“ครม.” เคาะลดภาระค่าเรียน “นักเรียน-นักศึกษา” วงเงิน 32,000 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477117

“ครม.”เคาะลดภาระค่าเรียน”นักเรียน-นักศึกษา” วงเงิน 32,000 ล้านบาท

3 สิงหาคม 2564 – 15:10 น.

“ครม.”อนุมัติช่วยค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษา ประจำภาคเรียน ที่ 1 /2564 วงเงินรวม 32,000 ล้านบาท

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในภาคการเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564  รวมวงเงิน 32,000 ล้านบาท ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 22,000 ล้านบาท และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วงเงิน 10,000 ล้านบาท รายละเอียด ดังนี้  

1.กระทรวงศึกษาธิการ  ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาให้นักเรียน/นักศึกษา ทุกคนทุกกลุ่มในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนทั้งในและนอกสังกัด ศธ.  รวมทั้งสิ้น  10,952,960 คน โดยให้ความช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อคนในภาคการศึกษาที่ 1/2564 กรอบวงเงิน 22,000 ล้านบาท  

และมาตรการที่ 2 สนับสนุนสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอนและแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่เกิน 10,000 บาท/โรงเรียน  รวมจำนวน 34,887 แห่ง  

แบ่งเป็น สถานศึกษาของรัฐ 30,879 แห่ง และสถานศึกษาเอกชน ที่รับเงินอุดหนุนจากรัฐ อีก 4,008 แห่ง วงเงินรวมทั้งสิ้น 94.08 ล้านบาท    

สำหรับมาตรการที่1 วงเงิน 22,000 ล้านบาทยังคงใช้จ่ายจากพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ขณะที่วงเงิน 94.08 ล้านบาท มาตรการที่ 2  เดิมที่อยู่ในเงินกู้ช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษานั้น ให้ใช้เงินจากงบประมาณแทน เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขการใช้เงินกู้

2. โครงการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาทโดยนิสิต นักศึกษา กลุ่มเป้าหมายจำนวน  1,788,522 คน  แบ่งเป็น

 1) นิสิต นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯจำนวน 1,458,978 คน

 2) นิสิต นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาภาคเอกชนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ จำนวน 285,000 คน

และ 3) นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐนอกสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ จำนวน 44,544 คน  

1) ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐจำนวน 100 แห่ง ตั้งแต่ระดับต่ำกว่าปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ และภาคสมทบ โดยลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ที่ต้องจ่ายในส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 50  

ส่วนตั้งแต่ 50,001–100,000 บาท ช่วยเหลืออัตราร้อยละ 30 และตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไปช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 10 โดยรัฐบาลและสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐจะร่วมกันช่วยเหลือเยียวยาในสัดส่วน 6:4 

2) ช่วยค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาภาคเอกชน จำนวน 72 แห่ง โดยเยียวยาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา คนละ 5,000 บาท 

3) ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา อื่น ๆ เช่น การให้ทุนศึกษา ขยายเวลาการชําระ ค่าธรรมเนียมการศึกษา ผ่อนจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ขยายเวลาสําเร็จการศึกษา ลดและคืนค่าหอพัก รวมทั้งการจ้างงาน/ส่งเสริมรายได้ให้กับนักศึกษา เป็นต้น 

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา ฯ มุ่งช่วยเหลือผู้ปกครองนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้บุตรหลานยังสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้ต่อไปได้

ขณะเดียวกันยังลดภาระค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ กรณีสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น คณะรัฐมนตรีขอให้พิจารณาใช้แหล่งเงินอุดหนุนขององค์กรกปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นลำดับแรกก่อน

เปิดวาร์ป “สุทธิพงษ์ จุลเจริญ” ปลัดมหาดไทย คนที่ 40 คุณรู้หรือไม่ว่า… #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477122

เปิดวาร์ป  “สุทธิพงษ์ จุลเจริญ”  ปลัดมหาดไทย คนที่ 40 คุณรู้หรือไม่ ว่า…

3 สิงหาคม 2564 – 14:48 น.

10 ข้อเบื้องลึกที่ควรรู้ ” สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ” ว่าที่ปลัดมหาดไทยคนใหม่กับความ “เก่ง” สมชื่อ

ในที่สุดการแต่งตั้ง ผู้บริหารระดับสูงและผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวน 28 ราย ของกระทรวงมหาดไทย ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 64 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

โดยเฉพาะ การเสนอชื่อ”ปลัดกระทรวงมหาดไทย”คนใหม่ แทน“นายฉัตรชัย พรหมเลิศ” ที่เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ ตกเป็นที่จับตามองมาหลายสัปดาห์ 

เริ่มแรกมีกระแสข่าวหนาหู ระบุว่า บิ๊กมหาดไทยทาบทามนายจตุพร บุรุษพัฒน์  ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ข้ามห้วยมานั่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางแรงต้านภายในกระทรวงมหาดไทย ที่เห็นว่า ควรผลักดันคนในกระทรวงขึ้นมาดำรงตำแหน่งก่อน และบุคคลที่เหมาะสมยามนี้ คือ “นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ ”  

แต่โผแรก ยังเดินหน้าเสนอชื่อ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ เข้าที่ประชุมครม. อยู่ดี ซึ่งปรากฎว่า  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมในฐานะประธานการประชุมครม.  เหยียบเบรกกระทันหันให้ชลอการเสนอชื่อไว้ก่อน  

ถึงกระนั้น ในการประชุมครม.เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา  ยังคงมีความพยายามผลักดัน  นายจตุพร     บุรุษพัฒน์ มาเป็นปลัดมหาดไทยอีกครั้ง ถึงกลับมีการยกร่างมติ ครม.เพื่อให้ทีมโฆษกรัฐบาลเตรียมแถลงข่าว

