อว.จับมือ 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏสร้าง ‘วิศวกรสังคม’ ตามพระบรมราโชบายของ ‘ในหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593005

อว.จับมือ 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏสร้าง'วิศวกรสังคม' ตามพระบรมราโชบายของ'ในหลวง'

อว.จับมือ 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏสร้าง’วิศวกรสังคม’ ตามพระบรมราโชบายของ’ในหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.52 น.

อว.จับมือ 11 มรภ. สร้าง “วิศวกรสังคม” ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของ “ในหลวง” มอบทุนวิจัยแห่งละ 750,000 แสน สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ชุมชน

5 ส.ค.64 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “วิศวกรสังคมสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วย วิจัยและนวัตกรรม” ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) 11 แห่ง เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนโครงการบ่มเพาะ และเพิ่มศักยภาพการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม โดยมี พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี พร้อมด้วย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. เป็นประธานในพิธีลงนามฯ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า บัณฑิตกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศล้วนผลิตโดยมหาวิทยาลัยราชภัฎ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระบรมราโชบายในด้านการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฎ คือให้มุ่งเน้นในการพัฒนาคนและพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฎก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดี เช่นในสถานการณ์โควิด -19 มหาวิทยาลัยราชภัฎยังร่วมกับ อว. ทำโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ เป็นกำลังของจังหวัด และวันนี้ยังมีเรื่องที่ยังความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวน 18.9 ล้านบาทแก่ อว. เพื่อจัดทำโรงพยาบาลสนาม ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฎก็จะเป็นกำลังหลักในการจัดทำอยู่แล้ว

รมว.อว. กล่าวต่อว่า การลงนามความร่วมมือ “วิศวกรสังคมสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ครั้งนี้ ถือเป็นการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 11 แห่ง โดย วช. จะมอบให้แห่งละ 750,000 บาท และขอยืนยันว่า อว. จะดูแลมหาวิทยาลัยราชภัฎให้เป็นพิเศษ เพราะเราตระหนักว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า วิศวกรสังคม เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างชุมชนเข้มแข็งและสร้างเสริมสมรรถนะผู้เรียนให้สมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะ 4 ประการ ได้แก่ การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง การมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม มีงานทำ มีอาชีพ และเป็นพลเมืองดี ซึ่งวิศวกรสังคมที่ได้รับการพัฒนาทักษะ จะสามารถเป็นสื่อกลางในการประสานประโยชน์ของทุกภาคส่วนเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดการพัฒนา ให้นักศึกษามีความสามารถและทักษะเพื่อการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนได้และเกิดการสร้างนวัตกรรมตามมา มหาวิทยาลัยราชภัฎ ทั้ง 11 แห่ง ได้แก่ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา มรภ.นครปฐม มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.เพชรบุรี มรภ.นครสวรรค์ มรภ.เพชรบูรณ์ มรภ.ชัยภูมิ มรภ.อุดรธานี มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.ภูเก็ต และ มรภ.ยะลา ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. คงจะนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เรากำลังเดินตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่าการศึกษาต้องสร้างคนไทยที่มีทัศนคติที่ดี สร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง เข้มแข็ง เป็นพลเมืองดี มีวินัย จะเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นได้ภายใต้โครงการนี้

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.มีความพร้อมที่จะร่วมสร้าง สุดยอดผู้นำวิศวกรสังคม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยการสนับสนุนนักศึกษา และบุคลากรที่ผ่านกระบวนการวิศวกรสังคม ให้นำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด นำความรู้ไปใช้ในการยกระดับนวัตกรรมสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้วิศวกรสังคมเป็นกำลังหลักในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนชุมชนด้วย กระบวนการพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศได้ในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับความเป็นไทยในบริบทโลก บนแนวคิดการสร้างปัญญา เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสืบไป โดยหลังจากนี้ อว. ยังเตรียมขยายผลรูปแบบการพัฒนานี้ไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ต่อไป

‘กศน.’ สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593004

‘กศน.’สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด  ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย

‘กศน.’สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.51 น.

5 ส.ค. 2564 นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่กำลังวิกฤติ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งสืบเนื่อง นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงาน กศน.ได้มอบหมายให้ กศน. เป็นหน่วยงานหลักในการวางแนวทางมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 

กศน. จึงได้ขับเคลื่อนกิจกรรม “กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด-19” ขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ทั้งนี้ สำนักงาน กศน. ที่ได้รับการร้องขอจากผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน. เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย ให้บริการแก่ประชาชนที่เป็นผู้ป่วยกักตัวดูอาการ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานของ กศน. ได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุน โดยให้ใช้สถานที่ของ กศน. จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว  และศูนย์พักคอย ทั่วประเทศ 

“ข้อมูล ณ วันที่ 2 ส.ค. 2564  มีสถานศึกษาในสังกัด กศน.ที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย รวมทั้งสิ้น 192 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลสนาม มี 7 จังหวัด 10 แห่ง จำนวน 282 เตียง  2. สถานที่กักตัว มี 18 จังหวัด 106 แห่ง จำนวน 824 เตียง 3. ศูนย์พักคอย มี 17 จังหวัด 76 แห่ง จำนวน 1,091 เตียง รวมทั้งสิ้นมีเตียงที่สามารถรองรับได้ถึง 2,197 เตียง ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ก็อาจจะได้รับการร้องขอในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน. เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง” นายวรัท กล่าว

‘ตรีนุช’ ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592935

‘ตรีนุช’ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง

‘ตรีนุช’ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.53 น.

รมว.ศึกษาธิการ จับมือ 4 มหาวิทยาลัย ปฐมนิเทศเตรียม “อาสาสมัครครูนักประเมิน” ก่อนลุยเก็บข้อมูลพื้นที่ หวังรับทราบข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงนโยบาย เพื่อปรับมาตรการช่วยเหลือเด็ก ครู ผู้ปกครอง ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

วันที่ 5 สิงหาคม 25 64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการปฐมนิเทศ “อาสาสมัครครูนักประเมิน” (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ผ่านระบบออนไลน์ ว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้มีคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยทักษิณ พร้อมด้วยครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่สมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครครูนักประเมิน กว่า 250 คนเข้าร่วม ซึ่งตนขอขอบคุณอาสาสมัครทุกคน ที่เสียสละเวลา และได้อาสาเข้ามาช่วยเหลืองานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำให้เห็นถึงน้ำใจ และความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ได้ทวีความรุนแรงอยู่ในขณะนี้
รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด- 19 และบริบทของสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ส่งผลให้ต้องเปิด-ปิดสถานศึกษาบ่อยครั้ง ดังนั้น ศธ.จึงจำเป็นต้องหาแนวทางที่ยืดหยุ่น เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ ซึ่งกระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (rapid appraisal) นี้เป็นโครงการสำคัญที่ศธ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นกลไกใหม่ ที่สามารถทำให้รับรู้ข้อมูลในพื้นที่จากสภาพจริงและเชื่อถือได้ เพื่อทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติจริงในพื้นที่ที่สะท้อนถึงนโยบายต่าง ๆของ ศธ. ว่าเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติ หรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไรให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในพื้นที่นั้นๆ โดยอาศัยอาสาสมัครครู และนักประเมินทุกท่าน ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะ เพื่อนำผลมาปรับเปลี่ยนมาตรการในการดูแลให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และปรับปรุงแก้ไขให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่มากที่สุด

“ดิฉันได้รับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคณาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ ๆที่ทำให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องปรับเปลี่ยนไป เราต้องมาร่วมกันคิดว่าผู้เรียนจะต้องได้รับการศึกษาอย่างไร ครูจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร ทำอย่างไรที่จะให้ผู้เรียน และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ในสถานการณ์นี้ โดยที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินโครงการไปหลายโครงการ สิ่งหนึ่งที่พยายามทำในตอนนี้ คือ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การประเมิน การลดภาระครู การปลดล๊อกการบริหารจัดการแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัว ให้สามารถนำเงินงบประมาณมาใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบริบทของพื้นที่ รวมถึงมีการเสนอมาตรการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และในอีกฐานะหนึ่งก็เป็นผู้ปกครอง ย่อมเข้าใจความรู้สึกของผู้ปกครองที่มีความห่วงใยในบุตรหลาน ดิฉันจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านพ้นสภาวการณ์นี้ไปด้วยกัน” นางสาวตรีนุช กล่าว
 

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592626

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน  ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาฯ จะลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้นิสิตไทยทุกคณะทุกระดับการศึกษาตามแนวทาง 50++ ตามมาตรการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการให้ความช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. โดยลดค่าเล่าเรียนให้นิสิต 50% สำหรับค่าเล่าเรียน 50,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 50,000 บาท จะให้ส่วนลดเป็นขั้นบันไดคือ 30% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท และลด 10% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือนิสิตเพิ่มเติมตามแนวทาง 50 ++ ประกอบด้วย ให้ทุนสนับสนุนการศึกษา ได้แก่ ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนกว่า 2,000 ทุน ทุนนิสิตช่วยงานโดยเน้นงานที่ทำออนไลน์ ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 100 บาท ไม่เกิน 500 บาทต่อวันให้ทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ประกอบด้วยทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิต หรือทุน COVID-19 เพื่อลดภาระด้านการเงินของนิสิตทั้งที่เคยได้รับแล้วและรายใหม่ เริ่มต้นให้การช่วยเหลือนิสิตรายละ 5,000-10,000 บาท รวมทั้งสวัสดิการนิสิตหอพัก เปิดให้ขอทุนยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมหอพักให้กับนิสิตหอพักในช่วงมหาวิทยาลัยปิดทำการหรือนิสิตเรียนออนไลน์ที่บ้าน ซิมอินเตอร์เนตฟรี 3,000 ซิมให้นิสิตยืม Laptop หรือ Tablet กลับไปใช้ที่บ้านได้ และทำประกัน COVID-19 สำหรับนิสิตทุกคน ทุกระดับการศึกษา มากกว่า 37,000 คน

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี ’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ ‘นิว นอร์มอล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592628

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง  สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ‘นิว นอร์มอล’

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ‘นิว นอร์มอล’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. กล่าวว่า การประเมินคุณภาพภายนอกในรอบปี 2564 ซึ่งเป็นการประเมินภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยรูปแบบการประเมินแบบออนไลน์ 100% มีความคืบหน้า สามารถประเมินคุณภาพภายนอกและรับรองผลให้แก่สถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล 1-3 และประถมศึกษา-มัธยมศึกษา) และด้านการอาชีวศึกษาได้แล้วจำนวน 13,003 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มี 3,825 แห่ง เป็นสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินและมีการรับรองผลการประเมินคุณภาพภายนอกเสร็จเรียบร้อยทั้ง 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การประเมินและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) และระยะที่ 2 การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษาด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (Site Visit Online) ซึ่ง สมศ.ได้แจ้งผลการประเมินไปยังสถานศึกษาเรียบร้อยแล้ว และมีสถานศึกษาจำนวน 9,178 แห่ง ที่ประเมินระยะที่ 1 และได้รับการรับรอง โดยคณะกรรมการ สมศ. เมื่อเดือนกรกฎาคม ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ดร.นันทา กล่าวต่อไปว่าสำหรับการประเมินคุณภาพภายนอกในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 สมศ. ได้มีการวางแผนการทำงานให้เกิดความต่อเนื่องจากการประเมินในครึ่งปีแรก โดยในเดือนสิงหาคม 2564 ประเมินผลจากการวิเคราะห์ SAR เพิ่มอีกจำนวน 8,330 แห่ง ซึ่งคาดว่าผู้ประเมินภายนอกจะทำการวิเคราะห์เสร็จสิ้นและส่งกลับมายัง สมศ. ได้ภายในช่วงกลางเดือนกันยายน 2564 ดังนั้นในรอบการประเมินปี 2564 ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ จะทำให้ สมศ.สามารถประเมินและรับรองผลการประเมินคุณภาพภายนอกให้แก่สถานศึกษา ทุกระดับทั่วประเทศได้ถึง 21,362 แห่ง ซึ่งมากกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 17,000 แห่งกว่า 20% นอกจากนี้ สมศ.ยังคงดำเนินการส่งเสริมสถานศึกษาทุกระดับที่มีจำนวนกว่า 61,000 แห่ง ในรูปแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจถึงแนวทางการประเมินรูปแบบใหม่ผ่าน “โครงการส่งเสริมสถานศึกษาและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกภายใต้สถานการณ์ COVID-19” โดยมีกิจกรรมส่งเสริมผ่านการส่งเอกสารให้สถานศึกษาดาวน์โหลดด้วยสแกน คิวอาร์โค้ดเพื่อศึกษาแนวทางการประเมินของ สมศ. การจัดทำอินโฟกราฟิก และคลิปวีดีโอสั้นๆ เกี่ยวกับการประเมิน และรูปแบบการประเมิน เพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจได้ง่าย ตลอดจนการจัดโครงการส่งเสริมฯ ผ่านช่องทางเฟซบุ๊คไลฟ์ของ สมศ. ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประเมิน สถานศึกษา ต้นสังกัดเข้ารับชมพร้อมกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในบทบาทของแต่ละฝ่าย และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรม เป็นกลาง โปร่งใสในการประเมินภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ที่ผู้ประเมินกับผู้รับการประเมิน ได้ทราบว่าผู้ประเมินจะประเมินอะไรและผู้ถูกประเมินต้องปฏิบัติตัวอย่างไรอีกด้วย

“ทั้งนี้ ในส่วนของสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกไปแล้วนั้น ขอให้นำข้อเสนอแนะที่ได้รับจาก สมศ. ในด้านต่างๆ ไปปรับใช้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อไป และสำหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้รับการประเมินหรืออยู่ในกระบวนการประเมินนั้น สมศ. ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องกังวลว่าการประเมินคุณภาพภายนอกจะสร้างภาระเพิ่มเติมให้ เพราะการประเมินจะดำเนินการตามบริบทของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยจะพิจารณาจาก SAR ที่สถานศึกษาส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเท่านั้น และในการประเมินแต่ละครั้ง สมศ. จะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ ฉะนั้น ขอให้สถานศึกษามั่นใจว่าการประเมินของ สมศ. เป็นไปเพื่อการให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาสถานศึกษานั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น”

3 ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592627

3ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต

3ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งตัวแทนทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Delta International Smart & Green Manufacturing Contestหรือ เดลต้า คัพ (Delta Cup)ครั้งที่ 7 ในหัวข้อ การเฟ้นหาผู้มีความสามารด้าน IIoT อัจฉริยะ(Seeking Smart IIoT Talents)โดยให้นำเสนอโครงงานใน 3 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรมเครื่องจักร (Innovative Machines), โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และชีวิตแห่งโลกอนาคตที่ดีกว่า (Better Future Living) จัดโดยเดลต้า กรุ๊ป เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสได้ทดลองและพัฒนานวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ โซลูชั่นการผลิตอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบการแข่งขันออนไลน์

การแข่งขันทั้งหมดมีผู้เข้าร่วม 100 ทีมจากทั่วโลก ในปีนี้มี 3 ทีม ตัวแทนประเทศไทยได้รับรางวัลจากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จากการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัติดังต่อไปนี้  

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Calamari จากมหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอโซลูชั่นปัญญาประดิษฐ์ในการป้องกันน้ำท่วม ที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) กับแบบจำลอง Hidden Markov (Hidden Markov Model) ร่วมกับซอฟต์แวร์ตรวจสอบและควบคุมอุตสาหกรรม Delta SCADA รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม JENO จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเสนอโครงงาน Tiny Carrier Robot ซึ่งเป็น ระบบควบคุมอัตโนมัติในการขนส่งเสบียงที่จำเป็น อาทิ อาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 จากการสัมผัสระหว่างคนสู่คนโดยมีฟังก์ชั่นการสแกนคิวอาร์โค้ด และการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์อัตโนมัติทางอุตสาหกรรมต่างๆ ของเดลต้า เช่น Programmable Logic Controller (PLC) และ Human Machine Interface (HMI)รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม Maew Maew Sweety จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับโครงงานระบบบริการจัดส่งอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคมระหว่างร้านอาหารและลูกค้า โดยมีอุปกรณ์อุตสาหกรรมอัตโนมัติของเดลต้า PLC, HMI และ เซอร์โว (servo)สนับสนุนฟังก์ชั่นหลักของระบบ

อว.จับมือ TPBS ร่วมส่งต่อคลังความรู้ ‘เอนก’ มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592760

อว.จับมือTPBSร่วมส่งต่อคลังความรู้ 'เอนก'มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

อว.จับมือTPBSร่วมส่งต่อคลังความรู้ ‘เอนก’มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.25 น.

อว.จับมือ TPBS ร่วมส่งต่อคลังความรู้สู่ประชาชน “ดร.เอนก”มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

วันที่ 4 สิงหาคม 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) โดยมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมเป็นเกียรติ ได้แก่ ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวง ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ กรรมการผู่ช่วยรัฐมนตรี รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อนำผลงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของ อว. สื่อสารผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตลอดระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ สร้างมิติใหม่ในการเรียนรู้นอกโรงเรียนแก่ประชาชน สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (ถนนโยธี) และที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ดร.เอนก กล่าวว่า เป็นความน่ายินดีที่ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเวลาต่อจากนี้คือ ก้าวแรกของการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งสองฝ่ายต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอตั้งแต่ระดับเชิงนโยบายหรือตัวผู้บริหารเอง เพื่อความเข้าใจตรงกันของรูปแบบข้อมูล การนำเสนอและวิธีการสื่อสาร ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุและผล ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะกลางและระยะยาว เพราะปัจจุบันความสำเร็จในระยะแรกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วและได้รับความสนใจเป็นทุนเดิมจากสื่ออยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะเกิดผลในระยะกลางและระยะยาวย่อมต้องใช้เวลา จึงต้องร่วมแรงร่วมใจกันหาวิธีการและรูปแบบการสื่อสารให้น่าสนใจมากขึ้นในอนาคต

“อว.มีหน่วยงานในสังกัดและสถาบันอุดมศึกษามากมาย เป็นคลังความรู้และขุมทรัพย์ทางปัญญาของชาติ มีหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม 16 แห่ง และมี อพวช.ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของเอเชีย เพียงแต่การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์อาจยังไม่มากพอหรือยังเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง ซึ่ง TPBS จะเข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้ อว.ต้องการที่จะเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยต่างๆ และความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ โลกคดีศึกษา คือสิ่งที่อยากให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป อยากให้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ตนหวังว่าความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายจะทำให้ศักยภาพการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญา และนี่คือมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียนอย่างแท้จริง” ดร.เอนก กล่าวตอนท้าย

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อว.มีพันธกิจหลักในการผลิตบุคลากร การสร้างงานวิจัยและค้นคว้าในศาสตร์ทุกๆ ด้าน มีหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยมากมายที่มีผลงานระดับชาติพร้อมเผยแพร่สู่สาธารณชน ตนได้เห็นว่าในอดีต อว.ได้มีการร่วมงานกับ TPBS มาแล้ว อาทิ รายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของ สวทช. รายการสารคดีต่างๆ ด้านงานวิจัยและนวัตกรรม อยากให้ในอนาคตมีการนำเสนองานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และโลกคดีศึกษามากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อว. มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความร่วมมือนี้จะสร้าง Plat Form ใหม่ ให้เกิดขึ้นสู่สาธาณชน เป็นช่องทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารประเด็นต่างๆ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นหรือเป็นวาระแห่งชาติ เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 การใช้ชีวิตในยุค New Normal และเรื่องงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์บนพื้นฐานความเป็นไทยเพื่ออนุรักษ์และสืบสานต่อไป จะร่วมมือกันเป็นสื่อกลางแห่งการสื่อสารเรื่องราวดีๆ ในอนาคต

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ’ ผ่านระบบออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592692

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ'ผ่านระบบออนไลน์

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ’ผ่านระบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.01 น.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 7 – 13 สิงหาคม 2564

วันแตกหัก ‘7 สิงหา’ ม็อบไปวังเปิดตัว ‘อานนท์’ นำทัพ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477390

วันแตกหัก ‘7 สิงหา’ ม็อบไปวังเปิดตัว ‘อานนท์’ นำทัพ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน 

5 สิงหาคม 2564 – 13:15 น.

จับตา ” 7 สิงหา ” ม็อบปลดแอก เผชิญหน้า “ม็อบปกป้องสถาบัน” สถานการณ์องศาเดือด คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ทันทีที่เพจเยาวชนปลดแอก และเพจกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ประกาศนัดเคลื่อนพล “ม็อบ 7 สิงหา” ไปพระบรมมหาราชวัง ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับจากหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว    

แม้กระทั่ง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำคาร์ม็อบเสื้อแดง ยังแสดงความห่วงใยอย่างสูงสุด แปลความได้ว่า ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนม็อบไปวัง    

“อานนท์ นำภา” อธิบายถึงความจำเป็นต้องยกระดับการต่อสู้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564 ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร    

“จากนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คุณไม่มีทางห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้ขึ้นได้ ห้ามความคิดคนไม่ได้ จะใช้อาวุธความรุนแรงมากแค่ไหน ก็ฆ่าเราตายไม่หมด การต่อสู้ต่อไปนี้จะมีความหมายมาก เพราะไม่ใช่อีเวนต์ กิจกรรมแบบสัมมนา การชุมนุม คือการเอาชีวิตและความเจ็บปวดเข้าแลก เสี่ยงกับกระสุนและโควิด ที่เขาเรียกว่าสู้ตาย การสยบยอมต่อผู้กดขี่ ไม่มีอีกแล้ว”    

พูดง่ายๆ กลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาว ยังดำรงเป้าหมายสูงสุดคือ การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะถูกวิพากษ์จากฟากฝั่งเดียวกันว่า “เลยธง” 

++
สันติวิธีเพดานสูงสุด
++    

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564 ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมฯ สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 1 ปี การชุมนุมเสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งปีที่แล้ว อานนท์ นำภา ได้ขึ้นเวทีอ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ อย่างเป็นทางการ    

นับจากนั้นเป็นต้นมา การเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะใช้ชื่อกลุ่มอะไร ก็ชูธงปฏิรูปสถาบันฯ กระทั่งแกนนำจำนวนหนึ่ง ถูกดำเนินคดี ม.112 และต้องเข้าไปอยู่เรือนจำมาระยะหนึ่ง


 ทนายอานนท์ ประกาศแตกหัก   

ช่วงที่แกนนำอย่างอานนท์ นำภา, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ฯลฯ ระหว่างการยื่นคำขอปล่อยตัวชั่วคราว การชุมนุมของเยาวชนแผ่วลง และมีความแตกแยกในภายกลุ่มแนวร่วม โดยเฉพาะกลุ่มอาชีวะ     

เมื่อแกนนำได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว “อานนท์-เพนกวิน-ไผ่” ได้กลับเข้ามาเคลื่อนไหวจัดการชุมนุมอีกครั้ง โดยไม่สนใจเงื่อนไขการประกันตัวของศาล    

แม้ปากของอานนท์ จะบอกว่า ผู้ชุมนุมทุกคนคือแกนนำ แต่โดยพฤตินัย อานนท์หรือเพนกวิน ก็คือแกนนำตัวจริง ดังนั้น อานนท์จึงประกาศว่า นับจากนี้ไป การชุมนุมจะใช้ “สันติวิธีเพดานสูงสุด” แปลว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน บวกเป็นบวก   

“อย่ามาขู่ใช้กฎอัยการศึก ถ้าเห็นประชาชนเป็นข้าศึก เป็นศัตรู ประกาศเลย ได้เห็นดีกัน ทุกวันนี้คนสู้อย่างหลังชนฝาที่สุดแล้ว ไม่ออกมา ก็รอความตายอยู่บ้าน ไม่ต่อสู้ไม่มีทางที่วัคซีนดีๆ จะเข้ามา เรากำลังต่อสู้เพื่อสร้างอนาคตไปด้วยกัน”

++
ม็อบชนม็อบ
++    

พลันที่ม็อบสามนิ้ว มีเป้าหมายบุกไปที่พระบรมมหาราชวัง เพจศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน ได้โพสต์ข้อความว่า “ประกาศวันที่ 7 สิงหาคม 2564 มึงออกมากูออกมาต้าน!!! ถึงเวลาแล้วกูจะไม่ทน!!!”    

ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) โดยจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว นั้น เป็นองค์กรร่ม ที่มีหลายเครือข่ายปกป้องสถาบัน รวมถึงศูนย์ประสานงานนักศึกษาอาชีวะ ประชาชน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (ศอปส.)    

วันแตกหัก '7 สิงหา' ม็อบไปวังเปิดตัว 'อานนท์' นำทัพ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน 

กลุ่มปกป้องสถาบันฯ

“จักรพงศ์” เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วงปี 2556 สมัยเป็นนักศึกษา ได้ไปร่วมชุมนุมต้านนิรโทษกรรมสุดซอย ที่เวที กปปส.แจ้งวัฒนะ    

ปลายปีที่แล้ว ม็อบสามนิ้วเริ่มชูธงปฏิรูปสถาบัน จักรพงศ์ กลิ่นแก้ว จึงออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ในนามกลุ่มศูนย์ประสานงานนักศึกษาอาชีวะ ประชาชน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (ศอปส.)    

น่าจับตา การเผชิญหน้าของ 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มเยาวชน กับกลุ่มปกป้องสถาบัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มี “พลังอาชีวะ” เป็นตัวขับเคลื่อน