เยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงเดือนหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659612

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

เยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงเดือนหน้าเยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีน mRNA เป็นเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงรวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีน AZ หรือ J&J ครบโดสแล้ว

เยอรมนีเป็นอีกประเทศที่ประกาศว่าจะมีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ให้แก่กลุ่มเสี่ยงเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยเยอรมนีจะจัดสรรวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่กลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานในบ้านพักคนชรา รวมถึงประชาชนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca หรือ Johnson & Johnson ครบโดสแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มในเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้มีการผลักดันให้ฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีเพื่อให้เริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ได้อย่างปลอดภัยหลังปิดเทอมภาคฤดูร้อน

อย่างไรก็ตามแผนการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของเยอรมนีเกิดขึ้นท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรปที่เกรงว่าจะส่งผลต่อสด๊อกวัคซีนที่เยอรมนีให้คำมั่นว่าจะบริจาคให้แก่ประเทศในแถบแอฟริกาและละตินอเมริกา ขณะที่การจัดหาวัคซีนทั่วโลกเป็นไปอย่างจำกัด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่การฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่เป็นการกระจายวัคซีนไปยังประเทศยากจนที่ไม่มีวัคซีน และการชักจูงให้ประชาชนในประเทศร่ำรวยที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรก

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายพื้นที่ส่งผลให้หลายประเทศเตรียมพร้อมที่จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดหรือบางประเทศก็ได้เริ่มฉีดไปแล้ว

รวมถึงผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Pfizer เองก็ได้มีการเสนอให้สหรัฐฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3 โดยอ้างถึงผลการศึกษาซึ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการลดลงเล็กน้อยเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนหลังการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แม้ว่าจะยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

Photo by STEFANIE LOOS / AFP

โควิดหวนระบาดอู่ฮั่นในรอบปีกว่า เชื้อเดลตาลาม 15 มณฑล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659610

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

โควิดหวนระบาดอู่ฮั่นในรอบปีกว่า เชื้อเดลตาลาม 15 มณฑลเมืองอู่ฮั่นพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในท้องถิ่นอีกครั้ง ขณะที่เชื้อเดลตาลามแล้ว 15 มณฑล

Global Times รายงานว่าเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีนพบการระบาดของโควิด-19 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2020 โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อ 7 ราย เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา

จากการสอบสวนพบว่าผู้ป่วยทั้ง 7 รายเป็นแรงงานต่างถิ่นที่ทำงานในอู่ฮั่น โดยแรงงานรายหนึ่งมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจากมณฑลเจียงซูขณะกำลังรอรถไฟที่สถานีอู่ฮั่น ซึ่งขณะนี้มณฑลเจียงซูกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนแรงงานอีก 6 รายสัมผัสใกล้ชิดกับแรงงานคนดังกล่าว

ทั้ง 7 รายมีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวกเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไป ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับแรงงานทั้ง 7 รายกำลังดำเนินการตรวจหาเชื้อ ขณะที่สถานีรถไฟทุกสถานีที่พวกเขาเดินทางไปได้รับการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ โควิด-19 หวนกลับมาแพร่ระบาดในประเทศจีนอีกครั้งโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วใน 15 มณฑล โดยในช่วง 10 วันที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 300 ราย

โดยมีการพบโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดในท้องถิ่นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนก.ค. ที่สนามบินนานกิง มณฑลเจียงซู ส่งผลให้ทางการจีนต้องสั่งตรวจหาเชื้อประชาชนกว่า 9.2 ล้านคนและประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์

ก่อนที่จะพบการแพร่ระบาดในมณฑลอื่นๆ เพิ่มเติม โดยจากทั้งหมด 15 มณฑลที่พบการแพร่ระบาดของโรค พบว่า 12 มณฑลมีความเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดในนานกิง

Photo by STR / AFP

พบโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อวัคซีนในห้องทดลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659608

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

พบโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อวัคซีนในห้องทดลอง   นักวิจัยพบเชื้อสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อต่อวัคซีนในการทดลองในห้องปฏิบัติการ

ทีมนักวิจัยของญี่ปุ่นพบว่า Covid-19 สายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda) ซึ่งพบครั้งแรกในเปรูและขณะนี้แพร่กระจายไปยังอเมริกาใต้แล้ว ติดต่อได้ง่ายมากและดื้อต่อวัคซีนมากกว่าเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบที่เมืองอู่ฮั่นของจีน

การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า การกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของสายพันธุ์แลมบ์ดาที่ตำแหน่ง RSYLTPGD246-253N, 260 L452Q และ F490S ช่วยให้ไวรัสสายพันธุ์นี้ต้านทานภูมิคุ้มกันที่สร้างจากวัคซีน และการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง T76I และ L452Q ช่วยให้แลมบ์ดาติดต่อได้ง่ายขึ้น

ผลการวิจัยซึ่งเผยแพร่ใน bioRxiv คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ก่อนที่จะมีการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุให้สายพันธุ์แลมบ์ดาเป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (Variant of Interest) แทนที่จะเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) ผู้คนอาจไม่รู้ว่ามันเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาร้ายแรงกว่าสายพันธุ์เดลตาหรือไม่ แต่ เคอิ ซาโตะ นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยโตเกียวเชื่อว่า “แลมบ์ดาอาจเป็นภัยคุกคามต่อสังคมมนุษย์ได้”

เมื่อสหรัฐทอดทิ้งเบี้ยอัฟกานิสถาน เพื่อวางหมากอาเซียนรุกจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659584

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 20:44 น.

เมื่อสหรัฐทอดทิ้งเบี้ยอัฟกานิสถาน เพื่อวางหมากอาเซียนรุกจีนการเดินทางมายังอาเซียนแบบรัวๆ ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐมีนัยอะไรหรือไม่ และอาเซียนจะมุ่งไปทางไหน?

มี 2 เรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันแต่ก็เกี่ยวกัน 1. สหรัฐถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน 2. สหรัฐเริ่มหันมาจีบอาเซียนอีกครั้ง

เรื่องแรกอย่างที่รู้กันว่าสหรัฐและพันธมิตรถอนกำลงเกือบจะเหี้ยนออกจากอัฟกานิสถาน สบโอกาสที่พวกตอลิบานรุกคืบยึดพื้นที่ไปได้มาก แม้สหรัฐจะเหลือทหารเอาไว้ช่วยยันเล็กน้อยแต่มันไม่น่าจะช่วยอะไรได้มากนัก ตอลิบานเปิดฉากรุกเมืองใหญ่ททั่วประเทศ

ประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานีกล่าวโทษสถานการณ์ความมั่นคงที่เสื่อมถอยอย่างรวดเร็วของอัฟกานิสถาน ว่าเป็นการตัดสินใจที่ “กะทันหัน” ของสหรัฐที่จะถอนทหารออกไป แต่ก็ยังกัดฟันบอกว่ารัฐบาลของเขามีแผนที่ทีจะคุมสถานการณ์ให้ได้ภายใน 6 เดือน

เรื่องของอัฟกานิสถานเหมือนจะไกลตัว แต่จริงแล้วถ้ามองเกมแบบทั้งกระดานจะรู้ว่ามันใกล้ตัวเราเอามากๆ เพียงแค่อัฟกานิสถานเป็นหมากไกลตาแต่หากเดินผิดจะกระทบมายังเอเชียทั้งยวง

นี่เองที่ทำให้มันเกี่ยวกับข้อที่ 2 คือ สหรัฐเริ่มหันมาจีบอาเซียนอีกครั้งและลดความสำคัญของอัฟกานิสถานแบบไม่แยแสเอาเลย

อัฟกานิสถานหมดความสำคัญสำหรับสหรัฐแล้ว เพราะโอซามา บิน ลาเดนก็ตายไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ทั้งอัลกออิดะฮ์และกลุ่มรัฐอิสลามก็อ่อนแอลงมากทั้งยังไปเคลื่อนไหวที่แถบซาเฮลมากกว่า ไม่มีเหตุผลอะไรอีกที่สหรัฐจะรั้งตัวเองไว้ที่นี่ แม้พวกตอลิบานจะกุมอำนาจอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ภัยร้ายแรงเฉพาะหน้าอีก และยิ่งไม่ใช่เรื่องของสหรัฐอีกต่อไป

หากมองเป็นกระดานหมากรุก ตอนนี้สหรัฐยังทิ้งหมากอัฟกานิสถานให้จีนละล้าละลัง จีนแสดงท่าทีชัดเจนโดยเรียกร้องให้ตอลิบานตัดขาดความสัมพันธ์กับ “กลุ่มก่อการร้าย” ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ซินเจียง (แม้ว่าจีนจะหารือกับตอลิบานบ่อยครั้ง แต่กลุ่มนี้ก็ยังไม่น่าไว้ใจสำหรับจีนที่กังวลเรื่องอิทธิพลของกลุ่มหัวรุนแรงที่ซินเจียง) ในเวลานี้สหรัฐหันไปเดินหมากที่รุกฆาตกับจีนได้ง่ายกว่า นั่นคืออาเซียน

ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเปิดฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สงครามอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก พลังทั้งหมดของสหรัฐถูกโยกไปยังพื้นที่เหล่านี้ สหรัฐไม่ได้มองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แม้จีนเริ่มปีกกล้าขาแข็งสหรัฐก็ยังไม่เพ่งเล็งแบบเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐถึงเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่

อาเซียนนั้นถูกสหรัฐมองข้ามไปหลายปี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐไม่ได้เข้าร่วมการประชุมของอาเซียนเสมอไป และบางครั้งก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคนี้ด้วย

ถึงขนาดขาดการประชุมสำคัญๆ รวมถึงการหารือยุทธศาสตร์ไทย–สหรัฐอเมริกาก็ยังทิ้งช่วงไปหลายปี

จนกระทั่งไบเดนเข้ามา การหารือยุทธศาสตร์ไทย–สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง (เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564) แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐก็ยังรีบเร่งหารือกับอาเซียนในเวลาไล่เลี่ยกันคือวันที่ 25 พฤษภาคม นับป็นฉากใหม่ของการปรับยุทธศาสตร์สหรัฐที่หันเข้าอาเซียน

แต่การประชุมออนไลน์ระหว่างบลิงเคนครั้งแรกในตอนนั้นเปิดฉากไม่สวยนัก เพราะประชุมผ่านระบบออนไลน์โดยที่บลิงเคนรีบเดินทางยังเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลเพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

ปรากฏว่าสัญญาณการประชุมขาดหาย ฝ่ายผู้แทนของอาเซียนประเทศต่างๆ ต้องรอนานถึง 45 นาที จนบางคนหัวเสีย นั่นคือ เร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ที่ไม่พอใจมากจนไม่ยอมเปิดวิดีโอฟีดระหว่างการประชุม

ความขัดข้องนั้นทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐจริงจังกับอาเซียนแค่ไหนหรือเห็นเป็นแค่เบี้ยหมากตัวเล็กๆ ในเกมการเมืองโลก? แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐจะยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจเมินอาเซียน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าอาเซียนเป็นแค่ตัวสำรอง เพราะบลิงเคนหารือในเวลาว่างระหว่างไปทำงานที่ใหญ่กว่าที่ตะวันออกกลาง และยังไม่เตรียมระบบให้เรียบร้อยเหมือนกับว่าถ้าระบบล่มก็ได้หนักหนาสาหัสอะไร

ถึงสหรัฐจะไม่ได้ตั้งใจแต่เปิดตัวกันแบบนี้ยิ่งทำให้อาเซียนคิดว่าสหรัฐคบไม่ได้

และบางประเทศยิ่งอาจเชื่อว่าสหรัฐต้องการอาเซียนเพื่อคานอำนาจจีน มากกว่าอาเซียนต้องการสหรัฐมาคานอำนาจจีน ดังนั้นหากสหรัฐต้องการอาเซียนจริงๆ ต้องแสดงออกอย่างจริงใจกว่านี้

สหรัฐเริ่มแก้ตัวด้วยการรีบส่งวัคซีน mRNA มาให้หลายประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย และในสัปดาห์นี้ แอนโทนีบลิงเคนจะแก้ตัวอีกครั้ง ด้วยการนั่งประชุมออนไลน์กับประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คือไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม เพื่อที่จะย้ำว่าภูมิภาคนี้มีความสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับสหรัฐ

นี่เป็นการเปลี่ยนท่าทีที่สำคัญมาก อย่างแรก มันเป็นการแก้ตัวสำหรับบลิงเคนหลังจากหักหน้าอาเซียนไป คราวนี้เขาเริ่มต้นแก้ไขกับกลุ่มที่สหรัฐคุ้นเคยมากกว่าก่อน นั่นคือภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่หรืออินโดจีน ซึ่งสหรัฐเข้ามาพัวพันด้วยมากที่สุดในยุคสงครามเย็น

ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นยุคสงครามเย็นใหม่แล้ว และสหรัฐยิ่งต้องการแผ่นดินใหญ่อาเซียนเหมือนเมื่อ 40 – 50 ปีที่แล้วอีกครั้ง เป้าหมายคือใช้พื้นที่นี่ “ทะลวงฟันจีน”

หนึ่งในหัวใจของการรุกคืบคือ “แม่น้ำโขง” ซึ่งเป็นประเด็นบาดหมางระหว่างประเทศท้ายน้ำกับประเทศต้นน้ำ (จีน) มาโดยตลอด แต่กว่าที่สหรัฐจะมองเห็นรอยแผลของจีนในจุดนี้ก็เมื่อปีที่แล้ว โดยจัดตั้งหน่วยงานสังเกตการณ์เขื่อนแม่น้ำโขงเพื่อช่วยประเทศท้ายน้ำรับทราบว่าจีนกำลังทำอะไรกับต้นน้ำ

เป็นการแทรกตัวเข้ามาระหว่างความบาดหมางเพื่อใช้ประโยชน์นั่นเอง คล้ายๆ กับที่สหรัฐแข็งกร้าวกับจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้โดยแทรกเข้ามาระหว่างความขัดแย้งของภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรที่แย่งชิงน่านน้ำและเกาะต่างๆ กับจีน

ดูเหมือนว่าสหรัฐกำลังใช้ “น้ำ” คือน้ำโขงและน้ำทะเลจีนใต้เพื่อสยบ “มังกรไฟ” อย่างจีนซะแล้ว

สหรัฐจึงรุกคืบเข้าอาเซียนทุกทาง แม้ว่าบลิงเคนจะเพิ่มกลับมาแก้ตัวในสัปดาห์นี้ แต่ที่จริงแล้ว มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่ไม่พลาดอย่างบลิงเคน แวะเข้ามาอาเซียนอย่างต่อเนื่องจนผิดปกติมากๆ หากจะพิจารณาว่าก่อนหน้านี้สหรัฐไม่ได้แยแสอาเซียนขนาดนี้เลย

เริ่มจากเวนดี เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเยือนอินโดนีเซีย กัมพูชา และไทยในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไปเวียดนามและฟิลิปปินส์ในสัปดาห์นี้ และรองประธานาธิบดี กมาลา แฮร์ริส จะไปเยือนสิงคโปร์และเวียดนาม

ที่น่าสนใจคือระดับวีไอพีเหล่านี้มาเยือนด้วยตัวเอง แม้แต่กมลา แฮร์ริสก็ยังมาด้วยตัวเอง แต่กรณีของบลิงเคนยังเป็นการประชุมออนไลน์ เราจะเป็นได้ว่าน้ำหนักไปอยู่ที่ประเทศอาเซียนแถบภาคพื้นที่สมุทร ส่วนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่แม้จะสำคัญและมีช่องโหว่ของจีนที่แม่น้ำโขง แต่จุดนั้นเป็นแค่จุดอ่อนไม่ใช่จุดตายเหมือนภาคพื้นที่สมุทรที่ทะเลาะกันที่น่านน้ำทะเลจีนใต้

โปรดสังเกตว่าเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่วีไอพีจากรัฐบาลสหรัฐไปเยือนบ่อยเป็นพิเศษ เพราะเวียดนามแข็งกร้าวกับจีนเป็นพิเศษ แต่ในระยะหลังรัฐบาลเวียดนามเริ่มคุยกับจีนดีขึ้นและร่วมมือกันมากขึ้น ไม่แน่ว่าสหรัฐอาจต้องเร่งแยกเวียดนามออกจากจีนก่อนที่จะหันมาญาติดีกัน

นี่เอง กมลา แฮร์ริสถึงต้องมาทัวร์เวียดนามด้วยตัวเองและยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นรองประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่มาเยือนเวียดนาม

ถามว่าสิงคโปร์สำคัญอย่างไร? สหรัฐต้องการใช้สิงคโปร์เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกในภูมิภาคเพื่อที่จะต่อกรกับจีน แต่ความปรารถนานี้ไม่ง่ายเลย แม้ว่าสิงคโปร์จะสนิทแนบแน่นกับสหรัฐในด้านการทหาร (คล้ายๆ กับไทย) แต่ตอนนี้สิงคโปร์ยังต้องถ่วงดุลอย่างละเอียดถี่ถ้วนระหว่างสหรัฐกับจีน (คล้ายกับไทยอีกเช่นกัน)

สิงคโปร์มีข้อตกลงกับสหรัฐตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งอนุญาตให้สหรัฐใช้โครงสร้างทางการทหารของสิงคโปร์ได้และสัญญานี้เพิ่งต่ออายุไปเมื่อปี 2019

มีรายงานจาก Today สื่อของสิงคโปร์ว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ สหรัฐสามารถใช้ฐานทัพเซมบาวังเพื่อให้การสนับสนุนด้านลอจิสติกส์สำหรับการขนส่งเครื่องบินและเรือของกองทัพสหรัฐ มีการเพิ่มบทบัญญัติอื่นในข้อตกลงในปี 1998 ซึ่งอนุญาตให้เรือทหารสหรัฐมาเทียบท่าที่ฐานทัพเรือชางงีได้ด้วย

ทำไมสิงคโปร์ที่พยายามถ่วงดุลระหว่างสหรัฐกับจีนถึงยอมให้สหรัฐใช้ฐานทัพได้? คำตอบอยู่ที่การถ่วงดุลนั่นเอง ดร.โมฮัมหมัด มาลิกิ ออสมัน รัฐมนตรีอาวุโสกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ผู้ต่อสัญญาด้านการทหารกับสหรัฐบอกเองว่าสหรัฐคือกำลังหลักในการสร้างดุลยภาพในภูมิภาค

นี่เป็นสิ่งที่อาเซียนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามอยู่อย่างสงบๆ แต่พราะพัวพันกับความขัดแย้งเรื่อง “น้ำ” ในจุดต่างๆ ทำให้ต้องยืมดาบของมหาอำนาจอื่นเข้ามาช่วยคานจีน ขณะเดียวกันก็พยายามโอ้โลมจีนในเรื่องการค้ากับความช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งจีนก็ยังพอใจในจุดนี้

แต่มันเป็นเกมที่อันตรายในระยะยาวที่หากพลาดพลั้งไปอาจเจ็บตัวเอาง่ายๆ ซึ่งสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์กำลังเล่นเกมนี้อยู่ โดยที่มาเลเซียยังสงวนท่าทีอย่างระแวดระวังที่สุด

ที่น่าสนใจก็คือการเยือนสิงคโปร์ของกมลา แฮร์ริสครั้งนี้เยือนสิงคโปร์ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงด้วยซ้ำ จะพบปะกับผู้นำสิงคโปร์และหารือถึงวิธีการกระชับความร่วมมือทวิภาคีในหลายด้าน รวมถึงการป้องกัน/ความมั่นคง ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และการค้าดิจิทัล

แม้สิงคโปร์จะเล่มเกมอันตรายเหมือนเพื่อนบ้านและถึงกับเชิญแฮร์ริสมา แต่มันไม่ใช่การเลือกข้าง สิงคโปร์พยายามเป็นกลางอย่างที่สุด สิ่งที่ดูเหมือนจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งแท้จริงก็คือการถ่วงดุลอย่างรอบคอบเท่านั้นและครั้งนี้ก็เช่นกันสิงคโปร์จะไม่ยอมเลือกฝักฝ่ายอย่างชัดเจน

อาเซียนรวมถึงไทยก็ควรทำแบบเดียวกัน

กรกิจ ดิษฐาน 

Photo by SAUL LOEB / AFP

นักกีฬาข้ามเพศคนแรก กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่โอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659589

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 19:45 น.

นักกีฬาข้ามเพศคนแรก กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่โอลิมปิกลอเรล ฮับบาร์ด (Laurel Hubbard) นักยกน้ำหนักข้ามเพศจากนิวซีแลนด์ชวดเหรียญโตเกียวโอลิมปิก

หลังจากที่คณะกรรมการโอลิมปิกสาลอนุญาตให้นักกีฬาที่เปลี่ยนเพศสภาพจากชายเป็นหญิงลงแข่งขันในประเภทหญิงได้หากปริมาณฮอร์โมนในร่างกายผ่านเกณฑ์ที่กำหนด “ลอเรล ฮับบาร์ด” (Laurel Hubbard) นักกีฬายกน้ำหนักจากนิวซีแลนด์ก็เป็นนักกีฬาข้ามเพศคนแรกที่ได้รับสิทธิ์นั้นในการแข่งขันโอลิมปิก

เมื่อนิวซีแลนด์ยืนยันว่าเธอจะเข้าร่วมการแข่งขันยกน้ำหนักในโตเกียว โอลิมปิก 2020 รุ่นน้ำหนักเกิน 87 กิโลกรัม ในฐานะนักกีฬาเพศหญิง นอกจากนี้ ฮับบาร์ดยังเป็นนักยกน้ำหนักที่อายุมากที่สุดในการแข่งขันด้วยวัย 43 ปี

อย่างไรก็ตามแม้จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้สนับสนับสนุนคนข้ามเพศ แต่ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อบรรดานักกีฬาและแฟนกีฬาจำนวนมากมองว่าจะเกิดข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบด้านสรีระ รวมถึงความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อ กระดูก และพละกำลังที่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิงโดยกำเนิด แม้ว่าเธอจะมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ต่ำกว่า 10 นาโนโมล (nmol) ต่อลิตรเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนตามที่เกณฑ์กำหนดก็ตาม

รวมถึงแอนนา ฟาน เบลลิงเฮน (Anna Van Bellinghen) นักยกน้ำหนักจากเบลเยียมซึ่งสนับสนุนกลุ่มคนข้ามเพศอย่างเต็มที่ ก็ยอมรับว่าเธอมองว่ามันค่อนข้างไม่ยุติธรรมต่อนักกีฬา เช่นเดียวกับ Fair Play for Women กลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรีซึ่งมองว่านโยบายนี้ไม่เป็นธรรมเช่นกัน

ขณะที่ เครีน สมิธ (Kereyn Smith) ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกนิวซีแลนด์กล่าวว่าเพศสภาพในกีฬาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม แต่ยืนยันว่าฮับบาร์ดได้ผ่านเกณฑ์ของสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติและข้อกำหนดของนักกีฬาข้ามเพศของคณะกรรมการโอลิมปิกสาล

ด้านโทมัส บัค (Thomas Bach) ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากลระบุว่ากฎที่ประกาศออกไปแล้วสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยืนยันว่าคณะกรรมการน้อมรับเสียงคัดค้านและจะนำไปทบทวนพิจารณาในการแข่งขันโอลิมปิกในอนาคต

เปิดประวัติ “ลอเรล ฮับบาร์ด”

หรือเดิมมีชื่อว่า กาวิน ฮับบาร์ด เกิดในปี 1978 เป็นลูกของอดีตนายกเทศมนตรีเมืองโอ๊คแลนด์และเจ้าของธุรกินอาหาร Hubbard Foods เธอสนใจกีฬายกน้ำหนักตั้งแต่เด็ก และสร้างสถิติใหม่ของประเทศในระดับเยาวชนเมื่อปี 1998 ก่อนที่จะห่างหายจากวงการไปราว 10 ปี

ก่อนหน้านั้นเธอลงแข่งขันในประเภทชายมาโดยตลอดจนกระทั่งปี 2013 เธอแปลงเพศและย้ายมาลงแข่งขันในประเภทหญิงในเวลาต่อมา โดยใช้ชื่อว่าลอเรล ฮับบาร์ด ซึ่งเธอได้ผ่านการตรวจปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ในปี 2017 เธอคว้าเหรียญเงินจากรายการชิงแชมป์โลก ก่อนที่จะคว้าเหรียญทองในการแข่งขันแปซิฟิก เกมส์ ในปี 2019 หลังหายจากอาการบาดเจ็บที่แขนอย่างหนัก

และในปีนี้เธอได้ลงแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ในฐานะนักกีฬาหญิงข้ามเพศคนแรกของรายการ จบที่รอบชิงชนะเลิศ หลังพลาดยกไม่ผ่านในท่าสแนตช์ 120 กิโลกรัมและ 125 กิโลกรัม ท่ามกลางกำลังใจจากแฟนกีฬา แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่ามันจะไม่ยุติธรรมหากเธอได้ผ่านเข้ารอบต่อไป

Photo by ADRIAN DENNIS / AFP

U.S. president urges unvaccinated Americans to get a jab to avoid “needless toll” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40004345

U.S. president urges unvaccinated Americans to get a jab to avoid “needless toll”


“Yes, cases are going to go up before they come back down. Its a pandemic of the unvaccinated,” U.S. President Joe Biden said. “Its taking a needless toll on our country.”

U.S. President Joe Biden on Friday urged unvaccinated Americans to get a jab sooner as the COVID-19 pandemic continues to pose a threat to the country’s economic recovery.

“My message today is not one of celebration. It’s one to remind us we got a lot of hard work left to be done both to beat the Delta variant and to continue our advance of economic recovery,” Biden said in remarks from the White House following the release of a July employment report which showed nearly 1 million jobs were added to the economy.

ADVERTISEMENTx

“America can beat the Delta variant just as we beat the original COVID-19,” Biden said. “We can do this, so wear a mask when recommended, get vaccinated today. All of that will save lives and it means we’re not going to have the same kind of economic damage we’ve seen when COVID-19 began.”

“Because of our success with the vaccination effort, this new Delta variant wave of COVID-19 will be very different,” Biden said.

“Yes, cases are going to go up before they come back down. It’s a pandemic of the unvaccinated,” he said. “It’s taking a needless toll on our country.”

The COVID-19 cases are surging across the United States because of the highly-contagious Delta variant while millions of Americans remain unvaccinated.

White House COVID-19 data director Cyrus Shahpar tweeted Friday that “50 percent of Americans (all ages) are now fully vaccinated.”

Published : August 07, 2021

By : xinhua

Britains coronavirus cases top 6 million #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40004344

Britains coronavirus cases top 6 million


Britain also recorded another 92 coronavirus-related deaths in the latest 24-hour period, with the total number of deaths now standing at 130,178.

More than 6 million COVID-19 cases have been recorded in Britain since the start of the pandemic, according to official figures released Friday.

The country reported another 31,808 coronavirus cases in the latest 24-hour period, bringing the total number of coronavirus cases in the country to 6,014,023.

ADVERTISEMENTx

Britain also recorded another 92 coronavirus-related deaths. The total number of coronavirus-related deaths in Britain now stands at 130,178. These figures only include the deaths of people who died within 28 days of their first positive test.

 People walk past a travel safety sign at a train station in London, Britain, on July 19, 2021.People walk past a travel safety sign at a train station in London, Britain, on July 19, 2021.

England’s estimated R value, or coronavirus reproduction number, has fallen to between 0.8 and 1.1, which means on average every 10 people infected with COVID-19 will infect between eight and 11 others, according to the latest figures.

Meanwhile, a new government campaign has urged young people to get their jabs or risk missing out “on the good times”, in a bid to get vaccination rates up.

The British government has opened a new walk-through coronavirus testing center in Knightswood, Glasgow, on Friday. The test center located at Glasgow BMX Centre, is part of the largest network of diagnostic testing facilities created in British history, according to the government.

Most COVID-19 restrictions in England have been lifted last month as part of the final step of the British government’s roadmap out of the lockdown.

More than 88 percent of adults in Britain have received the first jab of COVID-19 vaccine and more than 73 percent have received two doses, according to the latest figures.

To bring life back to normal, countries such as Britain, China, Russia, the United States as well as the European Union have been racing against time to roll out coronavirus vaccines.   

Passengers walk in an underground station during the morning rush hour in London, Britain, on July 19, 2021.Passengers walk in an underground station during the morning rush hour in London, Britain, on July 19, 2021.

Published : August 07, 2021

By : xinhua

Afghanistan at dangerous turning point: UN envoy #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40004343

Afghanistan at dangerous turning point: UN envoy


A UN envoy asked the Security Council to work to prevent Afghanistan from descending into a situation of catastrophe “so serious that it would have few, if any, parallels in this century.”

Afghanistan is at a dangerous turning point as the war has entered a new phase, said Deborah Lyons, the UN secretary-general’s special representative for Afghanistan, on Friday.

“Afghanistan is now at a dangerous turning point. Ahead lies either a genuine peace negotiation or a tragically intertwined set of crises: an increasingly brutal conflict combined with an acute humanitarian situation and multiplying human rights abuses,” she told the Security Council in a briefing.

She asked the Security Council to work to prevent Afghanistan from descending into a situation of catastrophe “so serious that it would have few, if any, parallels in this century.”
 

ADVERTISEMENTx

“And let me assure you, such a catastrophe would have consequences far beyond the borders of Afghanistan. I do believe that the Security Council and the broader international community can help prevent the most dire scenarios. But it will require acting in unity and acting quickly,” she said.

In the past weeks, the war in Afghanistan has entered a new, deadlier, and more destructive phase. The Taliban campaign during June and July to capture rural areas has achieved significant territorial gains. From this strengthened position, they have begun to attack the large cities, said Lyons.

The provincial capitals of Kandahar, Herat, and Helmand have come under significant pressure. This is a clear attempt by the Taliban to seize urban centers with the force of arms. The human toll of this strategy is extremely distressing, and the political message is even more deeply disturbing, she said. 

Published : August 07, 2021

By : xinhua

Half of total U.S. population fully vaccinated: CDC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40004342

Half of total U.S. population fully vaccinated: CDC


As of Friday, 50 percent of the U.S. population – more than 165.9 million people – had been fully vaccinated against COVID-19, according to the CDC.

Half of the total U.S. population has been fully vaccinated against COVID-19, according to the data updated Friday by the Centers for Disease Control and Prevention (CDC) on its website.
 

ADVERTISEMENTx

As of Friday, 50 percent of the U.S. population – more than 165.9 million people – had been fully vaccinated against the virus. More than 193.7 million, or 58.4 percent of all Americans, have gotten at least one dose, showed the data.

The 50 percent milestone came amid a surge in new COVID-19 cases and hospitalizations in parts of the United States, driven largely by the delta variant.

“America can beat the Delta variant just as we beat the original COVID-19,” President Joe Biden said at the White house on Friday, saying “it’s a pandemic of the unvaccinated.”

“We can do this, so wear a mask when recommended, get vaccinated today. All of that will save lives and it means we’re not going to have the same kind of economic damage we’ve seen when COVID-19 began,” he said.
 

Earlier this week, 70 percent of U.S. adults have received at least one shot of a COVID-19 vaccine, a month behind President Joe Biden’s Fourth of July goal.

The first COVID-19 vaccine in the United States was administered on Dec. 14, 2020.

Published : August 07, 2021

By : xinhua

Covid crisis worsens in Asean as new cases, deaths hit record highs #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40004333

Covid crisis worsens in Asean as new cases, deaths hit record highs


Southeast Asia hit a new high on Friday, reporting 105,287 new Covid-19 cases, and a record 3,069 deaths, the highest on a single day.

The numbers exceeded Thursday’s tally of 97,679 new cases and 2,966 deaths.

Total Covid-19 cases in Asean crossed 7.85 million, while the death toll rose to 164,816.

The Philippines on Friday put Metro Manila, which is located on Luzon Island and comprises 16 cities including Manila and Quezon City, under lockdown until August 20 due to increasing number of new infections with delta variant of Covid-19. The president also extended the ban on foreigners from India, Pakistan, Nepal, Sri Lanka, Bangladesh, Oman, UAE, Indonesia, Malaysia and Thailand who wish to enter the country until at least August 15.

Vietnam reported 8,324 new cases and 296 deaths on Friday, bringing cumulative cases in the country to 193,381 patients and 3,016 deaths.

The government is planning to extend the use of strict disease control measures in Hanoi until August 22 as the 8.5 million population city is experiencing increasing numbers of new cluster cases of the delta variant, which is more contagious than the original virus.

Meanwhile, the country’s vaccination campaign is still in the starting phase and only 1.1 million people in Hanoi have been vaccinated. Of these, some 7,400 people have received two jabs. The total number of people receiving two jabs throughout Vietnam is 780,000 people, or less than one per cent of the 98 million population.

Published : August 07, 2021

By : THE NATION