งบกลางร้อน “เพื่อไทย” สอนน้อง “ก้าวไกล” อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477262

งบกลางร้อน “เพื่อไทย” สอนน้อง “ก้าวไกล” อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู

4 สิงหาคม 2564 – 16:55 น.

ฝ่ายค้านแตก ปม “ตีเช็คเปล่าให้ประยุทธ์” ร้าวลึก “ก้าวไกล-เพื่อไทย” กังขาดีลลับ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

อาการระหองระแรง ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เป็นความขัดแย้งในฝ่ายเดียวกัน ที่ดำรงอยู่มานานแล้ว ด้านหนึ่งเป็นการต่อสู้ทางความคิด “เก่ากับใหม่” และเพดานที่แตกต่างกัน    

ล่าสุด กรณีนำเงินงบประมาณที่ปรับลดจำนวน 16,362 ล้านบาทไปไว้ที่งบกลาง พรรคเพื่อไทย สมรู้ร่วมคิดกับพรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคก้าวไกลค้าน เพราะทำแบบนี้เท่ากับ “ตีเช็คเปล่าให้ประยุทธ์”    

เรื่องมีอยู่ว่าในกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2565 กมธ.เสียงข้างมากเห็นชอบปรับลดจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท เข้างบกลาง

ซึ่ง กมธ.พรรคเพื่อไทย ที่เห็นชอบได้แก่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง, ไชยา พรหมา,ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ,พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ,ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ,อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม,บุญแก้ว สมวงศ์,พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ,จิรายุ ห่วงทรัพย์ ,คมเดช ไชยศิวามงคล ,เกรียง กัลป์ตินันท์, วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ,พวงเพ็ชร ชุนละเอียด, อภิชาต ตีรสวัสดิชัย และศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ    

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมาและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า งบกลางนั้น จะนำมาแก้ไขปัญหาและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนสูงสุด ไม่ได้นำไปให้รัฐบาลใช้เพื่อการอื่น   

ดูเหมือนว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล ไม่สนใจยังเดินหน้าวิจารณ์การทำหน้าที่ กมธ.ของพรรคเพื่อไทย พร้อมเปิดคลับเฮาส์ ตอบทุกประเด็นงบกลาง-เตะ 16,000 ล้านเข้าปากประยุทธ์ และมีถ้อยคำหลุดออกมาจากวงคลับเฮาส์ก้าวไกลดังนี้

“เผื่อใครยังสงสัยอยู่ว่า งบกลางคืออะไร? ทำไมไม่ควรเทงบที่ตัดได้ไปลงงบกลาง? ตัดงบอื่นอย่างดิบดีเป็นเดือนแต่กลับโอนเข้างบกลางดื้อๆ เช่นนี้ ไม่ต่างอะไรจากการไถนามาให้ประยุทธ์ 16,323 ล้านบาท”    

งบกลางร้อน "เพื่อไทย" สอนน้อง "ก้าวไกล" อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู

“การที่เห็นความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น แล้วต้องทำเป็นมองไม่เห็น เออออห่อหมก เงียบเนียนตามกันไป แบบนี้มันไม่เรียกว่า “สามัคคี” แต่อาจถูกเข้าใจได้ว่า ร่วมกันก่อการ”    

“การใช้จ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่เหมือนจะหมดไปแล้ว ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นไง มันสมควรไหม ที่จะเอาเงินอีก 1.6 หมื่นล้านบาท ไปให้คนๆ นี้ใช้อีก”

++
อ้วนออกโรง
++    

ข้างฝ่ายรุ่นใหญ่ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความเห็นเหมือน “พี่เตือนน้อง”    

“การแสดงความเห็นวิจารณ์การตัดคืนงบประมาณไปสู่งบกลาง เพื่อให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่ ไปใช้ในการแก้วิกฤติโควิด ที่กำลังรุนแรง แต่กลับถูกมองด้วยความแคลงใจจากบางส่วน อยากเสนออีกแง่มุมมองให้พิจารณา มากกว่าโยนข้อหากล่าวหาให้ร้ายกัน เพราะนั่นจะเป็นการบั่นทอนการทำงานร่วมกันโดยไม่จำเป็น”    

“อ้วน” คนเดือนตุลา ที่พลิกผันมาเป็นนักการเมือง ยังย้ำว่า “วิกฤติที่สุดวันนี้คือวิกฤติโควิด” ชีวิตและความทุกข์ของประชาชนวันนี้หนักหนาสุดจะกล่าว”

งบกลางร้อน "เพื่อไทย" สอนน้อง "ก้าวไกล" อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู

“ไม่อยากให้เอาการเมืองมาใช้จน เป็นอุปสรรคไปขวาง ความพยายามช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนขอเสนอข้อคิดให้กับผู้ที่หวังดีต่อบ้านเมือง…”    

อีกตอนหนึ่ง “อ้วน” ผู้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ในยุคสงครามเย็น ย่อมเข้าใจความคิดความอ่านของ ส.ส.หนุ่มสาว แห่งพรรคก้าวไกล จึงบอกว่า    

“มีกันไม่มากนัก พยายามสงวนข้อแตกต่างและร่วมมือกันให้มากขึ้น น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า…อย่าให้ความยึดมั่นของตน เป็นอุปสรรคทำลายความร่วมมือกัน ของภาคประชาชนเลย เพราะ…หนทางข้างหน้า ยังอีกยาวไกล ผมคิดอย่างนี้จริงๆ”

7 คนไทย “เก็บเห็ด” ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว ‘บ่มีมูลความจริง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477222

7คนไทย “เก็บเห็ด” ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว ‘บ่มีมูลความจริง’

4 สิงหาคม 2564 – 13:05 น.

“เก็บเห็ด” สปป.ลาว แขวงจำปาสักแถลงโต้สื่อไทย “บ่มีมูลความจริง” กรณีฉีดวัคซีนให้ 7คนไทยที่ถูกจับ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

ในที่สุด ข่าว “เก็บเห็ดลาวได้ฉีดวัคซีน” กลายเป็นปมปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อแขวงจำปาสัก แถลงโต้ข่าวสื่อไทยผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เมื่อค่ำวันที่ 3 ส.ค.2564

ว่ากันตามจริง ต้นตอของข่าวนี้ก็คือ อภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอสิรินธร จ.อุบลราชธานี ที่ให้สัมภาษณ์สื่อทีวี ทำนองว่า  7คนไทยที่ถูกลาวจับ ข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย โชคดีจะได้ฉีดวัคซีน หลังถูกตัว 14 วันแล้ว

7คนไทย "เก็บเห็ด" ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว 'บ่มีมูลความจริง'

ตามมาด้วยในโลกออนไลน์มีการแชร์หนังสือ อ้างเป็นหนังสือราชการ ที่ลงนามโดยนายอำเภอสิรินธร ที่ระบุว่า คนไทยทั้ง 7 คน จะได้รับการฉีดวัคซีน

ถัดมา อภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอสิรินธร อธิบายว่า ข้อมูลเรื่องการจะฉีดวัคซีนให้คนไทยนั้น มาจากข้อมูลจากฝ่ายทหารไทยกับทหาร สปป.ลาว ระหว่างเจรจาขอตัวคนไทยกลับ ทางทหารลาวพูดว่า ก่อนส่งตัวคนไทยกลับ อาจจะได้วัคซีนให้ 7 คนไทยคนละเข็มก็ได้ นายอำเภอสิรินธรก็คาดการณ์ว่าจะเป็นตามนั้น จึงได้พูดกับสื่อ โดยไม่มีการยืนยันจากแขวงจำปาสักอย่างเป็นทางการ

++

ลาวแถลงโต้

++

ค่ำวันที่ 3 ส.ค.2564 ช่วงข่าวค่ำ สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว ได้นำเสนอคำชี้แจงกรณีคนไทยถูกจับกุมที่ชายแดนไทย-ลาว โดยอ้างถ้อยแถลงคณะกรรมการเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันโควิด แขวงจำปาสัก ได้แจ้งให้ทราบว่า คนไทยทั้ง 7 คน ได้ถูกนำไปกักตัวอยู่ศูนย์ควบคุมโควิด หลัก 21 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก

“ปัจจุบันนี้ เจ้าหน้าที่ของลาว กำลังดำเนินการเจรจากับไทย เพื่อส่งพวกเขากลับคืนประเทศแบบถูกต้องตามกฎหมาย และสนธิสัญญาระหว่างสองประเทศ..”

7คนไทย "เก็บเห็ด" ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว 'บ่มีมูลความจริง'

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว โต้สื่อไทย

ส่วนกรณี “สื่อราชอาณาจักรไทย” ได้ออกข่าวว่า พลเมืองของไทยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ สปป.ลาวนั้น สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว แถลงว่า “ข่าวนี้ บ่มีมูลความจริงแต่ประการใด บ่มีการสักวัคซีนให้พวกเขาทั้ง 7 คน ที่หลงเข้ามาอยู่ใน สปป.ลาว ฉะนั้น ขอแจ้งให้รับทราบตามนี้ด้วย”

++

ข้อเท็จจริง

++

สำนักข่าวสารปะเทดลาว รายงานข่าวเรื่องคนไทย 7 คน ถูกทหารลาวจับกุม บริเวณชายแดนลาว-ไทย อย่างเป็นทางการ อิงตามข้อมูล กองบัญชาการทหารแขวงจำปาสัก แจ้งให้ทราบว่า วันที่ 1 ส.ค.2564 กำลังทหารกอง ค.522 ได้กักตัวคนไทย 7 คน ชาย 2 คน หญิง 5 คน ทั้งหมดสัญชาติไทย อาชีพชาวนา อยู่บ้านสุขเกษม อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

เจ้าหน้าที่ทหารกอง ค.552 รายงานว่า เช้าวันที่ 1 ส.ค.นี้ ได้ลาดตระเวนตามแนวชายแดน พบคนไทยทั้ง 7 คน ที่ข้ามแดนมาเก็บเห็ด ทางช่องทางธรรมชาติ ช่องหมากที (บ้านป้อง เมืองโพนทอง ตรงข้ามบ้านนาวังลม อ.สิรินธร) ซึ่งจุดนี้เป็นเส้นทางลักลอบข้ามแดนของแรงงานที่ผิดกฎหมาย ทำให้ทหารลาวเข้าจับกุม

จากนั้นทหารลาว ได้นำตัวคนไทย 7 คน มาสอบสวนที่กอง ค.522 ที่บ้านวังเต่า เมืองโพนทอง จากนั้น นำตัวพวกเขาทั้งหมดไปมอบให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านสากลวังเต่า พร้อมโทรศัพท์ 6 เครื่อง

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลาว ได้ทำการเก็บตัวอย่างหาเชื้อโควิด-19 แล้วส่งคนไทย 7 คน ไปอยู่ศูนย์กักกัน หลัก 21 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก เพื่อจำกัดบริเวณ 14 วัน ก่อนจะนำตัวมาส่งที่ด่าน ตม.วังเต่า เพื่อผลักดันกลับประเทศไทย

คาร์ม็อบ ‘ทักษิณ’ โหนกระแสสู่ ‘เลือกตั้ง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477151

คาร์ม็อบ ‘ทักษิณ’โหนกระแสสู่ ‘เลือกตั้ง’

3 สิงหาคม 2564 – 20:03 น.

คาร์ม็อบทักษิณ “วรชัย” ปลุกแดงปากน้ำ ประสาน “ณัฐวุฒิ” จัดทัพใหม่ ชิงมวลชนค่ายสีส้ม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

คาร์ม็อบทั่วประเทศ หรือม็อบ 1 สิงหา จบไปแล้ว “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ สรุปไว้น่าสนใจ “มวลชนยังคงอยู่ทุกจังหวัด รอวันลุกขึ้นสู้ เมื่อสัญญาณพลุไฟได้จุดขึ้น ,แนวร่วมมีมากมาย สองข้างทางโบกมือต้อนรับ..”

จากนี้ไป ฝ่ายความมั่นคง จะได้เฝ้าจับตามอง “ม็อบ 7 สิงหา” ซึ่งจะเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชนปลดแอก, ราษฎร, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง ฯลฯ

วรชัย เหมะ กลับมาอีกครั้ง

วันเดียวกันนั้น “วรชัย เหมะ” อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ในฐานะแกนนำ นปช. ได้ประกาศจัดคาร์ม็อบ 7 สิงหา โดยมีจุดเริ่มต้นที่ห้างอิมพีเรียลสําโรง โดยจะเคลื่อนขบวนไปสมทบกับคาร์ม็อบของมวลชนกลุ่มต่างๆ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

นี่แสดงให้เห็นว่า 7 สิงหา จะมีคาร์ม็อบของคนเสื้อแดง ออกมาแสดงพลังไล่ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

วรชัย เหมะ เป็นแกนนำ นปช. สายเพื่อไทย และตัดขาดความสัมพันธ์กับจตุพร พรหมพันธุ์ ไปแล้ว ในช่วงที่มีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ โดย “ตู่ จตุพร” ไปช่วยหาเสียงให้คู่แข่งของค่ายเพื่อไทย

ในอดีต “แดงปากน้ำ” มี สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพีเรียล และวรชัย เหมะ เป็นแกนนำ ตอนหลัง สงครามแยกตัวออกไปตั้งพรรคเพื่อชาติ ทำให้แดงปากน้ำ ขาดความเป็นเอกภาพ

นัยว่า สงครามอาจยุติบทบาทการนำพรรคเพื่อชาติ กลับพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับยงยุทธ ติยะไพรัช ที่จะต้องรับบทกองเชียร์ค่ายเดิม เมื่อมีสัญญาณตีธง จาก “คนแดนไกล” ให้หลอมใจสู้กันอีกครั้ง

“ทักษิณ ชินวัตร” จึงพูดเต็มปากเต็มคำว่า “จะกลับไทยแน่นอน” หลังเลือกตั้งครั้งหน้า

++

สายเพื่อไทย

++

การเลือกตั้งปี 2562 วรชัย เหมะ ลงสนามในนามเพื่อไทย แต่สอบตก เช่นเดียวกับ ส.ส.สมุทรปราการ ค่ายเพื่อไทยอีกหลายคน

สาเหตุหลักที่เพื่อไทยปากน้ำพ่ายยกจังหวัด มีสาเหตุจากผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) แบ่งคะแนนไปเยอะ เฉพาะเขตเลือกตั้งของวรชัย ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ชนะ และได้เป็น ส.ส. ชนิดหักปากกาเซียน

ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไป คู่แข่งสำคัญของเพื่อไทย ก็ยังเป็นพรรคก้าวไกล และ “บ้านใหญ่อัศวเหม” ในสีเสื้อพลังประชารัฐ

สภาพการณ์แบบนี้ มิใช่มีแค่สนามเลือกตั้งสมุทรปราการ ในสนามอื่นๆ (ยกเว้นภาคใต้) ก็เป็นการขับเคี่ยวอย่างดุเดือด ระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกล

“วรชัย” จึงต้องขยับคาร์ม็อบ ปลุกพลังคนเสื้อแดง และสร้างแนวร่วมกับกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ หากค่ายเพื่อไทย “นิ่ง” เกินไป มวลชนก็จะเทไปหาค่ายก้าวไกล

++

ก้าวต่อไปของเต้น

++

หลังคาร์ม็อบยกแรกของ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้เขียนบันทึกไว้ในเฟซบุ๊ค ส่วนตัวว่า “คาร์ม็อบ 1 สิงหาคมคือ พลังบริสุทธิ์มหาศาลที่ข้ามพ้นข้อจำกัดโรคระบาด เพื่อแสดงฉันทามติขับไล่พล.อ.ประยุทธ์พ้นตำแหน่งนายกฯ..”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เตรีมประกาสองค์กรต่อสู้ใหม่

ด้วยประสบการณ์จากสมรภูมิแดงทั้งแผ่นดิน “เต้น” จึงเตือนสติเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ยึดแนวทางสันติวิธี หลีกเลี่ยงความรุนแรง “ผมเคยอยู่ท่ามกลางควันปืนคลื่นเลือด รู้ว่าคนพวกนี้อำมหิตเห็นชีวิตคนร่วงหล่นไม่ใยดี จากนี้ไปทุกอย่างจะแหลมคมมากขึ้น หวังว่าทุกขบวนจะเดินด้วยสติและปัญญาที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ปลอดภัยและสำเร็จ

ส่วน “เครือข่ายไล่ประยุทธ์” (อ.ห.ต.) ณัฐวุฒิ บอกว่า “ผมขอเวลาทำงานอีกไม่กี่วันจะกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหว และนัดหมายแสดงพลังครั้งใหญ่ต่อไป”

จังหวะก้าวของเต้น และวรชัย ไม่ต่างกัน ล้วนมีเป้าหมาย “ปลุกแดงรากหญ้า แสวงหาแนวร่วมสามนิ้ว” ไม่ต่างจาก “โทนี่” ที่ใช้คลับเฮาส์เป็นเวที ดึงคนรุ่นใหม่ให้มาสนใจค่ายเพื่อไทย 

มีคำตอบ ‘เก็บเห็ดลาว’ ได้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477102

มีคำตอบ ‘เก็บเห็ดลาว’ ได้ฉีดวัคซีน

3 สิงหาคม 2564 – 14:05 น.

คนไทยตื่นข่าวโซเชียล “เก็บเห็ดลาว” ได้ฉีดวัคซีน mRNA เท็จจริงอย่างไร มาหาคำตอบกัน ขอลัมน์ท่องยุทธภาพ โดยขุนน้ำหมึก

“ลาวยัน! 7 คนไทยเก็บเห็ดล้ำแดน จะได้ฉีดวัคซีน mRNA ก่อนส่งกลับไทย”

เพียงแค่สำนักข่าวในประเทศไทย พาดหัวข่าวตัวโปรยอย่างนี้ โซเชียลก็ลุกเป็นไฟ คนไทยนับล้าน อยากไปเก็บเห็ดที่เมืองลาว

คำว่า “ลาวยัน” นั้น สำนักข่าวดังกล่าว อ้างคำพูดของ อภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอสิรินธร จ.อุบลราชธานี กรณีคนไทย 7 คน ถูกจับข้อหาล้ำแดนลาว เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และทหารลาวนำตัวไปกักบริเวณอยู่ที่เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก

ตอนหนึ่ง นายอำเภอสิรินธร พูดว่า ในความโชคร้าย แต่ก็ยังมีความโชคดี เพราะชาวบ้านทั้ง 7 คนนี้ จะได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ หรือจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ในลาวทั้งหมด เพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ก่อน ถูกนำตัวส่ง ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองลาว ประจำด่านสากลวังเตา ซึ่งอยู่ตรง ด่านช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เพื่อผลักดันคนทั้งหมดกลับประเทศไทยตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศต่อไป

ประเด็นข้อสงสัยคือ เจ้าหน้าที่ลาวคนไหน บอกกับนายอำเภอสิรินธร? และในข้อเท็จจริง แขวงจำปาสัก ไม่ได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์ ที่รัฐบาลลาวได้รับจากโครงการ Covax นั้น ต้องอาศัยตู้แช่มาตรฐาน ซึ่งมีเฉพาะนครหลวงเวียงจันทน์ จึงไม่มีการฉีดไฟเซอร์ให้คนต่างแขวงแต่ประการใด

ล่าสุด คณะกรรมการเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันโควิดลาว ได้มีนโยบายจะฉีดวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ให้แรงงานลาวกลับจากไทย โดยแรงงานเหล่านี้ จะถูกกักตัวอยู่ในศูนย์เป็นเวลา 14 วัน ก่อนกลับบ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลาว จะฉีดวัคซีน J&J แบบเข็มเดียวให้ทุกคน

ดังนั้น กรณีนายอำเภอสิรินธร บอกนักข่าวท้องถิ่นว่า คนไทยทั้ง 7 คน จะได้รับวัคซีน mRNA ก่อนส่งกลับไทย อาจมีเจ้าหน้าที่ลาวบางคนพูดถึงการฉีดวัคซีน J&J ให้แรงงานลาวที่ถูกกักตัวอยู่ในศูนย์

ชายแดนไทย-ลาว จุดที่คนไทยถูกจับตัวไป

อย่างไรก็ตาม การที่จะฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้คนต่างประเทศ กรณีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จะเป็นเรื่องการตัดสินใจของคณะกรรมการควบคุม ป้องโควิด แขวงจำปาสัก เท่านั้น ซึ่งจนถึงเวลานี้ ทางลาวก็ยังเงียบอยู่

++

ข้อเท็จจริง

++

เหตุการณ์ทหารลาวจับคนไทย เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-ลาว ซึ่งตามวิถีชีวิตคนสองประเทศนี้ มักจะเข้าไปหาของป่า เก็บเห็ดในป่าแถวนี้อยู่เสมอ บางครั้งคนลาวก็ล้ำแดนไทย บางคราวคนไทยก็ล้ำแดนลาว แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ ก็จะตักเตือนและปล่อยตัว ไม่มีการนำตัวไปดำเนินคดีข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

สำหรับกรณีทหารแขวงจำปาสัก ได้จับกุมตัวชาวบ้านสุขเกษม หมู่ 14 ต.คันไร่ อ.สิรินธร จำนวน 7 คน เป็นหญิง 5 คน ชาย 2 คน เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทางการลาวได้ดำเนินการกฎหมายของฝ่ายลาวคือ เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

จุดเกิดเหตุอยู่ชายแดนไทย-ลาว บริเวณเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก เมื่อทหารลาวจับตัวชาวไทย 7 คน ก็ส่งตัวไปศูนย์กักตัวสังเกตอาการโควิด-19 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก เพราะลาวกังวลเรื่องการนำเชื้อโควิดเข้าประเทศ

ขณะนี้ จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ระหว่างประสานขอรับตัวคนไทยทั้ง 7 คน ประกอบด้วย ทศพล แพงทรัพย์ อายุ 30 ปี, สุวิทย์ ชมชวน อายุ 33 ปี, สิรินยา ผลขาว อายุ 32 ปี, วรรณภา ผลขาว อายุ 27 ปี, สงกรานต์ มูลสิน อายุ 42 ปี, วิเชียร แก้วแสง ไม่ทราบอายุ และนางหนูปิ่น ผลขาว ไม่ทราบอายุ กลับคืนประเทศไทย

สำนักข่าว Rfa Lao เผยแพร่ภาพคนไทยที่ถูกจับกุมข้อหาเข้าเมืองผิดกฏหมาย

สำนักข่าว Rfa Lao เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564 ระบุว่า ทางการลาวได้ส่งคนไทยทั้ง 7 คนไปอยู่ที่ศูนย์กักตัวสังเกตอาการโควิด-19 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก จากนั้น อาจจะได้ส่งตัวคนทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ ตม.ลาวประจำด่านสากลวังเตา ผลักดันคนทั้งหมดกลับประเทศไทย ตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศต่อไป

ในรายงานข่าวของ Rfa Lao ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการฉีดวัคซีนโควิดให้คนไทยทั้ง 7 คน หลังกักตัวครบ 14 วัน แต่อย่างใด

ขอบคุณภาพ สำนักข่าว RFA Lao

‘ประยุทธ์’ ชิ่งหนีพิษวัคซีน ‘กทม.-ภท.’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476984

‘ประยุทธ์’ ชิ่งหนี พิษวัคซีน ‘กทม.-ภท.’

2 สิงหาคม 2564 – 19:20 น.

ปมวัคซีนการเมือง “อนุทิน-อัศวิน” ยังไม่จบ “ประยุทธ์” ลอยตัว ประชาชนถูกเท ครั้งแล้วครั้งเล่า  คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เวรกรรมคนไทย ต้องมาเจอเกมวัคซีนการเมือง ระหว่าง “กรุงเทพมหานคร” กับ “กระทรวงสาธารณสุข” จึงทำให้คนจำนวนมากที่ลงทะเบียนกับโครงการ “ไทยร่วมใจ” ต้องเจอโรคเลื่อนหลายรอบแล้ว แถมศูนย์ฉีดวัคซีน 25 แห่ง ของ กทม. ก็จ่อปิดตัวลงอีกครั้ง    

'ประยุทธ์' ชิ่งหนี พิษวัคซีน 'กทม.-ภท.'

ศูนย์ฉีดวัคซีนภาคเอกชน

ขณะที่ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ ก็ล้นหลามไปด้วยผู้คนที่แห่ไปเข้ารับการฉีดวัคซีน จนกองเชียร์ค่ายเซาะกราว เรียกว่า “โอเอซิสวัคซีน” เมื่อมีข่าวคนวงใน ศบค. จะชงยุบศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ ฝ่ายพรรคภูมิใจไทย ก็เต้นเร่าๆ ตีข่าวใหญ่โต     

มิหนำซ้ำ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศ “ทวงวัคซีน” และถามหาความเป็นลูกผู้ชายจากคนโตในปีกกระทรวงสาธารณสุข     

สื่อทุกสำนักมองว่า นี่เป็นเกม “วัคซีนการเมือง” บนสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และเสียงร้องไห้ของครอบครัวผู้เสียจากการโควิด    

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กุมอำนาจสูงสุดของ ศบค. จะบอกว่า ไม่รู้ปัญหาก็คงไม่ได้ และการทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง ปล่อยให้ชาวบ้านเผชิญโควิดตามยถากรรม ไม่ใช่ผู้นำแบบซิงเกิลคอมมานด์แน่นอน    

เหตุใดค่ายภูมิใจไทย ตั้งใจชงศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ เป็นเสมือนโอเอซิสวัคซีน และทำไม “บิ๊กวิน” ต้องขอดึงวัคซีนมาให้ฉีดให้คนกรุงเทพฯ ทั้งหมดมีคำตอบอยู่ที่ “ผลงาน” อันจะนำไปต่อยอดในสมรภูมิเลือกตั้งได้ 

++
แทงกั๊กวัคซีน
++
ย้อนไปดูข่าวการประชุมหารือเรื่องการบริหารวัดซีนโควิด-19 ของสถานีกลางบางซื่อ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันนั้น ได้เกิดข้อโต้เถียงกันเกิดขึ้นระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ กทม. เกี่ยวกับวัคซีนที่มีการส่งมอบให้ กทม.     

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า กทม.เพิ่งจะได้รับวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุขเพียง 7 แสนโดสเท่านั้น นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค จึงชี้แจงว่า สาธารณสุขได้ส่งมอบวัคซีนให้กับสำนักอนามัย สังกัด กทม. ในเดือน มิ.ย. 1 ล้านโดส และเดือน ก.ค. 1.1 ล้านโดส    

ถึงตอนนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ตอบกลับไปว่า ที่ สธ.ส่งมา เป็นการส่งให้สำนักอนามัย และนำไปให้คนที่ลงทะเบียนหมอพร้อม ไม่ได้เป็นการจัดการของ กทม.    

นพ.โอภาส บอกว่า สธ.ให้ไปแล้ว สำนักอนามัยจะนำไปส่งมอบให้ใครต่อ ถือเป็นเรื่องการบริหารจัดการของ กทม. ทำให้ พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “คุณพูดให้เป็นลูกผู้ชายหน่อยสิ” พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาเบรกทั้งคู่    

ล่าสุด ศูนย์ฉีดวัคซีนที่ภาคเอกชนจัดตั้งขึ้น 25 แห่ง ใน กทม. ได้ประกาศปิดศูนย์ชั่วคราวเนื่องจากไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรวัคซีนให้กับ กทม. ตามที่ตกลงกันไว้     

อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โทรศัพท์มาสั่งการด่วนให้ตนจัดสรรวัคซีนให้กับศูนย์ฉีดของภาคเอกชน 25 แห่ง โดยกรมควบคุมโรค จัดส่งวัคซีนโดยตรงไม่ต้องผ่าน กทม.ให้กับศูนย์ฉีดวัคซีน 25 แห่ง แห่งละ 1,000 โดสต่อวัน ซึ่งรวมแล้วจะฉีดได้ 25,000 โดสต่อวัน โดยเฉพาะเดือน ส.ค.จะได้ทั้งหมด 750,000 โดส ซึ่งใกล้เคียงกับความสามารถในการฉีดของบรรดาศูนย์ฉีดเหล่านี้    

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค จะส่งมอบวัคซีน 500,000 โดส เพื่อให้ กทม. จัดสรรไปฉีดในสถานพยาบาลต่างๆที่อยู่ในสังกัด ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเพียงพอกับความต้องการ

++
ปลดผู้ว่าฯกทม.
++
เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2564 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “หากได้รับจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุข จะเร่งทำการฉีดให้แก่ผู้ที่ลงทะเบียนผ่านไทยร่วมใจ จากตัวเลขผู้ที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 1,400,000 คน ให้ได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคนต่อไป”    

สิ่งที่ “อนุทิน” อ้างนายกฯประยุทธ์ สั่งการให้กรมควบคุมโรค ส่งตรงวัคซีนป้องกันโควิด ถึงหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด 25 แห่ง โดยไม่ผ่าน กทม.นั้น หากเรื่องเป็นจริง “บิ๊กวิน” จะคิดอย่างไร?

ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ    

สำหรับหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด–19 กรุงเทพมหานคร-หอการค้าไทย ซึ่งเอกชนเสียค่าใช้จ่ายไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท ประธานหอการค้าไทย ก็หวังว่า จะมีการกระจายวัคซีนจากสถานีกลางบางซื่อมาให้ศูนย์ฉีดวัคซีนทั้ง 25 แห่ง ได้แบ่งเบาภาระของกระทรวงสาธารณสุข โดยที่ประชาชนไม่ต้องไปแออัดที่ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อเพียงแห่งเดียว    

นี่คือซิงเกิลคอมมานด์ สไตล์ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่มีความเด็ดขาด ปล่อยให้ กทม. กับสาธารณสุข โดยหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย งัดข้อกันเรื่องแย่งกันฉีดวัคซีน

“อานนท์ แสนน่าน” กลับใจหนุนปกป้องสถาบัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477431

“อานนท์ แสนน่าน” กลับใจ หนุนปกป้องสถาบัน

5 สิงหาคม 2564 – 17:40 น.

อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย กลับใจหนุนปกป้องสถาบัน ประกาศต้าน “ม็อบ 7 สิงหา” จะกระทำการณ์ที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 5 สิงหาคม 2564  ณ บ้านผาสิงห์ ต.หมากหญ้า อ.เมือง จ.อุดรธานี นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย ได้เรียกประชุมอดีตหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน ประกอบด้วย

นางนิตยา นาโล อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน นายเอกภักดิ์ คลังกลาง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่น และตัวแทน เพื่อเตรียมความพร้อมของมวลชนในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ฯ ที่ม็อบประกาศเอาไว้ว่าวันที่ 7 สิงหาคม หรือม็อบ 7 สิงหา จะพากันไปบุกสำนักพระราชวัง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า หลังจากที่พวกเราชาวอดีต “หมู่บ้านเสื้อแดง” ทั่วทั้งประเทศไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อหน้าพระพักตร์ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในหลวงรัชกาลที่ 10” ว่าข้าพระพุทธเจ้าขอเป็น “หมู่บ้านเสื้อแดงรักษาพระองค์” จะขออยู่ใต้ฝาละอองธุรีพระบาทปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

เพราะว่าพวกเราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ที่ดูแลพสกนิกรชาวไทยมาตลอดถ้าไม่มีพระองค์ท่าน พวกเราก็ไม่มีแผ่นดินไทยได้อยู่ถึงทุกวันนี้ แม้แต่บรรพบุรุษของพวกเราตั้งแต่โบราณนานมาแล้วต้องเสียเลือดเนื้อไปเท่าไหร่กว่าจะได้มีแผ่นดินไทยมาทุกวันนี้

พวกเราชาว“หมู่บ้านแสดงรักษาพระองค์” จะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าหากมีการบุกสำนักพระราชวังจริง เราทั้ง 6 ภูมิภาค ที่เป็นอดีตหมู่บ้านเสื้อแดงจะออกมาปกป้องสถาบัน และอย่างถึงที่สุดด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของพวกเรา

นายอานนท์ กล่าวย้ำท้ายอีกว่า ในสถานการณ์ไวรัสโควิค 19 ระบาดในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านก็ออกมาช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งทรัพย์สินและทุนทรัพย์ของพระองค์เองเพื่อให้พสกนิกรชาวไทยปลอดภัยจากการระบาดไวรัส covid-19

พวกที่จะออกมาก่อม็อบทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่งต้องซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณไม่ใช่จะทำเช่นทุกวันนี้ ตอนนี้เราได้ส่งสัญญาณไปทั่วทุกภูมิภาคแล้วจะออกมาปกป้องและต่อต้านม็อบกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช. เกษตรฯลงพื้นที่ช่วยชาวสวน “มังคุด” เมืองคอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477446

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”  รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ช่วยชาวสวน”มังคุด”เมืองคอน

5 สิงหาคม 2564 – 16:52 น.

 รมช.เกษตรฯ ” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ” ลงพื้นที่ช่วยชาวสวน”มังคุด”เมืองคอน ปัญหาการแพร่ระบาดของโรค”โควิด-19 “ทำให้การส่งออก”มังคุด”ทั้งในและต่างประเทศเป็นไปได้ยากจึงเร่งเข้าช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน”ผลไม้”ในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็วที่สุด

วันที่ 5 สิงหาคม 2564 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ตรวจจุดรับซื้อขายมังคุด ณ หมู่ที่ 3 ต.ตลิ่งชัน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช  เนื่องจากการจำหน่ายมังคุดในช่วงต้นของฤดูกาล มีราคาตกต่ำซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ของประเทศจีนและตลาดในประเทศไทยยังไม่ปกติ

"ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า"  รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ช่วยชาวสวน"มังคุด"เมืองคอน
"ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า"  รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ช่วยชาวสวน"มังคุด"เมืองคอน

การขนส่งสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้า ไม่สามารถเข้าไปรับซื้อได้ตามปกติ เพราะปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การส่งออกมังคุดทั้งในและต่างประเทศเป็นไปได้ยากจึงเร่งเข้าช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็วที่สุด

"ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า"  รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ช่วยชาวสวน"มังคุด"เมืองคอน

ซึ่งจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ส่งผลกระทบแก่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ในการระบายสินค้าเป็นไปได้ยาก จากปัญหาดังกล่าวทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้รายงานให้ทราบและในวันนี้จะนำร่องซื้อมังคุดในราคากิโลกรัมละ 15 บาท จำนวน 2 หมื่นกิโลกรัมเพื่อนำไปแจกพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพ ฯ ที่ได้รับผลกระทบโควิด 

"ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า"  รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ช่วยชาวสวน"มังคุด"เมืองคอน

“นักธุรกิจใหญ่” ร้องเรียน “ก.ต.” ผู้พิพากษา ‘ร่วมก๊วนรุกที่’ แทรกแซงคดี เรียกค่าชดเชย 400 ล. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477412

“นักธุรกิจใหญ่”ร้องเรียน” ก.ต.” ผู้พิพากษา ‘ร่วมก๊วนรุกที่’ แทรกแซงคดี เรียกค่าชดเชย 400 ล.

5 สิงหาคม 2564 – 14:17 น.

“นักธุรกิจใหญ่” ร้องเรียน สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม “ก.ต.” ผู้พิพากษา ‘ร่วมก๊วนรุกที่’ แทรกแซงคดีที่ดินในจังหวัดท่องเที่ยวดังภาคใต้ เรียกค่าชดเชย 400 ล.

“นักธุรกิจ”บริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งที่เข้าไปลงทุนทำโครงสร้างอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในพื้นที่จังหวัดแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้จังหวัดหนึ่ง ร้องเรียนต่อหลายองค์กรทั้งสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ป.ป.ช. และดีเอสไอ ว่า ถูกผู้พิพากษารายหนึ่ง เข้ามาแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีที่ดินจำนวน  46 แปลง ระหว่างบริษัทกับคู่กรณีซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง

จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสด 200 ล้านบาท และเป็นหุ้นจำนวน 200 ล้านบาทเพื่อไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีไม่ให้นำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะหลังจากบริษัทแพ้คดีความบางคดี เพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางธุรกิจ นักลงทุนชาวต่างชาติจะไม่เข้ามาร่วมลงทุนด้วย

นักธุรกิจบริษัทเอกชนรายนี้ ระบุว่า พฤติการณ์ของผู้พิพากษารายนี้ มีทั้งการร่วมคณะกับคู่กรณีบุกรุกเข้ามาเก็บข้อมูลหลักฐานในที่ดินที่มีข้อพิพาท มีการข่มขู่เจ้าพนักงานสอบสวน มีการล็อบบี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีที่รู้จักกันให้มีการประทับรับฟ้องคดีอาญาของคู่กรณีโดยอ้างว่าโจทก์เป็นญาติ

และก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาได้มีการโทรศัพท์สอบถามผลคดีล่วงหน้า รวมไปถึงการมีส่วนร่วม รู้เห็น สั่งการ ให้คำแนะนำ ปรึกษา หรืออยู่เบื้องหลังการเจรจาทำบันทึกข้อตกลงเพื่อไกล่เกลี่ยคดีจนได้รับเงินชดเชยกว่า 400 ล้านบาทด้วย

ทั้งนี้นักธุรกิจรายดังกล่าวเคยมีการร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เป็นทางการแล้ว แต่ผ่านมาหลายปีการสอบสวนไม่มีความคืบหน้า และมีข่าวว่าในการเลื่อนขั้นของผู้พิพากษาที่จะมาถึงในเร็ว ๆ นี้ ผู้พิพากษารายนี้ อาจได้เลื่อนขั้นในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม 

อย่างไรก็ตามในด้านของศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งแต่งคณะกรรมการสอบสวนไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ 

ที่มาสำนักข่าวอิศรา

“รัฐบาล” เร่งช่วย “คู่สัญญารัฐ” ฝ่าวิกฤต “โควิด-19” ไม่คิด “ค่าปรับ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477402

“รัฐบาล”เร่งช่วย”คู่สัญญารัฐ”ฝ่าวิกฤต”โควิด-19″ไม่คิด”ค่าปรับ”

5 สิงหาคม 2564 – 13:27 น.

“รัฐบาล”เร่งช่วย”คู่สัญญารัฐ”ฝ่าวิกฤต”โควิด-19” เห็นชอบข้อเสนอ ก.คลังที่จะไม่คิด”ค่าปรับ”ด้วยการปรับลดอัตราค่าปรับเป็นร้อยละศูนย์ ช่วยผู้ประกอบการในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทราบถึงความเดือดร้อนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่เป็นคู่สัญญาของรัฐ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังหาแนวทางให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาของรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรม  

และในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาเห็นชอบการกำหนดอัตราค่าปรับเป็นอัตราร้อยละ 0 โดยเมื่ออัตราค่าปรับเป็นอัตราร้อยละ 0 ผู้ประกอบการก็จะไม่มีค่าปรับ 

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสัญญาที่ได้ลงนามหลังวันที่ 26 มีนาคม 2563 ซึ่งยังมีนิติสัมพันธ์อยู่และยังมิได้ส่งมอบงานงวดสุดท้ายหรือได้ส่งมอบงานงวดสุดท้ายก่อนวันที่มีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงทั่วราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่ยังมิได้มีการตรวจรับพัสดุให้คิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 0

โดยให้คิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 จนถึงก่อนวันที่มีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ และกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้พิจารณางดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญา หรือการขยายระยะเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลงแล้ว ก็ให้นำจำนวนวันดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนวันตามมาตรการนี้ และจำนวนวันที่เหลือ ให้คิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 0  

ในส่วนค่าปรับส่วนที่เกินจำนวนวันตามมาตรการนี้ ให้คิดในอัตราที่กำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงตามปกติ โดยให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 183 ต่อไป                             

นายอนุชา ฯ ยังเผยว่า การกำหนดอัตราค่าปรับเป็นอัตราร้อยละ 0 เป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากการใช้ดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ฯ ซึ่งรัฐจะไม่มีการคืนเป็นเงินแต่จะเป็นการหักกลบแทน  

รัฐบาลจึงไม่มีภาระทางการคลังและยังสามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งจะการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ที่ได้รับผลกระทบในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส 

เช็คเลย ครีมกันแดดแบบไหน ห้ามนำเข้าอุทยานฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477414

เช็คเลย ครีมกันแดดแบบไหน ห้ามนำเข้าอุทยานฯ

5 สิงหาคม 2564 – 13:19 น.

“ผศ.ดร.ธรณ์” เผยเหตุผลห้ามนำครีมกันแดดเข้าอุทยานฯ จำกัดสารเคมีบางประเภท ขณะที่ผู้ผลิตครีมกันแดดปรับตัวแล้ว

“ห้ามนำครีมกันแดดเข้าอุทยาน”  กลายเป็นประเด็นกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ไม่ให้นำครีมกันแดดเข้าอุทยาน เพราะเหตุใด  หรือมีครีมกันแดดประเภทใดบ้างที่สามารถนำเข้าอุทยานฯได้  หลากหลายคำถาม ชวนให้ คมชัดลึกออนไลน์ ต้องขอสอบถาม   ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์  เปิดเผยว่า กรณีราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศกรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อปะการังในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ   เดิมมีการศึกษาทั่วโลกพบว่า สารเคมีบางชนิดในครีมกันแดด ส่งผลต่อปะการัง เช่น ทำให้ปะการังฟอกขาวง่ายขึ้น ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ ฯลฯ

นอกจากนี้ NOAA ซึ่งเป็นองค์กรหลักทางทะเลของประเทศสหรัฐอเมริกา ยังระบุถึงผลกระทบที่มีต่อสัตว์น้ำอื่นๆ  ทำให้ต่างประเทศ ได้ออกมาตรการเข้มงวดเกี่ยวกับการใช้ครีมกันแดดที่องค์ประกอบของสารเคมีบางชนิดเข้าไปในพื้นที่ทางทะเล เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  เช่น ที่ ฮาวาย ปาเลา bonaire ฯลฯ   

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตครีมกันแดดได้ให้ความร่วมมือ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการติดฉลากให้รับรู้โดยทั่วกันว่าครีมกันแดดชนิดนั้นๆ ไม่มีสารเคมีประเภทนั้นประเภทนี้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ในส่วนของประเทศไทย ก็ได้มีการตอบรับ โดยได้มีการหารือกันมาหลายปีแล้ว และเริ่มรณรงค์มาใช้ครีมกันแดดที่ผลกระทบต่อปะการัง ในบางพื้นที่ เช่น หมู่เกาะสิมิลัน  ในช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 ระลอกแรกๆ 

“การที่กรมอุทยานฯ ได้ออกเป็นประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสดีเพราะเป็นช่วงที่ประเทศเผชิญสถานการณ์โควิด ไม่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก บรรดานักเที่ยวก็จะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารในส่วนนี้เพื่อเป็นการปรับตัวในการเข้าพื้นที่อุทยานฯต่อไป” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว    

อย่างไรก็ตาม การกำหนดชนิดครีมกันแดดห้ามเข้าอุทยานฯจะสร้างความสับสนหรือไม่ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตครีมกันแดดส่วนใหญ่จะมีการอธิบายเกี่ยวกับตัวสารเคมีไว้แล้วเช่นกัน ว่า เป็นครีมกันแดดที่สามารถนำเข้าไปใช้ในอุทยานได้หรือไม่ ฉะนั้นการจะไปแบนครีมกันแดด หรือทำไมไม่ห้ามตั้งแต่ผู้ผลิต คงต้องตอบว่าอุทยานไม่มีอำนาจ ซึ่งก็เป็นในลักษณะเดียวกับหลายประเทศที่ห้ามเฉพาะพื้นที่ เช่น อเมริกาแต่ในอนาคต เมื่อโลกมีเทรนด์มาแนวนี้ ผู้ผลิตย่อมต้องหาทางออก และผลิตของที่ไม่รบกวนมากขึ้น

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวด้วยว่า หลังจากมีการประกาศห้ามครีมกันแดดเข้าพื้นที่อุทยานฯอย่างเป็นทางการแล้วขั้นตอนต่อไป ต้องติดตามฟังจากอุทยาน  จะดูแลเข้มงวดอย่างไร  อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศห้าม คงต้องเริ่มหาทางปรับตัว

“กรมอุทยานควรช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ตรวจสอบและระบุยี่ห้อหรือติดป้ายให้คนทราบทั่วกันว่า ยี่ห้อไหนอย่างไรที่สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ได้ ” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว 

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า  กรมอุทยานฯคงต้องเร่งประชาสัมพันธ์ในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงนี้นักท่องเที่ยวน้อยมาก โดยส่วนกลางประสานหน่วยงานอื่น/จัดจ้างตรวจสอบ จากนั้นส่งข้อมูลให้ทราบทั่วถึงกันทุกอุทยาน เพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ปฏิบัติตามกฎหมายได้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 64  ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

โดยมีเนื้อหาว่า  ด้วยในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการนำและใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

โดยจากข้อมูลทางวิชาการพบว่าสารเคมีหลายชนิดที่พบในครีมกันแดด มีส่วนทำให้ปะการังเสื่อมโทรมลง เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้นทำลายตัวอ่อนปะการัง ขัดขวางระบบสืบพันธุ์ และทำให้ปะการังฟอกขาว

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการสงวน อนุรักษ์ คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปะการังและระบบนิเวศ ในอุทยานแห่งชาติ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกอบข้อ 6 ของระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไป ในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2563 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 จึงออกประกาศ ดังนี้

เช็คเลย ครีมกันแดดแบบไหน ห้ามนำเข้าอุทยานฯ

1. ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไป ในอุทยานแห่งชาติ ได้แก่ Oxybenzone (Benzophenone-3, BP-3), Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate), 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben

หากผู้ใดฝ่าฝืน มีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

2. ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป