‘กว่างโจว’ พบหมู่หลุมศพ-โบราณวัตถุ ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661916

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 15:22 น.‘กว่างโจว’ พบหมู่หลุมศพ-โบราณวัตถุ ยุคก่อนราชวงศ์ฉินพบเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบยุคแรก และข้าวของที่ทำมาจากสัมฤทธิ์ หยก และหินมากกว่า 160 ชิ้น

กว่างโจว, 30 ส.ค. (ซินหัว) — เมื่อไม่นานนี้ มีการค้นพบหลุมศพ 58 แห่ง พร้อมโบราณวัตถุยุคก่อนราชวงศ์ฉิน (ช่วงก่อน 221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นจำนวนมาก ณ แหล่งโบราณสถานหล่านหยวนหลิ่ง ในเขตหวงผู่ นครกว่างโจว เมืองเอกของมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

สถาบันมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีเทศบาลนครกว่างโจวระบุว่า หลุมศพ หลุม และห้องใต้ดินมากกว่า 200 แห่ง ที่แหล่งโบราณสถานดังกล่าวได้รับการทำความสะอาดแล้ว

สถาบันฯ เปิดเผยว่า ซากโบราณข้างต้นมีอายุย้อนไปถึง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงปลายยุคหินใหม่จนถึงยุคต้นราชวงศ์ซาง (1600-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  และช่วงยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จนถึงยุควสันตสารท หรือ ยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

สถาบันฯ ระบุว่า งานขุดค้นเริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนและครอบคลุมพื้นที่ราว 2,000 ตารางเมตร โดยมีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบยุคแรก และข้าวของที่ทำมาจากสัมฤทธิ์ หยก และหินมากกว่า 160 ชิ้น ซึ่งรวมถึงกำไลหยกคุณภาพสูงสภาพดี 1 ชิ้น

จางเฉียงลู่ รองผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า การค้นพบใหม่นี้จะช่วยจำลองประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของกว่างโจว อีกทั้งยังเป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่พิสูจน์ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพัฒนาอารยธรรมยุคแรกในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงทางตอนใต้ของจีน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนบูรณะ ‘พระบาทพระพุทธรูป’ เก่าแก่ 1,600 ปี เสร็จสมบูรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661915

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 13:26 น.จีนบูรณะ ‘พระบาทพระพุทธรูป’ เก่าแก่ 1,600 ปี เสร็จสมบูรณ์หมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ปี 317-420)

หลานโจว, 30 ส.ค. (ซินหัว) — งานบูรณะพระบาทของพระพุทธรูปหินอายุเก่าแก่กว่า 1,600 ปี ในหมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที หนึ่งในหมู่ถ้ำหินแกะสลักเก่าแก่ที่สุดในจีน ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

พระพุทธรูปดังกล่าวสร้างขึ้นบนหินทรายสีแดงเปราะบางข้างอ่างเก็บน้ำ นำไปสู่ปัญหาน้ำรั่วซึมและการสึกกร่อนที่สร้างความเสียหายแก่ส่วนต่างๆ ของรูปปั้น ซึ่งรวมถึงส่วนพระบาท ทางการท้องถิ่นจึงเปิดตัวโครงการบูรณะในเดือนพฤษภาคม 2020

เฉียวไห่ เจ้าหน้าที่สถาบันตุนหวง เผยว่าส่วนท้าทายที่สุดของภารกิจครั้งนี้คือการบูรณะพระบาทของพระพุทธรูป ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรงจากการรั่วซึมของน้ำ โดยคนงานทำการระบายน้ำจากพื้นและหินรอบพระพุทธรูป นำหินที่หลุดหลวมออกมา วิเคราะห์ขนาดดั้งเดิมและลักษณะของพระบาทที่เสียหายหนัก ก่อนจะบูรณะให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม

เฉียวเสริมว่าโครงการดังกล่าวช่วยปกป้องฐานของรูปปั้นและฟื้นฟูความสมบูรณ์ในภาพรวมด้วย

ทั้งนี้ หมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของหมู่ถ้ำหินแกะสลักอวิ๋นกังและหมู่ถ้ำหินแกะสลักหลงเหมิน ได้รับการขนานนามเป็น “บรรพบุรุษของหมู่ถ้ำหินแกะสลัก” ในโลกวิชาการจีน ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ปี 317-420) และปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุ้มครองระดับรัฐ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

สีจิ้นผิงเน้นย้ำนโยบายต่อต้านการผูกขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661938

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.สีจิ้นผิงเน้นย้ำนโยบายต่อต้านการผูกขาดรัฐบาลจีนเน้นย้ำถึงกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 21 โดยเน้นย้ำถึงความพยายามในการเสริมสร้างกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

โดยที่ประชุมได้ทบทวนและอนุมัติแนวทางปฏิบัติหลายชุด รวมถึงแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาด และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม

ซึ่งที่ประชุมได้เล็งเห็นว่ากลไกต่อต้านการผูกขาดควรได้รับการปรับปรุง และควรมีการเสริมสร้างกำลังกำกับดูแลต่อต้านการผูกขาด นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับระบบทุนสำรอง และการควบคุมมลพิษในประเทศด้วย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายต่อต้านการผูกขาดที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เป็นแนวทางของการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม

พร้อมเน้นย้ำถึงความพยายามในการส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียม ตลอดจนปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของผู้บริโภค

โดยนับตั้งแต่การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ในปี 2555 ได้มีการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้งเกี่ยวกับการต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพื่อปรับปรุงระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมระบบตลาดเปิดที่เป็นหนึ่งเดียวและมีการแข่งขันอย่างมีระเบียบ

