กมธ.การทหารฯเยือนศธ. ถกประเด็นการศึกษาชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605138

กมธ.การทหารฯเยือนศธ. ถกประเด็นการศึกษาชายแดนใต้

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.34 น.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธาน กมธ.การทหารฯ ได้เดินทางมาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่อง การจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ.และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมหารือด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ที่สนใจ เป็นห่วง และให้ความสนใจการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นพื้นที่เปราะบาง การแก้ไขปัญหาดำเนินการเฉพาะนักการศึกษาอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยฝ่ายความมั่นคงมาช่วยเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งหลังจากนี้จะมีการทำงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานความร่วมมือกันต่อไป

ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธาน กมธ.การทหารฯ กล่าวว่า กมธ.การทหารฯ เล็งเห็นว่าปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมา กมธ.การทหารฯ ได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนงานให้ครอบคลุมปัญหาความมั่นคงในทุกรูปแบบและทุกมิติ ซึ่งผลจากการศึกษาของคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษาการป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่า การยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะส่งผลดีต่อความมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันกิจกรรมการศึกษาเพื่อความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะเด็ก โดยปลูกฟังให้มีทัศนคติและสร้างความคิดที่ถูกต้องแก่เด็กและเยาวชน ก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น กมธ.การทหารฯ จึงมาแลกเปลี่ยนและรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จาก ศธ.เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา

ขณะที่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า แนวโน้มของการศึกษามีหลายมิติมาก ทั้งภาษา วิทยาศาสตร์ ศาสนา อาชีพ และอื่นๆ ซึ่งเรื่องความมั่นคง กับเยาวชนและการศึกษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำให้คิดถึงหลักการทรงงาน ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และอีกพระราชดำรัสหนึ่งของพระองค์ท่าน คือ “นักเรียนเรียนหนังสือแล้ว จบต้องมีงานทำ ต้องทำงานเป็น” ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง และจะพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงต้องสร้างอาชีพ สร้างโรงงาน เช่น โรงงานอาหารฮาลาล เพื่อให้คนในพื้นที่มาอาชีพ ตั้งแต่ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหลังจากได้คุยกันแล้วก็จะหาทางออกอื่นๆ อีกมาก ทั้งนี้ ศธ.จะนำข้อเสนอแนะจาก กมธ.การทหารฯมาพัฒนาการเรียนการสอนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด – 006

วธ. ติดอันดับ 8 ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสฯ (ITA) ภาพรวมปี 2564 มีคะแนนประเมินเพิ่มขึ้นในทุกหน่วยงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605005

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผลปรากฏว่าในภาพรวมระดับกระทรวง (จากกลุ่มกระทรวงสังกัดของหน่วยงานภาครัฐ 21 หน่วยงาน) วธ. อยู่ในอันดับที่ 8 มีผลคะแนนเฉลี่ย 93.40 คะแนน อยู่ในอันดับดีกว่าปีงบประมาณพ.ศ. 2563 ที่อยู่ในอันดับที่ 10 โดยมีผลคะแนนเฉลี่ย 85.46 คะแนน

ในส่วนของหน่วยงานภายในสังกัด วธ. ภาพรวมมีคะแนนประเมินเพิ่มขึ้นทุกหน่วยงาน เป็นหน่วยงานต้นแบบระดับ AA ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสให้แก่หน่วยงานอื่นๆจำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ อันดับที่ 1 กรมการศาสนา ได้คะแนน 96.90 คะแนน อันดับที่ 2 สำนักงานปลัด วธ. 96.09 คะแนนอันดับที่ 3 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ 95.71 คะแนน อันดับที่ 4 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 95.57 คะแนน และอันดับที่ 5 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 95.06 คะแนน โดยทั้ง 5 หน่วยงานจะต้องพัฒนากลไกการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาสู่ความเชื่อมั่นศรัทธา และสร้างความไว้วางใจแก่สาธารณชนได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มีเป้าหมายจะพัฒนาการดำเนินงานและยกระดับผลการประเมิน ITA ในภาพรวมของ วธ. ให้ดียิ่งขึ้นโดยให้ทุกส่วนราชการในสังกัด วธ. องค์การมหาชน และสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานต่อไป

ปลัด วธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับ สป.วธ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมภายใต้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2559 – 2564) ให้องค์กรมีการยกย่อง เชิดชู บุคลากรที่ทำความดีในการส่งเสริมคุณธรรมเป้าหมาย : พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา เป็นแบบอย่างแก่บุคลากรในหน่วยงานได้ จึงจัดกิจกรรมคัดเลือกบุคคลคุณธรรม สป.วธ.และสำนักงานรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ขึ้น โดยปีนี้มีบุคลากร ร่วมคัดเลือกบุคคลคุณธรรมฯ 533 คน จากบุคลากรทั้งหมด 670 คน ผลการตัดสินบุคคลคุณธรรม สป.วธ. และสำนักงานรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ในแต่ละด้านมีดังนี้ 1. ด้านพอเพียง ได้แก่ นางสาวบรรพตี ไวยกาญจน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 2. ด้านวินัย ได้แก่ นายมานัด สัตตัง พนักงานขับรถยนต์ กองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน 3. ด้านสุจริต ได้แก่ นางสาวอัมพร ต้องชลวนนักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการ กลุ่มตรวจสอบภายในและ 4. ด้านจิตอาสา ได้แก่ นางสาววัชนี พุ่มโมรี นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน

‘รมว.ศธ.-เลขาธิการ กพฐ.’ระดมสมองออนไลน์ พัฒนาหลักสูตร กพฐ.ให้ตอบโจทย์สังคมไทย และโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605009

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมเวทีระดมสมองออนไลน์ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) โดยมี ดร.สิริกร มณีรินทร์ ประธานคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทย ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ รองประธานบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านการศึกษาต่าง ๆ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “ปรับหลักสูตรการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์สังคมไทย สังคมโลก” โดยถ่ายทอดสดผ่านทาง
สื่อออนไลน์

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรฯ ได้จัดทำกรอบแนวคิดพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเปิดรับสมัครโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ที่มีความสมัครใจเพื่อดำเนินการทดลองใช้กรอบหลักสูตรใหม่ ปรากฏว่ามีโรงเรียนสนใจสมัครเข้าร่วมการทดลองใช้หลักสูตรรวมทั้งสิ้น 267 โรงเรียนใน 8 จังหวัด และครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด ทั้งนี้ กระทรวงได้ให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครองผู้เรียน และประชาชน ในการร่วมพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้ จึงได้กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนใน 3 ทาง คือ 1) จัดเวทีระดมสมองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจำนวน 7 ครั้ง จากกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ องค์กรด้านการศึกษา กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง กลุ่มนักเรียน/เยาวชน กลุ่มครู กลุ่มผู้บริหารโรงเรียน กลุ่มอาจารย์ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ กลุ่มผู้ประกอบการเอกชน2) รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนร่วมในการทดลองหลักสูตรในพื้นที่นำร่อง จำนวน 267 โรงเรียน และ 3) รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามผ่านทางเว็บไซต์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเวทีระดมสมองเพื่อรับฟังความคิดเห็นวันนี้ ถือเป็นเวทีแรกในการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาหลักสูตร

ทางด้าน นายอัมพร กล่าว สิ่งที่เราได้ระดมความคิดในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน ทำให้เห็นความจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ปรับปรุงการเรียนการสอนของนักเรียน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่สังคมต้องการคือการมีงานทำที่ตอบโจทย์สังคมและโลกให้สามารถเกิดขึ้นได้ โดยการปรับหลักสูตรครั้งนี้คงไม่ใช่การเปลี่ยนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เป็นการต่อยอดหรือเน้นในสัดส่วนที่เรายังขาดหายไปในหลักสูตรเก่า ให้ผู้เรียนเกิดทักษะ เกิดความรู้ความสามารถ และทำได้เก่งมากขึ้น รวมทั้งปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ทำให้เกิดหลักสูตรที่สมบูรณ์และมีคุณค่าจะต้องสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและผู้ใช้หลักสูตร ซึ่งทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนตรงจุดนี้ จากการระดมความคิดร่วมกันก็เหมือนเราได้พิมพ์เขียวที่ดีและกรอบแนวคิดที่ดีมาเป็นแนวทาง ทางคณะกรรมการฯ ก็จะนำเอาข้อเสนอแนะไปปรับใช้ให้ดียิ่งขึ้น ผมขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้มาร่วมเสวนาในวันนี้ ซึ่งข้อคิดเห็นของทุกคนจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาต่อไปในอนาคตเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ขณะที่ ดร.สิริกร กล่าวว่า การปรับหลักสูตรเป็น 6 สมรรถนะ ประกอบด้วย การจัดการตนเอง การคิดขั้นสูงการสื่อสาร การรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน สมรรถนะเหล่านี้จะทำให้เด็กคิดได้ทำเป็น เห็นคุณค่า ซึ่งเราได้พยายามทำอย่างรอบคอบ เพราะเราต้องการเติมเต็มให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ทำให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม ได้เรียนรู้สิทธิเสรีภาพของตนเอง และมีส่วนร่วมในสังคมแบบมีวิจารณญาณ นอกจากนั้น รมว.ศธ. ยังได้เสริมในเรื่องของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นไทย ให้เด็กมีความคิดเท่าเทียมและเป็นธรรมอย่างสันติวิธี รวมทั้งมีจิตวิทยาศาสตร์ สร้างสรรค์นวัตกรรม ถนอมธรรมชาติให้อยู่กับเราไปนานๆ และเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศไทยและของโลก

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงาน เมื่อเดือนสิงหาคมเราได้ทำการยืนยันกับโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการนำร่องในการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ใน 8 จังหวัดของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ต่อมาในระหว่างเดือนกันยายน 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 จะรับฟังความคิดเห็นใน 3 ทาง คือ จากโรงเรียนที่ได้ทดลองนำร่องการใช้หลักสูตร รวมถึงมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นซึ่งในครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรก และมีการเปิดรับฟังจากเว็บไซต์ CBE Thailand ที่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกันในช่วงต้นเดือนกันยายน ทางคณะกรรมการฯได้เห็นชอบร่างกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะช่วงชั้นที่ 1 โดยให้ทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่อง จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2564 ถึงเดือนมกราคม 2565 เราจะรับสมัครโรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ในส่วนนี้เราต้องมีความรอบคอบเนื่องจากว่าเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรงเรียนบางโรงในเขตพื้นที่สีแดงอาจจะยังไม่พร้อมในการใช้หลักสูตรใหม่ เราจึงเปิดรับสมัครโรงเรียนที่สมัครใจ มีความพร้อมและอยากจะทำตรงนี้ ซึ่งเราจะประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรใหม่นี้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 จากนั้นในเดือนมีนาคมเราจะทำการสรุปผลวิจัยและการรับฟังความคิดเห็นแล้วนำไปปรับปรุงหลักสูตร เพราะฉะนั้นทุกเสียงที่ได้แสดงความคิดเห็นเข้ามาเป็นเสียงที่มีค่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตครู เช่น คณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ ทุกเสียงต่างก็มีคุณค่าในการนำไปปรับหลักสูตรให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“สุดท้ายในส่วนของการปรับใช้หลักสูตร ในเดือนพฤษภาคม ปี 2565 เราจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในระดับประถมศึกษาในโรงเรียนที่มีความพร้อม จากนั้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2566 จะใช้หลักสูตรใหม่ในระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนที่มีความพร้อม และโรงเรียนประถมศึกษาที่เหลือ จากนั้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2567 เราจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะครบทุกโรงเรียน ดังนั้นเราจะใช้เวลาทั้งหมด 3 ปี ซึ่งในขณะนี้ร่างกรอบหลักสูตรระดับประถมศึกษาของช่วงชั้นแรกได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้วเหลือเพียงการวิพากษ์ที่จะจัดขึ้นในทุกวันเสาร์ที่จะนำมาประกอบการปรับ เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด รวมทั้งมีการนำข้อมูลจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฯลฯ นำมาทบทวนและปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทยต่อไป” ดร.สิริกร กล่าว

ยูนิเซฟมอบเครื่องผลิตออกซิเจน 550 เครื่อง 17 ล้าน ให้โรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามในเขตระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605002

ยูนิเซฟมอบเครื่องผลิตออกซิเจน 550 เครื่อง 17 ล้าน  ให้โรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามในเขตระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า การรับมือกับโควิด-19 ระลอกนี้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและช่วยเหลือคนกลุ่มเปราะบาง และด้วยการสนับสนุนจากผู้บริจาคและพันธมิตร ยูนิเซฟได้รวบรวมกำลังในการสนับสนุนบุคลากรด่านหน้า เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กๆ และครอบครัวที่กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งนี้

นางคยองซัน คิม กล่าวต่อไปว่ายูนิเซฟได้ส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจน550 เครื่อง มูลค่า 17 ล้าน ให้กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบเพื่อกระจายไปช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากการส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนแล้ว ยูนิเซฟได้สนับสนุนภาคีทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทยในด้านต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น แจกจ่ายอุปกรณ์เพื่อสุขอนามัย ให้แก่เด็กและประชากรกลุ่มเปราะบางกว่า 275,000 คน แจกจ่าย ของเล่น และอุปกรณ์การเรียนรู้ คู่มือสำหรับพ่อแม่/ผู้ดูแล แก่เด็กในชุมชนยากจน เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล เด็กที่ถูกกักตัวหรือแยกตัว (เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือติดเชื้อ) และเด็กข้ามชาติในชุมชนและแคมป์ก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบ สนับสนุนการจัดตั้งระบบรับมือกับโควิด-19 ในชุมชนและการสนับสนุนอื่นๆ อีกหลายโครงการ

‘สช.’ หนุนเยาวชนเพิ่มทักษะการออมเงินกับ ‘กอช.’ ให้รู้จักบริหารจัดการ วางแผนใช้จ่าย และมีวินัยการเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605004

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการออม ระหว่าง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในกลุ่มนักเรียน สังกัด สช. ให้มีเงินออมกับ กอช. ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ โดย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและมอบนโยบาย นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และนางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พร้อมด้วยบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากสถานศึกษาเอกชน ที่เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ภายใต้สังกัด สช. รับมอบนโยบายเพื่อดำเนินการส่งเสริมการออมเพื่ออนาคต ในสถานศึกษา ผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference)

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ความร่วมมือกันระหว่าง กอช. กับ สช. ก็เพื่อให้นักเรียนในสังกัด ได้รู้จักบริหารจัดการด้านการเงินของตนเอง รู้จักการวางแผนการใช้จ่าย และการฝึกวินัยทางการเงิน และรับสิทธิประโยชน์ของการเป็นสมาชิก กอช. ดั่งคำพังเพยที่ว่า “มีสลึง พึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์” ซึ่งสอนให้คนไทยรู้จักการออมและการบริหารจัดการด้านการเงินของตนเองให้เพียงพอ และพอเพียงในการใช้จ่าย ดังนั้น การส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จึงเป็นทั้งการให้การศึกษา การปฏิบัติจริงในการออม ตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนจนถึงวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงาน และเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงการสะสมเงินเพียงอย่างเดียว ครูสามารถเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียน สอนและชวนให้นักเรียนปฏิบัติด้วยการเรียนรู้และศึกษาการจัดการเงินเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ และฝากให้สถานศึกษาในสังกัด สช. ทุกแห่ง ช่วยกันผลักดัน ส่งเสริมการปลูกฝังวินัยด้านการออม และวางแผนทางการเงินตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งข้อดีของการออมกับ กอช. นั้น เมื่อออมเงินรัฐบาลก็จะสมทบเงินเพิ่มให้ เงินสะสมและเงินสมทบ รวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้น เพิ่มความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ด้าน นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กล่าวว่า ความร่วมมือในวันนี้ ได้ส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จำนวน 840 แห่ง ซึ่งจะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายนี้ในระดับสถานศึกษา และมีการติดตามประเมินผลการส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชนต่อไป ซึ่งการส่งเสริมการออม เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ สช. ได้ดำเนินการสนับสนุนให้กิจกรรมการออมเงิน เป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนในสังกัด สช. ที่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก กอช. ให้สมัครเป็นสมาชิก เพื่อเป็นการจัดการออมของตนในอนาคต โดยมีรัฐบาลค้ำประกัน และให้เงินสมทบในการออม ผู้ที่เป็นสมาชิกกับ กอช. จนอายุครบ 60 ปี ก็จะมีบำนาญใช้ตลอดชีวิต

“การออมจึงไม่ใช่เพียงการสะสมเงิน หรือการมีสวัสดิการเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการให้การศึกษา หรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียนจะต้องสอนให้นักเรียน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้รู้จักบริหารจัดการด้านการเงินของตนเอง รู้จักการวางแผนการใช้จ่าย และการฝึกวินัยทางการเงิน ซึ่งไม่เพียงแต่นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในระบบเท่านั้น นักเรียนในโรงเรียนนอกระบบก็ควรจะต้องสอน สอดแทรกความรู้แง่คิดมุมมองในเรื่องนี้ให้กับผู้เรียนของโรงเรียนเอกชนด้วย ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรจะตระหนักในการส่งเสริมการออม และการให้การศึกษาเรื่องการวางแผนจัดการด้านการเงินให้กับผู้เรียนด้วย”

ขณะที่ น.ส.จารุลักษณ์ กล่าวว่า กองทุนการออมแห่งชาติหรือ กอช. เป็นกองทุนบำนาญพื้นฐานภาคประชาชน ในการดูแลแรงงานนอกระบบให้มีบำนาญ โดยเริ่มเป็นสมาชิกได้ ตั้งแต่วัยเรียนอายุ 15 ปี จนเริ่มเข้าสู่วัยทำงานถึงอายุ 60 ปีเพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินในอนาคต การวางแผนทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่เยาวชนควรได้รับความรู้เป็นพื้นฐานของการบริหารเงินให้รู้จักใช้เงินอย่างรู้คุณค่าสอดคล้องกับ
หนึ่งในวิชาเรียนการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการบริหารเงินต่อยอดเงินออมให้งอกเงย มีมากออมมาก มีน้อยออมน้อย โดยการออมเงินกับ กอช. เริ่มต้นออมเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี ได้เงินสมทบเพิ่มตามช่วงอายุของสมาชิก เช่น อายุ 15-30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมสะสมสูงสุด 600 บาทต่อปี อายุ >30-50 ปี รัฐสมทบให้80% ของเงินออมสะสมสูงสุด 960 บาทต่อปี อายุ >50- 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมสะสมสูงสุด 1,200 บาทต่อปี

มรภ.สงขลา พัฒนาชุดฆ่าเชื้อ COVID-19 ต้นทุนต่ำ มอบให้โรงพยาบาล ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605001

มรภ.สงขลา พัฒนาชุดฆ่าเชื้อ COVID-19  ต้นทุนต่ำ  มอบให้โรงพยาบาล ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.กันตภณ มะหาหมัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า ผศ.ไพศาล คงเรือง อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ได้พัฒนาชุดฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสียูวี-ซี ต้นทุนต่ำได้สำเร็จ และได้มอบให้กับหอผู้ป่วยรวม (COHORT WARD 120) โรงพยาบาลหาดใหญ่ สำหรับใช้ฆ่าเชื้อโรคในห้องAnte Room ซึ่งเป็นห้องเก็บวัสดุอุปกรณ์ และเตรียมตัวของเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในห้องพักผู้ป่วย(Isolate Room) โดยชุดฆ่าเชื้อโรคดังกล่าวใช้หลอดยูวี-ซี ขนาด 36 วัตต์จำนวน 2 หลอด พร้อมระบบควบคุมสำหรับตั้งเวลาการทำงานของเครื่อง ซึ่งรังสียูวีซีเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความยาวคลื่น 100-280 นาโนเมตรมีความสามารถในการทำลายเชื้อโรคหรือเรียกว่า Ultraviolet Germicidal Irradiation สามารถทำลายเชื้อโรคได้ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส ราเส้นใย ยีสต์เป็นต้น

ดร.กันตภณ กล่าวว่า เครื่องที่สร้างขึ้นนี้ มีต้นทุนที่ต่ำกว่าเครื่องที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป มากกว่า 10 เท่า สามารถนำไปใช้งานทดแทนเครื่องที่จำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งมีราคาสูงและยังมีจำนวนไม่เพียงพอ จึงสามารถลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความปลอดภัยรวมถึงการสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์มากยิ่งขึ้น

‘รมต.อนุชา’ร่วมคณะพระพรหมกวี เจ้าคณะภาค 3 ลงพื้นที่ชัยนาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605078

'รมต.อนุชา'ร่วมคณะพระพรหมกวี เจ้าคณะภาค 3 ลงพื้นที่ชัยนาท

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.04 น.

รมต.อนุชา ร่วมคณะพระพรหมกวี เจ้าคณะภาค 3 ลงพื้นที่ชัยนาท ติดตามผลการดำเนินงานโครงการ “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ยินดีและภูมิใจแทนคนชัยนาทที่วัดเนินขามได้รับการคัดเลือก

บ่ายวันนี้ (27 กันยายน 2564) ที่วัดเนินขาม หมู่ที่ 1 ตำบลเนินขาม อำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และร่วมถวายการต้อนรับพระพรหมกวี เจ้าคณะภาค 3 และคณะกรรมการลงพื้นที่และติดตามผลการดำเนินงานโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5”  จังหวัดชัยนาท โดยมีนายสมบูรณ์ ศิริเวช ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และนางจุฬาภร ศิริเวช นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วย เจ้าคณะจังหวัดชัยนาท, เจ้าคณะอำเภอเนินขาม เจ้าอาวาสวัดเนินขาม คณะสงฆ์จังหวัดชัยนาท หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดชัยนาท และพุทธศาสนิกชน ร่วมด้วย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” จังหวัดชัยนาท ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการและคณะสงฆ์จังหวัดชัยนาท โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักและปฏิบัติตนในการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี รักษาศีล 5 ใช้ศีลธรรมและจริยธรรมในการขับเคลื่อน ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการรักษาศีล 5 มาใช้ในการดำรงชีวิต มีหมู่บ้าน วัด และโรงเรียน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ในฐานะคนชัยนาทรู้สึกยินดีและภูมิใจที่วัดเนินขามได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบ รักษาศีล 5 วัดดังกล่าวมีชื่อเสียงในเรื่องของความสามัคคีกลมเกลียว ความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในหมู่บ้านความเป็นอัตลักษณ์ในเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณีล้วนมาจากการที่ประชาชนในหมู่บ้านได้รักษาศีล 5

ภายหลังเสร็จพิธี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ร่วมชมการแสดงของเยาวชนและประชาชนชาวเนินขาม พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงศิลปวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของชุมชน ก่อนเดินทางกลับ

‘เสมา 1’เผยนักเรียนสนใจฉีดวัคซีนจำนวนมาก ศธ.เร่งรวบรวมยอดทุกสังกัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605003

'เสมา 1'เผยนักเรียนสนใจฉีดวัคซีนจำนวนมาก ศธ.เร่งรวบรวมยอดทุกสังกัด

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.53 น.

“เสมา 1″เผยนักเรียนส้งกัด สพฐ.สนใจฉีดวัคซีนมากถึง 80-90% ส่วน นร.อาชีวะ 70-80% ศธ.อยู่ระหว่างรวบรวมยอดทุกสังกัด

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กอายุ 12 – 18 ปีบริบรูณ์ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานยอดเด็กที่สนใจฉีดวัคซีน คาดว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล อย่างไรก็ตาม ทราบว่าผู้เรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สนใจฉีดวัคซีนมากถึง 80 – 90% ส่วนผู้เรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สนใจฉีดวัคซีนประมาณ 70 – 80% ส่วนการฉีดวัคซีนในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีนั้น ต้องรอให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พิจารณาอนุมัติต่อไป เพราะต้องได้รับการศึกษาอย่างรอบคอบด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ จะเปิดเรียนแบบปกติ หรือเรียนในรูปแบบใดต้องขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ซึ่งการฉีดวัคซีนเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการเปิดเรียนแบบปกติเท่านั้น และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด จะเป็นผู้อนุมัติ ว่าโรงเรียนใดควรจะเปิดสอนรูปแบบไหน เช่น ควรจะจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา เรียนออนไลน์ เรียนแบบ On-demand หรือเรียนแบบ On-hand เป็นต้น เพราะคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด จะทราบสถานการณ์ในการแพร่ระบาดในพื้นที่เป็นอย่างดี – 006

‘คุณหญิงกัลยา’สั่งเร่งตรวจสอบ กรณีโซเชียลแชร์พบหนังสือการ์ตูนปลุกระดม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604989

'คุณหญิงกัลยา'สั่งเร่งตรวจสอบ กรณีโซเชียลแชร์พบหนังสือการ์ตูนปลุกระดม

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.37 น.

“คุณหญิงกัลยา”สั่งเร่งตรวจสอบ กรณีโซเชียลแชร์พบหนังสือการ์ตูนปลุกระดม ให้ข้อมูลเข้าข่ายบิดเบือน พร้อมตั้งทีมเฉพาะกิจประสานฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ว่าขณะนี้มีการผลิตหนังสือนิทานสำหรับเด็กคล้ายตำราเรียน และนำออกมาจัดจำหน่ายให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายบิดเบือนและอาจให้เด็กเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ หากไม่ได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้องโดยครูหรือผู้ปกครอง

โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว และมีความเป็นห่วงอย่างมาก จึงได้สั่งให้ตั้งทีมเฉพาะกิจ โดยมี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย เป็นประธานในเรื่องนี้ พร้อมด้วย นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว

“คุณหญิงกัลยาท่านได้ทราบเรื่องนี้แล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งเร่งให้ตรวจสอบโดยด่วน ซึ่งหากพบว่าหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาที่ปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง และครอบงำความคิดเด็กโดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาในหลายด้าน จึงอยากให้ครูและผู้ปกครอง รวมถึงประชาชนโดยทั่วไปที่เสพข้อมูลดังกล่าว จะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริง แยกแยะ และไม่ยอมรับหรือสนับสนุนให้เชิดชูความรุนแรง รวมถึงการสร้างข้อมูลเท็จหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อปลุกปั่นเยาวชนให้หลงผิดได้” นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่า ท่านรัฐมนตรีมีมุมมองที่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนมาโดยตลอดและเชื่อในหลักสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้จัดทำข้อมูลต้องไม่มีเจตนาให้ร้าย บิดเบือน หรือสร้างความแตกแยก ยุแหย่ให้เกิดความเกลียดชังขึ้นในสังคมไทย จึงอยากร้องขอให้ผู้ที่มีเจตนาไม่หวังดีต่อประเทศได้ยุติการกระทำดังกล่าว ทั้งนี้ ทีมเฉพาะกิจดังกล่าวจะประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงต่อไป หากพบว่าเนื้อหาที่ปรากฎในนิทานดังกล่าวมีเจตนาปลุกระดม ล้างสมอง หรือปลุกปั่นเด็กๆ หรือไม่ และมีใครเป็นผู้ที่อยู่เบืองหลัง ซึ่งหากพบว่าผิดจริงถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก และจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป – 006

‘ตรีนุช’ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604931

'ตรีนุช'ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.51 น.

สกศ.จัดมหกรรมการศึกษาไทย “Education in Thailand” ผ่านระบบออนไลน์ เชิญ”ตรีนุช-คุณหญิงกัลยา-กนกวรรณ”ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด ด้าน”สุวิทย์”ชู 7 ประเด็นต้องทำ ขณะที่องคมนตรี”หมอเกษม”ย้ำต้องไม่ลืมสร้างความเป็นไทยยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมมหกรรมการศึกษาไทย “Education in Thailand” ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Cisco Webex meeting และ ถ่ายทอดสดบน Facebook และ YouTube ของ สกศ.โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี , น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. , ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ.และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) ร่วมเปิดการประชุม มอบนโยบาย และปาฐกถาพิเศษ

โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2565 ตอนหนึ่งว่า สกศ.ถือเป็นองค์กรสำคัญในการกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศ ซึ่งตนขอให้ สกศ.ประเมินผลการดำเนินงานของแผนปฏิรูปการศึกษา 5 ปีที่ผ่านมา และการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ 11 เรื่อง การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต และ 12 เรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อนำผลมาใช้ขับเคลื่อนการศึกษา และสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขณะเดียวกัน สำหรับนโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อ และ นโยบายเร่งด่วน (Quick Win) อีก 7 ด้าน ของตนนั้น มีเป้าหมายหลักสำคัญครอบคลุม 4 เรื่องหลัก คือ การพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาโดย Big Data ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง และการสร้างอาชีพสร้างคนให้เหมาะกับงานและตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิต และการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จึงเป็นโจทย์สำคัญให้ สกศ.เตรียมข้อมูล และแนวทาง ที่จะช่วยสนับสนุนองคาพยพ การจัดการศึกษาของ ศธ. เช่น การเตรียมความพร้อม การเปิดภาคเรียน หรือการจัดการเรียนการสอนที่ต้องจัดหลังจากนี้ การประเมินและวัดผลผู้เรียนอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ.กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2565 ตนมีนโยบายที่อยากให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ Coding for All คนไทยต้องเรียนรู้ Coding โดย ศธ.จะมีการขยายกลุ่มเป้าหมายการเรียนรู้ ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ซึ่งปัจจุบันเราอบรมครูของ ศธ.ได้มากกว่า 300,000 คนแล้ว มีการปรับการเรียนรู้ สเต็มศึกษา (STEM) เป็น STEAM โดยเพิ่มเรื่องของ Arts หรือ คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม ซึ่งเป็นต้นทุนของคนไทย เข้าไปผสานกับการเรียนสะเต็มศึกษา และเดินหน้าดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เพื่อให้คนไทยทุกช่วงชั้นได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมอย่างเท่าเทียม และมีคุณภาพ ถือเป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ.กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน 2 ปีนี้ ได้บอกอะไรกับศธ. และประชาชนมากมาย ว่า มิติการจัดการศึกษาจะไม่ได้มองแต่การศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ต้องมองถึงการศึกษานอกระบบ และการศึกษาเอกชนด้วย ซึ่งจากการลงพื้นห่างไกล ทำให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น จำเป็นที่ ศธ.ต้องร่วมกับทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกมิติ ต้องสร้างเด็กให้เป็นนวัตกรน้อย  เป็นนักคิด และนักปฏิบัติ การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีความสำคัญอย่างมาก การศึกษานอกระบบจะต้องไม่ใช่เน้นแต่การเรียนแบบการศึกษาพื้นฐานเท่านั้น ต้องให้บริการประชาชนที่เข้ามาอย่างหลากหลายรูปแบบ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ในเรื่องการศึกษาเอกชน เราจะต้องทำให้เรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อสะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงในการลงทุนทางการศึกษา และดูแลให้โรงเรียนเอกชนได้รับการพัฒนา ผู้ปกครองก็มีความสุข นักเรียนก็มีความสุข

จากนั้น ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า การจัดการศึกษาเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไหนจะเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนแค่ไหน เราจัดจัดการศึกษาไปทำไม ถ้าบ่อนทำลายความเป็นไทยไปทุกขณะ ซึ่งทุกประเทศมีเป้าหมายการศึกษา คือ ต้องการสร้างความยั่งยืน ในความเป็นอารยธรรม วัฒนธรรมของเขาเสมอ ซึ่งประเทศไทยก็เช่นกัน เราต้องทำให้มีความยั่งยืนในความเป็นไทย-ครอบครัว-ชุมชน และความยั่งยืนขององค์กรทั้งรัฐและเอกชน ซึ่ง ศธ.และ อว.ต้องสนับสนุนดูแลภาพรวมของการศึกษา ขณะเดียวกัน สกศ.ถือเป็นหัวใจ เป็นมันสมอง และดูแลปรับปรุงการศึกษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ ระบบการแนะแนวต้องทำให้เด็กมีเป้าหมายในชีวิต มีสัมมาอาชีวะ แนะแนวการเป็นคนดี ไม่ใช่แนะแนวจะต้องเรียนต่อในด้านใดเท่านั้น สิ่งที่ตนของฝาก ศธ. , อว.และ สกศ.มี 5 เรื่อง คือ 1.เรื่องประวัติชนชาติไทย ต้องสืบสานให้ยั่งยืน 2.วิเคราะห์สังคมไทยในปัจจุบัน 3.นำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของรัชกาลที่ 10 ทั้ง 4 ด้าน ไปปฏิบัติ 4.สานต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 5.ศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ

ขณะที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.อว.กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องการศึกษาไทยหลังโควิด-19 ตอนหนึ่งว่า เราจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยเพื่อให้สอดรับกับพลวัตโลกหลังโควิด ใน 7 เรื่อง คือ 1.อยู่ในโลกที่ไม่ใช่ใบเดิม โดยปรับเปลี่ยน Mindset ก่อนเปลี่ยน Skill-Set 2.ท่องโลกกว้าง เรียนรู้เชิงประจักษ์ จาก My School is My World สู่ My World is My School 3.เติมเต็มศักยภาพ มุ่งสิ่งที่ชอบ ทำสิ่งที่ใช่ จาก Basic Academic Disciplines สู่ Personalized Education 4.ผนึกกำลัง ร่วมรังสรรค์ จาก Teacher-Centric Education สู่ Teacher / Parent / Youth Partnership 5.รับมือกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต จาก 3-Stage Life สู่ Multi-Stage Life 6.เตรียมพร้อมสู่การเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ จาก On-Site / Online Education สู่ Hybrid Education และ 7. เสริมปัญญามนุษย์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ จาก Human / Artificial Inteligences  สู่ Collaborative Intelligences

ด้าน ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ สกศ.กล่าวว่า การจัดประชุมมหกรรมการศึกษาไทย เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางการศึกษาของ สกศ.และคณะกรรมการสภาการศึกษา ที่ได้ดำเนินการในปีงบฯ 2564 รวมทั้งเป็นพื้นที่สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาการศึกษาไทยร่วมกัน โดยได้ปรับรูปแบบเป็นการประชุมออนไลน์ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จัดประชุมระหว่างวันที่ 27 – 29 ก.ย. 2564 ประกอบไปด้วย 4 ประเด็น 17 หัวข้อการประชุม ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ประเด็นร่วมสมัยทางการศึกษา จำนวน 4 หัวข้อ ประเด็นที่ 2 การศึกษาตลอดช่วงชีวิต จำนวน 5 หัวข้อ ประเด็นที่ 3 การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จำนวน 6 หัวข้อ และประเด็นที่ 4 ห้องปฏิบัติการทางนโยบาย (Policy Lab) จำนวน 2 หัวข้อ