“แอสตร้าเซนเนก้า” แถลงการณ์ 1 เข็ม ลดป่วยรุนแรง โควิด “เดลตา-เบต้า” ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477384

“แอสตร้าเซนเนก้า” แถลงการณ์ 1 เข็ม ลดป่วยรุนแรง โควิด “เดลตา-เบต้า”ได้

5 สิงหาคม 2564 – 11:37 น.

“บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า” ออกแถลงการณ์ ระบุว่า “วัคซีน”ป้องกัน”โควิด-19″ ของ”แอสตร้าเซนเนก้า” หนึ่งโดส มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงและการเจ็บป่วยในระดับที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์”เดลตา-เบต้า” ได้

บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ระบุว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หนึ่งโดส มีประสิทธิภาพสูงในการลดความรุนแรงและการเจ็บป่วยในระดับที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์เบต้าและเดลตา

ข้อมูลการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในแคนาดาแสดงประสิทธิผลของวัคซีนหลังจากฉีดเข็มแรกช่วยลดการเจ็บป่วยในระดับที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและป้องกันการเสียชีวิตที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เบต้า/แกมมาได้ 82% และเดลตาได้ 87%

ผลการศึกษาจากเครือข่ายการวิจัยการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานสาธารณสุขของแคนาดาและสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ แคนาดา ซึ่งเผยแพร่ในวารสารฉบับก่อนตีพิมพ์ ได้แสดงให้เห็นว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าหนึ่งโดส มีประสิทธิผลสูงถึง 82% ช่วยลดการเจ็บป่วยในระดับที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เบต้า/แกมม่า

นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2 หรือสายพันธุ์อินเดีย) และสายพันธุ์อัลฟ่า (B.1.1.7 หรือสายพันธุ์เคนท์)โดยช่วยลดอาการป่วยรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรืออัตราการเสียชีวิตได้ถึง 87% และ 90%

ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานสถานการณ์โรค “โควิด-19” ประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2564 โดยจำนวนผู้ติดเชื้อ “โควิดวันนี้” 20,920 ราย (เป็นติดเชื้อใหม่ 20,658 ราย ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 262 ราย) นับเป็นตัวเลขหลักหมื่นเป็นวันที่ 20 ติดต่อกันนับตั้งแต่เมื่อ 17 ก.ค.2564 ที่ผ่านมา

ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อ “โควิดวันนี้” สะสมอยู่ที่ 693,305 ราย (สะสมระลอก เม.ย. 2564 จำนวน 664,442 ราย) หายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 17,926 ราย (หายป่วยระลอก เม.ย. 446,306 ราย) กำลังรักษา 213,910 เสียชีวิตเพิ่มวันนี้ 160 ราย รวมเสียชีวิตแล้ว 5,663 ราย

“หญิงหน่อย” ชงแผนสยบ “โควิด-19” หยุดการระบาดใน 60 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477381

“หญิงหน่อย” ชงแผนสยบ “โควิด-19” หยุดการระบาดใน 60 วัน

5 สิงหาคม 2564 – 11:26 น.

“หญิงหน่อย” ชงแผนสยบ “โควิด-19” หยุดการระบาดใน 60 วัน ด้วยการตรวจโรคถ้วนหน้า เร่งคัดกรองแยกผู้ติดเชื้อ

วันที่ 5 ส.ค. 2564 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กเสนอแผนสยบ “โควิด-19” ด้วย 30 บาทตรวจโควิดถ้วนหน้า ว่า 

การแพร่ระบาดของโรค “โควิด-19” มาถึงจุดวิกฤติยิ่งกว่าเดิม จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 2 หมื่นราย ต่อเนื่องมา 2 วันแล้ว และมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐบาลยังไม่มีวิธีบริหารวิกฤติที่มีประสิทธิภาพ 

สาหัสไปกว่านั้นคือเมื่อประชาชนออกมาวิจารณ์ ก็บอกว่าเป็นข่าวปลอม และใช้กฎหมายเข้าปิดปาก แทนที่จะชี้แจงให้กระจ่างโดยเร็ว 

พรรคไทยสร้างไทย ขอย้ำว่า หัวใจที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดในเวลานี้ได้ คือ “การตรวจโรคถ้วนหน้า” เพื่อคัดกรองผู้ติดเชื้อ “โควิด-19” โดยดำเนินการตรวจคัดกรอง 100% เพื่อดึงเอาคนที่ติดเชื้อทั้งหมดออกมากักตัว-รักษา-แยกออกจากคนที่ไม่ติด 

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุต่ออีกว่า เราเสนอว่า รัฐบาลต้องแจกชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ให้กับประชาชน โดยฝึกหัดอาสาสมัครภาคประชาชนในแต่ละชุมชน ให้เป็นผู้ช่วยตรวจ และส่งผลตรวจเข้าระบบ ทำงานร่วมกับสำนักงานเขต หรือฝ่ายปกครองในแต่ละพื้นที่ เพื่อเร่งแยกติดเชื้อออกจากชุมชน รวมทั้งทำให้ ATK มีราคาถูกที่สุด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงชุดตรวจได้ในราคา 30 บาท 

“ในวิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลต้องลดภาระของประชาชนให้น้อยที่สุด และทำให้ประชาชนเข้าระบบสาธารณสุขได้รวดเร็วที่สุด” 

"หญิงหน่อย" ชงแผนสยบ "โควิด-19" หยุดการระบาดใน 60 วัน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุเพิ่มเติมว่า ขอยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ แม้แต่เด็กประถมยังสามารถใช้ชุดตรวจได้ด้วยตัวเอง ทำการตรวจอาทิตย์ละ 2 ครั้งก่อนไปโรงเรียน ทำให้สามารถตรวจคัดกรองได้วันละล้านคน และยิ่งตรวจคัดกรองได้มากเท่าไหร่ ก็จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น 

หากรัฐบาลดำเนินการ “ตรวจโรคถ้วนหน้า” เป็นวาระเร่งด่วน ขนานไปกับการฉีดวัคซีนแบบปูพรม ก็จะทำให้กราฟการแพร่ระบาดหักหัวลง คนติดรายวันจะลดลง จนสามารถเปิดประเทศได้ แบบที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย แต่หากไม่ทำทั้งหมดนี้ นอกจากจะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ยากขึ้นแล้ว ยังหยุดยั้งวิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลปัจจุบัน ได้ยากยิ่งขึ้นด้วย 

"หญิงหน่อย" ชงแผนสยบ "โควิด-19" หยุดการระบาดใน 60 วัน
"หญิงหน่อย" ชงแผนสยบ "โควิด-19" หยุดการระบาดใน 60 วัน
"หญิงหน่อย" ชงแผนสยบ "โควิด-19" หยุดการระบาดใน 60 วัน
"หญิงหน่อย" ชงแผนสยบ "โควิด-19" หยุดการระบาดใน 60 วัน


ที่มา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan

ประกาศ สธ.ให้ “ผู้ที่แพ้-มีอาการ” จากการ “ฉีดวัคซีน” โควิดจากรัฐเป็น “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” ต้องได้รับการรักษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477376

ประกาศ สธ.ให้ “ผู้ที่แพ้-มีอาการ” จากการ”ฉีดวัคซีน”โควิด จากรัฐ  เป็น”ผู้ป่วยฉุกเฉิน”ต้องได้รับการรักษา

5 สิงหาคม 2564 – 10:57 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศ สธ.ให้ “ผู้ที่แพ้-มีอาการ” จากการ”ฉีดวัคซีน” โควิด-19จากรัฐ เป็น”ผู้ป่วยฉุกเฉิน”ต้องได้รับการรักษา

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ฉบับที่ 2

โดยมีเนื้อหาว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด19(Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) ในปัจจุบัน

รัฐได้กำหนดมาตรการในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)โดยการฉีดวัคซีนโควิด 19 ตามแผนงาน โครงการหรือกิจกรรมการป้องกันและขจัดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) จากสถานพยาบาลที่ภาครัฐกำหนดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

หากบุคคลผู้ได้รับการฉีดวัคซีนเกิดอาการแพ้วัคซีนหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการฉีดวัคซีนโควิด 19 บุคคลดังกล่าวจึงมีความจำเป็นเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินจากสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล

จึงเป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))

รายละเอียดคลิก

“รัฐบาล” โต้ข่าว “ไฟเซอร์” ส่งไป ‘บุรีรัมย์’ ยืนยันยังไม่มีจังหวัดไหนได้รับจัดสรร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477337

“รัฐบาล”โต้ข่าว”ไฟเซอร์”ส่งไป’บุรีรัมย์’ ยืนยันยังไม่มีจังหวัดไหนได้รับจัดสรร

4 สิงหาคม 2564 – 22:17 น.

รองโฆษกรัฐบาล”ไตรศุลี ไตรสรณกุล”โต้ข่าว”ไฟเซอร์”ถูกส่งไป ‘บุรีรัมย์’แจงยังไม่มีจังหวัดไหนได้รับจัดสรร “วัคซีน” ย้ำ 5-6 ส.ค. จะเริ่มจัดส่ง”วัคซีน”ล็อตแรกไปตามจังหวัดต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล” ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า”วัคซีนไฟเซอร์”ส่วนหนึ่งถูกส่งไป จ.บุรีรัมย์ ว่า ไทม์ไลน์การจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำระบบตรวจสอบวัคซีนเพื่อจัดส่ง ยังไม่มี”วัคซีนไฟเซอร์”จัดส่งไปยังจังหวัดใดเลย

“วันที่ 5-6 สิงหาคม จะเริ่มจัดส่งวัคซีนล็อตแรกไปตามจังหวัดต่าง ๆ จากนั้นวันที่ 7-8 สิงหาคม โรงพยาบาลจะเตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีน และจะเริ่มฉีดได้ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ดังนั้นจึงชัดเจนว่า ไม่มีวัคซีนอยู่ที่จ.บุรีรัมย์ หรือจังหวัดใดก็ตามในประเทศไทยในตอนนี้”

