“บก.ลายจุด” ข้องใจทำไมผู้นำไทยไม่เอา “เครื่องบินทหาร” ไปขน “เครื่องผลิตออกซิเจน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477258

“บก.ลายจุด”ข้องใจ ทำไมผู้นำไทยไม่เอา'”เครื่องบินทหาร” ไปขน”เครื่องผลิตออกซิเจน “

4 สิงหาคม 2564 – 15:48 น.

“บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ ข้องใจ ทำไมผู้นำไทยไม่เอา”เครื่องบิน” ไปขน”เครื่องผลิตออกซิเจน”จากจีนที่ยังมีกำลังการผลิต ยกตัวอย่าง” อินเดีย- ญี่ปุ่น” ใช้เครื่องบินขนเครื่องผลิตออกซิเจน

เมื่อ 4 ส.ค.นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมไม่เอา”เครื่องบิน”ไปขน”เครื่องผลิตออกซิเจน”

เมื่อครั้ง”เครื่องผลิตออกซิเจน”ขาดแคลนในช่วง”โควิด”ระบาดอย่างหนักในอินเดีย รัฐบาลอินเดียระดมนำเข้า”เครื่องผลิตออกซิเจน”จากทั่วโลกถึงกับเอา”เครื่องบินทหาร”มารับ”เครื่องผลิตออกซิเจน”จากเมืองไทยที่คนไทยและรัฐบาลบริจาคไปให้

พอมีสถานการณ์ระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมส่ง”เครื่องผลิตออกซิเจน” 775 เครื่องมาให้ไทยโดยลำเลียงผ่านเครื่องบินจากญี่ปุ่น

ผมตามหา”เครื่องผลิตออกซิเจน”ในประเทศมาระยะหนึ่งแล้วไม่มีขายทั้งหมด จะต้องรอสั่งซื้อจากจีนซึ่งมาทางเรือ ต้องใช้เวลา 20 วัน ทำให้ต้องใช้ถังออกซิเจนซึ่งมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก และต้องเสียเวลาไปเติมแก๊สวันต่อวัน กลายเป็นภาระของหน่วยงานอาสาสมัครที่ช่วยเหลือผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดงที่นอนรักษาตัวอยู่ตามบ้าน

เมื่อเช็กไปที่โรงงานผลิตหลายแห่งในเมืองจีน ยังพบว่ากำลังการผลิตของจีนในการผลิตเครื่องออกซิเจนยังสามารถป้อนเข้าสู่ระบบได้อยู่ ปัญหาจึงอยู่ที่การขนส่งล่าช้า

ผมไม่เคยได้ยินรัฐบาลไทยพูดถึงแนวทางการจะไปขนเครื่องผลิตเหล่านี้ในจีนด้วยวิธีการที่รวดเร็วอย่างที่รัฐบาลต่างประเทศเขาทำกัน

อะไรทำให้ผู้นำไทยโง่ขนาดนั้นครับ

“รพ.ธนบุรี เฮลท์แคร์” ออกประกาศ จะหาวัคซีนมาให้อย่างสุดความสามารถ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477257

“รพ.ธนบุรี เฮลท์แคร์” ออกประกาศ จะหาวัคซีนมาให้อย่างสุดความสามารถ

4 สิงหาคม 2564 – 15:21 น.

“หมอบุญ”ปิดดีลไม่สวย กลต.สอบ ขณะที่”ธนบุรี เฮลท์แคร์” ออกแถลงยันจะหาวัคซีนมาให้คนที่จองไว้อย่างสุดความสามารถ

ภายหลังนายบุญ  วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป   เปิดเผยผ่าน คมชัดลึกออนไลน์  ถึงความพยายามในการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์มาให้ประชาชน โดยอ้างว่าได้ประสานกับหน่วยงานกระทรวงกลาโหม 

ซึ่งต่อมา พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวและยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัดยังไม่มีแผนหรือความตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนใดๆ ในการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์แต่อย่างใด 

ล่าสุด คณะกรรมการกำกับหลักทรัพยและตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  แจ้งให้บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (THG) และนายบุญ วนาสิน ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาทจากการผิดเงื่อนไขของสัญญา 

"รพ.ธนบุรี เฮลท์แคร์" ออกประกาศ จะหาวัคซีนมาให้อย่างสุดความสามารถ

ประเด็นข่าวดังกล่าว ทำให้ประชาชนที่ติดต่อจองรับวัคซีนโมเดอร์นากับ รพ.ธนบุรี เฮลแคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เกิดความสับสนจึงได้สอบถามผ่านสื่อมวลชนและทางสถานพยาบาลดังกล่าวจำนวนมาก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจ รพ.ธนบุรี เฮลค์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ออกประกาศยืนยันจะจัดหาวัคซีนมาให้ผู้ที่จองไว้อย่างสุดความสามารถ

โดยมีเนื้อหาดังนี้ บมจ.ธนบุรี เฮลค์แคร์ กรุ๊ป ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า  1. จำนวนวัคซีนที่บริษัทฯได้รับการจัดสรรจากองค์การเภสัชกรรม มีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนผู้ชำระมัดจำเข้ามามาก แลบริษัทจะดำเนินการสุดความสามารถในการบริหารจัดการวัคซีนให้แก่ทุกท่านที่ชำระเงินเข้ามา

2.อย่างไรก็ดี การจัดสรรวัคซีนจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่วัคซีนมาถึงประเทศไทย และส่งมอบให้กับบริษัท ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย

บริษัทฯขอยืนยันว่าจะดำเนินการในส่วนของบริษัทฯอย่างสุดความสามารถ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ได้ตกลงไว้ 

"รพ.ธนบุรี เฮลท์แคร์" ออกประกาศ จะหาวัคซีนมาให้อย่างสุดความสามารถ

“หมอธีระ” ซัดนโยบายและมาตรการคุม “โควิด” ไม่มีประสิทธิภาพ ติดเชื้อใหม่ทะลุ 2 หมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477239

“หมอธีระ”ซัด นโยบายและมาตรการคุม”โควิด” ไม่มีประสิทธิภาพ ติดเชื้อใหม่ทะลุ 2 หมื่น

4 สิงหาคม 2564 – 14:04 น.

อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬา”หมอธีระ”ชี้ ตืดเชื้อใหม่ทะลุ 2 หมื่น นโยบายและมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ย่อมมาจากคำแนะนำ ปรึกษา และการตัดสินใจที่มิได้ใช้ความรู้ที่ถูกต้องเหมาะสมต่อสถานการณ์ระบบบริหาร และวงวิชาการ จำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยน

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

บันทึกไว้เตือนความจำ…นิว”นอม่อนนะจ๊ะ”…4 สิงหาคม 2564

วันแรกที่ตัวเลขเกินสองหมื่นคน…20,200…

วันแรกที่ตัวเลขสูญเสีย 188…

และเป็นวันแรกที่ไม่มีสีเขียว และสีขาว…

Outputs = Strategy * Capacity * Moral

ผลที่เห็นนั้นย่อมมาจากสามปัจจัยข้างต้น

นโยบายและมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ย่อมมาจากคำแนะนำ ปรึกษา และการตัดสินใจที่มิได้ใช้ความรู้ที่ถูกต้องเหมาะสมต่อสถานการณ์

ระบบบริหาร และวงวิชาการ จำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยน

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นพ.ธีระ ได้โพสต์เกี่ยวกับสถานการณ์”โควิด-19″ ว่า

สถานการณ์ทั่วโลก 4 สิงหาคม 2564…

…ทะลุ 200 ล้านคน ในขณะที่ไทยเรามีจำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติแซงเม็กซิโก ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 6 ของโลกแล้ว รองจากอเมริกา อินเดีย บราซิล โคลอมเบีย และอิหร่าน…

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 588,153 คน รวมแล้วตอนนี้ 200,197,883 คน ตายเพิ่มอีก 9,319 คน ยอดตายรวม 4,257,833 คน

5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดคือ อเมริกา อินเดีย อิหร่าน อินโดนีเซีย และบราซิล

อเมริกา เกิน 36 ล้านคนแล้ว เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 93,449 คน รวม 36,027,707 คน ตายเพิ่ม 473 คน ยอดเสียชีวิตรวม 630,452 คน อัตราตาย 1.7%

อินเดีย ติดเพิ่ม 42,566 คน รวม 31,767,965 คน ตายเพิ่ม 561 คน ยอดเสียชีวิตรวม 425,789 คน อัตราตาย 1.3%

บราซิล ติดเพิ่ม 32,316 คน รวม 19,985,817 คน ตายเพิ่ม 1,073 คน ยอดเสียชีวิตรวม 558,432 คน อัตราตาย 2.8%

รัสเซีย ติดเพิ่ม 22,010 คน รวม 6,334,195 คน ตายเพิ่ม 788 คน ยอดเสียชีวิตรวม 160,925 คน อัตราตาย 2.5%

ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 26,829 คน ยอดรวม 6,178,632 คน ตายเพิ่ม 57 คน ยอดเสียชีวิตรวม 111,993 คน อัตราตาย 1.8%

อันดับ 6-10 เป็น สหราชอาณาจักร ตุรกี อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และสเปน ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น

แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย หลายต่อหลายประเทศติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น

หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ามีสัดส่วนสูงขึ้นถึงร้อยละ 85 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน

เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ เวียดนาม ล้วนติดหลักพันอย่างต่อเนื่อง

แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน

แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านและอิรักติดกันหลักหมื่น ทั้งนี้อิหร่านมีจำนวนติดเชื้อใหม่ต่อวันทำลายสถิติเดิม สูงถึง 39,019 คน

กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และไต้หวัน ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกงติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ

…วิเคราะห์สถานการณ์ทั่วโลก จากข้อมูล WHO วันที่ 3 สิงหาคม 2564

สายพันธุ์เดลต้ากำลังนำไปสู่ระบาดรุนแรงทั่วโลก ตอนนี้กระจายไปแล้ว 135 ประเทศ

ถือว่าระลอกล่าสุดนี้กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นชัดเจน

ในขณะที่สายพันธุ์อัลฟ่า(B.1.1.7, สหราชอาณาจักร)ตรวจพบได้แล้วใน 182 ประเทศ สายพันธุ์เบต้า (B.1.351, แอฟริกาใต้) 132 ประเทศ และสายพันธุ์แกมม่า (P.1, บราซิล) 81 ประเทศ

ดังที่เคยนำเสนอไปแล้วว่า เดลต้านั้นมีสมรรถนะในการแพร่สูงกว่าสายพันธุ์อื่นในกลุ่ม variants of concern ประมาณ 55% (43%-68%) และรุนแรงขึ้น เสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น

ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้านั้นมีปริมาณไวรัสที่ตรวจพบมากกว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมสมัยปี 2020 ถึง 1,260 เท่า

ซึ่งแปลว่าสายพันธุ์เดลต้านั้นมีอัตราการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในร่างกายผู้ติดเชิ้อเร็วมาก จึงเป็นสาเหตุทำให้ไวรัสเยอะ และทำให้แพร่ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถตรวจพบไวรัสได้เฉลี่ย 4 วันหลังจากที่สัมผัสเชื้อมา ซึ่งเป็นเวลาที่สั้นกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีค่าเฉลี่ยราว 6 วัน

จึงถือว่าเป็นศึกหนักของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่จะต้องป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้านี้ให้ได้

สำหรับไทยเรานั้น สถานการณ์ระบาดยังคงรุนแรง กระจายไปทั่ว และยังไม่สามารถตัดวงจรการระบาดได้

ส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าการซื้อขายอาหารหน้าร้านจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการแพร่ระบาดในปัจจุบัน ขอเพียงให้เว้นระยะห่างกัน ระหว่างรออาหาร ใส่หน้ากากเสมอ และล้างมือหรือใช้สเปรย์แอลกอฮอล์หลังจากจับต้องสิ่งของหรือเงิน ก็เพียงพอ

แต่การห้ามนั่งกินดื่มในร้านอาหาร ผับ บาร์ นั้นเป็นที่เข้าใจได้และสมเหตุสมผลในยามระบาดรุนแรงเช่นนี้ เพราะมีหลักฐานวิชาการชัดเจนว่ามีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อติดเชื้อ

ควรทุ่มสรรพกำลังไปกับการตะลุยตรวจคัดกรองโรคให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งแบบตั้งรับ และเชิงรุก อย่างต่อเนื่อง โดยควรทำให้มากกว่าที่เคยมี และให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีระบบรายงานผลที่เก็บได้ครบถ้วน ไม่หลุด และนำส่งผู้ที่ติดเชื้อไปเข้ารับการดูแลรักษา

การหยุดนิ่ง ตะลุยตรวจ นำส่งเข้าระบบการดูแลรักษา ไม่เปิดรับความเสี่ยงเพิ่ม และเร่งจัดหาวัคซีนประสิทธิภาพสูงมาใช้เป็นวัคซีนหลัก คือ หัวใจสำคัญในการต่อสู้กับสถานการณ์ระบาดรุนแรงเช่นนี้ โดยจำเป็นต้องวางแผนเยียวยา ประคับประคอง ให้ประชาชนสามารถพอดำรงชีวิตได้

แต่หากทำมาตรการที่ไม่เข้มข้นเพียงพอ จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ศึกสงครามจะยืดยาว และประชาชนจะยืนระยะไม่ไหว

สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ขอให้ป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด มุ่งเป้าให้ตนเองและครอบครัวไม่ติดเชื้อ

ใส่หน้ากากนะครับ สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า สำคัญมาก

ด้วยรักและห่วงใย

“ก.ล.ต.” ให้ “ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป”- “บุญ วนาสิน” ชี้แจงข้อมูลให้ข่าวเซ็นสัญญากับ “กลาโหม” เพื่อนำเข้า “ไฟเซอร์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477223

“ก.ล.ต.” ให้ ” ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป”- ” บุญ วนาสิน” ชี้แจงข้อมูลให้ข่าวเซ็นสัญญากับ”กลาโหม”เพื่อนำเข้า”ไฟเซอร์”

4 สิงหาคม 2564 – 12:51 น.

“ก.ล.ต.” แจ้งให้ “บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (THG)” และ “นพ.บุญ วนาสิน” ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาทจากการผิดเงื่อนไขของสัญญา

ก.ล.ต. แจ้งให้บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (THG) และนายบุญ วนาสิน ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาทจากการผิดเงื่อนไขของสัญญา โดยระบุว่า

สืบเนื่องจากนายบุญในฐานะประธานกรรมการ THG ให้ข่าวผ่านสื่อเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมที่เป็นหน่วยงานนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์

ต่อมาในวันเดียวกันโฆษกกระทรวงกลาโหมได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวและยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัดยังไม่มีแผนหรือความตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนใด ๆ ในการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์แต่อย่างใด นอกจากนี้ นายบุญยังกล่าวถึงการที่ต้องเสียเงินมัดจำเป็นจำนวน 500-600 ล้านบาท เนื่องจากผิดเงื่อนไขของสัญญาด้วย

ก.ล.ต. เห็นว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความขัดแย้งกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดและอาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นหรือต่อการตัดสินใจลงทุนหรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาหลักทรัพย์

 ก.ล.ต. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้ THG และนายบุญชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วันนับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2564 พร้อมทั้งให้ THG เปิดเผยคำชี้แจงผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้มีหนังสือ 2 ฉบับ ถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ THG และ นายบุญ วนาสิน ในฐานะประธานกรรมการของ THG ให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคม 2564

“พิธา” แนะทางออกวิกฤติต้อง “เปลี่ยนผู้นำ” ชี้ “ล็อกดาวน์” สูญเปล่า เจ็บแต่ไม่เห็นทางจบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477220

“พิธา” แนะทางออกวิกฤติต้อง “เปลี่ยนผู้นำ” ชี้ “ล็อกดาวน์” สูญเปล่า เจ็บแต่ไม่เห็นทางจบ

4 สิงหาคม 2564 – 12:23 น.

“พิธา” ชี้ “ล็อกดาวน์” สูญเปล่า ติดเชื้อทะลุ 20,000 ต่อวัน สะท้อน “เจ็บแต่ไม่จบ” แนะทางออกพ้นวิกฤติต้อง “เปลี่ยนผู้นำ” เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง-ปิดทางกลุ่มอำนาจเดิมกลับมา

วันที่ 4 ส.ค. 2564 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงสถานการณ์ “โควิด-19” ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ระบุว่า ติดเชื้อทะลุ 20,000 ต่อวัน ผมขอเตือนว่า การล็อกดาวน์กำลังจะสูญเปล่า และเจ็บครั้งนี้ยังไม่เห็นทางจบ ปัญหาของเราไม่ใช่ไม่มีงบประมาณ แต่อยู่ที่ความสามารถในการจัดการของผู้นำ 

นายพิธา ระบุต่อว่า ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมเคยได้ชี้แจงไว้ว่า ผมไม่ได้คัดค้านการล็อกดาวน์ แต่การล็อกดาวน์ต้องไม่สูญเปล่า ต้องเจ็บแล้วจบ ในขณะนั้นอัตราการตรวจพบเชื้อในไทยสูงกว่า 5% มาติดต่อกัน 2 สัปดาห์ซึ่งเป็นตัวเลขตามเพดานของ WHO ว่าต้องล็อกดาวน์  

นายพิธา ระบุต่อว่า ตัวเลขอัตราการตรวจพบเชื้อมีนัยยะสำคัญอย่างไร ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังระบาดหนักที่สุด มีอัตราการตรวจพบเชื้ออยู่ที่ 15% ในขณะที่อินเดียมีอัตราการตรวจพบเชื้อนี้ที่ 23% 

ในส่วนของประเทศไทยตอนนี้ จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าอัตราการตรวจพบเชื้อโควิดในประเทศไทยสูงถึง 24% และแนวโน้มกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว 

“ตัวเลขนี้ตีความเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกเหนือจากหายนะ การล็อกดาวน์ของเรากำลังสูญเปล่า และในครั้งนี้ประชาชนจะเจ็บแต่ไม่จบ เจ็บแล้วเจ็บเล่า โดยที่รัฐบาลก็อยู่ในสภาวะไร้ประสิทธิภาพเกินกว่าที่จะช่วยเหลืออะไรได้” 

ผมต้องบอกว่าวิกฤตการณ์ที่รุนแรงขึ้นในขณะนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ล้มเหลวในการจัดการวิกฤติอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่มีการออกมาตรการล็อกดาวน์ มีอำนาจเต็มจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่รวบอำนาจไว้ในมือ และมีเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 2 ฉบับจำนวนเงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาท 

สาเหตุหนึ่งที่อัตราการตรวจพบเชื้อในไทยสูงขึ้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ก็เพราะตัวเลขการตรวจน้อยลง จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในสัปดาห์ 11-17 ก.ค. มีการตรวจเฉลี่ย 6.9 หมื่นตัวอย่างต่อวัน ในสัปดาห์ 18-24 ก.ค. 6.75 หมื่นตัวอย่างต่อวัน ในสัปดาห์ 25-31 ก.ค. 6.18 หมื่นตัวอย่างต่อวัน 

การล็อกดาวน์ที่จะไม่ให้สูญเปล่านั้น ต้องมีการตรวจเชิงรุก การตรวจต้องมากขึ้นไม่ใช่น้อยลง เพื่อที่จะแยกปลาออกจากน้ำ เพื่อทำการรักษาและยุติการระบาดให้ได้เร็วที่สุด ตัวอย่างของการตรวจเชิงรุกประชากรทั้งเมืองในต่างประเทศก็มีให้เห็นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ประชากรหลักพันอย่าง Vò ที่อิตาลี หลักหมื่นอย่าง Bolinas, Califormia ที่สหรัฐฯ หลักแสนอย่าง Southampton ที่อังกฤษ และหลักล้านอย่างอู่ฮั่น 

ที่ผมกล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลต้องบังคับทุกคนให้มาตรวจโควิด แต่ศักยภาพในการตรวจ RT-PCR ของประเทศเราอยู่ที่ประมาณ 70,000 ตัวอย่างต่อวันและไม่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือน เม.ย. แล้ว รัฐบาลต้องมีการตรวจเชิงรุกและขยายศักยภาพในการตรวจมากกว่านี้ 

"พิธา" แนะทางออกวิกฤติต้อง "เปลี่ยนผู้นำ" ชี้ "ล็อกดาวน์" สูญเปล่า เจ็บแต่ไม่เห็นทางจบ

นอกจากนี้การล็อกดาวน์ให้ไม่สูญเปล่า รัฐบาลต้องเยียวยาประชาชนให้ทั่วถึง ผมจึงขอแสดงความกังวลต่อมาตรการเยียวยานายจ้างและลูกจ้างนอกระบบประกันสังคมโดยการให้นายจ้างมาเข้าระบบประกันสังคม เพราะจากแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงินเยียวยาตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ 26/2564 เมื่อ 23 ก.ค. 2564 นั้นนายจ้างที่มาขึ้นทะเบียนประกันสังคมรายใหม่จะต้องได้รับการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยจากตารางเวลาการดำเนินงาน อาจจะได้เงินเยียวยาล่าช้าถึงเดือนตุลาคม 

ผมขอย้ำอีกครั้ง ว่าปัญหาของรัฐบาลประยุทธ์ไม่ใช่ไม่มีงบประมาณมาใช้ในการเยียวยาประชาชนและแก้ปัญหาโควิด-19 

จากที่ผมดูตัวเลขการอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินจำเป็น และรายการแก้ปัญหาโควิด-19 ของปีงบ 64 ที่ตั้งเอาไว้รวมกัน 140,000 ล้านบาท จากที่ผมสืบค้นได้ใน มติ ครม. (นอกจากนั้นจะมีเอาไปใช้ในทางลับอะไรอีกผมไม่ทราบ) พบว่ามีการอนุมัติแค่ 46,000 ล้านบาท หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของงบกลางที่ขอในปี 64 ไม่นับว่ามีเอกสารสำนักงบประมาณของรัฐสภารายงานว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย. 64 มีการเบิกจ่ายแค่ประมาณ 12,000 ล้านบาทเท่านั้น (ไม่ถึง 10%) 

นี่ยังไม่นับ พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลออกมาได้จะ 3 เดือนแล้ว แต่ยังเป็น black box หรือ “พื้นที่ดำมืด” ที่เรายังไม่ทราบว่ารัฐบาลเอางบไปทำอะไรบ้าง 

“ทุกปัญหา เราต้องแก้ให้ตรงจุด ตอนนี้ปัญหาวิกฤติของประเทศไม่ใช่ปัญหางบประมาณ แต่เป็นปัญหาเรื่องความสามารถของผู้นำและคณะ ผมจึงขอเสนอไปยังทุกท่านว่า ถ้าเราอยากออกจากวิกฤตินี้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำและคณะ คืนอำนาจให้ประชาชน รวมถึงแก้ไขปัญหาโครงสร้างการเมืองไทยโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจแต่ไร้ความสามารถกลุ่มเดิมกลับมาได้อีกครับ” 

ประกาศคำสั่ง “ผบ.สส.” ห้ามชุมนุม มั่วสุมก่อให้เกิดแพร่ระบาด “โควิด-19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477169

ประกาศคำสั่ง”ผบ.สส.” ห้ามชุมนุม มั่วสุม ก่อให้เกิดแพร่ระบาด” โควิด-19 “

3 สิงหาคม 2564 – 21:13 น.

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคำสั่ง”ผบ.สส.” ห้ามชุมนุม มั่วสุม ก่อให้เกิดแพร่ระบาด” โควิด-19 ” ฝ่าฝืนโทษจำคุก

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบ

ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง

เรื่องห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) (ฉบับที่ ๙)

โดยที่สถานการณ์ระบาดของโรคโควิด – 19 ได้ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะมีการกลายพันธุ์ ของเชื้อไวรัสที่สามารถแพร่กระจายและติดต่อกันได้ง่าย ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวัน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้ขยายออกไปเป็นวงกว้าง

ซึ่งฝ่ายสาธารณสุขได้ประเมินว่ามีแนวโน้มที่จะมีจำนวนผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอีก หากมิได้ดำเนินมาตรการควบคุมและจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางและการรวมกลุ่มของบุคคลอย่างรัดกุม มีประสิทธิภาพเพียงพอ

รัฐบาลจึงได้ออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๐) ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีมาตรการควบคุมเพิ่มเติม

รวมทั้งได้ปรับปรุง เขตพื้นที่จังหวัดตามพื้นที่สถานการณ์โดยได้ออกคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด – 19)ที่๑๑/๒๕๖๔ ลง ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เรื่องพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด และพื้นที่ควบคุม ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘

เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๑๕) ข้อ ๓

และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๔/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบและพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อ ๓ (๖ )และข้อกำหนด คำสั่ง ประกาศ ที่เกี่ยวข้อง จึงให้ปฏิบัติดังนี้

1.ให้ยกเลิกประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) (ฉบับที่ ๖) ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) (ฉบับที่ ๗) ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

๒.ห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคหรือการกระทำอันเป็นการ ฉวยโอกาสซ้ำาเติมความเดือดร้อนของประชาชนหรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่โรค ณ ที่ใด ๆ ทั่วราชอาณาจักร

๓. ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ ที่มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม พื้นที่เฝ้าระวังสูง พื้นที่เฝ้าระวัง เว้นแต่กรณีได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือกิจกรรมที่ได้รับ การยกเว้น ดังต่อไปนี้

(๑) กิจกรรมเกี่ยวกับการขนส่งหรือขนย้ายประชาชน ได้แก่ การขนส่งประชาชน เพื่อเดินทางไปหรือออกจากที่เอกเทศตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ศูนย์พักคอยรอการส่งตัว หรือ สถานที่เพื่อการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อในชั้นแรก

(๒) กิจกรรมเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการสาธารณสุข

(๓) กิจกรรมเกี่ยวกับการให้บริการ การให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยประโยชน์ หรือความสะดวกแก่ประชาชน

(๔) การรวมกลุ่มของบุคคลตามปกติในที่พักอาศัย สถานที่ท างาน การประชุม โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือการออกกำลังกายในสถานที่ตามที่ทางราชการกำหนด

(๕) กิจกรรมที่ดำเนินโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมที่จัดโดยองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของหัวหน้าหน่วยงานดังกล่าวหรือกิจกรรมอื่นตามที่ ศปม.กำหนด โดยให้ดำเนินการตามข้อกำหนด (ฉบับที่ ๓๐) ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ต้องรับโทษตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน สี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีที่มีการออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ฉบับใหม่ ให้ประกาศฉบับนี้ยังคงใช้บังคับ ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดฉบับใหม่ดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖4

พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง

ห้ามนำครีมกันแดดเข้าอุทยานหวั่นกระทบปะการัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477168

ห้ามนำครีมกันแดดเข้าอุทยานหวั่นกระทบปะการัง

3 สิงหาคม 2564 – 21:08 น.

ประกาศ “ห้ามนำครีมกันแดด”ที่มีส่วนประกอบสารเคมีอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ฝ่าฝืนโดนปรับไม่เกินแสนบาท มีผลบังคับใช้แล้ว

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564   ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

โดยมีเนื้อหาว่า  ด้วยในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการนำและใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

โดยจากข้อมูลทางวิชาการพบว่าสารเคมีหลายชนิดที่พบในครีมกันแดด มีส่วนทำให้ปะการังเสื่อมโทรมลง เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้นทำลายตัวอ่อนปะการัง ขัดขวางระบบสืบพันธุ์ และทำให้ปะการังฟอกขาว

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการสงวน อนุรักษ์ คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปะการังและระบบนิเวศ ในอุทยานแห่งชาติ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกอบข้อ 6 ของระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไป ในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2563 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 จึงออกประกาศ ดังนี้

1. ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไป ในอุทยานแห่งชาติ ได้แก่ Oxybenzone (Benzophenone-3, BP-3), Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate), 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben

หากผู้ใดฝ่าฝืน มีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

2. ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564 

ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 ห้ามนำครีมกันแดดเข้าอุทยานหวั่นกระทบปะการัง

ระทึก 14 ก.ย.นำตัว ประธานวิป รบ. “วิรัช รัตนเศรษฐ” กับพวก “คดีฟุตซอล” ฟ้องศาลฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477162

ระทึก 14 ก.ย.นำตัว ประธานวิป รบ.”วิรัช รัตนเศรษฐ”กับพวก”คดีฟุตซอล” ฟ้องศาลฯ

3 สิงหาคม 2564 – 19:47 น.

ระทึก14 ก.ย.อัยการนำตัวประธานวิปรัฐบาล”วิรัช รัตนเศรษฐ”กับพวกรวม 84 ราย คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอลฯ 7 สำนวน ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ

จากกรณีอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐและประธานวิปรัฐบาล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยกับพวกรวม 84 รายรวม 7 สำนวน คดีถูกกล่าวหาว่าทุจริตการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลในพื้นที่ จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2564 มีรายงานข่าวถึงความคืบหน้ากรณีนี้ว่า หลังจากอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องนายวิรัชกับพวกดังกล่าวได้มีหนังสือแจ้ง ป.ป.ช. ให้แจ้งผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดไปรายงานตัวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 14 ก.ย. 2564

โดยคดีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ถ้าหากมีใครไปไม่ครบตามกฎหมาย ศาลฎีกาฯสามารถประทับรับฟ้องไว้ก่อนได้ ส่วนคนที่ไม่มาหากไม่มีเหตุผลอันสมควร ศาลฎีกาฯสามารถออกหมายจับได้เช่นกัน

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สาเหตุที่คดีนี้ใช้ระยะเวลามาก เนื่องจากติดปัญหาและอุปสรรคอยู่ 2 สาเหตุสำคัญคือ 1.การแพร่ระบาดของโควิด-19 และ 2.ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้มีจำนวนถึง 84 ราย ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการแจ้งค่อนข้างนาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายวิรัช กับพวกรวม 24 ราย เป็นสำนวนแรก ก่อนที่จะมีการชี้มูลความผิดอีก6 สำนวนที่เหลือตามมา

ต่อมามีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างฝ่ายอัยการและฝ่าย ป.ป.ช. ทั้ง 7 สำนวน ก่อนที่คณะทำงานร่วมฯมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายวิรัช กับพวก ใน 7 สำนวนดังกล่าวทั้งหมด

ที่มาสำนักข่าวอิศรา

อู้ฟู่ “ปลัดมท.” คนใหม่ “สุทธิพงษ์ จุลเจริญ”-“ภรรยา” ทรัพย์สินหมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477135

อู้ฟู่ “ปลัด มท.”คนใหม่ “สุทธิพงษ์ จุลเจริญ”-“ภรรยา” ทรัพย์สินหมื่นล้าน

3 สิงหาคม 2564 – 17:09 น.

อู้ฟู่ “ปลัด มท.”คนใหม่ “สุทธิพงษ์ จุลเจริญ”-“ภรรยา” ทรัพย์สินหมื่นล้าน นักธุรกิจด้านพลังงานทดแทนรายใหญ่ของประเทศไทย”เอสพีซีจี”

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (3 ส.ค.)มีมติแต่งตั้งนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น”ปลัดกระทรวงมหาดไทย”คนใหม่ แทน”นายฉัตรชัย พรมเลิศ” ปลัดกระทรวง ที่จะเกษียนอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ “นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ” ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)กรณีดำรงตำแหน่ง”อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน” เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2563 มีทรัพย์สินรวม 15,724,125 บาท

ประกอบด้วยเงินฝาก 194,745 บาท เงินลงทุน 2,088,830 บาท ที่ดิน 13,440,550 บาท โดยไม่มีหนี้สิน

ไฮไลท์อยู่ที่ทรัพย์สินของคู่สมรส น.ส.วันดี กุญชรยาคง มีทรัพย์สิน 10,209,774,199 บาท ได้แก่ เงินสด 1 ล้านบาท เงินฝาก 7,423,410 บาท เงินลงทุน 9,164,610,873 บาท เงินให้กู้ยืม 538,921,611 บาท ที่ดิน 43,761,550 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 236,812,440 บาท ทรัพย์สินอื่น 217,253,314 บาท โดยไม่มีหนี้สิน

น.ส.วันดี กุญชรยาคง เป็นนักธุรกิจด้านพลังงานทดแทนรายใหญ่ของประเทศไทย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 1 ในบริษัทเอสพีซีจี จำกัด(มหาชน) (SPCG) ด้วยจำนวนหุ้น 298,950,000 หุ้น หรือ 28.32% ราคาหุ้น SPCG ณ วันที่ 2 ส.ค.2564 อยู่ที่ 17.90 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 5,351,205,000 บาท

“ครม.” เคาะเปลี่ยนโฉม “บ้านเคหะสุขเกษม” บ้านเอื้ออาทรเป็นห้องเช่าราคาถูก “ผู้สูงอายุ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477121

“ครม.”เคาะเปลี่ยนโฉม”บ้านเคหะสุขเกษม” บ้านเอื้ออาทรเป็นห้องเช่าราคาถูก”ผู้สูงอายุ”

3 สิงหาคม 2564 – 15:54 น.

“ครม.”เห็นชอบโครงการต้นแบบ”บ้านเคหะสุขเกษม” เปลี่ยนโฉมบ้านเอื้ออาทรที่ขายไม่ออก เป็นห้องเช่าราคาถูกเพื่อผู้สูงอายุ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งส่งเสริมและช่วยเหลือให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในช่วงปั้นปลายชีวิต

อีกทั้งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ไปดำเนินการพัฒนาทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของโครงการบ้านเอื้ออาทรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดภาระหนี้และเพิ่มรายได้

วันนี้ การเคหะแห่งชาติ จึงได้เสนอโครงการต้นแบบ“บ้านเคหะสุขเกษม” โดยเป็นการปรับปรุงทรัพย์สินโครงการบ้านเอื้ออาทรบางส่วนมาดำเนินการให้เป็นห้องเช่าราคาถูกแก่ผู้สูงอายุ รายละเอียด มติ ครม. มีดังนี้

1.ปรับลดหน่วยโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดสมุทรปราการ (เทพารักษ์ 4) จำหน่วย 45 หน่วย

2.ให้ปรับปรุงพัฒนา 45 หน่วยดังกล่าว เป็นอาคารเช่าสำหรับผู้สูงอายุ ข้าราชการ และพนักงานของรัฐที่เกษียณอายุ เป็นโครงการต้นแบบชื่อ “โครงการบ้านเคหะสุขเกษม”  

3.เห็นชอบเพิ่มกรอบงบลงทุนประจำปีงบประมาณ 2564 ของการเคหะแห่งชาติ จำนวน 11 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงอาคารต้นแบบ 1 อาคาร  

นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติให้การเคหะแห่งชาติ เร่งรายงานผลการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2552 ที่ได้ปรับลดจำนวนหน่วยเหลือ 2.8 แสนหน่วยจากที่เคยได้รับการเห็นชอบจาก ครม.ช่วงปี 2546-2548 จำนวน 6 แสนกว่าหน่วย ซึ่งจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนที่ยังขายไม่ได้ 5,848 หน่วย อยู่ในพื้นที่โครงการบ้านเอื้ออาทร (เทพารักษ์ 4) จำนวน 223 หน่วย

ขณะเดียวกันให้รายงานผลการดำเนินการโครงการต้นแบบที่ริเริ่มขึ้นนี้และเร่งจัดทำรายงานการวิเคราะห์ความเหมาะสมของโครงการบ้านเคหะสุขเกษม ซึ่งในแผนจะเป็นอาคารสูง 5 ชั้น 4 อาคาร ทุกอาคารติดลิฟท์

แผนการดำเนินงาน 3 ปี (2564-2566) แบ่งเป็น 4 ระยะ รวม 4,089 หน่วย ขนาดพื้นที่ 33 ตารางเมตรและ 27 ตารางเมตร ต่อหน่วยที่พักอาศัย มีศูนย์ดูแลสุขภาพ พื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่จัดกิจกรรม คลีนิกอายุรกรรม ศูนย์สุขภาพ เป็นต้น โดยจะคิดอัตราค่าเช่าประมาณ 2,500 – 3,000 บาท 

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า เมื่อการเคหะฯ เสนอรายงานต่อ ครม.ในโอกาสหน้า จะได้มีการพิจารณาเรื่องการนำทรัพย์สินโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ขายไม่ได้หรือสร้างไม่เสร็จมาปรับปรุงและพัฒนาเป็นบ้านเคหะสุขเกษมเพื่อผู้สูงอายุต่อไป ตามความเหมาะสมของพื้นที่และความต้องการของประชาชน