ลาวเร่งศึกษาความจำเป็นฉีดวัคซีนเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663375

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ลาวเร่งศึกษาความจำเป็นฉีดวัคซีนเข็ม 3กระทรวงสาธารณสุขลาวเร่งศึกษาความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 สู้สายพันธุ์เดลตา

เว็บไซต์ข่าว Vientiane Times ของลาวรายงานว่าหน่วยงานด้านสาธารณสุขของลาวกำลังพิจารณาการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะเดลตา

ดร.รัดตะนะไช เพ็ดสุวัน อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อสังกัดกระทรวงสาธารณสุขลาวกล่าวว่า กำลังทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มที่ 3 ในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อหาคำตอบว่าวัคซีนเข็มที่ 3 จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้หรือไม่

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ซึ่งส่งผลให้ลาวและอีกหลายประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ดร.รัดตะนะไชระบุว่า แม้หลายประเทศจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ไปแล้วแต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) หรือกระทรวงสาธารณสุขของลาวที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้รับรายงานว่ามีประชาชนพยายามเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่ยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่อนุมัติแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพิจารณา

โดยขณะนี้ลาวได้แจกจ่ายวัคซีนไปแล้วกว่า 4.5 ล้านโดส ซึ่งมีประชาชนประมาณ 1.86 ล้านคนหรือคิดเป็น 25.9% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่วานนี้ (15 ก.ย.) อยู่ที่ 223 ราย ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมทั้งสิ้น 17,905 ราย และผู้เสียชีวิต 16 ราย

Photo by RODRIGO BUENDIA / AFP

สื่อนอกสังเกต เกิดอะไรขึ้นกับ ‘คิม จองอึน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663366

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.สื่อนอกสังเกต เกิดอะไรขึ้นกับ 'คิม จองอึน' บรรดาชาวเน็ตและสื่อต่างประเทศยังคงจับตาลุคใหม่ของคิม จองอึน

หลังจากที่คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือปรากฏตัวในพิธีสวนสนามเฉลิมฉลองวันชาติครบรอบปีที่ 73 เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่ารูปร่างของคิมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ขณะที่บรรดาสื่อต่างประเทศจากทั่วโลก อาทิ BloombergAPCNNCBSIndia Times และอื่นๆ ก็ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมารายงานกันเป็นจำนวนมาก หลังพบว่าคิมมีรูปร่างผอมลงเรื่อยๆ ในการปรากฏตัวต่อสาธารณะหลายครั้งในระยะหลังมานี้ และอาจมีน้ำหนักลดลงมากกว่า 20 กิโลกรัม

รวมถึงบรรดาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้มีการพูดถึงการลดน้ำหนักของคิมอย่างต่อเนื่องบนโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างที่ผอมลงของผู้นำ หลังมีการพูดกันไปต่างๆ นานาว่าน้ำหนักที่ลดลงไปจนน่าตกใจนี้เป็นเพราะตั้งใจลดน้ำหนัก ปัญหาขาดแคลนอาหารในเกาหลีเหนือ หรืออาการป่วยกันแน่

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีภาพที่เผยให้เห็นพลาสเตอร์ขนาดใหญ่แปะอยู่ที่ศีรษะด้านหลังของคิม ยิ่งทำให้ประชาชนกังวลว่าผู้นำมีปัญหาสุขภาพหรือไม่

แต่ทางการเกาหลีเหนือได้ชี้แจงแล้วว่าไม่มีสัญญาณผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพของคิม และการปรากฏตัวครั้งล่าสุดที่ผ่านมานี้ท่านผู้นำก็มีสีหน้าที่สดใสดี

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

ฮ่องกงแนะวัยรุ่นฉีด BioNTech เข็มเดียวหวั่นหัวใจอักเสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663354

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 15:02 น.ฮ่องกงแนะวัยรุ่นฉีด BioNTech เข็มเดียวหวั่นหัวใจอักเสบผู้เชี่ยวชาญฮ่องกงแนะนำให้ฉีดวัคซีนของ BioNTech ให้วัยรุ่นเข็มเดียวหลังพบผลข้างเคียง

คณะผู้เชียวชาญด้านสุขภาพซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลฮ่องกงแนะนำให้เยาวชนอายุ 12-17 ปี ฉีดวัคซีนของ BioNTech เพียง 1 โดสจากปกติ 2 โดส หลังมีรายงานว่าพบภาวะกล้มเนื้อหัวใจอักเสบในคนอายุน้อย

การตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญประเมินจากการไม่พบผู้ติดเชื้อในฮ่องกงมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นวัคซีน 1 เข็มจึงเพียงพอที่จะปกป้องเยาวชน

หลออวี่หล่ง ประธานคณะกรรมการสุขภาพที่ให้คำปรึกษารัฐบาลฮ่องกงเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เผยกับสำนักข่าว RTHK ว่า ผลข้างเคียงของวัคซีนของ BioNTech พบได้บ่อยกว่าที่คิดไว้ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงลงความเห็นว่าวัยรุ่นควรฉีดวัคซีนของ BioNTech เพียงเข็มเดียว เพื่อลดโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

หลอเผยอีกว่า สำหรับเยาวชนที่ต้องเดินทางไปศึกษาที่ต่างประเทศ อาทิ ยุโรป สหรัฐ ซึ่งมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูง ควรฉีดวัคซีนให้ครบทั้งสองโดส

กระทรวงสาธารณสุขของฮ่องกงไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้ที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ แต่ RTHK รายงานว่า นับตั้งแต่รัฐบาลฮ่องกงเริ่มฉีดวัคซีนของ BioNTech ให้เยาวชนอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พบวัยรุ่นกว่า 30 คนมีอาการดังกล่าว

หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ สหภาพยุโรป และองค์การอนามัยโลกเคยระบุว่า วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech และ Moderna มีความเชื่อมโยงกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) ซึ่งทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มที่และเต้นผิดจังหวะ และภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

ด้าน Pfizer เผยว่า ทราบว่าอาจพบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนแต่ผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยากมาก

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า ผู้ที่อายุ 18-24 ปีมีความเสี่ยงที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอยู่ที่ 18.5 ต่อ 1 ล้านโดส หลังฉีดวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เข็มที่ 2 และของ Moderna อยู่ที่ 20.2 ต่อ 1 ล้านโดส โดยความเสี่ยงจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

Photo by Bertha WANG / AFP

ตอลิบานเปิดคฤหาสน์สุดหรูอดีตรองปธน. ชี้อู้ฟู่เพราะคอร์รัปชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663341

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 13:45 น.ตอลิบานเปิดคฤหาสน์สุดหรูอดีตรองปธน. ชี้อู้ฟู่เพราะคอร์รัปชั่นกลุ่มตอลิบานเปิดคฤหาสน์สุดหรูของอดีตรองประธานาธิบดีอัฟกัน ชี้ปัญหาคอร์รัปชันเกิดขึ้นในอดีตรัฐบาล

สำนักข่าวเอเอฟพีเผยภาพกลุ่มนักรบตอลิบานกว่า 150 ชีวิตเข้ายึดคฤหาสน์สุดหรูในกรุงคาบูลของอดีตรองประธานาธิบดีอับดุล ราชิด ดอสตุม (Abdul Rashid Dostum) ของอัฟกานิสถาน ซึ่งพวกเขากล่าวว่ามันมาจากการคอร์รัปชันนานหลายปี

กลุ่มตอลิบานซึ่งนำโดยกอรี ซาลาฮุดดิน อายูบี (Qari Salahuddin Ayoubi) หนึ่งในผู้บังคับบัญชาที่ทรงอิทธิพลที่สุด พร้อมด้วยองครักษ์อีก 150 คนถือโอกาสเข้ายึดบ้านของเขาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา

โคมไฟระย้าแขวนอยู่ในห้องโถงที่มีโซฟานุ่มขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำในร่มปูกระเบื้องเทอร์ควอยซ์ที่สลับซับซ้อน อีกทั้งยังมีห้องซาวน่า ห้องอบไอน้ำแบบตุรกี และฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครัน เอเอฟพีบรรยายถึงความหรูหราโอ่อ่าของคฤหาสน์แห่งนี้

“อิสลามไม่เคยต้องการให้เรามีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ความหรูหรามีอยู่บนสวรรค์ซึ่งจะเกิดขึ้นในชีวิตหลังความตาย” อายูบีกล่าว

นอกจากนี้ยังมีบาร์เครื่องดื่มซึ่งชี้ให้เห็นว่าดอสตุมชื่นชอบการสังสรรค์และดื่มสุรา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักศาสนาอิสลาม

ทั้งนี้ อดีตรองประธานาธิบดีอับดุล ราชิด ดอสตุม ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2020 โดยขณะนี้กำลังลี้ภัยอยู่ที่อุซเบกิสถาน เป็นบุคคลที่มีบทบาทอย่างมากในหน้าประวัติศาสตร์ของอัฟกานิสถาน

รวมถึงเรื่องอื้อฉาวที่ถูกสงสัยว่าเขามีรายได้มหาศาลจากการคอร์รัปชันและยักยอกทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีอัชราฟ กานี (Ashraf Ghani) เสื่อมเสียชื่อเสียง

ในปี 2001 ดอสตุมถูกกล่าวหาว่าสังหารนักรบตอลิบานกว่า 2,000 คนโดยขังไว้ในตู้คอนเทนเนอร์กลางทะเลทราย จนพวกเขาเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจและแดดที่แผดเผา ถึงกระนั้นอายูบีกล่าวว่าตนไม่ต้องการที่จะแก้แค้น

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนจากอดีตรัฐบาลถือครองที่ดินอย่างผิดกฎหมายเพื่อสร้างคฤหาสน์สุดหรูของตัวเอง จนพื้นที่บริเวณนั้นได้รับการเรียกขานจากชาวบ้านว่าเป็น “ย่านโจร”

อายูบีทิ้งท้ายว่าระบบการปกครองใหม่จะไม่ปล่อยให้มีการสร้างสิ่งของฟุ่มเฟือยด้วยเงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันเช่นนี้อีก และยืนยันว่ากลุ่มตอลิบานอยู่ข้างชนชั้นรากหญ้า

Photo by Wakil KOHSAR / AFP

Pfizer แจงสิ่งแปลกปลอมในวัคซีนญี่ปุ่นเป็นส่วนผสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663345

Pfizer แจงสิ่งแปลกปลอมในวัคซีนญี่ปุ่นเป็นส่วนผสม

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 13:10 น.Pfizer แจงสิ่งแปลกปลอมในวัคซีนญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมPfizer ชี้แจงสิ่งแปลกปลอมที่พบในขวดวัคซีนที่ญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมที่ยังไม่ละลายแต่จะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง  

เว็บไซต์ Fierce Pharma รายงานว่า ตัวแทนของ Pfizer ในญี่ปุ่นแถลงชี้แจงกรณีพบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนของ Pfizer 5 ขวดในจังหวัดคะนะงะวะและโอซะกะว่า เป็นไปได้ว่าสิ่งแปลกปลอมสีขาวเป็นส่วนผสมของวัคซีนที่ยังไม่ละลายดีและจะไม่กระทบต่อความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของวัคซีน

นอกจากนี้ Pfizer ยังเผยอีกว่า จนถึงวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานพบวัตถุลอยอยู่ในขวดวัคซีนของบริษัทแล้ว 95 ขวด และย้ำว่า “วัคซีนของ Pfizer-BioNTech ผลิตภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดที่สุดเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วย” และบริษัทจะตรวจสอบกรณีนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในจังหวัดคะนะงะวะและจังหวัดโอซะกะของญี่ปุ่น พบวัตถุแปลกปลอมสีขาวลอยอยู่ในขวดวัคซีนของ Pfizer ล็อต FF5357 ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานจำนวน 5 ขวดในเมืองซางะมิฮะระและเมืองคะมะคุระ และในเมืองซาไก

เดือนที่แล้วทางการญี่ปุ่นระงับการใช้วัคซีนของ Moderna จำนวน 1.63 ล้านโดสหลังพบวัตถุโลหะและยางในวัคซีน 3 ล็อต ซึ่ง Moderna ตรวจสอบพบว่าเป็นวัคซีนที่มาจากโรงงานผลิต Rovi Laboratories ในสเปน 

หลังจากนั้นพบผู้เสียชีวิต 3 รายในญี่ปุ่นหลังจากได้รับวัคซีนของ Moderna แต่ยังไม่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ ทว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในญี่ปุ่นและสหรัฐเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่วัตถุแปลกปลอมที่พบจะไม่ได้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

สหรัฐ-อังกฤษ-ออสซี่ตั้งพันธมิตรอินโดแปซิฟิกสู้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663339

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 12:15 น.สหรัฐ-อังกฤษ-ออสซี่ตั้งพันธมิตรอินโดแปซิฟิกสู้จีน3 ประเทศนำโดยสหรัฐจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และจะช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

ผู้นำสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียแถลงร่วมกันหลังหารือทางไกลว่า ทั้ง 3 ประเทศจะจัดตั้งพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งจะทำให้ออสเตรเลียได้รับความช่วยเหลือในการต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ด้วย ในขณะที่อินธิพลของจีนในภูมิภาคนี้กำลังแผ่ขยาย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวว่า “เรากำลังก้าวไปสู่ประวัติศาสตร์อีกก้าวหนึ่งเพื่อสร้างความร่วมมือที่ลึกซึ้งและเป็นทางการระหว่างทั้งสามประเทศ เนื่องจากเราทุกคนตระหนักดีถึงความจำเป็นในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในอินโดแปซิฟิกในระยะยาว…เพราะอนาคตของทั้ง 3 ประเทศทั้งโลกขึ้นอยู่กับความเสรีและเปิดกว้างของอินโด-แปซิฟิก ยั่งยืนและเฟื่องฟูในทศวรรษหน้า”

นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียกล่าวว่า ออสเตรเลีย “จะไม่สะสมอาวุธนิวเคลียร์ และจะเดินหน้าปฏิบัติตามพันธสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลยร์”

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสันของอังกฤษกล่าวว่า “เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญสำหรับประเทศใดๆ ก็ตามที่จะได้มาซึ่งความสามารถที่น่าเกรงขามในการครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และสำคัญเท่าๆ กันสำหรับประเทศอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ”

ด้านเจ้าหน้าที่รายหนึ่งของรัฐบาลไบเดนเผยว่า กลุ่มพันธมิตรที่มีชื่อว่า “AUKUS” ที่มาจากชื่อของทั้ง 3 ประเทศ ไม่ได้พุ่เป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการส่งเสริมผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม รักษาระเบียบตามกฎสากล และส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิก

โครงการแรกคือ การหารือความเป็นไปได้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐเน้นย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย เรือดำน้ำเหล่านี้จะไม่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ แต่เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จะช่วยให้กองทัพเรือออสเตรเลียปฏิบัติการใต้น้ำได้ยาวนานขึ้น เงียบขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดีลสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ดังกล่าวส่งผลให้สัญญาต่อเรือดำน้ำ 12 ลำ มูลค่าราว 66,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ออสเตรเลียทำไว้กับ Naval Group บริษัทต่อเรือของกองทัพเรือฝรั่งเศสเมื่อปี 2016 สิ้นสุดลง สร้างความไม่พอใจให้ฝั่งฝรั่งเศส

ฌอง อีฟ เดอ ดริยอง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสและโฟลฮงซ์ ปาลี รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมออกแถลงการณ์ร่วมว่า “ทางเลือกของสหรัฐที่ผลักดันพันธมิตรยุโรปและหุ้นส่วนอย่างฝรั่งเศสออกจากการเป็นหุ้นส่วนกับออสเตรเลียในเวลาที่เรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก…แสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งฝรั่งเศสทำได้เพียงยอมรับและเสียใจ”

ด้านจีนแสดงท่าทีคัดค้านความร่วมมือนี้เช่นกัน หลิวเผิงอวี่ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงวอชิงตันดีซีเผยว่า สหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียไม่ควรสร้างกลุ่มเฉพาะที่พุ่งเป้าหรือเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของประเทศที่สาม ทั้ง 3 ประเทศควรสลัดความคิดและอคติทางอุดมการณ์ทิ้งเสียก่อน

Photo by Brendan Smialowski / AFP

เกาหลีเหนือโชว์ภาพวินาทีปล่อยมิสไซล์จากรถไฟครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663331

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 11:00 น.เกาหลีเหนือโชว์ภาพวินาทีปล่อยมิสไซล์จากรถไฟครั้งแรกเกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จทดสอบยิงขีปนาวุธจากขบวนรถไฟเป็นครั้งแรก

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือเปิดเผยถึงความสำเร็จในการทดสอบปล่อยขีปนาวุธจากขบวนรถไฟเป็นครั้งแรก พร้อมระบุว่าได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที โดยขีปนาวุธดังกล่าวมีพิสัยประมาณ 800 กิโลเมตร และสามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. KCNA ระบุว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล (long-range cruise missile) รุ่นใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอาวุธทางยุธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และชี้ว่าสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ และมีพิสัยไกลถึง 1,500 กิโลเมตรโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง

โดยวานนี้ (15 ก.ย.) ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตกลงสู่ทะเลตะวันออก ระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเยือนกรุงโซล และเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศถึงความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลรุ่นใหม่

ในวันเดียวกันเกาหลีใต้ได้เผยถึงความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถพัฒนาขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำได้สำเร็จ โดยมีประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวว่าการครอบครองขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำนั้นมีความหมายอย่างยิ่งในแง่ของการป้องกันภัยคุกคามจากทุกทิศทาง และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันประเทศและเสริมสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีในอนาคต

ทั้งเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือกำลังพัฒนาขีดความสามารถทางทหารรวมถึงขีปนาวุธใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีที่ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

อีกแล้ว! ญี่ปุ่นเจอสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีน Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663328

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 10:26 น.อีกแล้ว! ญี่ปุ่นเจอสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีน Pfizerญี่ปุ่นพบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนอีกครั้งคราวนี้เป็นของ Pfizer

สำนักข่าว Japan Times รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในจังหวัดคะนะงะวะใกล้กับกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซะกะทางตะวันตกของญี่ปุ่น พบวัตถุแปลกปลอมในขวดวัคซีนของ Pfizer ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานจำนวน 5 ขวด

วัคซีนทั้ง 5 ขวดมีวัตถุสีขาวลอยอยู่เป็นวัคซีนในล็อตเดียวกันคือ FF5357 โดยพบที่ศูนย์ฉีดวัคซีน 3 แห่งในเมืองซางะมิฮะระระหว่างวันเสาร์และวันอังคาร 1 แห่งในเมืองคะมะคุระในวันอาทิตย์ ซึ่งทั้งสองเมืองนี้อยู่ในจังหวัดคะนะงะวะ และอีก 1 แห่งในเมืองซาไกจังหวัดโอซะกะเมื่อวันอังคาร

หลังเกิดเรื่องทั้ง 3 เมืองขอให้ทาง Pfizer วิเคราะห์สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวแล้ว และยืนยันว่าไม่ได้ใช้วัคซีนขวดที่พบสิ่งแปลกปลอม แต่ยังใช้ขวดอื่นๆ ที่มาจากล็อตเดียวกันที่ได้รับการยืนยันว่าไม่พบการปนเปื้อน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้วกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นระงับการใช้วัคซีนของ Moderna ราว 1.63 ล้านโดสหลังจากพบสิ่งแปลกปลอทสีดำในวัคซีนหลายขวด โดย Moderna ยืนยันในเวลาต่อมาว่า สิ่งแปลกปลอมนี้คืออนุภาคสเตนเลสสตีล และย้ำว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้รับวัคซีน

REUTERS/Denis Balibouse/File Photo/File Photo

ตราบาปกองทัพญี่ปุ่น กับ “การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663307

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 21:19 น.ตราบาปกองทัพญี่ปุ่น กับ "การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว"หนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์ เมื่อกองทัพพระจักรพรรดิกระทำการอันเหี้ยมโหดเหมือนเรื่องสนุก ทุกวันนี้มันยังถูกพูดถึงน้อยมาก

ระหว่างที่เกิดกรณีสังหหารหมู่นานกิง มีเหตุการซ้อนอีกเหตุการณ์คือ “การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว” (เฮียกขุ นินงิริ เคียวโซ) เป็นการแข่งขันระหว่างร้อยตรีมูไค โทชิอะกิ กับร้อยตรีโนดะ ซึโยชิ 

ทั้งคู่แข่งกันว่าใครจะสามารถใช้ดาบญี่ปุ่นตัดศีรษะคนจีนได้ถึง 100 คนก่อนกัน ระหว่างการยาตราทัพรุกนานกิง มีสื่อญี่ปุ่นรายงานอย่างใกล้ชิดเกือบทุกระยะ จนกระทั่งได้ความว่ามูไคตัดไปได้ 106 หัว ส่วนโนดะได้ไป 105 หัว กรณีนี้มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างความโหดเหี้ยมของกองทัพญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวจีนอย่างป่าเถื่อน

หลังจากสิ้นสงคราม กองบัญชาการกลางของสหรัฐในญี่ปุ่น (GHQ) ได้ทราบเรื่องนี้ และควบคุมตัวนายทหารทั้ง 2 ไว้จากนั้นส่งตัวไปให้ทางการจีน ศาลอาชญากรสงคราม ตัดสินว่าทั้งคู่ก่ออาชญกรรมจริง ฐานสังหารพลเรือนและนักโทษสงคราม ให้ประหารชีวิตเสียที่นานกิง

ปัญหาก็คือ หลังสงครามมีการถกเถียงอย่างหนักว่าการการแข่งตัดคอคนให้ถึง 100 หัวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นอกจากจะโต้เถียงในวงวิชาการแล้ว ญาติของนายทหารทั้ง 2 ยังฟ้องร้องนักประวัติศาสตร์และสื่อที่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวว่าปั้นเรื่อง แต่ปรากฎว่าศาลกรุงโตเกียวไม่รับฟ้อง เพราะหลักฐานระบุชัดว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง ซึ่งในข้อมูลฝ่ายญี่ปุ่นยกหลักฐานมางัดค้านดุเดือดมาก แต่ผมจะเล่าเฉพาะหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการแข่งกันตัดคอเกิดขึ้นจริง

เรื่องแรกคือสื่อในญี่ปุ่นรายงานเรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน และผู้ที่เล่าให้สื่อฟังคือก็คือโนดะกับมูไค โดยเฉพาะโนดะถึงกับบอกกับหนังสือพิมพ์โตเกียวนินิชิมบุน (วันที่ 19 เดือนกันยายนปีโชวะที่ 14) ว่า พยายามจะฆ่าให้ถึง 500 หัว แต่ตอนนี้ตัดไปได้แค่ 305 หัว ก่อนหน้านั้นโนดะยังกลับบ้านเกิดที่คะโงะชิมะ โพนทะนากับคนที่นั่นว่ามีการแข่งตัดหัวให้ได้ 100 หัว (รายงานในคะโงะชิมะชิมบุนวันที่ 21 และ 26 เดือนมีนาคม ปีโชวะที่ 13) ตัวเขาตัดไปได้ 300 กว่าหัวแล้ว ซึ่งทั้งโนดะและมูไคเป็นคนบ้านเดียวกัน และเดินสายบรรยายวีรเวรวีรกรรมของเขาหลายครั้ง ถึงกับมีผู้แต่งเพลงสรรเสริญ

มูไคบอกกับหนังสือพิมพ์ The Japan Advertiser ว่า “สนุก” กับเรื่องที่ทำลงไป แต่เสียที่ดาบบิ่นเพราะต้องตัดมันทุกแบบ ส่วนโนดะบอกว่า ทหารจีนโง่ เรียกมาตัดหัวก็เดินเข้าแถวกันมา

ข้างต้นนี้ เป็นหลักฐานฝ่ายหนังสือพิมพ์ในยุคร่วมสมัย นอกจากนี้ ยังมีพยานในเหตุการณ์คือ ไซโต ชินจู  ช่างภาพข่าวสงครามที่มีชื่อเสียง เล่าว่าได้ยินจากนายทหารทั้ง 2 คนว่าเกิดเรื่องเหี้ยมโหดที่ว่านั้นจริง และที่ต้องย้ำคือทั้งโนดะและมูไคเป็นคนเล่าให้ทั้งสื่อและคนทั่วไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง หลักฐานนี้นี่เองที่ศาลตัดสินว่า “การแข่งตัดคอคนให้ถึง 100 หัว” ไม่ใช่เรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น

แต่ก่อนที่จะถูกประหารที่นานกิง มูไคกับโนดะยืนยันด้วยแถลงการณ์ 2 ฉบับว่าไม่ได้เป็นคนลงมือสังหารพลเรือนและนักโทษสงคราม และจะไม่ยอมรับคำตัดสินว่าเขาเป็นอาชญากรสงคราม

ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวยืนยันอย่างไร ก็คงแก้ต่างอะไรไม่ได้อีก คงมีแต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

(หมายเหตุ – มีบางเว็บไซต์นำบทความนี้ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้เขียนขอแจ้งว่าบทความชิ้นนี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ลงที่อื่นนอกจากโพสต์ทูเดย์แห่งเดียวเท่านั้น)

สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ศรีลังกาพังเพราะหนี้สาธารณะท่วมหัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663297

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 19:15 น.สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ศรีลังกาพังเพราะหนี้สาธารณะท่วมหัวศรีลังกาเคยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในเอเชียใต้แต่ตอนนี้เศรษฐกิจกำลังจะพัง

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ของศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หลังราคาอาหารพุ่งสูงซ้ำยังเกิดภาวะขาดแคลน ขณะที่เงินตราต่างประเทศกำลังจะหมด

หลังจากประกาศดังกล่าวสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้า อาทิ น้ำตาล นมผง ซีเรียล ข้าว แทบจะหมดจากชั้นวางของในห้างสรรพสินค้าที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ประชาชนบางคนต้องรอคิวเพื่อจับจ่ายนานนับชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้สินค้าเพราะหมดเสียก่อน

คำถามก็คืออะไรทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกาที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในเอเชียใต้ดำเนินมาถึงจุดที่วิกฤตที่สุดในรอบ 73 ปี

สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี 1983-2009 ทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกาได้รับผลกระทบหนัก อุตสาหกรรมหลักของประเทศจึงมีเพียงอุตสาหกรรมสิ่งทอ สินค้าส่งออกสำคัญมีเพียงชา สิ่งทอ และอัญมณี ขณะที่ต้องนำเข้าสินค้าจำเป็นเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งอาหารและเชื้อเพลิง ศรีลังกาจึงขาดดุลการค้าต่อเนื่อง เงินตราต่างประเทศจึงเริ่มร่อยหรอ

รัฐบาลศรีลังกาแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศ หนี้สาธารณะของศรีลังกาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86% ของจีดีพีในปี 2009 หลังสงครามกลางเมืองจบลงรัฐบาลศรีลังกาต้องกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มอีกเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน หนี้ต่างประเทศของศรีลังกาจึงพุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินจากจีนตั้งแต่ปี 2005-2015 จนผิดนัดชำระหนี้และถูกจีนยึดท่าเรือฮัมบันโตตา

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจากการระบาดของ Covid-19 ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของศรีลังกาแย่ลงไปอีก โดยปีนี้หนี้ต่างประเทศของศรีลังกาพุ่งไปถึง 101% ของจีดีพี ส่งผลให้เศรษฐกิจกำลังจะพังทลาย

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุดของศรีลังกาเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของศรีลังกามีสัดส่วน 10% ของจีดีพี และเป็นแหล่งของเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ

มาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อสกัด Covid-19 ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างหนัก จากข้อมูลของ Trading Economics พบว่า ปีนี้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของศรีลังหาลดลงเหลือเดือนละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยสูงถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อขาดแหล่งรายได้จากเงินตราต่างประเทศ เงินสำรองระหว่างประเทศก็ลดลงเหลือเพียง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน ก.ค. จากที่มี 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2019 หลังจากรัฐบาลศรีลังกาใช้เงินสำรองระหว่างประเทศชำระหนี้ต่างประเทศจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เงินสำรองระหว่างประเทศที่เหลืออยู่นี้เพียงพอสำหรับนำเข้าสินค้าได้อีกไม่ถึง 2 เดือน ยังไม่นับหนี้ต่างประเทศที่จะครบกำหนดชำระในปีหน้าอีก 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเงินสำรองต่างประเทศร่อยหรอลง จำนวนเงินที่ศรีลังกาต้องใช้ในการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการนำเข้าสินค้าจำเป็นจึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินรูปีลดลงไปราว 8% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และต้องไม่ลืมว่าศรีลังกาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหนัก เมื่อค่าเงินรูปีลดลง ทำให้เงินเฟ้อ ราคาสินค้านำเข้าจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

อีกสาเหตุหนึ่งคือ คำสั่งห้ามใช้สารเคมี เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ทำเกษตรแบบออร์แกนิก 100% ทว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการเพาะปลูกกะทันหันโดยไม่ได้เตรียมดินอย่างเหมาะสมส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ลดลงถึง 50% โดยเฉพาะชาและธัญพืชอื่นๆ ทำให้อาหารขาดแคลนและนำมาสู่วิกฤตด้านอาหารในที่สุด

นอกจากนี้ รายได้ของรัฐบาลยังไม่เป็นไปตามเป้าเนื่องจากมาตรการสกัด Covid-19 กระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

แล้วรัฐบาลทำอะไรบ้าง?

รัฐบาลศรีลังกาโบ้ยว่าเป็นความผิดของนักเก็งกำไรที่กักตุนสินค้าจำเป็นจนราคาพุ่ง ทั้งยังอาศัยอำนาจจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินส่งทหารเข้าไปยึดสินค้าต่างๆ จากผู้ค้าแล้วนำมาขายให้ชาวศรีลังกาในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งจำกัดการใช้เงินตราต่างประเทศสำหรับนำเข้าสินค้าจำเป็นเท่านั้น

ช่วงต้นปีธนาคารกลางศรีลังกายังห้ามผู้ค้าแลกเงินดอลลาร์หรัฐเกิน 200 รูปีและห้ามทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ช่วยแก้หรือซ้ำเติมปัญหา?

ทว่า การเปลี่ยนแนวทางมาสู่เกษตรออร์แกนิกกลางคันอาจทำให้ผลผลิตในประเทศลดลงยิ่งดันให้ราคาสูงขึ้นอีก ส่วนการตั้งเพดานราคาอาหารอาจทำให้ขาดแคลนยิ่งขึ้น เนื่องจากดีมานด์สูงกว่าซัพพลายที่รัฐบาลกำหนดราคาไว้

เช่นเดียวกับข้อจำกัดของธนาคารกลางที่อาจกระทบกับสินค้าจำเป็นที่ต้องนำเข้า ยกตัวอย่างเช่น ผู้ค้าข้าวที่ต้องการจ่ายเงินดอลลาร์สหรัฐในการนำเข้ามากกว่า 200 รูปีอาจไม่สามารถทำการค้าขายได้ และหากไม่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ช่วยให้ผู้ค้าไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ผู้ค้าหลายรายอาจไม่เต็มใจนำเข้าสินค้าจำเป็น การนำเข้าสินค้าจึงติดขัด ตามมาด้วยภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็น

หากสถานการณ์ออกมาในรูปแบบนี้ปัญหาก็จะวนเป็นงูกินหางไปเรื่อยๆ

Photo by ISHARA S. KODIKARA / AFP