สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาสมุนไพรนาโน รักษา บำรุงผิว และส่งเสริมสุขภาพไก่ชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602322

สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาสมุนไพรนาโน  รักษา บำรุงผิว และส่งเสริมสุขภาพไก่ชน

สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาสมุนไพรนาโน รักษา บำรุงผิว และส่งเสริมสุขภาพไก่ชน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อ.ดร.ธีรพงศ์ ยะทา อาจารย์ประจำหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การเลี้ยงไก่ชนเป็นวิถีในวัฒนธรรมไทยมายาวนาน มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาการเลี้ยงไก่ชนจากรุ่นสู่รุ่น หนึ่งในนั้นคือการใช้สมุนไพรเพื่อดูแลรักษาสุขภาพของไก่ชน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีการใช้สมุนไพรแบบเดิมอยู่บ้าง และมีผู้เลี้ยงบางส่วนก็หันไปสู่การใช้ยาเคมีซึ่งอันตรายทั้งกับไก่ชนและคนเลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์ เห็นคุณค่าภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรรักษาไก่ที่ใช้รักษาได้ดี แต่ยังใช้ไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะซึมซับเข้าสู่ผิวหนังไก่ชนยาก จึงเป็นแรงบันดาลใจสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรนาโนเทคโนโลยีเพื่อดูแลสุขภาพ สวัสดิภาพ และเพิ่มอัตรารอดชีวิตไก่ชน

ปัญหาสุขภาพที่พบในไก่ชนมักมาจากไรหรือปรสิตต่างๆ ที่อยู่ตามผิวหนังและขนของไก่ นอกจากนั้น ก็ยังมีโรคเชื้อราและกลาก ปัจจุบันผู้เลี้ยงไก่ชนบางรายจัดการกับปัญหานี้ด้วยการนำไก่ทั้งตัวไปแช่ในน้ำที่ผสมยาฆ่าแมลง วิธีนี้อาจจะได้ผลเร็วแต่ก็ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในตัวไก่ได้ ซึ่งหากสะสมเป็นเวลานานก็อาจเป็นอันตรายต่อไก่และคนเลี้ยง คณะได้เห็นปัญหาดังกล่าว จึงแก้ปัญหาสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรที่ยากจะซึมซับเข้าสู่ผิวหนังไก่ชนด้วยนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีที่ โดยการนำสมุนไพรมารวมกับเทคโนโลยีไฟโตนาโน-ไฮโดรเจล ที่มีความสามารถในการอุ้มน้ำ ซึ่งเตรียมจากโพลีเมอร์ที่มีโครงร่างตาข่าย จึงมีคุณสมบัติพิเศษทำหน้าที่ตรึงโมเลกุลสารสำคัญบนผิวหนังและปล่อยสารออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งอาศัยระบบนำส่ง “อนุภาคพฤกษานาโน” (PhytoNanoparticles) ช่วยเพิ่มความสามารถในการแทรกซึมผ่านเนื้อเยื่อและให้สารสำคัญออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

สำหรับผลิตภัณฑ์นาโนที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของไก่ชน ได้แก่ ไฟโตนาโน-ไฮโดรเจล (PhytoNano-Hydrogel) สำหรับการรักษาโรคเชื้อราในไก่ชน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรไทย 2 ชนิด คือ สาร Eugenol จากน้ำมันกานพลู ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย และสาร Curcumin จากขมิ้นชันที่ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของผิวหนังที่ติดเชื้อไฟโตนาโน-สเปรย์และแชมพูอนุภาคพฤกษานาโน กำจัดไรไก่และปรสิต เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารออกฤทธิ์เป็นอนุภาคนาโนห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหย 3 ชนิด ได้แก่ กานพลู อบเชย และตะไคร้หอม ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าไรไก่และไล่ยุง รวมถึงแมลงรบกวนอื่นๆ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ผลิตภัณฑ์ไฟโตนาโน-ไฮโดรเจลจากสารสกัดขมิ้นชันสำหรับดูแลผิวพรรณไก่สวยงาม เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพผิวพรรณไก่ชน โดยสารออกฤทธิ์สำคัญคือสารประกอบเชิงซ้อนโรโซไซยานิน (Rosocyanin) ที่เกิดจากสารสกัดเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) จากขมิ้นชันและแร่บอเรต (Borate) ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพในการบำรุงผิวหนัง เสริมสร้างความแข็งแกร่งของผิวหนังไก่ ช่วยให้ผิวหนังแดง สดใส สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ ได้แก่ แบคทีเรียและเชื้อราบนผิวหนัง

ล่าสุดผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ไม่เพียงไก่ชน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนาโนเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถใช้กับการเลี้ยงไก่ในปศุสัตว์ได้เช่นกัน ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ที่ประสบปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไรไก่ และ อาจจะนำผลิตภัณฑ์นี้ไปต่อยอดเป็นสเปรย์พ่นในเล้าไก่เพื่อแก้ปัญหาด้านปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงไก่เนื้อ และไก่ไข่ ช่วยเพิ่มโอกาสด้านการตลาด” อ.ดร.ธีรพงศ์กล่าวและทิ้งท้ายถึงโอกาสในการนำนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีมาใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ในคน เช่นเครื่องสำอางและกลุ่มยาต่างๆ ในการนำส่งอนุภาคนาโนผ่านทางผิวหนังอีกด้วย

มรภ.สงขลา ร่วมภาคี ขับเคลื่อนพัฒนาย่านเมืองเก่า เป็นตลาดวัฒนธรรมออนไลน์ สร้างรายได้ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602321

มรภ.สงขลา ร่วมภาคี ขับเคลื่อนพัฒนาย่านเมืองเก่า เป็นตลาดวัฒนธรรมออนไลน์ สร้างรายได้ยุคโควิด

มรภ.สงขลา ร่วมภาคี ขับเคลื่อนพัฒนาย่านเมืองเก่า เป็นตลาดวัฒนธรรมออนไลน์ สร้างรายได้ยุคโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะผู้บริหารคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) นำโดย ผศ.วีระศักดิ์ อักษรถึง คณบดี เข้าพบภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม เพื่อร่วมประชุมหารือในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาเมืองเก่าสงขลาในมิติต่างๆ ทางมรภ.สงขลา ได้นำเสนอผลการดำเนินงานโครงการพระราโชบาย “การพัฒนาตลาดวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าสงขลา ในรูปแบบออนไลน์” เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีทางด้านการตลาดออนไลน์

นอกจากนี้ ยังหารือร่วมกันถึงแนวทางการในการร่วมพัฒนาโครงการสร้างสรรค์ต่างๆ ในอนาคต เช่น โครงการ “หลาดสองเล” ตลาดวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าสงขลา เพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในย่านเมืองเก่าในช่วงหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยจะเน้นพัฒนาควบคู่กับตลาดรูปแบบออนไลน์ โครงการ Songkhla Little Filmmaker ซึ่งจะพัฒนาเป็นเทศกาลหนังสั้นของย่านเมืองเก่าสงขลา และโครงการเพลงของพ่อ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้น

‘คุณหญิงกัลยา’ห่วงพี่น้องโคราช ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602435

'คุณหญิงกัลยา'ห่วงพี่น้องโคราช ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ

‘คุณหญิงกัลยา’ห่วงพี่น้องโคราช ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.20 น.

15 ก.ย.64 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  และนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์  ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์, เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19  ณ โรงพยาบาลสนามโรงเรียนห้วยแถลงพิทยาคม พร้อมทั้งติดตามดูระบบส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำลำฉมวก อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา

เช็คให้ไว! เปิด Timeline การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนเริ่มตุลาฯนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602375

เช็คให้ไว! เปิด Timeline การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนเริ่มตุลาฯนี้

เช็คให้ไว! เปิด Timeline การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนเริ่มตุลาฯนี้

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.33 น.

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงาน Timeline การฉีดไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน เริ่มฉีด ต.ค. 64 โดยมีรายละเอียดดังนี้

10-17 ก.ย. 64 โรงเรียน/สถานศึกษาจัดเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียน
17 – 22 ก.ย. 64 โรงเรียน/สถานศึกษา ทำความเข้าใจ ให้ข้อมูลผู้ปกครอง
2-24 ก.ย. 64 โรงเรียน/สถานศึกษา เชิญผู้ปกครองแจ้งความประสงค์ ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์
25 ก.ย. 64 โรงเรียน/สถานศึกษา นำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่จะรับไฟเซอร์ส่ง ศธจ.
28-30 ก.ย. 64 ศธจ. วางแผนและกำหนดการฉีดวัคซีนรายโรงเรียน
1 ต.ค. 64 โรงเรียน/สถานศึกษา รับทราบกำหนดการฉีดวัคซีนและจัดเตรียมสถานที่
4 ต.ค. 64 เริ่มการฉีดวัคซีนแก่นักเรียน

‘วิถีใหม่’สำคัญไม่แพ้โควิด ‘สูญเสียบนถนน’ลดได้‘ชุมชน’มีส่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602059

‘วิถีใหม่’สำคัญไม่แพ้โควิด ‘สูญเสียบนถนน’ลดได้‘ชุมชน’มีส่วน

‘วิถีใหม่’สำคัญไม่แพ้โควิด ‘สูญเสียบนถนน’ลดได้‘ชุมชน’มีส่วน

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นเรื่อง “ตลกร้ายขำไม่ออก”กับคำกล่าวที่ว่า “เมื่อโควิดมาอุบัติเหตุทางถนนก็ซาไป..แต่เมื่อโควิดคลี่คลายคนไทยก็เจ็บ-ตายบนถนนกันเป็นเบือเหมือนเดิม” โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19ระลอกแรก ในขณะนั้นด้วยความเป็นโรคอุบัติใหม่ รัฐบาลจึงต้องใช้ “ยาแรง”ด้วยมาตรการ “ล็อกดาวน์ (อย่างเข้มข้น)” ทั่วประเทศ ตัดการเดินทาง ปิดกิจการต่างๆ เพื่อทำให้ประชาชนเคลื่อนย้ายเดินทางน้อยที่สุด ไปจนถึงการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดช่วงครึ่งหลังของเดือนเม.ย. 2563 เพื่อตัดการรวมกลุ่มสังสรรค์

มาตรการทั้งหมดถูกใช้เพื่อควบคุมไม่ให้โรคระบาดกระจายเป็นวงกว้าง แต่ผลพลอยได้คือเมื่อคนเดินทางน้อยลง รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนนก็เบาบางลงด้วย เห็นได้จากข้อมูลของ “ThaiRAP” หรือ Thailand Road Assessment Programme ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กับองค์กร International Road Assessment Programme (iRAP) ที่มีภารกิจวิเคราะห์และประเมินผลความปลอดภัยของถนนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในช่วงต้นเดือนมิ.ย. 2563 ThaiRAP ได้เผยแพร่ผลวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนของไทย ช่วงระหว่างรัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์ ลดกิจกรรมรวมกลุ่มและการเดินทางเพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 กับช่วงที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยระบุว่า

“..ตั้งแต่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้นับเป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว สถานการณ์อุบัติเหตุบนถนนไทยที่ช่วงแรกดูเหมือนจะลดลงมาก แต่เมื่อมีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ สถิติอุบัติเหตุก็เริ่มกลับมาสูงขึ้นเรื่อยๆ อาทิ จำนวนผู้เสียชีวิต 840 คนในเดือนเม.ย. 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 1,005 คน ในเดือนพ.ค. 2563 (เพิ่มขึ้น19.6%) ในขณะที่จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ 52,141 คน ในเดือนเม.ย. 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 67,063 คนในเดือนพ.ค. 2563 (เพิ่มขึ้น 28.6%)

นอกจากนี้ หากดูข้อมูลรายสัปดาห์ ก็จะพบชัดเจนว่าแนวโน้มความปลอดภัยทางถนนเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ และกำลังกลับคืนเข้าสู่ภาวะก่อนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. ที่ผ่านมา เรากำลังกลับสู่ Old Normal? 1 เดือนหลังล็อกดาวน์ จำนวนผู้เสียชีวิต -41% จำนวนผู้บาดเจ็บ-40% จาก Baseline, 2 เดือนหลังล็อกดาวน์ จำนวนผู้เสียชีวิต -35% จำนวนผู้บาดเจ็บ -30% จากBaseline ข้อมูลเปรียบเทียบกับ Baseline โดยใช้ค่ามัธยฐานของข้อมูลช่วง 1 เดือน ก่อน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (25 ก.พ. 2563-25 มี.ค. 2563)..”

เปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในช่วงล็อกดาวน์และคลายล็อกในปี 2563

เมื่อช่วงต้นเดือนก.ย. 2564 ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ“ร่วมสร้างตำบลขับขี่ปลอดภัย ไปกับหมออนามัยในสถานการณ์โควิด-19”โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายหมออนามัยวิชาการ ซึ่ง รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงสสส. กล่าวว่า จากข้อมูลบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พบมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน อยู่ประมาณ 20-60 รายต่อวัน หรือกว่า 2 หมื่นรายต่อปี

ซึ่งหากไม่ลดจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ เพราะต้องดูแลค่าใช้จ่ายผู้เสียชีวิตค่ารักษาพยาบาล ครอบครัวผู้สูญเสียเสาหลัก ล้วนเป็นปัญหาสุขภาวะ ดังนั้นต้องหาวิธีป้องกันให้ได้ โดยในช่วงกลางปี 2563 ที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 และใช้มาตรการล็อกดาวน์ รวมถึงมาตรการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับได้ด้วย ในขณะที่ปลายปี 2563 เช่นกัน มีการยกเลิกการตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับ ก็ทำให้การเกิดอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์การลดอุบัติเหตุทางท้องถนนมีแนวโน้มลดลง โดยปี 2563 มีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 17,831 ราย หรือลดลงร้อยละ 10 จากปี 2562 ส่วนปี 2564 ข้อมูลถึงเดือนส.ค. เสียชีวิต 8,862 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 49 รายต่อวัน จากเดิมเฉลี่ยวันละ 60 ราย ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่ง จากบทเรียนข้างต้นทำให้เห็นว่า มาตรการที่ใช้ลดการระบาดของไวรัสโควิด-19 สามารถนำมาพิจารณาใช้ในการลดอุบัติเหตุทางถนนได้เช่นกัน อาทิ การลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเพิ่มการตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับ

“การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการทั้งประเทศไม่ใช่ทำแค่ส่วนกลาง เพราะข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขปี 2562 สรุปมี 283 อำเภอเสี่ยง หรือร้อยละ 32 ของอำเภอทั่งประเทศ มีการคำนวณคร่าวๆ ว่าหากดูแลได้ดี จะสามารถลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ถึงร้อยละ 65 โดยอำเภอที่มีความเสี่ยงเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นอำเภอเมือง เพราะที่มีพื้นที่กว้าง จึงทำให้ความเสี่ยงหลากหลายทั้งคน รถ ถนน การดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุอาจทำได้ยาก” ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยง สสส. กล่าว

ขณะที่ บุญเรือง ขาวนวล รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะวิทยาการสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ (วิทยาเขตพัทลุง) ซึ่งมีอีกบทบาทหนึ่งคือ “นายกสมาคมเครือข่ายหมออนามัยวิชาการ” กล่าวว่า หน้าที่ของเครือข่ายฯ คือการให้โจทย์และความรู้ทางวิชาการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทำงาน สร้างโอกาส ซึ่งจากนี้การจัดการเรื่องสุขภาพจะอยู่ที่ชุมชน

โดยหากพูดถึงหมออนามัยในชุมชนก็จะเป็นที่รู้จัก เป็นบุคคลที่ชาวบ้านในชุมชนให้ความสำคัญ “หน้าที่ของเครือข่ายหมออนามัย คือการเป็นกระบอกเสียงให้ความรู้” สร้างการตื่นรู้ให้กับคนในชุมชนได้ตระหนักถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในชุมชน รวมทั้งการดูแลและป้องกันปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ เช่น เหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุ และการป้องกันโรค ดังนั้นบทบาทของหมออนามัยถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงานตำบลขับขี่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

“จะทำอย่างไรให้พลเมืองตื่นรู้มาทำให้ชุมชนของตัวเองน่าอยู่ ปลอดภัย และมีความสุขกันทุกฝ่าย แม้จะมีอุปสรรคการทำงานบ้างแต่ประเมินแล้วคนให้คะแนนเกือบเต็ม 100 เพราะคนทำงานไม่มีท้อ แต่มีการปรับการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ โดยเฉพาะตอนนี้มีโควิดระบาดก็ปรับการทำงานให้เชื่อมโยงครอบคลุมป้องกันโรค และการลดอุบัติเหตุทางถนนควบคู่กันไป”บุญเรือง กล่าว

จากภาคใต้ขึ้นมายังภาคกลาง ธนาธิป บุญญาคม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ตำบลสระพัฒนา จ.นครปฐมกล่าวถึง “จุดเด่น” ของหมออนามัย ว่า “หมออนามัยมีความใกล้ชิดและรู้จักพื้นที่ชุมชนของตนเอง” ทำให้สามารถขับเคลื่อนงานนโยบายกระทรวง ระดับประเทศ จังหวัด และระดับพื้นที่ ในเรื่องการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงงานลดอุบัติเหตุทางท้องถนน

อีกทั้งยังขยายต่อการทำงานให้กับหมออนามัยรุ่นสู่รุ่น เรียกว่ายุทธศาสตร์ความดีต่อความดี เลือกจุดเสี่ยงแก้ปัญหาพื้นที่ และแก้ไขพฤติกรรมของคน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน จึงเข้าไปทำงานให้ความรู้ในโรงเรียน จากเดิมทำงานแบบจิตอาสาก็มีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น รับลูกไปดำเนินการต่อทำให้งานป้องกันอุบัติเหตุเติบโต มีเจ้าภาพในชุมชน นับเป็นการฟอร์มทีมการทำงานเพื่อรองรับกับการสู้กับภัยสุขภาพต่างๆ ได้

ด้านภาคตะวันออก ดวงสมร ดวงใจ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน สำนักงานสาธารณสุข อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เปิดเผยว่า อ.อรัญประเทศ เป็น 1 ใน 3 อำเภอที่มีอุบัติเหตุและเสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดใน จ.สระแก้ว จึงได้เข้าร่วมโครงการตำบลขับขี่ปลอดภัย ทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คลองน้ำใส โดยเริ่มวิเคราะห์จุดเสี่ยงในพื้นที่ วิเคราะห์ปัญหาชุมชน และดูความพร้อมเดิมที่มีอยู่ ก่อนวางแผนแก้ปัญหา

“เริ่มจากจุดเสี่ยงในพื้นที่ที่แก้ไขได้ง่ายก่อน แล้วดำเนินการแก้ไขโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก เช่น แขวงการทาง ดูแลเรื่องถนนต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การนำยางรถยนต์เก่ามาทำแบริเออร์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ หลังจากทำได้ 1 สัปดาห์ ช่วยชีวิตคนได้ 4 คน ขณะนี้มีการขยายการทำงานไปยังพื้นที่อื่นๆ มากขึ้น” ดวงสมร ระบุ

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน) อภิชาต เมืองไชยเจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญการรพ.สต.สาธารณสุข อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย กล่าวว่า ยังคงมีประชาชนที่ติดโควิดและทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาทุกวัน จึงต้องทำทั้งเรื่องการดูแลผู้ติดเชื้อ ควบคุมป้องกันโรค การขับขี่ปลอดภัย ควบคู่กันไป โดยทางฝ่ายปกครองรัตนวาปีเลือกพื้นที่นี้ และประกาศเป็นพื้นที่ขับขี่ปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนตระหนัก

“มีการอบรมนักเรียน ผลักดันขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่น ได้มีการจัดทำ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ต่างตำบล โดยดำเนินการแล้วใน 2 ตำบล รอสถานการณ์โควิด-19คลี่คลายจะขยายไปยังตำบลอื่นๆ มากขึ้น” อภิชาต กล่าว

2มหาวิทยาลัย‘มหิดล-นเรศวร’ จับมือ‘NECTEC’สร้าง‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602056

2มหาวิทยาลัย‘มหิดล-นเรศวร’  จับมือ‘NECTEC’สร้าง‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’

2มหาวิทยาลัย‘มหิดล-นเรศวร’ จับมือ‘NECTEC’สร้าง‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ชาวไทยทรงดำ” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของไทยที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่นด้วยเครื่องแต่งกายที่มีสีน้ำเงินเข้มหรือสีดำตามชื่อเรียก แต่แฝงไว้ด้วยความหมายทางวัฒนธรรมที่ลุ่มลึกด้วยอุปนิสัยที่เรียบง่ายไม่โอ้อวดโดยสังเกตได้จากวิธีการติดดอกไม้แซมผมของหญิงชาวไทยทรงดำที่นิยมติดดอกไม้ไว้หลังมวยผม หรือการสวมใส่เสื้อฮี เพื่อเป็นการแสดงคติธรรมที่ให้ความสำคัญต่อความอ่อนน้อมถ่อมตน และความงามที่จิตใจมากกว่าความงามของเครื่องแต่งกาย

ชุมชนไทยทรงดำ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ถือเป็นรกรากที่สำคัญของชาวไทยทรงดำที่พบว่ามีจำนวนประชากรหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย โดยได้มีการนำการเรียนการสอนทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รวมทั้งภาษาและวัฒนธรรมไทยทรงดำมาใช้ในหลักสูตรของโรงเรียนวัดหนองปรง(บุญมานุสรณ์) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำท้องถิ่นตลอดจนได้มีการรวบรวมนำเอาภูมิปัญญาต่างๆ ของชาวไทยทรงดำมาจัดแสดงใน “พิพิธภัณฑ์ปานถนอม” พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทยทรงดำก่อตั้งโดยครูถนอม คงยิ้มละมัย ที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง

โดยได้มีการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จนได้รับรางวัล Museum Thailand Award 2021 จากสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ประเภทพิพิธภัณฑ์ด้านชุมชนและท้องถิ่น รางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ และสืบสาน และด้านความสัมพันธ์กับชุมชน เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้พิพิธภัณฑ์ปานถนอม สามารถคว้ารางวัลระดับประเทศนี้มาได้ก็คือความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มเด็กเยาวชนและชาวไทยทรงดำที่อยู่ในชุมชนหนองปรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

โดยมี สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และกองส่งเสริมศิลปวัฒนกรรมมหาวิทยาลัยนเรศวร ให้การสนับสนุนด้านการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาทำให้เกิดการต่อยอดทางภูมิปัญญาที่ยั่งยืน จากการทำหน้าที่เสมือนเป็น “พี่เลี้ยง” ที่คอยส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนซึ่งเป็นลูกหลานไทยทรงดำในชุมชน ให้ได้เป็นกำลังสำคัญในการสืบสานองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาภาษาวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอด

ผศ.ดร.สุมิตรา สุรรัตน์เดชา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการต่อเติมชีวิตให้กับพิพิธภัณฑ์ปานถนอมสู่โลกดิจิทัล ไปพร้อมๆ กับการสร้างเยาวชนไทยทรงดำในชุมชน ให้สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ดูแลและสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนได้ด้วยตัวเอง โดย ผศ.ดร.สุมิตรา เป็นผู้นำเอา“นวนุรักษ์แพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นคลังข้อมูลวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ได้รับการสนับสนุนจากNECTEC มาต่อยอดพิพิธภัณฑ์ปานถนอมให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ดิจิทัล” หรือแหล่งเรียนรู้ออนไลน์

แหล่งเรียนรู้นี้มีเยาวชนไทยทรงดำในชุมชนเป็น“แอดมิน (Admin)” หรือผู้ดูแลและบริหารจัดการด้วยตนเอง โดยได้มีการจัดทำ QR Code ติดกำกับไว้ตามจุดต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ปานถนอม เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลที่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ถึง 360 องศา เพียงใช้โทรศัพท์มือถือสแกน นอกจากนี้ ยังได้มีการฝึกทักษะผู้ประกอบการให้กับเยาวชนไทยทรงดำในชุมชนที่เข้ารับการอบรม เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนอกจากเพื่อการอนุรักษ์แล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน

สิ่งที่ผู้เข้าชมไม่ควรพลาด ได้แก่ การสาธิตการปักลายผ้าไทยทรงดำ และการทอผ้าฝ้ายและผ้าไหมแบบไทยทรงดำ ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความงามทางวัฒนธรรมจากการทอผ้าอันเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยทรงดำแล้ว ยังได้มีการนำ “รังไหม” ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการทอผ้าดังกล่าว มาทำเป็น “สบู่รังไหม” ที่มีสรรพคุณบำรุงผิวพรรณ เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ต่อไปอีกด้วย

ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ.2556-2566 โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือ การขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดความมั่นคงของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นประชากรที่มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าประชาชนชาวไทยทุกประการ โดยฝากความหวังไว้ที่เยาวชนคนรุ่นหลังเพื่อสืบสานมรดกภาษาวัฒนธรรมและประเพณีแห่งชนชาติให้คงอยู่สืบไป

พิพิธภัณฑ์ปานถนอม อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถติดตามได้ทางแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ของ NECTEC : http://www.navanurak.in.th/paikalau/site/theme/index.php หรือ Facebook ของพิพิธภัณฑ์ปานถนอม นอกจากจะทำให้คนไทยได้รู้จักวัฒนธรรมของชาวชุมชนไทยทรงดำกันมากขึ้นแล้ว ยังเป็นช่องทางที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้โดยตรงจากปราชญ์ของชุมชนไทยทรงดำอีกด้วย

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘ทมยันตี’ 16 ก.ย. สวดอภิธรรม 7 วัน ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602017

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘ทมยันตี’ 16 ก.ย. สวดอภิธรรม 7 วัน ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘ทมยันตี’ 16 ก.ย. สวดอภิธรรม 7 วัน ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.41 น.

สวธ.แจ้งการบำเพ็ญกุศลศพ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555

วันที่ 14 กันยายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (อธิบดี สวธ.) เปิดเผยว่า ทายาทได้แจ้งให้ทราบถึงกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือ “ทมยันตี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555 ที่ได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 เวลาประมาณ 10.00น. ณ ล้านนาเทวาลัย ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สิริรวมอายุ 85 ปี โดยมีกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ดังนี้ 

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2564 เวลาประมาณ 16.00 น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 16 – 22 กันยายน 2564 เวลา 18.00 น. ณ ศาลา 10 (ท่านผู้หญิงตุ่น โกศัลวิตร) วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564 เวลา 17.00 น. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

อธิบดี สวธ. เปิดเผยอีกว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จะดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ -007

ด่วน! ‘ประเสริฐ’ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602010

ด่วน! 'ประเสริฐ'ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ

ด่วน! ‘ประเสริฐ’ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.00 น.

ด่วน! ประเสริฐ ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้นายประเสริฐ บุญเรือง รองเลขาธิการ สกสค. ได้มาแจ้งขอลาออกจากตำแหน่ง และทราบว่านายประเสริฐ ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วเมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา แต่ตนยังไม่เห็นหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ จากการพูดคุยส่วนตัวกับนายประเสริฐ ได้ให้เหตุผลว่า มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้ เพราะนายประเสริฐ เองก็ทำงานหนักมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตนก็ยอมรับและเคารพการตัดสินใจของนายประเสริฐ

“เหตุผลการลาออก ของนายประเสริฐมาจากปัญหาสุขภาพ ซึ่งผมเองเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจ ส่วนการลาออกจะกระทบกับงานที่นายประเสริฐดูแลอยู่หรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่กระทบ อย่างงานนิติกร ด้านกฎหมายผมก็ลงไปช่วยดูแลด้วยตัวเองอยู่แล้ว” นายธนพรกล่าว

นายธนพร กล่าวต่อว่า ส่วนการลาออกของรองเลขาธิการสกสค. จะมีผลกระทบต่อการประเมินผลงานเลขาธิการ สกสค. หรือไม่นั้น ตนคิดว่าไม่กระทบ เพราะเป็นการประเมินงานเลขาธิการสกสค. และส่วนตัวก็คิดว่าที่ผ่านมาทำงานเต็มที่ไม่มีปัญหาแน่นอน.-001

‘เนาวรัตน์’เขียนกลอนอาลัย’ทมยันตี’ พันธุ์ พรรคอักษรารู้ รื่นซึ้งฤทัยเสมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601958

'เนาวรัตน์'เขียนกลอนอาลัย'ทมยันตี' พันธุ์ พรรคอักษรารู้  รื่นซึ้งฤทัยเสมอ

‘เนาวรัตน์’เขียนกลอนอาลัย’ทมยันตี’ พันธุ์ พรรคอักษรารู้ รื่นซึ้งฤทัยเสมอ

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.15 น.

14 กันยายน 2564 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา เขียนกลอนถึง คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์  “ทมยันตี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์  พุทธศักราช 2555 ที่ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา
 
๏รฦกรื่นฤทัย๏
รื่น ฤทัยร่วมหยาดรุ้ง  ฤทัยริน
ฤทัย สถิตลิขิตศิล-  ปศาสตร์สู้
สัจจ ธรรมด่ำดื่มกวิน  วรรณศักดิ์
พันธุ์ พรรคอักษรารู้  รื่นซึ้งฤทัยเสมอ ๚ะ๛
-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์-

ราชภัฏสวนสุนันทา เพิ่มมูลค่าดอกทองกวาว วิจัยสารสกัด ผลิตเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601819

ราชภัฏสวนสุนันทา เพิ่มมูลค่าดอกทองกวาว วิจัยสารสกัด ผลิตเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว

ราชภัฏสวนสุนันทา เพิ่มมูลค่าดอกทองกวาว วิจัยสารสกัด ผลิตเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.พ.ท.ป.นรินทร์ กากะทุม อาจารย์ประจำสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่าดอกทองกวาว หรือดอกจานในภาษาอีสาน เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดอุดรธานี ซึ่งในแต่ละปีดอกทองกวาวจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน แต่เมื่อเวลาผ่านไปดอกทองกวาวก็จะร่วงหล่นลงตามพื้นอย่างน่าเสียดาย จากผลการวิจัย โดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ดอกไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อ เบซิลเลีย มีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงผิว และต้านสารอนุมูลอิสระ มหาวิทยาลัยจึงได้ผลิตออกมาเป็นเครื่องสำอาง โดยสินค้าตัวแรกคือ Sleeping Maskดอกทองกวาว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของใบหน้าสามารถใช้ง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะไม่ระคายเคืองผิว ขณะเดียวได้ส่งผลงานดังกล่าวประกวดงานการประกวดนวัตกรรมที่สหพันธรัฐรัสเซีย ผ่านสมาคมนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทย ซึ่งก็ได้รับความสนใจและประสบผลสำเร็จจากการประกวดในครั้งนี้ จนได้รางวัลเหรียญเงินมา ซึ่งสะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์การรับรองคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ตรงตามหลักเกณฑ์การประกวดจากต่างประเทศมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากจะมี Sleeping Mask แล้วยังได้เตรียมต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากทองกวาว มหาวิทยาลัยจะรับช่วงต่อในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับการส่งเสริมการขาย และมีการต่อยอดไปยังภาคเอกชนเพื่อสั่งผลิตในรูปแบบ OEM ทำเป็นซีรี่ส์เครื่องสำอางออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โทนเนอร์ เซรั่ม ต่อไปในอนาคต