เกาหลีใต้ทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ รับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663280

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 16:56 น.เกาหลีใต้ทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ รับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือนับเป็นประเทศแรกที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำได้สำเร็จ

เอเอฟพีรายงานว่าวันนี้ (15 ก.ย.) ทำเนียบประธานาธิบดีของเกาหลีใต้เผยถึงความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถพัฒนาขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำได้สำเร็จ

โดยประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ได้ก่อนหน้านี้มีเพียง 7 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ, จีน, รัสเซีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อินเดีย และเกาหลีเหนือ ซึ่งทั้งหมดมีคลังอาวุธนิวเคลียร์

รายงานระบุว่าการทดสอบยิงขีปนาวุธมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า “เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตกลงสู่ทะเลตะวันออก ระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเยือนกรุงโซล และเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศถึงความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลรุ่นใหม่

ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำของเกาหลีใต้ถูกยิงขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำโดยเรือดำน้ำอัน ชางโฮ (Ahn Chang-ho) โดยมีประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ร่วมสังเกตการณ์ด้วย

โดยอัน ชางโฮ ซึ่งตั้งชื่อตามนักเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพเกาหลีใต้ เป็นเรือดำน้ำขนาด 3,000 ตันที่ขับเคลื่อนด้วยดีเซล ซึ่งเกาหลีใต้พัฒนาขึ้นเองและเข้าประจำการเมื่อเดือนที่แล้ว

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีรายงานจากสื่อท้องถิ่นเกี่ยวกับการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งก่อน ระบุว่า ขีปนาวุธมีชื่อรหัสว่าฮยอนมู 4-4 (Hyunmoo 4-4) ซึ่งเป็นรุ่นหนึ่งของขีปนาวุธฮยอนมู-2บี (Hyunmoo-2B) มีพิสัยประมาณ 500 กิโลเมตร

ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวว่าการครอบครองขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำนั้นมีความหมายอย่างยิ่งในแง่ของการป้องกันภัยคุกคามจากทุกทิศทาง และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันประเทศและเสริมสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีในอนาคต

เอเอฟพีระบุว่าเกาหลีใต้กำลังพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร เพื่อให้สามารถตอบโต้ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือซึ่งมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ และได้พัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำมานานแล้ว โดยได้นำมาแสดงในพิธีสวนสนามและขบวนพาเหรดแสดงแสนยานุภาพที่จัดขึ้นในกรุงเปียงยางเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ KCNA สื่อของทางการยกให้เป็น “อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลก”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ย. KCNA ระบุว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล (long-range cruise missile) รุ่นใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอาวุธทางยุธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และชี้ว่าสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ และมีพิสัยไกลถึง 1,500 กิโลเมตรโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง

ภาพ SLBM จากเกาหลีเหนือถ่ายเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2019 โดย KCNA VIA KNS / KCNA VIA KNS / AFP

ญี่ปุ่นเตรียมบริจาควัคซีนช่วยไทยอีก 3 แสนโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663268

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 15:06 น.ญี่ปุ่นเตรียมบริจาควัคซีนช่วยไทยอีก 3 แสนโดสรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมบริจาควัคซีนช่วยไทยและประเทศเพื่อนบ้านรวม 1.3 ล้านโดส

รอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศจะบริจาควัคซีนโควิด-19 ของ AstraZeneca รวมจำนวนทั้งสิ้น 1.3 ล้านโดสให้แก่ประเทศและภูมิภาคต่างๆ ในเอเชีย

โดยโทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่าจะมอบวัคซีนให้แก่ประเทศไทยจำนวน 300,000 โดส, ไต้หวัน 500,000 โดส, เวียดนาม 400,000 โดส และบรูไน 100,000 โดส

พร้อมระบุว่าจนถึงปัจจุบันญี่ปุ่นได้ส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในญี่ปุ่นให้แก่ประเทศในเอเชียใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกไปแล้วมากกว่า 23 ล้านโดส

นอกจากนี้ได้ให้คำมั่นว่าจะบริจาควัคซีน 30 ล้านโดสและเงินมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐผ่านโครงการ COVAX ขณะที่ชาวญี่ปุ่นได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วกว่า 50%

Photo by Saeed KHAN / AFP

คุ้มไม่คุ้ม? ส่องกระแสหลังเปิดตัว iPhone 13 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663247

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 13:35 น.คุ้มไม่คุ้ม? ส่องกระแสหลังเปิดตัว iPhone 13ข่าวร้ายของ Apple เมื่อผู้บริโภคจำนวนมากมองว่า iPhone รุ่นที่ใช้นั้นดีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่

บทวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่าสาวก iPhone กว่าพันล้านคนทั่วโลกกำลังจับจ้องการเปิดตัว iPhone 13 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก Apple ที่ออกมาทั้ง iPhone 13, iPhone 13 Mini, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max แต่อาจมีคนผิดหวัง

แม้ว่าจะอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น โปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้น ความสามารถในการถ่ายภาพที่คมชัดขึ้น และจอแสดงผลที่ให้ภาพสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่สเปกและคุณสมบัติต่างๆ รวมถึงดีไซน์ของ iPhone 13 อาจสร้างแรงจูงใจให้ซื้อไม่มากเท่าไรนักสำหรับผู้ที่ใช้ iPhone 12 อยู่แล้วเนื่องจากยังมีความใกล้เคียงกันมาก

จนสื่อกล่าวว่าเป็นการอัพเกรดรุ่น iPhone ที่อ่อนแอที่สุดเท่าที่เคยมีมา

โดย Bloomberg วิเคราะห์ว่า iPhone รุ่นใหม่นี้เรียกได้ว่ายังไม่มีคุณสมบัติที่ “จำเป็นต้องมี” หรือคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเก่า เมื่อเทียบกับการเปิดตัว iPhone 12 เมื่อปีที่แล้วซึ่งมีการอัพเกรดเข้าสู่ 5G

บทวิเคราะห์จึงมองว่าหากใช้ iPhone 12 อยู่แล้วก็ไม่คุ้มที่จะเปลี่ยนมาใช้ iPhone 13 แต่หากให้ iPhone 11 หรือรุ่นเก่ากว่าก็อาจคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเข้าถึงการใช้บริการ 5G

ภายหลังจากที่ได้มีการเปิดตัว iPhone 13 ไปเมื่อคืนที่ผ่านมาก็มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานาบนโซเชียลมีเดีย โดยส่วนหนึ่งก็ตื่นเต้นกับการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่และเตรียมซื้อแล้ว รวมไปถึงชื่นชมที่มีสีสวยๆ ออกมาให้เลือกมากมาย แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่ามันคล้ายกับรุ่นก่อนเกินไป

นอกจากนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน Piper Sandler ได้มีการเผยผลสำรวจซึ่งแสดงให้เห็นว่า iPhone 13 ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก และผู้บริโภคมีแนวโน้มน้อยที่จะจ่ายเงินจำนวนมากสำหรับการเพิ่มคุณสมบัติเพียงเล็กน้อย

โดยได้ทำการสำรวจชาวอเมริกัน 1,000 คน พบว่ามีเพียง 6% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่วางแผนจะซื้อ iPhone 13 ซึ่งลดลงจากผลสำรวจปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 10%

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่าพวกเขาใช้งาน iPhone เครื่องหนึ่งนานขึ้น โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 ปี เพิ่มขึ้นจาก 2.3 ปี จากผลสำรวจปีก่อน

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา SellCell บริษัทด้านข้อมูลและสถิติก็ได้ทำการสำรวจชาวอเมริกันกว่า 5,000 คนที่ใช้งานสมาร์ทโฟน Android พบว่า มีเพียง 18.3% เท่านั้นที่จะพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ iPhone 13 เมื่อเทียบกับตอนที่ iPhone 12 เปิดตัวแล้ว ตอนนั้นตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 33.1%

นี่คือข่าวร้ายสำหรับ Apple ที่ผู้บริโภคจำนวนมากมองว่า iPhone รุ่นที่เขาใช้อยู่นั้นดีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ ซึ่งบทวิเคราะห์มองว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องทำให้ดีกว่าการเพิ่มคุณสมบัติเล็กๆ น้อยๆ หรือการลดรอยบากให้เล็กลงเพื่อเปลี่ยนความคิดนี้

Photo by Brooks Kraft/Apple Inc/Handout via REUTERS

“หุ่นยนต์อัจฉริยะ” จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663239

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.“หุ่นยนต์อัจฉริยะ” จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซีอีโอ SoftBank เผย หุ่นยนต์อัจฉริยะจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่น 

มาซาโยชิ ซน ซีอีโอ SoftBank Group เผยระหว่างการประชุมออนไลน์ SoftBank World 2021 ว่า หุ่นยนต์อัจฉริยะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่น เตรียมทุ่มสรรพกำลังกับหุ่นยนต์เต็มที่ในขณะที่หุ่นยนต์ Pepper กำลังจะโบกมือลา 

ซนกล่าวว่ากองทุน Vision Fund สำหรับลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพของ SoftBank เข้าไปลงทุนในบริษัทที่กำลังพัฒนาเครื่องจักรที่เสริมประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้ำกว่าหุ่นยนต์ Pepper ที่สามารถเต้นและทักทายผู้คนได้

“หลายปีก่อนเรามีอีเว้นต์ยิ่งใหญ่เปิดตัว Pepper แต่ตอนนี้มันกำลังอับอาย” ซนกล่าวขณะยืนอยู่หน้าหุ่นยนต์ Pepper ที่ถูกปิดสวิตช์ 

ขณะนี้ซีอีโอของ SoftBank กำลังมองไปยังอนาคตของหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ไม่เพียงจะมาแทนที่การผลิต แรงงานในอุตสาหกรรม แต่จะมาแทนที่แรงงานคนทั้งหมด

ระหว่างที่ซนพูดจะปรากฏวิดีโอหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนมนุษย์ (humanoid robot) ที่กำลังวิ่งและเต้น รวมทั้งหุ่นยนต์รูปทรงกระป๋องที่กำลังทำความสะอาดพื้น

อย่างไรก็ดี ซนไม่ได้เอ่ยถึงการลงทุนใหม่หรือราคาตลาดของหุ่นยนต์ รวมทั้งไม่แตะประเด็นการยุติการลงทุนของ SoftBank ในจีนซึ่งทางการกำลังเข้ามาควบคุมตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีอย่างเข็มงวด

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา SoftBank ขายหุ้น 80% ของบริษัท Boston Dynamics ที่ผลิตหุ่นยนต์สุนัข Spot ให้กับบริษัท Hyundai Motor Group ของเกาหลีใต้มูลค่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 เดือนต่อมา สำนักข่าว Reuters รายงานว่า SoftBank จะยุติการขายหุ่นยนต์ Pepper ภายในสิ้นปี 2023 หลังจากเปิดตัวเมื่อปี 2014

ซนยังกล่าวอีกว่า SoftBank ยังคงร่วมงานกับ Boston Dynamics และหลังจากหุ่นยนต์ Pepper จะตามมาด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะรุ่นใหม่ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า “smabo” ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมาจากคำว่า “smart” ที่แปลว่าอัจฉริยะ และ “robot” ที่แปลว่าหุ่นยนต์

ซนเผยอีกว่า หุ่นยนต์อัจฉริยะเหล่านี้จะเข้ามาช่วยปฏิวัติวงการแรงงานคน โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะ 1 ตัวสามารถทำงานได้มากกว่ามนุษย์ 10 เท่าต่อวัน ซึ่งในญี่ปุ่นหมายความว่า หุ่นยนต์ 100 ล้านตัวสามารถทำงานได้เท่ากับคน 1,000 ล้านคน

“มนุษย์สามารถหลุดพ้นจากงานที่น่าเบื่อ พวกเขาสามารถทำอย่างอื่นที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่านี้” ซีอีโอ SoftBank กล่าว

Photo by Philip FONG / AFP

Fitch เตือนกรณี Evergrande อาจกระทบเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663236

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 12:14 น.Fitch เตือนกรณี Evergrande อาจกระทบเศรษฐกิจจีนในวงกว้างมันไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทเดียวอีกต่อไป แต่อาจเป็นชนวนเรื่องที่ไม่คาดที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าหน่วยงานจัดอันดับ Fitch กล่าวว่าภาคส่วนจำนวนมากอาจมีความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นหาก Evergrande Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนผิดนัดชำระหนี้ แม้ว่าผลกระทบโดยรวมต่อภาคการธนาคารจะสามารถจัดการได้

หน่วยงานกำกับดูแลได้เตือนถึงความเสี่ยงในวงกว้างต่อระบบการเงินของประเทศ หากบริษัทไม่มีหนี้สินจำนวน 305,000 ล้านดอลลาร์

“เราเชื่อว่าการผิดนัดชำระจะยิ่งทำให้สินเชื่อในกลุ่มผู้สร้างบ้านเกิดช่องว่างมากขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดปัญหากับธนาคารขนาดเล็กบางแห่ง” Fitch กล่าวในหมายเหตุ https://bit.ly/3CbhKPt เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

Fitch ปรับลดระดับ China Evergrande Group เป็น “CC” จาก “CCC+” เมื่อวันที่ 7 กันยายน ซึ่งบ่งชี้ว่าการผิดนัดชำระหนี้บางอย่างน่าจะเป็นไปได้

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Evergrande กล่าวว่าได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบทางเลือกทางการเงินและเตือนถึงความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระท่ามกลางการขายทรัพย์สินที่ลดลงและการขาดความคืบหน้าในการขายสินทรัพย์

Fitch กล่าวว่าเงินกู้ยืมของ Evergrande จำนวน 572,000 ล้านหยวน (88,800 ล้านดอลลาร์) ถูกธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ ถือครอง แต่ธนาคารอาจมีความเสี่ยงทางอ้อมกับซัพพลายเออร์ของ Evergrande ซึ่งเป็นหนี้ 667,000 ล้านหยวนในส่วนของสินค้าและบริการ

“ธนาคารขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อ Evergrande หรือนักพัฒนาอสังหาฯ ที่เสี่ยงกับปัยหานี้ อาจเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างมากในสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ Evergrande จะพัฒนาต่อไปอย่างไร” Fitch กล่าว

แต่ Fitch ได้เพิ่มการทดสอบความอ่อนไหวของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าอัตราส่วนเงินกองทุนเฉลี่ยของธนาคาร 4,000 แห่งในประเทศจะลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากอัตราส่วน NPL สำหรับสินเชื่อเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 15 คะแนน

หุ้นที่จดทะเบียนในฮ่องกงของ Evergrande ร่วงลงมาอีก 5% ที่ 2.82 ดอลลาร์ฮ่องกงในเช้าวันพุธ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดใหม่นับตั้งแต่ ม.ค. 2014

อย่างไรก็ตาม หน่วยจัดการทรัพย์สินและหน่วย EV เด้งขึ้นมากถึง 10.4% และ 9.3% ตามลำดับ

ในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของ Evergrande ซื้อขายในเดือนกรกฎาคม 2022 ลดลง 5.6% มาอยู่ที่ 28.3 หยวน ในขณะที่พันธบัตรดอลลาร์ที่ครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2022 ลดลง 20% มาอยู่ที่ 27.502 เซนต์ ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่า 500%

Fitch ยังกล่าวอีกว่า ความเสี่ยงจากแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาบ้านในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้จะต่ำ และคาดว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของครัวเรือนเพื่อให้แน่ใจว่ามีการส่งมอบบ้าน

ในวันพุธ ผู้ประท้วงประมาณ 40 คนยืนใกล้ทางเข้าที่สำนักงานใหญ่ของ Evergrande ในเซินเจิ้น โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายสิบคนห้ามไม่ให้เข้าไปข้างใน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่สำนักงานใหญ่เมื่อสองวันก่อนหน้านั้น เนื่องจากนักลงทุนที่ไม่พอใจได้รวมตัวกันที่ล็อบบี้เพื่อเรียกร้องการชำระคืนเงินกู้และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

วิดีโอบางรายการที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียของจีนยังแสดงให้เห็นว่ามีการประท้วงที่เกี่ยวข้องกับ Evergrande ในที่อื่นๆ ของจีนด้วย

นักลงทุนร่ำไห้! Evergrande เริ่มจนมุม ยกที่จอดรถชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663232

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 11:48 น.นักลงทุนร่ำไห้! Evergrande เริ่มจนมุม ยกที่จอดรถชำระหนี้ผู้ประท้วงรวมตัวกันเป็นวันที่ 3 ที่สำนักงานของผู้พัฒนาอสังหาฯ Evergrande ที่กำลังเข้าตาจน หลังจากบริษัทเสนอทรัพย์สินและที่จอดรถแทนการชำระหนี้ด้วยเงินสดจนสร้างความไม่พอใจให้กับนักลงทุน

ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมีปัญหาได้เตือนว่าอาจไม่สามารถให้บริการหนี้มหาศาลที่มีมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญ สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผู้ถือพันธบัตร และผู้รับเหมา และทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดการผิดนัดชำระซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Evergrande มีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งล้านยูนิตแต่ยังไม่ได้รับการสร้าง ยิ่งเพิ่มความรู้สึกสะพรึงกลัวในหมู่นักลงทุนชาวจีน หลายคนเป็นผู้ซื้อครั้งแรกที่พยายามจะเข้ามาเก็บส่วนแบางความมั่งคั่งมในอสังหาริมทรัพย์จีนที่ตอนนี้เริ่มแสดงอาการไม่สู้ดี

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทยอมรับว่าอยู่ภายใต้ “แรงกดดันมหาศาล” และอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้

ผู้ประท้วงราว 60 คนเดินทางกลับมายังสำนักงานใหญ่ Evergrande ที่เซินเจิ้นในวันพุธ โดยคาดว่าจะมีมากขึ้นในวันนี้เพื่อเรียกร้องเงินคืนจากบริษัท

พวกเขาล้อมชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของบริษัทชั่วครู่และร้องว่า “Evergrande ขอเงินคืนให้เรา”

เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเข้ามาดูแลสถานการณ์ แต่ผู้ประท้วงปฏิเสธที่จะแยกย้ายกันไป ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ Evergrande พยายามชำระหนี้ในชั่วข้ามคืนด้วยคำมั่นสัญญาเรื่องทรัพย์สิน ที่จอดรถ และห้องเก็บของก็ยิ่งทำให้นักลงทุนและลูกค้าอารมณ์เสีย

“พวกเขาเสนอร้านค้า โรงเรียนอนุบาล และที่จอดรถให้เรา แต่เราไม่สามารถใช้มันได้ ไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้” ผู้หญิงแซ่หวางคนหนึ่งบอกและเผยว่าบริษัททางการเงินในฉงชิ่งของเธอสะดุดตัวลง ” เนื่องจากหนี้ค้างชำระจากผู้พัฒนาอสังหา”

“พวกเขากำลังพยายามจัดการกับทรัพย์สินที่ไม่ดีของพวกเขา” นักลงทุนรายอื่นบอกกับ AFP โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ “(แต่) สิ่งเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาไม่สามารถขายได้”

ในเช้าวันพุธ ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นหน้าสำนักงาน ขณะที่เจ้าหน้าที่หลายคนยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ และขับไล่นักข่าวออกไป

ความสิ้นหวังกำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งบางคนในเซินเจิ้นกล่าวว่าพวกเขาเป็นหนี้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างๆ โดยอาศัยผลตอบแทนจากเงินกู้ยืมและเงินเดือนพนักงานของตนเอง

ภูเขาหนี้ขนาดยักษ์นี้ช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวอย่างทะเยอทะยานของ Evergrande ซึ่งเริ่มต้นจากความเฟื่องฟูของอสังหาริมทรัพย์ในยุค 90 จนกระทั่งรัฐบาลได้พยายามลดการเติบโตของภาคอสังหาฯ โดยปะรกาศมาตรการ “เส้นสีแดงสามเส้น” ในปี 2020

แต่ในขณะที่มีคำเตือนอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับผลกระทบที่ Evergrande จะผิดนัดต่อชำระหนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการไม่น่าจะเกิดการล้มอย่างไร้ระเบียบ เนื่องจากรัฐบาลน่าจะแทรกแซงเข้ามา

“การผิดนัดของ Evergrande อาจทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากส่งผลกระทบต่อเงินฝากของครัวเรือนสำหรับบ้านที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เราถือว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของครัวเรือน ทำให้ผลลัพธ์นี้ไม่น่าเป็นไปได้” Fitch หน่วยงานจัดอันดับกล่าวในหมายเหตุในวันพุธ

ตลาดหุ้นตั้งแต่ฮ่องกงไปยังนิวยอร์กยังไม่สนใจปัญหาของ Evergrande มากนัก แม้ว่าจะมีข่าวร้ายเกี่ยวกับบริษัทเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งรวมถึงอันดับเครดิตที่ลดลงสองครั้งและคำแถลงของบริษัทที่มืดมน

Photo by Noel Celis / AFP

สีจิ้นผิงปัดข้อเสนอไบเดนประชุมตัวต่อตัว แต่พวกเขาจะได้เจอกันหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663230

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 11:37 น.สีจิ้นผิงปัดข้อเสนอไบเดนประชุมตัวต่อตัว แต่พวกเขาจะได้เจอกันหรือไม่?ประชุมตัวต่อตัว ไบเดน-สี จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้หรือไม่? ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสีจะเอาอย่างไร หลังไบเดนยื่นข้อเสนอประชุมแบบตัวต่อตัว

Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐปฏิเสธรายงานที่อ้างว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ปฏิเสธข้อเสนอสำหรับการจัดประชุมชุดยอดแบบตัวต่อตัวระหว่างผู้นำทั้งสอง ซึ่งไบเดนได้เสนอไปในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสัปดาห์ก่อน

โดยก่อนหน้านี้มีรายงานจาก The Financial Times ว่าผู้บรรยายสรุปการสนทนาทางโทรศัพท์เป็นเวลา 90 นาทีเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น ระบุว่าผู้นำจีนไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว และต้องการให้สหรัฐลดท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีน

แต่ล่าสุด ไบเดนกล่าวว่า “มันไม่เป็นความจริง” เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกผิดหวังหรือไม่ที่ผู้นำจีนไม่ต้องการพบกับตน

เช่นเดียวกับเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐซึ่งกล่าวในแถลงการณ์ว่ารายงานดังกล่าวให้รายละเอียดที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างสองผู้นำ

แต่ทว่า แหล่งข่าวใกล้ชิดซึ่งเป็นผู้ที่บรรยายสรุปการสนทนาทางโทรศัพท์ยืนยันกับ Reuters ว่ารายงานจาก The Financial Times ถูกต้องแล้ว พร้อมเสริมว่าสี จิ้นผิงยืนกรานว่าท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศควรได้รับการปรับปรุงเสียก่อน

นอกจากนี้ The Financial Times ยังรายงานว่าไบเดนยกให้การประชุมสุดยอดเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้หลายประการที่ผู้นำทั้งสองจะได้มีส่วนร่วมกัน และไม่ได้คาดหวังว่าจีนจะต้องตอบรับข้อเสนอการจัดประชุมในทันที

โดยมีการอ้างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐรายหนึ่งซึ่งกล่าวว่า ทำเนียบขาวเชื่อว่าที่จีนยังไม่ตอบรับข้อเสนอการประชุมส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสี จิ้นผิง ไม่ได้เดินทางออกจากประเทศจีนตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคเมื่อต้นปีที่แล้ว

ด้านสถานทูตจีนในวอชิงตันยังไม่ได้ให้รายละเอียดต่อประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ การพูดคุยระหว่างสองผู้นำครั้งล่าสุดนั้นนับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ซึ่งมีการหารือเพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความขัดแย้ง

ขณะที่สื่อจีนรายงานว่า สี จิ้นผิง กล่าวกับไบเดนว่านโยบายของสหรัฐที่มีต่อจีนทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับการสื่อสารและติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

Photos by NICOLAS ASFOURI and Nicholas Kamm / AFP

สตาร์ทอัปทุ่ม 15 ล้านเหรียญคืนชีพแมมมอธสู่ขั้วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663228

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 11:21 น.สตาร์ทอัปทุ่ม 15 ล้านเหรียญคืนชีพแมมมอธสู่ขั้วโลกนักวิทยาศาสตร์และบริษัทสตาร์ทอัพสหรัฐเล็งคืนชีพช้างแมมมอธที่สูญพันธุ์ไปหลายพันปีที่แล้วให้กลับมาอยู่ที่ขั้วโลก

บริษัทด้านชีววิทยาศาสตร์และพันธุศาสตร์ Colossal ของสหรัฐซึ่งร่วมก่อตั้งโดย เบ็น แลมม์ ร่วมกับ จอร์จ เชิร์ช ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ดผู้บุกเบิกแนวทางการตัดต่อพันธุกรรม ระดมทุน 15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 493.35 ล้านบาท เพื่อเตรียมคืนชีพช้างแมมมอธกลับสู่ทุ่งทุนดราของอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนืออีกครั้ง

เบื้องต้นนักวิทยาศาสตร์จะสร้างตัวอ่อนลูกผสมช้างและแมมมอธในห้องปฏิบัติการ โดยการใส่ดีเอ็นเอของแมมมอธที่เก็บจากชิ้นส่วนที่ได้รับการรักษาอย่างดีอยู่ภายใต้ชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost) และทุ่งหญ้าสเต็ปป์เยือกแข็ง เข้าไปในจีโนมของช้างเอเชีย ซึ่งมีความคล้ายกันของดีเอ็นเออยู่ที่ 99.6%

จากนั้นจะนำตัวอ่อนไปฝังไว้ในแม่อุ้มบุญหรืออาจเป็นมดลูกที่สังเคราะห์ขึ้นมา และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนไม่มีอะไรผิดพลาด นักวิจัยหวังว่าจะได้ลูกช้างเซ็ตแรกใน 6 ปี

เชิร์ชเผยกับ The Guardian ว่า “จุดมุ่งหมายของเราคือการสร้างช้างที่สามารถทนต่อความหนาวเย็น แต่มันจะมีหน้าตาและพฤติกรรมเหมือนแมมมอธม่ใช่เพราะว่าเราต้องการหลอกลวงผู้คน แต่เพราะเราต้องการบางสิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนแมมมอธที่จะมีความสุขกับอุณหภูมิติดลบ 40 องศาเซลเซียส และทำสิ่งที่ช้างและแมมมอธทำ โดยเฉพาะการล้มต้นไม้”

ส่วนแลมม์เชื่อว่า การนำฝูงแมมมอธไปปล่อยในทุ่งหิมะทุนดราแถบขั้วโลกเหนืออาจช่วยฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของขั้วโลกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนที่เชื่อว่าการคืนชีพแมมมอธจะเป็นไปได้และมองว่าควรนำเงินจำนวนดังกล่าวไปช่วยชีวิตสัตว์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับรากเหง้าของสาเหตุการสูญพันธุ์มากกว่า บางส่วนยังมองว่าการคืนชีพแมมอธเป็นเรื่องเกินจริงและเข้าใจผิด

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยว่าแมมมอธหรือสัตว์อื่นที่สูญพันธุ์ไปแล้วจะมีชีวิตรอดอยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันหรือไม่

The Havens Studio/Handout via REUTERS

ล็อคเป้าอาเซียน ตอลิบานจุดชนวนก่อการร้ายอาละวาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663194

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 20:57 น.ล็อคเป้าอาเซียน ตอลิบานจุดชนวนก่อการร้ายอาละวาด ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาเซียนเสี่ยงก่อการร้ายจากการผงาดของตอลิบานในอัฟกัน

ทำเอาตื่นตกใจไปตามๆ กันเมื่อ AP รายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นเตือนให้พลเมืองของตนอยู่ห่างจากสถานที่ทางศาสนาและฝูงชนใน 6 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเตือนถึงการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้

กระทรวงกล่าวว่าได้รับข้อมูลว่า “มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ระเบิดฆ่าตัวตาย”

คำเตือนนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่ไหน แต่เตือนแบบหว่านแหกับพลเมืองญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเมียนมา

เมื่อเตือนแบบหว่านแหแบบนี้จึงเล่นเอาบางประเทศงงเป็นไก่ตาแตกและทำอะไรไม่ถูก ยิ่งประชาชนในประเทศนั้นตื่นตูมอยู่แล้วยิ่งลงไปกับรัฐบาลตัวเองว่าปิดบังอำพรางอะไรไว้หรือเปล่า

อย่างในไทยตอบรับฉับไวเพราะตกเป็นประเทศต้องสงสัย นายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เปิดเผยที่มาของคำเตือน และสถานทูตญี่ปุ่นไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมและ “ไม่เฉพาะเจาะจงกับประเทศไทย” ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็บอกในทำนองเดียวกันว่าไม่มีข้อมูลเรื่องภัยคุกคาม

ตกลงมันเป็น False alarm หรือสัญญารเตือนหลอกให้ตื่นตกใจหรือไม่? 

ถ้าคิดดูดีๆ อาจไม่น่าจะใช่ หากลองดูทัศนะของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

ชัยชนะของกลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถานเมื่อวันที่ 15 ส.ค. อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลุกขึ้นมาลงมือก่อเหตุในบ้านเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานที่มั่นในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ของฟิลิปปินส์ หลังจากบางกลุ่มอ่อนแอลงเพราะถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างหนัก

ผู้เชี่ยวชาญพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอาบูไซยาฟ (Abu Sayyaf) ในฟิลิปปินส์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการลักพาตัวนักท่องเที่ยว และกลุ่มญะมาอะห์อิสลามิยะห์ (Jemaah Islamiyah: JI) ในอินโดนีเซียที่อยู่เบื้องหลังระเบิดบาหลีเมื่อปี 2002 ว่าจะรู้สึกฮึกเหิมขึ้นจนลุกขึ้นมาก่อเหตุโจมตีในบ้านเกิด อาทิ การวางระเบิด

ไม่นานหลังจากกลุ่มตอลิบานยึดอัฟกานิสถานได้เบ็ดเสร็จ กลุ่มญะมาอะห์ อันชารูซี ชารีอะห์ (Jamaah Ansharusy Syariah: JAS) ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่แยกมาจากกลุ่ม JI ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีกับกลุ่มตอลิบาน โดยแถลงการณ์กลุ่มนี้ลงนามโดย อับดุล ร็อคฮิม บาชีร์ ลูกชายของอาบู บัคการ์ บาชีร์ อดีตผู้นำทางจิตวัญญาณของกลุ่ม JI ที่ออกคำสั่งให้ระเบิดบาหลี

ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงกังวลว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะตกอยู่ในอันตรายจากการก่อการร้ายอีกครั้ง

เค ชานมูกัม รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายและมหาดไทยของสิงคโปร์เตือนว่า การกลับขึ้นมาครองอำนาจอีกครั้งของกลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถานอาจนำมาสู่การก่อการร้ายที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะในอดีตสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มตอลิบาน อัฟกานิสถานเคยเป็นสวรรค์สำหรับกลุ่มไอเอส (ISIS) อัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่องทางสวรรค์ที่อาจเป็นนรกของใครอีกหลายคนกำลังเกิดเปิดขึ้นอีกครั้งสำหรับกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้าน เอ็นริโก เคา ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก Taiwan Strategy Research Association เผยว่า แม้ว่ากลุ่มตอลิบานจะไม่มีอิทธิพลโดยตรงกับกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอิทธิพลทางอ้อม ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกลุ่มอัลกออิดะห์หรือกลุ่มอาบูไซยาฟอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้

ส่วน แซคารี อาบูซา ศาสตราจารย์จาก National War College ในวอชิงตันเผยว่า กลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเห็นกลุ่มตอลิบานถูกสหรัฐไล่บี้จนต้องถอยร่นไปตั้งหลักในปากีสถาน และเห็นตอลิบานกลับมาผงาดอีกครั้ง ดังนั้นชัยชนะของตอลิบานอาจเป็นแรงกระตุ้นและขวัญกำลังใจให้กับกลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่น่ากังวลกว่าไม่แพ้กันคือ รัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราวของอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบานครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มกบฏ โดยมีอย่างน้อย 14 คนอยู่ในบัญชีดำของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รวมทั้ง มุลเลาะห์ ฮาซาน รักษาการนายกรัฐมนตรี และซิรายุดดิน ฮัคคานี รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยซึ่งถูกสหรัฐตั้งค่าหัวไว้ที่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีรักษาการ 33 คนยังรวมถึงผู้นำ 4-5 คนที่รู้จักกันในนาม 5 ตอลิบาน (Taliban Five) อดีตนักโทษเรือนจำกวนตานาโมที่สหรัฐยอมปล่อยตัวแลกกับตัวประกันทหารอเมริกัน

ขณะที่กลุ่ม JI มีความสัมพันธ์กับทั้งอัฟกานิสถานและกลุ่มอัลกออิดะห์ ระหว่างสงครามโซเวียต-อัฟกันช่วงทศวรรษ 1970-1980 กลุ่ม JI รับสมัครและส่งนักรบไปฝึกที่อัฟกานิสถานหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือ ริดวน อิซามุดดิน หรือ ฮัมบาลี ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดและการโจมตีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายครั้งและคนชี้เป้าให้กลุ่มอัลกออิดะห์ที่อำนวยความสะดวกในการฝึกในอัฟกานิสถานก่อนจะถูกซีไอเอจับกุมได้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การตั้งข้อหาของคณะกรรมการกองทัพสหรัฐในกวนตานาโมเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมาอาจนำมาสู่การล้างแค้นของกลุ่มหัวรุนแรงใหม่ๆ ในอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ อับดุลราจัค จานจาลานี ผู้ก่อตั้งกลุ่มอาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ก็เคยเข้าร่วมรบในสงครามโซเวียต-อัฟกันในช่วงที่โอซามะ บิน ลาเดนเป็นผู้นำ

ประสบการณ์การร่วมรบในอัฟกานิสถานเหล่านี้ได้สร้างสายสัมพันธ์ในฐานะเครือข่ายศิษย์เก่าให้กับนักรบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มก่อการร้ายอย่างอาบูไซยาฟและ JI ยังได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้อัฟกานิสถานเป็นที่มั่นภายใต้อำนาจของตอลิบาน เรียกว่าแต่ละกลุ่มล้วนมีสายสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันไปมา

ประจวบเหมาะกับการกลับมาปรากฏตัวของผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ที่ใครๆ ต่างก็เข้าใจว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อวันเสาร์ (11 ก.ย.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 20 ปีเหตุวินาศกรรมโจมตีตึกเวิลด์เทรดของสหรัฐ กลุ่มตอลิบานเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 61 นาทีของ อัยมาน อัล ซาวาฮิรี ผู้นำกลุ่ม

อัล ซาวาฮิรี พูดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังเดือน ธ.ค.ที่มีข่าวลือออกมาว่าเข้าเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าเขายังไม่เสียชีวิต

การปรากฏตัวของผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์สอดคล้องกับรายงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2019 ที่เตือนว่า กลุ่มอัลกออิดะห์อาจกลับมาอีกครั้งหากอัฟกานิสถานตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มตอลิบาน เนื่องจากสมาชิกกลุ่มอัลกออิดะห์เคยทำหน้าที่เป็นนักรบและผู้สอนศาสนาให้กลุ่มตอลิบาน ในระหว่างนี้จึงเกิดสายสัมพันธ์เหนียวแน่นผ่านการแต่งงานและเป้าหมายร่วมกันในกลุ่มนักรบรุ่นที่ 2

นี่เป็นฉากหลังที่น่ากังวลสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ความเกี่ยวพันเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มหัวรุนแรงในภูมิภาคกับกลุ่มอัลกออิดะห์กำลังสร้างความหวั่นเกรงว่ากลุ่มเหล่านี้จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังได้รับการสนับสนุนระลอกใหม่

ในกลุ่มนักโทษราว 5,000 คนที่กลุ่มตอลิบานปล่อยตัวหลังเข้ายึดฐานทัพสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ มีชาวอินโดนีเซียที่เข้าร่วมรบกับกลุ่มไอเอสในอัฟกานิสถานอยู่ 7 คน และตอนนี้ 7 คนนี้อาจกำลังเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายในอัฟกานิสถานและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้ายในบ้านเกิดและอาจกำลังชักชวนกลุ่มหัวรุนแรงในอินโดนีเซียเข้าร่วมผ่านโซเชียลมีเดียและการส่งข้อความเข้ารหัส

นักรบในกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งกลุ่ม JI แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร และอาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ และกลุ่มกัมปูลันมูจาฮิดินมาเลเซียล้วนเคยไปฝึกรบที่อัฟกานิสถานในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ทั้งการฝึกรบแบบกองโจรที่เรียกว่ามูจาฮิดีน การทำระเบิด กลยุทธ์ทหารราบ ซึ่งสร้างคอนเนคชันไว้ไม่มากก็น้อย โดยบางคนกลับมาลงมือก่อเหตุในบ้านเกิดและกลายเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าที่ผ่านมาอินโดนีเซียจะปราบปรามกลุ่ม JI อย่างหนักจนอ่อนแอลง แต่กลุ่ม JI ยังคงอยู่ เดือนที่แล้วตำรวจอินโดนีเซียจับกุมผู้ก่อการร้ายที่ต้องสงสัยว่าวางแผนก่อเหตุในวันชาติซึ่งตรงกับวันที่ 17 ส.ค. 53 คนซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม JI โดยยึดได้ทั้งอาวุธและกล่องรับบริจาคระดมทุน

และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.หน่วยปราบปรามการก่อการร้ายอินโดนีเซียยังรวบตัว อาบู รุสดาน ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม JI พร้อมกับสมาชิกกลุ่มอีก 3 คน

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ สายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม JI อาบูไซยาฟ อัลกออิดะห์ และตอลิบานจะรอดพ้นการสกัดกั้นของรัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากน้อยเเค่ไหน เนื่องจากฝ่ายรัฐได้เตรียมตัวดีกว่าในอดีต

และขณะนี้รัฐบาลหลายประเทศกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวนับจากนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ครั้งหนึ่งอาเซียนเคยต้องอยู่หวาดระแวงแบบนี้มาแล้ว ช่วงแรกๆ ของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย วันนี้ฝันร้ายนี้กลับมาซ้ำรอยอีกครั้งแบบ “เดจาวู” อย่างไม่น่าเชื่อ

โดย จารุณี นาคสกุล

REUTERS/Romeo Ranoco

พบสารปนเปื้อนในวัคซีน Pfizer ที่ 2 เมืองในญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663189

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 19:52 น.พบสารปนเปื้อนในวัคซีน Pfizer ที่ 2 เมืองในญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นพบกรณีปนเปื้อนในวัคซีน Moderna จนต้องหยุดการผลิตไปนับล้านโดส

สำนักข่าว Kyodo รายงายอ้างการเปิดเผยของรัฐบาลท้องถิ่นว่าพบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท Pfizer ที่ยังไม่ได้เปิดใช้จำนวน 4 ขวดในสองเมืองใกล้กรุงโตเกียว คือเมืองซางามิฮาระและคามาคุระ ทั้ง 2 เมืองอยู่ในจังหวัดคานางาวะ

สารปนเปื้อนสีขาวถูกพบในสถานที่ฉีดวัคซีน 3 แห่งในซางามิฮาระระหว่างวันเสาร์และวันอังคาร และที่จุดฉีดแห่งหนึ่งในเมืองคามาคุระในวันอาทิตย์

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นได้ระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของบริษัท Moderna Inc. ประมาณ 1.63 ล้านโดส เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนหลังจากพบสารแปลกปลอมในขวดจำนวนมาก

Photo by Robyn Beck / AFP