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง มีรมต.ข้างกาย “บิ๊กป้อม”  แสดงความเห็นคัดค้านในที่ประชุมครม.ไม่เห็นด้วยให้นายจตุพร มาเป็นปลัดมหาดไทย ทำให้ที่ประชุมครม.คงแช่แข็งโผปลัดปลัดมหาดไทยออกไปก่อน

ทิ้งช่วงไปทำความเข้าใจนอกรอบกันหนึ่งสัปดาห์ เข้าสู่การประชุมครม. เมื่อวันที่ 3 ส.ค.  ในที่สุดที่ประชุม ครม.ตกผลึกให้ผ่านความเห็นชอบ “ นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ “ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงมหาดไทย”  

มาถึงตอนนี้ สุทธิพงษ์  จุลเจริญ ที่มีชื่อเล่น “เก่ง” คือ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ทุกคนควรมาทำความรู้จักกัน เหตุใดถึงได้ขยับขึ้นสู่ปลัดกระทรวงมหาดไทย คนที่ 40 ของประเทศ 

1. นายสุทธิพงษ์   เป็นเด็กนักเรียนคนแรกของโรงเรียนตราษตระการคุณ ที่สอบได้คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯโดยทุนจุฬาฯชนบท

2.  นายสุทธิพงษ์ เป็นนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬา รุ่นที่ 36 เพื่อนร่วมรุ่น ของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แคนดิเนต ปลัดกระทรวงมหาดไทย

3. นายสุทธิพงษ์ บรรจุรับราชการครั้งแรก เป็น ปลัดอำเภอ อำเภอ วังเหนือ จังหวัดลำปาง บรรจุรุ่นเดียวกับ นายนิสิต จันทร์สมวงศ์​ อธิบดีกรมที่ดิน แคนดิเนต ปลัดกระทรวงมหาดไทย

4. นายสุทธิพงษ์ เป็นนักเรียน นอ. รุ่นที่ 48 มีเพื่อนร่วมรุ่นคนดัง คือ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว. คมนาคม คนปัจจุบัน

5. นายสุทธิพงษ์  ไม่เคยดำรงตำแหน่ง นายอำเภอ หรือ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด มาก่อน

6. นายสุทธิพงษ์ เคยเป็นเลขานุการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผอ. ศอบต. นายพลากร สุวรรณรัฐ  องคมนตรีมาก่อน

7. นายสุทธิพงษ์ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดที่อายุน้อยที่สุดของประเทศ เมื่อปี 2553 ขณะมีอายุ  46 ปี

8. นายสุทธิพงษ์ เคยประสบอุบัติเหตุจากจักรยานล้มตกภูเขา ระหว่างขี่จักรยานจากบ้านพักไปตรวจราชการโครงการปลูกป่าฟื้นฟู เขาขยาย จังหวัดชัยนาท เกือบเสียชีวิต ต้องเย็บ 80 เข็ม มาแล้ว

เปิดวาร์ป  "สุทธิพงษ์ จุลเจริญ"  ปลัดมหาดไทย คนที่ 40 คุณรู้หรือไม่ ว่า...

9. นายสุทธิพงษ์ ฉลองวันเกิด ด้วยการถือปิ่นโต  ตามบิณฑบาตร สมเด็จพระมหาวีระวงค์ เลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งปฎิบัตมา ตลอด 20 ปี

เปิดวาร์ป  "สุทธิพงษ์ จุลเจริญ"  ปลัดมหาดไทย คนที่ 40 คุณรู้หรือไม่ ว่า...

10. นายสุทธิพงษ์ และคู่สมรส ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ แจ้งบัญชีทรัพย์สินกับป.ป.ช. มีทรัพย์สิน รวย 1 หมื่นล้าน เนื่องจาก ภริยา เป็นนักธุรกิจ และเป็นนักลงทุนในประเทศ อังกฤษ และญี่ปุ่น

เช็กรายละเอียด “ครม.” เคาะเยียวยาแรงงาน-ผู้ประกอบการ “2 เดือน ใน 29 จว.แดงเข้ม” 60,000 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477106

เช็กรายละเอียด “ครม.”เคาะเยียวยาแรงงาน-ผู้ประกอบการ” 2 เดือน ใน 29 จว.แดงเข้ม” 60,000 ล้านบาท

สิงหาคม 2564 – 14:13 น.

“ครม.” ขยายมาตรการช่วยเหลือแรงงานและผู้ประกอบการ ” 29 จังหวัดพื้นที่แดงเข้ม” ปรับกรอบวงเงินเพิ่มเป็น 60,000 ล้านบาท พร้อมให้กระทรวงแรงงานไปสำรวจกลุ่มบุคคลขับรถรับจ้างแท็กซี่เพื่อรับเงินเยียวยาและนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในครั้งต่อไป

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ เห็นชอบขยายขอบเขตมาตรการบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงาน ผู้ประกอบการพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 พร้อมขยายกรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเป็น 60,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000 ล้านบาท รายละเอียด ดังนี้

1. ปรับเพิ่มพื้นที่ดำเนินการจากเดิม 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด ได้แก่ กทม. กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครราชสีมา นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี อยุธยา เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สงขลา สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรีและอ่างทอง

2.กลุ่มเป้าหมายให้ความช่วยเหลือ ยังคงครอบคลุมกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในกิจการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนที่อยู่ในระบบประกันสังคมและไม่อยู่ในระบบประกันสังคม

3. ประเภทกิจการที่ให้ความช่วยเหลือ คือ กิจการในระบบประกันสังคมจะครอบคลุม 9 สาขาและในกลุ่มผู้ประกอบการในระบบ“ถุงเงิน”ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะในปัจจุบันที่ผ่านการคัดกรองแล้วและไม่เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง จำนวน 5 กลุ่ม

4. รูปแบบการให้ความช่วยเหลือเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 64

5. ระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ กลุ่ม 13 จังหวัดเดิม ได้แก่ ก.ค.-ส.ค. 64 รวม 2 เดือน โดยกลุ่ม 16 จังหวัดที่เพิ่มเติม คือ ส.ค. 64 รวม 1 เดือน

หลังจากนี้ ครม.ให้กระทรวงแรงงานได้ไปเร่งจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขับรถยนต์รับจ้าง /รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทำให้ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการลดผลกระทบและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มแรงงาน

และผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่สถานการณ์ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 64 ใน 29 จังหวัดสีแดงเข้ม เพื่อนำเข้าที่ประชุมเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในโอกาสต่อไป

‘ไฮโซลูกนัท’ นัด “คาร์ม็อบสลิ่มกลับใจ” ชู 3 นิ้ว ทองหล่อ -สุขุมวิท วันอาทิตย์ 8 ส.ค. นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477095

‘ไฮโซลูกนัท’ นัด”คาร์ม็อบสลิ่มกลับใจ “ชู 3 นิ้ว ทองหล่อ -สุขุมวิท วันอาทิตย์ 8 ส.ค. นี้

3 สิงหาคม 2564 – 13:14 น.

‘ไฮโซลูกนัท’ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย นัดคาร์ม็อบสลิ่มกลับใจ ชู 3 นิ้วกลางทองหล่อ-สุขุมวิท วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคมนี้ ชี้ จะทนกันต่อทำไม มาชู 3 นิ้ว อย่างปลอดภัยกัน


เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือไฮโซลูกนัท ทายาท ‘โนเบิล’ อดีต กปปส. เผยแพร่ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊กประกาศ  เชิญร่วมคาร์ม็อบสลิ่มกลับใจ “เชิญสลิ่มมากลับใจ ชวน 3 นิ้ว มาต้อนรับสลิ่มกลับใจ”วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป

โดยมีจุดเริ่มต้นย่านทองหล่อ เลี้ยวขวาออกถนนสุขุมวิท เข้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาไปประตูน้ำ ออกถนนเพชรบุรี
เลี้ยวขวาเข้าแยกอโศก เลี้ยวขวาออกถนนสุขุมวิทแล้วตรงกลับไปยังทองหล่อ

นายธนัตถ์ ยังโพสต์ข้อความว่า ‘จะทนกันต่อทำไมหละเพื่อนๆ ติดสัญลักษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมาก ๆ มาย ๆ แล้วแต่สะดวก เราจะมาชู 3 นิ้ว อย่างปลอดภัยกัน’

'ไฮโซลูกนัท' นัด"คาร์ม็อบสลิ่มกลับใจ "ชู 3 นิ้ว ทองหล่อ -สุขุมวิท วันอาทิตย์ 8 ส.ค. นี้

ก่อนหน้านี้ “ไฮโซลูกนัท” เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก เนื่องจากสะสมความผิดหวังในการทำงานและเห็นการสืบทอดอำนาจจนมาถึงจุดระเบิดวิกฤต “Single Command” กับความล้มเหลวในการแก้ปัญหาโควิด-19 รวมเป็นแรงผลักดันให้เขาออกมาชุมนุม “คาร์ม็อบ” ร่วมขบวน#ม็อบ1สิงหา บนเวทีเดียวกับ “เต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่คนละขั้วการเมือง

ในเวลาต่อมา “ไฮโซลูกนัท”  ได้ย้ำเจตนารมณ์อีกครั้ง ด้วยข้อความโพสต์ที่ว่า… ขอยกมือประนมและกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ ที่เคยล่วงเกิน คุณทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ เป็นการเสียมารยาทและหลู่เกียรติต่อหน้าสาธารณะ และหวังว่าทั้งสองท่านจะเห็นถึงความสำนึกผิด พร้อมกับหวังว่าจะได้เอ่ยคำกล่าวนี้ต่อหน้าทั้งสองท่านด้วย

เปิดโผ “สุทธิพงษ์” นั่งปลัด มท. โยกผู้ว่าหมูป่า เป็นผู้ว่าปทุมฯ ดัน ผู้ว่าปทุมฯ ขึ้นรองปลัดฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477060

เปิดโผ “สุทธิพงษ์” นั่งปลัด มท. โยกผู้ว่าหมูป่า เป็นผู้ว่าปทุมฯ ดัน ผู้ว่าปทุมฯ ขึ้นรองปลัดฯ

3 สิงหาคม 2564 – 08:59 น.

เปิดโผ”สุทธิพงษ์” นั่งปลัด มท. โยกผู้ว่าหมูป่า เป็นผู้ว่าปทุมฯ ดัน ผู้ว่าปทุมฯ ขึ้นรองปลัดฯ

เมื่อวันที่  3 ส.ค. กระทรวงมหาดไทยเสนอบัญชีโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารระดับสูงเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเสนอชื่อ นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมน ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แทน นายฉัตรชัย  พรหมเลิศ   ซึ่งเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้  

เปิดโผ "สุทธิพงษ์" นั่งปลัด มท. โยกผู้ว่าหมูป่า เป็นผู้ว่าปทุมฯ ดัน ผู้ว่าปทุมฯ ขึ้นรองปลัดฯ

นอกจากนี้  สำหรับตำแหน่งหลัก ๆ ที่จะมีการเสนอให้ ครม.เห็นชอบ  ได้แก่ นายสมคิด จันทมฤค รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) แล้วโยกนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี โยกนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา แทนนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาคนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการ นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นต้น

เปิดโผ "สุทธิพงษ์" นั่งปลัด มท. โยกผู้ว่าหมูป่า เป็นผู้ว่าปทุมฯ ดัน ผู้ว่าปทุมฯ ขึ้นรองปลัดฯ

สำหรับนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้ใจประชาชน หลังประกาศสละเงินเดือน 3 เดือน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวปทุมธานี ที่ลำบากช่วงโควิด-19 เป็นคนแรก

เปิดโผ "สุทธิพงษ์" นั่งปลัด มท. โยกผู้ว่าหมูป่า เป็นผู้ว่าปทุมฯ ดัน ผู้ว่าปทุมฯ ขึ้นรองปลัดฯ

ลุ้นครม. เคาะขยายเยียวยาพื้นที่ “สีแดงเข้ม” จาก “13 จว. เป็น 29 จว.” ตั้ง “ปลัด มท.- ผู้ว่าฯ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477044

ลุ้น ครม. เคาะขยายเยียวยาพื้นที่”สีแดงเข้ม”จาก” 13 จว.”เป็น” 29 จว.-ตั้ง “ปลัด มท.- ผู้ว่าฯ” 

3 สิงหาคม 2564 – 01:33 น.

ลุ้น “ครม.” เคาะขยายเยียวยาพื้นที่”สีแดงเข้ม”จาก”13 จว.”เป็น” 29 จว.-ด้านมหาดไทย ชง”สุทธิพงษ์ จุลเจริญ” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนนั่ง “ปลัดมหาดไทย” ดัน”ผู้ว่าหมูป่า” นั่ง รองปลัดฯ

วันนี้( 3 ส.ค. 64 )สำนักงานประกันสังคมเตรียมเสนอ ครม. ขยายมาตรการจ่ายเงินเยียวยา ลูกจ้าง นายจ้าง มาตรา 33 มาตรา39 และมาตรา 40 พื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ที่รับผลกระทบ”ล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว” จากเดิมที่มี 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด  

ทั้งนี้”29 จังหวัดสีแดงเข้ม”ที่จะเสนอมาตรการเยียวยาจ่ายเงินประกันสังคม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ,กาญจนบุรี ,ชลบุรี ,ฉะเชิงเทรา,ตาก,นครปฐม,นครนายก,นครราชสีมา,นราธิวาส ,จังหวัดนนทบุรี ,ปทุมธานี,ประจวบคีรีขันธ์ ,ปราจีนบุรี ,ปัตตานี ,พระนครศรีอยุธยา ,เพชรบุรี ,เพชรบูรณ์ ,ยะลา ,ระยอง ,ราชบุรี,ลพบุรี ,สงขลา ,สิงห์บุรี ,สมุทรปราการ ,สมุทรสงคราม ,สมุทรสาคร ,สระบุรี ,สุพรรณบุรี ,อ่างทอง

ทางด้านกระทรวงมหาดไทย พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จะเสนอรายชื่อ”ปลัดกระทรวงมหาดไทย”คนใหม่แทนนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ที่จะเกษียณอายุราชการเดือนกันยายนนี้ต่อ ครม.

ซึ่งมีข่าวว่า พล.อ อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย จะเสนอ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ดำรงตำแหน่ง”ปลัดกระทรวงมหาดไทย”

โดยจะโยก นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนและให้นายสมคิด  จันทมฤค รองปลัดกระทรวง ซึ่งดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงมหาดไทยไปคุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นอกจากนี้จะมีการสลับ ระดับอธิบดี อีก 2-3 ตำแหน่ง

สำหรับตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงมหาดไทย”นั้น ก่อนหน้านี้ พล.อ.อนุพงษ์ ได้เสนอให้นายจตุพร  บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้ามห้วยมาดำรงตำแหน่ง แต่ถูกต่อต้านจากอดีตผู้ว่าฯและข้าราชการ ในกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปี ที่มีการโยกข้าราชการจากกระทรวงอื่น มานั่ง”ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นับแต่ตั้งกระทรวงมา

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เก็บตัวที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง เพื่อจัดทำบัญชีโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ ที่เป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งและจังหวัดที่มีการระบาดของ”โควิด 19″ พื้นที่สีแดง 29 จังหวัด เช่น นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ประจวบคิรีขันธ์  เพชรบุรี สมุทรสงคราม ยะลา ปัตตานี

อดีตรมว. คลัง “สมหมาย ภาษี” ถาม “โควิด-19” มาถึงจุดนี้ใครจะรับผิดชอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477032

อดีต รมว. คลัง “สมหมาย ภาษี “ถาม “โควิด-19” มาถึงจุดนี้ใครจะรับผิดชอบ

2 สิงหาคม 2564 – 21:30 น.

อดีต รมว.คลัง “รัฐบาลประยุทธ์” ” สมหมาย ภาษี” ถาม”โควิด-19″ มาถึงจุดนี้ใครจะรับผิดชอบ ยกตัวอย่าง ตำนานการเล่นกอล์ฟของมือสมัครเล่น ทำผิดพลาดซ้ำซาก ควรหยุดเล่นได้แล้ว

นายสมหมาย ภาษี อดีต รมว. คลังในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

“โควิด-19” มาถึงจุดนี้ใครจะรับผิดชอบ

ผมยกคำถามนี้มาถามตัวเองและถามคนที่เป็นห่วงประชาชนตาดำ ๆ ที่มีวิสัยทัศน์พอจะร่วมความรู้สึกกันได้เท่านั้น ไม่อยากถามนักการเมืองหรือพรรคการเมือง กระทรวงสาธารณสุข และศบค. ที่เป็นผู้ขยันทำงานหนักในการต่อสู้กับการระบาดของโรคร้ายนี้

การที่ปล่อยให้มีการระบาดจนประเทศมีอันดับการติดโรคเพิ่มสูงขึ้นทุกสัปดาห์จนมาอยู่อันดับที่ 42 ในขณะนี้ (วันที่ 2 สิงหาคม) จนกระทั่งถูกประจานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กซึ่งเป็นสำนักข่าวระดับยักษ์ของโลกว่า การระบาดของโควิด-19 ของไทยมีอาการแย่มาก ๆ และจะมีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจปีนี้ตกต่ำที่สุดในเอเชียนั้น ผู้บริหารประเทศได้เห็นอะไรที่บ่งบอกถึงหายนะแล้วหรือไม่

หรือว่ายังอยู่ในที่ดำมืดจนไม่รู้ว่าจะไปหาปากถ้ำกันทางไหน การได้รู้ได้เห็นสภาพจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้ ประชาชนได้เจอกับสถานการณ์ที่ได้เห็นชัดว่าจะเอาไม่ค่อยอยู่แล้ว เรามาดูเป็นเรื่อง ๆ กันหน่อยครับ

1. เรื่องการบริหารจัดการของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ก่อนเพราะตามที่ได้มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ไว้ชัดเจนว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

ถ้าจะถามว่ารัฐจัดการเรื่อง”โควิด-19″ ได้แค่ไหนนั้น พบว่ามีแต่ความไม่เพียงพอและบกพร่องให้เห็นตลอด นับตั้งแต่สั่งวัคซีนมาไม่พอจนประเทศไทยต้องเป็นขอทานระดับโลกเหมือนประเทศด้อยพัฒนาระดับล่างไปแล้ว

เมื่อได้วัคซีนมาแล้วการจัดสรรเหลวแหลกสิ้นดี มีอภิสิทธิ์ชนเกิดขึ้นให้เห็นแบบไทย ๆ ชัดเจน มีศัพท์ใหม่ว่า “ถูกเท” เกิดขึ้นซึ่งประชาชนรู้จักกันดี การจัดสรรวัคซีนไม่โปร่งใสมีอาการลับ ๆ ล่อ ๆ จนกระทั่งมีการโต้เถียงกันใน ศบค. ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขผู้จัดสรรกับกรุงเทพมหานครผู้รับการจัดสรรจนเป็นข่าวดังให้ประชาชนเห็น เป็นต้น.

เรามักได้ยินข่าวที่ผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขระดับอธิบดีบางคนชอบให้ข่าวลักษณะข่มขวัญประชาชนบ่อย ซึ่งเมื่อสองสามวันมานี้ก็ได้แถลงข่าวว่าถ้าประเทศไม่ทำการ”ล็อกดาวน์”จะมีการระบาดและล้มตายกันมากกว่าที่เห็นกันนี้ร่วมเท่าตัว

โดยหาได้สำเหนียกว่าที่ผ่านมาปีกว่าแล้วที่การระบาดของไทยอยู่ดี ๆ ต้องพุ่งกระฉูดจนฉุดไม่อยู่เช่นทุกวันนี้เป็นฝีมือของท่านเองแค่ไหน.

หลายคนสงสัยว่าทำไมระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขบริหารงานกันแย่แบบนี้ ยังอยู่ในตำแหน่งกันได้ถ้วนหน้า แต่คำตอบหาได้ไม่ยากหากฟังข่าวของโฆษกศบค. บ่อย ก็คงเข้าใจกันดีว่าตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรี ที่ปรึกษา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ มีการนั่งประชุมด้วยกันแทบทุกสัปดาห์ ดังนั้น ไก่ก็เห็นตีนงูและงูก็เห็นนมไก่ ใครจะกล้าไปปลดหรือย้ายใครได้

2. เรื่องการขาดแคลนเตียง และอุปกรณ์รักษาคนไข้ของโรงพยาบาล สำนักงบประมาณไม่เคยจัดสรรงบเพื่อการสาธารณสุขของประเทศให้เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเพราะเห็นว่าคนไทยใจบุญบริจาคทั้งเงินและอุปกรณ์มาช่วยแยะ จึงจัดเงินให้เท่าที่จำเป็น แล้วเอาเงินส่วนที่เกลี่ยออกมาได้แต่ละปีไม่ใช่จากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นแต่จากกระทรวงอื่นด้วย ไปสนองผู้มีอำนาจเพื่อซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร

นอกจากนี้ยังต้องตั้งงบประมาณเพื่อไปจ่ายการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แบบผ่อนส่งของกระทรวงกลาโหมปีหนึ่ง ๆ ถึง 4 – 5 หมื่นล้านบาท แต่งบแบบผ่อนส่งนี้ของกระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่มีแค่หลัก 7 – 8 พันล้านบาท อยากเห็นข้อเท็จจริงไปเปิดเอกสารงบประมาณโดยสังเขปตอนท้าย ๆ เล่มดูได้

นี่แหละที่นักการเมืองบางท่านถามว่า คนจะตายกันเยอะมากจาก โควิด-19 แล้วทำไมคณะกรรมาธิการแปรญัตติงบประมาณฝ่ายรัฐบาลถึงไม่ยอมตัดงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ออกไป

เมื่อเกิดการขาดแคลนเตียงและอุปกรณ์รักษาคนไข้ในโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

กทม. จึงได้เห็นสิ่งที่ทำให้ต้องสลดหดหู่กับผู้ติดเชื้อโรคร้าย ได้เห็นคนป่วยไม่มีรถของโรงพยาบาลมารับตามที่ได้ติดต่อไป ได้เห็นคนป่วยที่มาเองแล้วโรงพยาบาลไม่รับรักษาแล้วไม่รู้จะไปที่ไหนจนต้องนอนคอยข้างสถานพยาบาลนั่นแหละ.

ไม่ใช่เฉพาะแค่นี้ คนที่คิดว่าจะติดโรคร้ายเดินเข้าไปขอตรวจว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ก็ยังหาโรงพยาบาลที่รับตรวจยาก แม้กระทั่งโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ของเอกชนก็พากันปฏิเสธ โดยตั้งเงื่อนไขเปิดช่องไว้แค่ตรวจให้ผู้ที่ต้องการนำหลักฐานไปแสดงการเดินทางไปต่างประเทศเท่านั้น เป็นต้น.

เมื่อได้สอบถามคนระดับบริหารโรงพยาบาล ก็ได้ทราบว่าเมื่อโรงพยาบาลไม่มีเตียงรับคนไข้ที่ตรวจแล้วเจอติดโรค โรงพยาบาลจะปฏิเสธการรับรักษาไม่ได้เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้.

การขาดแคลนเตียงและอุปกรณ์รักษาคนไข้ในขณะนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ แม้จะตั้งโรงพยาบาลสนามมากมายแล้วก็ยังไม่พอ ไม่พอแม้กระทั่งการตรวจคนที่คิดว่าน่าจะติดเชื้อ แล้วคนพวกนี้ก็ยังไปโน่นนี่ตามปกติ เป็นการเผยแพร่ให้โรคร้ายกระจายไปสู่ผู้บริสุทธิ์อีกไม่รู้จบ

การตรวจผู้ติดเชื้อที่บริหารโดยกระทรวงสาธารณสุขและกทม. ในเมืองหลวงทุกวันนี้จะเอาไม่อยู่แล้ว เพราะแหล่งสลัมและชุมชนแออัดใน กทม. มีมากมายอยู่แทบทุกพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีคนไร้บ้านและเร่ร่อนอีกมาก ประชาชนเหล่านี้คนของรัฐบาลไม่ได้ใส่ใจการเข้าถึงตั้งแต่ต้น จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อและกระจายเชื้อไม่รู้จักหมด แต่ไทยยังถือว่าดีกว่าชาติอื่น เพราะเรามีพวกกลุ่มจิตอาสา และกลุ่มมูลนิธิเข้าไปช่วยดูแลจัดการเสริมภาครัฐให้เห็นอยู่มาก แต่ก็อย่าคิดว่าจะเอาอยู่.

3. สาเหตุใหญ่ที่จะเอาไม่อยู่ ที่กล่าวมา 2 ข้อ ข้างต้น เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็เห็นกัน พูดกัน วิจารณ์กัน และส่ายหัวกันอย่างต่อเนื่องมานานพอควรแล้ว ตอนต้น ๆ แผลที่ดูแล้วไม่ใหญ่จนน่ากลัวนั้น นานวันเข้ากลับขยายตัวเหวอะหวะขึ้นไปเรื่อย อย่างนี้แหละที่ว่าจะเอาไม่อยู่.

อย่างไรก็ดี ทางฝ่ายรัฐบาลที่รับผิดชอบก็ได้แสดงความสามารถแบบทุลักทุเลที่จะเอาให้อยู่ให้ได้ด้วยการนำมาตรการ“ล็อกดาวน์” มาใช้

ทั้งนี้ ตามประกาศฉบับที่ 27 และฉบับที่ 28 ที่ออกตามมาตรา 9 ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม เป็นต้นไป เบื้องต้นเริ่มจาก 10 จังหวัด รวมทั้ง กทม. ที่มีผู้ว่าการอดีตเป็นนายตำรวจใหญ่มาจากการแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาได้ประกาศเพิ่มอีก 3 จังหวัด.

เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม นี้ ก็ได้มีข่าวว่าจะทำการล็อกดาวน์เพิ่มอีก 16 จังหวัดเป็น 29 จังหวัด และจะขยายเวลาการล็อกดาวน์ออกไปอีก 14 วัน จากวันที่ 3 – 16 สิงหาคม นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าอีก 2 – 4 สัปดาห์ สถานการณ์จะดีขึ้น ไม่ทราบว่าคนอื่นจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ผมคนหนึ่งละที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ ยิ่งกว่านั้นกลางเดือนสิงหาคมนี้ พื้นที่ล็อกดาวน์อาจต้องถูกประกาศเพิ่มขึ้นอีกด้วย.

ดูเหมือนฝีมือของรัฐบาลพอมีแต่ยังมีกรรมหนักมาบัง เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผู้นำของรัฐบาลก็ได้ประกาศมาตรการฉบับที่ 29 ที่สื่อและนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งมาตรการนี้ได้ก่อผลให้ศรัทธาที่เป็นแกนหลักของการให้ความร่วมมือของประชาชนกับรัฐบาลที่มีน้อยอยู่แล้วกลับแผ่วหนักลงไปอีก.

ดังนั้น จึงมีกระแสต่อต้านจากสื่อและประชาชนแพร่กระจายไปทั่วทุกชนชั้นของสังคม เร็วกว่าการแพร่ระบาดของโรคร้ายที่รัฐบาลและประชาชนกำลังเผชิญอยู่ นี่แหละคือเหตุใหญ่ที่จะเอาไม่อยู่ นี่แหละคือสิ่งเลวร้ายที่รัฐบาลเผด็จการในอดีตเขาเคยทำกันให้ประชาชนเห็น ก่อนที่มีอันต้องหลุดพ้นวงโคจรไปในเวลาอันสั้น.

ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามสื่อมวลชนผ่านคลิปวิดีโอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม นี้ ว่าทุกวันนี้ทำงานหนักทุกวัน คิดว่าได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ในการทำงานก็ได้พูดคุยและปรึกษาหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเราในช่วงนี้ อาจมองแล้วน่าตกใจ

แต่อยากให้สนใจตัวเลขต่าง ๆ ของเพื่อนบ้านและของต่างประเทศอื่นบ้าง ในช่วงนี้จากความเห็นทางสาธารณสุขและทางการแพทย์ มาตรการเดิมที่เราออกไปยังใช้ได้อยู่.

จากสาระดังกล่าวข้างต้นที่สรุปมาจากความคิดเห็นของท่านผู้นำ ผมได้ฟังแล้วอดเป็นห่วงประชาชนคนไทยไม่ได้ เพราะการแก้ไขปัญหาโควิด- 19 ของไทยที่ผ่านมาทางรัฐบาลมีจุดอ่อนมาก และจุดที่คิดไม่ถึงหรือคาดไม่ถึงแต่ไม่ได้ตระหนักเกิดขึ้นมากมาย ไม่อย่างงั้นสถานการณ์ของประเทศคงไม่เลวร้ายจนจะเอาไม่อยู่ถึงขนาดนี้ แต่ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบ.

ทำให้ผมอดคิดถึงตำนานการเล่นกอล์ฟของมือสมัครเล่นมากมาย ที่ใช้ไม้กอล์ฟชุดเดิมตีด้วยวงสวิงเดิม ๆ แต่ผลออกมาไม่เคยดี ซึ่งรู้กันว่าเป็น “การทำผิดพลาดซ้ำซาก” (Repeat the mistakes) ของนักกอล์ฟเองที่ไม่มีทางแก้ไขให้ดีได้เลย ควรหยุดเล่นได้แล้วครับ

“แทนคุณ” หวั่นสงครามกลางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477016

“แทนคุณ” หวั่น สงครามกลางเมือง

2 สิงหาคม 2564 – 21:30 น.

“แทนคุณ” วิเคราะห์ม็อบเถื่อนใช้วาจาถ่อยเรียกร้องความสนใจ บ่มเพาะความเคียดแค้น​ชิงชัง สะท้อนความเจ็บปวด​ที่ถูกกดทับไว้ในอดีต

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564  นายแทนคุณ  จิตร์อิสระ เลขานุการคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร  และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์  ให้ความเห็นถึงพฤติกรรมผู้ชุมนุมที่มีการใช้ความรุนแรง และนำถ้อยคำไม่เหมาะสมออกมาใช้   

โดยระบุว่า ผมมานั่งวิเคราะห์​ถึงเหตุปัจจัย​ในคำถามว่าทำไมกลุ่มม็อบเยาวชน​สามนิ้วถึงใช้ความรุนแรง​และหยาบคาย​ขับเคลื่อน​ม็อบ

เอาเฉพาะ​เรื่อง​สัญลักษณ์​กับพรรคประชาธิปัตย์​ “พระแม่ธรณี​บีบมวยผม” 

มี 3 ประเด็นที่คนจบจิตวิทยา​อย่างผมสนใจ

1.ทำไมไม่เกรงใจ​พระแม่ธรณี​ที่​เป็น​สัญญะที่เกี่ยว​กับพุทธศาสนา ใช้คำแรงๆ หยาบคาย​ต่อท่านได้เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีศรัทธา​ในศาสนา​หรืออาจเป็นอื่นทางศาสนา  ไม่สนใจหรือเข้าใจหรือละอายชั่วกลัวบาปเกรงกลัวต่อการทำกรรมที่เป็นการลบหลู่​ดูหมิ่นต่อสัญญะทางศาสนา​พุทธ​

2.การใช้คำหยาบ​เป็น​ความ​รุนแรง​อย่างหนึ่งที่ไม่ใช่สันติวิธี​แน่นอน เพราะเป็นการทำลายสิ่งที่อีกกลุ่ม​ชนหนึ่งรักและเทิดทูน​

ผมว่ามันเกิดจากปมในใจอย่างหนึ่งที่ต้องการ เรียกร้อง​ความสนใจ​ด้วยการกดเหยียด​ด้อยค่าให้เกิดการหลีกหนีไม่ยอมรับ หรือตั้งรังเกียจ​เป็น​วิธี​การที่มุ่งหวัง​ให้คนที่รักพรรค กลัวและรู้สึก​แปลกแยก ตกขอบสังคมหากยังรัก มักเป็น​คนที่ขาดความรักความอบอุ่น​ขั้นพื้นฐาน​จากครอบครัว​ คนจิตอ่อนขวัญอ่อนจะกลัววิธี​นี้แล้วรีบพลิกขั้วเปลี่ยน​ข้างเพื่อหลีกเลี่ยง​การถูกกดเหยียด​นี้

และ3.สุดท้าย​การหล่อหลอม​ทางสังคม​การเมือง​ในบริบท​ที่เขารับรู้​เต็ม​ไปด้วยข้อมูล​ที่บ่มเพาะความเคียดแค้น​ชิงชัง หรืออาจสะท้อนความเจ็บปวด​ที่ถูกกดทับไว้ในอดีต

เขาคิดว่ามีเพียงการเบียดขับชีวทัศน์​ที่รุนแรงจึงสาแก่ใจ​ที่จะล้างความเจ็บปวด​ในอดีตของบรรพชนทางอุดมการณ์​ของพวกเขาได้

แต่ทั้งหมด​นี้​เขาลืมนึกไปว่า ไม่มีทาง รังแต่จะสร้างความเกลียด​ชัง​ใหม่ซ้อนทับไปไม่มีวันจบสิ้น จงจำไว้ว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร และไม่มีความเกลียด​ชัง​ใดจะสร้างความชัยชนะที่ยั่งยืนได้ คุณ​อาจชนะอาจสะใจแต่นั่นชั่วคราว​แต่​สิ่งที่คุณ​ได้สำเร็จ​คือก่อไฟแค้นในใจคนอื่น​ที่จะไม่อภัยให้คุณ​และเมื่อนั้น​”สงคราม​กลางเมือง” เป็น​อันหวังว่าจะหลีกเลี่ยง​คงยากยิ่ง

“เต้น” ฟอกคาร์ม็อบเคลื่อนไหวเรียบร้อย แต่เจ้าหน้าที่ยั่วยุทำให้เกิดความรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477009

“เต้น” ฟอกคาร์ม็อบเคลื่อนไหวเรียบร้อย แต่เจ้าหน้าที่ยั่วยุทำให้เกิดความรุนแรง

2 สิงหาคม 2564 – 20:30 น.

ทำไปได้ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” โยนเจ้าหน้าที่ยั่วยุคาร์ม็อบทำให้เกิดความรุนแรงแต่เตือนฮาร์ดคอร์เคลื่อนไหวอย่างมีสติ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564   นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หนึ่งในแกนนำปลุกระดมให้จัดกิจกรรมคาร์ม็อบ ขับไล่พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เมื่อวันที่  1 สิงหาคมที่ผ่านมา  ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ยืนยันการเคลื่อนไหวเป็นพลังบริสุทธิ์ ไม่มีความรุนแรง 

ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ระบุว่า  กิจกรรมคาร์ม็อบเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม คือพลังบริสุทธิ์มหาศาลที่ข้ามพ้นข้อจำกัดโรคระบาด เพื่อแสดงฉันทามติขับไล่พล.อ.ประยุทธ์พ้นตำแหน่งนายกฯ ภาพที่เกิดขึ้นย้ำชัดว่านี่คือสถานการณ์ไล่ประยุทธ์ ถ้าไม่มีโควิดคนจะล้นถนน ทั้งหมดเป็นวาระของประชาชนที่ผู้มีอำนาจต้องตระหนัก

"เต้น" ฟอกคาร์ม็อบเคลื่อนไหวเรียบร้อย แต่เจ้าหน้าที่ยั่วยุทำให้เกิดความรุนแรง

พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งต่อนอกจากแก้ปัญหาเดิมไม่ได้ ยังทำให้ปัญหาใหม่ลงลึกและขยายตัวมากขึ้น การใช้กำลังกับผู้ชุมนุมบางส่วนในช่วงเย็นถึงค่ำคือการเพิ่มเงื่อนไขให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

การกล่าวอ้างว่ามีการยั่วยุเจ้าหน้าที่ไร้น้ำหนักทันทีเมื่อเห็นการปฏิบัติเกินเหตุ ทั้งยิงจากจุดสูงข่ม ยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง วิ่งเข้าใส่เหมือนเอาให้ตาย ใครขวางต้องเจ็บไม่สนใจว่าเป็นคนค้าขายหรือผ่านไปมา

ท่าทางการยิงเล็งเป้าหวังผล ไม่ได้ยิงขู่ ไม่ใช่กึ่งยิงกึ่งผ่าน แต่ใครผ่านกูยิง

เรื่องแบบนี้ยอมรับไม่ได้และควรประณาม โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในรัฐบาลซึ่งสั่งให้ทำได้และจะสั่งให้หยุดก็ได้

สำหรับฝ่ายประชาชนก็มีข้อควรคิด คือชัดขึ้นเรื่อยๆว่ารัฐต้องการสร้างแนวปะทะ การขึ้นที่สูงของกำลังตำรวจพร้อมปืนแก๊สน้ำตา คล้ายเหตุการณ์ปี 2553 ที่ขณะนั้นใช้กำลังทหารอยู่บนตึกกับปืนติดกล้อง

จัดกิจกรรมแต่ละครั้งต้องรัดกุม ชัดเจน เริ่มเมื่อไหร่ ทำอะไรบ้าง และจบคือจบอย่างทรงพลัง การห้อยท้ายของพี่น้องจำนวนหนึ่งในพื้นที่เปราะบางเขาจะหาโอกาสเข้าตี และตีแตกทุกครั้งเพราะประชาชนไม่ได้เตรียมยุทธวิธีมาสู้รบ

ไม่ได้หมายความว่าต้องกลัว แต่ถ้าชนต้องมีความหมายและเตรียมการจนมั่นใจพอว่าชนได้ ในที่นี่หมายถึงตัวแบบการแหกฝ่าแนวกั้นซึ่งหลายครั้งหลายยุคทำได้เพราะมีการวางแผน

เมื่อวานในคลับเฮาส์พอได้ยินว่าพี่น้องบางส่วนจอดทำกิจกรรมหน้าราบ 1 ผมจึงพยายามประสานให้เคลื่อนต่อ เพราะใจห่วงว่าคาร์ม็อบจบแล้วจะไม่จบและเขาจะใช้กำลังสลาย

เข้าใจดีว่าทุกคนเจ็บปวด หลายคนเจ็บแค้น แต่ผมยังยืนยันว่าแนวทางสันติวิธีเท่านั้นที่ชอบธรรมและประชาชนจะชนะได้ แต่สันติวิธีต้องออกแบบ เเค่ไหน อย่างไรต้องเข้าใจตรงกัน เป้าหมายชัด รุกได้ถอยได้เป็นขบวน

ผมคงพูดเยอะเกินไปแล้วแต่ขอให้เข้าใจว่าด้วยรัก ปรารถนาดี ไม่มีเจตนาก้าวก่ายหรือวางตนเหนือกว่า ผมเคยอยู่ท่ามกลางควันปืนคลื่นเลือด รู้ว่าคนพวกนี้อำมหิตเห็นชีวิตคนร่วงหล่นไม่ใยดี

จากนี้ไปทุกอย่างจะแหลมคมมากขึ้น หวังว่าทุกขบวนจะเดินด้วยสติและปัญญาที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ปลอดภัยและสำเร็จ

ส่วนเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) ผมขอเวลาทำงานอีกไม่กี่วันจะกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหว และนัดหมายแสดงพลังครั้งใหญ่ต่อไป

“อธิบดีดีเอสไอ” กักตัว “ลูกชาย” ติด “โควิด-19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477023

“อธิบดีดีเอสไอ” กักตัว “ลูกชาย” ติด “โควิด-19”

2 สิงหาคม 2564 – 20:27 น.

“อธิบดีดีเอสไอ” กักตัว- ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (work from home )หลังจาก “ลูกชาย” ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ติดเชื้อ “โควิด-19 “

เพจ DSI  กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ลงข้อความว่า อธิบดี DSI  พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย กรณีสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีมาตรการให้บุคลากรปฏิบัติงานภายในที่พักอาศัย (Work from home) 100% เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 28) ในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยมีเฉพาะผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่บางส่วนเท่าที่จำเป็นมาปฏิบัติงาน ณ ที่ทำการ นั้น

ล่าสุด วันนี้ (วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2564) พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เนื่องจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2564 ได้ทราบว่าบุตรชายซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่พักอาศัยในที่พักเดียวกัน ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งถือเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง จึงเข้ารับการตรวจคัดกรองที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โดยอยู่ระหว่างรอผลการตรวจเชื้อและรายงานการตรวจ

ในระหว่างนี้จึงได้กักตัวและปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัยอย่างเคร่งครัดแล้ว