ในระยะหลังมานี้ รัฐบาลจีนได้ยกระดับการกำกับดูแลต่อต้านการผูกขาด โดยมีการตรวจสอบและลงโทษองค์กรธุรกิจที่มีพฤติกรรมของการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท Alibaba ซึ่งถูกสั่งปรับเป็นเงิน 2,750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 86,515 ล้านบาท ไปเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ฐานละเมิดกฎระเบียบในการต่อต้านการผูกขาดตลาด นับว่าเป็นค่าปรับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ Didi Chuxing ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกแท็กซี่ยอดนิยมในจีน ก็ถูกสั่งให้หยุดให้บริการเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่เพิ่งเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาดสหรัฐไปได้ไม่นาน โดยรัฐบาลจีนให้เหตุผลว่ามีการวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย

Photo by Mark Schiefelbein / POOL / AFP

ผวาวัคซีนปนเปื้อนที่ญี่ปุ่น เกิดอะไรขึ้นกับ Moderna? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661927

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 11:42 น.ผวาวัคซีนปนเปื้อนที่ญี่ปุ่น เกิดอะไรขึ้นกับ Moderna?ญี่ปุ่นเร่งหาสาเหตุสารปนเปื้อนใน Moderna หลังพบแล้วหลายจังหวัด พร้อมสืบหาสาเหตุการตาย 2 ราย

วันนี้ (31 ส.ค.) โนริฮิสะ ทามูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าสิ่งปนเปื้อนที่พบในวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna จากศูนย์ฉีดวัคซีนในโอกินาว่าซึ่งได้ระงับใช้ไปแล้วนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดจากการแทงเข็มฉีดยาลงในขวดวัคซีนอย่างไม่ถูกต้อง ส่งผลให้มีเศษยางที่ปิดฝาขวดวัคซีนหลุดร่วงลงไปในขวด

โดยโอกินาว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่พบสารปนเปื้อนในวัคซีน Moderna หลังจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมามีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนจากจากศูนย์ฉีดวัคซีนในโตเกียว, อิบารากิ, ไซตามะ, กิฟุ และไอจิ รวมแล้ว 39 ขวด

ส่งผลให้วัคซีน Moderna จำนวน 1.63 ล้านโดสที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยวัคซีนดังกล่าวถูกผลิตขึ้นในสายการผลิตที่สเปน ซึ่งประกอบด้วย 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วมากกว่า 500,000 โดส

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค. มีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนในจังหวัดกุมมะ ซึ่งระบุว่าเป็นสารสีดำขนาดเล็ก ซึ่งตรวจพบในวัคซีนคนละล็อตกับ 3 ล็อตที่ระงับไปก่อนหน้านี้ และได้สั่งระงับการฉีดวัคซีนล็อตที่พบปัญหาดังกล่าว

ขณะที่ทางการโอกินาว่าก็ได้มีการพบสารปนเปื้อนสีชมพูเพิ่มเติมในวัคซีนคนละล็อตเช่นกัน โดยคาดการณ์เบื้องต้นว่าอาจเป็นเศษยางที่ปิดฝาขวดวัคซีน ซึ่งหลุดร่วงลงไปขณะแทงเข็มฉีดยาลงในขวด พร้อมสั่งระงับฉีดวัคซีนดังกล่าว

ส่งผลให้มีวัคซีน Moderna ที่พบปัญหาสารปนเปื้อนใน 7 จังหวัด ได้แก่ โตเกียว, อิบารากิ, ไซตามะ, กิฟุ, ไอจิ, โอกินาว่า และกุมมะ โดยมีวัคซีนที่ถูกระงับแล้วกว่า 2.6 ล้านโดส

โนริฮิสะ ทามูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุของสารปนเปื้อนดังกล่าว แต่ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานถึงปัญหาด้านความปลอดภัยหรือปัญหาอื่นๆ จากวัคซีนที่พบสารปนเปื้อน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและรายงานให้ทราบต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานการเสียชีวิตของชายชาวญี่ปุ่น 2 ราย อายุ 30 ปีและ 38 ปี ซึ่งทั้งคู่ไม่มีโรคประจำตัว และเสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากได้รับวัคซีน Moderna ล็อตที่ถูกระงับใช้

โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน หรือสารปนเปื้อนในวัคซีนหรือไม่ และจะเปิดเผยให้ประชาชนทราบต่อไป

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ตอลิบานลากนักร้องอัฟกันไปยิงหัวหลังสั่งแบนดนตรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661920

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 10:54 น.ตอลิบานลากนักร้องอัฟกันไปยิงหัวหลังสั่งแบนดนตรีนักร้องเพลงโฟล์กชาวอัฟกันถูกตอลิบานลากตัวออกจากบ้านไปสังหาร

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างนักข่าวท้องถิ่นว่า ฟาวาด อันดาราบี นักร้องโฟล์กชาวอัฟกันถูกกลุ่มตอลิบานลากตัวออกจากบ้านในหุบเขาอันดาราบในจังหวัดบักห์ลานทางตอนเหนือของกรุงคาบูลก่อนจะลงมือสังหาร สร้างความหวาดกลัวว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของตอลิบานที่เคยใช้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รวมทั้งการห้ามเล่นดนตรีจะกลับมาอีกครั้ง

จาวาด ลูกชายของผู้เสียชีวิตเผยกับสำนักข่าว AP ว่า พ่อของเขาถูกยิงที่ศีรษะที่บ้านของครอบครัว “เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นเพียงนักร้องที่สร้างความบันเทิงให้ผู้คน”

ด้าน มาสซูด อันดาราบี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงหาดไทยของอัฟกานิสถานซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับผู้เสียชีวิตทวีตว่า “ความโหดเหี้ยมทารุณของตอลิบานยังคงดำเนินอยู่ในอันดาราบ วันนี้พวกเขาสังหาร ฟาวาด อันดาราบี นักร้องเพลงโฟล์กที่สร้างความบันเทิงให้หุบเขาแห่งนี้และผู้คนอย่างโหดเหี้ยม”

การสังหารนักร้องรายนี้สร้างความกังวลว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดสุดโต่งของกลุ่มตอลิบานที่เคยใช้ในช่วงปี 1996-2001 จะกลับมาอีกครั้ง โดยช่วงนั้นกลุ่มตอลิบานห้ามเล่นดนตรีทุกรูปแบบโดยอ้างว่าขัดกับศาสนาอิสลาม

สัปดาห์ที่แล้ว ซาบิอุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตอลิบานเผยกับ The New York Times ว่า “ดนตรีเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม” เมื่อถูกถามว่าดนตรีจะถูกแบนในที่สาธารณในอัฟกานิสถานอีกครั้งหรือไม่

จีนสกัดเยาวชนติดเกมออนไลน์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ให้เล่นแค่ 1 ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661907

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 10:03 น.จีนสกัดเยาวชนติดเกมออนไลน์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ให้เล่นแค่ 1 ชม. การจัดระเบียบทั่วประเทศครอบคลุมไปถึงกลุ่มเยาวชนที่นิยมเล่นเกมออนไลน์ หลังจากที่ทางการจัดระเบียบบริษัทไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปักกิ่ง, 30 ส.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (30 ส.ค.) สำนักบริหารสื่อและสิ่งพิมพ์แห่งชาติจีนได้ออกประกาศฉบับหนึ่งว่าด้วยการป้องกันเยาวชนจากการติดเกมออนไลน์

ประกาศดังกล่าวระบุว่าผู้ให้บริการเกมออนไลน์สามารถให้บริการแก่ผู้เยาว์ได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 20.00 น. จนถึง 21.00 น. ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ รวมถึงในวันนักขัตฤกษ์

นอกจากนี้ สำนักฯ ยังเรียกร้องให้ใช้มาตรการลงทะเบียนและล็อกอินด้วยชื่อจริง โดยระบุว่าผู้ให้บริการเกมออนไลน์จะต้องไม่ให้บริการเกมแก่ผู้ใช้ที่ไม่ลงทะเบียนและล็อกอินด้วยตัวตนจริงทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ หน่วยงานด้านสื่อและสิ่งพิมพ์ทุกระดับของจีนได้ถูกร้องขอให้กำกับดูแลการบังคับใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องและจัดการกับบริษัทที่ไม่บังคับใช้มาตรการเหล่านี้

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ได้กลิ่น “การปฏิวัติ” โชยมาแต่ไกลจากในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661885

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 20:29 น.ได้กลิ่น "การปฏิวัติ" โชยมาแต่ไกลจากในจีนจีนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายคนอาจจะมองไม่เห็น แต่มีคนหนึ่งบอกใบ้ออกมา และสื่อของรัฐบาลตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

คนภายนอกอาจไม่รู้สึกว่าจีนกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนในหลายๆ ด้าน คอข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่ “จีนกับสหรัฐ” ไม่ค่อยติดตามว่า “จงหนานไห่” (ศูนย์กลางการปกครองงของจีน) กำลังคิดทำอะไรกับประเทศและประชาชน

ในไทย เมื่อเราเอ่ยถึง “การปฏิวัติ” มันมักมีความหมายถึงการยึดอำนาจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทิศทางการเมือง แต่ในจีน หากเอ่ยคำว่าการปฏิวัติมันไม่ใช่แค่การชิงอำนาจของคนบางคน แต่มันคือการผลิกฟ้าคว่ำดินที่กระทบคนนับพันล้าน

กลิ่น “การปฏิวัติ” เริ่มชัดขึ้น เมื่อมีการเผยแพร่บทความของบุคคลที่มีชื่อว่า “หลี่กวงหม่าน ปิงเตี่ยน สือผิง” (หลี่กวงหม่านคอมเมนต์ ณ จุดเยือกแข็ง) หลี่กวงหม่านฯ คนนี้เป็นใครเรายังไม่ทราบชัด แต่รู้ว่าบทความของเขาชิ้นนี้เผยแพร่ก่อนใน WeChat

แต่หลังจากนี้นั้นมันถูกแชร์ต่อโดยสื่อของรัฐบาลเกือบยกแผง ไม่ว่าจะเป็น People’s Daily, Xinhua News Agency, PLA Daily, CCTV, China Youth Daily และ China News Service ล้วนแต่เป็นสื่อของรัฐระดับเอลิสต์

สื่อในไต้หวันและฮ่องกงที่อยู่คนละฝั่งกับรัฐบาลจีนก็รายงานบทความของหลี่กวงหม่านฯ ราวกับว่ากำลังสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง อันที่จริงแล้ว สื่อภาษาจีนนอกจีนค่อนข้างตื่นตัวในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในจีนแบบรายวันเลยทีเดียว

และการที่สื่อของรัฐเผยแพร่บทความของหลี่กวงหม่านฯ นับว่าไม่ใช่เรื่องปกติเอาเลย มันต้องมีนัยอะไรสักอย่าง ไม่ต้องมองไปไกลเอาแค่ชื่อบทความนี้ใชคำว่า “เปี้ยนเก๋อ” ก็ส่อนัยที่น่าคิดมาก

บทความนี้มีชื่อว่า “ทุกคนสามารถรู้สึกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกำลังดำเนินอยู่!” คำว่า “เปลี่ยนแปลง” หรือ เปี้ยนเก๋อ” นี้ มันสามารถแปลได้ว่า “การปฏิวัติที่ถึงแก่น” ได้ด้วย นัยความหมายของคำๆ นี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลง หรือสลับของเก่าเป็นของใหม่ แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่

มันสะท้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจีน ที่มีการล้างบาง กวาดล้าง ชำระล้างวงการต่างๆ ตั้งแต่การศึกษา บันเทิง ธุรกิจเทค การเงินการธนาคาร และวงการการเมือง

ขณะที่กำลังนั่งเขียนอยู่นี้มีข่าวว่าทางการจีนสั่งให้บริษัทเกมส์ออนไลน์กำหนดโควต้าเวลาให้ผู้ใช้บริการที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่เล่นเกมส์ได้แค่วันละ 1 ชั่วโมงในวันหยุดเท่านั้น คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากทางการจีนเพิ่งจัดระเบียบวงการเกมส์ออนไลน์ไปหมาดๆ คำสั่งล่าสุดคือการ “บีบ” ให้วงการนี้มีอิทธิพลต่อเยาวชนน้อยลง

หลังจากรัฐบาลสั่งกวาดล้างธุรกิจกวดวิชาเพื่อให้เด็กๆ ไม่เรียนมากไปกว่าจำเป็นและป้องกันความเหลื่อมล้ำจากการที่คนมีเงินมีโอกาสทางการศึกษาล้ำหน้าคนรายได้ระดับอื่นเกินไป ทางการจีนจัดเด็กๆ ให้อยู่ในแถวด้วยการเล่มเกมส์เป็นเวลาและมีโอกาสเข้าถึงมันยากขึ้น และกวาดล้างกลุ่มแฟนบันเทิง (ซึ่งมักเป็นเยาวชนอีกนั่นแหละ) ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและฟุ้งเฟ้อหลายครั้ง

นี่แหละคือ “เปี้ยนเก๋อ” อย่างแท้จริง

โดยเฉพาะวงการบันเทิงกำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมประชาชน แต่ดาราหลายคนพฤติกรรมไม่น่าชื่นชม และรัฐบาลไม่อดทนต่อไปอีกจึงต้องลึกขึ้มาเก็บกวาดครั้งใหญ่

“หลี่กวงหม่าน ปิงเตี่ยน สือผิง”มองเห็นการปฏิวัติอันลึกซึ้งนี้และเอ่ยถึงพฤติกรรม “อันฉาวโฉ่” ของคนดังในวงการบันเทิงคนแล้วคนเล่า แต่เรื่องทีเกิดขึ้่นในวงการบันเทิงเป็นเพียงคลื่นลูกหนึ่งในคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ซัดทำลาย “พฤติกรรมไม่พึงประสงค์” ในสายตาของรัฐบาลจีน

เขาเขียนว่า “ตั้งแต่การระงับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ Ant ไปจนถึงการที่รัฐบาลกลางแก้ไขระเบียบเศรษฐกิจและการต่อต้านการผูกขาดไปจนถึงการปรับ Ali และการสอบสวนของ Didi จำนวนเงิน 18.2 พันล้านหยวน ไปจนถึงการฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคฯ อันโอ่อ่าโดยรัฐบาลกลาง, ข้อเสนอที่จะเดินตามเส้นทางของความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และความวุ่นวายล่าสุดในวงการบันเทิง การดำเนินการแก้ไขเป็นชุดๆ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังบอกเราว่าจีนกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม และการเมือง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง (เปี้ยนเก๋อ) หรือการปฏิวัติที่ลึกซึ้ง (เก๋อมิ่ง)”

จะเห็นได้ว่าในข้อเขียนนี้เขาถึงกับใช้คำว่า “การปฏิวัติ” หรือ “เก๋อมิ่ง” กันตรงๆ คำๆ นี้บ่งนัยถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วย ดังนั้น มันจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (เปี้ยนเก๋อ) แต่จีนกำลังมุ่งไปถึงการถอนรากถอนโคนทางการเมืองด้วย – บทความกล่าวต่อไปว่า

“นี่คือการคืนทวงคืนจากกลุ่มทุนกลับสู่มวลชน และนี่คือการเปลี่ยนแปลงจากทุนเป็นศูนย์กลางไปสู่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประชาชนกลายเป็นแกนหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง และทุกคนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางจะถูกละทิ้ง การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งนี้ยังเป็นการหวนกลับ คือการหวนคืนสู่ความตั้งใจดั้งเดิมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การหวนคืนสู่ธรรมชาติ (ของพรรคฯ) ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการหวนกลับคืนสู่แก่นแท้ของลัทธิสังคมนิยม”

เนื้อหาตอนนี้สะท้อนแนวทางของสีจิ้นผิงอย่างชัดเจนที่ต้องการส่งเสริมค่านิยมสังคมนิยมในจีนอีก หลังจากที่คนจีนหลงไหลกับทุนนิยม (หรือที่เรียกอย่างสวยหรูว่า “สังคมที่มีคุณลักษณะแบบจีน”) มานับสิบๆ ปีแล้ว ผลของการปล่อยให้ประชาชนเสพทุนนิยมคือ เศรษฐกิจจีนใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก แต่มันต้องแลกมาด้วยความเสื่อมถอยเรื่องค่านิยมต่างๆ ทั้งความสุรุ่ยสุร่าย ความคลั่งไคล้ที่ไร้เหตุผล และการไม่มีจริยธรรมของคนระดับไอดอลของสังคม

สีจิ้นผิงก็ยังเชิดชูแนวคิด “สังคมที่มีคุณลักษณะแบบจีน” เพียงแต่เขาต้องดึงสติประชาชนให้เป็นสังคมนิยมมากขึ้น ทุนนิยมให้น้อยลง

การทำแบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้คนหลงกับทุนนิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น หนทางที่ต้องทำคือต้อง “ช็อค” ด้วยการกวาดล้างเซคเตอร์ต่างๆ แบบไม่หยุดหย่อน เป็นการปฏิวัติแบบสายฟ้าแลบในภาคส่วนที่กระทบต่อมิติด้านทุนนิยมของประชาชนอย่างลึกซึ้ง

ส่วนพวกนายทุนที่กอบโกยจนเกินเหตุนั้น หลังจากนี้จะต้องปรับตัวไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้ – บทความเตือนว่า

“การเปลี่ยนแปลงนี้จะล้างฝุ่นทั้งหมดออกไป ตลาดทุนจะไม่ใช่สวรรค์สำหรับนายทุนที่จะร่ำรวยในชั่วข้ามคืนอีกต่อไป ตลาดวัฒนธรรมจะไม่ใช่สวรรค์ของดาราสาววายร้ายอีกต่อไป และข่าวและความคิดเห็นของสาธารณชนจะไม่อยู่ในฐานะที่บูชาวัฒนธรรมตะวันตกอีกต่อไป (นี่คือ) การกลับมาของสีแดง (คอมมิวนิสต์) การกลับมาของวีรชน (ของพรรคฯ) และการกลับมาของความเสียสละภักดี (ต่อพรรคฯ)”

บทความนี้ยังไปไกลถึงขั้นเสนอแนะแนวทางว่าควรทำอย่างไรต่อไป ไม่แน่ว่านี่คือการแย้มพรายให้รู้ว่ารัฐบาลจีนจะมุ่งไปทางนี้ก็เป็นได้

“ดังนั้น เราจำเป็นต้องควบคุมความวุ่นวายทางวัฒนธรรมทั้งหมด และสร้างวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา มีสุขภาพดี มีพลังชายชาตรี เข้มแข็ง และมุ่งเน้นที่ผู้คน เราต้องปราบความวุ่นวายของการยักย้ายถ่ายเทเงินทุนขนาดใหญ่ การผูกขาดแพลตฟอร์ม และความโกลาหลจากการที่เงินไม่ดีขับไล่เงินดีในตลาดทุน ชักนำการไหลของเงินทุนไปยังองค์กรธุรกิจ องค์กรที่มีเทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรมการผลิต จัดการความโกลาหลของการศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากการจัดการสถาบันฝึกอบรมและเขตการศึกษาจะช่วยให้การศึกษากลับสู่คนสามัญและมีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เพื่อให้คนทั่วไปมีพื้นที่ในการยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น ในอนาคตราคาบ้านที่สูงและค่ารักษาพยาบาลที่สูงจะได้รับการแก้ไขอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำการปราบภูเขาใหญ่ที่กีดขวางให้ราบคาบ คือภูเขาของการศึกษา การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย”

ข้อความสุดท้ายมีน้ำเสียงการปฏิวัติสังคมนิยมอย่างชัดเจน คำว่า “ภูเขาใหญ่ทั้งสาม” (ซานจั้วต้าซาน) เป็นศัพท์แสงของสังคมนิยมจีน แต่ก่อนหมายถึงสิ่งที่ขัดขวางสังคมนิยม คือ ลัทธิจักรพรรดินิยม, ระบอบศักดินา และทุนนิยมเล่นพรรคเล่นพวก สิ่งเหล่านี้คือ อุปสรรคในการสร้างจีนใหม่หลังการปลดปล่อย แต่ตอนนี้อุปสรรคของจีนที่รุ่งเรืองคือ “การศึกษา การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย”

ผู้เขียนกล่าวว่า “แม้ว่าเราไม่ได้พยายามฆ่าคนรวยและช่วยคนจน (เหมือนยุคปราบ “ภูเขาใหญ่ทั้งสาม” ในสมัยก่อน) แต่เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาการช่องว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างมีประสิทธิภาพ ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันคือการเปิดทางให้คนงานธรรมดามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการกระจายความมั่งคั่งทางสังคม”

ส่วนที่เหลือของบทความเอ่ยถึงแนวโน้มของการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับโลกภายนอก ซึ่งหากมีโอกาสผู้เขียนจะเอ่ยถึงต่อไป

สิ่งที่สำคัญกว่าจากบทความของ “หลี่กวงหม่านฯ” ก็คือท่าทีผลักดันให้จีนหวนคืนสู่รากเหง้าสังคมนิยมหรืออย่างน้อยก็ลดความเห็นแก่ตัวแบบทุนนิยมลงเสีย

การที่สื่อของรัฐพร้อมใจกันลงบทความนี้ย่อมสะท้อนว่ามันสอดคล้องกับแนวทางของรัฐนั่นเอง อันที่จริงแล้วหากไม่มีบทความนี้ หลายๆ คนก็พอจะเดาออกว่าจีนกำลังมุ่งไปในทางเดียวกับที่บทความนี้บอก

เพียงแต่การเลือกใช้คำ “ปฏิวัติ” และ “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างลึกซึ้ง” ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันจะส่งแรงกระเพื่อมหนักหนาขนาดไหนในจีน

การปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อทศวรรษที่ 60 เริ่มต้นด้วย “หนังสือตัวโต” (ต้าจื้อเป้า) หรือประกาศแจ้งข่าวที่ติดไว้ตามกำแพง แปะไว้บอกเจตนารมณ์และแนวทางการปฏิวัติและเปิดโปงศัตรูของการปฏิวัติ บทความชิ้นนี้ก็คล้ายกับหนังสือตัวโตในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม

มันคือการบอกให้ประชาชนปรับท่าทีให้เป็นสังคมนิยมมากขึ้นและเริ่มต้นการกวาดล้างศัตรูของสังคมนิยม

ครั้งสุดท้ายที่จีนใช้คำว่า “ปฏิวัติ” (เก๋อมิ่ง) คือการปฏิวัติวัฒนธรรม (เหวินฮว่า ต้าเก๋อมิ่ง) เมื่อทศวรรษที่ 60 คือการทำลายล้างรากฐานสังคมแบบใหม่ เพื่อทำให้จีนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ผลของมันวินาศสันตะโรเอามากๆ

เรามารอดูกันว่า “เก๋อมิ่ง” คราวนี้จะจะมีผลเช่นไร

โดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / JEAN VINCENT

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481297

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวิน

31 ส.ค. 2564

กลเกมซักฟอก “ประยุทธ์” เดินเดี่ยวฝ่าวิกฤตศรัทธา พึ่งบารมีป้อม ยืมจมูกเนวินคอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เริ่มแล้ววันนี้(31 ส.ค.2564) การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล 4 วันเต็มๆ และลงมติในวันที่ 4 ก.ย.2564 และความน่าตื่นเต้นของศึกซักฟอกรอบนี้ น่าจะอยู่ที่วันลงมติ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็น “เกมสภา” ที่พรรคฝ่ายค้านวางแผนช่วงชิงหาเสียงล่วงหน้า เพราะเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่คงจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ส่วน “ม็อบไล่ประยุทธ์” เป็นเกมคู่ขนาน ไล่รายวัน ไล่รายสัปดาห์ แยกเป็น 2 กลุ่มคือ ม็อบหาเสียงของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับม็อบเยาวชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่ลาออก

สำหรับการยุบสภา ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในพรรคพลังประชารัฐ และการประเมินความพร้อมของ “3 ป.”

สมัยรัฐบาล คสช. “พล.อ.ประยุทธ์” มีกองทัพเป็นเสาค้ำยัน ผ่านมาถึงวันนี้ รัฐบาลที่มาจากนักเลือกตั้ง กองทัพก็ถอยมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัย ปล่อยให้กลไลรัฐสภาทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องพึ่งบารมีของ “พี่ป้อม” ผู้คุมนักเลือกตั้งร้อยพ่อพันแม่ และอาศัยจำนวนมือของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวินเพจพรรคพลังประชารัฐ ยังโชว์ความเป็นเอกภาพ

สถานการณ์ก่อนศึกซักฟอกในห้วงเวลา “ขาลง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีข่าวกอสสิปว่า “เนวิน ชิดชอบ” โทรศัพท์หา “พี่ป้อม” เพื่อเช็คความมั่นใจว่า จะไม่มีการหักหลังกัน

++

พึ่งบารมี “ป้อม”

++

ความขัดแย้งระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่เรื่องของ “3 ป.” กับแกนนำค่ายสีน้ำเงิน หากแต่เป็นเรื่องของ “ขาใหญ่” ในพลังประชารัฐบางคน อยากเป็นใหญ่ จึงต่อสาย “ฝ่ายค้าน” หวังสร้างอภิมหาดีล

อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงให้สัมภาษณ์สื่อว่า ตนเป็นคนโทรศัพท์เข้าไปภายในวงประชุมของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่เนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นการโทรเช็กข้อมูลกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

“ขอให้เชื่อพี่คนเดียว ไม่ต้องคุยกับใคร” นี่เป็นคำยืนยันจาก “พี่ป้อม” ที่เสี่ยหนู อ้างกับนักข่าว ซึ่งสะท้อนความหวั่นไหวลึกๆ ของแกนนำภูมิใจไทย

ดังที่รู้กัน “3 ป.” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ต่างยกให้ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ควบคุมดูแลนักเลือกตั้ง จึงทำให้เกิดภาพความห่างเหินระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

บังเอิญสถานการณ์โควิดระบาดหนัก มีคนป่วยเรือนล้าน คนตายหลักหมื่น ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แกนนำคนสำคัญของพลังประชารัฐ จึงคิดสูตรเปลี่ยนม้ากลางศึก

ฉะนั้น “บิ๊กป้อม” จึงต้องเรียกประชุมใหญ่ที่บ้านป่ารอยต่อ ภายในค่าย ร.1 ทม.รอ. เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 30 ส.ค.2564 สยบรอยร้าวในกลุ่มรัฐมนตรี และประชุม ส.ส. เตรียมความพร้อมในศึกซักฟอก

++

บาดแผลเยอะ

++

เหตุที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย ต้องขอความมั่นใจจาก “3 ป.” เพราะศึกซักฟอกหนนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ตกเป็นเป้าถล่มของฝ่ายค้าน ด้วยประเด็นเกี่ยวกับโควิดล้วนๆ ทั้งเรื่องวัคซีนไม่มีคุณภาพ ไม่เพียงพอ

“เนวิน ชิดชอบ” รู้ดีว่า ถ้ายุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววันนี้ พรรคภูมิใจไทย คงได้ ส.ส.ไม่เกิน 20 คน เพราะความนิยมในหมู่ประชาชนลดหายไปมาก จากการบริหารจัดการการระบาดของโควิดล้มเหลว ในฐานะที่ควบคุมดูแลกระทรวงสาธารณสุข ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไปไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องต่อสายหา “พี่ใหญ่” ของ 3 ป. เพราะกลิ่นการเปลี่ยนขั้วนั้นแรงเหลือเกิน นักการเมืองจมูกไวอย่างเนวิน มีหรือจะไม่รู้?

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวินเนวิน ไม่อยากยุบสภาเร็ว

ยุคที่ “เนวิน” ยังเป็นยอดขุนพลของทักษิณ ชินวัตร มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่ง ที่เขียนบทความประจำใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน ได้อธิบายความเป็นยอดขุนพลของนักการเมืองบุรีรัมย์ว่า

“คุณเนวินเป็นคนมีเสน่ห์ทางการเมือง ในบรรดาพรรคการเมืองที่มีชีวิตเกือบครึ่งหนึ่งในปัจจุบัน คุณเนวินมีโอกาสโปรยเสน่ห์ทางการเมืองมาแล้ว บรรดาหัวหน้ารัฐบาลที่คุณเนวินร่วมด้วย ล้วนหลงเสน่ห์คุณเนวินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณบรรหาร ศิลปอาชา หรือคุณชวน หลีกภัย หรือแม้แต่คุณทักษิณเอง”

ชั่วโมงนี้ พี่น้อง 3 ป.ยังหลงเสน่ห์ “เนวิน” อยู่อีกหรือไม่? คงต้องจับตามองหลังจบศึกซักฟอก การตัดสินใจของ “บิ๊กป้อม” น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทยอีกครั้ง

กฎเหล็ก 4 ห้าม เพื่อไทย สกัด “งูเห่า” เอาใจนายใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481181

กฎเหล็ก 4 ห้าม เพื่อไทย สกัด “งูเห่า” เอาใจนายใหญ่

30 ส.ค. 2564

ซักฟอกครั้งสุดท้าย เพื่อไทย ออกกฎเหล็กห้ามมี “งูเห่า” ขานรับคนแดนไกล ไล่ ประยุทธ์ เปลี่ยนรัฐบาลให้ได้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ พรรคเพื่อไทยวางเดิมพันไว้สูง หวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ทำหนังสือถึง ส.ส.ทุกคน แจ้งมติพรรคเพื่อไทย คือการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทุกคน ที่ถูกอภิปราย และ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง

พรรคเพื่อไทยได้ออกแคมเปญขอมติ “ไม่ไว้วางใจประยุทธ์” ผ่านเวบไซต์ดัง สร้างประชามตินอกสภา กดดันพรรคร่วมรัฐบาล

กฎเหล็ก 4  ห้าม เพื่อไทย สกัด "งูเห่า" เอาใจนายใหญ่

มิเพียงเท่านั้น โทนี่ หรือทักษิณ ชินวัตร ยังกระโจนเข้ามาร่วมวง “ขอไม่ไว้วางใจประยุทธ์ด้วยคน” ผ่านรายการ Care Talk x Care ClubHouse วันอังคารที่ 31 ส.ค.2564

กฎเหล็ก 4  ห้าม เพื่อไทย สกัด "งูเห่า" เอาใจนายใหญ่

7 ปีที่คณะนายทหาร 3 ป. ครองอำนาจผ่านรัฐบาล คสช. และรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้งปี 2562  ทักษิณ  ไม่เคยออกมาวิพากษ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างรุนแรง เหมือนเช่นปีนี้

ทักษิณอาจประเมินสถานการณ์โดยภาพรวมแล้วว่า รัฐบาลประยุทธ์จะไปไม่รอด จึงเดินเกมรุกใหญ่ 

+++

4 ห้ามจากแดนไกล

+++
พรรคเพื่อไทย มักจะตกเป็นข่าวว่า มีฟาร์มเลี้ยงงูเห่า อยู่ภายในพรรค แต่ผู้ใหญ่ในพรรคก็ปฏิเสธข่าวนี้มาโดยตลอด

ฉะนั้นก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงมีจดหมายจากหัวหน้าพรรค ถึงลูกพรรคทุกคน พร้อมกับกฎเหล็ก 4 ห้าม  ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงย้ำว่า พรรคตั้งใจจะให้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ พรรคเพื่อไทยหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยจึงมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการลงมติไม่ไว้วางใจ หากมีการลงมติเป็นอย่างอื่นหรือฝืนมติพรรคจะถูกลงโทษทางวินัย ถึงขั้นพ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรคทันที ดังนั้น ส.ส.ทุกคน ห้ามลา ห้ามป่วย ห้ามขาดประชุมเด็ดขาด

นัยว่า ศึกซักฟอกหนนี้ นายใหญ่ ลงมาเล่นด้วย จึงทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาตรการปรามล่วงหน้า หากไม่เชื่อฟัง คงต้อง “ลงดาบ”

+++

งูเห่าจริงหรือ

+++++

ปลายปี 2562  เริ่มปรากฏข่าว “งูเห่าเพื่อไทย” เมื่อ 3 ส.ส.ฝ่ายค้านไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.44 ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงเพียงพอต่อการเปิดประชุมลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว

เหตุการณ์ครั้งนั้น พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ไม่ปฏิบัติตามมติของพรรคและพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ข่าวคราวก็เงียบหายไป 

ปลายเดือน พ.ค. 2563 ในการลงมติ พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ เฉพาะ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจฯ ฝ่ายค้านมีมติ “ไม่เห็นด้วย” แต่ก็มี 12 เสียง แสดงตัว “งดออกเสียง”

และในนี้มี 2 ส.ส.เพื่อไทยคือ พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.และพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี

11 มิ.ย.2564 การลงมติ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน ปรากฏว่า ส.ส.เพื่อไทย 7 คนไม่อยู่ในที่ประชุม ได้แก่ จักรพรรดิ ไชยสาสน์,ไตรรงค์ ติธรรม,พรพิมล ธรรมสาร,ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ,สมคิด เชื้อคง, สมบัติ ศรีสุรินทร์ และอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์

วันที่ 22 ส.ค.2564 การลงมติในวาระ 3 ของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ปรากฏว่า ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม ลงมติงดออกเสียงและอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี ไม่ลงคะแนน

ส่วนอีก 9 ส.ส.เพื่อไทย ไม่มีการออกเสียงใด ๆ คือ กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย ,คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์,  ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์, ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี,พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ,วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี,ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์, สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส.สุรินทร์ และอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร

จริงๆแล้วพฤติกรรมในการแสดงออกของ ส.ส.เพื่อไทยแต่ละคน อาจมีเหตุผลแตกต่างกัน ดูจากรายชื่อ ส.ส.หลาย ๆ คน ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมแหกคอกแหกค่ายมาก่อน

ดังนั้น คำกล่าวหาเรื่อง “งูเห่า” จึงมีแต่โจษขานกันไปในหมู่ ส.ส. แต่ไม่มีหลักฐานมาเอาผิด ส.ส.ผู้แหกมติพรรคได้

“ราชทัณฑ์” แจง “เพนกวิน-ฟ้า” หายโควิด-19 แล้ว ยัน ไม่มีใครอาการหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481282

“ราชทัณฑ์” แจง”เพนกวิน-ฟ้า”หายโควิด-19 แล้ว ยัน ไม่มีใครอาการหนัก

31 ส.ค. 2564

กรมราชทัณฑ์ ชี้แจง อาการป่วยแกนนำผู้ชุมนุม “เพนกวิน – ฟ้า” หายป่วยโควิด-19 แล้ว พร้อมยืนยันไม่มีใครอาการหนัก เตรียมส่งตัวกลับเรือนจำ

จากกรณีที่ หน้าเพจเฟซบุ๊ก “เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak” ได้โพสต์ข้อความ อัปเดตอาการ  วันที่ 30 สิงหาคม  ของนายพริษฐ์ หรือ เพนกวิน  , ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก , ไผ่ จตุภัทร และ บอย ธัชพงษ์ วันที่ 30 สิงหาคม หลังจากที่ติดเชื้อโควิด-19  และถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ รพ.ราชทัณฑ์ นั้น โดยระบุว่า นายพริษฐ์ หรือ เพนกวิน มีอาการไอหนัก เหนื่อยง่าย ปริมาณออกซิเจนในเลือดค่อนข้างต่ำ และมีอาการคันบริเวณผิวหนัง มีผื่นขึ้นตามตัว ส่วน ไมค์ ภาณุพงศ์ ,ไผ่ จตุภัทร และ บอย ธัชพงศ์  มีอาการหนักเช่นกัน จึงเรียกร้องให้ กรมราชทัณฑ์ นำตัวทุกคนส่งไปรักษาตัวต่อที่ รพ.ธรรมศาสตร์ นั้น 

"ราชทัณฑ์" แจง"เพนกวิน-ฟ้า"หายโควิด-19 แล้ว ยัน ไม่มีใครอาการหนัก

ล่าสุด วันนี้ (31 ส.ค.)   นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า  กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ถูกส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน , นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือฟ้า , นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ , นายชาติชาย แกดำ และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน

วันนี้แพทย์ประจำทัณฑสถานรพ.ราชทัณฑ์ได้เข้าตรวจร่างกาย พบว่า นายพริษฐ์ รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย มีไข้ต่ำ อ่อนเพลียเล็กน้อย มีไอเล็กน้อย ไม่มีน้ำมูก นอนหลับพักผ่อนได้

ส่วนนายพรหมศร รู้สึกตัวดี ยิ้มแย้มพูดคุย ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ ไม่มีปวดศีรษะ เจ็บเล็กน้อย รับประทานอาหารได้ ขับถ่ายปกติ นอนหลับพักผ่อนได้ โดยแพทย์ได้ลงความเห็นว่า ทั้งสองคนได้รับการรักษาโควิดหายแล้ว ผลเอกซเรย์  ปอด เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ของทั้งคู่เป็นปกติ และส่งตัวไปยังหอพักฟื้นผู้ป่วยเพื่อสังเกตอาการ พร้อมอยู่ระหว่างแพทย์พิจารณา ส่งตัวกลับไปคุมขังยังเรือนจำฯ ตามปกติ

ส่วน นายภาณุพงศ์ รู้สึกตัวดี ไม่มีอาการหอบเหนื่อย สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ป่วยสีหน้าสดใส ยิ้มแย้มพูดคุย ช่วยเหลือตัวเองได้ หายใจปกติ ไม่มีเจ็บแน่นหน้าอก ไม่มีหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ ไม่เจ็บคอ ไม่มีปวดศีรษะ รับประทานอาหารได้ ขับถ่ายปกติ นอนหลับพักผ่อนได้ สำหรับ นายจตุภัทร์ รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ อ่อนเพลียเล็กน้อย ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก นอนหลับพักผ่อนได้ 

"ราชทัณฑ์" แจง"เพนกวิน-ฟ้า"หายโควิด-19 แล้ว ยัน ไม่มีใครอาการหนัก

ขณะที่ นายชาติชาย รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย มีไข้ สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ รับประทานอาหารได้ ขับถ่ายปกติ ส่วนการตรวจพบฝ้าที่ชายปอดแพทย์ได้ดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยผู้ต้องขังทั้งหมดมีสัญญาณชีพและระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

นายธวัชชัย ยังกล่าวถึงกรณี ที่มีการเรียกร้องให้ส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ธรรมศาสตร์ นั้น  ขอยืนยันว่า การนำเสนอข่าวเป็นการรายงานจากข้อมูลทางการแพทย์และเป็นไปตามข้อเท็จจริง โดยในประเด็นของนายพริษฐ์ ที่มีอาการโรคผิวหนัง มีผื่นคันตามตัว ได้รับการรักษาโดยแพทย์จ่ายยาทาให้ Ketoconazole cream และสังเกตอาการต่อเนื่อง พบมีอาการคันลดน้อยลง ในส่วนสภาพห้องผู้ป่วยที่อยู่มีผู้ต้องขัง อยู่รวม 35 คน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีสภาพแออัดเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่โรงพยาบาลใหญ่ของรัฐภายนอกเรือนจำ รวมทั้งเพื่อนผู้ต้องขังในห้องผู้ป่วยมิได้เป็นโรคติดต่ออื่นที่สามารถแพร่เชื้อได้ เพราะทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีหอผู้ป่วยโรคเรื้อรังสำหรับผู้ต้องขังป่วยวัณโรคโดยเฉพาะ

ส่วนกรณี นายภาณุพงศ์ และ นายชาติชาย ที่อ้างว่ามีอาการทรุดและแย่ลงนั้นก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากผู้ต้องขังทั้งสองคนมีสภาพร่างกาย สัญญาณชีพและระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ ด้านประเด็นที่ผู้ป่วยร้องขอให้มีการตรวจร่างกายอย่างละเอียดแต่ไม่ได้รับการตอบรับจากโรงพยาบาลนั้น  ผู้ป่วยทุกรายได้รับการซักประวัติ โรคประจำตัว อาการการเจ็บป่วย พร้อมทั้งได้รับการตรวจร่างกายตรวจเลือด และเอกซเรย์ปอด เป็นประจำทุกวัน เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคและให้การรักษาพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ และมีแผนการเอกซเรย์ปอดซ้ำอีกครั้งก่อนจำหน่ายออกจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ทุกคน อีกทั้งได้ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีผู้ต้องขังรายใดยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจร่างกายอย่างละเอียดแต่อย่างใด เนื่องจากทางทัณฑสถานโรงพยาบาบราชทัณฑ์ ดูแลให้การรักษาตามมาตรฐานโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ตามปกติอยู่แล้ว

“นอกจากนี้ ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ มีหนังสือรายงานตามคำสั่งศาล รายงานอาการเจ็บป่วยของนายพริษฐ์ จากการติดเชื้อโควิด-19 และทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยของนายพริษฐ์ ไปยังศาลอาญา เพื่อชี้แจงในประเด็นการส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลแล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.64 จึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน และยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด”