“วัชระ” โต้เดือด “ซิโน-ไทย” ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453049

“วัชระ” โต้เดือด “ซิโน-ไทย” ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5

"วัชระ" โต้เดือด "ซิโน-ไทย" ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5

24 ธันวาคม 2563 – 12:28 น.

“วัชระ” โต้เดือด “ซิโน-ไทย” ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5 ยันหากยังดื้อ พร้อมเดินหน้าร้องป.ป.ช.ฟันไม่เลี้ยง

24 ธ.ค.63 จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมาและนายชวนได้ส่งหนังสือต่อให้ นายสาธิต ประเสริฐศักดิ์ ประธานกรรมการตรวจการจ้างและกรรมการทุกคนได้พิจารณาแล้วนั้น 

ล่าสุด นายสุทธิพล พัชรนฤมล ผอ.โครงการบริษัท ซิโน-ไทย เอนจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จก.(มหาชน) ได้ทำหนังสือร้องเรียนลงวันที่ 23 ธ.ค.63 ต่อนายสาธิตตอบโต้การร้องเรียนของนายวัชระ โดยระบุว่า นายวัชระไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาขยายเวลาการก่อสร้างของบริษัท และหนังสือร้องเรียนของนายวัชระก็ไม่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ อีกทั้งข้อสรุปของนายวัชระก็ไม่สามารถนำมาใช้คัดค้านได้เช่นกัน เพราะเหตุแห่งการขยายเวลาไม่ได้เกิดจากความผิดของบริษัท อีกทั้งหนังสือร้องเรียนของนายวัชระยังมีลักษณะเชิงบังคับว่า หากมีการขยายเวลาก็จะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการ หรืออีกนัยหนึ่งคือการขยายเวลาเป็นการเหมารวมว่าทุจริตต่อหน้าที่ ทั้งที่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุแห่งการขอขยายเวลาได้ตามสัญญาหรือไม่ และเป็นความผิดของผู้รับจ้างหรือไม่ จึงเห็นว่าการร้องเรียนของนายวัชระเป็นการแทรกแซงจากภายนอกเป็นเรื่องทางการเมืองกดดันคณะกรรมการตรวจการจ้าง จึงอยากให้กรรมการได้พิจารณาจากเหตุแห่งการขอขยายเวลาอย่างถูกต้องและเป็นธรรมด้วย

ด้านนายวัชระ ได้ออกมาตอบโต้ในเรื่องนี้ทันทีว่า นายสาธิตได้พิจารณาวาระหนังสือคัดค้านการขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 ตามที่นายชวน  หลีกภัย ประธานสภาฯส่งไปแล้ว  จะไปลบทิ้งหรือลบเทปการประชุมได้อย่างไร นี่คือยุคนายชวน  หลีกภัย มิใช่ยุคคสช.ตนยื่นหนังสือในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีมิใช่เรื่องการเมืองแต่อย่างใด และยื่นคัดค้านมาตั้งแต่การขยายเวลาครั้ง 4 แต่เลขาธิการสภาฯในขณะนั้น ไม่ได้ให้มีการพิจารณาแบบประชาธิปไตยเช่นนี้ กลับรวบอำนาจพิจารณาอนุมัติแต่เพียงผู้เดียวเหมือนเช่นการอนุมัติให้ขยายเวลาตั้งแต่ครั้งที่1- 4 เป็นผลงานของนายสรศักดิ์ เพียรเวช อดีตเลขาฯสภาล้วนๆ แม้กลุ่มบริษัทATTAไม่เห็นชอบการขยายเวลาครั้งที่ 4 จำนวน 382 วันก็ไม่ฟัง นี่คือประโยชน์ของการมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งและมีประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่ใจซื่อมือสะอาด ซื่อสัตย์ มืออาชีพ เมื่อนายสุทธิพล        ตัวแทนบริษัทซิโนฯส่งหนังสือมา  นายสาธิตก็ต้องให้ความเป็นธรรมบรรจุเรื่องเป็นวาระพิจารณาต่อไป 

นายวัชระ ย้ำว่า ตนมีสิทธิยื่นหนังสือคัดค้านในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พ.ศ 2560 มาตรา 63 และมาตรา 78 ใครกันแน่ที่ใช้อิทธิพลทางการเมืองเอางานหรือโครงการสัมปทานจากรัฐ มีบริษัทไหนในประเทศนี้ที่ได้รับการขยายสัญญาและขอเงินเพิ่มไม่หยุดหย่อน มีความละอายบ้างหรือไม่

นี่คือการสร้างรัฐสภาของประเทศ แต่ทำไมมันเน่าเหม็นฉาวโฉ่ขนาดนี้   สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือถึงนายสาธิตยืนยันแล้วว่าบริษัทใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่ก่อประโยชน์กับทางราชการ หากกรรมการตรวจการจ้างไปเชื่อพ่อค้าเอกชนให้ขยายสัญญาอีกเป็นครั้งที่ 5 ป.ป.ช.อาจตั้งเรื่องรอรับอยู่แล้วก็เป็นได้
ก็แล้วแต่เวรกรรมของแต่ละคน บางคนอาจกระหยิ่มว่าตนอยู่เหนือกฎหมาย แต่ไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้ พระสยามเทวาธิราชมีจริง คนทุจริตไม่อาจหลอกประชาชนไ

ส่วนเรื่องที่บริษัทซิโนฯอ้างว่าหนังสือร้องเรียนของนายวัชระเป็นเชิงบังคับกดดันนั้น นายวัชระ ชี้แจงว่า ตนเป็นแค่ประชาชนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ไปบังคับกรรมการตรวจการจ้างได้ หนังสือที่ส่งถึงผู้รับผิดชอบก็เพียงต้องการบอกอย่างตรงไปตรงมากับกรรมการล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าได้อนุมัติ เพราะประธานตรวจการจ้างก็ย่อมรู้กฎหมายดี เมื่อสำนักกฎหมายของสภาไม่เห็นชอบการขยายเวลาและกลุ่มบริษัทATTAซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานไม่เห็นชอบการขยายเวลามาตั้งแต่ครั้งที่ 4 แล้ว กอปรกับมีการขยายเวลาซ้ำซากนานถึง 1,864 วัน จะขอขยายอีกเป็นครั้งที่ 5 จำนวน 133 วันและยังมีคดีฟ้องสภาเรียกค่าเสียหายอีกถึง 1,600 ล้านบาท หากกรรมการตรวจการจ้างมีมติให้ขยาย เท่ากับสภาเป็นฝ่ายผิด ทางบริษัทก็นำไปเป็นหลักฐานในศาลปกครองได้อีก สภาก็เสียค่าโง่ซ้ำซาก หากได้ใช้หลักวิญญูชนพิจารณาง่ายๆก็ตัดสินใจได้แล้วว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด และหากตัดสินใจผิดก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นๆที่อดีตอธิบดี อดีตรัฐมนตรีติดคุกล้วนเกิดจากความเกรงใจหรือสมยอมหรืออาจถูกบังคับเพื่อแลกกับตำแหน่งหรือผลประโยชน์ต่างๆ ดังนั้น ข้าราชการต้องตัดสินใจให้ดี เพราะไม่มีใครมาติดคุกแทนได้

“พิชัย” ห่วง “ล็อกดาวน์” จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453033

“พิชัย” ห่วง “ล็อกดาวน์” จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า

 "พิชัย" ห่วง "ล็อกดาวน์" จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า

24 ธันวาคม 2563 – 10:20 น.

“พิชัย” จี้ “ประยุทธ์” รับผิดชอบ ที่ฝ่ายความมั่นคงล้มเหลวทำไวรัสแพร่ ห่วง ล็อกดาวน์จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า แนะ คุมแต่ละพื้นที่ ตรวจสุ่มให้ครบ และเร่งนำเข้าวัคซีน

24 ธ.ค.63 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า รู้สึกกังวลที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม และ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะประชุมเรื่องการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในวันนี้ ซึ่งหากล็อกดาวต์ประเทศจริง เศรษฐกิจไทยที่ทรุดหนักอยู่แล้วจะยิ่งทรุดหนักลงอีก อาจจะถึงขึ้นโคม่าและไม่ฟื้นเลยก็ได้

ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจไทยตกต่ำมาตลอด 6 ปี จนสื่อหลักต่างประเทศอย่าง เดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ ขนานนามประเทศไทยว่าเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย และจะป่วยหนักขึ้น ตั้งแต่ก่อนมีการแพร่ระบาดของไวรัสแล้ว พอมาเจอล็อกดาวน์จากวิกฤติไวรัสโควิดช่วงต้นปี เศรษฐกิจไทยที่ป่วยจริงเลยยิ่งป่วยหนัก  ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์ช่วงต้นปี ยังส่งผลกระทบอย่างหนักและยังมีผลสืบเนื่องอยู่ โดยจะมีธุรกิจที่จะต้องปิดกิจการอีกเป็นจำนวนมาก จะมีหนี้เสียพุ่งสูง โดยจะเกิดการว่างงานเพิ่มอีกมาก ซึ่งถ้าหากล็อกดาวน์อีกจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจถึงขั้นโคม่าและอาจจะไม่ฟื้นเลยก็ได้  

มีการคาดการณ์กันว่า การกลับมาแพร่ระบาดของไวรัสโควิดครั้งนี้ จะทำความเสียหายให้ประเทศอย่างน้อยวันละ 2,000 ล้านบาท หรือ เดือนละ 60,000 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ  ดังนั้น การที่รัฐบาลจะหวังฟื้นเศรษฐกิจจากโครงการ “คนละครึ่ง” และ “เที่ยวด้วยกัน” จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย เพราะเป็นแค่การบรรเทาอาการชั่วคราว และการแพร่ระบาดจะทำให้ “เที่ยวด้วยกัน” ต้องล้มเหลวไปด้วย โดยรัฐบาลยังไม่มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาหลักทางเศรษฐกิจ เช่นการลงทุน และ การส่งออก แต่อย่างไร แถมซ้ำเติมด้วยการจะถูกสหรัฐตัดจีเอสพีเป็นครั้งที่สองในปลายปีนี้ และ หนังสือท้วงติงจากวุฒิสภาสหรัฐในเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยและการดำเนินคดีผู้ชุมนุมแบบไม่ถูกต้อง รวมถึง ยูเอ็นก็ยังทักท้วง ม. 112 ที่รัฐบาลใช้จัดการกับผู้เห็นต่าง ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก ทั้งนี้ยังมีเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากทั้งที่เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก พลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจดูคล้ายจะไม่รู้เรื่องในปัญหาเหล่านี้เลย เหมือนจะหมดสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแล้ว 

สาเหตุของการแพร่ระบาดของไวรัสในครั้งนี้ ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบเต็มๆคือฝ่ายความมั่นคง ที่ปล่อยให้มีการลักลอบนำแรงงานเถื่อนผ่านเข้ามาในประเทศ ทั้งที่ข้อมูลการแพร่ระบาดของไวรัสอย่างหนักของประชากรในประเทศเมียนมาร์มีมาเป็นเดือนแล้ว แต่ฝ่ายความมั่นคงกลับไม่สามารถควบคุมการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาได้ ซึ่งเชื่อกันว่ามีผลประโยชน์จำนวนมหาศาลจากการลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวเถื่อนเหล่านี้ อีกทั้งฝ่ายความมั่นคงยังให้ข้อมูลสับสนย้อนแย้งกันเอง คนหนึ่งอ้างว่าชายแดนมีความยาวมากไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนคนหนึ่งกลับแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ ปฏิเสธว่าไม่มีการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเถื่อนเข้ามา ซึ่งพูดเหมือนดูถูกภูมิปัญญาของประชาชนอย่างมาก และผู้ที่รับผิดชอบความมั่นคงก็คือ พลเอกประยุทธ์ เองในฐานะ นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม และ ยังคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย จะมาปัดความรับผิดชอบหรือโทษคนอื่นไม่ได้เลย ซึ่งถ้าพลเอกประยุทธ์จะตระหนักล่วงหน้า ระมัดระวัง และกำชับเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวเถื่อนเหล่านี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอย่างรุนแรงคงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องความรับผิดชอบจากพลเอกประยุทธ์ในความล้มเหลวครั้งนี้ ซึ่งสร้างปัญหาให้กับประเทศอย่างมากทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านสุขภาพ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน วิธีการที่ดีที่สุด น่าจะเป็นว่า ถ้าพบการแพร่ระบาดและหากจำเป็นก็ควรล็อกดาวน์เฉพาะจุด และทำการทดสอบประชาชนในบริเวณดังกล่าวทั้งหมด ใครติดเชื้อไวรัสก็ต้องรีบนำเข้ากักตัวและรักษา โดยไม่ควรล็อกดาวน์ทั้งประเทศเหมือนตอนต้นปี เพราะความเสียหายทางเศรษฐกิจจะมากเกินแบกรับ ประเทศที่พัฒนาแล้วและมีการแพร่ระบาดมากกว่าไทยก็ยังไม่ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ นอกจากนี้ ประเทศสิงคโปร์และ ประเทศมาเลเซียจะมีการนำเข้าวัคซีนเข้ามาฉีดป้องกันให้กับประชาชนแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าทำไมประเทศไทยยังไม่มีแนวโน้มที่จะได้วัคซีนในเวลาอันใกล้นี้เลย ได้ยินว่าจะเป็นช่วงกลางปีหรือปลายปีหน้าเลย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องหาทางเร่งนำวัคซีนเข้ามาให้เร็วที่สุดเพื่อฉีดให้ประชาชนทั้งหมดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยเริ่มจากบริเวณที่มีการระบาดก่อน 

ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ประเทศต้องการผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ และ มีวิสัยทัศน์ โดยต้องมีทิศทางชัดเจนในการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ควบคู่ไปกับการประคองเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินไปด้วยกัน โดยต้องหาภาวะสมดุลย์เท่าที่จะทำได้ และต้องดำเนินทั้งสองด้านให้ไปด้วยกันให้ได้ หากล้มเหลวด้านใดด้านหนึ่ง ประชาชนจะได้รับผลกระทบและจะลำบากกันอย่างมาก และ จะทนกันไม่ไหว เพราะทีผ่านมาก็ทนกันมามากแล้ว 

“แรมโบ้” ซัด “พิธา” ควรปรับทัศนคติบ้าง บริหารพรรคคนน้อยยังไงให้โดนยุบ ย้อนกลับไปถามหาความรับผิดชอบจาก “ธนาธร” บ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453029

“แรมโบ้” ซัด “พิธา” ควรปรับทัศนคติบ้าง บริหารพรรคคนน้อยยังไงให้โดนยุบ ย้อนกลับไปถามหาความรับผิดชอบจาก”ธนาธร”บ้าง

"แรมโบ้" ซัด "พิธา" ควรปรับทัศนคติบ้าง บริหารพรรคคนน้อยยังไงให้โดนยุบ ย้อนกลับไปถามหาความรับผิดชอบจาก"ธนาธร"บ้าง

24 ธันวาคม 2563 – 09:43 น.

“แรมโบ้” ซัด “พิธา” พรรคอนาคตใหม่ บริหารคนส่วนน้อยยังมีคนลอบทำผิดกม.จนพรรคถูกยุบ ทำไมไม่ถามหาความรับผิดชอบกับ”ธนาธร”บ้าง ย้ำ “นายกฯ” ไม่เคยปัดความรับผิดชอบพร้อมตั้งใจหามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิดสู่ประชาชนอย่างเต็มที่

24 ธ.ค.63  นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นต่อคำพูดของนายกฯประโยคที่ว่า เพียงคนไม่กี่คนที่ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคม จะสร้างปัญหาให้คนเป็นล้าน ๆ ได้ แสดงเห็นถึงทัศนคติ ที่โทษคนอื่นยกเว้นตนเองและรัฐบาล โดยนายสุภรณ์ฯยืนยันว่าหากนายพิธาได้ติดตามการทำงานของนายกฯก็จะเห็นถึงความจริงใจตั้งใจในการเข้ามาแก้ไขปัญหา และยืนยันว่านายกฯไม่เคยปัดความรับผิดชอบ ไม่เคยกล่าวโทษใคร เพราะคนที่ลักลอบเอาแรงงานต่างด้าวชาวพม่าเข้ามา เป็นคนที่ไม่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายหวังประโยชน์ส่วนตัว และถือเป็นคนชั่วช้าที่สุด ต้องเร่งรัดเอาตัวมาดำเนินคดีให้ได้ อยากถามกลับนายพิธาว่าการที่นายกฯตั้งใจจริงใจและจะจัดการคนชั่วพวกนี้เป็นการโยนความผิดตรงไหน

ส่วนตัวมองว่าการที่นายกฯพูดในลักษณะดังกล่าวเป็นการพูดถึงคนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่รับผิดชอบต่อสังคม เพราะนายกฯและรัฐบาลจะต้องปกป้องคนส่วนใหญ่และประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ยังมองว่าไม่มีนายกฯหรือรัฐบาล แม้แต่ประชาชนในประเทศอยากให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ไม่อยากให้คนเห็นแก่ตัวคนชั่วช้า กระทำผิดกฎหมายลักลอบพาแรงงานต่างชาติเข้ามาอย่างแน่นอน และนายกฯยังย้ำเสมอว่าจะต้องลงโทษกับผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายในการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงาน  นอกจากนี้นายกฯยังแสดงความเป็นห่วง โดยจะได้หามาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบด้วย

สำหรับการยังคงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นนายสุภรณ์ระบุว่า นายพิธา ก็เห็นแล้วว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นที่ผ่านมายังสามารถแก้ไขปัญหาได้ จนผลการแพร่เชื้อนิ่งมาในระยะหลายเดือนจนเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น การท่องเที่ยวในประเทศเริ่มขยายตัว นายพิธาก็รู้แก่ใจและทราบดี

“นายพิธา ไม่ต้องไปปกป้องผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ทำให้บ้านเมืองได้รับผลกระทบ รวมถึงไม่ต้องห่วงว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมเลย แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ควรหันมาเป็นห่วงประชาชนในประเทศจะดีกว่า

และที่นายพิธาบอกให้นายกฯปรับทัศนคตินั้น  ตนเองมองว่าคนที่ควรปรับทัศนคติน่าจะเป็นนายพิธามากกว่า ที่ควรเปิดใจให้กว้าง เห็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศมากกว่าตัวเอง เพราะนายพิธาคือผู้แทนของประชาชน ก็ต้องดูแลประชาชน และหัดยอมรับในการทำงานของคนอื่นบ้างก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเองและประเทศชาติ  ไม่ใช่เห็นว่าใครทำดี ทำถูกต้องก็จะตำหนิท่าเดียว” 

“ประเทศและสังคมที่มีประชาชนจำนวนมาก แต่ก็ยังมีคนส่วนน้อยที่ยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนกล้าฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายทั้งที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ก็พยายามตรวจตรารัดกุมเฝ้าระวังอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังมีเล็ดรอดได้ ก็ไม่ต่างอะไรที่ตนอยากเปรียบเทียบกับกรณีประเด็นที่พรรคอนาคตใหม่ก่อนถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค ก็มีคนในพรรคบางคนก็ฝ่าฝืนกฎหมายเล็ดลอดกระทำผิดกฎหมาย จนทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ทั้งที่พรรคอนาคตใหม่ ปกครองด้วยคนไม่กี่คนก็ยังทำผิดให้คนอื่นเดือดร้อน สุดท้ายนายพิธาต้องมาตั้งพรรคใหม่คือพรรคก้าวไกล  เปรียบดังเรื่องคนที่แอบลักลอบเอาแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศเหมือนกัน เมื่อปัญหามันเกิดขึ้นด้วยคนไม่กี่คน นายกฯและรัฐบาล เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ตั้งใจแก้ปัญหาช่วยกันอย่างเต็มที่ไม่เคยคิดปัดความรับผิดชอบจะจัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดและหามาตรการยับยั้งไม่ให้เชื้อโควิดแพร่กระจายไปสู่ประชาชนให้ปลอดภัยในชีวิตสูงสุด และยังมีมาตรการช่วยเหลือเยียวผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

 ” กรณีพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ตนไม่เคยเห็นนายพิธา ออกมาเรียกร้องให้นายธนาธร ออกมารับผิดชอบในการทำให้กรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรค พรรคอนาคตใหม่เดือดร้อนบ้าง ทำไมไม่ต่อว่านายธนาธรบ้างว่า อย่าปฎิเสธความรับผิดชอบที่ทำให้พรรคถูกยุบและกรรมการพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองนับ10ปี ทำให้หมดอนาคตทางการเมือง ที่ตนพูดเปรียบเทียบไม่ได้มีเจตนาเหน็บแนมอะไร เพียงต้องการให้นายพิธา รู้จักวิธีคิด ว่าการเป็นผู้นำบริหารคนจำนวนเล็กน้อยยังมีคนแอบลักลอบทำผิด กฏหมายพรรคการเมือง เปรียบเทียบเช่น นายกฯประยุทธ์ บริหารปกครองประเทศชาติขนาดใหญ่กว่าพรรค ก็ต้องมีคนฝ่าฝืนกฎหมายแน่นอน ก็ต้องแก้ไขกันไป นายกฯไม่เคยนิ่งนอนใจ ขอร้องนายพิธา ควรช่วยคิดหาแนวทางแก้ไขช่วยกันในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน อย่าพูดซ้ำเติมกล่าวหาคนที่ทำงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่พยายามทุ่มเทเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นขวัญและกำลังใจคือ สิ่งที่มีค่าสูงสุดในเวลานี้ ถ้านายพิธา คิดว่ารักประเทศไทย รักประชาชนคนไทย อย่าซ้ำเติมหรืออย่าทิ่มแทงทำลายขวัญกำลังใจกันเลยครับ”นายสุภรณ์ กล่าว

“ธนกร” ป้อง “บิ๊กตู่” แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453014

“ธนกร” ป้อง”บิ๊กตู่” แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน

"ธนกร" ป้อง"บิ๊กตู่" แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน

24 ธันวาคม 2563 – 08:23 น.

“ธนกร” ป้อง”บิ๊กตู่” แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน วอนเชื่อมั่นระบบสาธารณสุขไทย

24 ธ.ค.2563 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่จ.สมุทรสาคร นั้น ทางรัฐบาลได้จัดการเด็ดขาดทันที พร้อมทั้งมีมาตรการออกมาคุมเข้มทุกจุด โดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่และประชาชน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และระบบสาธารณสุขของไทย  ว่าจะสามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19  ระบาดอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะฉนั้นแล้วเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันเราจะฝ่าวิกฤติไปได้อย่างแน่นอน

นายธนกร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ปรับทัศนคติ เลิกปัดปัญหาพ้นตัว โทษแต่คนอื่นยกเว้นตัวเองนั้น เข้าใจว่านายพิธายังคงเครียดกับความพ่ายแพ้การเลือกตั้งนายก อบจ.ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าอยู่ จึงพยายามออกมาโจมตีรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ ตนอยากบอกนายพิธาว่า อย่ามีสมองไว้กั้นหูอย่างเดียว พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยโทษประชาชน มีแต่ชื่นชมประชาชนที่ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด แต่โทษแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาแพร่เชื้อ ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์บริหารจัดการโควิด-19ได้ดี มีอาจารย์หมอเป็นคณะที่ปรึกษา จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี  ทางที่ดีนายพิธาควรที่จะมาช่วยกัน ไม่ใช่อาศัยจังหวะที่ประชาชนเดือนร้อนมาเล่นเกมส์การเมืองโดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน ส่วนหากมีเจ้าหน้าที่กระทำผิด ปล่อยให้มีการลักลอบแรงงานต่างด้าวเข้ามา ท่านนายกฯจะเอาผิดอย่างเด็ดขาดทันที ไม่ต้องห่วง

“นายกฯ” ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/452985

“นายกฯ” ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท

"นายกฯ" ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท

23 ธันวาคม 2563 – 19:07 น.

นายกฯ ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท เตรียมนำเสนอ ครม. 5 ม.ค.64 ย้ำพิจารณางบรายจ่ายประจำให้ลดลงเหมาะสม โดยคงการจัดสรรงบดูแลกลุ่มเปราะบางทั้งหมด

วันนี้ (23 ธ.ค.63) นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ร่วมกับ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ภายหลังการประชุม นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้แถลงผลการประชุมสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

การประชุมร่วม 4 หน่วยงานในวันนี้เป็นไปตามกฎหมายวิธีการงบประมาณเพื่อกำหนดวงเงินงบประมาณในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้สำนักงบประมาณนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาวงเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2565 ในวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ลดลงจากงบประมาณปี พ.ศ. 2564 จำนวน 185,900 ล้านบาทเศษ หรือลดลงร้อยละ 5.66 เป็นไปตามประมาณการด้านรายได้ที่กระทรวงการคลังประมาณการไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท โดยจะเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 7 แสนล้านบาท ซึ่งมีสมมติฐานเศรษฐกิจและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ สศช. และ ธปท. ได้นำเสนอต่อที่ประชุม ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในปี 2565 ข้อมูลจาก สศช. ได้ประมาณการว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 3.5 โดยในปี 2564 ได้กำหนดไว้ที่ร้อยละ 4 ส่วนอัตราเงินเฟ้อปี 2564 และปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 1.2 ขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ปี 2565 อยู่ที่ 17.328 ล้านบาท  สำหรับงบลงทุนในปี 2565 จะลดลงจากปี 2564 ที่วงเงิน 649,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 19 ของวงเงินงบประมาณ โดยในปี 2565 ได้ตั้งงบลงทุนเบื้องต้นไว้ที่ 620,000 ล้านบาท คงไว้ตาม พรบ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่ร้อยละ 20 ซึ่งสำนักงบประมาณจะได้นำเสนอรายละเอียดอีกครั้งหลังจากนำผลการประชุมวันนี้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 มกราคม 2564
 
นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้สำนักงบประมาณไปพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำให้ลดลงอย่างเหมาะสม โดยให้คงไว้สำหรับการดูแลงานประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ บัตรสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มเปราะบางทั้งหมด คนพิการ คนชรา เด็กเล็ก ตามนโยบายของรัฐบาล  พร้อมกำชับให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง 

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำ ในปี 2564 ได้ตั้งไว้ที่ 2.537 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 77 ของวงเงินงบประมาณ ส่วนในปี 2565 ตั้งไว้ที่ 2.354 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 75 ของวงเงินงบประมาณ ทั้งนี้ สำนักงบประมาณมีนโยบายในการที่จะลดงบประมาณรายจ่ายประจำมาโดยตลอด โดยจะขอให้ส่วนราชการทบทวน โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาผลการเบิกจ่ายงบประมาณ ประสิทธิภาพในการใช้จ่าย และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ทั้งงบลงทุนและงบประจำ กรณีที่เป็นงบรายจ่ายประจำก็ต้องพิจารณาตามเกณฑ์  สำหรับงบรายจ่ายประจำในปี 2565 ในส่วนของค่าใช้จ่ายในรายการที่เกี่ยวกับด้านสังคมยังคงไว้ตามเดิม ไม่ได้ปรับลด
 
ทั้งนี้ วงเงินดังกล่าวเป็นวงเงินเบื้องต้นที่จะต้องพิจารณาความจำเป็นและคำขอของส่วนราชการต่าง ๆ อีกครั้ง โดยจะมีการหารือกับส่วนราชการถึงความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประจำหรืองบลงทุน ว่าสามารถชะลอได้หรือไม่ สามารถใช้มาตรการอื่นจากเงินนอกงบประมาณ เงินกองทุนที่มีอยู่ เช่น กองทุน Thailand Future Fund เป็นต้น ได้หรือไม่ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน PPP ที่จะต้องออกเป็นมาตรการ  โดยพยายามรักษาวงเงินงบลงทุนในระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ให้สูงกว่าในปีที่ผ่าน ๆ มา ต้องขอความร่วมมือให้ช่วยกัน ซึ่งเลขาธิการ สศช. ได้ขอให้รัฐวิสาหกิจมีการลงทุนเพิ่ม โดยกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะไปพิจารณาว่ามีโครงใดที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะทำร่วมกันได้บ้าง ในภาพรวมแล้ววงเงินงบประมาณปี 2565 และอื่น ๆ ยังคงดีอยู่ เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวที่ร้อยละ 3.5 ได้
 
สำหรับงบประมาณในส่วนที่เป็นสวัสดิการต่าง ๆ มีการตั้งงบประมาณไว้เพียงพออยู่แล้ว สำนักงบประมาณพยายามลดรายจ่ายประจำโดยต้องไม่กระทบต่อสังคม ยังมี พรก. กู้เงินฯ ที่สามารถนำมาช่วยดูแลด้านของสังคม สำหรับรายจ่ายประจำที่สามารถชะลอ ลดลงได้ เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ การประชุมสัมมนา New Normal ที่เป็นการประชุมทางไกล ที่ลดลงได้บางส่วน โดยส่วนที่จะลดลงได้คือ เงินที่จะสมทบรายการต่าง ๆ กองทุน ที่ส่วนราชการเสนอขอ  ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่ากระทรวงการคลังจะขอคืนเงินกองทุนต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ มาเก็บชะลอไว้ก่อน  สำหรับงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่อาจจะลดลง แต่รายได้ต่อหัว สวัสดิการเด็กนักเรียนยังครบถ้วนอยู่ จำนวนเด็กนักเรียนลดลงร้อยละ 5 – 6 ต่อปีอยู่แล้ว ฉะนั้นวงเงินของกระทรวงฯ อาจจะลดลง  ด้านงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขก็อาจจะลดลงเพราะมีส่วนหนึ่งที่ไปเป็นค่าจ้างพนักงานและลูกจ้าง ที่ปีที่ผ่านมาได้ปรับสถานะเป็นข้าราชการ 45,000 อัตรา ทำให้ยกสถานะจากเงินกองทุนเป็นงบบุคลากร เป็นต้น ตามที่มีข่าวว่าอาจจะลด แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ลด ยังคงเหมือนเดิม ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้ลดลง ยืนยันว่าไม่กระทบในส่วนนี้

‘อธิบดีปศุสัตว์’ แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540870

'อธิบดีปศุสัตว์'แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.42 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา และพร้อมเปิดด่านฯตามนโยบาย”รมว.กษ.”อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู

นายสัตวแพทยสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร-แห่งชาติ ระบุถึงปัญหาการส่งออกสุกรมีชีวิตไปประเทศกัมพูชาว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถส่งออกได้ จากความขัดแย้งระหว่าง โบรกเกอร์ กลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ทำการค้ากับประเทศกัมพูชา กับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์ ที่ใช้รถยนต์และรถบรรทุกปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรผ่านจุดผ่านแดนได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อนานกว่า 1 เดือน ส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาดจนกระทบต่อราคาหมูที่ตกต่ำลงอย่างมาก และเกษตรกรต้องแบกรับภาวะการขาดทุนมากว่า 3 ปี

ทั้งนี้ แม้จะเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาผ่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมปศุสัตว์ แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และมีการโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ในประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง การเป็น AEC อย่างไรก็ตาม หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศจะนัดรวมตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อทวงถามคำตอบจากนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายใน 7 วัน ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 24 ธ.ค.นั้น กรมปศุสัตว์ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา หน่วยงานสุขภาพสัตว์และการผลิต ราชอาณาจักรกัมพูชา (General Directorate of Animal Health and Production: GDAHP) ได้มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ส่งถึงกรมปศุสัตว์ แจ้งข้อกำหนด (requirement) การนำเข้า/นำผ่านสุกรมีชีวิตไปยังกัมพูชา/เวียดนามฉบับใหม่ พร้อมกับแจ้งอนุญาตให้ผู้ประกอบการจำนวน 5 บริษัท เป็นผู้ส่งออกได้ โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการที่เคยส่งออกได้มาก่อนอีกจำนวน 24 บริษัท ได้รับผลกระทบไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงได้รวมกลุ่มกันไปปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรมีชีวิตเพื่อการส่งออกทางด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เร่งแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 63 GDAHP ได้แจ้งเพิ่มเติม อนุญาตให้ผู้ประกอบการอีก 5 บริษัท รวมเป็น 10 บริษัท สามารถส่งออกไปยังกัมพูชาได้

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์รับผิดชอบการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (Health Certificate) และใบอนุญาตนำสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร โดยต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 (ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การขออนุญาต การออกใบอนุญาต วิธีการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ.2558) โดยปัจจุบัน การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว พม่า เวียดนาม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้า ยังคงมีการออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ได้ตามปกติ ในส่วนของประเทศกัมพูชาได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้าใหม่ กรมปศุสัตว์จึงอยู่ในระหว่างประสานงานให้กัมพูชาพิจารณาเห็นชอบร่างหนังสือรับรองฯ ฉบับใหม่

ปัจจุบัน GDAHP ได้ผ่อนปรนให้ใช้หนังสือรับรองฯ ฉบับเดิมไปก่อนได้ กรมปศุสัตว์จึงสามารถออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ให้ผู้ประกอบการ ได้ทันที หากมีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตพร้อมหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 มีผู้ประกอบการ ที่ GDAHP อนุญาตให้ส่งออกสุกรมีชีวิตไปยังประเทศกัมพูชาได้มายื่นขอหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ณ ด่านกักกันสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ ได้ตรวจสอบหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง จึงได้ออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ แล้ว จำนวน 4 ฉบับ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ส่งหนังสือขอเพิ่มรายชื่อผู้ส่งออกเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชาพิจารณาแล้ว โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กระทรวงการต่างประเทศ จะเร่งติดตามการเจรจาขอเพิ่มรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออก/นำผ่านไปกัมพูชา กับหน่วยงานภาครัฐของกัมพูชา โดยเร่งด่วน ตามมติที่ประชุมติดตามความคืบหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกสุกรไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา กรณีมาตรการจำกัดการนำเข้าสุกรจากไทย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.63 ณ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ด้วยแล้ว และล่าสุด ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (HC) พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ทุกด่านสามารถส่งออกสุกรไปยังกัมพูชาได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเร่งด่วนอีกด้วย

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540830

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.09 น.

24 ธันวาคม 25653 นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่10 มอบหมายให้ นายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา พร้อมด้วย หัวหน้าฝ่าย เจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 10,เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเรือขุด สำนักเครื่องจักรกลได้ร่วมกันลงพื้นที่ร่องเรือในแม่น้ำบางขาม เพื่อสำรวจสภาพแม่น้ำบางขาม และสภาพริมตลิ่งทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ 

เนื่องจากในช่วงเดือนมีนาคม –  เมษายนของทุกปี ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนทำให้แห้งขอดและขาดตอน จนทำให้มีตะกอนดินและวัชพืช จำนวนมากมากองสุมอยู่ในแม่น้ำจนส่งผลให้แม่น้ำบางขามได้ตื้นเขิน จนส่งผลกระทบต่อการนำน้ำดิบไปผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรและอาชีพเลี้ยงปลากระชัง

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบิเวศน์ของแม่น้ำบางขามอีกด้วย ทางสำนักงานชลประทานที่ 10 จึงได้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบการจัดตั้งคำขอ/แผนงานงบประมาณ ขุดลอกแม่น้ำบางขาม (ระยะที่ 1) พร้อมแก้มลิง 3 แห่ง เพื่อเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำในแม่น้ำบางขาม ไว้ใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคในฤดูแล้ง พร้อมทั้งพิจารณาสถานที่ทิ้งดินที่ได้จากการขุดลอกให้เหมาะสมกับปริมาณดิน โดยไม่ส่งผลกระทบกับราษฎรที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำบางขาม ซึ่งการขุดลอกแม่น้ำบางขามวางแผนไว้ในระยะแรก 14 กม. จากความยาวทั้งสิ้นประมาณ 60 กม.

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540757

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะแอปเตอร์ของเราได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากท่านผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ท่านได้กรุณาจัดนักวิชาการมาบรรยายด้านงานวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และแถมยังนำพวกเรานั่งรถยนต์ไปชมทัศนียภาพแปลงวิจัยข้าวของศูนย์ในอาณาบริเวณติดกัน รวมทั้งพาไปเยี่ยมชมธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวไทย ที่เก็บรวบรวมสายพันธุ์ข้าวที่มีถิ่นกำเนิดและเจริญเติบโตอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และเป็นเชื้อพันธุ์ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเสริมศักยภาพในการแข่งขันส่งออกข้าวไทย ไหนๆ มีโอกาสได้พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ในฐานะที่มีประสบการณ์เพราะเคยอยู่ในวงการนี้มายาวนาน และก็ได้ทราบได้เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่าง พวกเราบางคนยังมีความไขว้เขวเข้าใจผิดกันอยู่มาก จึงขออนุญาตถ่ายทอดทำความเข้าใจในบางเรื่องที่สำคัญไว้พอสังเขป ดังนี้ครับ

ประการแรกที่อยากจะกล่าวถึงมากที่สุด คือ เรื่องการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยความจริงประเทศไทยเรานั้นโชคดีมากที่มีต้นทุนด้านพันธุ์ข้าวคุณภาพดีอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยในอดีตประมาณปี พ.ศ.2476 ประเทศไทยได้รับรางวัลข้าวคุณภาพดีอันดับหนึ่งของโลก จากการส่งเข้าประกวดข้าวโลกที่ประเทศแคนาดา ทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยโด่งดัง และเป็นที่มาของการส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกในยุคหลังจากนั้น และการที่เราสามารถมีข้าวส่งออกได้มากๆ นอกจากเป็นเพราะเรามีพันธุ์ข้าวที่ดีแล้ว ก็สืบเนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาอยู่มากเกินกว่าที่พลเมืองชาวไทยจะบริโภคได้หมด อันนี้ต่างจากบางประเทศที่พื้นที่ปลูกข้าวมีน้อย หรือไม่ก็เกิดภัยธรรมชาติเยอะทำลายผลผลิตข้าว เลยทำให้ข้าวไม่พอกินหรือไม่เหลือส่งออก แต่กระนั้น ต่อมาระยะหลังๆ หลายประเทศก็ได้มีการพัฒนาข้าวในด้านต่างๆ และสามารถยกระดับกลายมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวแข่งกับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านพันธุ์ข้าว ซึ่งนอกจากจะมีคุณภาพหุงต้มที่ดี ถูกใจของผู้ซื้อ ถูกปากผู้บริโภค ราคายังต้องถูกกว่าด้วย ซึ่งก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป เรื่องนี้จึงทำให้เกิดผลกระทบกับการส่งออกข้าวของไทยในปัจจุบัน

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเกิดคำถามว่าทำไมนักวิจัยบ้านเราจึงไม่พยายามพัฒนาคุณภาพข้าวไทยให้ดำรงความเป็นหนึ่งดังที่เคยเป็น เรื่องนี้จากการพูดคุยกับนักวิชาการด้านข้าว ผมขอเรียนข้อเท็จจริงว่า แม้จำนวนนักวิจัยและงบประมาณจากรัฐที่จัดสรรให้จะไม่ค่อยพอเพียง แต่ทางกรมการข้าวก็ได้จัดทำแผนงานวิจัยพันธุ์ข้าวสืบต่อเนื่องมาโดยตลอดทุกปี ทั้งๆ ที่การวิจัยให้ได้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่แต่ละพันธุ์ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี ก็ตาม (ทั้งนี้เพราะเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะเร่งงานวิจัยให้เร็วขึ้นเรายังมีน้อยมาก) เรามีสายพันธุ์ข้าวที่วิจัยเสร็จแล้วแต่เก็บสต๊อกไว้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นประเภทข้าวหอม ข้าวพื้นแข็ง ข้าวนุ่ม ข้าวเหนียว ข้าวเมล็ดสั้น ข้าวอุตสาหกรรม ข้าวลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงมาก รวมทั้งข้าวอื่นๆ อีกเยอะแยะ ขาดแต่เพียงยังไม่นำมาผ่านกระบวนการขั้นสุดท้ายที่จะสามารถนำเอาพันธุ์ข้าวนั้นมาใช้ปลูกได้อย่างถูกต้อง คือการประกาศรับรองพันธุ์ตามระเบียบของทางราชการ โดยคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ นักการตลาด รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ได้แก่ พ่อค้า โรงสี ตลอดจนตัวชาวนา

ถามว่าถ้าเป็นดังนี้แล้วทำไมเราไม่รีบเอาพันธุ์ข้าวดีๆ ที่วิจัยได้มารับรองและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกล่ะ อันนี้แหละคือปัญหาที่กรมการข้าวต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมากรมการข้าวถูกตำหนิติเตียนมากมาย โดยถูกกล่าวหาว่าออกพันธุ์ข้าวมามากเกินไปจนทำให้ตลาดสับสน ทำตลาดยาก เคยขายข้าวอย่างหนึ่งแต่มาออกอีกพันธุ์หนึ่ง ตลาดไม่รู้จักต้องไปเริ่มตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ ทั้งที่ความจริงในคณะกรรมการรับรองพันธุ์ท่านผู้ตำหนิก็เคยนั่งอยู่ตรงนั้น ก็เลยงงกันไปเรื่องของเรื่องก็คือ การวิจัยพันธุ์ข้าวมันไม่ได้แค่เพียงสนองตอบเฉพาะความต้องการของตลาดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องสนองตอบต่อปัญหาใหม่ๆ รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรายได้แก่ชาวนา เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น มีโรค เกิดแมลงมีน้ำแล้ง เจออากาศร้อน อากาศหนาว พันธุ์เก่าที่เคยปลูกกลับไม่ได้ผลผลิต หรืออ่อนแอต่อโรคแมลง ก็จำเป็นต้องหาพันธุ์ใหม่ปลูกแทน และนี่ก็คือความเป็นจริงพื้นฐานประการแรกของงานวิจัยข้าวของไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เปิดตลาดกะเหรี่ยงบ้านอีมาดอีทรายจ.อุทัยธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540754

เปิดตลาดกะเหรี่ยงบ้านอีมาดอีทรายจ.อุทัยธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิด “ตลาดกะเหรี่ยงและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ บ้านอีมาดอีทราย” ที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีว่า จังหวัดอุทัยธานี บูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูงหมู่ 4 บ้านอีมาดอีทราย ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม้ดอกไม้ประดับบนพื้นที่สูงที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างจังหวัดที่เดินทางมาในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี โดยแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาไม่น้อยกว่า 80,000 คน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท/ปี

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า กิจกรรมเปิดตลาด มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกจังหวัด ตลอดจนชาวต่างชาติ ได้รู้จัก
สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของจังหวัดอุทัยธานี เป็นการเปิดตลาดและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดจนการออกบูธนิทรรศการจำหน่ายสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดอุทัยธานี

ทั้งนี้ กิจกรรมเปิดตลาดกะเหรี่ยงและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ บ้านอีมาดอีทราย อยู่ในโครงการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูง
โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างงานสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูปในชุมชนที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในพื้นที่ สร้าง
รายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดและชุมชน โดยตำบลแก่นมะกรูด มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 2 แห่ง คือ แหล่งท่องเที่ยวไม้ดอกเมืองหนาว บริเวณสภาตำบลแก่นมะกรูด หมู่ 1 บ้านใต้ และแหล่งท่องเที่ยวไม้ดอกไม้ประดับ และพืชเมืองหนาว บริเวณพื้นที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย หมู่ 4 บ้านอีมาดอีทราย

เฝ้าระวังหนอนเจาะสมอฝ้ายในทานตะวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540755

เฝ้าระวังหนอนเจาะสมอฝ้ายในทานตะวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกทานตะวันเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งระยะนี้ช่วงเช้าอากาศเย็นมีความชื้นสูง และในเวลากลางวันอากาศร้อน โดยจะพบการเข้าทำลายของตัวหนอนในระยะที่ต้นทานตะวันดอกเริ่มบาน โดยจะพบหนอนเจาะสมอฝ้ายฝังตัวกัดกินเมล็ดที่กำลังพัฒนาอยู่บริเวณส่วนกลางของจานดอก กรณีที่มีการระบาดรุนแรง จะทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากตัวหนอนจะกัดกินกลีบดอกและกลีบเลี้ยง ทำให้ดอกไม่สามารถดึงดูดแมลงในการผสมเกสรได้ การติดเมล็ดไม่ดี มีเมล็ดลีบจำนวนมาก และจะให้ผลผลิตต่ำ

แนวทางการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายในต้นทานตะวัน เกษตรกรควรหมั่นกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้ายบริเวณโดยรอบแปลงปลูกต้นทานตะวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดแหล่งอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้าย หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะสมอฝ้าย ให้เกษตรกรเก็บตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่มาทำลาย เนื่องจากตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่จะใช้สารเคมีในการกำจัดไม่ได้ผล กรณีที่มีการระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมาเม็กตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร