หนังสือด่วนที่สุด ประกาศ “เปิดเทอม” 1 พฤศจิกายน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480603

26 ส.ค. 2564

การเปิดเรียนของสถานศึกษาระหว่างวันที่ 1 ก.ย.- 10 ต.ค.ให้จัดรูปแบบการ เรียนการสอนแบบ On Air/On Line/On hand และ On Demand เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และผู้ปกครอง ระบุ ตั้งแต่ 1 พ.ย. “เปิดเทอม” จัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายพลชัย ชุมปัญญา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ได้มีหนังสือด่วนที่สุด เกี่ยวกับการเปิดเทอม เรื่อง การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ภาคเรียนที่1ปีการศึกษา 2564 ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่งในสังกัด ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ  มีเนื้อหาดังนี้

ด่วนที่สุด

ที่ ศธ .๔๒๗๔๒ส๙๘

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ

๕๑๑ หมู่ที่ ๗ ถนนชาญสินธุ์ ตำบลวิศิษฐ์

อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ๓๘๐๐๐

๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

เรื่อง การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่ง ในสังกัด

อ้างถึง ๑. หนังสือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ด่วนที่สุด ที่ ศ5 o๔๒๗๔/๒๔๑๒ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔

๒. หนังสือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ด่วนที่สุด ที่ ศ5 -๔๒๗๔/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔

สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ ที่ ศธ ๑๒๑๒๕/ว ๙๔๐ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒0๑๙ (COVID-19) ผู้ติดเชื้อ

รายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งระดับประเทศและระดับจังหวัดบึงกาฬ อีกทั้งจังหวัดบึงกาฬได้กำหนดให้แต่ละ

อำเภอใช้สถานที่เป็นโรงพยาบาลสนามตามลำดับ คือ (๑) โรงแรมหรือรีสอร์ท (๒) สถานศึกษา (๓) วัด โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบึงกาฬได้พิจารณาในคราวประชุมเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ๒๕๖๔ ณ ห้องประชุมภูทอก ชั้น ๒ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ มีมติเห็นชอบให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬสามารถตัดสินใจ

ในการปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ประจำภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ดังนี้

๑. การเปิดเรียนของสถานศึกษาระหว่างวันที่ ๑ กันยายน – ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๔ ให้จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบ On Air/On Line/On hand และ On Demand เพื่อความปลอดภัยของครู, บุคลากรทางการศึกษานักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน

๒. การเปิดเรียนของสถานศึกษา ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ให้จัดรูปแบบการ เรียนการสอนแบบเต็มรูป (On Site) หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา เพื่อความปลอดภัยของครู, บุคลากร, นักเรียน และผู้ปกครอง

จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติ

ขอแสดงความนับถือ

(นายพลชัย ชุมปัญญา)

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ

กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา

โทรศัพท์ ๐๔๒-๔๙๑๒๔๗ ต่อ ๑๔

โทรสาร ๐๔๒-๔๙๑๓๔๕

(จนท. เสนอ รัมพณีนิล : ๑๘ o๔๖๓ ๙๔๕๓)

ทั้งนี้การเปิดเทอม ของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดช่องให้อำนาจที่สามารถดำเนินการได้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

NR ม.มหิดลติดอาวุธนักรบเส้นด้าย คืนศักดิ์ศรีคุณค่าให้ “คนเคยป่วย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480507

25 ส.ค. 2564

NR ม.มหิดล คืนศักดิ์ศรีคุณค่า มนุษย์จิตอาสาโควิด-19 จัดอบรมออนไลน์ให้ “คนเคยป่วย”ได้เป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19

ไม่มีใครจะเข้าใจผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ได้ดีเท่ากับผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคแล้ว  หรือ“คนเคยป่วย”

คงน่าเสียดายหากประสบการณ์ที่เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากดังกล่าวด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ของบุคคลเหล่านี้ จะปล่อยผ่านไปให้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ หากไม่ได้นำมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังส่งต่อวิธีการเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคโควิด-19 และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยรายใหม่ต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (NR) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นครั้งแรกที่โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (NR) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ จิตอาสากลุ่มเส้นด้าย จัดโครงการ “ติดอาวุธนักรบเส้นด้าย” อบรมออนไลน์ให้แก่ผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคแล้วหรือ “คนเคยป่วย”ได้เป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 

ใน Community Isolation หรือพื้นที่กักโรคตามชุมชนต่างๆ ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ชุมชนได้ใช้ศูนย์รวมทางสังคม เช่น โรงเรียน วัด และสถานที่ราชการต่างๆ

เป็นที่ๆ ชุมชนสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 11 ซึ่งว่าด้วยเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) ต่อไป ในยามที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ของประเทศประสบปัญหาผู้ป่วยโควิด-19 มีจำนวนมากจนไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่ม

“บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินข่าวว่า “คนเคยป่วย”หรือผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 แม้จะหายจากโรคแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจที่มีต่อโรคโควิด-19 ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19  ซึ่งหายจากโรคแล้ว จะมีภูมิต้านทานต่อโรค และจะไม่แพร่กระจายสู่ผู้อื่น” รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ที่สามารถบอกเล่าให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ให้ทราบได้ว่าควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งการได้มาทำหน้าที่จิตอาสาจะทำให้ผู้เคยติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคแล้วเหล่านี้หรือ“คนเคยป่วย”เกิดความรู้สึกมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น 

“แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้มีหลายสายพันธุ์ จึงยังคงต้องมีการป้องกันอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อและป่วยอีก” รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข กล่าว

ซึ่งในการอบรมออนไลน์โครงการ “ติดอาวุธนักรบเส้นด้าย” ได้มีการจัดส่งเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีส่วนร่วม เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ และเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อทดลองใช้ประกอบการสาธิตวิธีการใช้ทางออนไลน์

นอกจากนี้ ยังได้แนะนำถึงวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อม และทำอย่างไรให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ได้โดยที่ตัวเองไม่ติดเชื้อ

รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ได้กล่าวถึงกรณีเมื่อพบผู้ป่วย COVID-19 นอนหมดสติอยู่ข้างทางว่า ไม่ควรผลีผลามเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ได้สวมชุดป้องกัน ควรสังเกตการเคลื่อนไหวของหน้าอกผู้ป่วยว่ายังหายใจอยู่หรือไม่ แล้วรีบโทรเรียก 1669 เพื่อให้มีการช่วยเหลือด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสม และส่งต่อให้เร็วที่สุด

ต่อจากการจัดฝึกอบรมออนไลน์โครงการ “ติดอาวุธนักรบเส้นด้าย” นี้ จะได้มีการขยายผลสู่การดูแลผู้ป่วย COVID-19 ในกลุ่มสีเหลืองเข้มที่ต้องคอยประเมินอาการ ก่อนส่งต่อให้เข้ารับการปรึกษาอาการจากทีมแพทย์ และส่งต่อโรงพยาบาลในกรณีฉุกเฉินต่อไป

“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480420

25 ส.ค. 2564

ทีม “ม.วลัยลักษณ์”จับมือจุฬาฯ วิจัยเซรั่มจากสารสกัดเปลือกมังคุดและส้มแขก ที่มีฤทธิ์ในการลดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ และยับยั้งแบคทีเรียสาเหตุของการเกิดสิวเพิ่มมูลค่าผลไม้เมืองคอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต ชาตาธิคุณ อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์และสมาชิกศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Innovation and Health Products มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) หรือ  ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ตนและทีมนักวิจัยจาก ม.วลัยลักษณ์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยฤทธิ์ของสารสกัดจากเปลือกส้มแขกในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

โดยผลจากการศึกษาวิจัย พบว่า สารสกัดจากเปลือกส้มแขกที่สกัดด้วยน้ำมีปริมาณ ฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สูง มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างอนุมูลอิสระและเอนไซม์ไทโรซิเนสซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสร้างเมลานินในผิวหนังชั้นนอกสุด สาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำบนผิวหนัง

"ม.วลัยลักษณ์" วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์

และยังมีฤทธิ์ยับยั้ง เมลานินในเซลล์เมลาโนไซต์ชนิด B16F10 ที่ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเมลาโนไซต์สติมูเลติง ซึ่งผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Pharmacognosy Journal ปี 2020

ส่วนผลการวิจัยในเปลือกมังคุดพบว่า มีปริมาณฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สูง ซึ่งประกอบด้วย สารแซนโทนและสารแทนนินเป็นองค์ประกอบหลัก มีฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวได้

ดังนั้นทีมนักวิจัยจึงได้นำสารสกัดจากผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์นาโนอิมัลชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว 

"ม.วลัยลักษณ์" วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์

ที่สำคัญได้ผ่านการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและการทดสอบการระคายเคืองจากอาสาสมัครจำนวน 24 คน และผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลเหรียญเงินจาก ผลงานประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษาปี 2563 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต กล่าวอีกว่า จากนั้นทีมนักวิจัยได้นำสารสกัดจากเปลือกมังคุดและส้มแขกมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มาส์กหน้า โดยใช้เทคโนโลยีนาโนอิมัลชันและเซรั่ม (Nora serum) ที่มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ เพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ลดปัญหาผิวที่เกิดจากการสะสมของสารเคมี โดยไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และพาราเบน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันตนได้เป็นที่ปรึกษาให้กับทีม Mora bright ซึ่งมีสมาชิกในทีม ได้แก่

1) นายพิทักษ์สิทธิ์ ทรัพย์เจริญ 2) นางสาวพัชราภรณ์ พรมลัทธิ์ 3) นายอิทธิ คงแก้วและ 4) นางสาวอาทิตยา เพชรรัตน์ นักศึกษาสาขาเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ ซึ่งนักศึกษาได้เป็นตัวแทนในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบมาส์กหน้าในโครงการ Startup Prototype Showcases of the Entrepreneurial university และคว้ารางวัลชนะเลิศ ทุนสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จากโครงการ Walailak Enterpreneurial Ecosystem Development 2020 จากผลิตภัณฑ์เซรั่ม อีกด้วย

“ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยประเภทบุคคลภายใน ม.วลัยลักษณ์ และทุนสนับสนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก Startup Prototype Showcases of the Entrepreneurial university และ Walailak Enterpreneurial Ecosystem Development 2020 ซึ่งดิฉันและทีมนักวิจัยประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง คณบดีสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มวล. และนักศึกษาทีม Mora bright รวมถึงได้รับความร่วมมือจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี เฉียบฉลาด อาจารย์ประจำคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายแพทย์ชนัทธ์ กำธรรัตน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ สาขาตจวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันค้นคว้าวิจัยจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้งานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ในเชิงพาณิชย์ 

"ม.วลัยลักษณ์" วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์

และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับมังคุดและส้มแขกที่ผลผลิตราคาตกต่ำในบางฤดูกาล และการนำเอาสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่มักถูกทิ้งไปอย่างไร้ค่ามาพัฒนาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสารสกัดจากธรรมชาติที่ปลอดภัยและได้แจ้งจดทะเบียนกับ อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ Facebook มอรา ไบร์ท (Mora Bright)” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต กล่าวในตอนท้าย

เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480413

25 ส.ค. 2564

กว่า40ปีที่ทุ่มเท และอุทิศตนศึกษาวิจัยด้านไวรัสวิทยาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564 มีผลงานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่นำไปสู่การดูแลรักษาและป้องกันโรคเป็นที่ประจักษ์

วันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายแพทย์สถาพร วงษ์เจริญ ประธานกรรมการมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564 ว่า มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้คัดเลือกบุคคลซึ่งเป็นผู้สร้างหรือริเริ่มงาน และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์

โดยมีผลงานที่มีประโยชน์ต่อการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยอันเป็นที่ประจักษ์ เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแบบอย่างให้แก่บุคคลในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์และบุคคลทั่วไป เพื่อรับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ 

และผู้ที่ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี พ.ศ.2564 คือ ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านเป็นผู้อุทิศตนในการศึกษาวิจัยด้านไวรัสวิทยาอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยมีผลงานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่นำไปสู่การดูแล รักษาและป้องกันโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขจำนวนมาก

สำหรับผลงานเด่นที่ผ่านมาของ “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” อาทิ เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยทางด้านไวรัสตับอักเสบในประเทศไทย ทำการศึกษาตั้งแต่อณูชีววิทยาไวรัสตับอักเสบ ระบาดวิทยา อาการทางคลินิก การรักษา และป้องกันด้วยวัคซีน เป็นรากฐานของการให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบในประเทศไทย ทำให้อุบัติการณ์ของไวรัสตับอักเสบบีลดลงอย่างมาก

เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564

การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน การตรวจวินิจฉัยโรคทางอณูชีววิทยา และแนวทางการรักษา โดยเฉพาะโรคไวรัสอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ เช่น โรคไข้หวัดนก โรคไข้หวัดใหญ่ โรคทางเดินหายใจชนิดต่างๆ ที่เกิดจากไวรัส โรคท้องเสียที่เกิดจากไวรัส

โรคมือเท้าปาก โรคที่นำโดยยุงและแมลง ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้ไวรัสชิก้า ไข้ปวดข้อยุงลาย มีผลงานต่อเนื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก

นอกจากนี้ “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” ยังได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสถาบันวัคซีนนานาชาติ ทำการศึกษาการให้วัคซีนป้องกัน HPV เพียงโดสเดียว ที่จังหวัดอุดรธานีและบุรีรัมย์ โดยทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก เป็นผู้รับผิดชอบการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

จากการระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี พ. ศ. 2562 และเข้าสู่ประเทศไทย ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 มาจนถึงปัจจุบัน ทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ได้ทำการศึกษาพันธุกรรมอย่างต่อเนื่อง พัฒนาการตรวจวินิจฉัยสายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

