“อภิปราย” ไม่ไว้วางใจรัฐบาล “ฝ่ายค้าน” ยังมีเวลาซ้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479418

“อภิปราย”ไม่ไว้วางใจรัฐบาล “ฝ่ายค้าน” ยังมีเวลาซ้อม

18 ส.ค. 2564

“ฝ่ายค้าน”ใช้เวทีอภิปรายงบประมาณ ซ้อม”อภิปราย”ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามสูตร “ก้าวไกล” ถลกแผนใช้งบกลาง แก้โควิดตรงไหน

หลังการแถลงภาพรวมการปรับลดงบประมาณ ของประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่าย ปี 2565เสร็จสิ้นลง  กระบวนการชำแหละความไม่ชอบมา
พากลในการ นำงบประมาณที่ปรับลดลงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ไปไว้งบกลางก็เริ่มขึ้น 

"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม
"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม

ศิริกัญญา ตันสกุล กรรมาธิการ จากพรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตว่า 1.6 หมื่นล้านที่ปรับลดลง แล้วนำไปไว้ที่งบกลางฯในอำนาจการใช้จ่ายของนายกรัฐมนตรี เป็นการตีเช็คเปล่าสามารถนำไปใช้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบและไม่ตอบโจทย์ที่ว่า ใช้แก้ปัญหาโควิด นอกจากจะมีทั้งงบกลางและเงินกู้รวมรวม 1ล้านล้านบาทแล้ว บางโครงการเช่น โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาอาชีพประมงส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน เหล่านี้มีคำถามว่า ช่วยแก้ปัญหาโควิดอย่างไร 

"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชี้ว่า ปัญหางบประมาณของไทย เกิดจากการใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ บางรายการชะลอหรือไม่ต้องรีบก็ได้  ยกตัวตัวอย่างงบสิ่งปลูกสร้างของกระทรวงต่างๆทำไมจึงมีความจำเป็นมากกว่างบประมาณที่ใช้ในการดูแลประชาชน ซึ่งถูกปรับลดลงไปเกือบสี่หมื่นล้านบาท ขณะที่งบประมาณก่อนหน้ามีมากกว่าแสนล้าน เป็นงบประมาณของกองทัพ 
 

"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม

การอภิปรายงบประมาณวาระ2 ฟังๆไปเหมือนเวทีซ้อมอภิปราย  ไล่ทีละมาตรา ว่ากันด้วยเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการตั้งงบประมาณ ชำแหละการใช้จ่ายรายกระทรวง แม้ไม่มีผลทางการเมืองเพราะสุดท้าย ก็จะเป็นไปตามที่มีการแก้ไขในกรรมาธิการและเสียงรัฐบาลที่มากกว่า  ขณะที่กำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจจะรู้กันในสัปดาห์หน้า ว่าจะบรรจุ ญัตติวันไหน แต่การซ้อมอภิปรายยังมีวาระแก้รัฐธรรมนูญ ให้ได้ปรับจูนกันอีกเวที

ไม่มีดีล “ทักษิณ” ห้ามทัพ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” เพื่อนธนาธรไม่จบ หยันคนตุลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479369

ไม่มีดีล “ทักษิณ” ห้ามทัพ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” เพื่อนธนาธรไม่จบ หยันคนตุลา

18 ส.ค. 2564

ซักฟอกโชยกลิ่น “ทักษิณ” หย่าศึกเพื่อไทยปะทะก้าวไกล กองเชียร์ตีกันไม่เลิก ลามศึกต่างรุ่น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

++

สงคราม‘เงา’

++

ค่ำวันอังคารที่ 17 ส.ค.2564 “โทนี่” หรือ ทักษิณ ชินวัตร มาพบประชาชนไทยเหมือนเดิมผ่านคลับเฮาส์ และประเด็นที่สื่อให้ความสนใจ ก็หนีไม่พ้นเรื่องรอยร้าว “เพื่อไทย-ก้าวไกล”

“ต้องใจเย็นๆ พรรคก้าวไกล ถ้าจะทำงานร่วมกันเพื่อประชาธิปไตยแล้ว อย่าใจร้อน ทะเลาะกันทำไม พวกเดียวกันทั้งนั้น ภารกิจคือ ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อต่อสู้เพื่อได้ประชาธิปไตย ไม่ใช่ด่าประวิตร ธรรมนัส แล้วจะได้ประชาธิปไตย”

ถ้าติดตามข่าวสารการเมืองไทยมาตั้งแต่ต้นปีนี้ ก็จะพบข่าวความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล มาเป็นระยะๆ แถมด้วยกองเชียร์ 2 ฝ่าย ก็จะเปิดศึกวิวาทะผ่านเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์

กรณีพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายพรรคก้าวไกล ดูไม่พอใจ เพราะจองกฐินจะอภิปรายสองคนนี้อยู่

เรื่องไม่จบแค่วงประชุมฝ่ายค้าน มีแกนนำพรรคก้าวไกล นำเรื่องนี้ไปพูดคุยผ่านกลุ่มกองเชียร์ตัวเอง ทำนองการไม่อภิปราย “ประวิตร” น่าจะเกี่ยวโยงกับ “อภิมหาดีล” เรื่องนี้ รู้ถึงหู “บิ๊กเพื่อไทย” ก็ออกโรงจวกแกนนำก้าวไกลทันที

++

หยามคนตุลา

++

วันที่ 16 ส.ค.2564 ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า พรรคได้ยืนยันผ่านเลขาธิการพรรคเพื่อไทยไปว่า ต้องการอภิปราย “พล.อ.ประวิตร” แต่หากเสียงส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ เราก็คงจะไม่ฝืนความเห็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ฝั่งพรรคเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มแคร์ ได้ตอบโต้พรรคก้าวไกล ถึงขั้นระบุชื่อ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ผ่านทวิตเตอร์

“ถ้าทำงานการเมืองแบบเสนอความเห็นแล้วแพ้ในที่ประชุม ก็ออกมาแสดงความเห็นกับแฟนคลับ..พูดเอาดีใส่ตน ทำลายคนอื่น…อย่างนี้ทำงานร่วมกันยากครับ”

ต่อมา “ชัยธวัช” ตอบกลับผ่านทวิตเตอร์ ว่า “ทางผมได้ประสานกับทาง @VoiceTVOfficial แล้ว ซึ่งทางช่องก็ตอบรับเป็นอย่างดี รอแต่เพียงคุณ @phumtham พร้อมเมื่อไร ผมยินดีที่จะไปคุยกับพี่อ้วนต่อหน้าสื่อตั้งแต่วันนี้เลยครับ เราจะได้เข้าใจตรงกันแล้วเดินหน้าทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลกันต่อไปครับ”

ลำพัง “ภูมิธรรม” กับ “ชัยธวัช” โต้ตอบกันไปมาก็ไม่เท่าไหร่ แต่ “ติ่งแดง” และ “ติ่งส้ม” เปิดศึกถล่มกันเละ โดยเฉพาะเจ้าเก่า “คำ ผกา” พิธีช่องวอยซ์ทีวี และเพิ่งเป็นคุยกับโทนี่ในขันโตกความคิด จึงเทศนาบรรดาติ่งส้ม ที่ทำตัวไม่น่ารัก

ที่ร้อนแรงในแวดวงมิตรสหาย ก็คือ “เพื่อนธนาธร” โพสต์เฟซบุ๊ควิจารณ์คนใกล้ชิดทักษิณว่า “ความกระจอกของพวกเดือนตุลาที่ไปทำงานให้ทักษิณคือ การปล่อยให้ทักษิณ ไปเลือกสมัคร สุนทรเวช เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชาชน ด้วยความคิดตื้นๆ แต่เพียงว่า จะทำให้ข้อหาล้มเจ้า ที่ฝ่ายพันธมิตรฯกล่าวหาทักษิณนั้นหายไป”

เวลาถัดมา “เพื่อนธนาธร” ได้ลบโพสต์นี้ทิ้ง แต่ถ้อยคำที่หยามหยัน “คนเดือนตุลา” ในพรรคเพื่อไทยนั้น เกิดขึ้นในฟากกองเชียร์พรรคก้าวไกล-คณะก้าวหน้า อยู่บ่อยๆ

++

ซ้ายต่างรุ่น

++

สมัยพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู นักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “คนเดือนตุลา” ต่างมีบทบาทสำคัญในพรรค และอยู่รอบกาย “ทักษิณ”

ผู้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “มิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ “อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งปัจจุบัน สองคนนี้ได้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มแคร์” เสมือนเป็นคลังสมองให้พรรคเพื่อไทย และรีแบรนด์ “ทักษิณ” ให้กลับมาอยู่ในใจคนรุ่นใหม่

ส่วน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ชัยธวัช ตุลาธน” ก็เป็น “คนหัวก้าวหน้า” ที่สืบทอดอุดมการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาจากรุ่นพี่ “คนเดือนตุลา”

“เอก ธนาธร” กับ “ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยที่ทั้งคู่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

ช่วงรัฐบาลทักษิณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ชัยธวัช ตุลาธน และธนาพล อิ๋วสกุล ได้สุมหัวกันคิดตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน เสมือนการติดอาวุธทางความคิดให้แก่คนรุ่นใหม่

ปี 2561 “เอก” กับ “ต๋อม” ได้ร่วมกับมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” เป็นทางเลือกให้ประชาชน จึงกลายเป็นคู่แข่งแย่งชิงฐานเสียงเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยไปโดยปริยาย

วันนี้ สถานะของ “ธนาธร” และ “ทักษิณ” ไม่ต่างกันคือเป็น “ผู้มีบารมีนอกพรรค” คนที่ชอบพรรคก้าวไกล เพราะศรัทธาธนาธร และคนที่ยังรักพรรคเพื่อไทย ก็เชื่อมั่นในตัวทักษิณ

“ร้อยเอกธรรมนัส” ดวงดีขึ้นแท่นรับวันเกิด กันยานี้รับตำแหน่งใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479301

“ร้อยเอกธรรมนัส”ดวงดีขึ้นแท่นรับวันเกิด กันยานี้รับตำแหน่งใหม่

18 ส.ค. 2564

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “ร้อยเอกธรรมนัส” มีดวงผู้ใหญ่อุปถัมภ์ เตือนภัยเพราะมรสุมรออยู่ในปี 65 ปมขัดแย้งอิจฉาริษยาไม่หวังดี เป็นปีที่ต้องประคองตัวเองให้มากที่สุด เพราะรอบอายุเข้าเคระห์หนักเจอปีปะทะ

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ “ร้อยเอกธรรมนัส” พรหมเผ่า รํฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ฉลองวันเกิด 18 สิงหาคม 2508 ราศีเสริมขาขึ้นจ่อคิวดวงดีขึ้นแท่น

กันยายนนี้ หากมีปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีโอกาศเปลี่ยนตำแหน่ง ถ้าไม่โดนแซงคิว เพราะจังหวะและโอกาศมาถึงดวงผู้ใหญ่อุปถัมภ์

แต่ต้องเตือนภัยเพราะมรสุมรออยู่ในปี 65 ปมขัดแย้งอิจฉาริษยาไม่หวังดี ก่อให้เกิดการให้ร้ายป้ายสี ตำแหน่งใหญ่แล้วต้องนิ่งทุกสิ่งก็จะผ่านพ้น

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์เจาะลึก ดวงชะตา “ร้อยเอกธรรมนัส” พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) หลังรับตำแหน่งเพราะดวงเสริม เกิดวันพุธที่ 18 สิงหาคม 2508 ตกดวงสมพงษ์ราศีปีเกิดเสริมดวงชะตา เป็นจังหวะขาขึ้นของดวงชะตา ส่งผลให้ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค 

อีกทั้งไตรมาสที่ 3 นี้ เป็นข่าวดีที่ไม่มีชื่อในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสภาฯ ในครั้งนี้อีกด้วย รอแต่เดือนกันยายนนี้ ที่เป็นเดือนที่เกื้อกูล ส่งเสริม และสนับสนุน เป็นเดือนคู่มิตร หากจังหวะดี บุญหนุนส่งเสริมให้ได้รับการพิจารณาจากผู้ใหญ่หยิบยื่นให้ได้รับตำแหน่งใหม่ ก็ถือว่าเป็นโอกาศ หากปฏิเสธก็ถือพลาดโอกาศทอง โอกาศที่จะเรียกคืนในอนาคตก็คงยาก 

เพราะหลังจากปีนี้ผ่านไป ปีหน้า 2565 เป็นปีที่ “ร้อยเอกธรรมนัส”จะต้องประคองตัวเองให้มากที่สุด เพราะรอบอายุเข้าเคราะห์หนักเจอปีปะทะ จากบุคคลที่ไม่หวังดีสร้างความขัดแย้ง กลั่นแกล้งเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ ต้องคดีความเตือนระวังให้มาก ก่อให้เกิดความเสียหายเสียงชื่อเสียงทั้งในตำแหน่งหน้าที่การงาน เพราะเกณฑ์ปี 2565 ดาวราหูโคจรทับดวงชะตา หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง และต้องประคองตนเองให้ผ่าน จนถึงสิ้นปี 2565

ซินแสเข่ง สรุปท้ายนี้ว่า ปี 2564 เป็นช่วงจังหวะขาขึ้น หากคาดหวังสิ่งใดจงทำให้สำเร็จ อย่ารอปีหน้า ซึ่งเป็นปีปะทะแห่งอุปสรรคที่ไม่ควรใช้ฤกษ์ยาม

อีกทั้งเดือนกันยายนเป็นเดือนที่เกื้อกูล หากมีผู้ใหญ่หยิบยื่นตำแหน่งหน้าที่การงาน ก็ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดก็ควรรีบรับ และประคองตนเองให้ดี

เพราะตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นย่อมมีคนอิจฉาริษยา และไม่สร้างความขัดแย้งกับใครให้เป็นอุปสรรค เพราะอยู่ในช่วงขาลง ให้ปล่อยวางไม่เอามาเป็นเหตุให้เดือดร้อน ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “พล.อ.ประวิตร” ยิ่งแก่ยิ่งมั่นคง อำนาจบารมีล้นเหลือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479299

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “พล.อ.ประวิตร” ยิ่งแก่ยิ่งมั่นคง อำนาจบารมีล้นเหลือ

18 ส.ค. 2564

โหงวเฮ้ง ยิ่งแก่ยิ่งมั่นคง ช่วงคางอิ่มหนามั่นคง ปีนี้ถือว่าปีมงคลเสริมดวงโชคชะตา “พล.อ.ประวิตร” ให้แคล้วคลาด และถือว่านิมิตรหมายที่ดีได้ทหารคู่บารมีเสริมดวงชะตา

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์เจาะลึก ดวงชะตา  สรุปเพิ่มเติมจากดวงเลขาธิการพรรค ถึงดวงของหัวหน้าพรรครุ่นใหญ่ พปชร. บิ๊กป้อม “พล.อ.ประวิตร” วงษ์สุวรรณ วัย 76 / 77 ปี

ลักษณะโหงวเฮ้ง ยิ่งแก่ยิ่งมั่นคง อายุเดินอยู่ช่วงคางอิ่มหนามั่นคง เส้นโฮวบเล่ง เส้นบารมียิ่งแก่ตัวก็ถือว่ายังมีอำนาจให้บริวาร เกิดความยำเกรง คิ้วเหลี่ยมเป็นคนช่างคิด ใบหูใหญ่แนบ ถือว่ามีโอกาศได้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงานสูง

“พล.อ.ประวิตร” เกิดอังคารที่ 11 เดือนธันวาคม 2488 ตกดวง เจ้าชะตาเกื้อหนุนดวงปี ได้ดาวเกตุมาเสริม ถือเป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ อำนวยความสำเร็จ เสริมด้วยอำนาจวาสนา บารมีชื่อเสียง และบริวาร

ปีนี้ถือว่าปีมงคลเสริมดวงโชคชะตา ให้แคล้วคลาด อันตรายคนคิดร้าย ใครกล่าวแช่งก็เข้าตัว ตกดวงโชคดีที่ไม่มีรายชื่อในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้

และถือว่านิมิตรหมายที่ดี ได้ทหารคู่บารมีเสริมดวงชะตา ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นเลขาธิการ ปีเสริมดวงสมพงษ์ที่จะเกิ้อกูลให้มั่นคงมากขึ้น

อีกทั้งดวงชะตาของ “พล.อ.ประวิตร” ตกดวงการเป็นผู้นำในดวงชะตาปีนี้ถือว่าตกเกณท์ดี แต่ปีหน้า 2565 ก็ไม่ได้มีผลกระทบ ถือว่าเส้นทางการยังไปได้ดี

“แก้รัฐธรรมนูญ” แบบ “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” พรรคเล็กตายเรียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479291

“แก้รัฐธรรมนูญ” แบบ “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” พรรคเล็กตายเรียบ

18 ส.ค. 2564

พรรค”ก้าวไกล” โวยเลือกตั้งแบบใหม่ไม่แฟร์ “เพื่อไทย”-“พลังประชารัฐ” จับมือแก้คำนวณคะแนนแบบใหม่ พรรคเล็กหมดโอกาสทางการเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เพิ่มเติม สัดส่วนส.ส.เขต 400 บัญชีรายชื่อ 100 โดยใช้ “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” วิธีคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน คำนวณจากฐานส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เหมือนรัฐธรรมนูญ 40  ไม่ใช่คำนวณจากฐานส.ส.ทั้งหมด 500 คน ตามการคำนวณในรธน. 2560 และให้ใช้รูปแบบการเลือกตั้งที่มีการเสนอแก้ไขในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

ผลที่จะเกิดขึ้นหากรัฐสภามีมติรับร่างแก้ไขในการพิจารณาวาระสอง ปลายเดือนนี้ และวาระสามกลางเดือนหน้า จะทำให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงพรรคน้อยกว่า 300,000  คะแนน สูญพันธ์หมด ยกเว้นพรรคที่ได้ส.ส.เขต พรรคเสรีรวมไทยและพรรคก้าวไกล จะเป็นพรรคที่จะได้รับผลกระทบมากสุด เลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะหายไป 50-70 % จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคำนวณ ภายใต้กติกาใหม่ ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคนจะต้องมีคะแนนพรรคอย่างน้อย 330,000 คะแนน ขณะที่การเลือกตั้งปี 62 คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. หนึ่งคนอยู่ที่ 66,000 คะแนน เท่านั้น

"แก้รัฐธรรมนูญ" แบบ "บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ" พรรคเล็กตายเรียบ

นี่อาจเป็นที่มาทำให้พรรคก้าวไกลออกมาตั้งคำถามว่า ในการพิจารณาของสภา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการรับรองหลักการมีแค่ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี 2 มาตราเท่านั้นคือ มาตรา 83 และ เป็นเรื่องจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากเดิม 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน แต่มีการแปรญัตติให้แก้เป็นสส.เขต 400 คน สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ส่วน มาตรา 91 เป็นเรื่องการคำนวณระบบเลือกตั้ง โดยให้ใช้ระบบคู่ขนานเหมือนรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งเรื่องนี้มีปัญหาในการไม่สะท้อนความนิยมของพรรคหรือนโยบายตามเสียงที่ประชาชนต้องการจริงๆ

"แก้รัฐธรรมนูญ" แบบ "บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ" พรรคเล็กตายเรียบ

ส่วนในรัฐธรรมนูญ 60 มีปัญหาที่การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งพรรคก้าวไกลเสนอหลักการคือ จำนวน ส.ส.เหมือนเดิมเป็น 350 กับ 150 แต่การคำนวณให้ใช้แบบ MMP จากบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คะแนนของบัตรเลือกพรรคการเมืองจะถูกนำมาใช้เพื่อคำนวนเป็นจำนวน ส.ส. พึงมีของพรรคการเมือง นำจุดแข็งของทั้งรัฐธรรมนูญ 40 และ 60 มารวมกัน เป็นพัฒนาทางการเมืองที่เป็นธรรม โดยกำจัด ส.ส.ปัดเศษออกไปด้วยการคำนวณที่เหมาะสม แต่การพิจารณากลับเป็นไปอย่างเร่งรีบ จนไม่สามารถอภิปรายเรื่องระบบการเลือกตั้งแบบ MMP ได้

จะเห็นได้ว่า “การแก้รัฐธรรมนูญ” ครั้งนี้ พรรคที่จะได้ประโยชน์เต็มเหนี่ยวกับรูปแบบ เลือกตั้งที่มีการแก้ไข คือ “พลังประชารัฐ”  

"แก้รัฐธรรมนูญ" แบบ "บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ" พรรคเล็กตายเรียบ 
และ “พรรคเพื่อไทย”

"แก้รัฐธรรมนูญ" แบบ "บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ" พรรคเล็กตายเรียบ

โดยในการลงมติวาระสามต้องได้เสียงส.ว.สนับสนุน หนึ่งในสามหรือ 84 คน จากส.ว.ทั้งหมด 250 คน ตามไทม์ไลน์ที่ประธานกรรมาธิการ พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก่อนปิดสมัยประชุมนี้

สิงห์ไม่มีเส้น “ผู้ว่าฯปู” ไปไม่ถึง “สุพรรณบุรี” นักการเมืองคนไหนขวาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479208

สิงห์ไม่มีเส้น “ผู้ว่าฯปู” ไปไม่ถึง “สุพรรณบุรี” นักการเมืองคนไหนขวาง

17 ส.ค. 2564

ทั้งไม่มีสีไม่มีเส้น “ผู้ว่าฯปู” เหนื่อยหนักขอพัก ไขปริศนานักการเมืองขวาง ย้ายไปสุพรรณบุรี คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

กรณี วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีข้อสงสัยอยู่บางประเด็น

เมื่อ “ผู้ว่าฯปู” โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับความในใจเรื่องที่อยากพักผ่อน ไม่รับราชการจนเกษียณอายุในปลายปีหน้า และตอนหนึ่งระบุว่า “จะขอย้ายไปสุพรรณบุรี แต่ผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย อ้างว่านักการเมืองเขาไม่ยอมรับ”

คำว่า “นักการเมือง” ใน จ.สุพรรณบุรี ก็มีแต่พรรคชาติไทยพัฒนาเท่านั้น ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในเวลานี้ ซึ่ง “ผู้ว่าฯปู” รู้จัก ส.ส.สุพรรณบุรี ทุกคน เพราะรับราชการในพื้นที่นี้มายาวนานมาก

นักข่าวจึงต้องถาม “วราวุธ ศิลปะอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้คำตอบว่า ตนคงตอบแทนใครไม่ได้ เพราะเรื่องของการโยกย้ายเป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยมีขั้นตอน แต่ไหนแต่ไร จ.สุพรรณบุรี ทางกระทรวงมหาดไทยก็ดำเนินการ เราไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร

ผู้ใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊ค “เอก ประทุมรัตน์” นักธุรกิจชาวสุพรรณ ที่สนิทสนมกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และรู้จักมักคุ้น “ผู้ว่าฯปู” ยอมรับว่า มีคนโทรศัพท์หาเขาเยอะมาก ถามไถ่เรื่อง“ผู้ว่าฯปู” ขอลาออก

นี่คือข้อความตอนหนึ่งในเฟซบุ๊คของ “เอก ประทุมรัตน์” อันสะท้อนถึงความอึดอัดใจบางประการ “ผมรู้สึกช็อค โทรศัพท์ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ที่มีความคุ้นเคย ได้แต่ถอนหายใจ…#คนดีไม่มีวันตาย ได้แต่ภาวนาขอให้ทบทวนใหม่ ทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน”

ปลายปี 2562 ตอนที่ “ผู้ว่าฯปู” ย้ายจากศรีสะเกษ มาอยู่สมุทรสาคร “เอก ประทุมรัตน์” และ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ก็ไปต้อนรับถึงเมืองมหาชัย

จริงๆแล้ว การโยกย้ายในปีนั้น “ผู้ว่าฯปู” อยากขอกลับมาเกษียณที่สุพรรณบุรี เลยมีคำถามเหมือนกัน เพราะศรีสะเกษ มี 22 อำเภอ แต่สมุทรสาคร มีแค่ 3 อำเภอ ระนาบเดียวกันหรือเปล่า แต่ก็มีคำอธิบายว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เหตุผลกล้อมแกล้มไปได้

++

คนอ่างทอง

++

ดังที่ทราบกัน วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี เติบโตในตลาดศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง บ้านเดียวกันกับ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง

หลังจบปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต (มนุษยศาสตร์) มหาวิทยาลัยบูรพา ปี 2526 ก็มาเป็นนักพัฒนาชุมชน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และพบรักกับ ชุติพร วิจิตร์แสงศรี

ปี 2538 สมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ที่มีโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่อ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จึงได้ขอตัว “ผู้ว่าฯปู” มาช่วยงานราชการที่สำนักนายกฯ อยู่พักหนึ่ง ระหว่างนั้น สมศักดิ์นำให้ผู้ว่าฯปู ไปเข้าโรงเรียนนายอำเภอ และจบหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 41 วิทยาลัยการปกครอง ได้เป็นนายอำเภอครั้งแรก ที่ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เมื่อปี 2544

ช่วงหนึ่ง อดีตนายกฯ บรรหาร ต้องการพัฒนาบึงฉวาก อ.เดิมบางนางบวช จึงอยากได้นักปกครองมีฝีมือมาทำงาน “สมศักดิ์” แนะนำผู้ว่าฯปู ให้รู้จัก และจากนั้น ผู้ว่าฯปู ก็ย้ายมาเป็นนายอำเภอเดิมบางนางบวช

++

อยากเป็นผู้ว่าฯสุพรรณ

++

“ผู้ว่าฯปู” พัฒนาบึงฉวาก จนเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่ง จาก อ.เดิมบางนางบวช ก็ย้ายไปอีกหลายอำเภอใน จ.สุพรรณบุรี จนได้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เรียกว่า กว่าครึ่งค่อนชีวิต เขารับราชการอยู่ในสุพรรณบุรี

ว่ากันว่า “ผู้ว่าฯปู” ถูกวางตัวให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี แต่อดีตนายกฯ บรรหาร ถึงแก่อนิจกรรมไปเสียก่อน จึงได้ไปขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร

จำได้ว่า วันที่ 1 ต.ค.2559 วันที่ วีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร มีชาวสุพรรณบุรีนับพันคนตามไปส่งถึงจวนผู้ว่าฯ นำโดยจองชัย เที่ยงธรรม และสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รวมถึงบรรดานักการเมืองท้องถิ่นจากสุพรรณบุรี และอ่างทอง

หากจะถาม“ผู้ว่าฯปู” ก็คงไม่ตอบว่า นักการเมืองคนไหน ไม่อยากให้เขาไปเป็นผู้ว่าฯสุพรรณบุรี และไม่ใช่คนศรีประจันต์ที่ชื่อ จองชัย เที่ยงธรรม แน่นอน

วัยรุ่นป่วนดินแดง คฝ.ยิงแก๊สน้ำตาสกัด ด้าน “ทะลุฟ้า” ย้ำมีชุมนุมจุดเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479433

วัยรุ่นป่วนดินแดง คฝ.ยิงแก๊สน้ำตาสกัด ด้าน “ทะลุฟ้า” ย้ำมีชุมนุมจุดเดียว

18 ส.ค. 2564

รายงานล่าสุด ที่ สามเหลี่ยมดินแดง พบกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มจักรยานยนต์ จุดประทัดป่วนเจ้าหน้าที่ โดยตำรวจมีการยิงแก๊สน้ำตาตอบโต้ ขณะที่แกนนำกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ย้ำมีการชุมนุมจุดเดียวที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่ สามเหลี่ยมดินแดง ถนนวิภาวดี ฝั่งขาออก ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มรถจักรยานยนต์จำนวนมาก ได้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา ที่ บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ก่อนที่จะเดินไปประชิดแนวตู้คอนเทนเนอร์ที่ทางเจ้าหน้าที่นำมาตั้งไว้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวพยายามปาประทัดยักษ์ไปยังแนวหลังตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนกลุ่มวัยรถรุ่นรถจักรยานยนต์ก็บีบแตรยาวส่งเสียงเชียร์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้ยิงแก๊สน้ำตาเผื่อสกัดกั้นระงับเหตุการณ์ 

ทั้งนี้เมื่อเจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตา กลุ่มวัยรุ่นก็วิ่งกลับมาหลบตามใต้ทางด่วน ก่อนที่แก๊สจะจางหายไปก็เริ่มกลับมารวมกันอีก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงแก๊สน้ำตาอยู่เป็นระยะ จนกระทั้งล่าสุดเวลา 18.00 น. เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ 

ขณะที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มมวลชนทะลุฟ้า ได้จัดกิจกรรมรวมตัวกันตั้งแต่ช่วงเวลา 15.00 น. โดยมีการนำหุ่นขึ้นไปไว้บนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมไปถึงการปราศรัยของแกนนำทะลุฟ้า และมวลชนทะลุฟ้า ซึ่งทางแกนนำทะลุฟ้า ยังย้ำว่าการชุมนุมของทะลุฟ้ามีเพียงที่เดียวคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ด้านแกนนำอาชีวะ ได้ขึ้นปราศรัยที่ม็อบทะลุฟ้า ว่า ทางกลุ่มไม่เคยสนับสนุนความรุนแรง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สามเหลี่ยมดินแดง 

ต่อมาเวลา 18.30 น. ที่ สามเหลี่ยมดินแดง ถนนวิภาวดี ฝั่งขาออก กลุ่มวัยรุ่นนยังปะทะกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนอย่างต่อเนื่อง

“นายกฯ” ยันเดินหน้าสู้ “โควิด” หลังมติ “ขยายล็อกดาวน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479416

“นายกฯ”ยันเดินหน้าสู้ “โควิด” หลังมติ”ขยายล็อกดาวน์”

18 ส.ค. 2564

นายกฯ”ยันเดินหน้าสู้ “โควิด” หลังมติ”ขยายล็อกดาวน์ ชี้หากสามารถควบคุมการ”ล็อกดาวน์”ได้ดีขึ้นกว่านี้ อาจจะสามารถผ่านจุดสูงสุดของยอดการติดเชื้อได้ภายในสิ้นเดือนนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน​

ในขณะนี้สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศไทย หลังจากเริ่มมาตรการ”ล็อกดาวน์”มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

แม้ว่าจะมียอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันอยู่มากกว่า 20,000 คน แต่เริ่มจะเห็นสัญญาณของการชะลอตัว และมีสัญญาณของผู้ป่วยที่หายดีมากกว่าผู้ติดเชื้อรายวัน

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ตัวเลขของผู้เสียชีวิต ที่แม้ว่าเราจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของทั่วโลก

แต่ก็ยังมีบางวันที่ยังขึ้นสูงอยู่และเราทุกคนไม่อยากให้มีใครเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว

ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้วิเคราะห์ว่า หากเราสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการล็อกดาวน์ได้มากกว่านี้ ก็จะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตได้มากขึ้น

ที่ประชุม ศบค. จึงมีมติให้ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการออกไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม

ซึ่งหากเราสามารถควบคุมการล็อกดาวน์ได้ดีขึ้นกว่านี้ อาจจะสามารถผ่านจุดสูงสุดของยอดการติดเชื้อได้ภายในสิ้นเดือนนี้

และเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องได้ในต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับมาตรการการควบคุมและผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมบางอย่างได้

อย่างไรก็ตาม การที่เราจะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตได้นั้น ต้องมาจากความพยายามและร่วมมือของพวกเราทุกคน

เนื่องจากการระบาดครั้งนี้มาจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้มีการประมาณการว่า อาจจะมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ

รวมไปถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วด้วย และเกิดการติดเชื้อในบ้านต่อคนในครอบครัวเป็นจำนวนมาก

ซึ่งส่งผลให้กลุ่มเสี่ยง คือผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวในบ้านต้องเสียชีวิต

ดังนั้นคณะแพทย์ที่ปรึกษา ศบค. จึงลงความเห็นว่าในช่วงเวลานี้ ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ ต้องยกระดับการป้องกันตัวเอง

ด้วยหลักการที่เรียกว่า Universal Prevention หรือการป้องกันโรคขั้นสูงสุด ที่ครอบคลุมทุกคน ในการดำเนินชีวิตทุกเรื่องที่อาจเกิดความเสี่ยง ซึ่งมีแนวปฏิบัติตามข้อต่อไปนี้ให้ได้มากที่สุด

1. ออกจากบ้านเมื่อจําเป็นเท่านั้น

2. เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ในทุกสถานที่

3. สวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลาทั้งเมื่ออยู่นอกบ้านและในบ้านที่มีคนมากกว่า 2 คน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้ผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยง

4.ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำหรือหลังจากไอจาม หรือหลังสัมผัสวัตถุหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน ต้องคิดว่าทุกสิ่งอย่างมีคนอื่นที่ติดเชื้อสัมผัส หรืออาจสัมผัสมาแล้วทั้งนั้น

5. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัส หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าที่สวมใส่อยู่ รวมทั้งใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จําเป็น

"นายกฯ"ยันเดินหน้าสู้ "โควิด" หลังมติ"ขยายล็อกดาวน์"

6. ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี และเป็นผู้มีโรคเรื้อรังให้เลี่ยงการออกนอกบ้าน หากจําเป็นจริง ๆ ให้ใช้ระยะเวลาสั้นที่สุด

7. ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ

8. แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น

9. เลือกทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ ๆ ควรทานอาหารแยกชุด หรือหากทานอาหารร่วมกันให้ใช้ช้อนกลางส่วนตัวด้วย

10. หากสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงเช่น สัมผัสผู้ที่อาจมีการติดเชื้อ ไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการ ควรได้รับการตรวจด้วย Antigen Test Kit (ATK) เพื่อยืนยันว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ หรือให้ไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

เราต้องคิดเสมือนว่า ทุกคนที่เราพบปะมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อได้ทั้งสิ้น และทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่าโควิดนั้นติดกันทางอากาศได้เมื่ออยู่ใกล้กัน การอยู่ใกล้ผู้อื่นโดยไม่มีสิ่งป้องกันจึงเป็นความเสี่ยงต่อการติดโรคได้ตลอดเวลา

ผมจึงขอให้ทุกท่านได้ยึดหลักการ Universal Prevention อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยังมีความเสี่ยงสูงในขณะนี้

ผมรับรู้ความเจ็บปวดของทุกท่านที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องปิดกิจการ หรือผู้ที่ต้องสูญเสียรายได้จากมาตรการต่างๆของรัฐ หรือแม้แต่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากโรคร้ายนี้

ผมเจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ได้อ่านข่าวผู้เสียชีวิตจากโควิด และเป็นสิ่งเตือนใจผมตลอดเวลาว่าจะต้องทำให้ได้ดีกว่านี้ในการพยายามหาหนทางทุก ๆ ทางที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงให้มากที่สุด

วิกฤตครั้งนี้หนักหนาสาหัสอย่างที่โลกไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการระบาดในระลอกนี้ ทำให้แผนการที่เราวางไว้ บางอย่างอาจยังไม่บรรลุเป้าหมาย หรือต้องปรับเปลี่ยนแผน แต่ผมขอให้พวกเราทุกคนอดทน

ช่วยกันประคองสถานการณ์ในระลอกนี้ให้ผ่านไปให้ได้ก่อน รักษาสุขภาพ ดูแลป้องกันตัวเองและคนรอบข้างไม่ให้ติดเชื้อ

เพื่อบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเทศชาติและเพื่อท่านและครอบครัวของท่านเอง

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจ และอดทนทำตามมาตรการของรัฐที่ออกมา ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ ร.พ. สนาม ที่จุดคัดกรอง หรือที่ขนส่งผู้ป่วย ขอบคุณจิตอาสา

ขอบคุณทุกคนที่เสียสละ เสี่ยงภัยอันตราย ผมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ คนทำงานทุกคน จะหาทุกหนทางในการช่วยเหลือและแก้สถานการณ์ให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ เพื่อไปสู่การฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจหลังโควิดโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าอุปสรรคครั้งนี้จะยากเพียงใดก็ตาม

“ศาลปกครองสูงสุด” จำหน่ายคดี “บีทีเอส” ฟ้อง “กก.คัดเลือกฯสายสีส้ม-รฟม.” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479409

“ศาลปกครองสูงสุด”จำหน่ายคดี”บีทีเอส”ฟ้อง”กก.คัดเลือกฯสายสีส้ม-รฟม.”

18 ส.ค. 2564

“ศาลปกครองสูงสุด”พิพากษายืน สั่งจำหน่ายคดี “บีทีเอส” ฟ้อง”กรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม – รฟม. “เหตุมติเดิมที่เป็นเหตุฟ้องคดีถูกยกเลิกไปเเล้ว ไม่มีการกระทำพิพาทที่จะพิพากษาต่อไป +++

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)หรือบีทีเอส ยื่นฟ้อง คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562

ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เเละการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2  เรื่องข้อพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดจากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครอง    

คดีนี้ บีทีเอส ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินเอกสารคัดเลือกเอกชนและวิธีการประเมินข้อเสนอด้านเทคนิค

และข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในการออกแบบก่อสร้างงานโยธาส่วนตะวันตก

การจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรักษาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนได้รับความเสียหาย 

โดยศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เรื่องขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของ รฟม. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แก้ไขเพิ่มเติม

และเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ที่ให้ใช้การประเมินซองที่ 2 เรื่องข้อเสนอทางเทคนิคและซองที่ 3 เรื่องข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน

รวมกันแล้วแบ่งสัดส่วนเป็นคะแนนซองที่ 2 จำนวน 30 คะแนนและคะแนนซองที่ 3 จำนวน 70 คะแนนในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์)

และให้คำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 19 ต.ค.63 ที่มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1ไว้เป็นการชั่วคราว และสิ้นผลบังคับลงไปด้วย

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ระหว่างพิจารณาคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนใน โครงการรถไฟสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์มีนบุรี (สุวินทวงศ์)

และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ ดังกล่าวเหตุแห่งความเดือดร้อนหรือความเสียหายจากคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้หมดสิ้นไปแล้ว

บีทีเอส ผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นผู้เดือดร้อนเสียหาย การพิจารณาคดีย่อมไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป ทั้งไม่มีวัตถุแห่งคดีที่จะให้ศาลกำหนดคำบังคับให้เพิกถอน

และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะคืนข้อเสนอและหลักประกันซองให้เอกชนที่ยื่นข้อเสนอไว้ทั้ง 2 ราย โดยเอกสารข้อเสนอทั้งหมดยังไม่มีการเปิดซองพิจารณาข้อเสนอ

พร้อมคืนเงินค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอเอกชนผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 2ราย  ที่ได้ชำระไว้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 

รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อซองเอกสารคัดเลือกเอกชนทั้ง10 รายสามารถแสดงความจำนงขอคืนเงินค่าซื้อซองเอกสารการคัดเลือกหรือเปิดให้ผู้ซื้อซองเอกสารขอรับซองการคัดเลือกครั้งใหม่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2จะออกประกาศเชิญชวนใหม่ไม่ต้องเสียเงินค่าซื้อซองเอกสารใหม่อีก

กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องพิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาในประเด็นที่เป็นเนื้อหาคดีนี้อีกต่อไป

และต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 39/2564 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ยกเลิกประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนโครงการรถไฟสายสีส้มฯ และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ ดังกล่าวแล้ว

เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้รวมถึงเหตุแห่งการพิจารณาเกี่ยวกับการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองจึงไม่มีอยู่ต่อไป    

ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองขอถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและคำขอระงับการบังคับตามคำสั่งทางปกครองก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง

ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและคำขอให้ระงับคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของศาลและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ในส่วนข้อหาที่ บีทีเอส ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่1 ที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมฯ ในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) จึงหมดสิ้นไป    

เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีตามคำขอที่ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งพิพาทหมดสิ้นไปแล้ว  จึงไม่มีเหตุที่ศาลปกครองสูงสุดต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อออกคำบังคับมาตรา 72วรรคหนึ่ง(1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542ต่อไปอีก 
    
ส่วนความเสียหายที่ บีทีเอส.ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้จ้างที่ปรึกษาทางเทคนิคในการยื่นข้อเสนอโครงการพิพาทและที่ปรึกษาทางกฎหมายนั้น

เป็นคนละส่วนกับเงินค่าซื้อซองเอกสารการคัดเลือกและหลักประกันซองที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะคืนให้จากการยกเลิกการประกาศเชิญชวนฯ และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯและเป็นประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีที่ศาลจะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป   

ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด   

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์พยานหลักฐานเเล้ว มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยให้จำหน่ายคดีเรื่องขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของ รฟม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2

ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ที่ให้ใช้การประเมินซองที่ 2 ข้อเสนอทางเทคนิค

และซองที่ 3 ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน รวมกันแล้วแบ่งสัดส่วนเป็นคะแนนซองที่ 2 จำนวน 30 คะแนน และคะแนนซองที่ 3 จำนวน 70 คะแนน ในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)

และให้คำสั่งศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ที่ให้ทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ดังกล่าว ไว้เป็นการชั่วคราว สิ้นผลบังคับลงไปด้วย    

เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองชั้นต้น คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36ฯ ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2564 เห็นชอบให้ยกเลิกประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ

และยกเลิกการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามประกาศเชิญชวนดังกล่าวแล้ว ซึ่งมีผลเท่ากับยกเลิกโครงการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ ในครั้งนี้ไปแล้ว    

ดังนั้นมติของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36ฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ที่เห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอซองที่ 2 ข้อเสนอทางเทคนิค

และซองที่ 3 ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน รวมทั้งหลักเกณฑ์การประเมินดังกล่าวตามที่ระบุไว้ในเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุน เอกสารเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีในข้อหาที่หนึ่งจึงไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วเช่นกัน

เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีในข้อหาที่1ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว จึงไม่มีการกระทำที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาพิพากษาต่อไป อันเป็นเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้ได้

นักร้อง “ศรีสุวรรณ” หอบหลักฐานส่งป.ป.ช.จับพิรุธ รฟม. เปิดประมูลรถไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479379

นักร้อง “ศรีสุวรรณ” หอบหลักฐานส่งป.ป.ช.จับพิรุธรฟม.เปิดประมูลรถไฟฟ้า

18 ส.ค. 2564

“ศรีสุวรรณ” ร้องป.ป.ช.ขอให้ไต่สวน “ผู้ว่าฯ รฟม.” และวินิจฉัยกรณีเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้-สายสีส้ม หวั่นมีการล็อคสเป็ก เอื้อผู้รับเหมาเอกชนรายใหญ่ 4-5 ราย ทำให้รัฐเสียประโยชน์หรือไม่

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ไต่สวนผู้ว่าฯรฟม. และวินิจฉัยกรณีการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)กำลังจัดประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกและสายสีม่วงใต้

อันมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ทั้งๆที่ทั้งสองสายนี้มีเส้นทางลอดใต้เกาะรัตนโกสินทร์และใต้แม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน ซึ่งอาจเป็นการกำหนดเงื่อนไขและใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ

การเปิดประมูลสายสีส้มและสายสีม่วงใต้มีลักษณะกีดกันผู้ประมูลจากต่างชาติ แม้จะกำหนดว่าเป็นการเปิดประมูลนานาชาติ โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าผู้เข้าประมูลจะต้องมีผลงานก่อสร้างอุโมงค์หรือรถไฟฟ้าบนดินหรือลอยฟ้ากับ “รัฐบาลไทย” ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ผลงานในต่างประเทศห้ามนำมาใช้

ซึ่งเงื่อนไขแบบนี้้ ท้ายที่สุดก็คงเหลือผู้รับเหมาไทยขนาดใหญ่เพียง 4-5 รายเท่านั้นที่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ และคงได้งานครบกันทุกราย เนื่องจาก รฟม.แบ่งงานประมูลงานโยธาออกเป็น 6 สัญญาไว้ให้แล้ว แบบนี้จะเรียกว่าล็อคสเป็กหรือไม่

ที่สำคัญเงื่อนไขในทีโออาร์ที่ผ่านมาในโครงการของรัฐขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง จะมีการกำหนดการพิจารณาคัดเลือกโดยการเปิดซองด้านเทคนิคกาอน แล้วจึงมาเปิดซองด้านราคา ดังกรณีตัวอย่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย

แต่โครงการนี้กลับใช้วิธีการเปิดซองเทคนิคและซองราคาไปพร้อมๆ กัน ทำให้สามารถใช้ดุลยพินิจลำเอียงให้ผู้ประมูลรายหนึ่งรายใดเป็นการเฉพาะได้ จึงอาจมีลักษณะอย่างไม่เป็นธรรม

การดำเนินการดังกล่าวของ รฟม. อาจขัดต่อ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ม.8(2) ที่บัญญัติไว้ว่า “ต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน”

และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ข้อ 45 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “ต้องไม่มีการกำหนดเงื่อนไขที่เป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม”

การกำหนดทีโออาร์ที่อาจมีลักษณะย้อนแย้งตามความพอใจของผู้มีอำนาจแต่ละยุค แต่ละสมัยแบบนี้ อาจกลายเป็นปัญหาและนำไปสู่การร้องเรียนและฟ้องร้องเป็นคดีความกันมากมายไม่จบสิ้น ดังกรณีรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ที่มีการฟ้องร้องกันในศาลปกครองและศาลทุจริตฯในขณะนี้ กรณีดังกล่าว จึงเป็นข้อพิรุธที่ส่อไปในทางมิชอบ หรืออาจจะทุจริตต่อหน้าที่ได้หรือไม่

ที่ก่อสร้างไปด้วยดีและได้เปิดใช้งานแล้ว แต่เมื่อ รฟม.มาเปิดประมูลสายสีส้มและสายสีม่วงใต้ กลับเปลี่ยนการใช้เกณฑ์ประมูลที่แตกต่างจากเดิม จนนำไปสู่การร้องเรียนและฟ้องร้องเป็นคดีความกันอยู่ในขณะนี้นั้น

ขณะนี้ รฟม.ได้เปิดการประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ซึ่งต้องก่อสร้างอุโมงค์ใต้พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย

แต่ทว่า รฟม.ยังคงมีการกำหนดเงื่อนไขหรือเกณฑ์ของการประมูลใหม่ที่แตกต่างจากการประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ที่เคยประสบผลสำเร็จในการก่อสร้างไปด้วยดีและเปิดใช้งาน จึงไม่น่าจะมีเหตุผลหรือข้ออ้างอื่นใดมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประมูลที่เคยสำเร็จมาแล้ว

กรณีดังกล่าว มีการจับเป็นข้อพิรุธได้หลายประการ ที่ส่อไปในทางมิชอบ หรืออาจจะทุจริตต่อหน้าที่ได้ สมาคมฯได้นำข้อมูลพร้อมพยานหลักฐานมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยการกำหนดเงื่อนไขทีโออาร์ของการประมูลรถไฟฟ้าดังกล่าวว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

“หากพบว่าเป็นการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์หรือล็อคสเป็กให้เอกชนรายใดๆ เป็นการเฉพาะและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เอาโทษขั้นสูงสุดต่อไป”นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด