AUKUS จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663452

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 18:30 น.AUKUS จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไร?อินโด-แปซิฟิกร้อนระอุ เมื่อสหรัฐ-สหราชอาณาจักร-ออสเตรเลียผนึกกำลังคานอำนาจจีน

สนธิสัญญา AUKUS ซึ่งเป็นความตกลงด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกระหว่างสหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ถูกระบุว่าทำขึ้นเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป้าหมายหลักอาจเป็นการคานอำนาจกับจีนซึ่งกำลังมีอิทธิพลในภูมิภาคดังกล่าว

Sam Roggeveen จากสถาบันโลวี (Lowy Institute) สถาบันวิจัยของออสเตรเลียชี้ว่าก่อนหน้านี้มีการตั้งคำถามว่าจะเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและจีนจริงหรือไม่ และความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้อาจเป็นคำตอบ

โดย AUKUS จะส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหาร, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ควอนตัม และความมั่นคงด้านไซเบอร์ระหว่างทั้งสามประเทศ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าถือเป็นความร่วมมือทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดของทั้งสามประเทศในรอบหลายสิบปี

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองคือ ความร่วมมือดังกล่าวจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก และกลายเป็นประเทศที่ 7 ของโลกนอกเหนือจากสหรัฐ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน และอินเดีย ที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง

ทั้งนี้ AUKUS จะมีผลบังคับใช้ในอีก 18 เดือนข้างหน้า โดยออสเตรเลียตั้งใจจะสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ถึง 8 ลำซึ่งจะได้รับความร่วมมือจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร แต่ยืนยันว่าจะไม่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำ

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าการช่วยเหลือออสเตรเลียในครั้งนี้ สหรัฐอาจคาดหวังให้ออสเตรเลียมีส่วนร่วมอย่างมากในการต่อกรกับจีนในอนาคต

ขณะเดียวกัน AUKUS มีแนวโน้มที่จะมีนัยสำคัญต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน ส่งผลให้บรรดาประเทศในภูมิภาคอาจเกิดความกังวลไม่เห็นด้วยกับความร่วมมือดังกล่าว

โดยกระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ในวันนี้ (17 ก.ย.) ระบุว่า “อินโดนีเซียมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคนี้” พร้อมกล่าวว่ากำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ออสเตรเลียรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

แต่เป็นไปได้ว่าบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญกับอำนาจทางทหารของจีนที่กำลังเติบโตในทะเลจีนใต้จะได้รับผลประโยชน์จาก AUKUS เพราะหลังจากนี้มันอาจช่วยขัดขวางท่าทีที่คุกคามของจีนในทะเลจีนใต้

ในทางกลับกันชาติอาเซียนอาจเกิดความไม่สบายใจจากการเคลื่อนไหวใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในภูมิภาค เพราะแม้ว่า AUKUS อาจช่วยยับยั้งภัยคุกคามทางทหารจากจีน แต่ก็อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งผลกระทบจะตกมาอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอินโด-แปซิฟิก

ท่ามกลางความตึงเครียดบนพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ที่ร้อนระอุ โดยกองทัพเรืออินโดนีเซียเผยว่าได้เพิ่มเรือลาดตระเวนรอบหมู่เกาะนาทูนาในสัปดาห์นี้หลังพบเรือของจีนและสหรัฐในน่านน้ำของประเทศ

ขณะที่หลายประเทศพยายามต่อต้านการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีน รวมถึงประเทศพิพาทอย่างบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไต้หวัน ด้านบรรดาชาติตะวันตกก็กำลังกังวลต่ออิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ด้านรัฐบาลจีนก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวกับความร่วมมือดังกล่าวแล้วโดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการแข่งขันด้านอาวุธอีกด้วย

ขณะที่การยื่นคำร้องเพื่อสมัครเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ของจีนซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีการประกาศเกี่ยวกับ AUKUS นั้นเป็นการตอกย้ำถึงความบาดหมางของสหรัฐและจีนท่ามกลางการแข่งขันระหว่างทั้งสองในภูมิภาคเอเชีย

ที่มา ReutersThe Diplomat

ภาพโดย Brendan Smialowski / AFP

AUKUS ทำอินโด-แปซิฟิกระอุ 3 ชาติจับมือสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663435

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 17:30 น.AUKUS ทำอินโด-แปซิฟิกระอุ 3 ชาติจับมือสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์อินโดนีเซียหวั่นประเทศมหาอำนาจแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ในอินโด-แปซิฟิก

สืบเนื่องจากที่สหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคง “AUKUS” เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก และกลายเป็นประเทศที่ 7 ของโลกนอกเหนือจากสหรัฐ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน และอินเดีย ที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง

ส่งผลให้อินโดนีเซียออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยกระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ในวันนี้ (17 ก.ย.) ระบุว่า “อินโดนีเซียมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคนี้” พร้อมกล่าวว่ากำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ออสเตรเลียรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ด้านนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียกล่าวว่าอินโดนีเซียได้รับแจ้งเกี่ยวกับความร่วมมือดังกล่าวแล้ว และจะมีการพูดคุยกับประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ของอินโดนีเซียในเร็วๆ นี้

ท่ามกลางความตึงเครียดบนพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ที่ร้อนระอุ โดยกองทัพเรืออินโดนีเซียเผยว่าได้เพิ่มเรือลาดตระเวนรอบหมู่เกาะนาทูนาในสัปดาห์นี้หลังพบเรือของจีนและสหรัฐในน่านน้ำของประเทศ

ขณะที่หลายประเทศพยายามต่อต้านการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีน รวมถึงประเทศพิพาทอย่างบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมไปถึงไต้หวันด้วย ด้านบรรดาชาติตะวันตกก็กำลังกังวลต่ออิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั้งนี้ AUKUS จะมีผลบังคับใช้ในอีก 18 เดือนข้างหน้า โดยออสเตรเลียตั้งใจจะสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ถึง 8 ลำซึ่งจะได้รับความร่วมมือจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร แต่ยืนยันว่าจะไม่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำ

Photo by Brendan Smialowski / AFP

เปิดนโยบายฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของนานาประเทศ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663428

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.เปิดนโยบายฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของนานาประเทศ ไทยและหลายประเทศกำลังฉีดวัคซีนเข็ม 3 หรือบูสเตอร์ช็อตให้ประชาชน ซึ่งแต่ละประเทศมีนโยบายแตกต่างกัน

ขณะนี้ยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เข็ม 3 หรือไม่  องค์การอนามัยโลก (WHO) ปนะกาศเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ว่า ข้อมูลในขณะนี้ยังไม่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการฉีดเข็ม 3 และยังเรียกร้องให้ชะลอไปก่อน เนื่องจากคนที่มีความเสี่ยงทั่วโลกควรได้วัคซีนให้ครบก่อนที่ประเทศร่ำรวยจะเริ่มฉีดเข็มกระตุ้น 

หลายประเทศมีนโยบายการฉีดเข็ม 3 ต่างกันดังนี้  

สหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขสหรัฐจะประชุมกันวันศุกร์นี้ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อลงคะแนนว่าจะฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ประชาชนทั่วไปหรือไม่ หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศเมื่อเดือน ส.ค.ว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ชาวอเมริกันทุกคนที่ฉีดครบ 2 เข็วมาแล้วอย่างน้อย 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.นี้

ทว่าผู้เชี่ยวชาญยังสงวนท่าทีว่าวัคซีนเข็ม 3 จำเป็นหรือไม่ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ ความจำเป็นมากกว่าในการฉีดวัคซีนให้คนที่ยังไม่ได้ฉีด และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ด้านองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เผยเอกสารก่อนการลงคะแนนว่า “ในภาพรวม ข้อมูลบ่งชี้ว่าขณะนี้วัคซีนที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐยังป้องกันอาการป่วยหนักหรือเสียชีวิตได้ดี”

สหภาพยุโรป

วันที่ 26 ส.ค. คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ประเทศสมาชิกที่ฉีดเข็ม 3 เสี่ยงถูกดำเนินคดี เนื่องจากคณะกรรมการยาแห่งสหภาพยุโรปยังไม่แนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นเพราะยังไม่ข้อมูลสนับสนุนไม่เพียงพอ

อังกฤษ

วันที่ 14 ก.ย. อังกฤษแนะนำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้า บุคคลอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปรับวัคซีนเข็ม 3 โดยบอกว่าวัคซีนช่วยรักษาชีวิตชาวอังกฤษได้กว่า 112,000 คน และป้องกันไม่ให้เกิดเคสได้กว่า 24 ล้านเคส นอกจากนี้ทางการอังกฤษจะสั่งซื้อวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เพิ่มอีก 60 ล้านโดสก่อนเร่มฉีดบูสเตอร์ รวมแล้วอังกฤษซื้อวัคซีนของ Pfizer-BioNTech แล้ว 100 ล้านโดส

กัมพูชา

กัมพูชาเริ่มฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มกระตุ้นให้คนที่ฉีดวัคซีนเชื้อตายของ Sinovac และ Sinopharm ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.

ชิลี 

ชิลีเริ่มฉีดเข็มกระตุ้นให้คนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.

จีน 

คาดว่าจะฉีดวัคซีนเข็มปกติให้ประชากร 1,100 ล้านคน รวมทั้งเข็มกระตุ้นให้บางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ แรงงานกลุ่มเสี่ยงเสร็จภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสมีแผนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในบ้านพักผู้สูงอายุตั้งแต่วันที่ 12 หรือ 13 ก.ย. ส่วนผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปและผู้ที่มีโรคประจำตัวสามารถจองและนัดหมายฉีดเข็ม 3 ได้ตั้งแต่ต้นเดือนนี้

เยอรมนี

เยอรมนีจะเริ่มฉีดเข็มกระตุ้นให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอในเดือนนี้ โดยจะใช้วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech และ Moderna  

อินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเริ่มฉีดวัคซีนของ Moderna เป็นเข็มกระตุ้นให้บุคลากรทางการแพทย์ตั้งแต่เดือน ก.ค. และกำลังพิจารณาว่าจะนำมาใช้เป็นวงกว้างขึ้น

อิสราเอล 

เริ่มฉีดเข็มกระต้นให้คนที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. และลดอายุผู้ฉีดมาถึง 12 ปี

ฟิลิปปินส์

เจ้าหน้าที่เผยเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ฟิลิปปินส์จัดสรรงบประมาณ 899 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับวัคซีนเข็มกระตุ้นในปีงบประมาณ 2022 แม้ว่าหน่วยงานสาธารณสุขจะยังไม่สรุปว่าวัคซีนเข็ม 3 จำเป็นหรือไม่

สิงคโปร์

สิงคโปร์เผยเมื่อเดือน พ.ค.ว่า กำลังวางแผนฉีดเข็มกระตุ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าหากจำเป็น

เกาหลีใต้

เกาหลีใต้มีแผนฉีดเข็มกระตุ้นตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไปหลังจากบรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ของประชากร โดยจะเริ่มฉีดให้คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือมีความเสี่ยงสูงก่อน ส่วนกลุ่มอื่นจะได้รับเข็มกระตุ้นหลังฉีดเข็ม 2 แล้ว 6 เดือน

Photo by Narinder NANU / AFP

สีจิ้นผิงประกาศกร้าวคนนอกไม่ควรยุ่งเรื่องภายในของจีน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663436

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 16:15 น.สีจิ้นผิงประกาศกร้าวคนนอกไม่ควรยุ่งเรื่องภายในของจีนผู้นำจีนประกาศกลางที่ประชุมคนนอกไม่ควรแทรกแซงเรื่องภายในของจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างสื่อรัฐบาลจีนว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศในที่ประชุมผู้นำประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ซึ่งจัดขึ้นที่ทาจิกิสถานผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ว่า อิทธิพลภายนอกไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่นไม่ว่าด้วยข้ออ้างใดๆ

ผู้นำจีนกล่าวอีกว่า นานาประเทศควรได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันในการค้นหาเส้นทางการพัฒนาและรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับสภาพภายในประเทศของตัวเอง

“อนาคตของการพัฒนาและความก้าวหน้าของประเทศของเราควรอยู่ในมือของเราเอง” สีจิ้นผิงกล่าว

สื่อจีนเตือน Evergrande ไม่ได้ใหญ่เกินกว่าจะล้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663434

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.สื่อจีนเตือน Evergrande ไม่ได้ใหญ่เกินกว่าจะล้มนี่เป็นครั้งแรกที่สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลอาจไม่อุ้ม Evergrande 

หูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนเตือน Evergrande ยักษ์อสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะมีหนี้สินล้นพ้นตัวว่า บริษัทไม่ควรเดิมพันกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยทึกทักเอาว่าบริษัท “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม”  

หูซีจิ้นโพสต์ใน WeChat ว่า Evergrande ควรจะไปขอให้ตลาดช่วยเหลือไม่ใช่หันหน้ามาขอรัฐบาล และยังบอกอีกว่าความเป็นไปได้ในการล้มละลายของ Evergrande ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบกับระบบการเงินเหมือนกับการล้มของ Lehman Brothers วาณิชธนกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสหรัฐที่ล้มละลายเมื่อปี 2008 เนื่องจาก Evergrande เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ธนาคาร และสัดส่วนการวางเงินดาวน์อสังหาริมทรัพย์ในจีนสูงมาก

คำพูดของหูซีจิ้นเป็นความคิดเห็นแรกที่ปรากฏในสื่อของรัฐที่เอ่ยถึงความไม่แน่นอนที่รัฐบาลจีนจะเข้ามาช่วยเหลือด้านการเงินกับ Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีน ซึ่งหุ้นร่วงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกันท่ามกลางความกังวลว่าบรฺษัทจะผิดนัดชำระหนี้

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเตือนว่า หนี้จำนวน 305,000 ล้านเหรียญสหรัฐของ Evergrande อาจส่งผลกระทบกับระบบการเงินของประเทศ นอกจากนี้ ทางการจีนยังบอกให้เจ้าหนี้รายใหญ่ของ Evergrande ยืดระยะเวลาชำระดอกเบี้ยหรือเปลี่ยนสัญญา (rollover)

ขณะที่ผู้ที่จับตาดูตลาดมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่รัฐบาลจีนจะให้เงินช่วยเหลือโดยตรง

Evergrande มีดอกเบี้ย 83.5 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดชำระวันที่ 23 ก.ย.นี้จากพันธบัตรที่จะครบอายุเดือน มี.ค. 2022 และอีก 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดชำระวันที่ 29 ก.ย. สำหรับพันธบัตรที่จะครบอายุเดือน มี.ค. 2024 พันธบัตรทั้งสองจะผิดนัดชำระหนี้หาก Evergrande ไม่จ่ายดอกเบี้ยภายใน 30 วัน

ปัญหาการเงินของ Evergrande ซึ่งมีโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 1,300 โครงการใน 280 เมืองของจีนทำให้ค่าเงินหยวนและความเชื่อมั่นในอสังหาริมทรัพย์จีนลดลง

Photo by Noel Celis / AFP

Moderna พบหลักฐานภูมิลดเมื่อฉีดไปแล้วหลายเดือน หนุนฉีดเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663426

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 15:00 น.Moderna พบหลักฐานภูมิลดเมื่อฉีดไปแล้วหลายเดือน หนุนฉีดเข็ม 3Moderna เผยผลการทดลองบ่งชี้ว่าภูมิคุ้มกันมีแนวโน้มลดลงเมื่อฉีดวัคซีนไปนานกว่า 6 เดือน

รอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Moderna ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 เปิดเผยข้อมูลใหม่จากการทดลองพบว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนลดลงเมื่อระยะเวลาผ่านไปนานกว่า 6 เดือน สนับสนุนแนวคิดในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ ซึ่งทางบริษัทได้ขออนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

สตีเฟน โฮก ประธานบริษัทคาดการณ์จากข้อมูลดังกล่าวว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้อาจมีผู้ติดเชื้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 600,000 คนเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ลดลง แต่ไม่ได้คาดการณ์ถึงจำนวนผู้ป่วยที่อาจมีอาการรุนแรง

ข้อมูลเปิดเผยว่าประชาชนที่ได้รับวัคซีน Moderna ในช่วง 13 เดือนก่อน มีอัตราการติดโควิด-19 สูงกว่ากลุ่มที่รับวัคซีนไปแล้วประมาณ 8 เดือน

โดยบริษัทได้ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างกว่า 14,000 คนที่ได้รับวัคซีนในช่วงเดือนก.ค. ถึงเดือนต.ค. 2020 เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างราว 11,000 คนที่ได้รับวัคซีนช่วงเดือนธ.ค. 2020 ถึงเดือนมี.ค. 2021

โดยได้ทำการศึกษาในช่วงเดือนก.ค. ถึงเดือนส.ค. ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังระบาดหนักในสหรัฐ พบว่า กลุ่มที่ฉีดวัคซีนทีหลังมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 88 คน ขณะที่กลุ่มที่ฉีดวัคซีนไปก่อนหน้านั้นมีผู้ติดเชื้อ 162 คน

แม้ว่าจะมีผู้ป่วยอาการหนักเพียง 19 คนจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แต่ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนไปนานแล้วมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อมากกว่า

โฮกกล่าวว่า “ในช่วงเวลา 6 เดือนแรกวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่สามารถวางใจได้ว่ามันจะคงอยู่ถึงปีหนึ่งหรือนานกว่านั้น”

Moderna เชื่อว่าการฉีดบูสเตอร์จะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นกว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ และมีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันจะยังคงอยู่ไปจนถึงช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปีหน้า ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ทางการหาทางยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยโดย Moderna ขัดแย้งกับงานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัคซีน Moderna มีประสิทธิภาพในการป้องกันยาวนานกว่าวัคซีนของ Pfizer/BioNTech ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกัน

ขณะที่ องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าประสิทธิภาพในการสร้างภูมิกันของวัคซีน Moderna ลดลงจริงหรือไม่ จึงจะอนุมัติให้มีการฉีดบูสเตอร์ได้

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

ภาพดาวเทียมฟ้อง เกาหลีเหนือซุ่มขยายโรงงานผลิตยูเรเนียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663418

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ภาพดาวเทียมฟ้อง เกาหลีเหนือซุ่มขยายโรงงานผลิตยูเรเนียมเกาหลีเหนือโชว์ศักยภาพต่อเนื่อง ล่าสุดภาพดาวเทียมเผยกำลังขยายโรงงานที่เคยใช้ผลิตยูเรเนียม

ภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ที่สำนักข่าว CNN ได้รับมาเผยให้เห็นว่า เกาหลีเหนือกำลังขยายโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมสำหรับผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการปรับปรุงที่อาจบ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือมีแผนเพิ่มการผลิตที่โรงงานแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้ 

เจฟฟรีย์ ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและศาสตราจารย์จาก Middlebury Institute of International Studies เผยกับ CNN ว่า ภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar ที่บันทึกไว้เมื่อต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างที่โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ยองบยอน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เกาหลีเหนือเพิ่มการผลิตวัสดุนิวเคลียร์เกรดอาวุธได้มากถึง 25%

ลูอิสเผยอีกว่า การขยายโรงงานยองบยอนครั้งล่าสุดสะท้อนแผนที่จะเพิ่มการผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับผลิตอาวุธ และการก่อสร้างที่กำลังเกิดขึ้นสอดคล้องกับความพยายามครั้งก่อนในการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยของโรงงาน ซึ่งจะทำให้ติดตั้งเครื่องหมุนเหวี่ยงสารตกตะกอนได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้มากขึ้นในแต่ละปี

“พื้นที่ใหม่มีขนาดประมาณ 1,000 ตารางเมตร เพียงพอติดตั้งเครื่องหมุนเหวี่ยงสารตกตะกอนเพิ่มอีก 1,000 เครื่อง เครื่อง 1,000 เครื่องที่เพิ่มขึ้นมาจะเพิ่มความสามารถของโรงงานในการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะได้ 25%” ลูอิสกล่าว และหากเกาหลีเหนือยกระดับเครื่องหมุนเหวี่ยงสารตกตะกอนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในโรงงานแห่งนี้ จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานได้

แหล่งข่าว 2 คนที่ทราบสถานการณ์นี้เผยกับ CNN ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐทราบกิจกรรมของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และทราบว่าความคืบหน้าต่างๆ เป็นสัญญาณว่าเกาหลีเหนือมีแผนเพิ่มการผลิตยูเรเนียมเกรดอาวุธ

จีนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสัญญาการค้า CPTPP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663411

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 12:40 น.จีนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสัญญาการค้า CPTPPจีนสมัครเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) อย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าหวัง เหวินเต้า รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จีนเผยถึงการยื่นคำร้องเพื่อสมัครเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ซึ่งได้ยื่นต่อดาเมียน โอคอนเนอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของนิวซีแลนด์

โดยปัจจุบัน CPTPP มีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม โดยมีการดำเนินการที่สำคัญคือการยกเว้นกำแพงภาษีสูงสุด 95% ในการค้าขายกับประเทศสมาชิก

หากจีนซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเชียได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศให้เข้าร่วม CPTPP จะถือเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

เนื่องจากมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเมื่อรวมจีนแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของจีดีพีของทั้งโลก จากขณะนี้อยู่ที่ 10%

ทั้งนี้ CPTPP เป็นความตกลงที่ได้รับการปรับมาจาก TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งเคยมีสหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกด้วย และเคยถูกมองว่าเป็นข้อตกลงที่ถ่วงน้ำหนักเศรษฐกิจที่สำคัญต่ออิทธิพลระดับภูมิภาคของจีน

โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนได้แสดงท่าทีสนใจ CPTPP มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นนี้ในการประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

AFP PHOTO / Greg Baker

CNN รายงานไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศทั่วโลกที่เปิดประเทศอยู่กับโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663407

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 12:00 น.CNN รายงานไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศทั่วโลกที่เปิดประเทศอยู่กับโควิดไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศในโลกที่กำลังจะเปิดประเทศและใช้แนวทาง “อยู่ร่วมกับ Covid-19”

กว่า 18 เดือนที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดของ Covid-19 ขณะนี้บางประเทศกำลังจะกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งและใช้โมเดล “อยู่ร่วมกับ Covid-19” บางประเทศตัดสินใจเลือกแนวทางนี้เพราะฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศแล้ว ขณะที่บางประเทศมองว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมาตรการสกัดการระบาดเริ่มมีมากกว่าประโยชน์

เดนมาร์ก: ประเทศที่ยกเลิกทุกมาตรการ 

รัฐบาลเดนมาร์กประกาศยกเลิกมาตรการสกัด Covid-19 ที่เหลืออยู่ทั้งหมดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยบอกว่า Covid-19 ไม่ใช่ความเจ็บป่วยที่เป็นภัยคุกคามต่อสังคมอีกต่อไป

ขณะนี้ชาวเดนมาร์กบสามารถเข้าใช้บริการไนต์คลับและร้านอาหารโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานว่าฉีดวัคซีนแล้ว หรือมีผลตรวจเป็นลบ หรือเคยติดเชื้อมาแล้ว รวมทั้งใช้บริการขนส่งสาธารณะโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย และสามารถรวมตัวกันกลุ่มใหญ่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เรียกว่ากลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนก่อนที่ Covid-19 จะระบาดแล้ว

กุญแจสำคัญที่ทำให้เดนมาร์กประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งคือ การฉีดวัคซีน จากข้อมูลของ Our World in Data พบว่า จนถึงวันที่ 13 ก.ย. กว่า 74% ของประชากรเดนมาร์กฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้ว

ส่วน เมานุส ฮิวนิเก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเดนมาร์กทวีตเมื่อวันพุธ (15 ก.ย.) ว่า ปัจจุบันอัตราการแพร่เชื้อ (R0) อยู่ที่ 0.7 ซึ่งหมายความว่า การระบาดอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง หากมากกว่า 1.0 คือเคสกำลังจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่ช้า และหากต่ำกว่า 1.0 เคสจะลดลงในอนาคตอันใกล้  

อย่างไรก็ดี เดือนที่แล้วหลังจากรัฐบาลประกาศกำหนดยกเลิกมาตรการต่างๆ ฮิวนิเกเตือนว่า “แม้ว่าตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นแล้ว แต่เรายังไม่พ้นจากโรคระบาด และรัฐบาลจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการโดยเร็วหากการระบาดคุกคามสังคมของเราอีกครั้ง”

สิงคโปร์: พยายามอยู่กับ Covid-19 แต่เดลตาทำพัง 

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเมื่อเดือน มิ.ย.ว่า สิงคโปร์กำลังเตรียมจะอยู่ร่วมกับ Covid-19 โดยการควบคุมการแพร่ระบาดด้วยวัคซีนและจับตาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลแทนการจำกัดการใช้ชีวิตของประชาชน เพราะเชื่อว่า Covid-19 ไม่มีทางหายไปจากโลกนี้

ทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการในเดือน ส.ค. โดยอนุญาตให้ประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้วนั่งรับประทานอาหารในร้านและรวมกลุ่มกันได้ 5 คนจากเดิมที่ทำได้เพียง 2 คน ทว่าการระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาทำให้ทุกอย่างสะดุดและต้องระงับการเปิดประเทศไว้ก่อน รวมทั้งอาจต้องกลับมาใช้มาตรการเข็มงวดอีกครั้งหากยังคุมเดลตาไม่อยู่

สิงคโปร์พยายามควบคุมการระบาดอย่างหนักทั้งการติดตามผู้ติดเชื้อในเชิงรุก แยกผู้ติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มก้อนออกจากคนอื่น ตรวจหาเชื้อถี่ขึ้นในกลุ่มคนงานที่มีความเสี่ยงสูง ถึงอย่างนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 1 ปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขผู้ป่วยอาการหนักยังต่ำ และฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากร 81% สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ไทย: ฉีดวัคซีนได้น้อยแต่ยังเดินหน้าเปิดประเทศ

ไทยเตรียมเปิดกรุงเทพฯ และจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วในเดือนหน้าเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นก็ตาม หลังจากเปิดภูเก็ตไปเมื่อวันที่  1 ก.ค. และเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่าเมื่อวันที่ 15 ก.ค.

อัตราการฉีดวัคซีนของไทยยังตามหลังเพื่อนบ้านบางประเทศ จนถึงวันที่ 13 ก.ย. มีคนไทยเพียง 18% เท่านั้นที่ฉีดวัคซีนครบโดส และ 21% ได้รับเข็มเดียว

แอฟริกาใต้: คลายมาตรการ แต่เดลตายังเป็นภัยคุกคาม

แอฟริกาใต้เริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง อาทิ ลดเวลาการเคอร์ฟิวเป็นตั้งแต่ 23.00-04.00 น. สามารถรวมตัวกันได้ 250 คนในสถานที่ปิด และ 500 คนในสถานที่กลางแจ้ง ลดข้อจำกัดการจำหน่วยแอลกอฮอล์ จากที่เคยเข็มงวดสุดๆ อย่างการห้ามรวมตัวกัน ยกเว้นการจัดงานศพ ในขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนยังต่ำ

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดี ซิริล แรมาโปซา เตือนว่า การระบาดระลอกสามยังไม่จบ แต่ตอนนี้แอฟริกาใต้มีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชากรวัยผู้ใหญ่ทุกคนแล้ว ล่าสุดกว่า 1 ใน 4 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส

ชิลี: รับนักท่องเที่ยวได้แล้วเพราะฉีดวัคซีนมาก 

จากรายงานล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขชิลี เกือบ 87% ของชาวชิลีที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว รวมทั้งเริ่มฉีดเข็มกระตุ้นให้คนที่ฉีดครบโดสแล้ว และอนุมัติให้ใช้วัคซีนของ Sinovac กับเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปและเริ่มฉีดตั้งแต่วันจันทร์ (13 ก.ย.)

แม้ว่าเดลตายังแผลงฤทธิ์อยู่แต่รัฐบาลชิลีประกาศเมื่อวันพุธ (15 ก.ย.) ว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศซีกโลกใต้พอดิบพอดี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกักตัว 5 วัน และจะเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศของชิลี

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ฝรั่งเศสพักงานแพทย์-ด่านหน้า 3,000 คนฐานไม่ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663405

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 11:00 น.ฝรั่งเศสพักงานแพทย์-ด่านหน้า 3,000 คนฐานไม่ฉีดวัคซีนบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 3,000 คนในฝรั่งเศสถูกสั่งพักงานเพราะยังไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าโอลิวิเยร์ เวร็อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสเปิดเผยว่ามีบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขราว 3,000 คนถูกสั่งพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หลังจากที่รัฐบาลขีดเส้นตายเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนภายในวันที่ 15 ก.ย. มิเช่นนั้นจะมีมาตรการลงโทษ

อย่างไรก็ตาม เวร็องกล่าวว่าจำนวนบุคลากรที่ถูกพักงานยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับบุคลากรทั้งหมด 2.7 ล้านคนที่พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ในฝรั่งเศส พร้อมเสริมว่ามีบุคลากรจำนวนหลายสิบคนเลือกที่จะลาออกแทนการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ทว่า สื่อวิเคราะห์ตัวเลขที่เปิดเผยจากโรงพยาบาลพบว่าจำนวนบุคลากรที่ถูกสั่งพักงานอาจมีมากกว่านี้ โดยโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในปารีสเผยว่ามีบุคลากรถูกสั่งพักงาน 340 คน ขณะที่เมืองเล็กๆ อย่างแปร์ปิญองมี 100 คนและเมืองนีซมีมากถึง 450 คน

ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศสประเมินเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามีบุคลากรในโรงพยาบาลราว 12% และแพทย์ในสถานปฏิบัติส่วนตัวราว 6% ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสอนุมัติฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยขณะนี้มีประชาชนประมาณ 74% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม และ 70% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในฝรั่งเศสมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 8,128 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 65 คน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 6.93 ล้านคน และผู้เสียชีวิตราว 1.16 แสนคน

Photo by EVARISTO SA / AFP