สำหรับ “วัคซีนไฟเซอร์”ที่ทางประเทศสหรัฐอเมริกาบริจาคให้ไทยจำนวน 1,503,450 โดส มาถึงไทยเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 64  เมื่อมาถึงต้องนำไปเก็บไว้ที่คลังเก็บวัคซีน ซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิให้ติดลบ 70 องศาเซลเซียส

จากนั้นจะเริ่มเปิดสอนและอบรมวิธีการผสมวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้ เนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์ไม่เหมือนวัคซีนชนิดอื่น ๆ ที่ไทยเคยฉีดมาก่อน และมีความเข้มข้นมากจึงต้องผสม โดย 1 ขวดสามารถฉีดได้ประมาณ 6 คน

ไกล่เกลี่ย “รร.สารสาสน์ฯ” กับ “ผู้ปกครองนักเรียน” 14 รายตกลงกันได้ อีก 8 ราย สู้กันชั้นศาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477303

ไกล่เกลี่ย “รร.สารสาสน์ฯ”กับ”ผู้ปกครองนักเรียน” 14 รายตกลงกันได้ อีก 8ราย สู้กันชั้นศาล

4 สิงหาคม 2564 – 20:02 น.

ไกล่เกลี่ย ” รร.สารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์”กับ”ผู้ปกครองนักเรียน” 14 ราย ตกลงค่าเสียหายลูกหลานถูกครูทำร้ายสำเร็จ ส่วนผู้ปกครองอีก 8 ราย เจรจาล้มเหลว ต้องไปสู้กันต่อในศาล

ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดมอบหมายสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน(สคช.) รับดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านอรรถคดีแก่ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เกี่ยวกับการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการที่นักเรียนถูกครูและครูพี่เลี้ยงกระทำทารุณกรรมโดยภายหลัง(สคช.)ได้ให้ความช่วยเหลือโดยจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทหลายครั้ง 

ความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อวันที่ 4 ส.ค.นายชัยพร เกริกกุลธร อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.)  เปิดเผยว่า ตามที่คณะผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จำนวน 22 ราย ได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2563

ขอให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและช่วยเหลือทางคดีแพ่งเพื่อดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์โดยบริษัท แสงเงินพัฒนาการ จำกัด เจ้าของและผู้ดำเนินการโรงเรียน      

สคช. ได้แต่งตั้งคณะทำงานให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนและผู้ปกครองโดยจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาททางแพ่งระหว่างคู่กรณีขึ้น

โดยได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ จากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมทั้งการประสานทนายความอาสาของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค (สฝคผ.) ให้เข้าร่วมหารือและให้คำแนะนำแก่”คณะผู้ปกครอง”ในการไกล่เกลี่ยรวม 8 ครั้ง แต่ยังคงมีผู้ปกครองนักเรียน  8 ราย ที่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้

จนต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2564 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ โดย บริษัท แสงเงินพัฒนาการ จำกัด ได้มีหนังสือถึงสคช.เพื่อแจ้งขอยุติการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาททางแพ่งด้วยเหตุว่าที่ประชุมของบริษัท ฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ปกครองนักเรียนได้เนื่องจากไม่มีเอกสารเกี่ยวกับประวัติการรักษาทางการแพทย์และเอกสารอื่นใดในการประกอบการพิจารณาของบริษัท ฯ จึงขอให้ผู้เสียหายดำเนินการใช้สิทธิทางกฎหมายต่อไป

แม้ว่าต่อมาจะได้มีคำสั่งให้ยุติการให้ความช่วยเหลือไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทตามหนังสือฉบับดังกล่าวเนื่องจากถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน พ.ศ.2562 แล้วก็ตาม แต่ สคช. ยังคงเล็งเห็นว่ากรณีที่ผู้ปกครองเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่นักเรียน ถูกครูและครูพี่เลี้ยงกระทำทารุณกรรมนั้นเป็นคดีทางแพ่ง และเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

และเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่สำนักงานอัยการสูงสุดจะรับไว้ช่วยเหลือได้ ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน พ.ศ.2562 ข้อ 32 (2) (ข)  

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 22 ที่บัญญัติว่า “การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใดให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”

จึงได้มอบหมายให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค (สฝคผ.) รับไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านอรรถคดีแก่ผู้ปกครองทั้ง 8 ราย โดยจัดทนายความอาสาของ สฝคผ. เข้าช่วยเหลือเพื่อให้คำแนะนำปรึกษาการฟ้องคดีต่อศาล ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป ภายใต้การกำกับดูแลของอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค โดยผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด.

เอกสารหลุดเงื่อนงำนำเข้าไฟเซอร์ “ดีลกับใคร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477306

เอกสารหลุด เงื่อนงำนำเข้าไฟเซอร์ ” ดีลกับใคร”  

4 สิงหาคม 2564 – 19:36 น.

