อย่าให้ “กล้องวงจรปิด” มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน “ดัง-รวย” ทำกล้องเสีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485267

25 ก.ย. 2564

ปรบมือให้ “บิ๊กปั๊ด” กับ “โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน4.0” คาดใช้ครอบคลุมทั่วประเทศสถิติอาชญากรรมลดแน่นอีก ฝากเตือนเทคโนโลยีจะล้ำยุคแค่ไหนสุดท้ายมนุษย์เป็นคนสั่งการระวังอย่าให้บางคดีมีเม็ดเงิน-หรืออำนาจบางอย่างมาทำกล้องเสียจนนำไปสู่ความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว

-นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งสำหรับ “โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0” ของพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ที่เปิดโครงการฯนำร่อง 15 สถานีตำรวจ ก่อนขยายไปทั่วทุกจังหวัดทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจุบันการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ นับว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับงานป้องกันปราบปรามของตำรวจ!! โดยเฉพาะกล้องวงจรปิดกลายเป็นพระเอกในยุค 5 G เนื่องจากมันสามารถบันทึกหลักฐานสำคัญ ๆของเหตุการณ์หรือคดีต่าง ๆไว้ได้อย่างชัดเจนจนบางครั้งนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดี…หลายคดีปิดฉากลงได้ก็เพราะหลักฐานจากกล้องวงจรปิด เชื่อไม่เชื่อไม่รู้ที่แน่ ๆไม่ว่าโจรหรือตำรวจนอกรีตเองต่างก็ผวากันมาแล้วกับอิทธิฤทธิ์ของมัน!!!

อย่าให้ "กล้องวงจรปิด" มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน "ดัง-รวย" ทำกล้องเสียอย่าให้ “กล้องวงจรปิด” มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน “ดัง-รวย” ทำกล้องเสีย

-เชื่อว่าหากโครงการฯดังกล่าวครอบคลุมทั่วประเทศ สถิติการก่อเหตุอาชญากรรมคงลดลงแน่นอน เพราะคนที่ก่อเหตุเองต้องคิดทบทวนก่อนทำอะไรลงไป เพราะไม่ใช่แค่ตัวเองรู้-ตัวเองเห็นอีกต่อไปแล้ว…กล้องมันก็เห็นด้วยนะครับ…สำหรับพวกแผนสูงสวมชุดอำพรางใบหน้า-ใช้รถทะเบียนปลอมเพื่อหลบหนี คิดผิดเพราะเส้นทางแต่ละแห่งจะถูกบันทึกไว้ทั้งหมด ก่อนนำมาประมวลผล…บอกได้เลยรอดยาก!!!

อย่าให้ "กล้องวงจรปิด" มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน "ดัง-รวย" ทำกล้องเสียอย่าให้ “กล้องวงจรปิด” มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน “ดัง-รวย” ทำกล้องเสียอย่าให้ "กล้องวงจรปิด" มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน "ดัง-รวย" ทำกล้องเสียอย่าให้ “กล้องวงจรปิด” มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน “ดัง-รวย” ทำกล้องเสีย

-ส่วนตัวชื่นชมกับสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ เห็นในต่างประเทศเขาใช้กันได้ผลดีมาก แต่…ที่นี่ประเทศไทย “เหยี่ยวขาว” ฝากสะกิดเตือนหน่อย ไม่ว่าเครื่องมือจะล้ำยุคทันสมัยแค่ไหน สุดท้ายหนีไม่พ้นมนุษย์เป็นคนสั่งการ บางคดี-บางเหตุการณ์(คนดัง-คนรวยทำผิด)ระวังอย่าให้เม็ดเงิน-หรืออำนาจบางอย่างมาทำกล้องเสียนะครับ…

อย่าให้ "กล้องวงจรปิด" มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน "ดัง-รวย" ทำกล้องเสียอย่าให้ “กล้องวงจรปิด” มีไว้จับ(ภาพ)คนจน เมื่อคน “ดัง-รวย” ทำกล้องเสีย

-ในเมื่อความยุติธรรมกำลังมาถึงอุตส่าห์มีกล้องช่วยแล้วอย่าให้ความยุติธรรมบิดเบี้ยวด้วยก็แล้วกัน ได้ยินมาตลอดกับคำกล่าวอ้างว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” อย่าให้เกิดประเด็นดราม่า “กล้องมีไว้จับ(ภาพ)คนจน”ล่ะ…อีกเรื่องคงจะไม่ได้ยินข่าวชาวบ้าน(เจ้าทุกข์)ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ให้ไปหาหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเองอีกแล้วนะ!!!

เรื่อง…เหยี่ยวขาว 

ลุ้น “พลังประชารัฐ” จัดทัพเดือนตุลา เกมรักษาสถานภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485306

25 ก.ย. 2564

เกมรักษาสถานภาพ “พลังประชารัฐ” จัดทัพให้แล้วเสร็จในเดือนตุลา ข้ามไปเดือนพฤศจิกา มีโอกาสผิดพลาดทางการเมือง

ลุ้น "พลังประชารัฐ" จัดทัพเดือนตุลา เกมรักษาสถานภาพลุ้น “พลังประชารัฐ” จัดทัพเดือนตุลา เกมรักษาสถานภาพ

การลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม แผนบริหารจัดการน้ำ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่กำหนดไว้ สามวาระนับจากจังหวัดสุโขทัย ก่อนจะต่อไปที่นครราชสีมาหรือชัยภูมิ  และปิดท้ายที่นครศรีธรรมราช  สอดรับกันกับสถานการณ์ณ์น้ำหลากและความเชี่ยวกรากทางการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ 

26กันยายน ฐานที่มั่นสามมิตรจังหวัดสุโขทัย จะถูกท้าทาย จากมือประสานสิบทิศคนใหม่ อย่างไผ่ ลิค ที่ขนสมาชิกไปรับ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแบบจัดเต็ม จนทำให้ซุ้มมังกรน้ำเค็มต้องหน้าชามาแล้ว  มาครั้งนี้นับเฉพาะ ส.ส. ในพื้นที่ใกล้เคียง สุโขทัย กำแพงเพชร  พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ รวมกันก็เกือบยี่สิบราย ถือเป็นการช่วงชิงการนำในพื้นที่กับกลุ่มสามมิตร ที่เก็บตัวเงียบมานาน

ลำดับถัดไปที่โคราช ร้อยเอกธรรมนัส หมายหมั้นให้เอกราช ช่างเหลา ที่เขาจูงเข้าสภาได้แสดงศักยภาพ มีวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการผสานกับไผ่   ทั้งที่สุโขทัย และนครราชสีมา หากทำได้ตามเป้าหมายเหมือนที่อยุธยา นี่เท่ากับส่งสัญญาณ ร้อยเอกธรรมนัส จะกลับมาคุนเกมในสภา อีกครั้ง หลังพลเอกประวิตร รั้งไว้ ไม่ให้หลุดไปจากตำแหน่งเลขาฯ ส่วนที่นครศรีธรรมราช แทบไม่ต้องจัดการอะไร  พลังประชารัฐ ในปักษ์ใต้ มี14 ส.ส. พร้อมต้อนรับขับสู้ เพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรี รอให้ลุ้นอยู่หนึ่งที่นั่ง
 

งบประมาณปี2565 จะเริ่มใช้ในวันที่1 ตุลาคมนี้ พร้อมๆกับการขยับเข้ารับตำแหน่งที่ของข้าราชการประจำที่ถูกปรับย้าย  ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ จะจัดทัพอย่างไร ให้สอดรับ ยังขยับได้ตลอดเดือนตุลา  เพราะต้องไม่ลืมว่า วันที่1 พฤศจิกา มีนัดหมาย เปิดประเทศ เช่นเดียวกับการกับเปิดประชุมสภา  กำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกาเหมือนกัน  เหมือนกับเป็นไฟท์บังคับให้นายกฯต้องเร่งปรับคณะรัฐมนตรี คืนสองเก้าอี้ ให้พรรคพลังประชารัฐ  คืนโควต้าให้กลุ่มร้อยเอกธรรมนัส  จัดสรรให้กลุ่มปักษ์ใต้ ไปสร้างผลงาน สู้การเลือกตั้งครั้งหน้า   ต้องไม่ลืมว่าหากไม่สะเด็ดน้ำในเดือนตุลาเข้าสู่เดือนพฤศจิกามีเกมในสภา รออยู่ แต่ถ้าผ่านไปได้ นอกจากงบฯกลางห้าแสนล้าน ยังขยายเพดานเงินกู้เอาไว้  อัดฉีดรอบสุดท้าย ก่อนยุบสภา ยังทำให้อุ่นใจว่าโอกาส จะกลับมา ยังมี 

ส่องน้ำยม “สมศักดิ์” เก๋าเปลี่ยนเกม รอพายุสงบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485239

24 ก.ย. 2564

น้ำยมล้นฝั่ง “สมศักดิ์” รอรับนายกฯประยุทธ์ ซุ่มสะสมกำลัง รอพายุในพลังประชารัฐอ่อนแรง ก่อนขยับเปลี่ยนเกม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ย่างก้าวของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม นับจากนี้มีความน่าสนใจยิ่ง ในภาวะที่พรรคพลังประชารัฐ ตกอยู่ในภาวะอึมครึม

“สมศักดิ์” ยอมกลืนเลือด ไม่โวยวายที่ถูกปลดจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค และไม่มีตำแหน่งใดๆในคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ชุดปัจจุบัน

38 ปี บนถนนการเมือง “สมศักดิ์” พานพบความขัดแย้งในพรรคการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่พรรคกิจสังคม, พรรคไทยรักไทย, พรรคมัชฌิมาธิปไตย ,พรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ

พ.ศ.นี้ “สมศักดิ์” จึงขับเคลื่อนกลุ่มสามมิตร ไปตามสภาพที่เป็นจริง อาจมี ส.ส.อยู่ในการดูแลไม่มากนัก แต่ก็เป็นคนหน้าเดิมๆที่ร่วมหัวจมท้ายในช่วง 10 ปีหลัง

วันที่ 26 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.สุโขทัย เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมสุโขทัย

นัยว่า แกนนำกลุ่มสามมิตร จะประสาน ส.ส.ในจังหวัดสุโขทัย และใกล้เคียงเท่านั้น เพื่อให้ ส.ส.ใกล้ชิดนายกฯ มากขึ้น แต่จะไม่มีการขน ส.ส.ข้ามจังหวัดมาต้อนรับ เพื่อให้มีการเปรียบเทียบเหมือนกรณีเพชรบุรี-อยุธยา

‘อดีตวังน้ำยม’

เมื่อเอ่ยชื่อ “สมศักดิ์” หลายคนคงจำชื่อกลุ่มวังน้ำยมได้ดี ซึ่งก่อเกิดมาพร้อมกับกลุ่มวังบัวบาน ของเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

ยุคพรรคไทยรักไทย หลังการเลือกตั้ง 2548 มี ส.ส. 376 คน จึงมากมายไปด้วยก๊กก๊วน ไม่ต่ำกว่า 15 กลุ่ม โดยกลุ่มวังน้ำยม สมัยนั้นถือว่าใหญ่ที่สุด มี ส.ส.อยู่ในซุ้มมากกว่า 80 คน

กลุ่มวังน้ำยม มีสองแกนนำคือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย และ สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรองหัวหน้าพรรค โดยมี อนุชา นาคาศัย เป็นแม่บ้าน คอยดูแลบรรดา ส.ส.ในซุ้ม

หลังยุบพรรคไทยรักไทย “สมศักดิ์” นำมาอดีต ส.ส.จำนวนหนึ่งมาตั้งพรรคมัชฌิมาธิปไตย เข้าสู่สนามเลือกตั้งปี 2550 แต่พรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ จึงย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

ปี 2561 สมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก่อตั้งกลุ่มสามมิตร โดยตัวละครคนหน้าเดิมจากพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก่อนจะเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

‘ที่มั่นสามมิตร’

ปัจจุบัน เนื้อแท้กลุ่มสามมิตรของ “สมศักดิ์” มีอยู่ 4 ตระกูลคือ “เทพสุทิน”, “จึงรุ่งเรืองกิจ”, “นาคาศัย” และ “นิติกาญจนา”

ส่วนที่มั่นการเมืองสุโขทัย กลุ่มสามมิตร มี ส.ส. 2 คน คือ พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวสมศักดิ์ และชูศักดิ์ คีรีมาศทอง อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สมศักดิ์เดินสายหาเสียงในภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะ จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ทั้งสิ้น

กระแสรักลุงตู่ ช่วยให้พลังประชารัฐ ชนะยกจังหวัดที่สนามพิจิตร ได้แก่เขต 1 พรชัย อินทรสุข อดีต ผอ.สำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยพิษณุโลก, เขต 2 ภูดิท อินสุวรรณ์ อดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.ทับคล้อ และเขต 3 สุรชาติ ศรีบุศกร อดีตประธานสภา อบจ.พิจิตร

ส่วนสนามพิษณุโลก พลังประชารัฐชนะ 2 เขตคือเขต 3 อนุชา น้อยวงศ์ อดีต ส.อบจ.พิษณุโลก เขต อ.เนินมะปราง และเขต 5 มานัส อ่อนอ้าย อดีต ส.อบจ.พิษณุโลก เขต อ.นครไทย

ตอนแรก 5 ส.ส.พิจิตร และพิษณุโลก จะอยู่ในกลุ่มสามมิตร แต่ช่วงหลัง ส.ส.หลายคนแยกไปสังกัดกลุ่มธรรมนัส และกลุ่มหิมาลัย ผิวพรรณ ยังเหลืออนุชา น้อยวงศ์ ที่ยังอยู่กับกลุ่มสามมิตร

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสามมิตรก็เป็นแนวร่วมกับกลุ่มกำแพงเพชรสามัคคีของวราเทพ รัตนากร ชนิดไปไหนไปด้วยกัน

สงครามเย็น “ธรรมนัส” เผชิญหน้าสามมิตร-เสี่ยเฮ้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485216

24 ก.ย. 2564

พลังประชารัฐคุกรุ่น “ธรรมนัส” บวกวิรัช เผชิญหน้ากลุ่มสามมิตร-เสี่ยเฮ้ง เกมหักเหลี่ยมเฉือนคม ชิงเก้าอี้รัฐมนตรี คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

กรณีศึกทัวร์ 2 ลุง ทำให้ชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โด่งดังอีกครั้ง เคียงคู่กับ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล

“ธรรมนัส-วิรัช” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังฉาก ส.ส.สวมเสื้อทีมตราไก่ ประมาณ 30 คน ตามแห่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปอยุธยา ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารร่วมกัน

ดูจากกระแสสื่อหลัก เหมือนเป็นชัยชนะของ “ธรรมนัส” ที่กลับมาโชว์พลังเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งชัดเจน

วันที่ 23 ก.ย.2564 “ธรรมนัส” เปิดการประชุมพรรคพลังประชารัฐ ที่ชั้น 6 อาคารรัฐสภา โดยมีแกนนำ วิรัช รัตนเศรษฐ นั่งหัวโต๊ะ พร้อมด้วย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานยุทธศาสตร์พรรค

สิ่งที่ธรรมนัสพูดในที่ประชุม ส.ส. ก็ไม่ต่างจากสมัยที่เขายังเป็น รมช.เกษตรฯ โดยย้ำเรื่องพรรคไม่มีนโยบายใหม่ๆ ไปหาเสียง รัฐมนตรีของพรรคห่างเหิน ส.ส. และอื่นๆ

สรุปว่า “พล.อ.วิชญ์” จะเป็นคนกลางรับปัญหาของ ส.ส.ไปเสนอต่อรัฐบาล และมอบให้ ไผ่ ลิกค์ เป็นผู้ประสาน ส.ส. เวลาที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่

‘แผนป๋าดัน’

จังหวะก้าวของ “ธรรมนัส” ดูเผินๆคล้ายจะประสานความสามัคคีภายในพรรค ตามที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้สั่งการไว้ว่า พลังประชารัฐ จะต้องไม่มีกลุ่มก๊วน แต่ภาพขบวน ส.ส.แห่ไปอยุธยาวันก่อน ยิ่งตอกย้ำความร้าวฉานภายในพรรค

สถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐวันนี้ ไม่ต่างจากสงครามเย็น ระหว่าง ป.ประวิตร กับ ป.ประยุทธ์ กลุ่มธรรมนัส-วิรัช กับกลุ่มสามมิตร-สุชาติ(เฮ้ง)

แม้ “ธรรมนัส” จะแก้เกี้ยวว่า ไม่ได้ตั้งใจวัดกำลัง และแสดงความไม่สบายใจที่สื่อนำภาพขบวน ส.ส.ติดตามนายกฯ กับรองนายกฯ ไปเปรียบเทียบกัน แต่ก็ยากที่ใครจะเชื่อ เมื่อ ไผ่ ลิกค์ เป็นผู้แจกข่าวสื่อ ทั้งรายชื่อ ส.ส. และระบุจำนวน ส.ส. 55 คน

ดังนั้น แผนการของธรรมนัสที่วางตัว ไผ่ ลิกค์ เป็นมือประสาน ส.ส. ตอกย้ำความไร้น้ำยาของอีกฝั่งหนึ่ง ยิ่งไปฟังคำให้สัมภาษณ์ของวิรัช กรณี ส.ส.ไปอยุธยามากกว่าเพชรบุรี ก็ยิ่งตอกย้ำความไม่ลงรอยกันของวิรัช รัตนเศรษฐ กับสุชาติ ชมกลิ่น

บังเอิญมีข่าวพรรคจะดัน ไผ่ ลิกค์ เป็นรัฐมนตรี พร้อมกับข่าว สรวุฒิ เนื่องจำนง ส.ส.ชลบุรีและ อัฎฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีเช่นกัน

หากว่าข่าว ไผ่ ลิกค์ ถูกเสนอชื่อจากพรรคเป็นจริง คงมีการขุดเรื่องวีรกรรมของ ไผ่ วันพอยท์ ออกมาแฉผ่านโซเชียลแน่ๆ

‘ประยุทธ์ทัวร์’

หลังวิกฤตซักฟอก ตามมาด้วยการถูกปลดจากตำแหน่ง “ธรรมนัส” คล้ายถูกโดดเดี่ยวจากซุ้มต่างๆ กระทั่ง พล.อ.ประวิตร ออกมาการันตีตำแหน่งเลขาธิการพรรค คู่หู “ธรรมนัส-วิรัช” ก็กลับมาแสดงอภินิหารในสภาฯอีกครั้ง

ขณะที่แกนนำกลุ่มสามมิตร ห่างหายไปจากที่ประชุมพรรค รวมถึงการไปต้อนรับ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคที่อยุธยา

วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคิวตรวจราชการที่สุโขทัย บ้านเกิดของสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ปรากฏว่า แกนนำสามมิตรเตรียมตัวเดินทางไปรอต้อนรับนายกฯ อย่างพร้อมเพรียงกัน

ส.ส.พลังประชารัฐ ภาคเหนือตอนล่าง แยกเป็น ส.ส.กลุ่มสามมิตร ,กลุ่มวราเทพ รัตนากร, กลุ่มหิมาลัย ผิวพรรณ และกลุ่มธรรมนัส ซึ่งคาดว่าวันอาทิตย์นี้ ส.ส.พลังประชารัฐ มากกว่า 20 คน คงไปรวมตัวกันที่สุโขทัย

สำหรับคิวลงตรวจราชการ จ.นครราชสีมา พล.อ.ประยุทธ์ อาจเปลี่ยนโปรแกรมย้ายไปที่ จ.ชัยภูมิ แทน เนื่องจากขณะนี้ ชัยภูมิประสบปัญหาอุทกภัยมากกว่านครราชสีมา

ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ 2 คนนั้นคือ เชิงชาย ชาลีรินทร์ ส.ส.เขต 2 และ สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.เขต 3 สังกัดกลุ่มสามมิตร

ส่วน ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ 6 คน อยู่ในกลุ่มวิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ก.ย.นี้ ส.ส.โคราชกลุ่มนี้ เดินทางมาต้อนรับ พล.อ.ประวิตร ที่อยุธยา

ต้นสัปดาห์หน้า นายกฯประยุทธ์ เปลี่ยนแผนจากนครราชสีมาไปชัยภูมิจริง ก็คงมีเรื่องให้เคืองใจนักการเมืองใหญ่บางคน

สื่อคงจับตาดูว่า “ธรรมนัส” จะให้เอกราช ช่างเหลา นำทีมขอนแก่น มาต้อนรับนายกฯ ที่ชัยภูมิหรือไม่ และ ส.ส.โคราช สายวิรัช จะมาสมทบหรือไม่

บรรยาการสงครามเย็น ภายในพรรคพลังประชารัฐ คงดำรงอยู่เช่นนี้ไปจนถึงวันเปิดประชุมสภาฯ ต้นเดือน พ.ย.นี้

ส่องทีม “ธรรมนัส” มือขวาไผ่ จัดให้ทุกอย่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485074

23 ก.ย. 2564

ไฟสุมขอน “ธรรมนัส” วางตัว ส.ส.ไผ่ มือประสานสิบซุ้ม ส่งสัญญาณถึงทำเนียบ จะอยู่หรือยุบ ต้องฟังเสียง ส.ส. คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เบื้องหลังศึกประลองกำลัง บิ๊กป้อมชนะบิ๊กตู่ สื่อหลายสำนักยกให้เป็นผลงานของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการพรรค และผู้ที่ทำหน้าเช็คชื่อ ส.ส.คือ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร น้องรักผู้กอง

นับแต่ก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค “ธรรมนัส” วางตัว “ไผ่” เป็นรองเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่ประสานงานกับ ส.ส.ซุ้มต่างๆ

หลัง “ธรรมนัส” ถูกปลดจากตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ ส.ส.ไผ่ ได้ไลฟ์ทวงสัญญาที่นายกฯประยุทธ์ รับปากประชาชนไว้หลายเรื่อง เสมือนส่งสัญญาณบางอย่างถึงทำเนียบ

ถ้าใครได้รับชมการไลฟ์ของเพจสำนักข่าวบางแห่ง ช่วงการต้อนรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ประตูน้ำบางบาล ก็จะเห็น ส.ส.ไผ่ สวมเสื้อตราไก่ คอยกำกับ ส.ส. ให้ยืนตรงจุดนั้นจุดนี้เหมือนคอนดักเตอร์วงออร์เคสตร้า

จบภารกิจที่อยุธยา ส.ส.ไผ่ กระซิบบอกนักข่าวว่า นี่แค่หนังตัวอย่าง ยังมีจะมีการแสดงพลังอีกในวันข้างหน้า

‘มือประสานงาน’

ดูเหมือนว่า “ธรรมนัส” น้องรักของ พล.อ.ประวิตร ยังจะแสดงอภินิหารให้เห็นในสภาฯอีก ในชั่วโมงนี้ จึงทำให้ฝั่งทำเนียบรัฐ ชักกังวลยามที่กฎหมายสำคัญๆ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ

เช้าวันที่ 23 ก.ย.2564 วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เกี่ยวกับกรณี ส.ส.พลังประชารัฐ แบ่งข้างไปต้อนรับนายกฯ และรองนายกฯ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก

วิรัชวิจารณ์ผู้ที่ประสานงานฝั่งนายกรัฐมนตรี ไม่มีศักยภาพพอที่จะชักชวนเพื่อน ส.ส.ไปต้อนรับที่เพชรบุรีได้ ซึ่งคณะ ส.ส.ที่ไปอยุธยา ได้พูดคุยกันนอกรอบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และมีข้อสรุปว่า จะเสนอให้ ไผ่ ลิกค์ รองเลขาธิการพรรค เป็นฝ่ายประสานงาน เนื่องจากที่ผ่านมา ส.ส.ไผ่ ได้ทำหน้าที่ประสานงานกับ ส.ส.อยู่แล้ว จึงน่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดี

พูดง่ายๆ มอบหมาย ส.ส.ไผ่ ทำหน้าที่แทนผู้กองธรรมนัส ที่มีปัญหาทางใจกับฝั่งทำเนียบรัฐบาล

‘บ้านใหญ่เมืองกล้วยไข่’

หลายคนอาจไม่คิดว่า ไผ่ ลิกค์ จะกลายเป็นคนสนิท “ธรรมนัส” เพราะภาพของกลุ่ม ส.ส.กำแพงเพชรนั้น หมายถึงกลุ่มชากังราว ที่มี วราเทพ รัตนากร เป็นผู้นำ

ไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยท์ รู้จักมักคุ้นกับ “ธรรมนัส” มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคเพื่อไทย เหมือนที่ไผ่ รักใคร่ชอบพอกับวัน อยู่บำรุง

เฉพาะในกำแพงเพชร ก็มีช่องว่างระหว่าง “บ้านใหญ่ชากังราว” นำโดย เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร บิดาของ ไผ่ ลิกค์ กับ “บ้านใหญ่คลองขลุง” ของ สนั่น สบายเมือง อดีต ส.ส.กำแพงเพชร

ดังนั้น ส.ส.กำแพงเพชร 4 คน รวม ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คน รวม 5 คน จึงแยกออกเป็น 2 ซุ้ม ตามสภาพทางการเมืองท้องถิ่น

ซุ้มกำแพงเพชรพัฒนา ก็มีหนึ่งเดียวคือ ไผ่ ลิกค์ ส.ส. เขต 1 และน้องชาย ภูผา ลิกค์ ที่ถูกวางตัวให้ลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้าด้วย

ซุ้มกำแพงเพชรสามัคคี ได้แก่ เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.เขต 2 ,ปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.เขต 3 และอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.เขต 4 พร้อมด้วย สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ

วราเทพ รัตนากร และ “เจ้าพ่อคลองขลุง” สนั่น สบายเมือง (พ่อตาของ อนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร) เป็นที่ปรึกษาซุ้มบ้านใหญ่คลองขลุง

วันนี้ วราเทพเป็นพันธมิตรกับกลุ่มสามมิตร ที่อยู่คนละขั้วกับธรรมนัส นับแต่มีการปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ โดยการเขี่ย อนุชา นาคาศัย ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แถมสมศักดิ์ เทพสุทิน พ้นจากประธานยุทธศาสตร์พรรคแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้าที่สนามกำแพงเพชร อาจได้เห็นภาพ 4 ส.ส.เมืองกล้วยไข่ แยกทางกันเดิน เมื่อ ไผ่ ลิกค์ ได้ลูกพี่ชื่อ ธรรมนัส คอยนำทาง

ม็อบป่วนเมืองไม่เป็นขบวน สะเทือนพรรคการเมืองเสี่ยง”ยุบพรรค” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485057

23 ก.ย. 2564

พัฒนาการของการชุมนุมที่อ้างว่ามาเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยแปรเปลี่ยนเป็น”ม็อบป่วนเมือง” ก่อความวุ่นวายสร้างความรุนแรง จึงเกิดแรงสั่นสะเทือนไปถึงแกนนำพรรคการเมืองหนุนหลังที่ต้องเผชิญสัญญาณร้ายกับคำว่า เสี่ยง”ยุบพรรค” / เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

เมื่อสถานการณ์การชุมนุมไม่เป็นขบวนท่า แปรสภาพเป็น”ม็อบป่วนเมือง”ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเบาบาง  จึงเป็นจังหวะเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มเข้าไปจัดระเบียบให้ผู้ก่อความวุ่นวายเข้าใจถึงกฎกติกาบ้านเมืองให้รับรู้ว่า “บ้านนี้มีขื่อมีแป” 

กลุ่มมวลชนก่อความวุ่นวายรุนแรงส่งผลสะเทือนไปถึงพรรคการเมืองกลุ่มมวลชนก่อความวุ่นวายรุนแรงส่งผลสะเทือนไปถึงพรรคการเมือง

แต่ที่สะเทือนไปกว่านั้น ผลจากการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานกำลังถูกถ่ายเทไปสู่การตามหา”ผู้อยู่เบื้องหลัง”ซึ่งโยงไปถึงแกนนำกลุ่ม ก๊วน พรรคการเมือง  

“ผมให้ความมั่นใจชาว”ดินแดง” โดยยืนยันว่าจะทำให้สถานการณ์จบลงโดยเร็ว แม้ว่าส่วนตัวจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้แล้วก็ตาม”

คำยืนยันของพล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่กำลังเกษียณอายุราชการและเตรียมส่งไม้ต่อให้ พล.ต.ต. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (คนใหม่)   

เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่า การรวบรวมสำนวนคดี”ม็อบป่วนเมือง”ต้องเร่งจบ ก่อนส่งต่อให้ผบช.น.คนใหม่ 

เช่นเดียวกับฟากฝ่ายทางการเมืองเริ่มขยับ ดังเห็นได้จาก ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  และ สนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เดินหน้ายื่นหนังสือขอให้กกต.ตรวจสอบ พรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของมวลชน ซึ่งส่อเข้าข่ายนำไปสู่การ”ยุบพรรค” 

ต่อจิ๊กซอว์ความเกี่ยวโยงจากม็อบที่นำไปถึงสัญญาณหายนะพรรคการเมืองเห็นภาพได้ดังนี้ 

จากบรรดาผู้ชุมนุมกลุ่มสามนิ้วที่ออกมาเคลื่อนไหวหลากพื้นที่ในสังคมแบบผิดกบิลเมืองหลากมาตรา เพราะผู้ชุมนุมเหล่านี้ฝ่าฝืนกฎหมายและ”กระทำการหลายเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจผู้คนในสังคม”แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แม้จะมีข้ออ้างหลากหลายที่ไม่พอใจรัฐบาลและสถาบันในการออกมาชุมนุม

แต่สุดท้ายเมื่อมีการเดินเครื่องรวบบรรดาผู้ชุมนุมรายวันจนการชุมนุมเริ่มฝ่อ  ลองประเมินกันว่ากองหนุนม็อบสามนิ้วจะวางแผนอย่างไรให้การชุมนุมเกิดขึ้นต่อ เพื่อเป็นหมากหนึ่งในการขยับเพื่อหวังผลบางอย่างในวันข้างหน้า

เพนกวิน  พริษฐ์ ชิวะรักษ์  และ  ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ระยอง แกนนำกลุ่มสามนิ้ว เพนกวิน พริษฐ์ ชิวะรักษ์ และ ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ระยอง แกนนำกลุ่มสามนิ้ว

อย่าลืมว่าแกนนำ”ม็อบสามนิ้ว”โดนคดีกันอ่วมจนแทบขยับตัวไม่ได้   แกนนำหลายคนเข้าๆออกๆเรือนจำในช่วงประกันตัวสู้คดี  บางคนส่อแววอยู่ยาวสู้คดีจนกว่าคดีจะสิ้นสุด จนตอนนี้จะพบว่าการชุมนุมป่วนเมืองนั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพแบบเป็นทางการ ส่งผลให้การปลุกม็อบแผ่วและแทบไร้แนวร่วมเพิ่มจำนวนเพราะตอนนี้ผู้ชุมนุมหลายร้อยชีวิตต้องเข้าซังเตรายวัน  ก่อนที่จะขอประกันตัวชั่วคราวมาสู้คดี แต่สุดท้ายแล้วเชื่อเลยว่าหลายคนต้องไปนับหนึ่งในเรือนจำเพราะพยานหลักฐานแน่นหนาของตำรวจในสำนวนพอที่จะเอาผิดคนที่กระทำการได้

แต่ที่หนาวๆร้อนๆลำดับต่อไป คือ คนการเมือง พรรคการเมือง  กลุ่มการเมืองที่แสดงตนว่าสนับสนุนการชุมนุมไม่ว่าทางตรง-ทางอ้อม หรือแม้แต่สนับสนุนในทางลับที่สุ่มเสี่ยงกับความผิดกฎหมายที่อาจมีผลต่ออนาคตตัวเองและต้นสังกัด

เรียกกันตามประสาโลกโซเชียลเกิดรายการ”มือลั่นแผนรั่ว”

อย่าลืมว่าขบวนการข้างต้น  เปิดตัวชัดเจนว่าให้กำลังใจการชุมนุมสามนิ้วที่อ้างเสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพในสังคม แต่ข้อเรียกร้องห้วงที่ผ่านมา คือ นายกรัฐมนตรีลาออก-แก้รัฐธรรมนูญ-ปฏิรูปสถาบันนั้น   แต่ความจริงผู้ชุมนุมล้ำเส้นในสามข้อเรียกร้อง ก้าวล่วงเลยพานรัฐธรรมนูญไปแล้ว จนแต่ละคนอ่วมไปด้วยคดีความ

คดีความเหล่านี้ทำให้เกิดการเปิดหมวกรับบริจาคเงินเพื่อการสู้คดีและวงเงินประกันตัวให้บรรดาผู้ชุมนุมมากมาย จนยามนี้ไม่รู้ว่าจะยังพอเหลือโควต้าในการไปช่วยผู้ชุมนุมได้อีกกี่เพลา

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล  หรือ เจี๊ยบนครปฐม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ เจี๊ยบนครปฐม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล

สิ่งที่สะท้อนชัดคือข้อความของ “เจ๊เจี๊ยบ นครปฐม” อมรัตน์ โชติปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยไม่นานว่า “ดิฉันได้ใช้เงินเดือนประกันตัวไปเกือบหมดแล้ว ล่าสุดก็ไปประกันเครื่องเสียงให้กลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี จาก สน.ดินแดง ดิฉันขอเรียกร้องเพื่อนผู้แทนราษฎรในพรรคอื่น ๆ ออกมายืนอยู่เคียงข้างกับประชาชนบ้าง ลำพังในพรรคก้าวไกลก็จะเต็มวงเงินกันทุกคนแล้ว”

สิ่งที่สำทับความจริงข้างต้นนั้นคือ “… ผลประโยชน์นานาประการ โควต้า ส.ส. ที่ใช้ในการประกันตัว ต้องยกให้ก้าวไกล แต่ก้าวไกล ก็ขี้เหนียว กลับกันเป็นเพื่อไทยที่สู้ไปกราบไป ที่คอยสนับสนุนเงินทุนบ้าง บทความนี้อาจดูดิบไปหน่อย ไม่มีแหล่งอ้างอิง และ เชื่อถือไม่ได้ ให้คิดว่าเป็น นิทานเรื่องนึง”  

"ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์"  หรือ แอมมี่ the bottom blues “ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์” หรือ แอมมี่ the bottom blues

แอมมี่ the bottom blues หรือ”ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์” หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาหลายคดีของกลุ่มม็อบสามนิ้วเผยไว้ในสังคมออนไลน์เมื่อไม่กี่วันก่อนเกี่ยวกับทุนและการประกันตัวผู้ชุมนุม ก่อนที่เจ้าตัวจะลบข้อความนี้ทิ้งเพราะพาดพิงสองพรรคฝ่ายค้านที่อ้างตัวอยู่ขั้วประชาธิปไตย เพราะข้อความเหล่านี้สื่อเบื้องต้นจากแอมมี่ the bottom bluesว่า”สองพรรคข้างต้นหนุนการกระทำผิดกฎหมาย”

ส่วนเฮียบุ๊ง “ปกรณ์ พรชีวางกูร” นักเคลื่อนไหวหนุนม็อบสามนิ้วและคีย์แมนตัวเอ้ในการรับเงินบริจาคที่ไม่ยอมเปิดยอดบริจาคในบัญชี  โพสต์ล่าสุดในสังคมออนไลน์ใจความสรุปว่า” การชุมนุมห้วงนี้นั้นได้รับการสนุบสนุนเงียบๆจากพรรคเพื่อไทยในการเคลื่อนไหว… และขอให้พรรคเพื่อไทยกล้าๆหน่อยที่จะแสดงตัวให้คนรุ่นใหม่หลายล้านคนเชื่อมั่น”

แบบนี้ไม่ต้องคิดกันเยอะแล้วว่า ใคร-พรรคใด-กลุ่มไหน สนับสนุนกลุ่มสามนิ้วในการกระทำที่ส่อผิดกฎหมาย
ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องขยายผลให้กระจ่างเพื่อนำตัวคนผิดมาจัดการ และฝ่ายที่โดนพาดพิงก็เตรียมตัวชี้แจงกับสังคมให้แจ่มชัดด้วยว่า”เกี่ยว-ไม่เกี่ยวอย่างไรบ้าง”

งานนี้น่าจะเป็นหัวเชื้อใหม่ให้สังคมขบคิดว่า หากฝ่ายการเมืองบางขั้วไปหนุนหลังการชุมนุมที่ล้ำเส้นจริงนั้น ผลลัพธ์คืออะไรบ้าง

ขั้นต้น ขอให้เปิดตำรารัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 60 ระบุในมาตรา 45ว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองกระทําการ หรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทําการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือกระทําการอันเป็นการทําลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

เมื่อเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา 45 กกต.ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นตามมาตรา 92 โดยมีใจความหลักว่า ” เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทําการ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น …..(3) กระทําการฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 72 หรือมาตรา 74″

และอาจสอดรับกับความผิดในหมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร เเละหมวด 6 ตัวการและผู้สนับสนุน   แห่งประมวลกฎหมายอาญาพ่วงไปอีก

รอผลว่าผู้ที่พาดพิง-ผู้ที่ถูดพาดพิงจะชี้แจงแถลงไขอย่างไร เเละฝ่ายบ้านเมืองจะขยายผลเอาความจริงในเรื่องนี้จากคีย์เเมนม็อบสามนิ้วออกมาให้คลี่คลายได้หรือไม่ 

หากไม่ได้ คงต้องก้มหน้ารับชะตากรรม “ยุบพรรค”  

“ซินแสเข่ง” ผ่าฮวงจุ้ยรัฐสภาหลังคารั่ว รีบแก้ไขไม่เป็นมงคล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485037

23 ก.ย. 2564

อาคารหลังคามีความสำคัญในหลักของฮวงจุ้ยมากว่า 5,000 ปี “ซินแสเข่ง” ผ่าฮวงจุ้ยรัฐสภาหลังคารั่ว รีบแก้ไข หวั่นเกิดอิทธิพล หยินหยาง ความดี ความชั่ว ความขัดแย้ง เกิดอัปมงคล เสื่อมถอย สร้างความวุ่นวาย ทำลายชื่อเสียง ก่อความพินาศให้ย่อยยับ

“ซินแสเข่ง” อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย เจาะลึกผ่าดวงวิกฤตวิเคราะห์ ฮวงจุ้ยศาสตร์โบราณ รัฐสภาหลังคาน้ำรั่วเข้าสภา ต้นเหตุให้เกิดความวิบัติ เสื่อมถอย อัปมงคล 

เนื่องจากหลังคาอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่อยู่ในหลักของ ฮวงจุ้ย รูปแบบของหลังคามีความหมายต่อสถานที่ และผู้อยู่อาศัยที่จะทำให้มีเหตุสงบ หรือความขัดแย้ง แตกแยก 

หากน้ำรั่วเข้าอาคารจะสร้างความเสื่อมถอย หรืออบายมุข คือดื่มสุรา นักเลงหญิง ก่อให้เกิดความวินาศ ทำลาย หรือ เป็นเหตุให้ย่อยยับโภคทรัพย์สูญเสีย เกียรติยศชื่อเสียง และทรัพย์สิน

ซินแสเข่ง วิเคราะห์อีกว่า ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบการ หน่วยราชการ อาคารหลังคามีความสำคัญในหลักของ ฮวงจุ้ย มากว่า 5000 ปีมาแล้ว รูปแบบของทรงหลังคาก็เช่นเดียวกัน จะเป็นลักษณะของกำลังธาตุที่เสริมในตำแหน่งหน้าที่ การงานความมั่นคง ทรัพย์สิน และ ทำลาย หากสร้างผิดแบบ 

ซินแสเข่ง วิเคราะห์เพิ่มเติมอีกว่า ลักษณะ รัฐสภาใหม่ อาคารเป็นแบบธาตุทอง ส่วนหลังคามีโดม จุฬามณีที่ประทับพระสยามเทวาธิราช เป็นธาตุไฟ ซึ่งจะไม่เหมือนกับอาคารเก่า เป็นลักษณะโค้งมนเป็นธาตุน้ำ อาคารเป็นธาตุทอง ซึ่งถ้าเปรียบไปแล้ว ธาตุทองกับธาตุไฟ เป็นธาตุทำลายอยู่แล้ว แต่ถ้าธาตุทองกับธาตุน้ำจะเสริมกัน 

อาคารรัฐสภาหลังใหม่อาคารรัฐสภาหลังใหม่

แต่ถ้าเมื่อมีน้ำรั่วของหลังคา ตกใส่ในอาคารภายใน ยิ่งมีอิทธิพลต่อผู้อยู่อาศัยในอาคารมาก เพราะน้ำรั่วชำระสิ่งสกปรกปฏิกูลบนหลังคาตกเข้าในอาคาร ก่อให้เกิดอบายมุข เสื่อมถอยคิดวิปริตสวนทางขัดแย้ง ทรัพย์สูญเสีย

ซินแสเข่ง  กล่าวเพิ่มเติม ถึงจุดที่จะต้องเร่งแก้ไขทางน้ำไหล ที่ส่งผลให้เกิดอิทธิพลจาก หยินหยาง ความดีความชั่ว เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมม ให้สิ่งปฏิกูลสิ่งสกปรกได้ชำระล้างให้ไหลไปในทางที่สามารถถ่ายเทได้ดี เพราะหลังคาไม่ว่าจะเป็นลัษณะแบบไหน และหลังคาเป็นสิ่งที่สร้างเพื่อที่จะป้องกันทั้งแดดและฝน ตลอดจนฝุ่นละอองสิ่งสกปรกที่ตกค้าง หรือมูลหมักหมมอยู่บนหลังคาไม่ให้เข้าในอาคาร

“เลือกตั้ง” ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485038

23 ก.ย. 2564

บิ๊กป้อมจุดพลุ “เลือกตั้ง” ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ นับหนึ่งจากการเลือกตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น เดือนพฤศจิกายนนี้

"เลือกตั้ง" ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐ“เลือกตั้ง” ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐ

ดูตามไทม์ไลน์ การแก้รัฐธรรมนูญ และกฏหมายลูกที่หัวหน้าทีมกฏหมายพรรคพลังประชารัฐลำดับไว้  ทุกขั้นตอนจะสะเด็ดน้ำพร้อมรับการเลือกตั้งหลังเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า  การเลือกตั้งบัตร2ใบทุกคะแนนมีความหมายสำหรับนักเลือกตั้ง เพราะนั่นหมายถึงจำนวนโควต้า ของกลุ่มมุ้งต่างๆ  กติกากำหนดให้สู้กันในระบบพรรคใหญ่  ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาล คสช.สวมเสื้อคลุมประชาธิปไตยสำเร็จได้ด้วยองคภายพของแม่น้ำห้าสาย   มีตัวอย่างจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งบัตร2ใบเหมือนกัน    กลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครอง แม้ถูกประนามว่าเป็นแนวทางที่ต่ำช้า แต่หากแลกกับการได้มาและรักษาอำนาจ ก็ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ใครก็ประมาทไม่ได้ 
 

หากมีการยุบสภา รัฐธรรมนูญมาตรา 97 กำหนดว่าต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน60วัน แต่ไม่ต้องเร็วกว่า 45 วัน และมาตราเดียวกันยังคุณสมบัติส.ส.ไว้ว่า ต้องสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองเดียว เป็นเวลาไม่น้อยกว่า30วัน  การลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยา ของพี่ใหญ่พรั่งพร้อมด้วยขุนพลคู่กาย มีความหมายว่า พลังประชารัฐยังเดินหน้ามีเป้าหมาย ยึดกุมที่นั่งในสภาอีกวาระ การลงพื้นที่ซึ่งพรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.เข้ามามากกว่าทุกภาคของนายกรัฐมนตรี ก็หยิ่งทำให้การเลือกตั้ง ในปีหน้า มีความหมาย เพราะยังมีกลุ่มบ้านใหญ่ร่วมอยู่ในก๊วน

"เลือกตั้ง" ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐ“เลือกตั้ง” ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐ
 

"เลือกตั้ง" ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐ“เลือกตั้ง” ปีหน้า ยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐ

นับจากนี้ไป การลงพื้นที่เป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ที่น่าจับตา ส่วนการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำหนดไว้ ปลายเดือน พฤศจิกา ก็ทรงคุณค่าต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่   ยิ่งเมื่อพี่ใหญ่ให้สัญญาณว่า มีแต่ความตาย ที่จะทำให้ 3ป.สิ้นเยื่อใยต่อกัน ยิ่งมองเห็นถึงความสำคัญ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า  ในขณะที่พลังประชารัฐ ถูกมองว่าไม่ต่างจากพรรคสามัคคีธรรม ขึ้นรูปก่อร่างด้วยการกวาดต้อนนักการเมืองจากทั่วสารทิศ จะแตกต่างก็ตรงที่ว่า พรรคสามัคคีธรรมถูกมองเป็นพรรคเฉพาะกิจ มีเป้าหมายรักษาอำนาจคณะรัฐประหารในระยะสั้น ส่วนพรรคพลังประชารัฐนั้น มีเป้าหมายในสืบทอดอำนาจในระยะยาว 

หายไปไหน “สามมิตร” ในสมรภูมิวัดกำลัง 2ป. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485023

23 ก.ย. 2564

สงครามเย็น 2 ป. “สามมิตร” ล่องหน หลังสมศักดิ์ถูกยึดเก้าอี้ประธานยุทธศาสตร์พรรค ปล่อยกลุ่มสุชาติวัดกำลังกลุ่มธรรมนัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ขบวนแห่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐที่พระนครศรีอยุธยา ไม่มีภาพของแกนนำ “สามมิตร” อย่าง สมศักดิ์ เทพสุทินสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย

ต่างจากขบวนแห่นายกรัฐมนตรี ที่ชัยนาท ,ชลบุรี และเพชรบุรี มี ส.ส.กลุ่ม “สามมิตร” ในพื้นที่ไปปรากฏตัวโดยพร้อมหน้า

จริงๆแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคิวเดินสายไปสุโขทัย ที่มั่นของแกนนำ “สามมิตร” แต่เปลี่ยนแผนไปเพชรบุรี กระทันหัน

แม้พาดหัวข่าว นสพ.เช้าวันที่ 23 ก.ย.2564 จะเล่นกับตัวเลข 9 กับ 55 สะท้อนการวัดพลังระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร แต่จริงๆแล้ว ตัวเลข 55 นักข่าวก็ได้มาจากปากคนสนิทของธรรมนัส คือ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร

หากนับจากรายชื่อที่ปรากฏอยู่ในสื่อออนไลน์ ก็มี ส.ส.พลังประชารัฐ ประมาณ 30 คนที่ไปต้อนรับหัวหน้าพรรค และครึ่งหนึ่ง อยู่ในเครือข่ายของธรรมนัส-วิรัช

แท้จริงแล้ว เกมตัวเลข 9 กับ 55 ก็เป็นการประลองกำลัง ระหว่าง “สามมิตร” บวกสุชาติ กับกลุ่มธรรมนัส-วิรัช

‘หลบเลียแผล’

นับแต่ก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ “สามมิตร” เป็นกลุ่มแรกๆ ที่แสดงตัวว่าเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองของกลุ่ม คสช.

แรกๆ ดูเหมือนว่า “สมศักดิ์-สุริยะ” จะจับมือกับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และกลุ่ม 4 กุมาร แต่ผ่านไปแค่ปีเดียว กลุ่มสามมิตร ได้ร่วมมือกับกลุ่มมุ้งต่างๆ เบียดขับกลุ่ม 4 กุมาร ออกจากพรรคไป โดยชู พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และอนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค

เส้นทางสามมิตรในพลังประชารัฐ ดูจะราบรื่น แต่เกมเปลี่ยน เมื่อ พล.อ.ประวิตร เขย่าโครงสร้างพรรคใหม่ มอบให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นเลขาธิการพรรค

สมศักดิ์ เทพสุทิน พ้นจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และอนุชา นาคาศัย พ้นจากตำแหน่งเลขาธิพรรค “บิ๊กป้อม” จึงมอบตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคให้สมศักดิ์ ลดแรงกระเพื่อม

จู่ๆ เกิดศึกยึดอำนาจกลางสภา พล.อ.ประยุทธ์ ปราบกบฏ ปลด 2 รมช. ส่งผลให้เกิดความร้าวฉานในกลุ่ม 3ป. แถมมีข่าว น้องเล็กจะยึดพรรค พี่ใหญ่ก็แก้เกมทันควัน แต่งตั้ง พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคคนใหม่

“สมศักดิ์” ถูกปลดออกจากตำแหน่งไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ด้วยความเก๋าเกม ขาใหญ่ “สามมิตร” จึงพูดในที่ประชุม ส.ส.พลังประชารัฐว่า “ก่อนหน้านี้ มีข่าวท่านหัวหน้าพรรคจะให้ผมเป็น ผมไม่น้อยใจ ความสำคัญของผม เทียบไม่ได้กับความมั่นคงของพรรค ผมไม่ติดใจ น้อมรับ และผมพร้อมทำงานเคียงข้างประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค”

นับแต่นั้น สมศักดิ์ได้หันไปทำงานด้านการบริหาร ไม่ได้สนใจเรื่องพรรค แกนนำสามมิตรคนอื่นๆ อย่างสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ล่องหนหายไปจากพรรค

‘เขย่าขั้วประยุทธ์’

ภาพที่เห็นช่วงประยุทธ์ออนทัวร์ เหมือนเป็นผนึกกำลังของ “สามมิตร” กับซุ้มมังกรน้ำเค็ม ที่มี สุชาติ ชมกลิ่น เป็นตัวเดินเกม แสดงตัวยืนเคียงข้างนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล จึงรู้สึกไม่พอใจ

เกมสั่งสอน “สามมิตร” บวกสุชาติ จึงอุบัติขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ “ธรรมนัส” สั่งระดมพล ส.ส.ไปต้อนรับ พล.อ.ประวิตร

จริงๆแล้ว ส.ส.ที่ไปอยุธยาวันนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มธรรมนัส ประกอบด้วย เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ,บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,จีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา, ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก ,ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก ,วัฒนา สิทธิวัง ส.ส.ลำปาง และณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์

กลุ่มโคราช ได้แก่ สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา,เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา ,ทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา และทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา

นอกจากนั้น ก็เป็น ส.ส.ที่มาจากหลายซุ้มหลายก๊วน แต่ ไผ่ ลิกค์ มือขวาธรรมนัส ในฐานะคนเช็คชื่อ ส.ส. ก็กระซิบบอกนักข่าวทันทีว่า มี ส.ส.มาต้อนรับ 55 คน ทั้งที่ตัวจริงมาแค่ 30 คน

ผู้ที่เสียหน้าอย่างแรงคือ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่ถูกมองว่าไร้น้ำยา ไร้บารมีในการประสานงาน ส.ส.ในพรรค ส่วนแกนนำสามมิตรหายเข้ากลีบเมฆ

สงครามเย็นในพลังประชารัฐยังไม่ยุติ และคาดว่า “สมศักดิ์-สุริยะ” ได้วางแผนเรื่องอนาคตของสามมิตรไว้เรียบร้อยแล้ว

แกะรอยเส้นทาง “แก้ รธน.” ไฟต์ต่อกฎหมายลูก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484995

23 ก.ย. 2564

แม้ว่า “ร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติม” ที่รื้อระบบเลือกตั้ง ส.ส. โดยให้ยกเลิกระบบจัดสรรปันส่วนผสม แล้วหวนกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบจะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไปแล้ว แต่ก็ยังมีเส้นทางที่ต้องเดินและสู้กันต่อเพื่อหวังผลในสิ่งที่ต้องการในกฎหมายลูก

“ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”มาตรา 83 และมาตรา 91 ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในวาระที่ 3 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงระยะเวลา 15 วันเพื่อรอดูว่าจะมีใครยื่นเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า”ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญเพื่อให้ร่างฯตกไปหรือไม่
 

ทั้งนี้ “ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” มาตรา 83 ระบุ ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน (จากเดิม 350 คน) และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน(จากเดิม 150 คน) 

ส่วนมาตรา 91 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง แยกออกต่างหากจากผู้สมัคร ส.ส.เขต

ทำให้ระบบเลือกตั้งใหม่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือก ส.ส. 2 ประเภท จากเดิมใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกทั้ง ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

เดิมมีทางพรรคการเมืองเล็กนำโดย นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ พยายามรวบรวมรายชื่อ ส.ส. เพื่อยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภาส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

แต่ตอนนี้ยงธงขาวไปแล้วเพราะรวบรายชื่อไม่ได้ถึง 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาหรือของทั้งสองสภารวมกันซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

โดยพรรคการเมืองเล็กจะไปต่อสู้ในชั้นยกร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. แทน   

ในขณะพรรคก้าวไกลและพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้ง2 ใบที่ทำให้พรรคเล็กและพรรคขนาดกลางเสียเปรียบพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ก็เปลี่ยนใจไม่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยจะไปสู้ในชั้นออกกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. แทนเช่นกัน

ด้าน ส.ว. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา บอกว่า สมาชิกวุฒิสภา( ส.ว.)ไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องที่จะส่ง”ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สรุปว่า ฝั่ง ส.ว. ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวเช่นกัน

ซึ่งขณะนี้ก็เหลือระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ก็จะครบกำหนดระยะเวลา 15 วัน ในวันที่ 25 ก.ย.นี้แล้ว ดังนั้นแทบจะฟันธงได้ว่า คงไม่มีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเกี่ยวกับ “ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”แน่นอน

ดังนั้นหากไม่มีการส่ง “ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” ไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามระยะเวลาที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ก็จะส่ง”ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”ไปให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพื่อนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรง
ลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ต่อไป

ส่วนที่มีผู้เสนอให้นายกฯ ส่ง”ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้นายกฯทำได้ เพราะตามกฎหมายกำหนดว่าต้องใช้วิธีการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.หรือ ส.ว หรือทั้ง ส.ส  และ ส.ว.เท่านั้น

อย่างไรก็ตามใน “ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” มีบทเฉพาะกาลว่า ระบบเลือกตั้งใหม่ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง2 ใบ จะใช้กับการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น

ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ก็ยังใช้การเลือกตั้งแบบเดิม คือบัตรเลือกตั้งใบเดียว ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ระบบส.ส. พึงมีทุกคะแนนเสียงไม่มีตกน้ำอย่างเดิมไปก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไป


ไฟต์ต่อกฎหมายลูก

เมื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” ประกาศใช้ ขั้นตอนต่อไปต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือกฎหมายลูก ให้สอดคล้องกับ”ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” ที่กำหนดให้มีส.ส. เขต จำนวน 400 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ
จำนวน 100 คน และการใช้ระบบเลือกตั้ง 2 ใบ

โดย ส.ส. เข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1ใน 10 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ก็คือไม่น้อยกว่า 40 คน เสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.

ส่วน กกต.จะทำเรื่องไปยังรัฐบาลเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้สอดรับกับ”ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”ฉบับใหม่

จากนั้นรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว. ก็จะประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือกฎหมายลูก ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่าจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลา 180 วัน

ทั้งนี้กฎหมายกำหนดว่า ถ้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา 180วัน ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอต่อรัฐสภา

ตามเกมทางพรรคก้าวไกล พรรคภูมิใจไทยและพรรคการเมืองเล็ก ก็จะมาสู้ในชั้นออกกฎหมายลูกเกี่ยวกับวิธีการคำนวณจำนวน ส.ส. ที่จะได้รับเลือกตั้ง

ทั้งนี้มีข่าวว่าพรรคก้าวไกลและพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่ประเทศเยอรมนีใช้ โดยเป็นการเอาคะแนนสัดส่วน คือ คะแนนเลือกพรรคมากำหนดจำนวน ส.ส.ทั้งสภา พรรคใดได้คะแนนสัดส่วนเท่าไหร่ ก็จะได้ ส.ส.ทั้งสภาตามสัดส่วนคะแนนนั้น

ส่วนพรรคการเมืองเล็กต้องการให้ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมหรือ ส.ส.พึงมี เหมือนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทุกคะแนนเสียงไม่มีตกน้ำ  ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แค่ไหนเพียงไร ต้องรอดูกันต่อไป

สำหรับตามขั้นตอนการออกกฎหมาย เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายลูกแล้วก็ต้องมีการส่งร่างไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. พิจารณาอีกภายใน 15วัน นับแต่วันที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.ไม่มีข้อทักท้วงภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างดังกล่าว ก็จะมีการดำเนินการเพื่อประกาศใช้กฎหมายลูกต่อไป

ในกรณีศาลรัฐธรรมนูญหรือ กกต.เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ      หรือทําให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ก็ต้องส่งกลับมายังรัฐสภา

จากนั้นรัฐสภาจะประชุมเพื่อพิจารณาร่างฯอีกครั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง โดยรัฐสภามีอํานาจแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอของศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต. ตามที่เห็นสมควรได้ และเมื่อดําเนินการเสร็จแล้วจะมีการดำเนินการเพื่อประกาศใช้กฎหมายลูกต่อไป

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ยังถกเถียงกันว่า หากยังไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับหลังรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้แล้ว จะจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่หากมีการยุบสภาซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ 

แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา กกต.จะไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้ง หากยังไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับ