แพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมแนะวิธีดูแลสุขภาพ ให้พร้อมรับมือฝุ่นและไวรัสที่แพร่กระจายในอากาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540687

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมแนะวิธีดูแลสุขภาพ ให้พร้อมรับมือฝุ่นและไวรัสที่แพร่กระจายในอากาศ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมแนะวิธีดูแลสุขภาพ ให้พร้อมรับมือฝุ่นและไวรัสที่แพร่กระจายในอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.แพทย์หญิงรวีรัตน์ สิชฌรังสี

เข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเย็นๆ แบบนี้คงเป็นที่ถูกใจใครหลายๆ คน แต่ก็เป็นช่วงฤดูที่ฝุ่น PM2.5 กลับมา พร้อมๆ กับไวรัสที่สามารถแพร่กระจายได้ทางอากาศฟิลิปส์ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ มีความห่วงใยต่อประชาชนคนไทย จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจมาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้สามารถรับมือกับ “ฤดูฝุ่น”และ “ไวรัสที่สามารถแพร่กระจายในอากาศ” โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ยิ่งต้องให้ความใส่ใจและดูแลเป็นพิเศษ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงรวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันโรงพยาบาลพระรามเก้า และเจ้าของเพจคุยกับหมอภูมิแพ้เด็ก by Dr.Mai กล่าวว่า “โดยปกติช่วงฤดูฝนจนเข้าสู่ฤดูหนาว เราจะพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจสูงขึ้น ซึ่งสาเหตุมาจากทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในปีนี้จากที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนมีการใส่หน้ากากและการดูแลความสะอาดมากขึ้น ล้างมือบ่อยขึ้น ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่ลดลงกว่าปีก่อนๆ เมื่อเทียบสถิติกับปี 2562 ที่พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ถึง 396,000 ราย แต่ปี 2563 นี้มีรายงานพบผู้ป่วยทั่วประเทเพียง 116,052 ราย จากทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วงคือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวอื่นๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงของโรคได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่แต่ในบ้านก็ตาม เพราะผู้ใหญ่ที่ต้องออกไปทำงานข้างนอกอาจนำเชื้อเข้ามาในบ้านได้ ผ่านทางเสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ได้”

ไวรัสที่แพร่กระจายทางอากาศ มีอยู่หลายชนิด ที่เราคุ้นเคยกันดีคือกลุ่มไวรัสและแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ไรโนไวรัส (Rhinovirus), อะดิโนไวรัส(Adenovirus), โคโรนาไวรัส (Coronavirus),อินฟลูเอนซา (Influenza) หรือ อาร์เอสวี(Respiratory Syncytial Virus) ส่วนกลุ่มแบคทีเรีย ได้แก่ สเตรปโตคอคคัส(Streptococcus), ไมโครพลาสมา(Mycoplasma) เป็นต้นนอกจากนี้ยังมีเชื้อไวรัสในกลุ่ม MERS-CoV และ SARS-CoVที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง

สิริวรรณ นิจกิจจาทร

“โรคทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสส่วนมาก จะไม่มียารักษาโดยตรง แพทย์ต้องทำการรักษาตามอาการ เช่น หากมีไข้ก็ให้ยาลดไข้ หากมีอาการน้ำมูลไหล ไอ จาม ก็ให้ยาลดน้ำมูก แก้ไอ เท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อย่างในช่วงนี้จะเห็นว่ามีการแพร่พระบาดของไวรัสอาร์เอสวี (RSV)ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่แต่ในผู้ใหญ่อาจจะไม่แสดงอาการเด่นชัดหรือรุนแรงเท่าในกลุ่มเด็กเล็ก การติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ไอ จาม และการสัมผัส ซึ่งหากเด็กได้รับเชื้อในช่วง 2-4วันแรก มักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้น จะส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบ ทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรงหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอ ดังนั้น คำแนะนำจากแพทย์คือ ไม่ว่าจะป้องกันไวรัสชนิดไหนควรทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งที่กลับจากนอกบ้านล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ต้องทำความสะอาดร่างกายหรือล้างมือก่อนสัมผัสเด็กหลีกเลี่ยงให้ผู้อื่นสัมผัสใกล้ชิดหรือกอดหอมเด็กนอกบ้านและควรฝึกให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือเป็นประจำเมื่อเวลาออกนอกบ้าน หมั่นทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ที่มาจากนอกบ้าน ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หากสงสัยว่ามีไข้ เป็นหวัดที่มีอาการรุนแรงให้รีบพบแพทย์ทันที”

“สำหรับโรคทางเดินหายใจอีกชนิด คือ โรคภูมิแพ้ ซึ่งมักพบอัตราการกำเริบและยอดผู้ป่วยสูงขึ้นในช่วงที่อากาศเย็นและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อากาศหรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) สูงกว่า 20% ในกลุ่มประชากรสำหรับอาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มักจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม ซึ่งจะเป็นๆหายๆติดต่อกันนานมากกว่า 4 สัปดาห์ จะแตกต่างจากไข้หวัดชนิดอื่นๆ ถึงแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะเป็นโรคเรื้อรังแต่ก็มีโอกาสหายขาดได้ ดังนั้น แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ควรปล่อยไว้จนโพรงจมูกได้รับความเสียหายเป็นเวลานานส่วนวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อลดความรุนแรงของโรคนี้สามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอพักผ่อนให้เพียงพอพยายามไม่เครียด และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ก็จะช่วยให้อาการของโรคเกิดน้อยลงได้ หากมีอาการกำเริบมากควรมาพบแพทย์” รศ.พญ.รวีรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นางสาวสิริวรรณ นิจกิจจาทร ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ Personal Health บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ เราตระหนักถึงความสำคัญในการนำเสนอนวัตกรรมที่เข้าไปช่วยดูแลคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้ผู้บริโภค และในครั้งนี้เราได้นำเสนอเครื่องฟอกอากาศ Philips Air Purifier 4000i series และ PhilipsAir Purifier 2000i ทั้ง 2 รุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมจุดเด่นที่ระบบกรองอากาศอัตโนมัติแบบอัจฉริยะ ได้รับการยืนยันว่าสามารถดักจับไวรัส H1N1 ที่แพร่กระจายในอากาศได้และผ่านการทดสอบกับโคโรนาไวรัสแล้วพร้อมป้องกันสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน อาทิ ได้แก่ ไรฝุ่น ขนสัตว์ละอองเกสรดอกไม้ เชื้อราภายในบ้านควันบุหรี่ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยเครื่องฟอกอากาศ ทั้ง 2 รุ่น ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น Philips Clean Home+ เพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบและควบคุมอากาศภายในบ้านด้วยสมาร์ทโฟนได้ทุกที่ทุกเวลา จึงมั่นใจได้ว่าอากาศในบ้านคุณจะสะอาดบริสุทธิ์เพื่อทุกคนในครอบครัว”

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ www.philips.co.thหรือเฟซบุ๊คเพจ www.facebook.com/philipsthailand หรือติดต่อศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคฟิลิปส์ โทร.02-6143340

มหาวิทยาลัยสยามติดอันดับ Top 100 มหาวิทยาลัยยั่งยืนของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540707

มหาวิทยาลัยสยามติดอันดับ Top 100 มหาวิทยาลัยยั่งยืนของโลก

มหาวิทยาลัยสยามติดอันดับ Top 100 มหาวิทยาลัยยั่งยืนของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องคมนตรีและนายกสภามหาวิทยาลัยสยาม พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข แสดงความยินดีกับอธิการบดี ดร.พรชัย มงคลวนิชในโอกาสที่มหาวิทยาลัยสยาม ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืนอันดับที่ 93 ของโลก (the 93rd World’sMost Sustainable University) อันดับที่ 30 ของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชีย และอันดับ 5 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับของ UI GreenMetric World University Rankings 2020

UI GreenMetric World University Rankings จัดทำโดย University of Indonesia (UI) ประเทศอินโดนีเซีย มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2553 การจัดอันดับพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐานการจัดการด้านพลังงาน การจัดการของเสีย การจัดการน้ำการเดินทาง และการศึกษาด้านความยั่งยืน โดยในปีนี้มีมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกเข้าร่วมการจัดอันดับจำนวน 912 แห่งมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชีย 468 แห่ง มหาวิทยาลัยจากประเทศไทย 37 แห่งที่น่ายินดี คือ ในปีนี้มหาวิทยาลัยสยามได้รับการจัดอันดับที่ 1 ของมหาวิทยาลัยไทยถึงสองด้าน คือ การเดินทาง และการศึกษาด้านความยั่งยืน ส่วนในอันดับโลกมหาวิทยาลัยสยามก็ได้รับการจัดอันดับที่ 31ของโลกด้านการเดินทาง และอันดับที่ 28ของโลกด้านการศึกษาเพื่อความยั่งยืนจากมหาวิทยาลัยทั้งหมด912 แห่ง รวมทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืนอันดับที่ 45 ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองทั้งหมด 459 แห่งทั่วโลก

สำหรับ “สุดยอดมหาวิทยาลัยยั่งยืน” ของโลกประจำปี 2020 ได้แก่ Wageningen University & Research ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับคะแนนจากการประเมินทั้ง 6 ด้าน ที่ 9,150 คะแนน ส่วนมหาวิทยาลัยไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปสู่อันดับ Top 100 มหาวิทยาลัยยั่งยืนของโลกมีเพียง 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อันดับ 62 ของโลก (7,875 คะแนน) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อันดับ 73 ของโลก (7,775 คะแนน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้อันดับที่ 81 ของโลก (7,675 คะแนน) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อันดับ 82 ของโลก (7,675 คะแนน) และมหาวิทยาลัยสยาม ได้อันดับที่ 93 ของโลก (7,575 คะแนน)

ทั้งนี้ การจัดอันดับ หรือ Rankingเป็นเรื่องจำเป็นเพราะทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งได้เรียนรู้ตนเอง ได้ทบทวนประเด็นที่ต้องเพิ่มการพัฒนา และในภาพรวมทำให้เห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยที่จะร่วมกันเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศให้เข้มแข็งและเกิดความยั่งยืนต่อไป

นาวสาวไทย 2563 เดินสายขอบคุณสื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540708

นาวสาวไทย 2563 เดินสายขอบคุณสื่อ

นาวสาวไทย 2563 เดินสายขอบคุณสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมย์-ณัฐพัชร พงษ์ประพันธ์ นางสาวไทย ประจำปี 2563 นำทีมรองนางสาวไทย เดินสายขอบคุณสื่อมวลชน ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยมี ผาณิต พูนศิริวงศ์
ประธานบริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ต้อนรับ พร้อมไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ค เปิดใจหลังจากได้รับตำแหน่ง ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ สามารถติดตามชมย้อนหลังได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=230179975155400&id=145670862150381

#รามาฯ ส่งความสุข ‘กล่องของขวัญแห่งชีวิต’ ให้ผู้ป่วยยากไร้ สุขใดจะสุขใจเท่า สุขภาพแข็งแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540655

#รามาฯ ส่งความสุข ‘กล่องของขวัญแห่งชีวิต’  ให้ผู้ป่วยยากไร้ สุขใดจะสุขใจเท่า สุขภาพแข็งแรง

#รามาฯ ส่งความสุข ‘กล่องของขวัญแห่งชีวิต’ ให้ผู้ป่วยยากไร้ สุขใดจะสุขใจเท่า สุขภาพแข็งแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้ดูเหมือนว่าช่วงเวลาของปีนี้นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และก็คงจะไม่ต่างจากปีก่อนๆ ที่บรรยากาศช่วงส่งท้ายปีเก่า ตามถนนอาคารห้างร้านต่างๆ เริ่มตกแต่งประดับไฟหลากสีสวยงามต้อนรับปีใหม่ในเทศกาลแห่งความสุข

หากแต่ยังมีผู้ป่วยยากไร้จำนวนหนึ่งที่เวลาในแต่ละวันนั้นช่างยาวนาน เพราะกำลังรอคอยโอกาสการรักษาด้วยความหวัง มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะองค์กรการกุศล มีพันธกิจในการเป็นศูนย์กลางการระดมทุน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดกิจกรรม #รามาฯ ส่งความสุขบนความเชื่อที่ว่า ไม่มีสุขใดจะสุขใจเท่า การมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเชิญชวนพี่น้องคนไทยทุกคนร่วมส่งต่อสุขภาพที่ดีเป็น กล่องของขวัญแห่งชีวิต ส่งต่อความช่วยเหลือให้ผู้ป่วยยากไร้เหล่านี้ได้รับการรักษามีโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้ไปด้วยกันซึ่งได้รับเกียรติจากศิลปินจิตอาสา “เบล” เศรษฐพรก่อวานิชกุล นักวาดภาพประกอบเจ้าของผลงานสติ๊กเกอร์ John and Lulu ที่มาออกแบบลายในครั้งนี้

ขอเชิญร่วมบริจาคเงิน ชื่อบัญชีมูลนิธิรามาธิบดี “โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้” บริจาคออนไลน์ www.ramafoundation.or.th เงินบริจาคของท่านจะนำไปช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยยากไร้เป็นการมอบสุขภาพที่ดีเป็นของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่านอกจากนี้ สามารถติดตามเรื่องราวของผู้ป่วยยากไร้ในสังคมไทย ได้จาก #รามาฯส่งความสุข ร่วมส่งข้อความพลังใจ พร้อมติดแฮชแท็ก #รามาฯส่งความสุขและชวนคนที่คุณรักมาร่วมส่งความสุขด้วยกัน คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด สอบถามโทร.02-2011111

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด แฟลกชิพ สโตร์ สุดหรู แห่งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540701

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก  เปิด แฟลกชิพ สโตร์ สุดหรู แห่งแรก

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด แฟลกชิพ สโตร์ สุดหรู แห่งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

S’uvimol แฟลกชิพ สโตร์ สุดหรู แห่งแรก

จากฟาร์มจระเข้สมุทรปราการที่โด่งดังสู่แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก S’uvimol (สุวิมล) ที่โลดแล่นในตลาดแฟชั่นระดับโลกมากว่า 10 ปีนำโดย พัชรพิมล ยังประภากรผู้ก่อตั้งแบรนด์ S’uvimol จัดงานเปิดร้าน “S’uvimol Flagship Store (สุวิมล แฟลกชิพ สโตร์)”สุดหรูแห่งแรกพร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นใหม่ล่าสุด “Madison Bag (เมดิสันแบ็ก)” ที่วางจำหน่ายเฉพาะในS’uvimol Flagship Store ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี 

ภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้ อาทิ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร,ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์, จิตรลดาดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก, อรุโณชา ภาณุพันธุ์,อดิศัย กุญชร ณ อยุธยา, นิติสว่างวัฒนไพบูลย์, ยลวารี สัตยนาวิน, ซาร่า เล็กจ์, สุรีย์ รัตนหิรัญญา,ศรีสุภางค์ มอริส, อารีรัตน์ กฤษณะสมิต,ปนุ สมบัติยานุชิต และ รินทร์รตา อินทามระ มาร่วมฉลองการเปิดตัวครั้งแรกของ S’uvimol Flagship Store พร้อมสัมผัสความพิเศษของกระเป๋ารุ่น Madison Bag ก่อนใคร

พัชรพิมล ยังประภากร กล่าวว่า S’uvimol ได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์กระเป๋าประเภท Luxury และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ได้มาเปิดร้านที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซีซึ่งถือเป็นแฟลกชิพ สโตร์ แห่งแรกของแบรนด์เลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงทำให้เราได้แสดง DNA ของแบรนด์ได้เต็มที่และชัดเจน ภายในแฟลกชิพ สโตร์เราได้ออกแบบร้านให้มีโทเทิล ลุค โทนสีม่วงทั้งร้าน เพราะเป็นสีซิกเนเจอร์ของแบรนด์ นอกจากนั้น เรายังได้สร้างสรรค์ห้องรับรองโดยยก S’uvimol Tea House (สุวิมล ทีเฮ้าส์) จากร้านChef-Table (เชฟ เทเบิล) ของแบรนด์มาไว้ที่นี่อีกด้วย โดยในส่วนของห้องรับรองนี้จะเสิร์ฟเมนูขึ้นชื่อของทางร้านอย่าง “มะม่วงน้ำปลาหวาน” ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อมและปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบพรีเมียมเสิร์ฟพร้อมกับชาสูตรพิเศษผสมสมุนไพรนานาชนิดที่เราปลูกเอง เช่น โรสแมร์รี่ ไทม์ สะระแหน่ และหญ้าหวาน 

พัชรพิมล ยังประภากร

เพื่อความพิเศษในโอกาสเปิดแฟลกชิพ สโตร์แห่งใหม่ ทางแบรนด์ได้ดีไซน์กระเป๋ารุ่นพิเศษ “MadisonBag” ภายใต้คอนเซ็ปต์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เน้นความทันสมัยและคลาสสิกในเวลาเดียวกัน สามารถใช้งานได้ตลอดไม่ตกเทรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเรขาคณิตอันโดดเด่น เสมือนกรอบรูปที่โชว์ความสวยงามและเสน่ห์ของหนังเอ็กโซติก และที่สำคัญคือมีวางจำหน่ายเฉพาะที่ S’uvimol FlagshipStore Central Embassy เท่านั้น  

ภายในแฟลกชิพ สโตร์ นอกจากจะมีกระเป๋า S’uvimol ครบทุกรุ่น ครบทุกประเภทหนังเอ็กโซติกแล้ว ยังมีแบรนด์ในเครืออย่าง Maison SVM ซึ่งเน้น Timeless Accessory สามารถใช้ได้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี รวมถึง Clothing Line อย่าง S’uvimol Atelier ที่มีเสื้อผ้าและรองเท้าอีกด้วย ทำให้ S’uvimol Flagship Store (สุวิมล แฟลกชิพ สโตร์) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี เป็นร้านที่มีผลิตภัณฑ์ทุกประเภทครบถ้วน

ทั้งนี้ แบรนด์ S’uvimol ได้ชื่อว่าเป็น Queen of Exotic (ควีน ออฟ เอ็กโซติก) ผลิตแต่กระเป๋าหนังเอ็กโซติกซึ่งเป็นหนังหายากเท่านั้น  ได้แก่ “หนังจระเข้” สุดยอดหนังที่ได้ชื่อว่าเป็น The King of Leather “หนังนกกระจอกเทศ”จากฟาร์ม Klein Karoo อันดับ 1 จากแอฟริกาใต้ ซึ่งจัดเป็นประเทศที่ผลิตหนังนกกระจอกเทศที่ดีที่สุดในโลก “หนัง LIZARD (ลิซาร์ด)” โดดเด่นด้วยเท็กซ์เจอร์ผิวสัมผัสและความยูนิคของลวดลาย “หนัง STINGRAY” หรือ ปลากระเบน เป็นหนังที่มีลักษณะพื้นผิวพิเศษเหมือนลูกปัดอันเงางามและเรียงตัวอย่างละเอียด ทำให้หนังแข็งแรงที่สุดในบรรดาหนังเอ็กโซติกทั้งหมด “หนังงูหลาม หรืองูเหลือม (PYTHON)” ซึ่งหายากและมีขนาดใหญ่ ลวดลายของหนังงูมีรูปทรงคล้ายกับเพชร (Diamond Shape) ให้อารมณ์กราฟิกที่ทันสมัย

อย่างไรก็ตาม กระเป๋าหนังเอ็กโซติกโดยธรรมชาติแล้วค่อนข้างแข็งแรง ทนทาน และยิ่งถ้าเป็นกระเป๋าหนังเอ็กโซติกของ S’uvimol ยิ่งดูแลรักษาง่าย เพราะทางแบรนด์ได้ให้โรงฟอกทำการฟอกกันฝุ่น กันน้ำในทุกประเภทหนังมาระดับหนึ่งแล้ว การทำความสะอาดจึงทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยการใช้ผ้านุ่มสะอาดเช็ดปัดฝุ่น ส่วนวิธีการเก็บกระเป๋าหนังเอ็กโซติกเมื่อไม่ใช้งานเพียงเก็บในถุงผ้าเนื้อนุ่มและหนาพอควร เพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างกระเป๋าขณะเก็บในตู้ อีกทั้ง ยังสามารถเก็บไว้ห้องอุณหภูมิปกติได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงห้องที่อับชื้นหรืออบอ้าวยลวารี สัตยนาวิน, พิชชา ธนาลงกรณ์, ชวมณฑ์ ปวโรดม,รัสวดี ควรทรงธรรม และ รินทร์รตา อินทามระยลวารี สัตยนาวิน, พิชชา ธนาลงกรณ์, ชวมณฑ์ ปวโรดม,รัสวดี ควรทรงธรรม และ รินทร์รตา อินทามระชวมณฑ์ ปวโรดม แนะนำวิธีการดูแลและเก็บรักษากระเป๋าชวมณฑ์ ปวโรดม แนะนำวิธีการดูแลและเก็บรักษากระเป๋า

ชวนเปิดประสบการณ์ ‘ซาคาเอะ’ ชาบู-ชาบู สุกี้ญี่ปุ่น ขนานแท้แบบพรีเมียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540705

ชวนเปิดประสบการณ์‘ซาคาเอะ’ ชาบู-ชาบู สุกี้ญี่ปุ่น ขนานแท้แบบพรีเมียม

ชวนเปิดประสบการณ์‘ซาคาเอะ’ ชาบู-ชาบู สุกี้ญี่ปุ่น ขนานแท้แบบพรีเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“โออิชิ” เปิดตัวร้านอาหารญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ “ซาคาเอะ” (SAKAE :The Signature Taste of Shabu Shabu and Sukiyaki) พร้อมส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นขนานแท้ ระดับพรีเมียม ผ่านเสน่ห์รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของชาบู-ชาบูและสุกี้ญี่ปุ่น

“ซาคาเอะ” คัดสรรและนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทั้งเนื้อวากิว ระดับ A4 (Japanese Wagyu (A4) Beef) เนื้อวากิว ระดับ F1 (Japanese Tokusen Wagyu (F1) Beef) และเนื้อซาคาเอะ ซิกเนเจอร์ (Sakae Signature Beef) หรือเนื้อส่วนสันคอวัว รูปแบบการจัดเสิร์ฟเป็นชุดต่อ 1 คน พร้อมเครื่องเคียงและน้ำซุปต้นตำรับ ซึ่งมีให้เลือก2 สูตร คือ น้ำซุปน้ำใส รสชาติเบาๆแต่กลมกล่อม (สำหรับชาบู-ชาบู) หรือ น้ำซุปน้ำดำ รสชาติเข้มข้น (สำหรับสุกียากี)ที่ช่วยชูรสชาติวัตถุดิบให้โดดเด่นและอร่อยยอดเยี่ยม

บรรยากาศและการตกแต่งภายในร้านเน้นที่เรียบ หรู สื่อความเป็นญี่ปุ่นด้วยสีสันและลวดลายไม้ตามธรรมชาติ ตัดเส้นขอบโค้ง และมุมตามจุดต่างๆ ด้วยกระจกและอะลูมิเนียมสีทอง-ดำ ผสานกราฟิกศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดิจิทัล พร้อมจัดแสงไฟ โทนสีอบอุ่นหรือวอร์มไวท์ โอบรอบพื้นที่ ให้ความรู้สึกคลาสสิกร่วมสมัย

ขณะที่โลโก้หรือตราสินค้า ได้รับการออกแบบและถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต โดยผสมผสานสัญลักษณ์อันโดดเด่น ของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์เข้ากับ
น้ำพุ 5 สาย วางสลับกันไปมาเป็นวงกลมลักษณะคล้ายดอกไม้ ห้อมล้อมตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น คันจิ ซึ่งได้แก่ (อ่านออกเสียงว่า ซะ-คะ) ที่สื่อถึงความรุ่งเรืองอันยั่งยืน ตามคำแปลและความหมายของชื่อร้าน คือ “ซาคาเอะ” นั่นเอง

สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของชาบู-ชาบู และสุกี้ญี่ปุ่น ได้ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น “ซาคาเอะ”ชั้น 2 โครงการ เดอะ ปาร์ค ไลฟ์-ถนนพระรามที่ 4 (แยกคลองเตย)เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 11.00-21.00 น. สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร.096-7748121

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงเปิดงาน ‘โครงการหลวง 2563’ จ.เชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540740

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงเปิดงาน‘โครงการหลวง 2563’จ.เชียงใหม่

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงเปิดงาน‘โครงการหลวง 2563’จ.เชียงใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “โครงการหลวง2563” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายจรัลธาดากรรณสูต องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง ประธานการจัดงานโครงการหลวง 2563 พร้อมคณะองคมนตรีคณะกรรมการจัดงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงห้องราชพฤกษ์อุทยานหลวงราชพฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานโครงการหลวง 2563 และ นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษฏ์ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตร จากนั้น นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวงประธานการจัดงานโครงการหลวง 2563กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน “โครงการหลวง 2563” ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดงาน “โครงการหลวง 2563” และเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในงาน ได้แก่ นิทรรศการคลังสมองโครงการหลวง “ภูมิปัญญาแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “จากดินแดนฝิ่น สู่…แผ่นดินทอง” ซึ่งเป็นนิทรรศการที่แสดงถึงประวัติความเป็นมาของโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2512 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงจัดแสดงภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงงานในพื้นที่ภาคเหนือ

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรฐานเรียนรู้ต่างๆ อาทิ ฐานเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ จัดแสดงผลสำเร็จของโครงการหลวงในการพลิกฟื้นพืชเศรษฐกิจแทนพืชเสพติดด้วยระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมฐานเรียนรู้ด้านสังคม นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยแพทย์อาสา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ออกหน่วยเพื่อตรวจรักษาคนไข้ในเขตทุรกันดาร ฐานด้านการศึกษา จัดแสดงรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านขอบด้ง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและได้ให้วางรากฐานเกี่ยวกับความสำคัญกับเรื่องการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนชาวไทยภูเขาในพื้นที่

ต่อมาเสด็จราชพระดำเนินออกจากห้องราชพฤกษ์ไปทอดพระเนตรนิทรรศการและฐานเรียนรู้ต่างๆ เพิ่มเติมภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พระราชทานโครงการหลวง นิทรรศการกัญชงของแม่และหัตถกรรม ราชินีปักเมี่ยน ซึ่งเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้า
สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงสนับสนุนให้สืบทอดและรักษารูปแบบการปักผ้าของชนเผ่าเมี่ยน และทรงสนับสนุนให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ รวมทั้งนิทรรศการผลสำเร็จของงานวิจัยก่อเกิดพืชพันธุ์ใหม่ อาทิ ดอกเอเดลไวส์ มะเขือเทศเชอร์รี่สีเหลือง ผักคอส คีนัว เคพกูสเบอร์รี่ เป็นต้น จากนั้นทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตโครงการหลวง ได้แก่ พืชผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป ได้แก่ ขนมปังจากผักปวยเล้ง ขนมปัง ฟักทอง ซอสพริก ไอศกรีม ข้าวเกรียบรสชาติต่างๆผลไม้สด อาทิ เคพกูสเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 เสาวรส ข้าว และธัญพืชต่างๆ ผักสดออร์แกนิก ปลาเรนโบว์เทราต์รมควัน และปลาสเตอร์เจียนรมควัน นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายดอกไม้ที่ได้พัฒนาพันธุ์จากโครงการหลวง อาทิ ดอกกุหลาบพันธุ์ต่างๆ เป็นต้น

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังลานราชพฤกษ์ ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีของจิตอาสาพระราชทาน และทอดพระเนตรการแสดงรำฟ้อนเล็บ ซึ่งเป็นศิลปะล้านนา จากช่างฟ้อนจิตอาสาจากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ซึ่งมีราษฎรชาวไทยภูเขาชนเผ่าต่างๆ ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการส่งเสริมอาชีพที่มั่นคง ทดแทนการปลูกพืชเสพติดในอดีต จำนวน 18 ชนเผ่า อาทิ ชนเผ่าม้งจากอำเภอหางดง ชนเผ่าปกาเกอญอ จากอำเภอแม่วาง ชนเผ่าละหู่ และชนเผ่าดาราอั้ง จากอำเภอฝาง เป็นต้น ต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่าอย่างสวยงามเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติ มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กองแพทย์หลวงร่วมกับโรงพยาบาล และหน่วยแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ มอบพิมเสนน้ำและผ้าเย็นแก่ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ รวมทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ถูกสุขอนามัย พระราชทานเลี้ยงแก่ราษฎร ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

คุณแหน : 24 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540738

คุณแหน : 24 ธันวาคม 2563

คุณแหน : 24 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ll ขอแสดงความเสียใจกับ พิกุลแก้ว-รมว.จุติ-ดวงตา ไกรฤกษ์ ที่สูญเสียคุณแม่ ประดับ ไกรฤกษ์ สวดพระอภิธรรม21-28 ธ.ค. 19.00 น. (25 ธ.ค.งด) และทุกวันอาทิตย์ 3 ม.ค. 10 ม.ค. 17 ม.ค.24 ม.ค. อาคาร 150 ปี วัดมกุฏกษัตริยาราม…

ll อมเรศ ศิลาอ่อน เข้าคอร์สอบรมกรรมฐานปฏิบัติธรรม ตามพระไตรปิฎก โดย อ.ดิษกฤต สาสนเวชช์ ที่บ้านไรวาศรีราชา 23-27ธ.ค….

ll เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.หนังสือพิมพ์แนวหน้า จัดแนวหน้าฟอรั่มครั้งที่ 3 “ก้าวข้ามวิกฤติ COVID-19 กับแม่ทัพใหญ่กระทรวงเศรษฐกิจ” จึงขอเก็บตกในงานมาเล่าสู่กันฟัง…

ll มีคนแซวรมว.คลัง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ องค์ปาฐกถาเรื่อง “พาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19”ว่าทำงานหนักตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่มทุกวันจันทร์-ศุกร์ ..นั่นเป็นตอนแรกๆ แต่เดี๋ยวนี้สุดสัปดาห์ นั่งรถออกไปต่างจังหวัดตรวจดูโครงการที่อนุมัติให้เงินทำถนนไว้เมื่อตอนเป็น รมว.คมนาคม ว่าถนนเสร็จเรียบร้อยไหม และ สนามบินต่างๆ ที่ให้สร้างใหม่และต่อเติมเตรียมให้มีสนามบินมากขึ้นใน ตจว….

ll ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธาน BCH คนเก่ง มางานพร้อมด้วยลูกชายคนเก่ง กันตพร หาญพาณิชย์ รับไม้ต่อด้านบริหารการตลาดงานโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์,รพ.เวิลด์เมดิคอล รวมถึงรศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร ผอ.เกษมราษฎร์ที่ได้รับรางวัลนักบริหารดีเด่นด้วย…

ll กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล เจ้าของใหญ่แห่งโรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา และโรงแรมเรเนซองส์ ที่พัทยา ฟัง ปาฐกถาพิเศษครั้งนี้ บอกว่าได้ความรู้เรื่องการเงิน หลังโควิด-19 จะเป็นอย่างไร…

ll ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน ประกายรัตน์ต้นธีรวงศ์ ควงคู่ ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่งกรรมการ มาฟัง สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์รองนายกฯ และรมว.พลังงาน พูดเรื่อง“พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยภายใต้โควิด-19” ให้ได้ความรู้ทันเหตุการณ์…

ll บมจ.ล็อกซเล่ย์ดร.สมภพ เจริญกุล บอกตอนนี้ ธงชัยล่ำซำ ส่งลูกชายคนเล็ก จรัสพงศ์ ล่ำซำออกไปงานข้างนอกมีสัมพันธ์อันดี แทนบิดาแล้ว…

ll ตั้งใจคอย ศรีภูมิ ศุขเนตรคอลัมนิสต์และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นสพ.แนวหน้า มาร่วมขอบคุณผู้เสวนา แต่การสื่อสารผิดพลาด ได้แต่เสียดาย…

ll พิธีกรในเครือดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย และสันติสุข มะโรงศรี คอลัมนิสต์แนวหน้า มาเป็นพิธีกรช่วงเสวนา “จับจังหวะ 4 เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยปี’64 หลังโควิด-19 คลี่คลาย”กับ กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรีรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ธเนศวร์เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าฯ ด้านสื่อสารฯททท.ตอบโจทย์ชัดเจน คนฟังสนุกมาก…

ll อาหารโรงแรมมิราเคิลแกรนด์จัดให้เป็นอย่างดีต้องขอบคุณ อัศวิน อิงคะกุล แขกทุกคนประทับใจความอร่อยแถมใจดีเป็นพิเศษ…

ll สุดท้ายสองแม่-ลูก ผาณิต พูนศิริวงศ์ประธานเจ้าหน้าที่ และ ผรณเดช พูนศิริวงศ์MD. ขอขอบคุณองค์ปาฐกและผู้ร่วมเสวนาทุกท่านที่ให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมและรู้เท่าทันเศรษฐกิจในยุคโควิด-19…ll

น้อง

แพทย์ชี้ ‘การรับประทานไก่’ กับ ‘ภาวะโตเร็ว’ ไม่เกี่ยวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540684

แพทย์ชี้‘การรับประทานไก่’ กับ ‘ภาวะโตเร็ว’ ไม่เกี่ยวกัน

แพทย์ชี้‘การรับประทานไก่’ กับ ‘ภาวะโตเร็ว’ ไม่เกี่ยวกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ภาวะเด็กโตเร็ว โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงเป็นสาวเร็วยังคงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองกังวลเนื่องจากเกรงจะกระทบ “ความสูง”ของลูกและมักจะมีความเชื่อว่าเกิดจากการรับประทานไก่เยอะ ซึ่งแพทย์ชี้ว่าไม่เกี่ยวกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีการบริโภคที่มีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษากุมารแพทย์ และพบแพทย์เฉพาะทาง

พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเผยว่า คำถามที่มักได้รับจากผู้ปกครองคือ “ไก่” ทำให้เด็กโตเร็วจริงหรือไม่ ยืนยันว่าการกินไก่เยอะๆ กับเป็นสาวเร็ว ไม่เกี่ยวกัน มันเป็นความเชื่อในอดีตปัจจุบันไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุว่าไก่ทำเด็กโตเร็ว ขณะที่มีหลักฐานมากมายที่การเลี้ยงไก่ไม่ต้องใช้ฮอร์โมน อาจารย์สัตวแพทย์ก็ยืนยันว่าไม่มีการใช้แต่มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ อาทิสายพันธุ์ที่ดีขึ้น กระบวนการเลี้ยงที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องใช้ฮอร์โมนซึ่งทั้งผิดกฎหมาย เป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุ และเป็นไปไม่ได้ที่จะไล่ฉีดไก่ทีละตัว และอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้น ไม่มีใครเสี่ยงที่จะใช้

ขณะที่งานวิจัยล่าสุดของ สสส. ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ 8,161 คน ใน 95 โรงเรียนทั่วประเทศ ก็พบว่า ไก่ไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าสู่วัยสาว ทุกวันนี้คุณพ่อ-คุณแม่ยังกังวลอยู่น่าจะเป็นเพราะข้อมูลที่แชร์ต่อๆ กันเป็นข้อมูลเก่ามาก ตรงนี้มองว่าเป็นธรรมดาของพ่อ-แม่ ที่มักจะกลัวอะไรที่อาจเกิดอันตรายกับลูกเสมอ กรณีของไก่นี้อาจารย์ที่อยู่ทางใต้ยืนยันว่าเด็กมุสลิมที่ไม่กินหมูแต่กินไก่เยอะ ก็ไม่มีข้อมูลว่าเด็กมุสลิมเป็นสาวเร็วกว่าเด็กอื่นๆ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องเลี่ยงรับประทานไก่ซึ่งเป็นโปรตีนสุขภาพที่เด็กควรได้รับ แต่ให้เลี่ยงไก่ทอด ของทอด ของมัน ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย และพยายามรักษาน้ำหนักลูกให้เป็นปกติ ก็จะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่งแล้ว

พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล

ส่วนสาเหตุของภาวะเป็นสาวเร็วคุณหมอกล่าวว่า ในเรื่องนี้ข้อมูลทางการแพทย์ก็ยังไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร แต่มีข้อมูลจากการวิจัยพบว่าเด็กอ้วนจะเป็นสาวเร็วกว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีการบริโภค ซึ่งในสมัยนี้มีความกินดีอยู่ดี อาหารการกินดีมากขึ้น สมบูรณ์ขึ้น พอเด็กอ้วนก็มีแนวโน้มเป็นสาวเร็ว ขณะที่เด็กผอมก็โตเร็วได้เพียงแต่โอกาสน้อยกว่า การโตเร็วเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก อายุเฉลี่ยที่เด็กเริ่มเป็นสาวจากรุ่นพ่อแม่ที่มีประจำเดือนตอนอายุ 15-16 ปี รุ่นเราก็ 13-14 ปี และงานวิจัยล่าสุดของ สสส พบอายุเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 11-12 ปี ซึ่งก็น่าจะมาจากอาหารการกินที่กินดีขึ้น ทำให้ร่างกายเด็กมีความพร้อมเข้าสู่วัยสาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่สำคัญ ไม่ได้หมายความว่าพอมีประจำเดือนเร็วแล้วจะเตี้ยกว่าคนในอดีต ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือเด็กสมัยนี้สูงกว่าคนในอดีตด้วยซ้ำ

และอีกความเข้าใจผิดที่ทำให้พ่อแม่กังวล คือเชื่อว่าพอมีประจำเดือนแล้วจะหยุดสูงทันที แต่ความเป็นจริงคือ เด็กจะสูงเต็มที่แล้ว ร่างกายจึงจะพร้อมมีประจำเดือน เวลาเริ่มเป็นสาวจะมีเต้านมก่อน หลังจากนั้นเด็กจะสูงอย่างรวดเร็วประมาณ8-10 ซม.ต่อปี พอสูงเต็มที่แล้ว ความสูงจะชะลอลงไม่ใช่หยุดสูงเลย อาจจะเหลือ 2-3 ซม.ต่อปี พ่อแม่ก็เลยคิดว่าทำไงก็ได้ที่จะไม่ให้ประจำเดือนมา เพื่อให้ลูกสูงต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งอันนี้ไม่จริง และต้องอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจก่อนว่าการฉีดยารักษาต้องดูเป็นกรณีไป

ส่วนวิธีสังเกตภาวะเป็นสาวเร็ว สัญญาณแรกคือเริ่มต้นเจอก้อนที่เต้านม พ่อแม่ต้องสังเกต เช่นอาบน้ำให้ลูกแล้วคลำเจอ ถ้าพบว่ามีเต้านมก่อน 8 ขวบ จึงจะเรียกว่าเป็นสาวก่อนวัย วิธีต่อมาก็คือส่งตรวจ X-ray กระดูกเพื่อดูว่าพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าชัดเจนว่ากระดูกพัฒนาไปมากแล้ว ก็ทดสอบฮอร์โมนเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ค่อยเข้าสู่กระบวนการรักษา โดยปัจจุบันมีวิธีรักษาคือยาฉีดชะลอฮอร์โมนเพศ เหมือนในร่างกายมีการเปิดสวิตช์หลั่งฮอร์โมนเพศออกมา ยาตัวนี้ก็ไปชะลอไว้ก่อน ก็จะใช้วิธีฉีดไปจนถึงอายุที่เหมาะสมจึงหยุดฉีด

สิ่งที่พบอีกอย่างคือ เวลาเด็กเป็นสาวจะดูสูงกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน แต่เขาจะหยุดสูงเร็วกว่าเพื่อน มันก็เลยทำให้พ่อแม่ชะล่าใจและไม่สังเกตลูกมากนัก พอมาถึงจุดที่มีประจำเดือนแล้วก็จะไม่สามารถรักษาได้ เด็กที่โตก่อนวัยมักจะขาดความมั่นใจ ไม่พร้อมดูแลตัวเอง อีกส่วนหนึ่งคือรูปร่างเป็นสาวอาจทำให้เกิดการคุกคามทางเพศ ซึ่งเด็กจะป้องกันตัวเองไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ดังนั้น จึงอยากขอย้ำให้คุณพ่อคุณแม่สังเกต ควบคุมดูแลน้ำหนักลูก และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หรือ
หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษากุมารแพทย์ และพบแพทย์เฉพาะทางหรือแพทย์ต่อมไร้ท่อเพื่อประเมินอาการและเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์จัดงาน CGI Open House 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540691

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์จัดงาน CGI Open House 2021

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์จัดงาน CGI Open House 2021

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ อธิการบดีเป็นประธานเปิดงาน “แนะนำหลักสูตรและสอบคัดเลือกผู้รับทุน
การศึกษาต่อระดับโท-เอก CGI Open House 2021” ณ ห้องประชุม อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์เมื่อวันที่19 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00 น.

โดยมีคณะผู้บริหารและคณาจารย์ ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว อาทิ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล รองอธิการบดี สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ และรักษาการประธานสาขาวิทยาศาสตร์เคมี รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ศ.เกียรติคุณ ดร.ปิยะรัตน์ โกวิตรพงศ์ ประธานสาขา
วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ประธานสาขาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม

สำหรับสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี2548 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชันษาครบ 4 รอบระยะแรกมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทำหน้าที่จัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ใน 3 สาขา คือ วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ (Applied Biological Sciences) วิทยาศาสตร์เคมี (Chemical Sciences) และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม(Environmental Toxicology) โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาที่มีความต้องการสูงตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ ซึ่งทั้ง 3 สาขาดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษในสิ่งแวดล้อม การเกิดโรคจากสิ่งแวดล้อม และการพัฒนายาโมเลกุลขนาดเล็กและยาชีววัตถุเพื่อการรักษาและป้องกันโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม การจัดการเรียนการสอนของสถาบันเป็นระดับนานาชาติซึ่งได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ วิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยฟลอริดา และมหาวิทยาลัยอูเทร็ค ประเทศเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยอาร์ฮุสราชอาณาจักรเดนมาร์ก และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการแพทย์อิมพีเรียลสหราชอาณาจักร เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี สถาบันได้ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศมาแล้ว
มากกว่า 200 คนปัจจุบัน สถาบันมีสถานภาพเป็นหน่วยงานในกำกับรัฐ ดำเนินงานโดยเป็นส่วนหนึ่งของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

สำหรับกิจกรรมในงานแนะนำหลักสูตร CGI Open House 2021 และสอบคัดเลือกผู้รับทุนการศึกษาประกอบด้วยเวทีอภิปราย การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เพรียบพร้อมด้วยเครื่องมืออันทันสมัยการแนะนำหลักสูตรโดยผู้แทนคณาจารย์ของ 3 สาขา ประกอบด้วย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมี และสาขาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนิทรรศการผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษารวมทั้งการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เพรียบพร้อมไปด้วยเครื่องมืออันทันสมัย นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากนางดนตรี เกษสุวรรณสิงห์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ให้การบรรยายแนวทางการทำงานหลังจบ
การศึกษา พร้อมด้วยการแสดงนิทรรศการของทีมงานจากองค์การเภสัชกรรม อีกด้วย

สำหรับนักศึกษาที่พลาดการเข้าร่วมงานในครั้งนี้สามารถยื่นใบสมัครพร้อมทั้งเอกสารประกอบการสมัครได้ด้วยตนเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-5541900 ต่อ 2144, 2130 และ2712