“ดีลกับใคร” กลายเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยมาตลอด นับตั้งแต่ “บุญ  วนาสิน” บิ๊กบอสจากธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ลั่นวาจาจะนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส แต่จนถึงวันนี้ ยอมรับปิดดีลอย่างไม่สวยงามนัก

“ดีลกับใคร” กลายเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยมาตลอด  นับตั้งแต่ นายบุญ  วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป  แสดงความไม่พอใจรัฐบาลบริหารจัดการกระจายวัคซีนล่าช้า ถึงขั้นขันอาสา พร้อมทุ่มเงินซื้อวัคซีนโมเดอร์น่า มาฉีดประชาชนป้องกันจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 

สร้างความหวังให้ประชาชนติดต่อขอจองวัคซีนโมเดอร์นาผ่าน รพ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ จำนวนมาก  พร้อมกับกระดานหุ้นของธนบุรีเฮลท์แคร์ THG  เขียวสดใส

การให้ข่าวระลอกแล้วระลอกเล่า จุดประกายความหวังให้ประชาชนที่ต้องการวัคซีนทางเลือกตลอดเวลา โดยเฉพาะ เปิดข้อมูลว่า มีการเจรจาจัดหาวัคซีน”ไฟเซอร์” จากเยอรมัน จำนวน 20 ล้านโดส ประเดิมจะส่งมาถึงเมืองไทยปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ยิ่งทำให้สื่อมวลชนเกาะติดความสามารถของหมอบุญ

ขณะเดียวกัน ยิ่งทำให้ตารางหุ้นของ THG พุ่งขึ้นอีกเช่นเคย  ก่อนที่ทางไบโอเอ็นเทค ได้ออกมาสยบข่าวดังกล่าวว่า ไม่เคยมีการเจรจากับทางภาคเอกชนรายใดของไทย ตามที่หมอบุญเคยกล่าวอ้าง ทำให้ ตารางหุ้นของ THG กลับสู่ภาวะปกติ

ความคืบหน้าที่พอเห็นชัดอยู่บ้าง นั่นคือ กรณีวัคซีนทางเลือก “โมเดอร์นา”  เมื่อสมาคมรพ.เอกชน ลงนามการชำระเงินให้กับองค์การเภสัชกรรมในฐานะตัวกลางประสานการจัดซื้อขายกับบริษัทซิริคฟาร์มา นำเข้าวัคซีนโมเดอร์นาเข้ามา และกระจายโควต้าให้กับรพ.เอกชนต่างๆ ซึ่งก็รวมถึง รพ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ ด้วย โดยที่หมอบุญ ระบุว่า ทางรพ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ ได้รับจัดสรรโควต้าจากส่วนนี้ จำนวน 7-8 แสนโดส

ขณะที่คำถามถึง”วัคซีนไฟเซอร์” ตามที่นายบุญ วนาสินธ์ เปิดประเด็นไว้ จะประเดิมนำเข้าปลายเดือนกรกฎาคมนี้  ไม่มีวี่แววความชัดเจน

มีเพียงการให้ข่าวของนายบุญ ว่า “ตอนนี้พูดอะไรมากไม่ได้ เพราะกลต.สั่งให้หยุดพูด  สิ่งที่พูดได้คือ กำลังประสานกับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งเพื่อนำเข้ามา จะมีการเชิญสื่อมวลชนมาร่วมฟังการแถลงข่าว โดยทางรพ.ธนบุรีเฮลท์แคร์ จะส่งตัวแทนร่วมโต๊ะแถลงข่าวความสำเร็จครั้งนี้ด้วย”

นั่นคือ คีย์เวิร์ด ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม

ทว่าผ่านมาถึงวันนี้ ล่วงเลยสู่เดือนสิงหาคม  คำกล่าว เชิญสื่อมวลชนมาร่วมกันฟังแถลงข่าวความสำเร็จ “ไม่ปรากฎ”  หนำซ้ำกับการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ให้ข้อมูลใหม่เข้ามาอีกว่า  เขาได้ดีลกับหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมในการนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาท จากการผิดเงื่อนไขของสัญญา 

การให้ข้อมูลของนายบุญครั้งนี้ ทำให้ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวและยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัดยังไม่มีแผนหรือความตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนใดๆ ในการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์แต่อย่างใด 

จนในที่สุด เมื่อวันที่ 4 ส.ค.64 นายบุญได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนอีกรอบ พร้อมกับยอมรับว่า “ดีลไม่สำเร็จแล้ว เพราะหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม ไม่เอาด้วย “

“ถอดใจเรื่องนี้แล้ว เพราะเป็นเรื่องยากมาก ถึงแม้ว่าวัคซีนมีติดต่อได้ แต่ไม่สามารถหาหน่วยงานนำเข้าได้ ที่ผ่านมา มีความพยายามติดต่อหลายหน่วยงาน แต่ก็ไม่มีใครอยากยุ่ง เพราะอาจกลัวผลกระทบ ถูกกล่าวหามุ่งกำไร” นายบุญ เปิดเผยผ่านรายการหนึ่งในวันที่ 4 ส.ค. 

หากแต่การถูกซักถามถึงหน่วยงานที่เคยอ้างว่าเป็นกระทรวงกลาโหม  ก็มีการหลุดคำพูดว่า “น้องชายของเขาเป็นผู้ประสานหน่วยงานดังกล่าว” 

อย่าลืมว่า กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่สามารถสั่งซื้อวัคซีนได้มีเพียง 6 หน่วยงานเท่านั้น  ได้แก่      1 .กรมควบคุมโรค   2. องค์การเภสัชกรรม 3.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 4.สภากาชาดไทย 5.ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  6. หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจในการให้บริการทางการแพทย์หรือสาธารณสุข  ( ที่มา ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ศบค. เรื่องแนวทางการบริหารจัดการวัคซีน ลงวันที่ 8 มิ.ย.64 )

“คมชัดลึกออนไลน์” ตรวจสอบพบ เอกสารฉบับหนึ่ง ที่มีการจัดทำไปถึงไฟเซอร์สหรัฐอเมริกา ลงวันที่ 24 ก.ค.2564  มีความสอดคล้องกับสิ่งที่นายบุญอ้างมาตลอดหรือไม่ประสานกับหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม 

เพราะปรากฎข้อความกล่าวอ้างถึงหน่วยงานแห่งหนึ่ง ด้วยภาษาอังกฤษว่า  youth Leadership Development Foundation on behalf of  The Royal Thai  Army Enterprise Public Company Limited 

นั่นกำลังหมายถึงองค์กรใดในกองทัพ เพราะจากการตรวจสอบ ไม่พบองค์กรลักษณะนี้ 

แต่ที่แน่ๆ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ของนายบุญ วนาสิน  ถึงการดีลวัคซีนทิพย์  ทำให้กลต.ออกหนังสือ  แจ้งให้“บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (THG)” และ “บุญ วนาสิน” ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาทจากการผิดเงื่อนไขของสัญญา

ก.ล.ต. เห็นว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความขัดแย้งกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดและอาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นหรือต่อการตัดสินใจลงทุนหรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาหลักทรัพย์

ถึงวันนั้น คงจะทราบกันว่า หน่วยงานในเอกสาร คือหน่วยงานใดกันแน่ 

รองโฆษกรัฐบาล เคลียร์ชัด ซื้อ “อาหาร” จาก “ร้านในห้าง” ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477287

รองโฆษกรัฐบาล เคลียร์ชัด ซื้อ”อาหาร”จาก”ร้านในห้าง”ได้

4 สิงหาคม 2564 – 18:24 น.

รองโฆษกรัฐบาล”รัชดา ธนาดิเรก” เผย ประชาชนสามารถซื้อ”อาหาร”จาก”ร้านในห้าง”ได้ โดย”ห้าง”ต้องจัดพื้นที่วางขาย”อาหารสำเร็จรูป”

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ” แจงให้เคลียร์ “กรณีคนทั่วไปสามารถซื้ออาหารในร้านที่เปิดอยู่ในห้างสรรพสินค้าได้หรือไม่ โดยระบุสามารถทำได้ 3 แบบคือ 1.เมื่อเราไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตและอยากสั่งอาหาร ทางห้างต้องจัดพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับซุปเปอร์มาเก็ตโดยวางอาหารสำเร็จรูปขายได้ ส่วนร้านอาหารแต่ละร้านก็เตรียมอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ 

2.ถ้าเราทราบเบอร์โทรของร้านอาหารนั้น ให้โทรสั่งล่วงหน้าแล้วให้ร้านนำอาหารที่สั่ง มาวางอาหารในจุดที่ห้างเตรียมไว้

3.โทรสั่งผ่านแอพพลิเคชั่น แล้วจะมีไรเดอร์มารับ-ส่งอาหารให้ ซึ่งจะต้องกำหนดจุดรับชัดเจน โดยอยู่ใกล้กับจุดที่ไรเดอร์นั่งรอ หรือห่างออกไปก็ได้ แต่ต้องไม่มีการมารอจนเกิดความแออัด

ทั้งนี้ ศบค. จะออกข้อกำหนดรายละเอียดอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าสิ่งใดที่สามารถทำได้บ้าง

ขณะเดียวกันในช่วงเย็นของวันนี้( 4  ส.ค. )เพจไทยคู่ฟ้า ได้สรุปแนวปฏิบัติต่อมาตรการสำหรับร้านอาหาร/เครื่องดื่มในห้างสรรพสินค้า  ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ สถานประกอบกิจการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน 

๑.”การสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มผ่านการบริการขนส่งอาหาร “(Food Delivery Service)หมายความรวมถึง การจำหน่ายทั้งระบบออนไลน์ ระบบโทรศัพท์หรือระบบบริการช่วยเหลือของร้านอาหารหรือเครื่องดื่มในการจัดส่ง (ที่ไม่ให้ผู้บริโภคสัมผัสหรือติดต่อใกล้ชิดกับร้านอาหารหรือเครื่องดื่มโดยตรง) เพื่อหลีกเลี่ยงการแออัดในบริเวณหน้าร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม 

๒. การเตรียมพื้นที่บริเวณซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อวางจำหน่ายอาหาร – ให้ผู้จัดการหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบกิจการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันพิจารณาดำเนินการโดยไม่ให้เกิดความแออัดที่อาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค ดังนี้ 

๒.๑ ให้ร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม สามารถนำอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปรุงสำเร็จแล้วมาวางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ 

๒.๒ ให้ขยายหรือจัดเตรียมพื้นที่เพิ่มเติมบริเวณซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อรองรับการวางจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้านได้จัดเตรียมไว้แล้วได้ 

๓. การจัดเตรียมพื้นที่จุดรอคิวรับอาหาร – ให้ผู้จัดการหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในสถานที่ข้างต้น จัดเตรียมสถานที่ที่เหมาะสมซึ่งแยกต่างหากจากบริเวณร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม เพื่อเป็นจุดรอคิวรับอาหารสำหรับประชาชนที่สั่งอาหารหรือเครื่องดื่มผ่านการบริการขนส่งอาหาร 

(เช่นเดียวกับผู้บริการขนส่งอาหาร) โดยให้มีการเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม และกำกับดูแลให้มีการดำเนินการตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

รองโฆษกรัฐบาล เคลียร์ชัด ซื้อ"อาหาร"จาก"ร้านในห้าง"ได้

“แอมเนสตี้” โดดป้อง “คาร์ม็อบ” ซัดเจ้าหน้าที่รัฐสลายชุมนุมนุมมุ่งสร้างความหวาดกลัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477278

“แอมเนสตี้”โดดป้อง”คาร์ม็อบ”ซัดเจ้าหน้าที่รัฐสลายชุมนุมนุมมุ่งสร้างความหวาดกลัว 

4 สิงหาคม 2564 – 17:56 น.

“แอมเนสตี้”ชี้ การสลายการชุมนุมและการพยายามจับกุมผู้ชุมนุมเผยให้เห็นความพยายามของรัฐในการสร้างความหวาดกลัว 

สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่บริเวณโรงพยาบาลทหารผ่านศึก เขตดินแดง กรุงเทพ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ชุมนุมและผู้อยู่ใกล้เหตุการณ์ได้รับบาดเจ็บและมีผู้ชุมนุมอย่างน้อย 10  คนถูกจับกุมระหว่างและภายหลังการชุมนุม

อีกทั้งในวันที่ 2 สิงหาคม ยังมีการจับกุมผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นด้านหน้าสโมสรตำรวจอีกอย่างน้อย 33 คน โดยหนึ่งในนั้นมีเยาวชนอายุ 17 ปี รวมอยู่ด้วย 

ล่าสุด องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเคลื่อนไหว  โดย นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า การสลายการชุมนุมที่รุนแรงโดยการใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่มุ่งเป้าเพื่อการปะทะและการจับกุมต่อผู้ชุมนุม ถือเป็นการปราบปรามอย่างเป็นระบบต่อกลุ่มหรือบุคคลที่เห็นต่างซึ่งออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ  

ทั้งนี้การใช้กฎหมายอย่างมิชอบเช่นนี้ยังตอกย้ำข้อกังวลต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายที่คล้ายคลึงกันว่าเป็นเพียงข้ออ้างแบบเหมารวมและไม่ชอบด้วยกฎหมายตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยอ้างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้นจึงต้องมีการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยทันที  

“การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทำให้บุคคลในพื้นที่นั้นบาดเจ็บเป็นการบ่งบอกถึงการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างสิ้นเชิง พ.ร.ก.ฉุกเฉินและกฎหมายใกล้เคียงถูกใช้เป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ในการจำกัดสิทธิของผู้ที่เห็นต่างและต้องการที่จะออกมาเรียกร้องเพื่อสิทธิของตนเอง 

การจับกุมผู้ชุมนุมทั้งสองวันนี้ทำให้เห็นถึงความพยายามอย่างมากของรัฐที่จะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้ชุมนุมและผู้ที่เห็นต่างในสังคม โดยการเรียกร้องเพื่อสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม รวมทั้งการเรียกร้องการเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึง ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับฟังจากประชาชน พร้อมทั้งนำข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะและร้องเรียน รวมทั้งความทุกข์ยากของประชาชนไปปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ใช่ใช้ดำเนินคดีเพื่อสร้างหวาดกลัวและทำให้คนในสังคมปิดปากเงียบ” 

ข้อมูลพื้นฐาน 

ในวันที่ 1 และ 2 สิงหาคม 2564 มีการจับกุมผู้ชุมนุมรวมอย่างน้อย 43 คน โดยหนึ่งในนั้นมีเยาวชนอายุ 17 ปีรวมอยู่ด้วย ในการชุมนุม “คาร์ม็อบ” เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ได้มีการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ภายหลังจากการประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้ความรุนแรงทั้งแก๊สน้ำตา กระบอง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยางอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 3 ชั่วโมง  จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนได้รับบาดเจ็บ 

"แอมเนสตี้"โดดป้อง"คาร์ม็อบ"ซัดเจ้าหน้าที่รัฐสลายชุมนุมนุมมุ่งสร้างความหวาดกลัว 

กิจกรรมการชุมนุม“คาร์ม็อบ” หรือการชุมนุมด้วยรถยนต์ครั้งที่สาม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 ณ ใจกลาง กรุงเทพมหานคร โดยมีการตั้งขบวนที่บริเวณสนามบินนานาชาติดอนเมือง  นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมเช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวม 48 สถานที่ ใน 37 จังหวัด โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และสิทธิในการเข้าถึงวัคซีนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การใช้กำลังในการสลายการชุมนุม

กิจกรรมการชุมนุม“คาร์ม็อบ”ถูกจัดขึ้นระหว่างเวลา13.00 น.-16.40 น.ซึ่งภายหลังจากการประกาศยุติกิจกรรมเวลา 17.30 น.สื่อออนไลน์รายงานสถานการณ์บริเวณโรงพยาบาลทหารผ่านศึก  กรมทหารฯราบที่ 1 และบริเวณถนนวิภาวดีใกล้แยกสามเหลี่ยมดินแดง มีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง รวมไปถึงการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง พร้อมทั้งตรึงกำลังหน่วยควบคุมฝูงชน และเจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตา 3-4 ครั้งโดยไม่มีการประกาศเตือนการใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ก่อนการสลายการชุมนุม เมื่อสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ผู้ชมนุมบางส่วนขว้างปาสิ่งของและประชิดแนว หน่วยควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่จึงใช้แก๊สน้ำตา เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง และยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม เวลาประมาณ 20.30 น. เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ก่อนถึงเวลาเคอร์ฟิว จนเวลา 20.45 น. หน่วยควบคุมฝูงชนได้ตั้งแนวอีกครั้งและเข้ากระชับพื้นที่ โดยมีการรายงานจากสำนักข่าว Voice TV ว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีการยิงกระสุนยางในระยะประชิด และใช้ปืนยิงกระสุนยางยกขึ้นจ่อที่บริเวณศีรษะผู้ชุมนุมที่กำลังขับรถจักรยานยนต์ออกจากพื้นที่ และมีการยิงกระสุนยางใส่บริเวณกลางหลังในระยะประชิด จนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ยังตรึงกำลังบริเวณดังกล่าว

การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วน ความจำเป็น และขั้นตอน ไม่มีการแยกกันบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสงบ และสื่อสารเพื่อลดความรุนแรงทางกายภาพ ซึ่งในรายงานเจ้าหน้าที่มีการใช้แก๊สน้ำตา และกระสุนยางอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 3 ชั่วโมง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่มีการใช้กระสุนยางในระยะประชิดโดยเล็งไปที่ร่างกายท่อนบนอย่างชัดเจน ซึ่งเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บและเป็นอันตรายต่ออวัยวะสำคัญ 

การจับกุมผู้ชุมนุม

มีการควบคุมคุมตัว แกนนำเครือข่ายนนทบุรีที่เข้าร่วมทำกิจกรรมคาร์ม็อบ
โดย เวลาประมาณ 12.00 น. ขณะที่ขบวนผ่านมาถึงบริเวณก่อนถึงประตูทางเข้าศูนย์ราชการฯ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เจ้าพนักงานตํารวจได้เข้าแสดงตัวและทําการควบคุมตัวบุคคลรวม 7 คน โดยแจ้งให้ข้อกล่าวหา ก่อนถูกควบคุมตัวไปที่สภ.รัตนาธิเบศ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้ง 7 คนไปควบคุมยังกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จังหวักปทุมธานี และต่อปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง 7 คน โดยที่ยังไม่ได้มีการสอบปากคำ และไม่ต้องวางหลักประกัน โดยทั้งสามถูกแจ้งข้อหา 3 ข้อหา

  • ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
  • ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370 มีหลักคือ ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 พันบาท
  • ความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการโมษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493โฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง โดยไม่ขออนุญาต

ขณะที่หลังยุติการชุมนุม เวลาประมาณ 23.40 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งว่ามีผู้ถูกจับกุมกลุ่มคนขับรถเครื่องเสียง จำนวน 3 ราย โดยถูกควบคุมตัวอยู่ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ภายในสโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดีรังสิต ทั้ง 3 คน ถูกแจ้งข้อหา 4 ข้อหา ได้แก่

  • ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
  • ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 กีดขวางทางสาธารณะ
  • ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
  • ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ใช้เครื่องเสียงไม่ได้รับอนุญาต

ในวันที่ 2 สิงหาคม 2564 พนักงานสอบสวนสน.สำราญราษฎร์ยื่นขอฝากขังทั้งสามคนผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์จากในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ก่อนที่เวลา 10.40 น. ศาลแขวงดุสิตอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามคน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ แต่ให้สาบานตนว่าจะมาตามนัด ขณะที่กลุ่มทะลุฟ้าเดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อเรียกร้องปล่อยตัวทั้งสามตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนนำไปสู่การจับกุมกลุ่มทะลุฟ้าเพิ่มเติมถึง 33 คน 31 คนถูกควบคุมตัวไป กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 และ 2 คนถูกนำตัวไปสน. สุทธิสาร

“เส้นใหญ่” ฉีดเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477271

“เส้นใหญ่” ฉีดเข็ม 3

4 สิงหาคม 2564 – 17:16 น.

“ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.สอบผู้ว่าฯ-สสจ.พิษณุโลกปล่อยพวกเส้นใหญ่ฉีดเข็ม 3 ได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนได้รายงานว่า มีบุคคลซึ่งไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์หรือพยาบาลในจังหวัดพิษณุโลก ได้ไปขอให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 ให้ตัวเอง

อ้างว่ามีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ที่ศูนย์รับฉีดวัคซีน หอประชุมศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อ.เมือง จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมานั้น

กรณีดังกล่าว ชี้ให้เห็นช่องว่างของการกำหนดหลักเกณฑ์การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มที่ 3 ของกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคโดยชัดแจ้ง เป็นกรณีที่ซ้ำรอยเดิมคล้ายจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มที่ 3 ให้กับตำรวจซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์

แต่ใช้ช่องว่างของหลักเกณฑ์เหมือนกันที่อ้างว่า “เป็นบุคคลด่านหน้า” เพื่อเลี่ยงบาลีอย่างหน้าด้านๆ และไม่ละอายต่อพี่น้องประชาชนคนพิษณุโลกรายอื่นๆ กว่า 80% ที่แม้แต่เข็มแรกก็ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

แม้บุคคลดังกล่าวจะออกมายอมรับโดยให้เหตุผลว่าทำงานด่านหน้ามาโดยตลอด ต้องนำสิ่งของต่าง ๆ จากการบริจาคไปมอบให้กับจุดคัดกรอง หรือโรงพยาบาลสนาม และด้วยความเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาการฉีดวัคซีนนั้นตนมีคิวที่จะฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอยู่แล้ว

แต่ด้วยช่วงแรก ๆ ประชาชนออกมาฉีดวัคซีนน้อย จึงมาช่วยรณรงค์ให้ประชาชนหันมาฉีดวัคซีนให้มากขึ้น ด้วยการไปฉีดวัคซีนซิโนแวคแทนทั้ง 2 เข็ม โดยมีแพทย์มาบอกตนเองว่าการเป็นผู้สูงอายุ ฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มนั้นไม่ดี อาจเสี่ยงต่อภูมิคุ้มกันเหลือน้อย เนื่องจากเป็นผู้สูงอายุ จึงได้ขอเข้าไปฉีดวัคซีนเข็ม 3 

การอ้างเหตุผลว่าคนพิษณุโลกออกมาฉีดวัคซีนน้อยนั้น เป็นการกล่าวอ้างแบบน้ำขุ่นๆฟังไม่ขึ้น เพราะคนพิษณุโลกส่วนใหญ่ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กันทั้งนั้น เพียงแต่ภาครัฐยังจัดสรรวัคซีนไปให้น้อยไม่เพียงพอต่างหาก

"เส้นใหญ่" ฉีดเข็ม 3

การไปแย่งฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 โดยไม่คำนึงว่ายังมีคนอื่นอีกมากที่ยังไม่ได้ฉีดเลย โดยอ้างเหตุผลนานาสารพัดนั้น ไม่ใช่วิสัยของคนที่ทำงานเสียสละเพื่อสังคมพึงกระทำ อย่าให้พวกเด็กๆมันตำหนิได้ว่าแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว วันนี้สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงต้องนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้สอบสวนไต่สวนเอาผิดผู้ว่าฯพิษณุโลกและสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก(สสจ.)และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องว่า ปล่อยให้บุคคลเหล่านี้มาแย่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปฉีดให้กับตนเองเป็นเข็มที่ 3 ได้อย่างไร

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขต้องทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ปล่อยให้มีคนหน้าด้านๆ ใช้ช่องว่าว่าเป็นบุคคลด่านหน้า มาแย่งฉีดวัคซีนเยี่ยงนี้อีก นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

“ในหลวง” พระราชทานทรัพย์ 99.9 ล้าน ผ่านนายกฯ ช่วย “โควิด-19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477268

“ในหลวง” พระราชทานทรัพย์ 99.9 ล้าน ผ่านนายกฯ ช่วย”โควิด-19″

4 สิงหาคม 2564 – 16:58 น.

“ในหลวง” -“พระราชินี” โปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ จำนวน 99,900,000 บาท ผ่านนายก ฯ ช่วย “โควิด19” เป็นส่วนหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศล

 เพจไทยคู่ฟ้า เผยแพร่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ เชิญเงินพระราชทาน มอบแก่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เป็นส่วนหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 และเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2564 ณ ห้องสีงาช้าง ทำเนียบรัฐบาล

#ไทยคู่ฟ้า #รวมไทยสร้างชาติ #ร่วมต้านโควิด19

สำหรับ”เงินพระราชทาน” จำนวน 99,900,000 บาทเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของวัด โรงเรียน สถาบันอาชีว ศึกษา มหาวิทยาลัยและหน่วยงานของเหล่าทัพทั่วประเทศ ที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย สถานที่กักตัว และสถานที่ฌาปนกิจศพ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019   

ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ ( 4 ส.ค. ) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ และ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ร่วมบันทึกเทปกล่าวอาเศียรวาท ถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2564 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล