ส.ส.บางคนที่สวนมติพรรคอนาคตใหม่ในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด รวมทั้งการแฉมุมลึกจากคนในพรรคถึงความเป็น “ตัวกู ของกู” ของแกนนำพรรคบางชีวิตที่ไม่ยอมฟังเสียงของสมาชิกพรรคบ้างเลย

ไม่รวมกับดราม่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ทักษิณ ชินวัตร” ภายในกลุ่มกองเชียร์อนาคตใหม่และเพื่อไทย แม้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะยอมรับว่ากระทำไม่เหมาะสม และขออภัยที่กล่าวพาดพิงอดีตนายกฯ ในศาลรัฐธรรมนูญเมื่อหลายเพลาก่อน

 รอยหมางกับพรรคพันธมิตร “ปริ” เพิ่มพลัน 

ไม่รู้ว่าเป็นอาการ “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” หรือไม่ ? เพราะข้อมูลความลับของชาวสีส้มที่ไหลออกมาแบบไม่ต้องไปขุดคุ้ยหรือปั้นแต่งใดๆ ดังที่แฟนคลับ อนค.บางรายมองสื่อบางแขนงว่าอาจกระทำแบบนั้น

วันนี้มันพรูออกมาแบบไม่ได้นัดหมาย มันแสดงและสะท้อนความจริงที่หลายคนมิทราบมาก่อนถึงตื้นลึกหนาบางของการกระทำของคนวงใน อนค. ยังไม่รวมถึงการแสดงออกของแกนนำพรรคบางคนในหลากลีลาในหลายวาระ

และยังไม่รวมถึงคดีความของคีย์แมนพรรคที่เกี่ยวพันกับชะตาของพรรคบนถนนการเมืองว่าจะรุ่งหรือร่วง เพราะมีความทะแม่งๆ หลายกรณี

ยังไม่รวมถึงจุดยืนเมื่อวันวานและวันนี้เกี่ยวกับสถาบันของระดับบิ๊กเนมใน อนค. ที่ใครหลายคนเมื่อได้ยลแล้ว มิใคร่พอใจนัก

เพราะความจริงที่บังเกิดบนหน้าข่าวมันมาจากปากของคนวงใน อนค.ทั้งนั้น เท่ากับว่าการสร้างภาพลักษณ์ในช่วงต่างๆ มันสวนทางกับความจริงที่ปิดเร้นไว้ เพราะสิ่งที่ถูกเผยออกมายามนี้บ่งบอกถึงความอัดอั้นตันใจของ “ลูกพรรคสีส้ม” ที่มีต่อคีย์แมนพรรค

เพราะข้อความที่ ส.ส.และสมาชิกพรรคเปิดใจออกมาหลายวาระ หลากมุมคิด ซึ่งหลายคนไม่รู้มาก่อนเช่นนี้ มันสะท้อนอะไรเกี่ยวกับแนวทางการบริหารพรรคอันดับสามของเมืองไทยที่ใครหลายคนมองว่าเป็นดาวดวงใหม่ของการเมืองไทย

อาการแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งดีๆ เลย แม้บรรดาแฟนคลับในโลกออนไลน์และโลกความจริง จะยังหนุน “พ่อของฟ้า” มิเสื่อมคลาย และตอกกลับคนที่ทรยศอุดมการณ์รวมทั้งฝ่ายที่มาคอมเมนต์ อนค.แบบหมัดต่อหมัด

…แต่ขอให้เจริญสติไว้สักนิดว่า พึงสดับรับฟังด้วยใจเป็นกลาง อย่าให้โทสะครอบคลุมจิตจนแยกแยะไม่ออก เพราะบางอย่างอาจลวงตาลวงใจให้เคลิ้มไปตามลีลาหน้าม่านอันชวนหลงใหลได้ปลื้มจนลืมมองความจริงอันมิกระจ่างที่เพิ่งเผยออกมา

เรียกว่าพรรคอนาคตใหม่วันนี้ “ยับ” บนหน้าสื่อในหลากวาระข่าวยามนี้

ม่านมายาการเมืองมันหลายชั้นนัก ดังนั้นแฟนคลับของขั้วสีส้มอย่า “หลง” ในสิ่งที่คนการเมืองแสดงออกมาแบบเทใจเกินร้อย เพราะบางอย่างเมื่อตื่นรู้ตอนหลัง กองเชียร์จะน้ำตาตกใน

 จึงเตือนไว้ด้วยเจตนาดี…

“จักรภพ” โผล่ โหนส้มหวาน ปลุก”ตาสว่าง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จักรภพ” โผล่ โหนส้มหวาน ปลุก”ตาสว่าง”

23 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงานพิเศษ,หนังสือพิมพ์จักรภพ เพ็ญแข,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน
เปิดอ่าน 8,159 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ต.ค.62

******************************

แรงสั่นสะเทือน หลัง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 70 คน ยกมือไม่เห็นด้วยกับ “พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก ​กองทัพไทย​ กระทรวงกลาโหม​ ไปเป็น​ของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562” ยังไม่จบ

เมื่อ “นิรามาน สุไลมาน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้ที่ไม่ยอมเข้าร่วมประชุมโหวตตามมติพรรควันนั้น ได้ยื่นใบลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรคเรียบร้อยแล้ว

ใครเปลี่ยนเกม?

“นิรามาน สุไลมาน” ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจากปัตตานี เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปเชื้อเชิญให้มาก่อร่างสร้างพรรคอนาคตใหม่ จึงได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรค

นิรามาน สุไลมาน

ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคที่สนามกอล์ฟของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” แถวบ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อ 8 ตุลาคม 2562 ได้มีการถกเรื่องการโหวต พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ “นิรามาน” มองว่า เรื่องนี้เป็น ประเด็นอ่อนไหว” ขอให้ใช้แนวทาง “การงดออกเสียง” และแนวทางดังกล่าวก็สอดรับกับเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการบริหารพรรค

เกมเปลี่ยน เมื่อแกนนำพรรคอนาคตใหม่ 2-3 คน เสนอให้ที่ประชุม ส.ส.พรรคลงมติว่า จะใช้แนวทางใดในการโหวต พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ปรากฏ เสียงข้างมากมีมติคัดค้าน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว

จับสัญญาณได้ว่า ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในพรรคประเมินว่า พรรคถูกยุบแน่ จึงเดินหน้ากล้าแลก ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

แก๊งตาสว่างคึกคัก

แม้ ปิยบุตร แสงกนกกุล จะอภิปรายในสภาว่าเหตุและผลการคัดค้าน พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ด้วยการหยุดไว้แค่ “นายกฯ ประยุทธ์” และกลุ่มอำนาจ คสช. แต่กองเชียร์ปีกสุดโต่ง ก็มองไปไกลสุดขั้ว

เช่นเดียวกับ “กลุ่มตาสว่าง” ได้ทีขี่แพะไล่ ดาหน้าแสดงความชื่นชมและสดุดีกับความกล้าหาญของพรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวิทยุใต้ดิน ที่หลบหนีจากลาวไปอยู่ฝรั่งเศส ต่างโพสต์เชียร์ 70 ส.ส.สีส้ม และประณาม ส.ส.ที่โหวตเห็นด้วย

จรัล ดิษฐาอภิชัย

จรัล ดิษฐาอภิชัย” ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสหรัฐ ได้โพสต์เชียร์ตามฟอร์ม และบอกว่า “นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย” ต่างจาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” คนคอเดียวกับจรัล กลับไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อการโหวตไม่เห็นด้วย พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ เพราะฟังเหตุผลของปิยบุตรแล้ว ไม่ปลื้ม

สมศักดิ์คิดอ่านไปไกลกว่า “ธนาธร-ปิยบุตร” เหมือนความคิดกลุ่มตาสว่างที่ทำวิทยุใต้ดิน(ดิจิทัล) ที่ปลุกระดมข้ามฟ้ามา 5-6 ปีแล้ว

จักรภพ” ไม่สิ้นหวัง

ไม่ได้หายหน้าไปไหน สำหรับ เสี่ยเอก” จักรภพ เพ็ญแข ถึงองค์กรเสรีไทยจะยุติไป แต่โดยส่วนตัว เสี่ยเอกยังเกาะเกี่ยวกับสมาคมคนเสื้อแดงในเมืองไทยอยู่

เมื่อ 18 ตุลาคม 2562 เสี่ยเอกเขียนกลอนการเมืองผ่านผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Supraipon Chuaychoo” ว่า “อ่านมวลชนผิดพลาดก็ขาดมิตร หากอ่านผิดยุทธศาสตร์ก็ขาดใหญ่ หากเลือกข้างผิดพลาดก็ขาดใจ ไม่ว่าใครอย่าประมาทจะขาดกัน”

จักรภพ เพ็ญแข

สิ่งที่จักรภพต้องการสื่อสารถึงพรรคเพื่อไทย กรณีที่ไม่แสดงความกล้าเหมือนพรรคอนาคตใหม่ ทำนองว่า “มวลชนก้าวหน้า” หมดแล้ว แต่นักการเมืองเพื่อไทยยังล้าหลัง

ถัดมา วันที่ 21 ตุลาคมนี้ เสี่ยเอกถือโอกาสขอบคุณมิตรสหายที่อวยพรวันเกิด โดยร่ายยาวการเมืองไทยว่า “ขณะนี้เราเริ่มรู้ตัวกันมากแล้ว ตาสว่างอย่างเดียวยังไม่พอ รู้สึกว่าต่างก็ใจสว่างกันขึ้นมากด้วย อดีตเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี พันธมิตรฯ กปปส. กลับใจมาทางเรามากมายหลายแสนคน เพราะเขาเห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าอะไรเป็นอะไร เราเพียงรอจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันควรเป็นอีกเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าอีกไม่นาน เราจะได้สวมกอดกันอย่างญาติพี่น้องที่จากกันมานานครับ”

จักรภพยังฝันหาขบวนการ “ตาสว่าง” อันหมายถึงกลุ่มคนที่มีชุดความคิด พลิกฟ้าคว่ำดิน” โดยช่วงปี 2552 ตัวเขาได้เข้าร่วมเคลื่อนไหว “ขบวนการตาสว่าง” ถึงขั้นไปสังกัดกลุ่มแดงสยาม ของสุรชัย แซ่ด่าน

ลึกๆ จักรภพยังภักดีต่อนายใหญ่ แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดของเพื่อไทย จึงหันไปฝากความหวังไว้กับมวลชนส้มหวานแทน

ไซเบอร์ บุลลี่ ผลพวงสื่อโซเชียลฯ น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394877?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

23 ตุลาคม 2562 – 09:25 น.
ไซเบอร์ บุลลี่
เปิดอ่าน 573 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า โซเชียลมีเดียนั้นมีทั้งประโยชน์และด้านมืดอยู่ควบคู่กัน แต่ผู้คนมักเล็งผลเลิศจากผลกำไรและความเพลิดเพลินโดยลืมอีกด้านของโซเชียลมีเดียไปจนหมดสิ้น การที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสื่อสังคมออนไลน์เป็นเสมือนการมอบอำนาจให้คนกลุ่มใหญ่ได้แสดงออกถึงความรู้สึก ความชอบ ความไม่ชอบของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และทำให้รู้จักกับใครต่อใครในโลกได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์ยังทำให้มนุษย์ได้ลิ้มรสของความเป็นอิสระ และกลายเป็นเครื่องมือปลดปล่อยความอัดอั้นของมนุษย์ที่เคยถูกจำกัดด้วยช่องทางการสื่อสารที่เข้าไม่ถึง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่โซเชียลมีเดียจะกลายเป็นของวิเศษที่คนจำนวนมากขาดไม่ได้ และในขณะเดียวกันโซเชียลมีเดียก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น และอาจวกกลับมาทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็ได้เช่นกัน

นอกจากนั้น สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่ใครต่อใครหวังพึ่งพิงเพื่อใช้ประโยชน์กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดสำหรับการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์ หรือที่มักเรียกกันว่าการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyber bullying) ซึ่งเป็นกลั่นแกล้งกันโดยใช้โทรศัพท์ อีเมล ห้องแชท รวมทั้งโซเชียลมีเดียประเภทต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการทำลายชื่อเสียง ทำร้ายจิตใจ หรืออาจรวมไปถึงการทำลายชีวิตได้เช่นกัน

รูปแบบการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์เท่าที่พบเห็นโดยทั่วไปได้แก่
1.การรังควาน (Harassment) เป็นการส่งหรือโพสต์ข้อความหรือภาพที่ไม่เหมาะสมไปยังบุคคลเป้าหมาย ทำให้ผู้ได้รับข้อความเกิดความเสียใจ โกรธ หรือขุ่นเคืองใจอย่างมากต่อสิ่งที่ได้รับ และผู้กระทำมักไม่กระทำเพียงครั้งเดียว

2.การเผา (Flaming) จุดมุ่งหมายของการเผาจะเน้นเรื่องของการสร้างความทุกข์ทรมานทางใจแก่บุคคลเป้าหมาย ในรูปแบบของการเขียน ส่งเสียงพูด หรือสร้างความขุ่นมัวทางอารมณ์แก่เป้าหมาย การกลั่นแกล้งด้วยวิธีนี้ ผู้กระทำมักหวังผลให้มีการตอบโต้จากผู้ถูกกระทำ

3.การขับออกจากกลุ่ม (Exclusion) เป็นการรวมหัวของกลุ่มคนเพื่อกลั่นแกล้งเป้าหมายเพื่อให้เป้าหมายโดดเดี่ยว การกลั่นแกล้งประเภทนี้หากเกิดขึ้นกับเด็กจะมีผลกระทบต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง เนื่องจากเด็กต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งความจริงหรือโลกเสมือนก็ตาม

4.ภาพ-เสียง-ข้อความหลุด (Outing) คนจำนวนมากมักส่งภาพ เสียง ข้อความต่างๆ ที่เป็นความลับระหว่างคนสองคนให้แก่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพวาบหวิวต่างๆ ที่ผู้ส่งไว้ใจผู้รับ และเชื่อว่าจะรู้เห็นกันแค่สองคน แต่กลายเป็นว่าภาพ เสียง และข้อความต่างๆ ถูกเผยแพร่ต่อออกไป ซึ่งสร้างความอับอายและความทุกข์แก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเป็นอย่างยิ่ง เหยื่อของภาพหลุดจำนวนไม่น้อยจึงต้องใช้ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย

5.การปลอมตัว (Masquerading) คือการใช้สื่อออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียเพื่อการปลอมตัวเป็นบุคคลอื่น เช่น ใช้อีเมลที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ใช้ชื่อบุคคลที่เป็นเป้าหมาย หรือสร้างบัญชีบนโซเชียลมีเดียโดยใช้รูปและชื่อบุคคลอื่น หรือใช้วิธีการใดๆ ทางดิจิทัลเพื่อปลอมตัวตนเป็นบุคคลอื่น เป็นต้น

6.การเกาะติดชีวิตผู้อื่น (Cyber stalking) เป็นรูปแบบหนึ่งของการรังควาน ซึ่งมีระดับความเข้มข้นมากกว่าการรังควาน เพราะผู้กระทำจะมีพฤติกรรมหมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายมากผิดปกติ เช่น ส่งข้อความ ภาพ หรือคอมเมนต์ต่างๆ ไปยังเป้าหมายอย่างไม่หยุดหย่อน รวมทั้งสร้างความหวาดกลัวให้แก่เป้าหมาย เช่น ไปปรากฏตัวที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่โรงเรียน เป็นต้น เท่าที่เป็นข่าวพฤติกรรมประเภทนี้มักเกิดขึ้นกับดารา นักร้อง หรือบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่มักใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารถึงกิจกรรมที่ชอบทำ หรือชอบแชร์ภาพและสถานที่ต่างๆ เป็นต้น

ด้วยความง่ายของต่อการใช้งานและมีลูกเล่นสารพัดรูปแบบ โซเชียลมีเดียจึงถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฉกฉวยประโยชน์ในทางมิชอบ รวมไปถึงถูกนำไปใช้ในการกลั่นแกล้งโดยบุคคลที่เรารู้จักหรือไม่รู้จักได้ทุกนาที ตราบเท่าที่เรายังติดต่อสื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ ปรากฏการณ์ของการกลั่นแกล้งบนสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียจึงไม่ต่างจากปัญหาทางสังคมรูปแบบอื่นๆ ที่มนุษย์เผชิญตลอดมาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ยุคของโซเชียลมีเดีย

ความเป็นพิษของสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้คือต้นเหตุอาการป่วยของสังคมในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องการมาตรการการป้องกันและการเยียวยาที่เข้มข้นมากกว่าเดิม ตราบเท่าที่มนุษย์ยังใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการติดต่อสื่อสารทุกนาที

โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์เป็นเสมือน “น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ” ที่ต้องใช้สติในการแยกแยะความเป็นประโยชน์ออกจากความเป็นพิษด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโลกที่ไร้ความเมตตาปรานี และหากผู้คนในสังคมรู้ไม่เท่าทันและไร้ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งเพียงพอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีบนโลกแห่งความน่าเกรงกลัวนี้…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ถึงเวลาเอไอจัดการน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394882?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลาเอไอจัดการน้ำ

23 ตุลาคม 2562 – 08:24 น.
แล้งซ้ำซาก
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 23 ตุลาคม 2562

ข้อมูลเชิงประจักษ์ จากการทำงานอย่างละเอียดพิถีพิถันของทีมอาสาสมัครจาก “ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย” หรือ ทีดีเจ (TDJ) ที่ได้ร่วมกันสืบค้นฐานข้อมูลเชิงลึกย้อนหลัง 30 ปี จากหลายหน่วยงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำ ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน), กรมชลประทาน และแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ แล้วประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน น้ำในแหล่งเก็บน้ำ และพื้นที่การเกษตร ซึ่งสามารถอธิบายปรากฏการณ์ “แล้งซ้ำซาก” ที่ผ่านมาหลายปี

โดยสรุปแล้ว การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้พบว่า ในระยะ 30 ปี โดยเฉพาะช่วง 10 ปีให้หลังนี้ มีข้อมูลที่สอดคล้องกันอยู่บางประการ อันส่อแสดงให้เห็นว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ประเทศไทยแล้งซ้ำซาก และก็ยากจะหนีไปจากวิกฤตินี้ เช่น ระดับอุณหภูมิสูงสุดที่เพิ่มขึ้น หรือร้อนขึ้นทุกปีอย่างที่รู้สึกกันได้ ขณะอุณหภูมิต่ำสุดก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากที่พอจะหนาวบ้างก็อุ่นมากขึ้น แล้วหน้าหนาวก็หายไปในที่สุด ขณะที่ปริมาณน้ำฝนลดลงเรื่อยๆ ทุกฤดูกาล ยังผลให้น้่ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำสำคัญๆ อยู่ในภาวะแห้งขอด ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเขื่อนน้อยใหญ่อีกนับร้อยๆ แห่งที่อยู่ในสภาพเดียวกัน จะมีเว้นก็แต่บางเขื่อนในภาคตะวันตกและภาคใต้ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงที่ผ่านมามีมากเพียงพอ

หลายปีมาแล้วที่พื้นที่ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ไม่ได้ถูกแสดงในเชิงเปรียบเทียบแบบลึกๆ เพื่อชี้ให้เห็นแนวโน้ม อันจะนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะยาว แทนที่จะเป็นการบริหารจัดการน้ำกันแบบปีต่อปี หรือฤดูกาลผลิต ภาคการเกษตรซึ่งใช้น้ำมากที่สุดถึงร้อยละ 70 หรือฤดูกาลละ 1.13 แสนล้านลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำกักเก็บหายไปจากระบบนับหมื่นล้าน ลบ.ม. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละปี เช่น ประกาศห้ามทำนาปรัง หรือพืชใช้น้ำมากในช่วงหน้าแล้ง มาตรการรณรงค์ประหยัดน้ำ การผันน้ำจากแหล่งน้ำหนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง ล้วนแต่ตั้งอยู่บนความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ว่า ปีหน้า หรืออย่างน้อยก็ปีถัดไป ฝนฟ้าจะตกต้องตามที่ควรจะเป็นหรือมีมรสุมเข้ามาเพิ่มระดับน้ำต้นทุนให้มากดังเดิมเช่นเมื่อทศวรรษก่อน แต่นั่นถือว่าเสี่ยงเกินไปหรือไม่

สำหรับฤดูแล้งปี 2563 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้วนับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมปีนี้ พร้อมๆ กับปรากฏการณ์ปริมาณน้ำกักเก็บ ณ วันที่ 21 ตุลาคม 47,705 ล้านลบ.ม.จากความจุรวม 70,926 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 67 เมื่อเทียบกับปี 2561 มีน้ำกักเก็บ 57,049 ล้านลบ.ม. เท่ากับ หน้าแล้ง 2562/2563 น้ำกักเก็บหายไปจากระบบด้วยปริมาตร 9,344 ล้านลบ.ม. ถือว่ามากจนน่าวิตก แต่ก็ดำเนินไปในทิศทางตามการวิเคราะห์เจาะลึกดังกล่าวข้างต้น นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่จะต้องลงมือบูรณาการวางแผนการจัดการน้ำอย่างจริงจัง ด้วยระบบข้อมูลขนาดใหญ่และครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการจัดการที่ทันสมัย ด้วยปัญญาประดิษฐ์(artificial intelligence) ชักช้าไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว