ในนามประชาคนคนหนึ่ง : ม็อบขนตูด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602339

ในนามประชาคนคนหนึ่ง : ม็อบขนตูด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เบื่อเต็มทนม็อบขนตูดสุดโหรงเหรง

จ้างนักเลงเก่งทางงัดกัดกับหมา

แว้นมอเตอร์ไซค์ไล่ป่วนกวนบาทา

ล้วนเหี้ยห่าสารพัดคัดอย่างดี

ไม่ปราศรัยใช้เผาเอาไฟสุม

เป็นแค่การชุมนุมของกลุ่มผี

เพียงจะเอาภาพไปขยายอีกที

สื่อกะหรี่ที่เลี้ยงไว้ได้ใช้งาน

ทั้งสื่อหลักสื่อออนไลน์ขยายผล

สอดเล่ห์กลหนทางร่างประสาน

ส่งสื่อฝรั่งสั่งล็อบบี้ยิสต์ติดประจาน

ล้มรัฐบาลงานหลักเพื่อพรรคใคร

เอาหมาแก่แห่รถก็หมดสภาพ

พ้นสมัยไร้เด็กกราบติดภาพไพร่

ส่งหมาด่างสร้างม็อบหมายกอบใจ

แต่กลับไม่ขึงขังดังที่คิด

ฝูงสวะแต่ละคืนยืนดินแดง

เผาทุกแห่งแพร่งวิถีมีความผิด

ไม่กี่คนโจรกระจอกออกแผลงฤทธิ์

ทุกค่ำปิดถนนขวางหนทาง

นี่หรือคือประชาธิปไตย

ระเบิดเขย่าเผาไฟใช่ข้ออ้าง

กุ๊ยกร่างจ้างฝูงสัตว์มาจัดวาง

สถานการณ์ด้านสร้างภาพขนาบรบ

หยุดเถอะม็อบขนตูดสุดอุบาทว์

คิดว่ามองไม่ขาดปาดตีนกลบ

เห็นแต่ความคลั่งบ้าองคาพยพ

จุดเพลิงคบตบตาโลกหมายยกตน

แต่ลูกไม้เก่าแก่แต่สามานย์

กระหนาบด้านการต่อตีที่ไร้ผล

หวังปลุกพลังแสดงแห่งปวงชน

ดิ้นรนจนทุเรศน่าเวทนา

“เจริญขวัญ”

แกร็บชวนปันสุขผ่านอาหาร 30,000 มื้อให้ชุมชน เปิดตัวกิจกรรม ‘กล่องอิ่มสู้ – สั่งทางนี้อิ่มทางโน้น’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602335

แกร็บชวนปันสุขผ่านอาหาร 30,000 มื้อให้ชุมชน  เปิดตัวกิจกรรม ‘กล่องอิ่มสู้ - สั่งทางนี้อิ่มทางโน้น’

แกร็บชวนปันสุขผ่านอาหาร 30,000 มื้อให้ชุมชน เปิดตัวกิจกรรม ‘กล่องอิ่มสู้ – สั่งทางนี้อิ่มทางโน้น’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม

แกร็บ ประเทศไทย สานต่อโครงการ “สู้ไปด้วยกัน” ผนึกกำลัง  เพจ Food for Fighters  มูลนิธิ Scholars of Sustenance และเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (ซีอาร์จี) ชวนปันสุขด้วยการสั่งอาหารเพื่อบริจาคให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านร้าน “กล่องอิ่มสู้-สั่งทางนี้อิ่มทางโน้น” บนแอปพลิเคชั่น GrabFood เพื่อส่งพลังใจผ่านมื้ออาหารให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้มีแรงเดินหน้าต่อไปและสู้ไปด้วยกัน ร่วมกับ นัท นิสามณี ลงพื้นที่ช่วยกระจายความช่วยเหลือให้แก่ 60 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ในการมอบอาหารจำนวนรวม 30,000 กล่อง ตั้งแต่วันนี้ ถึง 5 ตุลาคม 2564

นัท นิสามณี ลงพื้นที่มอบอาหารในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในประเทศที่ได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลานาน และยังคงมียอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตอยู่ ทำให้ผู้คนได้รับผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต รวมไปถึงการประกอบอาชีพ ซึ่งแกร็บ ประเทศไทย ได้เล็งเห็นความเดือดร้อนที่ผู้คนต่างเผชิญอยู่จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบฯ โดยสานต่อกิจกรรม “พร้อมใจสู้คู่สังคมไทย”ภายใต้โครงการ “สู้ไปด้วยกัน” เปิดตัวร้าน “กล่องอิ่มสู้-สั่งทางนี้อิ่มทางโน้น” บนแอปพลิเคชั่น GrabFood เพื่อบริจาคมื้ออาหารแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านความร่วมมือกับ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (ซีอาร์จี) พร้อมกันนี้ยังชวนคนไทยมาร่วมบริจาคเพื่อส่งต่อพลังใจให้ฮึดสู้และมีแรงเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยได้ประสานความร่วมมือไปยังนัท นิสามณี, เพจ Food for Fighters และมูลนิธิ Scholars of Sustenance ซึ่งเป็นหน่วยหน้าด่านในการลงพื้นที่ช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ต่างๆ กว่า 60 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ อาทิ ศูนย์อาสาต้องรอด วัดเทวสุนทร, ชุมชนดอนเมือง, ชุมชนคนไร้บ้าน เสาชิงช้า, ชุมชนริมคลองวัดสะพาน, ชุมชนวัดดวงแข, ชุมชนราชบือธรรม, ชุมชนลัดภาชี, โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ฯลฯ”

ส่งพลังใจผ่านมื้ออาหาร “กล่องอิ่มสู้-สั่งทางนี้อิ่มทางโน้น”

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมปันสุขและช่วยส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้ง 60 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯได้ผ่านการสั่งผ่านร้านอาหารเสมือนจริง (Virtual Store) ภายใต้ชื่อ  “กล่องอิ่มสู้-สั่งทางนี้อิ่มทางโน้น” ผ่าน GrabFood บนแอปพลิเคชั่น Grab โดยสามารถบริจาคได้ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. ในราคาเพียงมื้อละ 50 บาท สามารถร่วมกิจกรรมบริจาคได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 5 ตุลาคม 2564 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://grb.to/gfdonateinfo

Dunnhumby เผย วิทยาศาสตร์ข้อมูล ช่วยคาดเดาพฤติกรรมของลูกค้าได้แม่นยำดังตาเห็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602359

Dunnhumby เผย วิทยาศาสตร์ข้อมูล ช่วยคาดเดาพฤติกรรมของลูกค้าได้แม่นยำดังตาเห็น

Dunnhumby เผย วิทยาศาสตร์ข้อมูล ช่วยคาดเดาพฤติกรรมของลูกค้าได้แม่นยำดังตาเห็น

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.56 น.

คุณทายได้ไหมว่าพรุ่งนี้ลูกค้าของคุณจะซื้อสินค้าอะไร?เรามีคำตอบ

ในขณะที่ผู้ค้าปลีกยังคงเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในด้านประสิทธิภาพของวิทยาศาสตร์ข้อมูลเรื่อยๆ พวกเขาก็มาถึงจุดที่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำสูงว่าผู้ซื้อจะมีพฤติกรรมอย่างไรในอนาคต?ในบทความนี้วีเจย์ บาลาจี มาดเฮสวารัน จาก dunnhumbyจะมาตามหาถึงความหมายที่แท้จริงและวิธีที่ผู้ค้าปลีกสามารถเปลี่ยนการมองการณ์ไกลให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริงได้อย่างไร?

ตั้งแต่การอ่านลายมือไปจนถึงโหราศาสตร์ ตราบใดที่เรามีความสามารถในการคิดโดยใช้ปัญญา มนุษย์ก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการพยายามทำนายอนาคต ในท้ายที่สุดแล้ว มีใครบ้างจะไม่อยากรู้ว่างวดต่อไปเลขรางวัลลอตเตอรีเบอร์อะไรที่จะออกหรือหากมีใครสามารถบอกได้ว่าการตัดสินใจแบบนี้จะให้ผลออกมาเป็นอย่างไร? เราทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่าอยากรู้

แนวคิดที่ว่าเราสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเริ่มต้นจากความโด่งดังของภาพยนตร์ยอดนิยมระดับบล็อกบัสเตอร์อย่างเรื่อง เจาะเวลาหาอดีต (Back to the Future)และ หน่วยสกัดอาชญากรรมล่าอนาคต (Minority Report) แม้ว่าการสร้างรถยนต์ DeLoreans ที่พาพระเอกเดินทางข้ามเวลานั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลจากความจริงก็ตาม แต่ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในเรื่องความสามารถของมนุษย์ที่คิดค้นวิธีประมวลผลและทำความเข้าใจข้อมูลขนาดมหึมาหมายความว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่การคาดการณ์เรื่องอนาคตเป็นไปได้อย่างแท้จริง

ในธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (grocery retail) วิทยาศาสตร์ข้อมูลช่วยให้เราสามารถคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ด้วยระดับความถูกต้องที่สูงมากจนเราสามารถบอกได้ว่า จะมีคนจะซื้อสินค้าอะไรในห้างร้านของเรา และถึงขนาดบอกได้ว่าจะซื้อที่สาขาไหนในช่วงสี่สัปดาห์ข้างหน้า นี่ไม่ใช่การคาดหมายถึงอนาคตหรือเป็นความเพ้อฝันลมๆแล้งๆ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงและเป็นสิ่งที่ dunnhumby ให้คำปรึกษาและคอยช่วยผู้ค้าปลีกทั่วโลกในทุกๆ วัน โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายและความภักดีในแบรนด์ของลูกค้าประกอบกันควบคู่ไปกับการใช้อัลกอริธึมในการคาดการณ์และประเมินผลที่มีความสลับซับซ้อน

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นแน่นอนว่าก็จะมีคำถามตามมาว่า “แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป?” ความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้าได้นั้นจะช่วยให้เราทำอะไรต่อได้บ้าง?

ผมคิดว่าคำตอบสำหรับคำถามดังกล่าวจะชัดเจนมากขึ้นเมื่อเราพิจารณาถึงบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบทั่วไปของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ในอุตสาหกรรมห้างค้าปลีก แม้ว่าสถานการณ์ของแต่ละบริษัทจะมีความเฉพาะเจาะจงที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท แต่ประธานเจ้าหน้าที่ฝายการตลาดส่วนใหญ่มีหน้าที่หลักๆ ดังต่อไปนี้:

1) ช่วยให้ธุรกิจได้ลูกค้าใหม่

2) รักษาความภักดีของฐานลูกค้าที่มีให้คงอยู่

3) เพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ซื้อทุกราย

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (หรือขยายความได้ว่าการทำนายพฤติกรรมของผู้ซื้อ) สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อการบรรลุเป้าประสงค์ในหน้าที่การงานของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดเหล่านั้น อาทิ

1) การระบุและการได้มาซึ่งข้อมูล

จากมุมมองของวิทยาศาสตร์ข้อมูล การได้มาซึ่งข้อมูลนั้นมีความยากลำบากกว่าอยู่หน่อยแน่นอนว่าผู้ค้าปลีกจะไม่มีทางมีข้อมูลเชิงลึก (insight) เกี่ยวกับผู้ซื้อที่ยังไม่ได้ซื้อของหรือเป็นลูกค้าของเขา แต่ในขณะเดียวกันข้อมูลจากบุคคลที่สามสามารถเติมเต็ม insight ที่แหว่งไปในจุดนี้ได้มากมาย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในบางครั้งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ซื้อที่มีอยู่อาจมีประโยชน์อย่างมากในแง่ของการช่วยให้ผู้ค้าปลีกเข้าใจได้ว่าลูกค้าประเภทไหนที่ “ใช่” เพื่อทำให้เขากลายเป็นลูกค้าประจำของเราให้ได้

การแบ่ง segment ข้อมูลผู้ซื้อ(กระบวนการแบ่งฐานผู้ซื้อของคุณออกเป็นกลุ่มย่อยๆ) – ช่วยให้คุณสามารถจัดหมวดหมู่ผู้ซื้อตามมูลค่าที่พวกเขาพึงมีต่อธุรกิจของคุณ ด้วยการเรียนรู้ว่าผู้ซื้อที่มีมูลค่าสูงมีพฤติกรรมอย่างไร และความต้องการของพวกเขาคืออะไร ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถเข้าใจและเรียนรู้ว่าพวกเขาต้องทำสิ่งใดให้ดีขึ้นเพื่อดึงดูดให้เข้ามาซื้อของเพิ่มมากขึ้น

2) โปรแกรมรีวอร์ดเพื่อมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ซื้อและรักษาความภักดีของลูกค้า

อะไรที่ทำให้ผู้คนภักดีต่อร้านค้าได้จริงๆ? ทำไมผู้ซื้อจึงมีพฤติกรรมบางอย่างในอดีต? อะไรทำให้ลูกค้าหยุดซื้อของที่ร้าน? วิทยาศาสตร์ข้อมูลสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ทั้งหมด ทำให้ผู้ค้าปลีกได้รับข้อมูลเชิงลึก (insight) ที่พวกเขาต้องการเพื่อสร้างกลยุทธ์การมีส่วนร่วมของลูกค้าในระดับสูง ซึ่งช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขากำลังได้รับความคุ้มค่ามากขึ้นสำหรับเงินที่จ่ายไปนั่นอาจหมายถึงการเสนอโปรโมชั่นที่ดีขึ้นหรืออาจเกี่ยวกับการปรับปรุงการจัดหมวดหมู่สินค้าเพื่อให้โดนใจลูกค้า สิ่งสำคัญคือเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตผู้ค้าปลีกจะมีแนวคิดที่ชัดเจนมากขึ้นว่าพวกเขาควรตอบสนองอย่างไรในอนาคต

3) จูงใจลูกค้าเพื่อสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้น (upsell) และเพิ่มตัวเลือกในหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้อง (cross sell)

ลูกค้าห้างค้าปลีกส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ใช้จ่ายกับร้านค้าเต็มวงเงินที่วางแผนไว้ ซึ่งหมายความว่ายังคงมียอดเงินที่อยู่ในกระเป๋าลูกค้าที่ไม่ได้ถูกใช้และเป็นยอดเงินที่สามารถเพิ่มยอดการจับจ่ายใช้สอยกับทางร้านค้าได้ จากประสบการณ์ของผมที่มักพบเจอในประเด็นนี้เกิดจากผู้ซื้อไม่สามารถหาสินค้าที่เขาต้องการได้อาจหาเพราะไม่เจอ หรือร้านค้าไม่ได้ตั้งอยู่ในละแวกที่สะดวกสำหรับการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน

การตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรามีรายการสินค้าที่ครบถ้วนพร้อมสำหรับให้ผู้ซื้อเลือกหาและในสถานที่ตั้งที่เหมาะสมเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่วิทยาศาสตร์ข้อมูลสามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับความสามารถในการช่วยระบุรายการสินค้าที่ควรจะเน้นเป็นพิเศษในแคมเปญสื่อของห้างค้าปลีก หากคุณทราบข้อเท็จจริงว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากฝั่งคุณ แต่อยู่ที่การขาดการตระหนักรู้ของฝั่งผู้ซื้อสื่อในห้างค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจะนำเสนอวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างความตระหนักรู้และโน้มน้าวการตัดสินใจซื้อได้ดี

ใจความสำคัญของทั้ง 3 ประเด็นที่กล่าวมานี้คือข้อมูลจะให้ความสามารถในการทดลอง ทดสอบ และเรียนรู้ ด้วยการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยในข้อเสนอและทดลองใช้กับผู้ซื้อกลุ่มย่อยๆ ก่อนเพื่อดูผลจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถคาดการณ์ได้ว่าการตัดสินใจในอนาคตของพวกเขาจะส่งผลเป็นอย่างไรก่อนที่จะเปิดตัวสู่ลูกค้ากลุ่มที่กว้างขึ้น

ความจริงที่เห็นได้ชัดคือไม่ใช่ทุกห้างค้าปลีกที่จะมีวิธีการตั้งค่าให้จัดการข้อมูลในลักษณะนี้ในปัจจุบัน ด้วยความกลัวว่าข้อมูลของลูกค้าจะสูญหายหรือถูกเจาะข้อมูลซึ่งเป็นประเด็นที่ค้างคามานานแล้ว และการเพิกเฉยกำลังส่งผลลบต่อธุรกิจที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าจะมีการประยุกต์ใช้การตัดสินใจแบบ “เรียลไทม์” ในห้างค้าปลีกเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจห้างค้าปลีกส่วนใหญ่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินงานที่จำเป็นต่อการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งปัญหาหลักๆ ก็คือต้องใช้เงินลงทุนที่สูงในการติดตั้งทางเทคนิคและระบบเก่าที่ล้าหลังที่กลายเป็นอุปสรรคใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่โอกาสในการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูลเพื่อการคาดการณ์และเพื่อสร้างธุรกิจค้าปลีกที่ดีขึ้นและยั่งยืนมากขึ้นยังคงมีอยู่ เนื่องจากข้อดีของความสามารถในการวิเคราะห์และเข้าใจข้อมูลและระบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลสามารถส่งมอบคุณค่าที่มากขึ้นให้กับองค์กรที่พวกเขาทำงานด้วย ความก้าวหน้าในเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)และการเรียนรู้ของเครื่อง(Machine Learning) จะช่วยพวกเขาให้ได้ไปต่ออีกไกลโดยผู้ค้าปลีกจะสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยใช้วิธีการเอาชนะใจลูกค้าและรักษาฐานลูกค้าเก่าให้ดีกว่าเดิม

สิ่งที่ดีที่สุดคือให้ข้อมูลเป็นตัวนำทางเรา ช่วยให้เราทำได้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ซื้อทุกคนซึ่งข้อมูลจะบอกเราทุกสิ่งอย่างที่เราต้องรู้เกี่ยวกับวิธีสร้างแรงกระตุ้นสร้างการมีส่วนร่วม ตอบสนองความต้องการ และสร้างความสุขให้พวกเขา และหากเราสามารถสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้ซื้อได้  เราก็สามารถสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้ค้าปลีกได้เช่นกัน

ผู้เขียน

วีเจย์ บาลาจิ แมเดสวารัน ผู้อำนวยการฝ่าย Applied Data Science ของ dunnhumby APAC ดูแลรับผิดชอบทางด้านการลงทุน การสร้างพันธมิตร การเข้าถึงและปรับแต่งระบบ เพื่อช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกและแบรนด์ต่างๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการตระหนักถึงคุณค่ามหาศาลของข้อมูลที่มีอยู่

‘Beauty Gems’ รังสรรค์ 12 เครื่องประดับอัญมณีสุดล้ำค่า สะท้อนจุดเด่น 12 ประเทศทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602309

‘Beauty Gems’ รังสรรค์ 12 เครื่องประดับอัญมณีสุดล้ำค่า สะท้อนจุดเด่น 12 ประเทศทั่วโลก

‘Beauty Gems’ รังสรรค์ 12 เครื่องประดับอัญมณีสุดล้ำค่า สะท้อนจุดเด่น 12 ประเทศทั่วโลก

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.19 น.

ช่วงที่ผ่านมานี้ เราทุกคนต้องเผชิญและตึงเครียดกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ความสุขในออกไปผจญภัยกับท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ต้องหยุดชะงักชั่วคราว แต่ในวันนี้ Beauty Gems (บิวตี้ เจมส์) แบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณีเบอร์ 1 ของเมืองไทยโดย “หนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล” ได้ส่งความสุขให้คนไทยผ่านอัญมณีและเครื่องประดับ ที่สร้างสรรค์อัญมณีให้กลายเป็น 12 เครื่องประดับ ที่ถ่ายทอดจุดเด่นของ 12 ประเทศทั่วโลก ให้กลายเป็นเครื่องประดับที่โดดเด่นและสวยงาม จากฝีมือคนไทย

สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้ เจมส์ จำกัด กล่าวว่า “การส่งมอบความสุขให้ผู้คนท่ามกลางสภาวะปัจจุบันทำได้หลากหลายวิธี ซึ่งตนเองมีความถนัดและความเชี่ยวชาญในเรื่องของอัญมณีและเครื่องประดับ จึงคิดว่า ควรนำจุดเด่นในเรื่องนี้มาส่งมอบความสุขให้คนไทย ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงาม ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผู้คนมีความสุขได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความรักและชื่นชอบในอัญมณีและเครื่องประดับ และสำหรับคอนเซ็ปต์ในการดีไซน์เครื่องประดับที่ถ่ายทอดผลงานออกมาเป็น 12 เครื่องประดับ กับจุดเด่น12 ประเทศทั่วโลกเพื่อให้คนไทยได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดในสถานการณ์โควิด ประกอบกับปัจจุบันที่ยังไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศไทยทางบิวตี้ เจมส์ บริษัทในเครือ และพาร์ทเนอร์ จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพื้นที่ความสุขผ่านเครื่องประดับ ทั้งความสวยงามของสถานที่ สิ่งของ รวมไปถึงวัฒนธรรมประเพณีที่บ่งบอกถึงประเทศนั้นๆ ชวนให้ทุกคนหวนคิดถึงการท่องเที่ยวในต่างแดนผ่านเครื่องประดับและอัญมณี ที่สวยงามและล้ำค่าโดยช่างฝีมือคนไทย”

สำหรับ 12 เครื่องประดับที่รังสรรค์ความสวยงามและถ่ายทอดจุดเด่นของ 12 ประเทศ ประกอบด้วย

1. THE POSITIVE ENERGY (เดอะ-พอซ-ซะ-ทีฟ-เอน-เออะ-ยี่) สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู และแหวนพลอยประดับเพชรเป็นดั่งตัวแทนของประเทศไอซ์แลนด์ดินแดนแห่งพลังงานออโรร่า หรือพลังงานแสงเหนือที่มีความสวยงามเปรียบเสมือนแสงแห่งพลังงานบวก

2. THE LOVER (เดอะ-เลิฟเวอร์) เข็มกลัดพลอยประดับเพชรรูปนกฟลามิงโก้ สัญลักษณ์สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสวนนกฟลามิงโก้ แห่งลาสเวกัส อเมริกา โดยนกฟลามิงโก้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความรัก ความอบอุ่น

3.THE LAND OF SAFARI (เดอะ-แลนด์-ออฟ-ซาฟารี) แหวนและเข็มกลัดพลอยประดับเพชร ตัวแทนของ ประเทศแอฟริกาที่รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งซาฟารี เครื่องประดับจึงถูกออกแบบมาเป็นรูปสัตว์สัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความโชค

4. THE JEWEL OF BHARAT (เดอะ-จิวเวล-ออฟ-ภารตะ) สร้อยคอพลอยประดับเพชร ที่นำความศรัทธาและความเชื่อในความหมายของพลอยแต่ละชนิด มาบรรจงอย่างมีลวดลายอักขระ สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรม เป็นมนต์เสน่ห์ที่งดงาม ชวนหลงไหล อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศอินเดีย

5. THE HERITAGE OF GEMS (เดอะ-เฮอ-ริ-เทจ-ออฟ-เจมส์) เข็มกลัดพลอยประดับเพชร อัญมณีอันล้ำค่าเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของประเทศบรูไน ที่ได้ชื่อเป็นดินแดนแห่งความสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย ที่มีพร้อมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

6. THE ELEGANCE OF EGYPT (ดิ-เอ-เล-แกนซ-ออฟ-อียิปต์)  สร้อยคอพลอยประดับเพชร  ได้รับแรงบันดาลใจจากหญิงสาวในตำนานของอียิปต์ที่งดงาม และเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา และอียิปต์ถือเป็นเมืองที่อบอวลไปด้วยวัฒนธรรมที่ลึกลับแต่แฝงไปด้วยความมีเสน่ห์เย้ายวน พลอยสีต่างๆถูกนำมาร้อยเรียงเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง

7. THE COLOUR OF BRAZIL (เดอะ-คัลเลอร์-ออฟ-บราซิล) สร้อยคอพลอยประดับเพชร  เป็นตัวแทนของ ความอุดมสมบูรณ์พร้อมไปด้วยธรรมชาตินานาพรรณ สีฟ้าครามของท้องทะเล แสงแดดอันอบอุ่น และสายลมที่พริ้วไหว สะท้อนถึงความสดใส รื่นเริง สีสันอันเป็นเสน่ห์ของประเทศบราซิล

8. THE CITY OF LOVE (เดอะ-ซิ-ตี้-ออฟ-เลิฟ) กระเป๋าทองคำ และปลอกลิปสติกประดับเพชร เปรียบเสมือนตัวแทนของ ปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ที่ได้รับฉายาว่าคือ มหานครแห่งรัก ด้วยบรรยากาศที่สุดแสนคลาสสิคและสถานที่อันสวยงาม อีกทั้งยังเป็นเมืองที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของน้ำหอมและเครื่องสำอางค์ จึงเป็นที่มาของเครื่องประดับคอลเลกชันนี้ 

9. DANCE OF THE BUTTERFLY (แดนซ์-ออฟ-เดอะ-บัต-เทอร์-ฟราย)  สร้อยคอพลอยประดับเพชรที่ดึงความเชื่อของญี่ปุ่นเกี่ยวกับผีเสื้อ ที่เปรียบดั่งสัญลักษณ์ของการเติบโตจากวัยเด็กสาว ไปสู่วัยหญิงสาวเต็มตัว จึงนำเอาความงดงามเหล่านั้น มาบอกเล่าเรื่องราวของความสุข ที่เต็มไปด้วยความร่าเริงและความสนุกสนาน 

10. THE RISING DRAGON (เดอะ-ไรซ์-ซิ่ง-ดรา-กอน) เข็มกลัดพลอยประดับเพชร ประเทศจีนหรือที่ถูกขนานนามรู้จักกันในชื่อ “ดินแดนมังกร”  มังกรถือเป็นสัตว์วิเศษในวรรณคดีของจีน ตามคติจีนเชื่อว่า มังกรนั้นคือตัวแทนของเทพเจ้า เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล จึงนิยมนำรูปมังกรมาเป็นเครื่องประดับ เครื่องรางเพื่อเสริมโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความร่ำรวย 

11. THE STATE OF YACHING (เดอะ-สเตท-ออฟ-ยอช-ชิ่ง) เรือพลอยประดับเพชร  ถ้าเปรียบสิ่งที่ทำให้นึกถึงประเทศสวีเดนอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเยือนคือ พิพิธภัณฑ์เรือ สวีเดนถือเป็นดินแดนแห่งท้องทะเลอันสวยงามและมีชื่อเสียงในการสร้างเรือเดินสมุทร จึงเป็นที่มาของเรือลำนี้เพื่อรำลึกถึงสัมพันธภาพอันดีงามระหว่างประเทศไทยและประเทศสวีเดน

12. THE TREASURE OF SIAM (เดอะ-เทรซ-เออะ-ออฟ-สยาม) สร้อยคอ กำไล และเข็มกลัดพลอยประดับเพชร  เอกลักษณ์ความเป็นไทยถูกรังสรรค์ เจียรไนอย่างประณีตผ่านเพชรและพลอย ผสมผสานลวดลายอันอ่อนช้อยวิจิตรบรรจง ออกมาเป็นคอลเลคชั่น THE TREASURE OF SIAM ตัวแทนของความเจริญรุ่งเรืองถือเป็นสมบัติอันล้ำค่า ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ควรค่าแก่การเก็บรักษาให้คงอยู่คู่ชาติไทย 

12 เครื่องประดับที่รังสรรค์โดย Beauty Gems (บิวตี้ เจมส์) แบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณีเบอร์ 1 ของเมืองไทย ถือว่าเป็นสินค้าล้ำที่มีความสวยงามชวนให้หลงใหล และ น่าค้นหา ที่สำคัญทำให้เรารู้สึกมีความสุขในการดื่มด่ำกับความสวยงามของอัญมณีและเครื่องประดับจนลืมความตึงเครียดของบ้านเมืองไปได้ชั่วครู่ อย่างไรก็ดี หากใครอยากชมความสวยงามของ 12 เครื่องประดับ สามารถเดินเข้าประตูวิเศษไปท่องเที่ยว 12 ประเทศได้ในงาน  Beauty gems all around the world จนถึงวันที่ 15 กันยายน 64 ณ The Event Hall ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม

ทั้งนี้ หากแฟนอัญมณีและเครื่องประดับที่จะไปผจญภัยในงาน อย่าลืมที่จะปฎิบัติตามมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่เชื้อของโควิด-19 อาทิสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้าง

Jaspal จับมือแบรนด์ดังระดับโลก ‘DVF’ ส่งคอลเลคชั่นใหม่เอาใจผู้หญิงทุกเจเนอเรชั่น! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602300

Jaspal จับมือแบรนด์ดังระดับโลก ‘DVF’ ส่งคอลเลคชั่นใหม่เอาใจผู้หญิงทุกเจเนอเรชั่น!

Jaspal จับมือแบรนด์ดังระดับโลก ‘DVF’ ส่งคอลเลคชั่นใหม่เอาใจผู้หญิงทุกเจเนอเรชั่น!

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.56 น.

ปฎิเสธไม่ได้ว่า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ล้วนเป็นรสนิยมของแต่ละบุคคล ไม่เว้นแต่ผู้สวมใส่เท่านั้นการสร้างสรรค์ผลงาน หรือ การออกแบบ ของผู้ที่ถูกเรียกว่าดีไซเนอร์ก็ย่อมมีเอกลักษณ์และจุดเด่นของตนเอง ซึ่งแน่นอนว่ากว่าคนเหล่านี้จะได้รับการยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายในวงการแฟชั่นที่มีดีไซเนอร์มากมายไม่ใช่เรื่องง่าย

ในวันนี้จะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับดีไซเนอร์ ผู้สร้างสรรค์แบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงระดับแนวหน้าของวงการแฟชั่นของสหรัฐอเมริกา ‘ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก’ ดีไซเนอร์หญิงผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า สร้างความมุ่งมั่นและเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้หญิงในการเดินทางสู่การเป็นผู้หญิง InCharge เพื่อเอาชนะเป้าหมายของตนเองและเร็วๆนี้ Jaspal แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำสัญชาติไทย ขวัญใจสาวกแฟชั่นในทุกวงการ ได้เชิญ ไดแอน วอน ดีไซเนอร์ที่มีความโดดเด่น ได้รับการยอมรับระดับแนวหน้าในวงการแฟชั่นอเมริกามาสร้างสรรค์ผลงานในคอลเลคชั่น FW2021 ที่ได้รวบรวมความงามและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก นักออกแบบแฟชั่นที่เกิดในเบลเยี่ยม ก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นในปี 2513 และ 2 ปีต่อมา (ปี 2515) เธอได้ก่อตั้งแบรนด์ Diane von Fürstenberg (DVF) ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงระดับแนวหน้าของวงการแฟชั่นสหรัฐอเมริกา โดยผลงานที่สร้างไดแอนให้เป็นตำนานในอุตสาหกรรมแฟชั่นก็คือ เสื้อถัก”ชุดเดรสรัดรูป” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความเป็นอิสระสำหรับผู้หญิงรุ่นหนึ่ง และด้วยความสามารถด้านการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เธอได้รับคัดเลือกให้ขึ้นปกนิตยสารนิวส์วีก ซึ่งเป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐที่โด่งดังมาก

และในปี 2540 ไดแอน ได้กลับมาขึ้นแท่นอีกครั้งด้วยการเปิดตัวแบรนด์ ที่มีชีวิตชีวาในแบบฉบับของเธอ ซึ่งในปีนี้ถือว่าเธอได้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างเต็มตัว เพราะได้รับรางวัลมากมาย หนึ่งในนั้นคือ รางวัล Lifetime Achievement Award จาก Council of Fashion Designers of America (CFDA) รางวัลใหญ่แห่งวงการแฟชั่นในสหรัฐอเมริกาที่เหล่าดีไซเนอร์หลายคน ใฝ่ฝันตั้งเป้าหมายจะคว้ามันมาให้ได้

ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก เป็นดีไซเนอร์ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบเสื้อผ้า และมุ่งมั่นเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้หญิงผ่านงานแฟชั่น และสัญลักษณ์อันโดดเด่นนั้นคือ Iconic Wrap Dress เธอยังให้คำปรึกษาและก่อตั้งมูลนิธิ The Diller – von Furstenberg Family (องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร-DVF)  และได้มอบรางวัล DVF Awards ให้กับผู้หญิงที่แสดงความเป็นผู้นำความเข้มแข็งและความกล้าหาญในความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายของตนเอง

และล่าสุด ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก เปิดตัวรายการ InCharge เพื่อสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงในการเพิ่มขีดความสามารถและเป็นแนวทางให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง

ในวันที่ 28 กันยายนนี้ ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก จะมาส่งมอบพลังบวก สร้างความประทับใจขั้นสุดให้กับวงการแฟชั่นไทยด้วยการ จับมือกับ Jaspal แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำสัญชาติไทย ในการส่งคอลเลคชั่นที่ดึงจุดเด่นด้านดีไซน์ของ ไดแอน ในเรื่อง Wrap dress และ Floral print มาผสมผสานกับตัวตนของผู้หญิงแบบฉบับ Jaspal ที่หลงใหลในลายดอกไม้ แฝงด้วยความหวานน่าทะนุทนอม  แต่ในขณะเดียวกัน ก็ดูสมาร์ท มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำสิ่งใหม่ๆ และมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนความเป็นผู้หญิง #InCharge อย่างชัดเจน

ห้ามพลาด! กับคอลาบอเรชั่นพิเศษแห่งปี ที่จะถ่ายทอดพลังบวกให้ผู้หญิงอันทรงพลังผ่านแฟชั่นดีไซน์สุดประทับใจ ให้สาวๆ  Incharge ในทุกเจเนอเรชั่น!

-(016)

มอบรางวัล Prime Minister Award เชิดชูศักยภาพกลุ่มสตาร์ทอัพและผู้พัฒนานวัตกรรมสู้วิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602294

มอบรางวัล Prime Minister Award เชิดชูศักยภาพกลุ่มสตาร์ทอัพและผู้พัฒนานวัตกรรมสู้วิกฤต

มอบรางวัล Prime Minister Award เชิดชูศักยภาพกลุ่มสตาร์ทอัพและผู้พัฒนานวัตกรรมสู้วิกฤต

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.43 น.

15 กันยายน 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)เป็นประธานในงานพิธีประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพของประเทศ (Prime Minister Award: National Startup 2021) และผู้ที่มีส่วนร่วมในการนำนวัตกรรมเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา19 (Prime Minister Award: Innovation For Crisis) ภายในงานสตาร์ทอัพ และ งานอินโนเวชั่น ไทยแลนด์ เอ็กซ์โป 2021 (STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อน เร่งสร้างและพัฒนาสตาร์ทอัพที่เป็นรูปธรรมในลักษณะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐและภาคการศึกษา ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา19 หรือ COVID-19 นั้นทำให้เห็นการร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งมีคุณค่าและเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศ ดังนั้น NIA จึงเห็นว่าในปีนี้ควรจัดมอบรางวัล Prime Minister Award: Innovation For Crisis เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจและเชิดชูเกียรติแก่ผู้มีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนาและสนับสนุนนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้ด้วย”

พิธีมอบรางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 และ Prime Minister Award: Innovation For Crisis มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพของประเทศ และผู้ที่มีส่วนร่วมในการนำนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา19 และเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งสตาร์ทอัพของประเทศไทยให้มีศักยภาพทางธุรกิจและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติม “NIA หวังว่าโครงการรางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 และ รางวัล Prime Minister Award: Innovation For Crisis ในงาน STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021 ในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการเป็นผู้สนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพรายใหม่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย และกระตุ้นให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤติระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงเกิดการเผยแพร่ต้นแบบแนวทางการเป็นผู้สนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพและการใช้นวัตกรรมในประเทศมาแก้ปัญหาวิกฤตระดับโลกที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้หรืออนาคต”

รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 ประกอบด้วย

1.รางวัล Startup of the yearเป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่สตาร์ทอัพในสาขาธุรกิจเป้าหมาย โดยต้องมีการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย และดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทต้องมีศักยภาพในการเติบโตสูง สร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม ตลอดจนมีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ เป็นต้นแบบที่ดีของสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ รวมถึงมีธรรมมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจที่ดี

ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ SHIPPOP บริษัทบริการออนไลน์เชื่อมโยงขนส่งมาไว้ในระบบเดียว บริการหน้าร้านเพื่อรับส่งสินค้า ช่วยเหลือเกษตรกรในการขนส่ง สร้างรายได้ให้แก่คนทั่วไปจากสาขาที่เปิดให้บริการ มีอัตราการเติบโตกว่า 30% ในปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 สาขา และมีการส่งพัสดุมากกว่า 1,000,000 ชิ้นต่อเดือน

2.รางวัล Global Tech Startup of the yea rเป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่ สตาร์ทอัพในสาขาธุรกิจเป้าหมาย ที่มีการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย หรือมีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยมีศักยภาพในการเติบโตสูง สร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมในวงกว้างระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างน้อย ตลอดจนมีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ Builk บริษัทสร้างเว็บแอพพลิเคชั่นสำหรับบริหารธุรกิจก่อสร้างเช็คราคาวัสดุก่อสร้างจากฐานข้อมูลการสั่งซื้อจริง ในปีที่ผ่านมาได้มีการเติบโตและกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน อีกทั้งยังมีการขยายไปต่างประเทศ ได้แก่ พม่า อินโดนีเซีย ลาว และกัมพูชา

3.รางวัล Evangelist of the yearเป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่ บุคคลต้นแบบ ที่มีศักยภาพ มีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ สร้างความตระหนักรับรู้และชักนำบุคคลหรือองค์กรใหม่ๆเข้ามาในระบบนิเวศสตาร์ทอัพ เผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสตาร์ทอัพในวงกว้าง และสามารถยกระดับการเติบโตระบบนิเวศของสตาร์ทอัพของประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ

ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ นายแซม ตันสกุลกรรมการผู้จัดการ กรุงศรี ฟินโนเวตและนางสาวปารดา ทรัพย์ประเสริฐผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน 500TukTuks

4.รางวัล Investor of the yearเป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่บริษัทร่วมลงทุนที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตให้กับบริษัทสตาร์ทอัพ มีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ การลงทุนสามารถสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในระดับประเทศ สามารถยกระดับการลงทุนของบริษัทร่วมลงทุนในตลาดของประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ

ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ 500 TukTuks กองทุนที่ร่วมผลักดันวงการสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด และร่วมสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ (Disruptive Digital and Deep Technology Ecosystem) ในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการร่วมลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพรวม 70 บริษัท ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถระดมทุนในรอบถัดไปได้รวมเกือบ 7,000 ล้านบาท

5.รางวัล Best Brotherhood of the yearเป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่บริษัทขนาดใหญ่ หรือ หน่วยงานภาครัฐที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตให้กับบริษัทสตาร์ทอัพ มีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ การส่งเสริมสามารถสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในระดับประเทศ สามารถยกระดับการเติบโตระบบนิเวศของสตาร์ทอัพของประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ

ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ SCG บริษัทที่ผลักดันลงทุนในสตาร์ทอัพต่อเนื่อง มีแผนการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาทเพื่อลงทุนสตาร์ทอัพที่น่าสนใจผ่าน AddVentures หน่วยงานลงทุนของบริษัทเป็นระยะเวลา 5 ปี ในกลุ่ม Industrial,Enterprise และ B2B โดย AddVentures by SCG เป็นบริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital เพื่อเสริมศักยภาพวิสาหกิจเริ่มต้นทั่วโลกสนองนโยบายการทำ Digital Transformation

รางวัล Prime Minister Award: Innovation for Crisis ประกอบด้วย

1. รางวัลประเภทหน่วยงานภาครัฐ (Government Sector)เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติ หน่วยงานประเภทหน่วยงานภาครัฐ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานในกำกับของรัฐที่มี พรบ. เฉพาะ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ และมีผลงานนวัตกรรมที่สนับสนุน ส่งเสริม และใช้ในการดำเนินการเพื่อการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (Covid 19) (เพิ่มเติม: ระบุลักษณะของผลงานที่สามารถส่งเข้าประกวด Product/ Process/ Public Service) โดยคุณลักษณะของนวัตกรรมต้องมีความใหม่ อรรถประโยชน์ สามารถนำไปใช้งานได้จริง มีจำนวนการใช้งานและมีศักยภาพที่ดีในการใช้งาน มีโอกาสในการพัฒนาและขยายผลในอนาคต

ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์มหาวิทยาลัยบูรพาระบบการดูแลผู้ป่วยกักตัวสำหรับผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว (weSAFE@Home)มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นวัตกรรมตู้ความดันบวกเพื่อใช้ในกระบวนการเก็บสิ่งส่งตรวจมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับใช้ในโรงพยาบาลขนาดเล็ก

2. รางวัลประเภทหน่วยงานภาคเอกชน (Private Sector)เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติ หน่วยงานประเภทหน่วยงานภาคเอกชน เช่น องค์กรขนาดใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลาง วิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดย่อย ที่มีความเป็นนวัตกรรม ครอบคลุมถึงการบริการ การจัดการ มีการใช้งานจริงและเกิดผลกระทบที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านในด้านหนึ่ง สามารถชี้แจงทุนจดทะเบียนบริษัทและงบประมาณของโครงการเพื่อสะท้อนถึงขนาดและคุณภาพของผลงาน มีความร่วมมือหรือบูรณาการจากหลายภาคส่วน ก่อให้เกิดความยั่งยืน และมีการพัฒนาต่อยอดหลังจบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ บริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดแอพลิเคชั่นไข่ต้ม ฮอสพิทอลสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทยตู้แช่เก็บวัคซีนที่ติดอุปกรณ์ Monitoringบริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัดหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติสำหรับการบริการทางการแพทย์บริษัท สมาร์ท เฮลท์เทค จำกัดดีฟาร์ม DPharm

3. รางวัลประเภทบุคคลทั่วไป (Individual Award) เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติ ที่มอบให้แก่บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพด้านการส่งเสริม สนับสนุนการแก้ปัญหา และรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 เดือน มีผลงานที่ก่อประโยชน์ต่อสังคม ระบบสาธารณสุข หรือการแก้ปัญหาสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม มีการใช้นวัตกรรมในการดำเนินงาน และมีผลกระทบกับสังคมในวงกว้าง เป็นที่กล่าวถึงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย 

ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิตคุณคริส โปตระนันทน์ และ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

-(016)

‘เอนก’ เปิดงาน ‘STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021’ มั่นใจไทยก้าวสู่ประเทศนวัตกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602266

‘เอนก’ เปิดงาน ‘STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021’ มั่นใจไทยก้าวสู่ประเทศนวัตกรรม

‘เอนก’ เปิดงาน ‘STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021’ มั่นใจไทยก้าวสู่ประเทศนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 12.49 น.

“เอนก” มั่นใจไทยก้าวสู่ประเทศนวัตกรรม ที่กำลังจะดีดตัวเองออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศรายได้สูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม เพราะผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้ระลอกแล้วระลอกเล่า ล่าสุด สามารถพัฒนานวัตกรรมสู้โควิดได้ ทั้งชุด PPE หน้ากาก PAPR ห้องไอซียูความดันลบ รวมทั้งการผลิตวัคซีนจากฝีมือคนไทยกว่า 4 ชนิด ด้าน NIA จัดงานสตาร์ทอัพและอินโนเวชั่นไทยแลนด์ เอ็กซ์โป 2021 เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงลึกให้ผู้ประกอบการ

15 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กล่าวเปิดงานสตาร์ทอัพและอินโนเวชั่น ไทยแลนด์ เอ็กซ์โป 2021 (STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021) หรือ SITE 2021 จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ว่า ปีที่แล้ว ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความสามารถในด้านนวัตกรรม โดย The Global Innovation Index 2020 เป็นอันดับที่ 44 ของโลก และมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในด้านนวัตกรรม เป็นอันดับ 1 ของโลก

ซึ่งการที่นวัตกรรมจะเดินหน้าได้ จะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของภาคเอกชนด้วย นั่นถือเป็นข่าวดี และจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ช่วงปีเศษที่ผ่านมา ได้ให้สัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังจะดีดตัวเองออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศรายได้สูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม เราสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยสู้วิกฤตโควิดที่ทำได้สำเร็จแล้วมากมาย เช่น ชุด PPE หน้ากาก PAPR และห้องไอซียูความดันลบ ซึ่งมีราคาถูกเป็นหนึ่งในสิบของราคาต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังมีการผลิตวัคซีนไฮเทคจากฝีมือคนไทยกว่า 4 ชนิด ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดลองขั้นสุดท้ายในคน ซึ่งมั่นใจว่าในปี 2565 จะสามารถผลิตออกมาให้คนไทยได้ใช้อย่างแน่นอน  

“ผมอยากให้คนไทยเชื่อมั่นว่า ประเทศของเราเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมได้ นอกจากผลงานในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยยังมีที่ตั้งที่เป็นเลิศ เป็นดินแดนที่มีนวัตกรรมมาช้านาน เรารับอารยธรรมจากจีนและอินเดีย นำมาผสมผสานและต่อยอดจากของดีแต่เดิมของเราจนกลายเป็นนวัตกรรมของไทย รวมทั้งเรามีคนที่เป็นเลิศ เป็นนักผสมผสาน นักสร้างสรรค์ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง นวัตกรรมของไทยในวันนี้จึงมีรากฐานความเป็นมาที่ยาวนานมาก เราต้องมั่นใจในตัวเอง เชื่อว่าเราเป็นนวัตกรได้ เราเป็นเลิศทางนวัตกรรมได้ เราสามารถผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้ด้วยตนเอง และเราจะก้าวไปสู่การเป็น 1 ใน 30 ประเทศแห่งนวัตกรรมของโลกต่อไป” ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าว

ด้าน ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ. NIA กล่าวว่า ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิต สังคม และเศรษฐกิจ แต่ในวิกฤตนั้นทำให้มองเห็นความท้าทายที่จะสร้างให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” จึงเป็นเสมือนตัวช่วยที่สำคัญ และอาจจะเป็นทางรอดของหลายประเทศในเวลานี้ โดยเฉพาะการรับมือกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่ 4 ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การจัดงาน STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021 หรือ “SITE2021” เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ต้องการสร้างเวทีแสดงศักยภาพของ “นวัตกรรมไทย” และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ตอบโจทย์ความท้าทายให้กับคนไทย และสามารถนำไปต่อยอดหรือขยายผลเป็นโอกาสในมิติต่างๆ มากขึ้น

โดยในปีนี้ได้รวมการจัด 2 งานยิ่งใหญ่ระดับประเทศ STARTUP THAILAND และ INNOVATION THAILAND EXPO เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “DEEP TECH RISING …The Next Frontier of Innovation” ที่มุ่งเน้นถ่ายทอดแนวทางการส่งเสริม พัฒนา และสร้างโอกาสการเติบโตใน “เทคโนโลยีเชิงลึก” หรือ Deep Tech ซึ่ง NIA เป็นหน่วยงานหลักที่ได้ริเริ่มและส่งเสริมสตาร์ทอัพในกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีเชิงลึกนี้ จะเป็นอาวุธสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีอื่น เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่โลกอนาคตได้อย่างทัดเทียมประเทศชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ SITE 2021 จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ วันที่ 15-18 กันยายนนี้ ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th

-(016)

วปอ. รุ่น 60 บริจาคเครื่องจ่ายออกซิเจนให้ รพ.สมุทรปราการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602052

วปอ. รุ่น 60 บริจาคเครื่องจ่ายออกซิเจนให้ รพ.สมุทรปราการ

วปอ. รุ่น 60 บริจาคเครื่องจ่ายออกซิเจนให้ รพ.สมุทรปราการ

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นฤมล ล้อมทอง รองประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 60 เป็นผู้แทนมอบเครื่องจ่ายออกซิเจน พร้อมด้วย บรรณสาร จันทร์สมศักดิ์ กก.และ ผจก.มูลนิธิรพ.พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และ ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (สจล.) ร่วมในการส่งมอบนวัตกรรม KMITL High Flowเพื่อเป็นประโยชน์แก่โรงพยาบาลต่อไป โดยมี วาสนา ธนเศรษฐ พยาบาลวิชาชีพ หน.งานห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรม รพ.สมุทรปราการ รับมอบ

คณะนักศึกษา หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 60 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ บริจาคเครื่องจ่ายออกซิเจน High flowจำนวน 3 เครื่อง ให้แก่โรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยมี นฤมล ล้อมทอง รองประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 60 เป็นผู้แทนมอบเครื่องจ่ายออกซิเจน พร้อมด้วย บรรณสาร จันทร์สมศักดิ์กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และ ผศ.ดร.รัชนีกุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมในการส่งมอบนวัตกรรม KMITL High Flow เพื่อเป็นประโยชน์แก่โรงพยาบาลต่อไป โดยมี วาสนา ธนเศรษฐ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้างานห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลสมุทรปราการ เป็นผู้แทนรับมอบ เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม 2564 ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ

สำหรับเครื่องจ่ายออกซิเจน KMITL High flow ออกแบบและพัฒนาขึ้นโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)ซึ่งได้คิดค้นและพัฒนาต้นแบบ “เครื่องจ่ายออกซิเจน KMITL High Flow” เป็นเครื่องจ่ายออกซิเจนในอัตราการไหลสูงเป็นครั้งแรก ที่มาพร้อมระบบมอนิเตอร์ทางไกลระบบการแสดงผลที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น เพื่อลดการสัมผัสระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยผ่านระบบติดตามระยะไกล เพื่อต่อลมหายใจช่วยคนไทยพ้นภัยโควิด-19

แนะเคล็ดไม่ลับ ปรับวิถีใหม่ให้มนุษย์แม่ รับมือการเรียนของลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602079

แนะเคล็ดไม่ลับ ปรับวิถีใหม่ให้มนุษย์แม่  รับมือการเรียนของลูกน้อย

แนะเคล็ดไม่ลับ ปรับวิถีใหม่ให้มนุษย์แม่ รับมือการเรียนของลูกน้อย

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปุ้ม-เปรมสุดา สันติวัฒนา 

ปุ้ม-เปรมสุดา, บี-กมลาสน์ ผู้ประกาศข่าวอารมณ์ดีแห่ง ฝนฟ้าอากาศจาก ช่อง 7HD เผยบทบาทหลังจอในฐานะคุณแม่อารมณ์ดี เผยเคล็ดลับคลายล็อกพร้อมรับมือกับลูกน้อยเรียนออนไลน์ สร้างสัมพันธ์แน่นแฟ้นแม่-ลูกและครอบครัว แนะพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ใจเย็น อดทน ลดความคาดหวัง บรรเทาความกดดันสู้สถานการณ์โควิด-19 เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยแสนรัก

โดย ปุ้ม-เปรมสุดา สันติวัฒนา ขอแชร์ประสบการณ์ตรง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองคนอื่นๆ “แม้ว่าปุ้มเองจะไม่ได้ Work from Home แต่พอเสร็จจากการอ่านข่าว กลับมาบ้านก็ต้องมาเจอกับการเรียนออนไลน์ของลูกๆ ทั้งสองคน ช่วงแรกๆ เหมือนจะไม่กระทบกับตัวเราและครอบครัวมากนัก แต่พอผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มมีเสียงสะท้อนจากครอบครัวอื่นๆ ว่า การเรียนออนไลน์นั้น ทำให้ความเครียดก่อตัวขึ้นกับทั้งคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงตัวเด็กนักเรียนที่เรียนออนไลน์เอง และยังสะสมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวปุ้มเอง ซึ่งครอบครัวของปุ้มมีลูกสองคน “น้องดีน่า”ยังเป็นเด็กเล็ก ลักษณะการเรียนการสอน คุณครูก็จะเน้นไปที่กิจกรรมต่างๆ เช่น การเล่น การร้อง น้องดีน่าก็จะสนุกไปกับเพื่อนๆ หน้าจอ ซึ่งเราไม่ต้องควบคุมดูแลมากนัก แต่พอปุ้มได้มาดูแลการเรียนออนไลน์ของ “น้องดาต้า” ที่โตขึ้นมาอีกหน่อย คุณครูจะสอนให้เรียนรู้เชิงวิชาการมากขึ้น เราก็ต้องควบคุมเข้มงวดมากขึ้น ปกติผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะคาดหวังกับการเรียนของลูก และมักจะนำลูกไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ทำให้น้องดาต้ารู้สึกกดดัน จากที่ไม่ค่อยสนุกกับการเรียนออนไลน์อยู่แล้ว ต้องมาเจอกับภาวะ เช่นนี้ ยิ่งทำให้น้องดาต้าไม่อยากเรียน มีการต่อต้าน จนเกิดความเครียดทั้งแม่และลูก กระทั่งปุ้มต้องไปปรึกษาคุณครูและคุณแม่ผู้ประกาศข่าว 7HD หลายๆ คนเลยได้คำแนะนำที่ดีมากๆ คือ แม่อย่างเราต้องปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ให้เข้าใจพฤติกรรมเด็กๆ ไม่ใช่นั่งเฝ้า นั่งคุมลูกให้เรียนอย่างเดียว แต่เราต้องยอมเหนื่อยมากขึ้น สวมวิญญาณคุณครูคอยสอน แนะนำ ทบทวนวิชาต่างๆ ให้ลูก สร้างบรรยากาศให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย สนุก ไม่เบื่อ เช่น เปลี่ยนสถานที่นั่งเรียนบ้าง ชื่นชมเมื่อลูกตั้งใจเรียนให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจ ให้กำลังใจเวลาลูกเหนื่อยท้อแท้ บ่อยครั้งที่ปุ้มสวมบทบาทผู้ประกาศข่าวฝนฟ้าอากาศ มาทำให้ลูกสนุก ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งปรากฏว่าสถานการณ์ดีขึ้น เราไม่ทะเลาะกับลูก ลูกก็ไม่เครียด เรียนสนุก มีรอยยิ้มมากขึ้นจะว่าไปแล้วการเรียนออนไลน์ มันทำให้ปุ้มกับลูกได้มีโอกาสดูแลเอาใจใส่กันใกล้ชิดกันมากขึ้น ที่สำคัญได้เห็นพัฒนาการของลูกได้มากกว่าในช่วงเวลาปกติที่บางวันแทบจะไม่ได้เจอหน้ากัน”       

บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย

ส่วน “บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย”ก็ร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ปกครองทุกคนและเผยว่า “สิ่งสำคัญที่นำมาใช้รับมือการเรียนออนไลน์ของลูกทั้งสองคนของบีคือ ความเข้าใจ ลูกชายคนโต“น้องภูผา” กำลังเรียนชั้น ป.1 ส่วน “น้องฟ้าใส” เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3  เราต้องใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง ในการดูแลลูกๆ เวลาเรียนออนไลน์ เลือกใช้ให้ถูกตามสถานการณ์ ต้องอดทนในการแก้ปัญหาต่างๆ  คอยสังเกตปฏิกิริยาของลูกเวลาเรียน รวมถึงใช้หลักจิตวิทยามาร่วมแก้ปัญหาด้วย บางเวลาบีก็สวมบทบาทครูจริงๆ เคร่งครัดและเข้มงวดกับเด็กๆ ไม่ใจอ่อนเวลาลูกๆ เริ่มเกเร แต่จะไม่ดุด่าว่ากล่าวหรือใช้อารมณ์ พยายามอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าต้องตั้งใจเวลาเรียน เมื่อลูกทำได้ก็ให้รางวัล เช่น ดูแลให้ลูกๆ ทำการบ้านให้เสร็จในช่วงเช้า และอนุญาตให้เล่นซนได้ตามประสาในช่วงบ่าย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็เรียกให้มานั่งเรียนต่อฝึกให้เด็กๆ เป็นคนรักษาเวลาไปในตัว ซึ่งจะได้ผลดีกว่านั่งฝืนเรียนไปแบบไม่หยุดพัก เพราะธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงอายุมีความอดทนต่อการเรียนไม่เท่ากัน ยิ่งเวลาที่ลูกต้องเรียนวิชาที่ไม่ชอบ แม่อย่างเราก็ต้องคอยให้กำลังใจคอยชื่นชมเวลาเขาตั้งใจเรียน ให้รู้สึกว่าแม่อยู่ข้างๆ ลูกเสมอ บางวันต้องพูดซ้ำคำเดิมๆ ตลอดจนเจ็บคอ มีการหลอกล่อด้วยขนมหรือสิ่งที่เขาชอบบ้าง โดยรวมแม้ว่าคนเป็นแม่จะเหนื่อยมากขึ้น แต่ก็ทำให้เราได้ใกล้ชิดลูกมากขึ้นด้วย เช่นกัน บีขอเป็นกำลังใจให้แม่ๆ ทุกท่าน ผ่านจุดนี้ไปได้ด้วยกัน ทำเพื่อลูกของเรากันนะคะ” 

เตรียมเช็คลิสต์ที่ท่องเที่ยวระดับโลกในไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/602081

เตรียมเช็คลิสต์ที่ท่องเที่ยวระดับโลกในไทย  สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง

เตรียมเช็คลิสต์ที่ท่องเที่ยวระดับโลกในไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกาะยาวน้อย-จังหวัดพังงา

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันและข้อจำกัดด้านการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราทราบดีว่าผู้คนต่างอยากออกเดินทางมากกว่าที่เคย เห็นได้จากผลการวิจัยล่าสุดของ Booking.com ที่เปิดเผยว่า 68% ของผู้เดินทางรู้สึกว่าการท่องเที่ยวมีความสำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่เกิดการแพร่ระบาด

นอกจากนี้ 57% ของผู้เดินทางชาวไทยได้ใช้เวลาที่มีเพิ่มขึ้นจากการต้องกักตัวอยู่แต่บ้าน ในการวางแผนถึงทริปเดินทางครั้งต่อไป และรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้ทำตามแผนดังกล่าวในปีนี้และในอนาคต ด้วยพันธกิจของ Booking.com ที่มุ่งมั่นเพื่อช่วยให้ทุกคนออกไปสำรวจโลกกว้างได้ง่ายขึ้นจึงขอนำเสนอแรงบันดาลใจด้านการท่องเที่ยวที่ไม่มี
สิ้นสุดแม้ในช่วงเวลาที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางอยู่อย่างเข้มงวดให้คุณได้สานต่อความฝันและใช้เวลาในการวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง เมื่อสถานการณ์กลับมาปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวอีกครั้ง

ประเทศไทยของเรามีเสน่ห์ซ่อนอยู่อีกมากมาย หากคุณกำลังจินตนาการถึงแผนการเที่ยวในอนาคตอยู่แล้วล่ะก็ลองพิจารณาถึงสุดยอดทริปในไทย ที่ผู้เดินทางจากทั่วโลกต่างประทับใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง ลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกในไทยเหล่านี้อาจจะช่วยจุดประกายจิตวิญญาณนักสำรวจโลกกว้างของคุณให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง อย่างเช่น เกาะหลีเป๊ะ-จังหวัดสตูล หรือมัลดีฟส์เมืองไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของหาดทรายขาว อ่าวเปิดโล่ง และวิวทิวทัศน์อันแสนงดงามของน้ำทะเลสีฟ้าครามใส เริ่มวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้าเพื่อดื่มด่ำไปกับความสมบูรณ์ทางธรรมชาติในทะเลอันดามันฝั่งใต้ ด้วยการดำน้ำท่ามกลางแนวปะการังที่ผ่านการฟื้นตัวอย่างเต็มที่

ปาย-จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นอกจากนั้น สวรรค์บนดินแห่งนี้ยังมีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินเที่ยวรอบเกาะ กีฬาทางน้ำต่างๆ พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศที่ชวนหลงใหลริมชายหาด อำเภอแม่ริม-จังหวัดเชียงใหม่ ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่จะเติมเต็มความต้องการของคุณผ่านกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่การสำรวจน้ำตกแปดชั้นท่ามกลางป่าไม้สูงตระหง่านและอุดมสมบูรณ์ เยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา และหมู่บ้านม้ง ไปจนถึงกิจกรรมที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจอย่างการทัวร์ล่องแก่ง เดินป่าและนั่งรถไฟเหาะล่องป่าที่น่าตื่นเต้น รวมไปถึงการเล่นซิปไลน์ท่ามกลางธรรมชาติ และห้ามพลาดการชมวิวบนยอดเขาที่ม่อนแจ่ม ที่คุณจะได้พบกับทัศนียภาพอันแสนงดงามของธรรมชาติและขุนเขาแบบ 360 องศา เกาะยาวน้อย-จังหวัดพังงา สถานที่ท่องเที่ยวรู้จักกันในนามเกาะสวรรค์ในประเทศไทยที่ใครไปก็ต้องหลงรัก เกาะที่มีหน้าผาสูงตระหง่าน ป่าฝนเขียวชอุ่ม และหาดทรายสีทองยาวหลายไมล์ รอให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้ชื่นชมพร้อมกับใจอนุรักษ์ นอกจากนี้ ยังมีท้องฟ้าสีแจ่มใสและน้ำทะเลสีฟ้าครามที่จะมอบสัมผัสแห่งความผ่อนคลายให้กับทุกคนอย่างเต็มที่ อําเภอปาย-จังหวัดแม่ฮ่องสอน“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” แหล่งท่องเที่ยวแนวใกล้ชิดธรรมชาติที่ให้ผู้มาเยือนได้ปลีกตัวจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่มาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง ด้วยมนต์เสน่ห์และความงามของผืนป่าอันเขียวชอุ่ม นักเดินทางส่วนใหญ่ชอบที่จะกางเต็นท์ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามและยิ่งใหญ่ของทิวเขาและทะเลสาบที่น่าตื่นตา สัมผัสกับอัตลักษณ์และความงดงามที่เรียบง่ายในการใช้ชีวิตของชุมชนท้องถิ่นใน ณ อำเภอปาย นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงพื้นบ้าน และศิลปะของชาวไทใหญ่ ที่อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนมานานหลายร้อยปีอีกด้วย