กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างกฎกระทรวง กำหนดกรอบเงินคงเหลือหลังหักหนี้30% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540756

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างกฎกระทรวง กำหนดกรอบเงินคงเหลือหลังหักหนี้30%

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ร่างกฎกระทรวง5 ฉบับซึ่งจะออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2560 ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยสาระสำคัญหนึ่ง คือ การกำหนดให้การให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกต้องไม่กำหนดงวดชำระหนี้ยาวเกินไป และสมาชิกจะต้องมีเงินได้คงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกมีเงินเหลือต่อเดือนเพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

“การกำหนดการหักหนี้ต้องเหลือเงินไม่น้อยกว่า 30% เพื่อให้พี่น้องชาวสหกรณ์มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับกินใช้ในแต่ละเดือน เพราะต้องยอมรับว่าก่อนหน้านั้นบางสหกรณ์มีการหักหนี้จากสมาชิกจนแทบไม่เหลือเงินรายเดือนไว้ใช้ ต้องไปกู้หนี้นอกระบบกลายเป็นการเพิ่มภาระครัวเรือนเข้าไปอีก นอกจากนั้นการให้คงเหลือเงิน 30% ยังสอดคล้องกับระเบียบต่างๆของกระทรวงศึกษาธิการด้วย หรือแม้แต่การบังคับคดี ก็ยังต้องให้ลูกหนี้เหลือเงินใช้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ต่อเดือน ดังนั้นกรณีนี้จึงเป็นการช่วยสมาชิก ไม่ใช่เป็นการซ้ำเติมสมาชิก” นายวิศิษฐ์กล่าว

สำหรับพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 เป็นพ.ร.บ.ที่มีการปรับปรุงให้สอดรับกับรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไป เพื่อป้องความเสี่ยงด้านต่างๆ ของสหกรณ์ ไม่ให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ เช่น กรณีสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนบางแห่งและเพื่อป้องกันสหกรณ์ต่างๆไม่ให้มีการกำหนดรูปแบบธุรกรรมจูงใจสมาชิก หรือผ่อนปรนงวดเงินกู้นานเกินกว่าปกติของระบบการเงินจนนำมาสู่ภาระหนี้สินล้นพ้นตัว อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมชี้แจงสร้างความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ทุกประเด็น

ทั้งนี้ แนวทางกำหนดกฎกระทรวงถือปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 โดยเปิดรับฟังความเห็นทุกฝ่าย และส่วนราชการได้คำนึงถึงการให้โอกาสสหกรณ์ปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูประบบบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ ดังนั้น ในร่างกฎกระทรวง จึงได้กำหนดระยะเวลาให้สหกรณ์ปรับตัวไว้ในบทเฉพาะกาล โดยบางกรณีให้เวลาถึง 10 ปี

7 ข้อควรรู้ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มใบหน้า เสริมโหงวเฮ้งรับทรัพย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540939

7 ข้อควรรู้ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มใบหน้า เสริมโหงวเฮ้งรับทรัพย์

7 ข้อควรรู้ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มใบหน้า เสริมโหงวเฮ้งรับทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.17 น.

1.ฉีดฟิลเลอร์ขมับ ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ จะช่วยเติมขมับที่ยุบลงให้เต็มขึ้น ปรับรูปหน้าให้มีมิติ ไม่ต้องผ่าตัดและเห็นผลทันที ซึ่งการที่ขมับยุบ ขมับตอบ ทำให้ใบหน้าดูโทรม มีอายุ ซึ่งเกิดได้จากสาเหตุของโครงสร้างกระดูกหรือกล้ามเนื้อด้านในฝ่อไม่พอดีกับผิวหนัง จนเห็นเป็นรอยบุ๋มลึกลงไป

การฉีดฟิลเลอร์ขมับเหมาะกับใคร ?

– ผู้ที่มีปัญหาขมับตอบ ขมับยุบ ใบหน้าไม่สมส่วน สามารถฉีดฟิลเลอร์ขมับเติมเต็มส่วนที่ยุบลงได้

– ผู้ที่มีโหนกแก้มเด่น ใช้ฟิลเลอร์ขมับช่วยทำให้โหนกแก้มเด่นน้อยลง และใบหน้าจะเต็มเข้ารูปมากขึ้น

– ผู้ที่ต้องการเสริมโหงวเฮ้ง ขมับเป็นส่วนที่บ่งบอกว่าคู่ครองจะดูแลเราดีแค่ไหน ตามตำราถ้าหน้าผากเต็ม กว้าง อิ่มเอิบ ขมับเต็ม ถือว่าโหงวเฮ้งดีมากๆ สามีเป็นเศรษฐี ดูแลให้อยู่อย่างสุขสบาย

2.ฟิลเลอร์ขมับ อันตรายไหม ?

ฟิลเลอร์ขมับ ถ้าใช้ฟิลเลอร์แท้ (hyaluronic acid) และฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ ปลอดภัย 100%  ซึ่งบริเวณขมับมีเส้นเลือดที่เชื่อมไปยังลูกตาได้ ต้องใช้ความระมัดระวัง และพิถีพิถันมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย 

ถ้าหากฉีดฟิลเลอร์ขมับกับแพทย์ที่ไม่ชำนาญ มีประสบการณ์ไม่มากพอ หรือ หมอกระเป๋า มีความเสี่ยงที่จะฉีดฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือดและเกิดอันตรายได้

3.การฉีดฟิลเลอร์ขมับ VS การเติมไขมัน

เมื่ออายุมากขึ้น ใบหน้าจะยุบตัวลงจาก 1.) เนื้อยุบตัว 2.) กระดูกยุบตัว ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสาเหตุและเลือกใช้หัตถการที่เหมาะสมกับแต่ละเคส

ขมับตอบจากเนื้อยุบตัว – สามารถเลือกได้ทั้งการเติมไขมันหน้าและฉีดฟิลเลอร์ขมับ แต่ถ้าเติมที่เนื้ออย่างเดียวโดยไม่เสริมกระดูกขึ้นมา หน้าก็จะเต็มอย่างเดียว ไม่เข้ารูป ไม่มีมิติและขาดความคมของใบหน้า

ขมับตอบจากกระดูกยุบตัว – ไม่สามารถใช้การเติมไขมันช่วยได้ ต้องใช้ฟิลเลอร์เท่านั้น เนื่องจากในชั้นเยื่อหุ้มกระดูกมีเส้นเลือดมาเลี้ยงน้อย เซลล์ไขมันไม่สามารถอยู่รอดได้ และไขมันจะเป็นเนื้อนิ่มๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ยกพยุงผิวหน้าได้ดีเท่าฟิลเลอร์

4.ฉีดฟิลเลอร์ขมับยี่ห้อไหนดี? ใช้กี่ cc ?

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ โดยปกติจะใช้ฟิลเลอร์ข้างละ 1-2 CC แล้วแต่ความลึกของขมับ สามารถใช้ฟิลเลอร์ได้ทุกยี่ห้อ และฉีดโดยใช้เทคนิคเข็มแหลมชนกระดูก เพื่อไม่ให้ฟิลเลอร์เป็นก้อน 

ควรเลือกใช้ฟิลเลอร์ตัวที่อยู่ได้นาน ได้แก่ 

– Juvedermรุ่น ultraplus (12 เดือน) หรือ Juvedermรุ่น voluma (18 เดือน) ลักษณะเนื้อฟิลเลอร์ฟูและทนต่อแรงขยับได้ดี

– Restylane รุ่น volyme (18 เดือน) สำหรับคนที่ผิวบางมากๆ 

– PerfecthaSubskin (12 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความคงทน อยู่ได้นาน

5.การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ

1. ศึกษาข้อมูลฉีดฟิลเลอร์ขมับอย่างละเอียด 

2. ฉีดฟิลเลอร์แท้ โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน

3. ควรงดยาและวิตามินเสริม เช่น ยาแอสไพริน น้ำมันปลา วิตามินอี

4. ควรงดขัดหน้า ผลัดเซลล์ผิว ในบริเวณนั้นๆ เป็นเวลา 3 วันก่อนทำหัตถการ 

5. ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนฉีดฟิลเลอร์

6.การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ

1. หลังการฉีดฟิลเลอร์ขมับ งดจับ ลูบคลำ นวด คลึง และการเท้าขมับ ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน เพราะอาจจะทำให้ฟิลเลอร์ขมับผิดรูปได้

2. เว้นการออกกำลังกายหนักๆ เลเซอร์ร้อนลงชั้นผิว หลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อนๆ

3. ควรดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟิลเลอร์ฟูสวยและอยู่ได้นานขึ้น

4. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และการสัมผัสกับน้ำร้อนบริเวณที่ฉีดประมาณ 2 สัปดาห์

7.ฉีดฟิลเลอร์ขมับที่ไหนดี? 

หากอยากลดความเสี่ยงเจอหมอเถื่อน และ ฟิลเลอร์ปลอม ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ฉีดฟิลเลอร์ขมับกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ หรือดูรีวิวจากผู้ที่ใช้บริการจริง เพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์และความปลอดภัย

วิธีเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540926

วิธีเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย

วิธีเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

การฉีดผิวขาวนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากการฉีดผิวนั้นเป็นการนำวิตามินเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้ร่างกายของคุณดูดซึมวิตามินต่างๆ ได้มาก และเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การฉีดวิตามินผิวนั้นใช่ว่าจะสามารถฉีดที่ไหนก็ได้ เพราะหากเลือกคลินิกฉีดผิวไม่ดี ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราได้ ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะมีคำถามว่าแล้วเราจะเลือกฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดีเพราะต้องบอกว่าปัจจุบันในกทม. มีคลินิกให้เราเลือกเยอะแยะมากมาย ในบทความนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำวิธีการเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย ว่าแต่จะต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้างนั้น ไปอ่านกันเลย

มีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

หากถามว่าจะเลือกฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดี อย่างแรกที่ควรคำนึงถึงก็คือเรื่องความปลอดภัย โดยการฉีดวิตามินต่างๆ นั้นควรทำการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือหากไม่ได้ทำการฉีดโดยแพทย์ ก็ควรมีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะถึงแม้ว่าการฉีดวิตามินจะแทบไม่มีอันตรายเลย แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมาอย่างอาการแพ้ต่างๆ แพทย์ก็จะสามารถช่วยเหลือได้ทันนั่นเอง

ผลิตภัณฑ์ตัวยาได้รับการรับรอง

อีกหนึ่งวิธีการเลือกว่าฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดีก็คือการคำนึงถึงวิตามินที่จะนำมาฉีดเข้าสู่ร่างกายของเรา โดยคุณควรคำนึงว่าวิตามินนั้นๆ ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะการได้รับการรับรองจาก อย. ไทย เพราะหากวิตามินนั้นๆ ไม่ได้รับการรับรอง ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน

อ่านรีวิว

นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากเลยก็คือการอ่านรีวิว เพราะรีวิวนั้นเปรียบเสมือนผลตอบรับที่ตรงไปตรงมาที่สุดของลูกค้า ซึ่งนอกจากจะสามารถดูผลลัพธ์ของการฉีดได้แล้ว ก็ยังสามารถดูในเรื่องบริการต่างๆ ได้อีกด้วย โดยคุณอาจทำการหาข้อมูลจาก Google ได้เลย เพราะส่วนมากคลินิกชื่อดังก็จะมีรีวิวให้อ่านกันอยู่แล้ว

คลินิกสะอาด
เรื่องความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกว่าจะฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดี โดยคุณอาจทำการเข้าไปดูในคลินิกเลยว่าคลินิก หรือบรรยากาศรอบๆ มีความสะอาดมากน้อยเพียงใด หรืออุปกรณ์ต่างๆ นั้นมีการทำความสะอาดหรือไม่ เพราะหากคลินิก หรือเครื่องไม้เครื่องมือไม่สะอาด และต้องนำอุปกรณ์นั้นๆ มาฉีดเข้าสู่ร่างกายเรา ก็อาจเป็นอันตรายได้

หากใครกำลังหาคำตอบว่าจะฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดี ก็แนะนำว่าให้พิจารณาจากวิธีการต่างๆ ที่เราได้แนะนำไปข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผลิตภัณฑ์หรือตัวยาที่ได้รับการรับรอง การฉีดต้องมีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ทำการอ่านรีวิวก่อนฉีด และคลินิกควรมีความสะอาดด้วยเช่นกัน

‘ไฮโซธนน-บุ้ง ใบหยก’ เปิดร้าน ‘เซไค โนะ ยามะจัง’ สาขาใหม่ย่านอารีย์ เอาใจสายกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540916

'ไฮโซธนน-บุ้ง ใบหยก' เปิดร้าน 'เซไค โนะ ยามะจัง' สาขาใหม่ย่านอารีย์ เอาใจสายกิน

‘ไฮโซธนน-บุ้ง ใบหยก’ เปิดร้าน ‘เซไค โนะ ยามะจัง’ สาขาใหม่ย่านอารีย์ เอาใจสายกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.23 น.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ได้ฤกษ์ดีเปิดสาขาใหม่ล่าสุดไปสดๆร้อนๆ สำหรับร้าน “เซไค โนะ ยามะจัง” (Sekai No Yamachan) ร้านปีกไก่ทอดอันดับ 1 จากเมืองนาโกย่าซึ่งมีมากกว่า 70 สาขาทั่วญี่ปุ่นที่ทุกคนชื่นชอบพร้อมบรรยากาศร้านสไตล์กินดื่มอิซากายะชัดเจนยิ่งขึ้นทั้งการตกแต่ง สีสัน การให้บริการเสมือนนั่งอยู่ในเมืองนาโกย่าและมีเมนูเครื่องดื่มรวมถึงอาหารราคาที่เป็นมิตร ตอบโจทย์สายกินดื่มอย่างที่สุด ได้ขยับขยายพื้นที่ความอร่อยเพิ่มมายังโซนอารีย์ ซึ่งเป็นสาขาใหม่ล่าสุดที่โครงการ “FEAST ราชครู” ถูกใจหนุ่มสาวชาวแก๊งที่ชื่นชอบเฮฮาปาร์ตี้ คงความเป็นออริจินัลด้วยรสชาติอาหารและการบริการมาตรฐานญี่ปุ่น

งานนี้ได้ผู้บริหารนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง คุณธนน วีอารยะ นำทีมผู้บริหาร อย่าง คุณสะธี ใบหยก หรือ บุ้ง ใบหยก,คุณพิมพ์เลิศ ใบหยก, คุณปริยะดา ใบหยก, คุณปิยะเลิศ ใบหยก, คุณสุนทรี รัตนหิรัญญา และคุณกองทอง ใบหยก  มาร่วมเปิดร้านสาขาอารีย์อย่างพร้อมเพรียง

สำหรับใครที่อยากลิ้มลองของอร่อยสไตล์อิซากายะที่แท้ทรู มากันได้ที่ร้านเซไค โนะ ยามะจัง (Sekai no Yamachan) สาขาอารีย์  ตั้งอยู่ที่โครงการ “FEAST ราชครู” เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น.  สอบถามโทร. 062-624-7995 หรือที่ facebook : Yamachanthailand

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540872

'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.44 น.

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ บ้านเหล่าหลวงใต้  ตำบลวังทอง  อำเภอบ้านดุง  จังหวัดอุดรธานี

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผลการดำเนินงานของศูนย์ฯจากภาคส่วนต่างๆ และกิจกรรมกลุ่มอาชีพภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ เสด็จร่วมกิจกรรมนวดข้าวแบบโบราณ ทอดพระเนตรประเพณีบุญคูณลาน ทรงเปิดยุ้งฉางข้าว และทรงทอดพระเนตรการแข่งขันตำส้มตำ

ด้วยพระราชดำริสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร ในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เข้ามาช่วยในการพัฒนาชุมชน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจนและขาดแคลนในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2557 ที่ได้ทรงริเริ่มโครงการ จนพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ ที่มีวัตถุประสงค์ในการเป็นแหล่งทดลองและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ มีสมาชิกทั้งสิ้น 400 คน จาก 9 หมู่บ้าน มีการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์ฯของชุมชนเพื่อช่วยกันพัฒนาองค์ความรู้ของศูนย์ฯ และได้มีการทดลอง พัฒนา ปรับปรุงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆของชุมชน อาทิเช่น การแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชุมชน การนำโคกหนองนาโมเดลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มการกักเก็บน้ำในพื้นที่ เป็นต้น

อีกทั้ง ยังมีการส่งเสริมให้เกิดกลุ่มอาชีพต่างๆภายในศูนย์ฯ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสมาชิกศูนย์ฯและหาช่องทางการตลาด เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชน ทั้งนี้สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯร่วมกับคณะกรรมการศูนย์ฯได้วางแผนยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ศูนย์ฯ ให้เป็นพื้นที่อินทรีย์ต้นแบบ โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการบูรณาการองค์ความรู้และพัฒนาพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่ยั่งยืน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและประเทศชาติต่อไป

เวทีนางสาวเชียงใหม่ เปิดตัวสาวงามภาคเหนือ ร่วมชิงมงกุฎ ‘นางสาวเชียงใหม่’ ปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540867

เวทีนางสาวเชียงใหม่ เปิดตัวสาวงามภาคเหนือ ร่วมชิงมงกุฎ 'นางสาวเชียงใหม่' ปี64

เวทีนางสาวเชียงใหม่ เปิดตัวสาวงามภาคเหนือ ร่วมชิงมงกุฎ ‘นางสาวเชียงใหม่’ ปี64

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.31 น.

เริ่มแล้วสำหรับเวทีนางงามที่ยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุดในภาคเหนือ “นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2564” โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ กองประกวดนางสาวเชียงใหม่ จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน พร้อมเปิดตัว 30 สาวงามผู้เข้าประกวด ซึ่งมีการเปิดรับสมัครสาวงามอายุระหว่าง 18 -26 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ไปเมื่อวันที่ 10 – 22 ธันวาคมที่ผ่านมา มีสาวงามตัวแทนของแต่ละอำเภอในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และสาวงามจากจังหวัดใกล้เคียง ให้ความสนใจเข้าร่วมสมัครร่วมชิงมงกุฏเป็นจำนวนมาก

24 ธันวาคม 2563 ในช่วงเช้าสาวงามจากหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ร่วมกิจกรรมรายงานตัวเพื่อตรวจเอกสารการรับสมัคร คุณสมบัติของผู้เข้าประกวด และในช่วงบ่ายกองประกวดนางสาวเชียงใหม่ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว 30 สาวงาม ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เซ็นทรัลพลาซาเชียงใหม่แอร์พอร์ต  ภายในงานได้รับความสนใจจากกองเชียร์และแฟนนางงามเป็นจำนวนมาก

นอกจากนั้น ยังมีนางสาวเชียงใหม่รุ่นพี่ อย่าง สุภาภรณ์ ฤทธิพกฤษ์ นางสาวเชียงใหม่ ปี 2560 , วธูสิริ ใจกลาง นางสาวเชียงใหม่ 2561 , นฤมล สิทธิวัง นางสาวเชียงใหม่ 2562 และ อเล็กซานดร้า แฮงกี่ นางสาวเชียงใหม่ 2563 มาร่วมให้กำลังใจผู้เข้าประกวดทั้ง 30 คน อีกด้วย

ดร.อดิศร สุดดี ผู้อำนวยการกองประกวดนางสาวเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “การจัดการประกวดในปีนี้เป็นการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 88 ปี นางสาวเชียงใหม่ ซึ่งเวทีอันทรงเกียรติ ตำนานความงามที่ยาวนานที่สุดในประเทศ สาวงามทั้ง 30 คน จะได้เข้าเก็บตัวเพื่อทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ และการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่าง 24-27 ธันวาคมนี้ โดยจะมีการจัดประกวดรอบคัดเลือก ในคืนวันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม 2563 และจะมีการประกวดรอบตัดสิน ในวันอังคารที่ 5 มกราคม 2564 ณ เวทีประกวด ภายในงานฤดูหนาวและงาน OTOP ของดีเมืองเชียงใหม่” ดร.อดิศร กล่าวฯ

ติดตามภาพบรรยากาศการเก็บตัวและการประกวดนางสาวเชียงใหม่ได้ที่ Facebook : กองประกวดนางสาวเชียงใหม่

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทอดพระเนตรการแสดง ‘ดนตรีในสวน’ ครั้งที่ 28 บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงยอดนิยมร่วมสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540848

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี' ทอดพระเนตรการแสดง 'ดนตรีในสวน' ครั้งที่ 28 บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงยอดนิยมร่วมสมัย

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทอดพระเนตรการแสดง ‘ดนตรีในสวน’ ครั้งที่ 28 บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงยอดนิยมร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.01 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทอดพระเนตรการแสดง“ดนตรีในสวน” ครั้งที่ 28 บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงยอดนิยมร่วมสมัย

บรรเพลงโดย RBSO อำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช ร่วมด้วยนักร้องรับเชิญ กรกันต์ สุทธิโกเศศ สาธิดา พรหมพิริยะ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีในสวน (Concert in the Park)ครั้งที่ 28 ซึ่งมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยความสนับสนุนของ บี.กริม และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

โดยนักร้องรับเชิญ กรกันต์ สุทธิโกเศศ, สาธิดา พรหมพิริยะ, พิจิกา จิตตะปุตตะ และอิสรพงศ์ ดอกยอ ศิลปินชาวไทยชื่อดังชื่อดัง ร่วมขับร้องกับวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (RBSO) อำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช ศิลปินศิลปาธรและผู้อำนวยเพลงประจำวง RBSOจัดแสดงในวันเสาร์ที่ 19 และวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2563เวลา 18.00 น. ณ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (หน่วยม้าทรง) สนามเป้า

รายการในวันเสาร์ เริ่มด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชวัลลภเพลงประกอบภาพยนตร์ Star Wars, Viktor’s tale จาก The Terminal โดยJohn Williams และ Cinema Paradiso โดย Ennio Morricone นักประพันธ์เพลงชาวอิตาเลียนผู้ยิ่งใหญ่ระดับตำนานของวงการฮอลลีวู้ด และบทเพลงยอดนิยม อาทิ The Sound of Music, ฉันจะฝันถึงเธอ โดย สาธิดา พรหมพิริยะ New York, New York, Have Your Self A Little Christmas โดย กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก่อนจะร่วมกับข้องในเพลง The Prayer ที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน 

ปิดท้ายในวันอาทิตย์ เริ่มรายการอย่างตราตรึงด้วยเพลง William Tell Overtureตามด้วยThe Royal Celebration Overture ประพันธ์โดย ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินศิลปาธร และตราตรึงไปกับการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ในดวงใจนิรันดร์ บทเพลงประกอบภาพยนตร์ Adventure on Earth จาก E.T. โดย John Williams, The Best of Billy Joelเพลง Ballade Pour Adeline ของ Richard Claydermanที่นำมาเรียบเรียงใหม่ ร่วมด้วย พิจิกา จิตตะปุตตะ ขับร้อง Reflection จาก Mulanม อยู่ๆ ก็มาปรากฎตัวในหัวใจ Over the Rainbow อิสรพงศ์ ดอกยอ ขับร้องบทเพลงลูกทุ่งอมตะ มนต์รักลูกทุ่ง ชมทุง ก่อนจะปิดรายการด้วย การขับร้องหมู่ เพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ และRadetzky March

ในงานนอกจากการแสดงของวง RBSO ยังมีการสาธิตเล่นว่าวไทย พร้อมซุ้มอาหารและเครื่องดื่มFood Carnival ตลอดจนดีเจ ที่มาร่วมเปิดเพลง สร้างความเพลิดเพลิงให้กับทุกคน ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. หลังการแสดงของวง RBSO จบลง

ครบรอบ 10 ปี ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ จากพระดำริ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร TIJ เปิดมิติใหม่ฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขังหญิงสู่โลกดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540698

ครบรอบ 10 ปี ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ จากพระดำริ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร TIJ เปิดมิติใหม่ฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขังหญิงสู่โลกดิจิทัล

ครบรอบ 10 ปี ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ จากพระดำริ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร TIJ เปิดมิติใหม่ฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขังหญิงสู่โลกดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดเวทีเสนอนวัตกรรมทางความคิดเพื่อสร้างกลไกความช่วยเหลือผู้ต้องหาหญิงที่ก้าวพลาด ผลักดันโครงการ “Every Steps Together: ก้าวที่ไม่โดดเดี่ยว” ระดมความร่วมมือจากสังคมให้โอกาสผู้ก้าวพลาดเข้าสู่ตลาดแรงงานองค์กรภาครัฐ-เอกชนกว่า 30 องค์กร ร่วมประกาศเจตจำนงร่วมสนับสนุนเต็มที่ให้ผู้พ้นโทษเริ่มต้นชีวิตใหม่ปิดทางการกระทำผิดซ้ำ แก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำอย่างยั่งยืนย้ำการให้ “โอกาส” จากสังคมคือสิ่งสำคัญที่สุด

“ข้อกำหนดกรุงเทพ” คือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่ สมเด็จ
พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงศึกษาเรื่องนี้และทรงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules)  กระทั่งได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม2553 และให้เกียรติประเทศไทยโดยใช้ชื่อเมืองหลวงประเทศไทยเป็นชื่อเรียกขาน ถือเป็นข้อกำหนดแรกของไทยในเวทีสหประชาชาติอันเป็นสากลและทั่วโลกยอมรับ

ปี 2563 ถือเป็นการครบรอบ10 ปี การรับรองข้อกำหนดกรุงเทพ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง ให้มีความเหมาะสมด้านเพศสภาพมากยิ่งขึ้น ตรงตามความต้องการเฉพาะด้านสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิง และของเด็กติดผู้ต้องขัง ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) หน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ มีส่วนสำคัญในการร่วมกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

สำหรับประเทศไทย กว่า 70% ของผู้พ้นโทษ เป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่อยู่ในช่วงอายุ 21-40 ปี และจากการสำรวจของ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่มีการสำรวจความต้องการของผู้ต้องขังหญิงหลังการพ้นโทษ พบว่า 21.2% มองว่า “การหาอาชีพ” เป็นเรื่องที่ต้องการได้รับการสนับสนุนมากที่สุด

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล 

ด้วยเหตุนี้ TIJ และเครือข่ายจึงได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการให้ผู้ต้องขังหญิงได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพสุจริต ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และพร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังการพ้นโทษโดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการในการยกระดับขีดความสามารถของผู้ต้องขังหญิง พร้อมสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ ภายใต้โครงการ “Every Step Together ก้าวที่ไม่โดดเดี่ยว” ด้วยการสร้าง “ระบบนิเวศธุรกิจ” ที่จะส่งเสริมให้ผู้ต้องขัง และอดีตผู้ต้องขังหญิงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากที่สุดในการค้นหาและเริ่มต้นอาชีพหลังการพ้นโทษ  ซึ่งรวมถึงการสร้างแรงจูงใจ และหลักประกันให้กับภาคธุรกิจที่พร้อมให้การสนับสนุนด้วย  

ภายในงานยังได้มีพิธีแสดงเจตจำนงร่วมกันระหว่างผู้แทนภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างโอกาสเพื่อการกลับสู่สังคมแก่อดีตผู้ต้องขังมากกว่า 30 องค์กร ที่ร่วมสนับสนุนโครงการ “Every Steps Together: ก้าวที่ไม่โดดเดี่ยว” อย่างเต็มที่ เพื่อให้โอกาสผู้พ้นโทษเข้าสู่ตลาดแรงงานในรูปต่างๆ ได้แก่ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับผู้พ้นโทษการร่วมสนับสนุนสินค้าและบริการจากผู้ต้องขังและอดีตผู้ต้องขัง การสนับสนุนเงินทุนเพื่อส่งเสริมการสร้างทักษะและการเริ่มต้นใหม่หลังการพ้นโทษ การมีส่วนร่วมในจัดกิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ใกล้พ้นโทษ การปรับนโยบายด้านทรัพยากรบุคคลให้เปิดกว้างต่อการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน และ การดำเนินการจ้างงานผู้พ้นโทษ โดยเห็นตรงกันว่า กลุ่มคนเหล่านี้คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สามารถมาช่วยกันพัฒนาประเทศได้

ศาสตราจารย์พิเศษดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)  กล่าวว่า การจัดงานครบรอบ 10 ปี ข้อกำหนดกรุงเทพครั้งนี้  เราได้จัดทำโครงการ “ Every Steps Together: ก้าวที่ไม่โดดเดี่ยว” เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมให้ “โอกาส” ให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาผู้พ้นโทษกระทำผิดซ้ำสูงมาก ซึ่งต้องมีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะการกระทำผิดซ้ำไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความแออัดในเรือนจำ ซึ่งจะเป็นวิกฤติสำคัญในยุคโควิด-19 เท่านั้น  แต่การกระทำผิดซ้ำยังทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส ในด้านทรัพยากรบุคคลที่พ้นโทษมาร่วมพัฒนาสังคม/ประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกสังคมไทยมองข้ามและไม่มีการให้พื้นที่/โอกาส ในการประกอบอาชีพและเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้พ้นโทษ ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้พ้นโทษจำนวนมาก ไม่มีที่ไป ไม่ได้รับการยอมรับ จนต้องกลับสู่วงจรชีวิตเดิมๆ และกระทำผิดซ้ำกลับสู่เรือนจำอีก

จรัล งามวิโรจน์เจริญ

“สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักถึงกันในวันนี้คือ เรื่องการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ปลอดภัย ด้วยการให้ผู้ที่ก้าวพลาดที่มีความสำนึกผิดและกลับตัวเป็นคนดีที่พร้อมเป็นพลังให้กับสังคมได้รับโอกาสนี้จากสังคมอีกครั้ง ดังนั้น โจทย์ของเราในการครบรอบ 10 ปี ข้อกำหนดกรุงเทพฯ ในวันนี้ คือ เราจะสร้างส่งเสริมนวัตกรรมในการช่วยเหลือผู้ต้องขังในการกลับสู่สังคมอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร  ซึ่งเราทราบกันดีว่าเรือนจำเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัดและยังมีความไม่เท่าเทียม เราต้องการนวัตกรรม ซึ่งคำนี้ไม่ได้หมายถึงแค่สิ่งประดิษฐ์ แต่ยังหมายถึงแนวคิดที่จะนำมาสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นด้วย” ศาสตราจารย์พิเศษดร.กิตติพงษ์ กล่าว

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การให้โอกาสผู้พ้นโทษเป็นสิ่งที่สังคมต้องเรียนรู้และร่วมมือกันเราทุกคนต้องร่วมสร้างต้นทุนชีวิตให้แก่ผู้พ้นโทษ ให้เขารู้สึกมีความภาคภูมิใจในตัวเอง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีภูมิใจในหน้าที่การงาน และที่สำคัญคือให้เขารู้สึกว่าชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าและมีความหมาย ต้องรู้สึกหวงแหนให้เขามีเป้าหมายในชีวิต รู้สึกว่าเขามีอะไรเขามีต้นทุนชีวิต และยอมไม่ได้ที่จะเสียมันไป นี่คือหัวใจสำคัญที่เราทุกคนในสังคมต้องรู้สึกร่วมและเห็นอกเห็นใจกัน (Empathy) เพราะที่ผ่านมาเราพบว่าผู้พ้นโทษ จำนวนมาก ไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้เลยถ้าสังคมไม่ให้โอกาส ทำให้ผู้พ้นโทษส่วนใหญ่ต้องกลับไปกระทำผิดซ้ำต้องโทษอีกครั้ง เพราะเขารู้สึกว่า“เขาไม่มีต้นทุนชีวิต” แบบที่เราทุกคนมี

“เรื่องนี้เป็นความท้าทายความคิดและการรับรู้ (Mindset and Perception) ของพวกเราทุกคนในการกล้าที่จะให้โอกาส ผู้พ้นโทษเหล่านี้ กลับมามีที่ยืนในสังคมได้เราต้องช่วยกัน ต้องเปลี่ยนความรู้สึกและสายตาที่เรามองพวกเขาให้เหมือนมองคนปกติทั่วไป เพราะคนเหล่านี้ต้องการมีเพียงแค่โอกาสในการเริ่มชีวิตใหม่เท่านั้น และคำตอบนั้นขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน ว่าเราอยากเห็นคนดีเพิ่มในสังคม หรือเห็นคนกระทำผิดซ้ำกลับไปต้องโทษในเรือนจำอีก”

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ 

ด้าน นายจรัล งามวิโรจน์เจริญ Chief Data Scientist & VP of DataInnovation Lab บริษัทเซอร์ทิสกล่าวว่า ในฐานะที่ทำงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมานานและได้ทราบถึงความยากลำบากของผู้ก้าวพลาดที่พ้นโทษในการหางานทำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการให้โอกาสผู้พ้นโทษมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และทำความเข้าใจกันและกัน อย่างไรก็ตามเป็นที่น่ายินดีว่า เมื่อโลกของเราได้ก้าวสู่ยุุคดิจิทัลงานจำนวนมากสามารถทำผ่านออนไลน์และทำงานอยู่เบื้องหลังและทำได้ทุกที่ อีกทั้ง งานที่เป็นงานซ้ำๆ (Routine)ในปัจจุบันกำลังถูกแทนที่ด้วย AI (ArtificialIntelligence) ซึ่งกว่า AI จะฉลาดและทำงานเองได้ ต้องอาศัยการฝึกฝน (Training) จากมนุษย์ (HumanSupervise) โดยเฉพาะในงานด้านกระบวนการประมวลผลทางภาษาให้เป็นธรรมชาติ (Natural LanguageProcessing :NLP) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้พ้นโทษทำได้

“AI ไม่สามารถแยกแยะอารมณ์ของภาษาด้านบวกด้านลบด้วยตัวเองได้ และต้องการสอนจากมนุษย์ (Label Data) ซึ่งงานดังกล่าวเป็นงานที่เหมาะกับผู้พ้นโทษ เพราะสามารถทำได้จากทุกที่ทางออนไลน์ เป็นงานเบื้องหลังที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยประวัติและตัวตน ทั้งนี้ไม่ว่า AI จะเติบโตมากแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังมีทักษะที่เป็นจุดแข็งที่ AIไม่สามารถแทนที่ได้ นั่นก็คือ ทักษะการสื่อสาร (Communication) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนทำได้ และมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว รวมถึงผู้พ้นโทษด้วย ขอเพียงแค่ให้โอกาสพวกเขาเท่านั้น”   

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเสนอแนวทางและนวัตกรรม การสร้างโอกาสจากธุรกิจระดับชุมชน โดยจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) และ การสร้างกลไกทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษ โดย ดร.เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากรกระทรวงการคลัง รวมถึงการสร้างนวัตกรรมและเครื่องมือทางการเงินและแหล่งทุนสำหรับนวัตกรรมทางสังคมสำหรับผู้พ้นโทษ โดย รื่นวดีสุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต)

มิชลินประกาศ 3 รางวัลใหม่ ‘ดาวมิชลิน’ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540694

มิชลินประกาศ 3 รางวัลใหม่ ‘ดาวมิชลิน’ ประจำปี 2564

มิชลินประกาศ 3 รางวัลใหม่ ‘ดาวมิชลิน’ ประจำปี 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่ได้เผยรายชื่อร้านอาหารซึ่งผ่านการคัดเลือกให้ได้รับสัญลักษณ์“บิบ กูร์มองด์” (Bib Gourmand) ไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ล่าสุด มิชลินได้ประกาศรายชื่อร้านอาหารที่คว้ารางวัล “ดาวมิชลิน”(MICHELIN Star) รวมทั้งผู้ได้รับ 3 รางวัลใหม่ที่เพิ่มเข้ามาครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่MICHELIN Green Star รางวัลที่มอบให้กับร้านอาหารซึ่งใส่ใจในสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, MICHELIN Guide Young Chef Award รางวัลที่มอบให้กับเชฟรุ่นใหม่ที่โดดเด่น และ MICHELIN Guide Service Award รางวัลสำหรับบุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยม

การประกาศผลรางวัลจัดขึ้นในงานเปิดตัว “มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา” ประจำปี 2564ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก“มิชลิน ไกด์” ฉบับที่ 4 ของประเทศไทย โดยคู่มือเล่มล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 299 แห่ง เป็นร้านที่ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 6 ร้าน, รางวัล 1 ดาวมิชลิน จำนวน 22 ร้าน, รางวัล “บิบ กูร์มองด์” จำนวน 106 ร้าน และรางวัล “มิชลิน เพลท” จำนวน 165 ร้าน

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award ประจำปี 2564 คือ เชฟอ้อม-สุจิรา พงษ์มอญ หัวหน้าเชฟร้านสวรรค์ (กรุงเทพฯ) เชฟอ้อมเกิดในครอบครัวนักทำอาหาร จึงเติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแวดล้อมของอาหารและการปรุงอาหารอย่างมืออาชีพ หลังจบหลักสูตรจากโรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล [School of The OrientalHotel Apprenticeship Program (OHAP)]ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เชฟอ้อมได้มีโอกาสสะสมประสบการณ์การทำงานร่วมกับเชฟระดับดาวมิชลินหลายราย อาทิ ฮวน อมาดอร์ (Juan Amador) และ โธมัส เคลเลอร์ (Thomas Keller) ที่เดินทางมาเป็นเชฟรับเชิญ ณ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดีจากนั้นได้สั่งสมประสบการณ์ด้านเทคนิคการปรุงอาหารระดับโมเลกุล (Molecular Cooking Techniques) ที่ร้าน Sra Bua by Kiin Kiin ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ต่อมาในปี 2559 เชฟอ้อม และ เฟรเดอริก เมเยอร์ (Frederic Meyer) ได้ร่วมกันเปิดร้านอาหาร “บ้านผัดไทย” ซึ่งได้รับสัญลักษณ์ “บิบ กูร์มองด์” ในปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ร้านสวรรค์ ถือเป็นจุดสูงสุดบนเส้นทางด้านอาหารและการรังสรรค์เมนูอาหารไทยของเชฟอ้อม

ส่วนผู้คว้ารางวัล MICHELIN Guide Service Award ประจำปี 2564 คือ มร.กิลโยมบาร์เรย์ (Guillaume Barray) ผู้จัดการทั่วไป ร้าน Chef’s Table(กรุงเทพฯ) มร.บาร์เรย์ยึดมั่นในประสิทธิภาพ ความซื่อสัตย์ และความมุ่งมั่นทุ่มเทที่มีต่อผลิตภัณฑ์และธรรมเนียมอันดีเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ทีมผู้ให้บริการมืออาชีพของร้าน Chef’s Table นำโดย มร.บาร์เรย์ ให้บริการที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่พนักงานต้อนรับไปจนถึงผู้จัดการ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ต่างทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างยอดเยี่ยม พรั่งพร้อมทั้งความเป็นมืออาชีพ ความสุภาพอ่อนน้อม และความเป็นมิตร ต้อนรับลูกค้าอย่างมีมารยาทด้วยความอบอุ่นและเอาใจใส่อย่างแท้จริง

ขณะที่ PRU (พรุ) ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินในจังหวัดภูเก็ต คว้ารางวัล MICHELINGreen Star หรือ “ดาวมิชลินรักษ์โลก”ซึ่งมอบให้กับร้านอาหาร 1 แห่งหรือมากกว่านั้น ที่ดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีบทบาทในการส่งเสริมวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้แพร่หลายในวงกว้าง ทั้งนี้ PRU เป็นแบบอย่างที่โดดเด่นในด้านการประกอบอาหารอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นเผยแพร่หลักปรัชญา “Dine Good, Do Good” หรือ “กินดีอยู่ดี” ด้วยการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การใช้สารเคมี และขยะอาหาร นอกจากนี้ ยังประกอบอาหารโดยเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในประเทศเท่านั้น ซึ่งครอบคลุมอาหารทะเลที่ไม่ได้ออกจับในฤดูวางไข่และเนื้อสัตว์จากฟาร์มเลี้ยงแบบเปิด รวมทั้งยังมีทีมวิจัยที่จัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ขึ้นเพื่อสงวนพืชพรรณในท้องถิ่นให้คงอยู่

ผู้สนใจสามารถคลิกดูรายชื่อและข้อมูลร้านอาหารทั้งหมดที่ได้รับคัดสรรและจัดอันดับอยู่ในคู่มือ “มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา” ประจำปี2564 (The MICHELIN Guide Bangkok, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga 2021) ซึ่งจัดทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ทางเว็บไซต์ guide.michelin.com/th/th สำหรับคู่มือแบบรูปเล่มจะเริ่มวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ในราคาเล่มละ 650 บาท ตั้งแต่วันที่ 23ธันวาคม เป็นต้นไป

พิธีบำเพ็ญกุศล ครบรอบ 72 ปี สมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540657

พิธีบำเพ็ญกุศล ครบรอบ 72 ปี สมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พิธีบำเพ็ญกุศล ครบรอบ 72 ปี สมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมการ ดร.พิมพ์พันธุ์ ศรีพิพิธ, นาวาอากาศเอกหญิง ดร.อุษา โพนทอง, ปรานี วสุตตมรัต, รศ.ดร.ชุมพร ยงกิตติกุล อดีตนายกสมาคม, รศ.ดร.รัตนา ตุงคสวัสดิ์ อดีตนายกสมาคม, ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง นายกสมาคมฯ, รศ.ดร.พรรณราย ทรัพยะประภา อดีตนายกสมาคม, ดร.อัญชุลี สิมะเสถียร อุปนายกฝ่ายบริหาร, มัณฑรัตน์ ศรีฉายนาม, ศศนัญ บรรจงโพธิ์กลาง วิเทศสัมพันธ์, ผศ.ดร.จรัสดาว เรโนลด์ นายทะเบียน, ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก เลขาธิการ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี สมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง นายกสมาคมฯจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่องค์อุปถัมภ์ โดยมีอดีตนายกสมาคมฯ อาทิ รศ.ดร.รัตนา ตุงคสวัสดิ์,รศ.ดร.พรรณราย ทรัพยะประภา, รศ.ดร.ชุมพร ยงกิตติกุล, ผศ.ดร.วิรชฎา บัวศรี พร้อมด้วยที่ปรึกษา อดีตที่ปรึกษา คณะกรรมการ โดยได้รับเกียรติจาก สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองใน และรองประธานวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, เรณู ซื่อสัตย์ ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง มาร่วมพิธี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563ณ ที่ทำการสมาคมฯ ซอยอ่อนนุช 28 เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

สมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2491 โดยมี ศ.ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ นพวงศ์ (น.ส.พูนทรัพย์ ไกรยง) เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ได้รวบรวมกลุ่มสตรีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเมื่อ 72 ปีที่แล้ว ด้วยเห็นว่าสตรีในประเทศไทยสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นสูงมากขึ้น จึงก่อตั้งเป็นสมาคมสตรีอุดมศึกษาฯ โดยยึดหลักสากลที่ว่า “การศึกษานำมาซึ่งมิตรภาพและความเข้าใจอันดียิ่งขึ้น” ต่อมาได้ทำการก่อสร้างที่ทำการถาวร จากการบริจาคที่ดินของ ม.ร.ว.เสริมศรี เกษมศรี นายกสมาคมฯในขณะนั้น รวมเป็นจำนวนที่ดิน 2 ไร่กว่า ณ ซอยอ่อนนุช 28 และได้รับพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2495 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์อุปถัมภ์ของสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์อุปถัมภ์ของสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทยพระสงฆ์ 10 รูป จากวัดยาง สวดพระพุทธมนต์ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระกุศล แด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์พระสงฆ์ 10 รูป จากวัดยาง สวดพระพุทธมนต์ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระกุศล แด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง นายกสมาคมฯ จุดเครื่องทองน้อย หน้าพระรูปศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง นายกสมาคมฯ จุดเครื่องทองน้อย หน้าพระรูปผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก, พัชรา มาดล, ผอ.เรณู ซื่อสัตย์, สุมนา อภินรเศรษฐ์, ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง, ดร.อัญชุลี สิมะเสถียร, ศศนัญ บรรจงโพธิ์กลาง, นาวาอากาศเอกหญิง ดร.อุษา โพนทอง

ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก, พัชรา มาดล, ผอ.เรณู ซื่อสัตย์, สุมนา อภินรเศรษฐ์, ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง, ดร.อัญชุลี สิมะเสถียร, ศศนัญ บรรจงโพธิ์กลาง, นาวาอากาศเอกหญิง ดร.อุษา โพนทองร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง เกวลิน สวรรคทัต, ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก, ผศ.ดร.วิรชฎา บัวศรี อดีตนายกสมาคมฯ, ดร.อัญชุลี สิมะเสถียร, รศ.ดร.ชุมพร ยงกิตติกุล อดีตนายกสมาคมฯ และกรรมการมูลนิธิฯ ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง, สุมนา อภินรเศรษฐ์, ผอ.เรณู ซื่อสัตย์, มัณฑรัตน์ ศรีฉายนาม, นาวาอากาศเอกหญิงอุษา โพนทอง, ศศนัญ บรรจงโพธิ์กลางร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง เกวลิน สวรรคทัต, ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก, ผศ.ดร.วิรชฎา บัวศรี อดีตนายกสมาคมฯ, ดร.อัญชุลี สิมะเสถียร, รศ.ดร.ชุมพร ยงกิตติกุล อดีตนายกสมาคมฯ และกรรมการมูลนิธิฯ ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง, สุมนา อภินรเศรษฐ์, ผอ.เรณู ซื่อสัตย์, มัณฑรัตน์ ศรีฉายนาม, นาวาอากาศเอกหญิงอุษา โพนทอง, ศศนัญ บรรจงโพธิ์กลาง

ต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 เรณู ซื่อสัตย์ ผอ.เขตสวนหลวง, ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง นายกสมาคมฯ, สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองในและรองประธานวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในพระองค์ฯต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 เรณู ซื่อสัตย์ ผอ.เขตสวนหลวง, ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง นายกสมาคมฯ, สุมนา อภินรเศรษฐ์ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนวัดทองในและรองประธานวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในพระองค์ฯหน้าที่ทำการของสมาคมฯ ชุติมา อรรถวรรัตน์, สุวรรณา ส่งเสริมสวัสดิ์, ระพีพันธุ์ โค้วสุวรรณ, ศศนัญ บรรจงโพธิ์กลาง, ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง, สุมนา อภินรเศรษฐ์,ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลกหน้าที่ทำการของสมาคมฯ ชุติมา อรรถวรรัตน์, สุวรรณา ส่งเสริมสวัสดิ์, ระพีพันธุ์ โค้วสุวรรณ, ศศนัญ บรรจงโพธิ์กลาง, ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง, สุมนา อภินรเศรษฐ์,ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลกโสภา อมราศรัยศรี นายกสโมสรกีฬาสวนหลวง, ดร.ชาญณรงค์ ลักษณียนาวิน ประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, พัชรา มาดล, อร่ามรัตน์ บุณยรัตน์โยธิน พร้อมเจ้าหน้าที่เขตสวนหลวงโสภา อมราศรัยศรี นายกสโมสรกีฬาสวนหลวง, ดร.ชาญณรงค์ ลักษณียนาวิน ประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, พัชรา มาดล, อร่ามรัตน์ บุณยรัตน์โยธิน พร้อมเจ้าหน้าที่เขตสวนหลวงวงดนตรีไทยมาบรรเลงในงานวงดนตรีไทยมาบรรเลงในงาน