Meat Avatar จับมือ Yimsoo Cafe แห่งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ สร้างโอกาสให้คนพิการ ดึงเชฟชื่อดังสอนทำอาหารเจ‘อิ่มท้อง อิ่มบุญ’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602604

Meat Avatar จับมือ Yimsoo Cafe แห่งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ  สร้างโอกาสให้คนพิการ ดึงเชฟชื่อดังสอนทำอาหารเจ‘อิ่มท้อง อิ่มบุญ’

Meat Avatar จับมือ Yimsoo Cafe แห่งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ สร้างโอกาสให้คนพิการ ดึงเชฟชื่อดังสอนทำอาหารเจ‘อิ่มท้อง อิ่มบุญ’

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภู เลิศสุรพิบูล และ วรุตม์ จันทร์โพธิ์

เทศกาลถือศีลกินเจปี 2564 นี้ บริษัท มีท อวตาร จำกัด ผู้นำนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์ Plant-based meat ภายใต้แบรนด์ Meat Avatar ร่วมกับ ยิ้มสู้คาเฟ่ (Yimsoo Café) แห่งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ จัดโครงการ “อิ่มท้องอิ่มบุญ” คว้าตัว 2 เชฟชื่อดัง อย่าง เชฟชานนท์ เรืองศรี ผู้เข้าแข่งขันรายการ MasterChef Thailand Season 3 และ All Star และเชฟภูมิพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ หรือ เชฟแชนเจ้าของร้าน Secret Wonderlandมาร่วมสอนผู้พิการจากยิ้มสู้คาเฟ่ ในการรังสรรค์เมนูอาหารเจด้วยผลิตภัณฑ์ Plant-based meat แบรนด์ Meat Avatar กับเมนูพิเศษสุดคลาสสิกอย่าง ผัดหมี่ฮ่องกงหมูสับจำเเลง สปาเกตตีมีทบอลหมูสับจำเเลง หมูกรอบจำแลงผัดพริกขิง และเมนูอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อวางจำหน่ายในช่วงเทศกาลกินเจที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้แก่มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เพื่อสนับสนุนโอกาสในการสร้างอาชีพและความเท่าเทียมให้กับผู้พิการในสังคมไทย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพและร่วมทำบุญไปในคราวเดียวกัน

เชฟแชน-ภูมิพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ เจ้าของร้าน S

วิภู เลิศสุรพิบูล ผู้บริหารแบรนด์ Meat Avatar กล่าวถึงโครงการนี้ว่า “ปัจจุบันมีผู้พิการจำนวนไม่น้อยที่มีศักยภาพในการทำสิ่งต่างๆ ได้ แต่ยังขาดโอกาสและการสนับสนุน เราจึงเห็นความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้พิการให้มีศักยภาพและทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะด้านการทำอาหารที่สามารถนำไปสร้างอาชีพ เพื่อช่วยให้เขาสามารถพึ่งพาตนเอง สร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยโครงการนี้เราได้ร่วมมือกับเชฟชื่อดัง อย่างเชฟชานนท์ และเชฟแชน มาช่วยเป็นครูสอนทำอาหารให้กับผู้พิการจากยิ้มสู้คาเฟ่ เพื่อถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้พิการ รวมถึงเพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคม ให้คนทั่วไปรับรู้และเข้าใจว่า แม้ผู้พิการจะมีข้อจำกัดบางอย่างจากความบกพร่องทางร่างกาย แต่ไม่ได้เป็นสิ่งขวางกั้นในการทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้พิการเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ต่างจากคนทั่วไปนี้ สามารถสร้างขึ้นได้จากความร่วมมือของพวกเราทุกคน”

เชพชานนท์ เรืองศรี สอนทำอาหารเจให้ผู้พิการ

วรุตม์ จันทร์โพธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Meat Avatar กล่าวเสริมว่า “Plant-based meat หรือเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช เป็นเทรนด์อาหารใหม่ที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก เพราะนอกจาก
ผู้บริโภคจะยังได้ทานเมนูที่ชอบโดยไม่ต้องทำร้ายสัตว์แล้ว ยังได้ช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนไปในคราวเดียวกันด้วย และในช่วงเทศกาลกินเจนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการถือศีล เพราะผลิตภัณฑ์ของ Meat Avatar อุดมด้วยโปรตีนและสารอาหาร โดยผ่านกรรมวิธีที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบกับเราต้องการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีภายใต้นวัตกรรมอาหารปลอดภัยมาโดยตลอด จึงคิดว่าโครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างอาชีพให้ผู้พิการ มอบความอิ่มท้อง อิ่มบุญ และความสุขใจให้กับผู้ที่ได้รับชุดอาหารเจทุกคน”

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

ด้าน ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ กล่าวเสริมว่า “ทางมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ได้สนับสนุนและเปิดร้านกาแฟชื่อ ยิ้มสู้คาเฟ่ ที่ทำอาหาร ชงเครื่องดื่มและบริการโดยผู้พิการอยู่แล้วและการที่ Meat Avatar ได้เข้ามาร่วมสนับสนุน โดยการให้เชฟชื่อดังมาสอนผู้พิการต่อยอดการทำอาหารจากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพื่อนำไปจำหน่ายในช่วงเทศกาลกินเจนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพในผู้พิการสามารถนำไปใช้สร้างรายได้ในอนาคต และทำให้ผู้พิการได้ดึงทักษะที่ตัวเองมีมาใช้ได้มากยิ่งขึ้น จึงอยากขอขอบคุณทาง Meat Avatar ที่เล็งเห็นความสำคัญในจุดนี้ และมอบโอกาสให้ผู้พิการในมูลนิธิเราได้ร่วมเป็นหนึ่งในโครงการดีๆ และหวังว่าผู้ที่ได้รับอาหารกล่องจากโครงการนี้จะอิ่มท้องและอิ่มความสุขกันอย่างถ้วนหน้า”

ทั้งนี้ อาหารเจสุดพิเศษจากโครงการอิ่มท้อง อิ่มบุญ นี้ มาในรูปแบบ Plant-based 100% พร้อมรับประทานที่รังสรรค์เมนูโดยเชฟและผู้พิการ มีให้เลือก 2 ชุด ได้แก่ ชุดใหญ่ “อิ่มจุใจ”
30 มื้อ ราคา 2,990 บาท และ ชุดเล็ก“อิ่มสบาย” 20 มื้อ ราคา 2,400 บาทพร้อมส่งฟรีทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถพรีออเดอร์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE @MeatAvatar หรือ FB MeatAvatar โทร.02-8623331เมนูอาหาร Plant-based 100% ในโครงการอิ่มท้อง อิ่มบุญเมนูอาหาร Plant-based 100% ในโครงการอิ่มท้อง อิ่มบุญ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผนึกภาครัฐและเอกชน ปลุกกระแสคนทั่วโลกกับเมนูจาก Thai Taste Therapy #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602640

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผนึกภาครัฐและเอกชน  ปลุกกระแสคนทั่วโลกกับเมนูจาก Thai Taste Therapy

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผนึกภาครัฐและเอกชน ปลุกกระแสคนทั่วโลกกับเมนูจาก Thai Taste Therapy

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อัจฉราพร พงษ์ฉวี, รศ.ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม, ชาย นครชัย, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ไอริณ ฤกษะสารร่วมเปิดโครงการ

อาหารไทย เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สะท้อนถึงความประณีตของศาสตร์และศิลป์แห่งอาหารที่สั่งสมสืบทอดมานานนับศตวรรษ ความมหัศจรรย์ของอาหารไทยมิได้มีดีเพียงความอร่อยอย่างเดียวแต่มีประโยชน์กับสุขภาพอย่างอเนกอนันต์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทย และ การแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ดับบลิวพีเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และ เว็บไซต์ชิมไทยดอทคอม เปิดตัว โครงการไทยเทสเทอราปี(Thai Taste Therapy) เชิญทั่วโลกเปิดประสบการณ์ใหม่กินอาหารไทยเป็นยา

ชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า“กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่สืบสานรักษาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืน ที่ผ่านมากรมจึงได้ขึ้นทะเบียนอาหารไทย 20 รายการ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ ต้มยำกุ้ง แกงเผ็ด แกงพุงปลา แกงเขียวหวาน ส้มตำ เป็นต้น และในอนาคตเราตั้งใจที่จะขึ้นทะเบียนอาหารไทยอีกหลายรายการ การจะสืบสานวัฒนธรรมให้ยั่งยืนนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น มรดกภูมิปัญญาก็ต้องมีชุมชนหรือชาวบ้านที่เป็นเจ้าของมรดกมาต่อยอดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนที่ได้ร่วมกันจัดโครงการ ไทยเทสเทอราปี (Thai Taste Therapy) ขึ้นเพื่อยกระดับวัฒนธรรมอาหารไทยสู่นานาชาติ ด้วยการนำเสนอคุณประโยชน์ของอาหารไทยในมิติของสรรพคุณทางยา ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำโครงการนี้ที่สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ทุกคนใส่ใจเรื่องการกินมากขึ้น อาหารไทยคือ Soft Power ที่มีศักยภาพในการเข้าถึงนานาประเทศ ผมมั่นใจว่าโครงการไทย เทสเทอราปี (Thai Taste Therapy) จะตอกย้ำให้ทั่วโลกเชื่อมั่นเรื่องความอร่อยของอาหารไทยและยังสร้างมุมมองใหม่ที่ว่า อาหารไทยเป็น “ยาที่อร่อยที่สุดในโลก” ได้แน่นอน”

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า“อาหารไทยมีองค์ประกอบเป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านอยู่มากมายทั้งอร่อยและมีคุณค่าต่อสุขภาพ และยังมีสารสำคัญมากมายที่ช่วยส่งเสริมดูแลสุขภาพ ซึ่งทำให้ อาหารไทยเป็น “ยาที่อร่อยที่สุดในโลก” อย่าลืมดูแลให้มีสมุนไพรในมื้ออาหารของอาหารไทย เพื่อจะส่งเสริมเรื่องราวตรงนี้ให้กว้างไกลไปทั่วโลก”

ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ กล่าวสนับสนุนว่า “การส่งเสริมอาหารไทยในรูปแบบใหม่นี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง กรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนผ่านสื่อในต่างประเทศส่วนของกรมสารนิเทศที่ดูแลโดยตรงทุกช่องทางผ่านเครือข่ายของสถานทูตสถานกงสุลทั่วโลกครับ”

ส่วน สมรรัตน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศซึ่งเรามีทั่วโลก ช่วยสร้างการรับรู้และจับคู่ธุรกิจทำให้ผู้คนรู้จักกับวัตถุดิบ และอาหารไทยให้มากขึ้น เราก็ยินดีที่จะให้การสนับสนุนเรื่องราวนี้สู่ตลาดโลกต่อไปค่ะ”

สำหรับเชฟชื่อดังที่มาร่วมโครงการ ไอริณ ฤกษะสาร ผู้บริหารโครงการไทยเทสเทอราปี (Thai Taste Therapy) ให้ข้อมูลว่า“เฟสที่ 1 ของโครงการ เราได้เชิญเชฟชื่อดังระดับเวิลด์คลาส อาทิเชฟมาดามนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้เจ้าของร้านอาหารบลู เอเลเฟ่นท์ร้านอาหารไทยที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก เชฟแอนดี้ ยังเอกสกุลเชฟมิชลินสตาร์อาหารไทย 1 ดาว คนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์อาหารไทยจากสหรัฐอเมริกา เชฟอรรถพล ไนโต ถังทอง อดีตรางวัลเหรียญทองเชฟโอลิมปิก Executive Chef โรงแรมแมริออทเดอะ สุรวงศ์ และสุดยอดเชฟแห่งปีในเครือแมริออททั่วโลก และเชฟชื่อดังอีกหลายสิบท่านมาร่วมสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยที่มีคุณประโยชน์ทางยาและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมจับมือกับร้านอาหารไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดขายเมนูอาหาร ไทยเทสเทอราปี 3 เมนู ได้แก่ เมนูเสริมภูมิคุ้มกันต้านโควิด เมนูอาหารจากกัญชา&กระท่อม และ เมนูสมุนไพรพื้นถิ่นของไทย โดยสามารถเยี่ยมชมและสั่งร้านอาหาร Thai Taste Therapy และสินค้าสุขภาพจากสมุนไพรไทยที่เข้าร่วมโครงการผ่านทางไลน์ @thaitastetherapy

นอกจากนี้ โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ห้องอาหาร พระยา คิทเช่น จัดบุฟเฟ่ต์ เมนูอาหารไทยเป็น “ยาที่อร่อยที่สุดในโลก” ตลอดเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม เปิดบริการ
ให้ทุกท่านได้ไปอิ่มอร่อยพร้อมเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายไปกับอาหารไทยรสกลมกล่อมปรุงจากสมุนไพรไทยต่างๆ ที่มีคุณประโยชน์ทางยา อาทิ ไก่ทอดมะแขว่นเพนเน่น้ำพริกอ่อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : @marriottsurawongse นอกจากนี้เพื่อปลุกกระแสให้คนทั่วโลกกินอาหารไทยเป็นยาช่วยรักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพ เราจะเปิดตัวแพลตฟอร์ม ThaiTasteTherapy.com เปิดคอร์สสอนทำอาหารไทยเป็นยาผ่านทางออนไลน์เพื่อส่งต่อสูตรอาหารไทยเทสเทอราปี พร้อมส่งออกวัตถุดิบเครื่องปรุงสมุนไพรไทยต่างๆ ให้ทั่วโลกสั่งซื้อได้ทางออนไลน์เพื่อไปลองทำกินเองที่บ้านได้อย่างสะดวก”

ติดตามเมนูอาหารไทยที่มีสรรพคุณในการป้องกันและรักษาโรคได้ที่ www.thaitastetherapy.com หรือเฟซบุ๊ค www.facebook.com/thaitastetherapy

STT GDC Thailand เปิดตัว ‘STT Bangkok 1’ ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602683

STT GDC Thailand เปิดตัว ‘STT Bangkok 1’ ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

STT GDC Thailand เปิดตัว ‘STT Bangkok 1’ ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.58 น.

16 กันยายน 2564: เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ “STT GDC Thailand” ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ประกาศเปิดตัว “STT Bangkok 1” ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่เปิดกว้างให้เชื่อมต่อแบบเสรี (carrier-neutral) และมาพร้อมกับมาตรฐานระดับโลก

STT Bangkok 1 เป็นหนึ่งในสองอาคารของดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัส STT Bangkok ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหัวหมาก หนึ่งในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ตัวอาคารมีความสูง 7 ชั้น บนพื้นที่ทั้งหมด 30,000 ตารางเมตร และมีกำลังไฟพร้อมใช้สูงถึง 20 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจของลูกค้า หลังจากพัฒนาทั้งสองอาคารจนเสร็จสมบูรณ์ ดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสแห่งนี้จะมีกำลังไฟรวมถึง 40 เมกะวัตต์

“การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัส STT Bangkok ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทและเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย” นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าว “ด้วยอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลที่คาดการณ์ไว้ที่ 26.5% เรามองเห็นความต้องการในบริการโคโลเคชั่นที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากองค์กรและผู้ให้บริการคลาวด์ที่ต่างเร่งขยายขอบเขตการให้บริการของตัวเองเพื่อตอบรับความต้องการด้านดิจิทัลของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และด้วยศักยภาพที่เรามี เรามั่นใจว่าจะสามารถตอบรับความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการปูรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อยกระดับให้ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมเติบโตอย่างมั่นใจเพื่ออนาคตดิจิทัลที่ชาญฉลาด รวมถึงสร้างความยั่งยืนทางด้านดิจิทัลอีกด้วย”

“เป็นที่แน่ชัดว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง เราจึงได้ตัดสินใจลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับกระแสของเทคโนโลยีที่กำลังมาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเพื่อสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเรามีความพร้อมที่จะเติบโตอย่างมาก ทั้งนี้ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้พิสูจน์ถึงความสามารถในการสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินงานและขยายธุรกิจให้เติบโตได้ในหลากหลายตลาดที่เราเคยให้บริการในภูมิภาคเอเชียที่อุตสาหกรรมมีความซับซ้อนและเติบโตอย่างรวดเร็ว” นายเคลเมนท์ โกฮ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ กล่าว “เพื่อส่งมอบบริการที่ตรงตามความคาดหวังของลูกค้า เรามีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอยู่เสมอ รวมทั้งมีความสม่ำเสมอในการส่งมอบประสบการณ์และความเชี่ยวชาญให้กับลูกค้าในทุกๆ ตลาดที่เราได้เข้าไปให้บริการ”

จากการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลที่พร้อมให้บริการที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ และเปิดกว้างให้เชื่อมต่อแบบเป็นกลาง STT Bangkok 1 พร้อมที่จะส่งมอบบริการโคโลเคชั่นที่มีเอกลักษณ์และมีมาตรฐานระดับสูง ทั้งในด้านการออกแบบและการปฏิบัติการให้กับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่คว้ามาตรฐานด้านการออกแบบระดับสากลจาก TIA, Uptime Institute และ LEED

STT Bangkok 1 นับเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกของประเทศไทยที่คว้ามาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์จากทั้ง TIA-942 Certification Rated-3 และ Uptime Institute Tier III Certification ด้านการออกแบบและด้านการก่อสร้างจากสถาบัน The Telecommunications Industry Association (TIA) และ Uptime Institute ตามลำดับ ซึ่งเป็นองค์กรรับรองมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก โดยมาตรฐาน TIA-942 จะครอบคลุมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคมและองค์ประกอบสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ทำเลที่ตั้ง การออกแบบสถาปัตยกรรม โครงสร้างอาคาร ระบบไฟฟ้า โครงสร้างระบบ ระบบป้องกันอัคคีภัย และความปลอดภัยทางกายภาพ เป็นต้น ส่วนมาตรฐาน Uptime Tier III ให้การรับรองว่า STT Bangkok 1 จะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ นอกจากนี้ STT Bangkok 1 ยังได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียว LEED® (Leadership in Energy and Environmental Design) ระดับ Gold version 4 จากองค์กร U.S. Green Building Council (USGBC) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ประเมินอาคารด้านการประหยัดพลังงานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมาตรฐาน LEED Gold ช่วยสร้างความมั่นใจว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ STT Bangkok 1 มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงในเรื่องการใช้ทรัพยากรน้ำ พลังงาน คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร และการใช้วัสดุและทรัพยากร รวมถึงการบริหารจัดการสาธารณูปโภคและการคมนาคมที่มีผลต่อชุมชนที่ตั้งอยู่ สะท้อนถึงภารกิจสำคัญของ STT GDC ในการลดปริมาณการผลิตคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้เหลือศูนย์ภายในปี 2573

ที่สำคัญดาต้าเซ็นเตอร์ STT Bangkok 1 ยังออกแบบมาพร้อมกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด ประกอบด้วย ระบบป้องกันภัยหลายชั้น (multi-layer security) การควบคุมการเข้าออก กล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมาตรฐาน Threat and Vulnerability Risk Assessment (TVRA) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของการปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยสูงสุด

ในขณะเดียวกันดาต้าเซ็นเตอร์ STT Bangkok 1 ยังได้รับการรับรองมาตรฐานในด้านความปลอดภัยข้อมูลและการบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วยมาตรฐาน ISO27001 และมาตรฐาน PCI-DSS (Payment Card Industry Data Security Standard) ซึ่งช่วยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ในการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมในการเก็บข้อมูล เพื่อปกป้องข้อมูลที่มีค่าของลูกค้าจากการรั่วไหลทุกรูปแบบ รองรับด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าให้มากที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล

STT GDC พร้อมนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีมายาวนานสู่ตลาดประเทศไทย ผ่าน STT Bangkok 1 ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลที่ออกแบบมาพร้อมกับบริการโคโลเคชั่นที่มีความยืดหยุ่น และมีการเชื่อมต่อที่เป็นกลาง เปิดกว้างในการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการชั้นนำทุกค่ายภายในประเทศ โดยประสบการณ์ที่สั่งสมในการให้บริการในตลาดเอเชียและสหราชอาณาจักร ทำให้ STT GDC มีความเข้าใจในความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม และพร้อมส่งมอบบริการที่มีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์ความต้องการในการขยายธุรกิจ มีโครงสร้างสัญญาที่ยืดหยุ่น อีกทั้งยังรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และที่สำคัญมาพร้อมคุณภาพระดับโลก ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทั้งหมด ผสานกับความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในตลาดที่ STT GDC ให้บริการ ผลักดันให้บริษัทก้าวเข้ามายืนหยัดในตำแหน่งที่แข็งแกร่งในตลาด เพื่อตอบรับความต้องการในตลาดไฮเปอร์สเกล รวมถึงสนับสนุนธุรกิจและองค์กรในประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568 มีอัตราเติบโต 25% ในปี 2563 และคาดการณ์ว่า จะมีมูลค่าเท่ากับ 1 ใน 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยในปี 2570 ในขณะเดียวกันในปี 2563 จำนวนผู้บริโภคในตลาดดิจิทัลได้เติบโตถึง 30% ส่วนตลาดอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตสูงถึง 81% ในช่วงระหว่างปี 2562-2563 ทั้งนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของประเทศไทยในการเพิ่มขีดความสามารถและสนับสนุนให้องค์กรทั้งหลายสามารถส่งมอบบริการด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

-(016)

เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นเปิดตัววิตามินมาส์กเพื่อผิวแลดูสวยสุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602540

เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นเปิดตัววิตามินมาส์กเพื่อผิวแลดูสวยสุขภาพดี

เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นเปิดตัววิตามินมาส์กเพื่อผิวแลดูสวยสุขภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.12 น.

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น บริษัทโภชนาการชื่อดังระดับโลก เปิดตัวมาส์กหน้ารุ่นใหม่อย่างวิตามินมาส์ก พร้อมวางจำหน่ายใน13 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเก๊า มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และประเทศไทยพร้อมได้รับความน่าเชื่อถือในประสิทธิภาพและผลลัพธ์จากการใช้งานจนได้รับรางวัล Editors’ Choices สาขา The Best Vitamin Mask จาก HELLO! Beauty Award 2021 โดยนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น วิตามินมาส์ก เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในตระกูลผลิตภัณฑ์โภชนาการภายนอกของบริษัท โดยมีแผ่นมาส์กให้เลือก 3 สูตร ได้แก่ สูตรเพื่อผิวดูชุ่มชื้น สูตรเพื่อผิวดูกระจ่างใส และสูตรเพื่อผิวดูยกกระชับ เพื่อตอบสนองความต้องการของผิวที่แตกต่างกัน โดยมาส์กแต่ละสูตรมาพร้อมกับส่วนผสมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ อาทิ การผสมผสานของวิตามิน 12 ชนิดว่านหางจระเข้ เกลือทะเลเกาะเจจู และสารสกัดจากข้าวเกาะเจจู เพื่อช่วยให้ผิวสวยและสุขภาพดี

สุพจน์ ฤทธิพิชัยวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ดกล่าวว่า“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเล็งเห็นความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องของผลิตภัณฑ์เพื่อการฟื้นบำรุงผิวหน้าที่ช่วยให้พวกเขามีผิวสุขภาพดีด้วยคุณค่าของสารอาหารที่มีประโยชน์ จึงได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ หรือสเปเชียลแคร์ (Special Care) อย่าง วิตามินมาส์กซึ่งคิดค้นและออกแบบแผ่นมาส์กอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เข้ากับรูปแบบการใช้งานอย่างตรงจุด พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นพร้อมด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี จนได้เป็นแผ่นมาส์กชีทที่มาพร้อมส่วนผสมอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ผสมผสานศาสตร์แห่งโภชนาการผิวที่ผ่านการรังสรรค์ด้วยเทคโนโลยีจนออกมาเป็นมาส์กที่เปี่ยมประสิทธิภาพแห่งโภชนาการเพื่อผิวสวยแลดูสุขภาพดี ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพผิวหน้าของคนไทยมากที่สุดเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการมีผิวสวยสุขภาพดี และตอบโจทย์ทุกความต้องการของผิวที่แตกต่างกันได้อย่างอ่อนโยน”

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Editors’ Choices สาขา The Best Vitamin Mask จาก HELLO! Beauty Award 2021จัดโดยนิตยสาร HELLO! ซึ่งแสดงถึงความน่าเชื่อถือในประสิทธิภาพและผลลัพธ์จากการใช้งานว่าเป็นสุดยอดมาส์กชีทที่อุดมด้วยโภชนาการผิวที่อุดมด้วยสารอาหารที่ผิวต้องการอย่างครบถ้วนที่มีการบอกต่อมากที่สุดประจำปี โดยคัดเลือกจากผลสำรวจพฤติกรรมการเลือกซื้อ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ความงามของเหล่าเซเลบริตี้ รวมไปถึงบิวตี้บล็อกเกอร์ที่มีชื่อเสียงในระดับชั้นนำของเมืองไทย

วิตามินเป็นองค์ประกอบตามธรรมชาติของผิวมนุษย์ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยปกป้องผิวจากสิ่งกระตุ้นและความเครียดรอบตัวโดยเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น วิตามินมาส์กจะช่วยให้ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกได้สัมผัสกับความชุ่มชื้นของผิวได้ยาวนาน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและผิวเปล่งประกายมากขึ้น

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น วิตามินมาส์กสูตรมอยส์เจอร์ไรซิ่ง

เป็นสูตรส่วนผสมเอกสิทธิ์เฉพาะที่อุดมไปด้วยเอสเซนส์จากวิตามิน 12 ชนิด ว่านหางจระเข้ เกลือทะเลจากเกาะเจจู และสารสกัดจากข้าว รวมถึง Vita –Hydrate Complex ซึ่งเป็นสูตรลิขสิทธิ์เฉพาะที่มาจากการผสมผสานของ Triple Hyaluronic Acid, Avocado Peptide และ Centella Asiatica เพื่อผิวได้รับความชุ่มชื้นและได้รับการบำรุง

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น วิตามิน มาส์ก สูตรไบรท์เทนนิ่ง

วิตามิน มาส์ก สูตรเพื่อผิวดูกระจ่างใส คิดค้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีผิวธรรมดาหรือผิวหมองคล้ำที่มีความต้องการให้ผิวแลดูเปล่งประกายมากขึ้น โดยมาส์กสูตรนี้อุดมไปด้วยเอสเซนส์ที่มีวิตามิน 12 ชนิด ว่านหางจระเข้ เกลือทะเลจากเกาะเจจู และสารสกัดจากข้าว ผสานกับ Vita – Glow Complex ซึ่งเป็นสูตรลิขสิทธิ์เฉพาะที่มาจากการผสมผสานของ Niacinamide, Adenosine, Pearles Rosee และ Omija Peptide เพื่อผิวดูกระจ่างใสและได้รับการบำรุง   ผลิตด้วย TMF-Cell ซึ่งเป็นใยจากต้นยูคาลิปตัส  แผ่นมาส์กนี้ช่วยเก็บรักษาเอสเซนส์ได้ดีและวางแนบสนิทกับใบหน้าได้ง่าย 

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น วิตามิน มาส์ก สูตรเฟิร์มมิ่ง

วิตามิน มาส์ก สูตรเพื่อผิวแลดูยกกระชับ คิดค้นขึ้นสำหรับผู้ที่มีผิวธรรมดาผิวแห้ง หรือผิวหยาบกร้าน เพื่อช่วยเติมสารอาหารและยกกระชับผิว เป็นมาส์กที่มีเซรั่มเข้มข้นจากวิตามิน 12 ชนิด ว่านหางจระเข้ เกลือทะเลจากเกาะเจจู และสารสกัดจากข้าว รวมถึง Vita – Lift Complex ซึ่งเป็นสูตรลิขสิทธิ์เฉพาะที่มาจากการผสมผสานของ Niacinamide, Adenosine, Lupin Seed Extract และ Black Ginseng Extract เพื่อผิวดูกระชับและได้รับการบำรุง       

          สำหรับผู้ที่สนใจ วิตามิน มาส์ก ทั้ง 3 สูตร สามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้จากผู้จำหน่ายอิสระเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นประเทศไทย โทร 02 660 1600 ในวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.

‘TCELS – CMDF’ เชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเข้าถึงทรัพยากรหลากหลายช่องทางในการต่อยอดธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602505

'TCELS - CMDF' เชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเข้าถึงทรัพยากรหลากหลายช่องทางในการต่อยอดธุรกิจ

‘TCELS – CMDF’ เชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเข้าถึงทรัพยากรหลากหลายช่องทางในการต่อยอดธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.08 น.

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)หรือ TCELS ร่วมกับ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายคุณภาพ ร่วมยกระดับผู้ประกอบการ ด้านการแพทย์และสุขภาพ

TCELS เล็งเห็นโอกาสของผู้ประกอบการด้านการแพทย์และสุขภาพที่ล้วนมีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจ ขอเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเข้าถึงทรัพยากรหลากหลายช่องทางในการต่อยอดธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ จะได้รับการประเมินความพร้อม ดังต่อไปนี้ 1)

ความพร้อมของการเข้าสู่ตลาดทุน 2) ระดับความพร้อมและเสถียรภาพของเทคโนโลยีตามบริบทการใช้งาน หรือ TRL 3) ดัชนีความพร้อมเชิงพาณิชย์ หรือ CRI และ การเพิ่มความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญา จับคู่ความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการวางแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถทางการผลิต มาตรฐานตามกฎหมาย มุ่งสู่มาตรฐานระดับสากล

ในปี 2564 นี้ ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ 4 กลุ่มธุรกิจ คือ 1. กลุ่มเภสัชภัณฑ์ 2. กลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ 3. กลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ 4. กลุ่มบริการทางการแพทย์และสุขภาพ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 27 กันยายน โดยคัดเลือกและประกาศผล 50 กิจการ ในวันที่ 30 กันยายน 2564 เพื่อพัฒนาศักยภาพ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) Healthcare Life Sciences Foresight ระหว่าง ตุลาคม ถึง พฤศจิกายน 2564

ซึ่งผู้ร่วมโครงการจะได้รับ 1) การประเมินความพร้อมด้านต่างๆ ในการเข้าสู่ตลาดทุน 2) การสนับสนุนการปรับปรุงระบบการเงิน บัญชี จากผู้เชี่ยวชาญ 3) โอกาสในการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศรวมถึงการระดมทุนจากเครือข่ายของ TCELS และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยผู้ที่มีความพร้อมสูงที่สุด 5 ลำดับแรก จะได้รับการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับความพร้อมของธุรกิจให้เหมาะสมกับการเข้าสู่ตลาดทุนยิ่งขึ้น

5 ภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้ามารศีฯ ที่สร้างชื่อเสียงใน‘Google Arts & Culture’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602373

5 ภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้ามารศีฯ ที่สร้างชื่อเสียงใน‘Google Arts & Culture’

5 ภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้ามารศีฯ ที่สร้างชื่อเสียงใน‘Google Arts & Culture’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร

หากจะมีใครสักคนมองเห็นความตายในแง่มุมที่งดงามและลึกซึ้งที่สุด หนึ่งในนั้นคือ หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร จะเห็นได้จากภาพเขียนฝีพระหัตถ์ที่ฉาบฉายอยู่บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ และประโยคสั้นๆ ที่ตรัสไว้ว่า “ศิลปะสะท้อนชีวิตและความตาย ฉันจะใช้ความสามารถของฉันถ่ายทอดออกมา”

ใครที่มีโอกาสได้ชื่นชมผลงานศิลปะจากปลายพู่กันของท่านหญิงมารศีฯ จะรู้สึกราวกับต้องมนต์เมื่อได้เห็นจินตนาการอันลึกล้ำของศิลปะเซอร์เรียลลิสม์ ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืนจนถึงเทคนิคการวาดรูปและลงสีที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

Give me your hand

นิทรรศการของพระองค์ได้จัดแสดงในเมืองไทยถึง 3 ครั้งในชื่อ “MARSI” (2553) “L’art de Marsi” (2556) และล่าสุด “Beauty and Ugliness: Aesthetic of Marsi” (2561) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ศุภชัย อารีรุ่งเรือง ภัณฑารักษ์ได้รวบรวมภาพเขียน ภาพร่างบนกระดาษไขข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ และหนังสือส่วนพระองค์ ตลอดจนภาพยนตร์สารคดีหาชมยากมาจัดแสดงในห้องที่ทาบทาด้วยสีแดงเลือดนก ผสมผสานกับดอกไม้และสัตว์ต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นบนภาพเขียนของพระองค์ขับให้ผลงานศิลปะทั้งโดดเด่นและเต็มไปด้วยพลัง ทั้งยังสร้างความประทับใจให้ผู้ชมเป็นอย่างมาก และหากคุณอยากชื่นชมผลงานของพระองค์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ร่วมกับ Google Arts & Cultureนำนิทรรศการ “Beauty and Ugliness: Aestheticof Marsi” ที่ตราตรึงกลับมาแสดงอีกครั้งในรูปแบบดิจิทัลบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น GoogleArts & Culture ทั้งบนระบบ iOS และ Android ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ที่สำคัญจากทั่วโลกมาจัดแสดงไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หนึ่งในนั้นคือผลงานของหม่อมเจ้ามารศีฯ ศิลปินไทยที่สร้างชื่อเสียงและความภูมิใจให้กับคนไทยมากว่าทศวรรษ

Noah’s Ark

จากห้องหนึ่งไปยังอีกห้อง นิทรรศการออนไลน์ที่จัดแสดงเป็น 4 ห้อง ได้แก่ “หม่อมเจ้ามารศีฯ เป็นใคร” “ความรื่นรมย์ของสัตว์เลี้ยง นกและดอกไม้นานาพันธุ์” “ความงามและความน่าเกลียด” และ “ศิลปะสะท้อนชีวิตและความตาย”พาผู้ชมออกสำรวจโลกแห่งจินตนาการและตัวตนของหม่อมเจ้ามารศีฯ อย่างเงียบสงบ ทว่าเปี่ยมด้วยอรรถรสและรายละเอียดมากมายที่ซ่อนไว้ในภาพเขียนฝีพระหัตถ์ ให้ความรู้สึกราวกับกำลังท่องไปในนิทรรศการพร้อมกับภัณฑารักษ์ส่วนตัวรวมถึงเริ่มต้นทำความรู้จักชีวิตและตัวตนของหม่อมเจ้ามารศีฯ ผ่าน 5 ผลงานที่วิจิตรบรรจงเหล่านี้

The Ball (2532) ภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบขนาด 130 x 195 ซม. หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของหม่อมเจ้ามารศีฯ ที่สร้างสรรค์ด้วยสีสันสดใสตระการตา และได้รับรางวัลชนะเลิศจากกรรมการเยาวชนในเทศกาลศิลปะโปรวองซ์-อาร์ (Provence-Arts) เมื่อปีพ.ศ.2534 การเต้นรำที่สนุกสนานของเหล่าสรรพสัตว์ภายในภาพเชิญชวนให้ผู้ชมพินิจรายละเอียดใกล้ๆ ในทุกจุด

The Ball

The Wall (2528) หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของหม่อมเจ้ามารศีฯ บนผืนผ้าใบขนาด114 x 146 ซม. ได้แรงบันดาลใจมาจากความฝันของท่าน แสดงภาพกำแพงสูงอันเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างความเป็นและความตาย ด้านหนึ่งของกำแพงเต็มไปด้วยผู้คนที่อยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความรักและความสุขเมื่อได้เคียงคู่กับคนรักขณะที่อีกฟากของกำแพงแสดงภาพการพลัดพรากของคนที่เคยเคียงคู่ และการหวนคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักด้วยความอาวรณ์ ทั้งยังสะท้อนสัจธรรมของชีวิตว่า “ความเป็นและความตายไม่อาจแยกจากกันได้” นั่นเอง

The Mystical Marriage of Prince Noui Noui at Vellara (2546) เมื่อสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดทรงเลี้ยงตัวโปรดเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ก่อนที่หม่อมเจ้ามารศีฯ จะทรงจัดงานแต่งงานให้นั้น ท่านจึงทรงเนรมิตพิธีแต่งงานที่สวยงามอลังการนี้ขึ้นบนภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าขนาด 130 x 195 ซม. เพื่อระลึกถึงความรักและความผูกพันที่มีต่อ Noui Noui สุนัขทรงเลี้ยง

The Wall

Noah’s Ark (2535) ภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบขนาด 130 x 209 ซม. ถ่ายทอดเรื่องราวของเรือโนอาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิล เมื่อพระเจ้าทรงปกป้องโนอาห์ ครอบครัว รวมทั้งสรรพสัตว์นานาชนิดจากอุบัติภัยน้ำท่วมโลกท่านหญิงมารศีฯ ทรงวาดภาพสัตว์น้อยใหญ่ที่ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับงดงามวิจิตรบรรจง ทั้งยังเปี่ยมด้วยบุคลิกโดดเด่นเฉพาะตัวและสะท้อนรสนิยมของศิลปินไว้อย่างลงตัว

Give me your Hand (2538) หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงใช้สีน้ำเงิน ultramarine ซึ่งเป็นสีที่มีราคาแพงและดีที่สุดในยุคเรอเนอซองส์ ศิลปินในอดีตมักแต่งแต้มเสื้อคลุมของพระแม่มารีด้วยสีน้ำเงิน ultramarine เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และอ่อนน้อมถ่อมตน (ในอดีตสีน้ำเงินเฉดนี้เคยมีราคาสูงมาก จนกระทั่งในปี พ.ศ.2369 มีการประดิษฐ์สีสังเคราะห์ขึ้น)

Noui Noui

เพลิดเพลินกับภาพเขียนฝีพระหัตถ์และจินตนาการของท่านหญิงมารศีฯ ผ่านนิทรรศการออนไลน์ได้ที่ https://artsandculture.google.com/partner/marsi-foundation?hl=th หรือทำความรู้จักกับชีวิตและผลงานของพระองค์ได้ที่ http://marsifoundation.org/home/

หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงเป็นธิดาพระองค์เดียวของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ประสูติเมื่อวันที่25  สิงหาคม 2474 ณ วังบางขุนพรหม กรุงเทพ ฯ(ธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน) หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงใช้ชีวิตในวัยเยาว์ส่วนใหญ่ที่เกาะชวาประเทศอินโดนีเซียและประเทศอังกฤษ ด้วยตามเสด็จพระบิดาไปพำนักในต่างแดนภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2475

หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงสำเร็จศึกษาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสเปน ทรงได้รับปริญญาเอกสาขาวรรณคดีจากมหาวิทยาลัย ณ กรุงปารีส และปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะจากมหาวิทยาลัยแห่งมาดริด ประเทศสเปน ทรงจัดแสดงนิทรรศการศิลปะทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องจึงเสด็จไปพบเมืองเล็กๆ ชื่อ “อันนอท” (Annot) ซึ่งอยู่ในภูเขาบริเวณ Alpes des Haute Provence ทรงสร้างสตูดิโอและพระตำหนักชื่อ“เวลลารา” และทรงพำนักในที่แห่งนี้เป็นการถาวรนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา

นอกจากเหนือจากงานศิลปะแล้ว หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงมีใจรักธรรมชาติและเสียงดนตรี เช่นเดียวกับการทำอาหาร พระตำหนัก “เวลลารา”จึงไม่เพียงแต่เป็นสตูดิโอทรงงานเท่านั้น แต่ยังแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ ผักหญ้า ทั้งสวนดอกไม้ สวนครัว และลำธาร อีกทั้งยังไม่เคยขาดสิงห์สาราสัตว์ ทั้งแมว สุนัข และนก ซึ่งนับเป็นนายแบบและนางแบบกิตติมศักดิ์ประกอบภาพเขียนของท่านตลอดมา

ชมรมซีพีเอฟ รันนิ่งคลับ มอบเงินสมทบกองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602316

ชมรมซีพีเอฟ รันนิ่งคลับ มอบเงินสมทบกองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด-19

ชมรมซีพีเอฟ รันนิ่งคลับ มอบเงินสมทบกองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กก.และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และ วิลาวรรณ วนดุรงค์วรรณกก.และเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา รับมอบเงินจำนวน 1.1 ล้านบาท จากชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ โดย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ โดยมี เรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รอง กก.ผจก.บริหาร ซีพีเอฟ พร้อมด้วย บุญเสริม เจริญวัฒน์ รอง กก.ผจก.อาวุโส ซีพีเอฟ ในฐานะรองประธานชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ ร่วมมอบ

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วยวิลาวรรณ วนดุรงค์วรรณ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา รับมอบเงินจำนวน 1.1 ล้านบาท จากชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ (CPF Running Club) โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จากการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลวิถีใหม่ “CP Run For Good Deeds Virtual Run 2021 วิ่งร้อยเรียงความดี”เพื่อร่วมสมทบทุน “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่างๆ)” ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์โควิด-19 โดยมี เรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ พร้อมด้วย บุญเสริมเจริญวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสซีพีเอฟ ในฐานะรองประธานชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ ร่วมมอบ ณ มูลนิธิชัยพัฒนา

บุญเสริม เจริญวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ ในฐานะรองประธานชมรม กล่าวว่า ชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ จัดตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้พนักงานและประชาชนทั่วไป หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกายเพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยชมรมจะจัดกิจกรรมวิ่งขึ้นเป็นประจำทุกปีปีละ 5-6 แห่ง รอบสถานประกอบการทั่วประเทศ และจะนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรมวิ่งทั้งหมดร่วมสมทบทุนช่วยเหลือ โรงเรียนโรงพยาบาล และหน่วยงานสาธารณ-ประโยชน์ ในจังหวัดนั้นๆ

บุญเสริม เจริญวัฒน์ รอง กก.ผจก.อาวุโส ซีพีเอฟในฐานะรองประธานชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับร่วมมอบ

สำหรับในปีนี้ ชมรมดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชมรมฯ ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ ที่จะให้พนักงานและประชาชนยังคงได้วิ่งออกกำลังกายในสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลในวิถีชีวิตใหม่ “CP Run For Good Deeds VIRTUAL RUN 2021 วิ่งร้อยเรียงความดี” ในรูปแบบ Virtual Run วิ่งเสมือนจริง โดยที่นักวิ่งไม่ต้องมารวมตัวกัน สามารถเลือกได้ว่าจะวิ่งที่ไหน และวิ่งเวลาใดก็ได้ที่สะดวกและปลอดภัย รวมทั้งยังได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม ภายใต้แคมเปญ “ซีพีร้อยเรียง
ความดี” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเครือซีพีครบรอบ 100 ปี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรมได้นำมามอบให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ต่อไป

บุญเสริมกล่าวทิ้งท้ายว่า นักวิ่งที่เข้ามาร่วมวิ่งกับเรา ซึ่งในครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมวิ่งทั้งหมด จำนวน 2,623 คนสิ่งที่จะได้รับ นอกจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ทำให้ลดโอกาสในการติดเชื้อโควิด-19 ลงแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญให้จิตใจเบิกบานอีกด้วย สำหรับปีหน้า หากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลงทางเราก็จะกลับมาจัดวิ่งตามโรงงานสถานประกอบการทั่วประเทศไทยอีกครั้ง

วิลาวรรณ วนดุรงค์วรรณ กก.และเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา ถ่ายภาพกับชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ

ด้าน ภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า “กองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด-19(และโรคระบาดต่างๆ)” ตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาที่อยาก ร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ที่ติดเชื้อโควิดได้โอนเงินบริจาคเข้ามาที่กองทุน ที่ผ่านมากองทุนได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ หน่วยงานเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดใน รพ. ต่างๆ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ อย่าง ซีพีเอฟ ถือเป็นหน่วยงานเอกชนที่ได้เข้ามาร่วมช่วยเหลือและสนับสนุนกันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เริ่มเปิดกองทุน ซึ่งได้ช่วยเหลือกันมาโดยตลอดทางเราต้องขอขอบคุณซีพีเอฟมา ณ โอกาสนี้ด้วย

กองทุนได้จัดซื้อหน้ากากอนามัยและชุด PPE เพื่อป้องกันการติดเชื้อมอบให้แก่โรงพยาบาล รวมถึงสร้างห้องไอซียูความดันลบเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและบุคคลากรทางการแพทย์อย่างถาวร เพราะแม้ว่าในอนาคตจะหมดโควิดไป แต่ห้องไอซียูก็จะยังคงสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยอื่นๆต่อไป การสร้างห้องไอซียูความดันลบ ต้องใช้เวลาระดมทุนอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อสร้างให้กับ 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยกองทุนของเราสามารถเข้าช่วยเหลือ เข้าถึงแพทย์และพยาบาลได้รวดเร็วทันต่อความต้องการ หากประชาชนสนใจสามารถร่วมบริจาคกับกองทุนได้

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ชวนคนไทยเล่นเกม Piggy Run ร่วมแก้ปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602336

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ชวนคนไทยเล่นเกม Piggy Run  ร่วมแก้ปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ชวนคนไทยเล่นเกม Piggy Run ร่วมแก้ปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โชคดี สมิทธิ์กิตติผล

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย(World Animal Protection) เดินหน้ายกระดับสวัสดิภาพสัตว์ต่อเนื่อง พร้อมชวนคนไทยร่วมแก้ปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มผ่านการร่วมเล่นเกม “Piggy Run” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเพื่อนำมาสู่การผลักดันด้านสวัสดิภาพสัตว์และยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแบบรวมกลุ่มในสัตว์ฟาร์มอันจะส่งผลต่อการเกิดวิกฤตเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายต่อชีวิตคนจำนวนมาก

นายโชคดี สมิทธิ์กิตติผล ผู้จัดการแคมเปญ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวว่า“ปัจจุบันสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรมยังต้องทนทุกข์ทรมานจากวิธีการเลี้ยงที่ขัดต่อสวัสดิภาพสัตว์ เช่น การใช้กรงขังคอกทั้งชีวิต หรือการตัดตอนอวัยวะอย่างเจ็บปวด เป็นต้น วิธีการเหล่านี้นำไปสู่การใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมหาศาลเพื่อป้องกันความเจ็บป่วยจากสภาพความเป็นอยู่ที่โหดร้าย และนำไปสู่การเกิดเชื้อดื้อยาในฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมและส่งผลตามมายังผู้บริโภค รวมถึงแพร่กระจายสู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

เกม Piggy Run จึงเป็นการจำลองให้เห็นว่าสัตว์ฟาร์มต้องเจออะไรบ้าง โดยบอกเล่าผ่านหมูน้อย Piggy โดยที่ผู้เล่นต้องเผชิญความท้าทายด้วยการขยับหัวเพื่อช่วยให้หมูรอดจากภัยต่างๆ ซึ่งรับรองว่าทุกคนจะตื่นเต้นท้าทายกับสถานการณ์ในเกมพร้อมกับการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์มและลดการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคไปพร้อมกัน”

เกม Piggy Run เป็นเกมแรกในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยหมูให้รอดจากภัยร้ายต่างๆ โดยสถานการณ์ในเกมสะท้อนมาจากปัญหาการเลี้ยงหมูในฟาร์มอุตสาหกรรมที่ยังความใส่ใจด้านสวัสดิภาพ ทำให้ฟาร์มอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะแบบเกินความจำเป็นในฟาร์มเพื่อป้องกันโรคที่อาจ
เกิดขึ้น โดยปราศจากการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งมาจากการเลี้ยงที่ไม่ใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์นั่นเอง โดยปัจจุบันวิกฤตเชื้อดื้อยาเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละกว่า 38,000 คน หรือมีผู้เสียชีวิตทุกๆ 15 นาที

ทั้งนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจึงขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมเล่นเกม Piggy Run เพียงเข้าไปที่ลิงก์ Instagram https://bit.ly/2X37OJ4 หรือ Facebook https://bit.ly/3jVBZdw พร้อมติด #PiggyRun #WorldAnimalProtection และสามารถแชร์ต่อให้เพื่อนและครอบครัวได้ร่วมสนุกและช่วยหมูไปพร้อมกัน ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์มให้ดีขึ้นและลดปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไร้ความรับผิดชอบในฟาร์มอุตสาหกรรมด้วย

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก หรือ World Animal Protection เป็นองค์กรเพื่อคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ และยุติการทารุณกรรมสัตว์อย่างถาวร โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 มีบทบาทในการให้คำปรึกษากับองค์การสหประชาชาติและสภายุโรป ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ สร้างความแตกต่างให้สัตว์ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ถูกทารุณกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยดำเนินงานครอบคลุมทั้งสัตว์ในชุมชน-สุนัข, สัตว์ป่า, สัตว์ประสบภัยพิบัติ-ช่วยเหลือสัตว์ในภาวะภัยพิบัติ การจัดหาอาหาร ที่อยู่และยารักษาโรคให้กับสัตว์,สัตว์ในฟาร์ม รวมถึงการให้ความรู้ด้านปศุสัตว์ที่มีมนุษยธรรมอันส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนและสัตว์ ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.worldanimalprotection.or.th

เสวนาออนไลน์ให้ความรู้มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602331

เสวนาออนไลน์ให้ความรู้มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN

เสวนาออนไลน์ให้ความรู้มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนื่องด้วยในเดือนกันยายนของทุกๆ ปี นับเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ การตระหนักรู้เกี่ยวมะเร็งโรคเลือดชนิดต่างๆ ทางหน่วยงาน มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society) กลุ่มชมรมผู้ป่วยโรค MPN แพทย์หน่วยโลหิตวิทยา โรงพยาบาลศิริราช และ ธนาคารเลือด รพ.ศิริราช ได้ร่วมมือกันจัดงานเสวนาออนไลน์ วันเสาร์ที่ 25 กันยายนนี้ เวลา 14.00-15.30 น.โดยอยากเชิญชวนผู้ป่วยมะเร็ง รวมถึงบุคคลทั่วไปเขาร่วมฟัง และพูดคุยกับแพทย์โดยตรง เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN ในหัวข้อ “รู้ทัน! มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN” ดูแลตัวเองอย่างไรในช่วงโควิด พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนไทยร่วมกันบริจาคเลือดเพื่อผู้ป่วยมะเร็งในช่วงภาวะวิกฤตขาดแคลนเลือด

ผศ.นพ.นพดล ศิริธนารัตนกุล

ผศ.นพ.นพดล ศิริธนารัตนกุล ประธานชมรมโรคเอ็มพีเอ็น (MPN)แห่งประเทศไทย (Thai MPN Working Group) ได้กล่าวถึงความสำคัญที่ต้องเผยแพร่ความรู้เรื่องของมะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN ว่า มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN คือ ชื่อรวมของมะเร็งโรคเลือดซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือด นำไปสู่การผลิตเซลล์เม็ดเลือดมากเกินปกติอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถแบ่งย่อยเป็น 3 โรคที่พบค่อนข้างบ่อย โดยขึ้นกับชนิดของเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติและอุบัติการณ์ของโรค ได้แก่ 1.โรคเลือดข้น (PV)คือร่างกายมีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ อัตราการตรวจพบผู้ป่วย2 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี2.โรคเกล็ดเลือดสูง (ET) ร่างกายมีการผลิตเกล็ดเลือดมากกว่าปกติอัตราการตรวจพบผู้ป่วย 1.5-3 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี และ3.โรคพังผืดในไขกระดูก (MF) มีการสร้างพังผืดในไขกระดูก ซึ่งส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้ตามปกติ อัตราการตรวจพบผู้ป่วย 0.4-1.46 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี

ดร.นพ.อาจรบ คูหาภินันทน์

“อาการที่แสดงของโรคจะแตกต่างกันแม้จะอยู่ในสภาวะโรคเดียวกันอย่างไรก็ตาม มีอาการบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า,ซีดจาง, คัน, เหงื่อออกมากผิดปกติในตอนกลางคืน และปวดกระดูก บางรายอาจมีไข้ และน้ำหนักลด เป็นต้นในผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน ผู้ป่วยโรคเอ็มพีเอ็นบางรายมีการกลายเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นท้องจากม้ามโตทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือโรคนี้มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก”

พสุสันต์ วัฒนบุญญา

นายพสุสันต์ วัฒนบุญญา ผู้ก่อตั้งชมรมผู้ป่วยโรค MPN ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ผมมองว่าการได้รับฟังข้อมูลโรคมะเร็งเลือดMPN ที่ถูกต้อง และได้ปรึกษาถามคำถามได้โดยตรงจากอาจารย์หมอผู้เชี่ยวโรค MPN โดยเฉพาะถือเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งนอกจากได้ฟังข้อมูลจากคุณหมอเฉพาะทางแล้ว ยังมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเลือด MPN มาแบ่งปันประสบการณ์ตรง ซึ่งผมเองก็จะร่วมแบ่งปันในฐานะที่เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเลือดชนิด CML ซึ่งจะมาพูดถึงการสร้างกำลังใจ จึงอยากเชิญชวน ร่วมฟังงานเสวนาพิเศษ “รู้ทัน! มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN” ทางออนไลน์ไม่มีค่าใช้จ่ายในวันเสาร์ที่ 25 กันยายนนี้เวลา 14.00-15.30น. โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อถามคำถามคุณหมอ และเข้าใจเกี่ยวกับโรคเพิ่มเติมได้ที่https://thaicancersociety.com/blood-cancer/

และเนื่องจากในสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลให้มีผู้มาบริจาคโลหิตลดน้อยลง แต่การใช้โลหิตในการรักษาพยาบาลยังคงมีอย่างต่อเนื่องทุกวันทำให้ผู้ป่วยที่ต้องเลื่อนการผ่าตัดและการรักษาพยาบาลออกไปรวมถึงผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องได้รับเลือดเป็นประจำในทุกเดือน

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์

นางสาวศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society : TCS) กล่าวว่า“จากที่เคยเป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้ายและเข้ารับการรักษาเป็นเวลา 4 ปี ตนจำเป็นต้องได้รับเลือด และเกล็ดเลือดในการรักษาเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 3-4 ถุงการที่มีคนมาช่วยบริจาคเลือด นอกจากทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีความหวังในการรักษาต่อแล้ว ยังเป็นการต่อชีวิตให้ผู้ป่วยมะเร็งได้ทันทีด้วย หากไม่ได้รับเลือดจากผู้บริจาคในวันนั้นคงไม่สามารถมีชีวิตได้มาจนถึงทุกวันนี้ ทางมูลนิธิเครือข่ายมะเร็งเองจึงได้ร่วมมือกับ แพทย์โลหิตวิทยา โรงพยาบาลศิริราช ในการสร้างความตระหนักรู้แก่บุคคลทั่วไป และรณรงค์การบริจาคเลือดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง”

ทางด้าน นายแพทย์อาจรบ คูหาภินันทน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโลหิตวิทยา โรงพยาบาลศิริราชกล่าวถึงความจำเป็นของความต้องการเลือดของผู้ป่วยมะเร็งว่า ผู้ป่วยมะเร็งทางระบบโลหิตหรือมะเร็งทางเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมะเร็งไขกระดูก มักมีอาการเหนื่อยเพลียหรือเลือดออกจากระบบการสร้างในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้สร้างเลือดได้น้อย ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวที่ปกติ หรือเกล็ดเลือด อีกทั้งระหว่างการรักษาระบบการสร้างเลือดก็ถูกรบกวนหรือยับยั้งจากยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีรักษา ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องได้รับเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดจำนวนมาก เพื่อบรรเทาอาการเหนื่อยเพลียหรือรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติการบริจาคเลือดเพื่อนำไปรักษาช่วยเหลือผู้ป่วย กลุ่มนี้จึงถือว่าเป็นการทำมหากุศลต่อชีวิตให้แก่ผู้ป่วย

แต่ในสถานการณ์โควิด ทำให้การบริจาคเลือดลดน้อยลงมาก ทางศูนย์รับบริจาคเลือดโรงพยาบาลศิริราชจึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ในการบริจาค สามารถร่วมบริจาคโดยตรงกับทางธนาคารเลือด โดย ทำการจองคิวผ่านทาง Siriraj Connect Application เพื่อเลือกวันนัดหมายบริจาคเลือดและช่วงเวลาที่จะเข้าบริจาคเลือด เพื่อจำกัดจำนวนคนในแต่ละรอบของการรับบริจาค สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง App Store และ Google Play หรือพิมพ์ @sirirajconnect กดเพิ่มเป็นเพื่อนบนแอปพลิเคชั่น LINE ทั้งนี้ได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่โทร.02-4140102 หรือ 02-4140104 และสามารถติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ทาง https://thaicancersociety.com/blood-cancer/ หรือ ได้ที่ ทาง FB Page :Thai cancer society มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง

เอสซีจี เคมิคอลส์ ห่วงใย อสม. มอบชุดยกการ์ด ปลอดภัยจากโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602314

เอสซีจี เคมิคอลส์ ห่วงใย อสม.  มอบชุดยกการ์ด ปลอดภัยจากโควิด-19

เอสซีจี เคมิคอลส์ ห่วงใย อสม. มอบชุดยกการ์ด ปลอดภัยจากโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อสม.เทศบาลตำบลบ้านฉาง

เอสซีจี เคมิคอลส์ เดินเคียงข้างบุคลากรทางการแพทย์และชุมชนให้ผ่านวิกฤตโควิด-19 นี้ไปด้วยกันอย่างต่อเนื่องเล็งเห็นว่าอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน หรือ อสม. เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยเหลือและดูแลชุมชนในพื้นที่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อช่วยยกระดับความปลอดภัยให้กับ อสม. ในพื้นที่ 5 เทศบาล จ.ระยอง ได้แก่ เทศบาลเมืองมาบตาพุด เทศบาลตำบลบ้านฉาง เทศบาลตำบลเนินพระ เทศบาลตำบลทับมา และเทศบาลตำบลมาบข่าพัฒนา เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงได้ส่งมอบ“ชุดยกการ์ด อสม.” ประกอบด้วยอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 อาทิ หน้ากากอนามัยสเปรย์แอลกอฮอล์ รวม 1,200 ชุด มูลค่ากว่า 300,000 บาททั้งนี้ ได้มอบให้กับตัวแทน อสม. ของแต่ละเทศบาล เพื่อนำไปส่งต่อให้กับ อสม.ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้ อสม. มีอุปกรณ์ที่จำเป็นใช้อย่างเพียงพอ ช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

ถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองมาบตาพุด กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันมีการกระจายตัวอย่างรวดเร็วและสามารถติดเชื้อได้ง่ายขึ้น กลุ่ม อสม. เป็นด่านหน้าในการช่วยเหลือชุมชน ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยติดต่อหาเตียงให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือแม้แต่การลงพื้นที่ไปตามชุมชนเพื่อสำรวจรายชื่อผู้ที่ต้องได้รับวัคซีนจึงเป็นกลุ่มบุคลากรที่มีความเสี่ยงสูงมากดังนั้น ชุดยกการ์ด อสม.ที่เอสซีจี เคมิคอลส์ได้มอบให้ด้วยความห่วงใยในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก และช่วยให้ อสม. สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น”

น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผอ.ฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม เอสซีจี เคมิคอลส์

น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวว่า “นอกเหนือจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังตระหนักถึงความทุ่มเทและความเสียสละของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน หรือ อสม. ซึ่งเป็นอีกพลังสำคัญ เป็นจิตอาสาที่ช่วยดูแล ป้องกัน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ ซึ่งการปฏิบัติงานของกลุ่ม อสม. ถือว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องลงพื้นที่และพบปะพูดคุยกับชุมชน ดังนั้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงจัดทำ “ชุดยกการ์ด อสม.” โดยได้มอบให้กับ อสม. ครอบคลุม 5 เทศบาล ทั้งนี้ เอสซีจีเคมิคอลส์ ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปถึงบุคลากรด่านหน้าทุกท่านให้ปลอดภัย และเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกันโดยเร็ว”

ด้าน วิชียร ศักดิ์เจริญ ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน เทศบาลเมืองมาบตาพุด ตัวแทน อสม. กล่าวว่า “ภารกิจที่สำคัญของ อสม. คือ ในช่วงสถานการณ์ปกติจะมีหน้าที่ดูแลสุขภาพของคนในชุมชน เช่น การเข้าไปช่วยตรวจวัดอาการหรือตรวจสุขภาพเบื้องต้นสำหรับช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ทาง อสม. จะมีภารกิจเพิ่มเติมคือการลงไปยังพื้นที่ชุมชนเพื่อทำการตรวจเชิงรุกให้กับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง และการตรวจคัดกรองตามงานกิจกรรมหรือประเพณีของชุมชน การได้รับชุดยกการ์ด อสม. จากเอสซีจีเคมิคอลส์ จึงช่วยให้ อสม. มีอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับลงพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ ทำให้ลงพื้นที่ได้ต่อเนื่อง ช่วยให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมั่นใจ”อสม.เทศบาลตำบลเนินพระอสม.เทศบาลตำบลเนินพระอสม.เทศบาลเมืองมาบตาพุดอสม.เทศบาลเมืองมาบตาพุดอสม.เทศบาลตำบลมาบข่าพัฒนาอสม.เทศบาลตำบลมาบข่าพัฒนาอสม.เทศบาลตำบลบ้านฉางอสม.เทศบาลตำบลบ้านฉาง