กษัตริย์สวีเดนตำหนิรัฐบาลคุมโควิดล้มเหลว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กษัตริย์สวีเดนตำหนิรัฐบาลคุมโควิดล้มเหลว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 11:05 น.กษัตริย์สวีเดนตำหนิรัฐบาลคุมโควิดล้มเหลวกษัตริย์สวีเดนตำหนิแนวทางรับมือโควิด-19 ของรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

บีบีซีรายงาน สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดนตรัสว่าสวีเดนล้มเหลวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเราล้มเหลว เรามีคนเสียชีวิตจำนวนมากและนั่นเป็นเรื่องที่แย่มาก ประชาชนชาวสวีเดนต้องทุกข์ทรมาน บางคนไม่สามารถบอกลาสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตได้ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดอย่างยิ่ง”

ด้านนายกรัฐมนตรีสเตฟัน เลอเวน น้อมรับว่า “การเสียชีวิตจำนวนมากไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้นอกจากความล้มเหลว” และเขามองว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนประเมินการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ต่ำไป

ตามรายงานอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่า มาตรการควบคุมโรคของสวีเดนล้มเหลวในการปกป้องผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ซึ่งรัฐบาลยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

รัฐบาลระบุว่า การเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากกว่า 90% เป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ในบ้านพักคนชรา

ทั้งนี้ สวีเดนไม่เคยมีมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศหรือการบังคับให้สวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งบาร์และร้านอาหารยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายเพียงแต่ออกคำแนะนำและเรียกร้องให้ประชาชนตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่พลเมืองเท่านั้น เช่น แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันมากกว่า 8 คน และหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถไฟหรือรถประจำทาง เป็นต้น

ส่งผลให้ขณะนี้สวีเดนมีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเกือบ 350,000 ราย และผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,800 ราย

Photo by Pierre-Philippe MARCOU / AFP

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทยไปยุโรปทำได้จริงอย่างที่นายกพูดหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทยไปยุโรปทำได้จริงอย่างที่นายกพูดหรือไม่ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทยไปยุโรปทำได้จริงอย่างที่นายกพูดหรือไม่เปิดเส้นทางรถไฟที่จะพาคนไทยไปยุโรปโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องบิน

จากคำพูดของนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่างเดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานีกลางบางซื่อเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ว่า กำลังพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่ออนุภูมิภาคและภูมิภาค ในระยะยาวอาจเชื่อมไปถึงยุโรปตะวันออก ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน

คำตอบคือเป็นไปได้ โดยใช้ทางรถไฟของโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ Belt and Road ของจีน ที่เริ่มต้นจากตอนกลางของประเทศจีนไปสุดท้ายที่ยุโรปตะวันออก

อีกเส้นทางคือเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย (Trans-Siberian) ที่เริ่มจากปักกิ่งแล้วเข้ารัสเซียจากนั้นเดินทางไกลจากภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซียไปถึงกรุงมอสโกและจากนั้นเดินทางต่อเข้าไปยังยุโรป

สำหรับเส้นทางแรก การเดินทางจะเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟความเร็วสูงไปยังหนองคาย แล้วข้ามพรมแดนเข้าลาวเพื่อขึ้นรถไฟไปยังกรุงเวียงจันทน์ จากนั้นมุ่งหน้าสู่คุนหมิงในมณฑลยูนนานของจีน ต่อไปยังกรุงปักกิ่งแล้วเดินทางเมืองซีอานในมณฑลส่านซีอันเป็นจุดสตาร์ทของ Belt and Road

จากซีอานมุ่งหน้าผ่านภูมิภาคตะวันตกที่เป็นท้องทุ่งและทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล แล้วออกจากพรมแดนจีนแล่นผ่านคาซักสถาน อาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย ไปยังอุโมงค์บอสพอรัสของตุรกีและอุโมงค์รถไฟใต้ทะเลมาร์มาไรย์ในเมืองอิสตันบูล ช่วงนี้ย่นระยะเวลาเดินทางจากเดิม 1 เดือนเหลือ 12 วัน

จากนั้นเดินทางต่อจากตุรกียิงยาวไปยังกรุงปรากของสาธารณรัฐเชกโดยผ่านบัลแกเรีย ฮังการี และสโลวาเกีย ใช้เวลา 6 วัน รวมระยะทางจากซีอานถึงกรุงปราก 11,483 กิโลเมตร

หรืออีกเส้นทางหนึ่งคือ ใช้เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เดินทางโดยรถไฟสู่จังหวัดหนองคาย เมื่อถึงสถานีหนองคายจึงเดินทางต่อไปยังประเทศลาวผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แล้วขึ้นรถโดยสารประจำทางต่อไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร

จากนั้นจึงเดินทางต่อโดยรถไฟจากฮานอยไปยังกรุงปักกิ่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 วัน รวมระยะทาง 2,966 กิโลเมตร

เมื่อขบวนรถไฟถึงกรุงปักกิ่งก็นั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียต่อไปยังกรุงมอสโกของรัสเซีย  โดยจะผ่านเมืองฉางชุนและฮาร์บิน ก่อนที่จะข้ามพรมแดนรัสเซียเข้าสู่เขตไซบีเรีย ลัดเลาะเลียบทะเลสาบไบคาล ข้ามแม่น้ำเยนีเซย์ ผ่านเขตเทือกเขาอูราล แล้วข้ามแม่น้ำโวลกา ก่อนที่จะสิ้นสุดการเดินทางที่กรุงมอสโคว์ในรัสเซียฝั่งทวีปยุโรป ใช้เวลาเดินทั้งหมด 6 วัน  

เมื่อถึงกรุงมอสโกก็สามารถเดินทางต่อไปที่ไหนก็ได้ในยุโรปโดยทางรถไฟ หากรวมระยะเวลาทั้งหมด จากกรุงเทพฯ ถึงมอสโกก็ประมาณ 10-11 วัน

ดังนั้นการเดินทางโดยรถไฟจากรุงเทพฯ จากยุโรปจึงเป็นไปได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลานานถึงเกือบ 12 วันเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องบินซึ่งใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมง 

การเดินทางที่ใช้เวลานานขนาดนี้อาจเป็นปัญหาสำหรับคนที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับนักเดินทางแบบเสพบรรยากาศที่ไม่รีบร้อน ซึ่งตามปกติแล้วมีนักเดินทางแบบนี้จำนวนไม่น้อยเลยที่เลือกเดินทางจากยุโรปมายังเอเชีย (หรือในทางกลับกันโดยใช้เส้นทางทรานส์ไซบีเรีย) 

แต่ปัญหาก็คือ ทางรถไฟความเร็วสูงในแต่ละประเทศจะสามารถเชื่อมต่อกันเป็นเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ตามที่จีนคาดหวังว่าจะเชื่อมเอเชีย ไปตะวันออกกลาง ไปยุโรปได้หรือไม่

แม้ว่าโครงการนี้จะไปได้ดีในหลายประเทศ อาทิ ในลาวที่การก่อสร้างก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยสามารถติดตั้งรางรถไฟสำเร็จแล้วราว 148 กิโลเมตร หรือ 1 ใน 3 ของทางรถไฟในลาว และเตรียมก่อสร้างและติดตั้งโครงสร้างขนาดใหญ่ รวมทั้งตัวสถานี คาดว่าจะแล้วเสร็จและให้บริการเต็มรูปแบบในเดือน ธ.ค. 2021

แต่กับบางประเทศการดำเนินการต้องหยุดงะชัก อาทิ ปากีสถาน ที่รัฐบาลจีนไม่ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับก่อสร้างทางรถไฟสายหลักที่ 1 ลงเหลือ 1% ตามที่รัฐบาลปากีสถานเรียกร้อง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองของปากีสถานที่ไม่มั่นคง ดังนั้นจากเดิมที่จะเริ่มก่อสร้างในเดือน ม.ค.ปีหน้า จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน

และเมื่อปี 2018 เส้นทางสายไหมก็สะดุดอีกครั้ง เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซียประกาศยกเลิกดีลเส้นทางรถไฟฝั่งตะวันออก (ECRL)

แต่หลังจากพยายามเจรจาต่อรองกันหลายครั้ง โครงการนี้ก็ได้กลับมาอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขว่าจีนต้องลดค่าใช้จ่ายให้มาเลเซียเหลือ 10,680 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 65,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

หรือแม้แต่การก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงในนครราชสีมาและหนองคายของไทยที่ตะกุกตะกักมาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเพราะดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินจีนคิดในอัตราสูง การออกแบบราง และข้อถกเถียงเรื่องความจำเป็นของทางรถไฟสายนี้ จนกระทั่งในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมารัฐบาลไทยตัดสินใจควักกระเป๋า 380 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อรถไฟหัวกระสุนและรางจากจีนเอง โดยไม่ใช้เงินกู้จากจีน

เพียงแค่ 3 ประเทศนี้ก็ทำให้โครงการก่อสร้างล่าช้าออกไปอีกหลายปีแล้ว แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตอีกว่า เส้นทางสายไหมของจีนเน้นประโยชน์ในการขนส่งสินค้าระหว่างกันมากกว่าจะใช้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยว

ดังนั้นความฝันของนักเดินทางท่องเที่ยวที่จะใช้เส้นทางนี้ออกเดินทางสำรวจโลกจากไทยไปยุโรปคงจะเป็นไปได้น้อยกว่าการใช้เส้นทางที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วอย่างเส้นทางสายทรานส์ไซบีเรีย

อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 19:30 น.อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอกจากอาจารย์มหาวิทยาลัยกลายเป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดัง จนตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดคนหนึ่งของจีน

1. ผาน ตง วัย 55 ปี เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในกวางโจว ประเทศจีน ร่ำรวยอย่างก้าวกระโดดภายใน 20 ปี จนในตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

2. ผานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเคมีอินทรีย์ จากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ในปี 1987 และทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา

3. เธอผันตัวมาเป็นนักธุรกิจในปี 1994 โดยได้เข้าร่วมทำงานในบริษัทผลิตผงซักฟอก “บลูมูน กรุ๊ป โฮลดิง จำกัด” ซึ่งก่อตั้งโดย หลัว เฉียวผิง สามีของเธอ โดยเธอดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท

4. จนกระทั่งผานและสามีโทรหา จาง เล่ย เจ้าของบริษัทฮิลล์เฮาส์แคปิตอล เพื่อเสนอว่าพวกเขาได้พัฒนาน้ำยาซักผ้าชนิดแรกของจีน ซึ่งจางตัดสินใจให้การสนับสนุน ส่งผลให้ฮิลล์เฮาส์เป็นนักลงทุนรายแรกของพวกเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวของแบรนด์และนำไปสู่ความร่ำรวยของผาน

5. บลูมูน ได้รับการสนับสนุนจากฮิลล์เฮาส์มาตลอดตั้งแต่ปี 2008 แม้ในช่วงที่ธุรกิจประสบปัญหาอย่างหนัก อีกทั้งยังได้เงินสนับสนุนเพื่อผลิตน้ำยาซักผ้าในปี 2010 ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่เจ้าที่ผลิตน้ำยาซักผ้าในขณะนั้น ขณะที่ตลาดสินค้าประเภทผงซักฟอกถูก 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ครองตลาดอย่างเหนียวแน่น

6. การเปลี่ยนผงซักฟอกมาเป็นน้ำยาซักผ้า แม้ช่วงแรกยังมียอดขายไม่ดีนักแต่ภายหลังก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยจางยกย่องการผลักดันน้ำยาซักผ้าของบลูมูนว่า “บลูมูนเป็นตัวอย่างของแบรนด์ท้องถิ่นที่สามารถเอาชนะบริษัทข้ามชาติได้”

7. ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของผานได้ก้าวข้ามแบรนด์ต่างประเทศอย่างยูนิลีเวอร์ และ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำยาซักผ้าชั้นนำของจีน

8. บลูมูน ซึ่งเป็นแบรนด์ผงซักฟอกจากจีนยังได้สร้างตลาดในฮ่องกง โดยประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นในฮ่องกง ซึ่งคาดว่ามีมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหหรียญสหรัฐ หรือราว 30,000 ล้านบาท ซึ่งบลูมูนได้รับความนิยมสูงสุดในการเปิดให้ระดมทุนครั้งนี้ ท่ามกลางแบรนด์ดังมากมายรวมถึงยูนิลีเวอร์ และ P&G หรือแม้แต่แบรนด์ท้องถิ่นฮ่องกงชื่อดัง

9. บลูมูน ออกมาเปิดเผยรายได้ตลอดปี 2019 ซึ่งมียอดทั้งสิ้น 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 27,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน

10. และยังทำกำไรได้มหาศาลในปีนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ผู้คนหันมาตุนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ และนำไปสู่การปิดตัวลงของร้านค้าหลายแห่งส่งผลให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 39% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยเกือบ 60% มาจากช่องทางออนไลน์

11. นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา บลูมเบิร์กเปิดเผยว่า หุ้นของบลูมูนเติบโตขึ้น 13% โดยผานถือหุ้น 77% ในบลูมูน ซึ่งมีมูลค่า 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 260,000 ล้านบาท

12. จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จนปัจจุบันผานสามารถทำให้บลูมูนกลายเป็นผู้จำหน่ายผงซักฟอกรายใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดแต่ยังครองใจผู้บริโภคจำนวนมาก และกลายเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของจีน

ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่สหรัฐใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้างในการตัดสินว่าประเทศไหนแทรกแซงค่าเงิน

เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา (16 ธ.ค.) ตามเวลาประเทศไทย กระทรวงการคลังสหรัฐได้ขึ้นบัญชีให้ไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่อาจแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ

ในรายงานว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาฉบับล่าสุดที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ระบุถึงไทยว่า “…ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก โดยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7% ของจีดีพีในปี 2019 ทั้งดุลการค้าและดุลบริการ แต่การท่องเที่ยวที่ซบเซาในปี 2020 ทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมาอยู่ที่ 6% ในช่วง 4 ไตรมาสนับจนถึงเดือน มิ.ย. 2020”  

“แต่ถึงอย่างนั้น ดุลการค้าของไทยยังเกินดุลกับสหรัฐ โดยในช่วง 4 ไตรมาสเดียวกันนั้นไทยเกินดุลสหรัฐถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และทางการไทยยังแจ้งสหรัฐว่าไทยซื้อเงินตราต่างประเทศเข้ามาเก็บในกองทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.8% ของจีดีพี” แล้วไทยแทรกแซงจริงอย่างที่สหรัฐบอก หรือถูกสหรัฐกลั่นแกล้งกันแน่?

ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนว่าสหรัฐใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการระบุว่าใครแทรกแซงค่าเงิน 

กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า โดยจะเฝ้าดูประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่มีมูลค่าการค้าขายกับสหรัฐอย่างน้อย 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย 1.เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2.เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3.สะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนและเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน

สำหรับไทย เข้าเกณฑ์ในข้อ 1 คือ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาไทยเกินดุลสหรัฐถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าเพดานที่สหรัฐกำหนดไว้ที่ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนข้อ 2 ไทยก็ไม่รอดเช่นกัน เพราะเงินตราของสหรัฐไหลเข้าประเทศไทยมากกว่าไหลออก แม้ว่าเงินจากนักท่องเที่ยวสหรัฐในช่วงปี 2020 ที่ Covid-19 ระบาดจะลดลงแล้วแต่การส่งออกสินค้าและบริการอื่นๆ ยังเกินดุลอยู่

และข้อ 3 หลายคนอาจงงว่าถ้ามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นแล้วเกี่ยวข้องอย่างไรกับการแทรกแซงค่าเงิน เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยก็จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงด้วยการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างดีมานด์ให้ค่าของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น (แข็งค่า) เงินดอลลาร์ที่ซื้อเข้ามาก็จะถูกเก็บไว้ในกองทุนสำรองระหว่างประเทศ

เมื่อกองทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้น สหรัฐอนุมานว่าไทยแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เนื่องจากพอเงินบาทอ่อนค่าลง ไทยก็จะได้ประโยชน์เวลาส่งออกคือทำให้สินค้าส่งออกราคาถูก หรือได้เงินดอลลาร์มากขึ้นเวลาแลกเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่สหรัฐใช้พิจารณาร่วมกับหลักเกณฑ์ข้างต้น อาทิ การขึ้นลงของค่าเงิน ระบบอัตราแลกเปลี่ยน การควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายการเงิน เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการประเมินของสำนักข่าวบลูมเบิร์กพบว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2014 บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของไทยเกิน 2% ของจีดีพีทุกไตรมาส เมื่อบวกกับการเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าไทยเข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินถึง 2 ข้อ เพียงพอที่สหรัฐจะขึ้นบัญชีไทย

ทว่าในรายงานรายครึ่งปีที่เผยแพร่เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อ ประเทศที่อาจแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของกระทรวงการคลังสหรัฐ

แนวโน้มที่ไทยจะถูกจับตาจากสหรัฐเริ่มชัดเจนขึ้นในเดือน ก.ค. เมื่อธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์เตือนไทยว่าอาจถูกกระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำ

ถูกขึ้นบัญชีแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ

ประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีเฝ้าจับตาจะต้องอยู่ในบัญชีนี้ต่อไปจนกว่าจะมีรายงานเดียวกันนี้จากสหรัฐออกมาอีกอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน (ปกติสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี) เพื่อให้แน่ใจว่าการกระทำที่เข้าเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดเกิดขึ้นยาวนานพอและไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว

หากยังไม่มีการปรับปรุงจนเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 3 ข้อก็จะถูกขยับเป็น “ประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน” เหมือนกับกระณีของเวียดนาม

ในรายงานล่าสุดนี้ เวียดนามถูกสหรัฐหมายหัวว่า “แทรกแซงค่าเงิน” เพื่อให้ได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ เข้าเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดไว้ทั้ง 3 ข้อ โดยเฉพาะการแทรกแซงค่าเงินด่องที่เวียดนามทำมาตั้งแต่ปี 2016 แต่ในช่วง 4 ไตรมาสนับจนถึงเดือน มิ.ย.2020 เวียดนามแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักเพื่อไม่ให้เงินด่องแข็งค่า

ส่วนตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็สูงถึง  4.6% ของจีดีพี และในช่วงเวลาเดียวกันยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐ 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มคู่ค้าของสหรัฐ

ด้วยเหตุนี้สหรัฐจึงจับตามองค่าเงินของเวียดนามอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐได้สอบสวนกรณีที่เวียดนามลดค่าเงินด่องเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ และพบว่าค่าเงินด่องของเวียดนามอ่อนกว่ามูลค่าแท้จริง 4.7% ส่งผลให้สหรัฐลงโทษเวียดนามด้วยการขึ้นภาษียางรถยนต์นำเข้าจากเวียดนามทันที

ด่วน! ผู้นำฝรั่งเศสติดโควิด-19 พร้อมกักตัว 7 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ด่วน! ผู้นำฝรั่งเศสติดโควิด-19 พร้อมกักตัว 7 วัน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 17:14 น.ด่วน! ผู้นำฝรั่งเศสติดโควิด-19 พร้อมกักตัว 7 วันเอมมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นบวก

บลูมเบิร์กรายงาน วันนี้ (17 ธ.ค.) ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสแถลงว่า เอมมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นบวก หลังเริ่มมีอาการของโรคเล็กน้อย และจะกักตัวเป็นเวลา 7 วัน ขณะที่ยังคงทำงานในรูปแบบวิดีโอทางไกล

โดยมาครงมีกำหนดที่จะเดินทางไปยังเลบานอนในวันที่ 22-23 ธ.ค. แต่ได้ยกเลิกไปเป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการติดเชื้อรวมถึงสถานที่ที่ประธานาธิบดีใช้ในการกักตัว

มาครง ถือเป็นผู้นำประเทศรายที่ 3 ในกลุ่มประเทศ G7 ที่ติดโควิด-19 หลังจากบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

ทั้งนี้ เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวทางการเมืองสำหรับมาครงเป็นอย่างมาก โดยฝรั่งเศสกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และก่อนหน้านี้มาครงยังได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงการจัดการวิกฤตและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 ค่อนข้างรุนแรง

Photo by THOMAS COEX / AFP

เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน เซ็นสัญญา Spotify ลือได้เงินกว่าพันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน เซ็นสัญญา Spotify ลือได้เงินกว่าพันล้าน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน เซ็นสัญญา Spotify ลือได้เงินกว่าพันล้านเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล เตรียมปล่อยพอดแคสต์แรกรับคริสต์มาสผ่าน Spotify

เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เซ็นสัญญากับ Spotify บริษัทสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ โดยจะผลิตและดำเนินรายการพอดแคสต์กับบริษัท Archwell Audio

ทั้งคู่เผยว่าการผลิตรายการพอดแคสต์ในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอมุมมองที่แตกตต่างผ่านการพูดคุยกับบุคคลที่น่าทึ่ง ซึ่งเทปพิเศษเทปแรกจะเผยแพร่ช่วงคริสต์มาสนี้ และจะเปิดตัวซีรีส์แรกต้นปีหน้า

ดัชเชสเมแกนกล่าวว่า ทั้งคู่หลงใหลที่จะได้พบปะกับผู้คนและรับฟังเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งมันทำให้ได้เข้าใจว่าพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง และทำให้เราได้ย้อนกลับมานึกถึงเรื่องราวของตัวเอง

ด้านเจ้าชายแฮร์รีพูดถึงจุดประสงค์ของการทำรายการพอดแคสต์ครั้งนี้ว่า “เพื่อรวบรวมหลายมุมมองจากหลายเสียงที่ผู้ฟังอาจไม่เคยได้ยิน และหาจุดเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และนั่นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง”

โดยทั้งคู่ถือโอกาสวันหยุดพิเศษช่วงคริสต์มาสเป็นฤกษ์ดีสำหรับการเผยแพร่พอดแคสต์แรก ซึ่งจะเป็นการนำเสนอ “เรื่องราวแห่งความหวังและความเมตตาจากแขกรับเชิญผู้มีแรงบันดาลใจในการเฉลิมฉลองปีใหม่”

อย่างไรก็ตาม Spotify ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเงินทำตกลงในสัญญา แต่ The Mirror รายงานว่าอาจได้รับเงินถึง 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท)

สัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ทั้งคู่ตกลงเป็นหุ้นส่วนกับ Netflix มูลค่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตามมีประชาชนส่วนหนึ่งรวมถึงแฟนๆ ราชวงศ์อังกฤษไม่พอใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยกล่าวว่าจะยกเลิกการสมัครสมาชิกกับ Spotify และหันไปใช้บริการสตรีมมิงอื่นแทน

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

ผู้นำอินโดอาสาฉีดวัคซีนคนแรก พร้อมยืนยันประชาชนฉีดฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ผู้นำอินโดอาสาฉีดวัคซีนคนแรก พร้อมยืนยันประชาชนฉีดฟรี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.ผู้นำอินโดอาสาฉีดวัคซีนคนแรก พร้อมยืนยันประชาชนฉีดฟรีโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอาสาฉีดวัคซีนเป็นคนแรกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียแถลงผ่านช่องทางยูทูบทำเนียบประธานาธิบดีถึงความคืบหน้าในการแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้แก่ประชาชนชาวอินโดนีเซีย

โดยวิโดโดเผยว่าประชาชนชาวอินโดนีเซียจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนเขาจะเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นคนแรก

“หลังจากได้รับข้อมูลจากประชาชนและได้ทำการคำนวณงบประมาณของรัฐใหม่อีกครั้ง ผมยืนยันว่าจะจัดฉีดวัคซีนให้ประชาชนฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะจัดสรรงบประมาณเพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนจะเพียงพอสำหรับประชาชนทุกคน” วิโดโดกล่าว

โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้วางแผนที่จะฉีดวัคซีนฟรีให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ราว 32 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 260 ล้านคน ส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้รับวัคซีน “โคโรนาแวค” ของจีนจำนวน 1.2 ล้านโดสเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา และมีกำหนดจะรับสารตั้งต้นในการผลิตวัคซีนจำนวน 15 ล้านโดสจากบริษัทเดียวกันในปลายเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม วัคซีนโคโรนาแวคยังอยู่ในการทดลองขั้นสุดท้าย โดยสำนักงานควบคุมอาหารและยาอินโดนีเซียจะอนุมัติวัคซีนเมื่อผลการทดลองเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงมกราคมปีหน้า

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังได้มีการเจรจาสั่งซื้อวัคซีนจาก “ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค” และ “แอสตราเซเนกา” รวมถึงเข้าร่วมโครงการ “โคแวกซ์” อีกด้วย

Photo by Jewel SAMAD / AFP

จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 10:51 น.จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ยานสำรวจดวงจันทร์ ‘ฉางเอ๋อ-5’ ของจีนกลับถึงโลกพร้อมตัวอย่างจากดวงจันทร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เวลา 01.59 น. ตามเวลาท้องถิ่น ยานสำรวจดวงจันทร์ไร้คนขับ “ฉางเอ๋อ-5” ของประเทศจีนได้เดินทางกลับสู่โลกพร้อมเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์มาได้สำเร็จ ส่งผลให้จีนเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่สามารถนำตัวอย่างหินบนดวงจันทร์กลับมายังโลกได้

องค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เผยว่าแคปซูลบรรจุตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ที่ยานฉางเอ๋อ-5 เก็บมาได้ลงจอดบนทะเลทรายในเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ทางตอนเหนือของประเทศจีน พร้อมตัวอย่างหินและดินประมาณ 2 กิโลกรัม ที่เก็บมาจากบริเวณที่เรียกว่า “แอ่งมหาสมุทรพายุ” ในพื้นที่ทางตะวันตกของดวงจันทร์

หลังจากนี้ตัวอย่างดังกล่าวจะถูกส่งไปยังปักกิ่งเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป พร้อมกันนี้นักวิทยาศาสตร์จีนกำลังร่างแผนสำหรับการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต โดยหวังว่าจะมีการร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อสร้างสถานีวิจัยดวงจันทร์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ ยานสำรวจฉางเอ๋อ-5 ได้ลงจอดบนดวงจันทร์สำเร็จเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มภารกิจเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์และนำกลับมายังโลกเพื่อทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป

The return capsule of China’s Chang’e-5 probe has landed on Earth, bringing back the country’s first samples collected from the moon. It marks a successful conclusion of China’s current three-step lunar exploration program. #ChangE5 #LunarProbe pic.twitter.com/pezivtpsh9— China Xinhua News (@XHNews) December 16, 2020

Photo by STR / AFP

เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 22:01 น.เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค เมื่อโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศหยุดชะงักเหมือนกัน แต่เหตุผลนั้นต่างกันลิบ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม เกิดกรณีเลื่อนการลงทะเบียนในโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 2 ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการตรวจสอบพบผู้ประกอบการเข้าข่ายส่อทุจริตกว่า 500 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม 312 แห่ง และร้านค้า 202 ร้านค้า จากจำนวนโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 8,000 แห่ง และร้านค้ากว่า 60,000 ร้านค้า ด้วยกลโกงที่แตกต่างกันถึง 6 รูปแบบ

ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้การลงทะเบียนในโครงการเฟสที่ 2 ต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และโครงการที่ออกมาเพื่อมุ่งจะแก้ไขปัญหากลับกลายเป็นช่องโหว่ของการเกิดปัญหา

ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่ออกโครงการสนับสนุนให้ประชาชนออกมาท่องเที่ยวในประเทศเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซาลงในช่วงโควิด-19

อย่างเช่นโครงการ “Go To Campaign” ของญี่ปุ่นที่รัฐบาลจะช่วยออกเงินสนับสนุนให้ประชาชนรวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่หยุดชะงักไปในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

“Go To Travel” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Go To Campaign” มีขึ้นเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสูงสุด 50%

โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 70% เป็นการช่วยเหลือค่าท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และอีก 30% จะได้รับเป็นคูปองเงินสดหรือบัตรกำนัล

โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มเฟสแรกระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม ถึง 1 กันยายน และเฟส 2 เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม

แต่โครงการดังกล่าวกลับต้องหยุดชะงักลงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุกะ ได้ประกาศระงับโครงการชั่วคราวทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2020 ถึง 11 มกราคม 2021 แต่สาเหตุนั้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหลังจำนวนผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในลักษณะนี้ อาทิ เวียดนามซึ่งเปิดตัวโครงการ “ชาวเวียดนามเที่ยวเวียดนาม” ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิถุนายน จนถึงวันที่ 31ธันวาคม 2020

ทั้งนี้ เวียดนามเป็นประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อรวมทั่วประเทศเพียง 1,405 ราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 35 ราย

รวมถึงสิงคโปร์ ซึ่งเปิดตัวโครงการท่องเที่ยวในประเทศมูลค่า 45 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศขณะที่กำลังปิดพรมแดน โดยหวังว่าจะสามารถดึงดูดเงินราว 10% ของเงินทั้งหมดที่ชาวสิงคโปร์ใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวน 34 ล้านเหรียญสิงคโปร์ต่อปี

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 20:58 น.สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงินหลังจากที่แย้มท่าทีนี้มานาน ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็เล่นงานไทยในที่สุดพร้อมด้วยประเทศในเอเชียอีกจำนวนหนึ่ง

กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศขึ้นบัญชี 10 ประเทศในบัญชีประเทศต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่อาจแทรกแซงค่าเงิน หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

นอกจากไทยแล้วยังมี ไต้หวัน, อินเดีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เยอรมนี, อิตาลี, สิงคโปร์ และมาเลเซีย

รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐยังระบุด้วยว่าอินเดียและสิงคโปร์ได้แทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในลักษณะต่อเนื่องและผิดปกติ แต่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอื่น ๆ ที่จะกล่าวหาได้ว่าแทรกแซ.ค่าเงินอย่างชัดเจน

ส่วนประเทศที่เข้าข่ายอย่างชัดเจนคือ สวิตเซอร์แลนด์และเวียดนาม โดยกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าทั้งสองประเทศแทรกแซงสกุลเงิน และกล่าวว่าเวียดนามพยายามที่จะให้ได้มาซึ่ง “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศอีกเช่นกัน”

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์เตือนว่า ไทยและไต้หวันอาจถูกกระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำประเทศที่ต้องจับตาเรื่องการแทรกแซงอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย 1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2.การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3.การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน

จากการประเมินของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก นับตั้งแต่ปลายปี 2014 บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของไทยเกิน 2% ของจีดีพีทุกไตรมาส เมื่อบวกกับการเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าไทยเข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินถึง 2 ข้อ เพียงพอที่สหรัฐจะขึ้นบัญชีไทย

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศที่ถูกสหรัฐระบุว่าแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้าจะไม่ต้องรับผิดใดๆ แต่สหรัฐอาจใช้มาตรการลงโทษทางการค้ากับประเทศนั้นๆ อาทิ ระงับสิทธิพิเศษทางการค้า