รวมทั้งการตรวจในระบบภูมิต้านทาน และการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีน ปรับวิธีการใช้ให้เหมาะสมสำหรับประเทศไทยตามทรัพยากรที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

“ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ที่ได้อุทิศตนให้กับการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี นอกจากนี้ท่านยังมีความซื่อสัตย์ อดทน และกตัญญู ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ทำให้เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงาน เป็นผู้ใช้ชีวิตแบบสมถะ ดำรงไว้ซึ่งจริยธรรมของนักวิจัย อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความรู้ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ และเป็นที่เคารพรักของลูกศิษย์จำนวนมาก”ประธานกรรมการมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว

GJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480403

25 ส.ค. 2564

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สนองรับมาตรการ Home Isolation จัด“ถุงยังชีพ”ให้ผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยโควิด-19 กักโรคที่บ้าน

ท่ามกลางวิกฤติโรคโควิด-19 ที่กลับมาแพร่ระบาดจนทำให้ปัจจุบันพบว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่เตียงเต็ม จนไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่ม

“Home Isolation” หรือการกักโรคที่บ้าน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการและดูแลตัวเองสำหรับผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยที่มีอาการยังไม่มาก จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นที่สุดในยามนี้

เช่นเดียวกับที่ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และสถานที่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

GJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้านGJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้าน

รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์การแพทย์ฯ ได้สนองรับนโยบาย Home Isolation จากกระทรวงสาธารณสุข ให้ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยอาการน้อยที่มีสถานที่พักห่างจากศูนย์การแพทย์ฯ ไม่เกิน 10 กิโลเมตร ทำการ Home Isolation กักโรคที่บ้าน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการและดูแลตัวเอง 

โดยได้จัด “ถุงยังชีพ” ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด ยาที่จำเป็น และอาหารปรุงสำเร็จ พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลคอยโทรศัพท์ติดตามสอบถามอาการ และให้คำแนะนำตลอดระยะเวลา 14 วัน

GJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้านGJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้าน

GJมหิดล แจก “ถุงยังชีพ”

แม้ในส่วนของชุมชน ทางศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล จะไม่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยตรง แต่ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์อำนวยการหลักที่คอยเตรียมพร้อม

ทั้งในด้านบุคลากร ซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย โรคโควิด-19 เมื่อมีการส่งต่อกรณีฉุกเฉิน การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งได้มีการจัดซื้อเตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่ก่อนช่วงโรคโควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังได้มีการปรับห้องฉุกเฉิน หรือ Emergency Room บางส่วนมาจัดทำเป็นห้อง Negative Pressure Room หรือห้องปลอดเชื้อความดันลบอย่างเต็มรูปแบบ

รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำ “Negative Pressure Cabinet” เพื่อใช้ในการตรวจผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคโควิด-19

ซึ่งประกอบด้วยโครงท่อ PVC สวมคลุมด้วยพลาสติกกั้นอย่างหนา โดยเป็นโครงที่มีเลขกำกับบนทุกชิ้นส่วน สามารถถอดเก็บและสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในทุกสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนจากปัญหาการเพิ่มขยะได้อีกด้วย

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ แนะนำว่าถึงผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยที่มีอาการน้อยซึ่งจะต้องทำ Home Isolation ที่บ้านของตัวเองว่า ควรเตรียมห้องนอน และห้องน้ำที่ไม่ปะปนกับผู้อื่น หรือมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ตลอดจนเว้นระยะห่างที่เหมาะสมจากบุคคลอื่นในบ้าน

รวมทั้งคอยตรวจเช็คอุณหภูมิร่างกายให้ไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส และระดับออกซิเจนในเลือดให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ซึ่งสามารถโทรศัพท์ปรึกษาอาการได้กับทางทีมแพทย์และพยาบาลของศูนย์การแพทย์ฯ

“หากมีสติ ไม่ประมาท และคอยดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม แม้โรคโควิด-19 จะกลับมาระบาดอีกกี่ครั้ง ก็จะสามารถปรับตัวได้ไม่ยาก เนื่องจากผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคโควิด-19 มีเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทาง ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดไว้ให้ในถุงยังชีพ จึงมีไม่เพียงพอ และเนื่องจากไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในทันที จึงจำเป็นต้องมีการระดมทุนจัดซื้อจากผู้บริจาค โดยสามารถแสดงความจำนงได้ทาง FB: ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ กล่าวทิ้งท้าย

เหนื่อยแน่ “ประวิตร” ทัวร์อีสาน คะแนนเสียงจมน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485492

26 ก.ย. 2564

2 ป.แยกทาง “ประวิตร” ทัวร์อีสาน พึ่งวิรัช-เอกราช เช็กเรตติ้งพลังประชารัฐตกเป็นรองเพื่อไทยอยู่หลายขุม สุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ที่อีสาน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

การลงพื้นที่อีสาน ไม่ใช่แค่การวัดกำลัง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขยับมากกว่านั้น เพราะศึกนี้มีเดิมพันอนาคตตัวเอง

รอยร้าว 2 ป.ยากจะกลบเกลื่อน “พล.อ.ประวิตร” เดินหน้าขับเคลื่อนพลังประชารัฐ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นขุนศึกคู่ใจ

เฉพาะภาคอีสาน แม่ทัพของ “ประวิตร” คือ วิรัช รัตนเศรษฐ และเอกราช ช่างเหลา ฉะนั้น บิ๊กป้อมจึงเลือกลงพื้นที่ไปที่ จ.นครราชสีมา และอาจไปต่อที่ จ.ขอนแก่น

วันที่ 29 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไปตรวจสภาพน้ำท่วมทาง จ.ชัยภูมิ ส่วนวันที่ 30 ก.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา

วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เตรียมการรอต้อนรับ พล.อ.ประวิตร และคาดว่า ส.ส.จังหวัดใกล้คงมาร่วมให้กำลังใจหัวหน้าพรรคอย่างคึกคัก

สนามเลือกตั้งภาคอีสาน นับแต่การเลือกตั้งทั่วไป 2544 จนถึงปี 2562 พรรคการเมืองของทักษิณ ทั้งไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ถือว่าเป็นแชมป์ภาคอีสานมาตลอด

ปี 2554 พรรคเพื่อไทย กวาด ส.ส.ภาคอีสาน 104 ที่นั่ง แต่ปี 2562 ลดลงเหลือ 83 ที่นั่ง แต่เพื่อไทยก็ยังเป็นแชมป์อีสาน

เซียนการเมืองวิเคราะห์ตรงกันว่า หากใช้บัตร 2 ใบแบบรัฐธรรมนูญ 2540 พรรคเพื่อไทยมีโอกาสสร้างชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ในภาคอีสาน เหมือนเลือกตั้งปี 2548

‘ขายป้อมขายบ่ได้’

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สร้างความมั่นใจให้ “พล.อ.ประวิตร” ว่า พลังประชารัฐสามารถเจาะพื้นที่ ส.ส.เขต ในภาคอีสานได้ จึงจัดการประชุมใหญ่ที่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ ร.อ.ธรรมนัส ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค

ผลการเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ในภาคอีสาน 15 คน (รวมทั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อและ ส.ส.เขต) และบรรดา ส.ส.เกรด A และ B ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย สอบตกเกลี้ยง

ส.ส.พลังประชารัฐ อีสานวันนี้ บัญชีรายชื่อ 3 คนได้แก่ วิรัช รัตนเศรษฐ, สุพล ฟองงาม และเอกราช ช่างเหลา

ส่วน ส.ส.เขต แยกเป็น ขอนแก่น 2 คือ วัฒนา ช่างเหลา และสมศักดิ์ คุณเงิน

สุรินทร์ เขต 2 “เซี้ย สินอุดม” ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ และอุบลราชธานี เขต 6 ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ จากเครือข่าย ส.เขมราฐ

สังเกตได้ว่า พื้นที่อีสานเหนือ และอีสานกลาง พลังประชารัฐพ่ายยับ ส่วน ส.ส.ที่เอาตัวรอดมาได้ ก็เพราะความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจของแต่ละคน

ชัยภูมิ 2 คนคือ เชิงชาย ชาลีรินทร์ และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สายตรงกลุ่มสามมิตร

นครราชสีมา 6 คน ได้แก่ ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ,อธิรัฐ รัตนเศรษฐ, ทัศนียา รัตนเศรษฐ ,ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ,เกษม ศุภรานนท์ และสมศักดิ์ พันธ์เกษม

สาเหตุที่พลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำจากโคราช และชัยภูมิ มาจากกระแสประยุทธ์ พ่อโคราชแม่ชัยภูมิ และฐานเสียงส่วนตัว เช่นตระกูลรัตนเศรษฐ

เลือกตั้งสมัยหน้า “ธรรมนัส” ตั้งใจจะหาม “ประวิตร” ไปสู้กระแสทักษิณ ก็เหมือนฝูงแมงเม่าบินเข้ากองไฟ

‘ขอนแก่นโมเดล’

“พล.อ.ประวิตร” อาจมั่นใจฝีมือ ร.อ.ธรรมนัส จากชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ที่เอาชนะพรรคเพื่อไทยได้ แต่บริบทของเลือกตั้งซ่อม กับการเลือกตั้งทั่วไป ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คนขอนแก่นรู้ดีว่า ชัยชนะของสมศักดิ์ คุณเงิน พลังประชารัฐ ต่อธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย มีปัจจัยชี้ขาดอะไรบ้าง

ตอนเข้าพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส หนีบ เอกราช ช่างเหลา มาเปิดตัวเป็นแม่ทัพอีสานกลาง ดูแลพื้นที่อีสานกลาง และอีสานเหนือบางจังหวัด แต่เอาเข้าจริง เอกราชก็ทุ่มเวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.ขอนแก่น

ผลเลือกตั้ง เอกราชพาลูกชายเข้าสภาฯได้คนเดียว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงฝีไม้ลายมือเชิงกลยุทธ์การเมือง

วันข้างหน้า ร.อ.ธรรมนัส คงจะพา พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่อีสานถี่ขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า ทั้งบิ๊กป้อมและธรรมนัส เป็นจุดอ่อนของพลังประชารัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับทักษิณ

เลือกตั้งสมัยหน้า สนามขอนแก่น เอกราชจะพาวัฒนา ลูกชาย เข้าสภาได้หรือไม่ ยังเป็นคำถาม

ปลาในอ่าง “สมศักดิ์” หนีน้ำท่วม ไปอยู่ซุ้มผู้กอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485473

26 ก.ย. 2564

ศึกประลองกำลัง “สมศักดิ์” ขาใหญ่สามมิตร ไม่นิยมตกปลาในอ่าง แต่ปลาหลุดหายไปอยู่ในซุ้มผู้กองเพียบ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สุโขทัยระทม อุทกภัยมาเยือนหนักหนากว่าปีที่ผ่านมา “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม ถึงกับลุยน้ำ ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ที่เดินทางมาตรวจสภาพน้ำท่วม

สื่อมวลชนยังให้ความสนใจกับจำนวน ส.ส.ที่มารับนายกฯประยุทธ์ “สมศักดิ์” ดักคอไว้ล่วงหน้า สุโขทัยไม่ใช่พื้นที่ประลองกำลัง

นับแต่เกิดวิกฤตการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ กลุ่มสามมิตรของ “สมศักดิ์” ขยับเข้ามาใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์มากขึ้น

ก่อนวันเดินทางมาตรวจน้ำท่วมที่สุโขทัยของนายกฯประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์นักข่าวกรณีที่มีการระดม ส.ส.พลังประชารัฐ มาต้อนรับนายกฯว่า “สุโขทัยไม่ใช่พื้นที่วัดพลังอะไร เพราะมีความเสียหายจากน้ำท่วมจริงๆ การที่นายกฯ ลงพื้นที่มาเพื่อช่วยเหลือประชาชน และเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวภาคเหนือตอนล่าง”

นอกจากนี้ สมศักดิ์ยังยกคำพูดอดีต ส.ส.คนหนึ่งที่ว่า “การเมืองแบบสุภาพบุรุษ จะไม่ตกปลาในอ่าง ซึ่งผมก็ไม่นิยมตกปลาในอ่าง หรือเขียนวัวให้เสือกลัว เพราะถ้าเสือไม่กลัววัวก็ตายหมดฝูง ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะแสดงพลังที่สุโขทัย”

ถ้อยวลี “ผมไม่นิยมตกปลาในอ่าง” ของสมศักดิ์ ต้องการสื่อไปถึงใคร และส่งสัญญาณอะไรบางอย่างหรือเปล่า

‘สร้างดาวคนละดวง’

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเยือนถิ่น อ.ศรีสำโรง บ้านเกิดของ “สมศักดิ์” ก็เจอขบวนแถว ส.ส.พลังประชารัฐ ประมาณ 30 คน ที่มาจากสุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, ลำปาง, พิจิตร ,นครสวรรค์และพิษณุโลก รวมถึง ส.ส.บัญชีรายชื่อ, ส.ส.กทม., ส.ส.ชัยนาท และภาคใต้

แกนนำสามมิตรอย่างสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย ไม่พลาดที่จะเดินทางมาสมทบ แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะมอบให้ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เป็นผู้ประสานงาน ส.ส.ภาคเหนือตอนล่าง ไปรับนายกฯ แต่ลึกๆแล้ว ส.ส.เหล่านี้ ก็รู้จักมักคุ้นกับสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นอย่างดี

อย่าลืมว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2562 สมศักดิ์ รับผิดชอบภาคเหนือ ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่ตอนหลัง ร.อ.ธรรมนัส ได้รวบรวม ส.ส.ภาคเหนือตอนล่างหลายคนไปอยู่ในซุ้มตัวเองโดยเฉพาะไผ่ ลิกค์ ที่กลายเป็นมือขวาของผู้กองคนดัง

ถ้าจำกันได้ เลือกตั้งซ่อมเขต 2 กำแพงเพชร ต้นปี 2563 วราเทพ รัตนากร และสมศักดิ์ เทพสุทิน จะส่ง เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ลูกชาย พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ลงสนาม แต่ ไผ่ ลิกค์ วิ่งผ่าน ร.อ.ธรรมนัส ขอส่ง จุลพันธ์ ทับทิม อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร ลงบ้าง

ในที่สุด พล.อ.ประวิตร เคาะชื่อ “เพชรภูมิ” และมอบให้สมศักดิ์-วราเทพ ดูแลเลือกตั้งซ่อม เขต 2 ขณะที่พรรคเพื่อไทย ส่ง กัมพล ปัญกุล คนสนิทจุลพันธุ์ ทับทิม ลงแข่งกับลูกชายไวพจน์

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ไผ่ ลิกค์ ไม่ได้ไปช่วยหาเสียงให้เพชรภูมิ จน สิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพฯ เปิดศึกวิวาทะกับไผ่กรณีดังกล่าวมาแล้ว

มีข้อสังเกต ไผ่ ลิกค์ จะขึ้นชื่อน้องชาย ภูผา ลิกค์ คู่กับตัวเองในป้ายทำกิจกรรมช่วยเหลือประชาชน ซึ่งสภากาแฟแถวกำแพงเพชร ซุบซิบกันว่า สมัยหน้า ส.ส.ไผ่ อาจส่งน้องชาย-ภูผา ลง ส.ส.เขต

‘ตกปลาในอ่าง’

ดังที่รู้กัน “สมศักดิ์” เป็นผู้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ในพื้นที่ จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก ซึ่งล้วนเป็นคนหน้าใหม่ มาจากนักการเมืองท้องถิ่น

กระแสลุงตู่มาแรง พลังประชารัฐ ชนะยกจังหวัดที่สนามพิจิตร และได้ 2 ที่นั่งจากสนามพิษณุโลกปัจจุบัน 3 ส.ส.พิจิตร ไม่ได้สังกัดกลุ่มสามมิตร โดย 2 คนไปอยู่ซุ้มธรรมนัส และอีกคนหนึ่งอยู่กับหิมาลัย ผิวพรรณ

ส่วน 2 ส.ส.พิษณุโลก อนุชา น้อยวงศ์ ยังอยู่กลุ่มสามมิตร และมานัส อ่อนอ้าย ไปสังกัดหิมาลัย ผิวพรรณ

กลุ่มสามมิตร เคยมี ส.ส.อีสานอยู่ 6 คนคือ สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ,เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา,ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ ,เชิงชาย ชาลีรินทร์ ส.ส.ชัยภูมิ ,สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี

วันนี้ ส.ส.อีสานสายสามมิตร เหลืออยู่ 3 คน ได้แก่เชิงชาย ชาลีรินทร์,สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส่วนที่เหลือไปเดินตามผู้กองธรรมนัส

จากการเคลื่อนย้ายของ ส.ส.พลังประชารัฐข้างต้น คงขยายความวลี “ผมไม่นิยมตกปลาในอ่าง” ของสมศักดิ์ ว่าชี้เป้าไปที่นักการเมืองคนใด

พปชร. ส่งสัญญาณบีบ “ประยุทธ์” ปรับใหญ่-ยุบสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485448

26 ก.ย. 2564

ศึกประลองกำลังยกแรกใน “พปชร” ยังไม่ทันไร แกนนำพรรคส่งสัญญาณ ปรับครม. แบบแหกประเพณี แอบชงคนใกล้ตัวนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ทั้ง “ประวิตร-ธรรมนัส-วิรัช” ไม่พอใจ ยังมี พ.ร.ก.ของรัฐบาล 3 ฉบับจ่อเข้าสภาฯ หากล่ม บีบ “ประยุทธ์” ต้องยุบสภา

ศึกในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ หลังการประลองกำลังระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพปชร.ผล ส.ส.เทมาข้างพล.อ.ประวิตร มากกว่า สะท้อนว่าบารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเข้าไม่ถึงส.ส.ในพรรค นี่จะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานลำบาก

เพราะการประลองกำลังยกแรกยังไม่ทันไร แกนนำในพรรคพปชร.ส่งสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรีออกมาอีกระลอก คราวนี้ มาแบบแหกประเพณีอย่างกรณี สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่แอบชงชื่อคนของตนเองเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ทั้ง สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ และณัฐพล โพธิพิพิธ

ไม่เพียงเท่านั้น สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลังก็เสนอชื่อ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี เป็นรัฐมนตรี ส่วน ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ เสนอชื่อ มณเฑียร สงฆ์ประชา เป็นรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน

เรื่องนี้ทำให้แกนนำพปชร.สายพล.อ.ประวิตร ทั้งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และวิรัช รัตนเศรษฐ ไม่พอใจเพราะการเสนอชื่อใครไปเป็นรัฐมนตรี ต้องเสนอผ่านที่ประชุมกรรมการบริหาร โดยมีพล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคเป็นคนพิจารณา จากนั้นส่งชื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปดำเนินการ นี่คือขั้นตอน

แต่การที่ 3 รัฐมนตรี คือสุชาติ สันติ และชัยวุฒิ แหกประเพณี สายตรงนายกฯทำไม่ถูกต้อง เลยทำให้ แกนนำพปชร.เตรียมหารือกับ 

พล.อ.ประวิตร เพื่อเรียกประชุมกรรมการบริหารที่มี25 คนรวมพล.อ.ประวิตร เป็น26 คนประชุมด่วนเพื่อหารือการปรับครม.

แน่นอนว่า สัดส่วนกรรมการบริหารทั้ง25 คน สายพล.อ.ประวิตร มี17 คน โหวตทีไรก็ชนะ และมีแนวโน้มว่า จะเสนอให้มีการล้างไพ่เกลี่ยตำแหน่งกันใหม่

เนื่องจากโควต้าแต่ละกลุ่มไม่สัมพันธ์กับจำนวนส.ส.ที่มี อาทิ สามมิตร มีส.ส.ประมาณ 20 แต่มี รัฐมนตรี3 คน กลุ่มสันติ มีส.ส.5 คน ขณะที่ สุชาติ มีส.ส.ในสังกัด3 ส่วนชัยวุฒิ มีแค่2 คนกับภรรยาเท่านั้น

ว่ากันว่ากลุ่มพล.อ.ประวิตร มีส.ส.45-50 คนแต่ปัจจุบัน มีเพียง อธิรัช รัตนเศรษฐ เป็นรมช.คมนาคมเพียงคนเดียว เพราะร.อ.ธรรมนัส และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถูกปลด

และเมื่อกรรมการบริหารมีมติก็จะส่งรายชื่อการปรับครม.ครั้งใหญ่ไปให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการวัดใจกันอีกรอบ หากพล.อ.ประยุทธ์ ยอมปรับครม.ตามโผที่พรรคพปชร.ส่งมา ทุกอย่างก็จบ สภาก็จะเต็มไปด้วยความราบรื่น แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอาตาม ปัญหาจะตามมาทันที

ทีแน่ๆคือ สภาจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุม และจำนวนเสียงส.ส.ที่จะต้องใช้โหวตรับรอง พ.ร.ก.ของรัฐบาล3ฉบับที่จ่อเข้าขอความเห็นชอบจากสภา หากเสียงไม่ถึง241 ก็มีอันจบกัน นายกฯต้องยุบสภาสถานเดียว

ประกอบกับการประชุมพรรคพปชร.ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะเลขาธิการพรรคได้แจ้งให้ส.ส.เตรียมพร้อมในการเลือกตั้งเพราะอาจมีการยุบสภา และขณะนี้คะแนนนิยมของ พปชร.ตำต่ำมาก ถึงขนาดจะแพ้พรรคก้าวไกล มันเมือนเป็นสัญญาณส่งไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ โดยตรงว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ ยังบริหารแบบนี้ หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยดำเนินการเรื่องงบประมาณให้ส.ส.ในพื้นที่ โอกาสที่จะแพ้เลือกตั้งนั้นมีเสียง พูดภาษาชาวบ้านก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ทำให้คะแนนนิยมของพรรคพปชร.ตกต่ำ

แน่นอนว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีทางเลือกหลายทาง หากต้องการเป็นนายกฯต่อไปก็ต้องยอมตามพปชร.เพราะต้องใช้เสียงส.ส.ในสภา แต่หากไม่ต้องการไปต่อ มีทางเดียวคือไม่ทำตามที่พปชร.ขอให้ปรับครม. นั่นหมายถึงว่าก็ต้องยุบสภา

เช่นเดัยวกับพพรรคพลังประชารัฐ สุดท้ายหากการร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคแกนนำ ไม่ได้ประโยชน์อะไร และนายกฯไม่ยอมปรับครม.ตามที่เสนอไป พรรคพปชร.อาจจะประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล แล้วไปเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในสถานะของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่มีทางจะบริหารต่อไปได้ เท่ากับบีบให้ยุบสภานั่นเอง

“เจาะประเด็นร้อน” ชวนอ่าน อัตลักษณ์ของผู้คนในชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485438

26 ก.ย. 2564

“เจาะประเด็นร้อน” ชวนอ่าน อัตลักษณ์ของผู้คนในชายแดนใต้ โดยท่านอาจารย์โคทม อารียา ศึกษาผ่านการดำเนินชีวิตของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความหลากหลาย

ความขัดแย้งในชายแดนใต้ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่ก็ได้เริ่มลดระดับความรุนแรงเรื่อยมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตโควิด -19 และหลังจากที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นประกาศว่า ในช่วงที่โควิด – 19 ระบาด จะหยุดกิจกรรมต่าง ๆ เว้นแต่ว่าจะถูกฝ่ายความมั่นคงกระทำก่อน หมายถึงการหยุดยิงโดยฝ่ายบีอาร์เอ็นฝ่ายเดียวอย่างมีเงื่อนไข แต่ดูเหมือนว่าทางการจะไม่ให้ความสำคัญแก่การประกาศดังกล่าว

เหตุการณ์รุนแรงระยะนี้มักเกี่ยวกับการปิดล้อมตรวจค้นที่ลงเอยด้วยการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยที่ยิงต่อสู้ จนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจหลายเหตุการณ์ เช่น เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ที่อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย ผู้ต้องสงสัยถูกวิสามัญฆาตกรรม 2 ราย ยอมมอบตัว 1 ราย  ก่อนการยิงปะทะกัน ผู้ต้องสงสัยได้ทำคลิปและแพร่ภาพทางโซเชียลมีเดียเพื่อสั่งลา

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีการปะทะกันเป็นเวลา 7 วัน หลังจากที่การเจรจายืดเยื้อไม่เป็นผล การปะทะครั้งสุดท้ายทำให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 2 ราย ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีพี่น้องตระกูลหลำโส๊ะ 3 คน พี่ใหญ่ชื่อ นายบูคอรี หลำโส๊ะ ยังไม่ถูกจับกุม และน้องฝาแฝด คือ นายรอซาลีและนายซอบรี พวกเขาทั้งสามคนเป็นทีมปฏิบัติการทีมสำคัญที่เรียกขานกันว่า “ทีมปัตตานี”

ในช่วงที่ผ่านมา ทีมนี้ก่อเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง น้องสุดท้องคือนายซอบรีถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ที่อำเภอหนองจิก ส่วนแฝดพี่คือนายรอซาลีถูกวิสามัญฯเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564

 บทความของผมนี้ขออนุญาตใช้หนังสือชื่อ “มลายูที่รู้สึก” เขียนโดยศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ มาอ้างอิงในปกหลังของหนังสือเล่มนี้ มีการยกข้อความจากบทนำที่เขียนโดยนิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ มาพิมพ์ไว้ ความว่า ประวัติศาสตร์ที่ตอบโต้การบิดเบือนของรัฐไทยนั้น วนเวียนอยู่กับความคิดและการกระทำของชนชั้นนำกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น หาได้ขยายลงมาถึงประชาชน “นายู” ทั่วไปไม่ การต่อสู้ “ถ้าจบลงที่ชัยชนะเด็ดขาดของรัฐไทย ประชาชนชาว “นายู” ก็ยังเหมือนเดิม ถ้าจบลงด้วยชัยชนะของผู้ต่อต้านรัฐไทย ปาตานีดารุลสลาม ไม่ว่าจะเป็นรัฐเอกราชใหม่ หรือเขตปกครองพิเศษ หรือเขตปกครองตนเอง ประชาชน “นายู” ก็ดูจะยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชนชั้นนำใหม่เท่านั้น” 

นิธิมีมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ที่ทอดไกลไปสู่อนาคต อนาคตคืออดีตที่ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างที่คิด แม้อนาคตทางการเมืองอาจเปลี่ยนได้เร็วกว่าก็ตาม แต่ศรยุทธผู้เขียนหนังสือ “มลายูที่รู้สึก” มีมุมมองในเชิงมานุษยวิทยา เขาได้ฝังตัวเพื่อทำวิทยานิพนธ์อยู่ในกำปงของชาวนายู (ย่อจากมลายู) เพื่อศึกษาเชิงสังเกตชีวิตความเป็นอยู่ของคนในกำปง สังเกตว่าความรุนแรงมีผลกระทบต่อชีวิตอย่างไรในภาพเล็ก ๆ ของหมู่บ้าน ข้อค้นพบ (ที่ผมสรุปเอง) ก็คือ ความรุนแรงทำให้อัตลักษณ์เชิงเดี่ยว (single identity) ของความเป็น “นายู” และความเป็น “สิแย” (สยาม) เด่นชัดเหนืออัตลักษณ์อื่น ๆ อัตลักษณ์เชิงเดี่ยวอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง แม้ว่าความสัมพันธ์บนพื้นฐานของอัตลักษณ์อื่น ๆ ของมนุษย์อาจจะยังเหมือนเดิม คือไม่รุนแรง 

จากการใช้ชีวิตในกำปง ศรยุทธมีเรื่องราวมาเล่าไว้ในหนังสือของเขาหลายเรื่อง ผมขอนำมาเล่าสู่กันฟังสัก 3 เรื่อง

เรื่องแรกมีชื่อว่า “มันยากที่จะเป็นนายู” เรื่องที่เล่าเกิดขึ้นในปี 2548 เมื่อบรรยากาศความหวาดระแวงได้ปกคลุมชีวิตประจำวัน ศรยุทธเล่าว่า “ผมกำลังว่ายน้ำในบริเวณชายหาดหน้ากำปง … ผมเห็นแต่สีแดงระเรื่อในฝั่งตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดิน … ผมจึงรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่ง … บริเวณชายหาดมีคนรอผมอยู่แล้วสองคน หนึ่งในนั้นพูดแข่งกับเสียงลมที่เริ่มกรรโชก ทำนองให้ผมรีบกลับบ้านทันที เพราะมรสุมกำลังจะเข้า … ขณะที่ผมวิ่งฝ่าพายุฝนเข้าบ้านพัก มรสุมลูกนั้นได้พัดเข้ามาในบริเวณอ่าว … ส่งผลให้คลื่นกลืนเรือลำหนึ่งม้วนหายไปต่อหน้าต่อตาชาวประมงทุกคนที่กลับคืนฝั่งทัน ทุกคนยืนยันว่าเห็นเจ้าของเรือลำนั้นกับลูกชายกำลังลอยคออยู่กลางทะเล … จึงช่วยกันโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากตำรวจน้ำ ซึ่งมีเรือลำใหญ่สามารถต้านลูกคลื่นได้ แต่คู่สายปลายทางพยายามบ่ายเบี่ยงและปฏิเสธการมาช่วยเหลือ … ทุกคนเห็นชายเจ้าของเรือหมดแรงและถูกคลื่นกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ส่วนลูกชายที่อยู่ในวัยหนุ่มสามารถว่ายกลับขึ้นฝั่งได้อย่างหวุดหวิด …” ในร้านน้ำชา ชายคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยสีหน้ายากจะบรรยายว่า “คนนายูไม่มีสิทธิ์นะสิ ยิ่งคนนายูจน ๆ ยิ่งไม่มีสิทธิ์ … หากมีเรือใหญ่มาช่วย อย่างน้อยก็น่าจะรอดชีวิต แล้วตอนนี้ ลูกกับเมียของเขาจะอยู่กันยังไง”
เรื่องเล่าต่อไปมีชื่อว่า “ตัดขาดจากความทรงจำ” ศรยุทธเล่าว่า “ผมมีโอกาสได้รู้จักกับก๊ะ (พี่สาว) ระห์ เนื่องจากเธอเป็นสะใภ้ “ออแฆสิแย” (คนสยาม) ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามหลังจากแต่งงานกับลูกชายคนโตของครอบครัวที่ผมขอแบ่งเช่าห้อง … เธอมักเอ่ยให้ผมฟังถึงความรู้สึกดีใจที่ได้เจอ “ออแฆสิแย” เพราะเมื่อก่อนก๊ะระห์คือ “ออแฆสิแย” แต่ตอนนี้เธอคือ “ออแฆนายู” กระนั้น ญาติพี่น้องฝั่งไทยพุทธของเธอก็ยังไปมาหาสู่กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อใกล้เทศกาลสงกรานต์ … ทว่า สงกรานต์ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วที่ไม่มีการเชื้อเชิญจากญาติพี่น้องไทยพุทธ ก๊ะระห์ยังคงปลอบใจตัวเองมาตลอด 3 ปีว่า “เขาคงเป็นห่วงก๊ะมั้ง กลัวว่าเดินทางไป ๆ มา ๆ จะเกิดอันตราย” … ทว่า สงกรานต์มีเรื่องเล่าว่าวัยรุ่นมุสลิมบางคน แอบไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่บ้านชุมชนไทยพุทธ บางคนแอบไปดื่มเหล้ากับญาติมิตรต่างศาสนา และร่วมพูดคุยอย่างสนุกสนานจนต้องค้างแรมอยู่หลายคืนกว่าจะกลับเข้ามาในชุมชนอีกครั้ง วัยรุ่นกลุ่มนี้มักถูกโต๊ะอิหม่ามและโต๊ะครูตำหนิว่าเป็นพวกเกเร ไม่สนใจหลักคำสอนทางศาสนา ขณะที่บรรดาเถ้าแก่หลายคนในชุมชนเตือนผมว่า “แบ (พี่ชาย) อย่าเข้าไปคลุกคลีกับมันเชียวนะ เดี๋ยวของจะหาย เผลอ ๆ มันจะยิงแบตอนไหนก็ไม่รู้” แต่ผมกลับรู้สึกว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้น่าสนใจทีเดียว วัยรุ่นผู้เป็นหัวโจกบอกผมว่า “ญาติห่าง ๆ ที่เป็นไทยพุทธของผมบอกว่า เมื่อก่อนคนนายูตีกลองในขบวนชักพระเก่ง ทำขนมหวานก็อร่อย ปู่ของผมเป็นนายูก็ร้องตะลุงเก่ง แถมยังเข้าทรงได้ด้วย … ผมคิดว่าจะเรียนศาสนาก็ต่อเมื่อจิตใจของผมพร้อม … แบก็เอาแต่วิจัย … รู้มั้ย สาเหตุที่คนมันตายก็เพราะมันชอบแบ่งเป็นพวกนายูกับพวกสิแย อย่างที่แบสนใจนั่นแหละ
 

ผมมักใช้เวลาบางส่วนไปกับการทำความเข้าใจมุมมองและวิธีคิดของเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ … รวมไปถึงการเข้าร่วมกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะการเล่นฟุตบอลในช่วงเย็นของทุก ๆ วัน …

กระทั่งวันหนึ่ง ผมกลับจากไปสัมภาษณ์ผู้อาวุโสคนหนึ่งในเวลาที่สายเกินกว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกีฬาได้ทัน ผมจึงตัดสินใจไปสนามบอลทันทีทั้งที่นุ่งโสร่ง … ทว่า ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักก่อนที่ผมจะเลี้ยวรถเข้าไปในสนาม ผมจึงอาศัยศาลาริมทางแห่งหนึ่งเป็นที่หลบฝนชั่วคราว คนที่หลบฝนอยู่ก่อนแสดงอาการหวาดกลัวและหลบไปอยู่อีกมุมหนึ่งของศาลาอย่างเห็นได้ชัด … ขณะนั้น หมาของคนในกลุ่มได้เดินเข้ามาและพยายามเลียขาผมซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะหลบ จึงยิ่งสร้างความงุนงงให้แก่คนไทยพุทธกลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง

“เป็นคนไทยใช่ไหม” ชายคนหนึ่งซึ่งแขวนจตุคามรามเทพอยู่เต็มคอ ท่าทางและการแต่งตัวคล้ายตำรวจเป็นคนถามขึ้น เมื่อได้รับคำตอบว่า “ใช่” จากผม

คำถามจำนวนมากได้ประดังเข้ามา อาทิ ทำไมถึงนุ่งโสร่ง มาที่นี่ทำไม นอนที่ไหน มากับใคร ชายผู้แต่งตัวคล้ายตำรวจเริ่มตบปืนที่แนบเอวเบา ๆ บางคนถามออกมาว่า ทำไมมาอยู่กับมุสลิม ที่นี่ไม่มีใครเขาไว้ใจโจรหรอก กลับบ้านไป ไม่ต้องกลับมา บางคนมอบให้ผมเป็น “ไอ้ไทยทรยศ” และมีอยู่คนหนึ่งทำท่าจะสั่งหมาตัวเดิมให้เข้ามากัดผม … ชายคนหนึ่งพยายามไล่ให้ผมออกไปโดยไร้เยื่อใย ขณะที่กำลังตัดสินใจก้าวขาออกไปจากศาลา ผมพลันคิดขึ้นได้ว่า ชะตาของผมในวันนี้เกิดขึ้นมาจากการขีดเส้นแบ่งทางชาติพันธุ์ สัญลักษณ์อย่างโสร่งกลายเป็นตราประทับ “ความเป็นมุสลิม” เพียงหนึ่งเดียวซึ่งดึงความไม่ไว้วางใจออกมาอย่างตัดขาดจากสายสัมพันธ์ในอดีต เมื่อก่อนคนไทยพุทธก็นิยมนุ่งโสร่งและไปมาหาสู่กับมุสลิมอยู่เสมอ

เรื่องสุดท้ายที่จะขอเล่ามีชื่อว่า “(ภูมิปัญญา)ท้องถิ่นกับการจัดการความขัดแย้ง” องค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่งเข้ามากระตุ้นให้สมาชิกในชุมชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มสหกรณ์และกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อจัดการเงินที่ต้องกู้ยืมจากรัฐบาลอีกทอด จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มซึ่งมีทัศนะต่างกันในการบริหารจัดการเงิน เมื่อเงินก้อนแรกอนุมัติสำหรับจัดซื้อที่ดินและปลูกสร้างที่อยู่อาศัย แกนนำของคนกลุ่มแรกเสนอว่าควรให้สหกรณ์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหม่ ดีกว่าจัดเป็นแปลง ๆ ที่เอกชนถือกรรมสิทธิ์ เขายังเสนอให้เน้น “วิถีเรียบง่าย” เช่น บ้านต้องเป็นบ้านไม้ทรงท้องถิ่น ไม่มีรั้ว และต้องมีพื้นที่ใช้สอยสาธารณะ เป็นต้น 

แกนนำของกลุ่มที่สองคนหนึ่งเสนอ “วิถีครอบครัว” ให้แต่ละครอบครัวถือกรรมสิทธิ์ที่จะส่งต่อถึงลูกหลานได้ กติกาในการสร้างบ้านต้องยืดหยุ่นได้ การแบ่งเนื้อที่ของที่ดินให้เป็นไปตามความสามารถในการผ่อนชำระเงินที่กู้ผ่านสหกรณ์ หลังการโต้เถียงกันเดือนกว่า ก็ได้ข้อยุติซึ่งประสมทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน คือ แบ่งที่ดิน 1 ใน 3 เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ห้ามสร้างรั้ว เจ้าของบ้านจะปลูกบ้านทรงใดก็ได้ การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคอยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มแรก ส่วนกลุ่มที่สองจะช่วยจัดหาวัสดุก่อสร้าง โครงการได้ดำเนินไปท่ามกลางข่าวลือว่าอีกฝ่ายหนึ่งโกงบัญชีและยักยอกเงิน ฯลฯ

แต่อันที่จริง สมาชิกของทั้งสองฝ่ายมีเงินไม่เพียงพอสำหรับผ่อนชำระคืนรัฐบาลในแต่ละเดือน ซ้ำร้าย โครงการไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณก้อนถัดไป เพราะประเมินว่าการเงินไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะเกณฑ์การชำระหนี้รายเดือน ทำให้สมาชิกหลายคนต้องกู้เงินจากบรรดาเถ้าแก่ในกำปงเพื่อนำมาชำระหนี้

บ้านผมได้กลายเป็นสถานที่ที่คนทั้งสองกลุ่มต่างแวะเวียนมาระบายความรู้สึกให้ผมฟังแทบทุกวัน ผมเริ่มรู้สึกอึดอัดเพราะคนทั้งสองกลุ่มล้วนเคยช่วยเหลือผมในยามเก็บข้อมูลเท่า ๆ กัน ทั้งยังไม่เคยแบ่งเป็นสองกลุ่มในลักษณะนี้มาก่อน ผมจึงนัดทั้งสองฝ่ายเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า ผมไม่ต้องการเป็นที่ระบายทุกข์อีกต่อไป พอถึงวันนัด มีตัวแทนของสองกลุ่มประมาณ 6 คนมาพบผม เป็นชายล้วน ท่าทางจริงจัง ชวนให้จินตนาการถึงการวิวาทกันด้วยกำลัง ผมอธิบายว่า “ผมไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครถูก ใครผิด ผมเป็นคนนอก ทุกคนให้ความช่วยเหลือผมมาตลอด ทำไมแบไม่ให้สภาซูรอ (มักประกอบด้วย โต๊ะครู โต๊ะอิหม่ามและผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพนับถือในกำปง) หรือโต๊ะอิหม่ามเป็นคนตัดสินล่ะ” ท่ามกลางการยืนกราน “ของดออกเสียง” ของผม สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี ชายทั้ง 6 คนทุ่มเถียงกันเองถึงขั้นออกอาการท้าตีท้าต่อย ชายคนหนึ่งขว้างรองเท้าไปถูกหัวของอีกฝ่ายหนึ่ง แม่บ้านในบริเวณข้างเคียงตะโกนเรียกให้คนเข้ามาช่วยผมแยกคนทั้งสองกลุ่มออกจากกัน พ่อค้าปลาซึ่งเพิ่งเข็นรถเข้ามาลานบ้านสบถออกมาดัง ๆ ถึงความไม่มีหลักศาสนาอยู่ในหัวใจ ผมได้ยินแว่ว ๆ ถึงการใช้สันติวิธี การประนีประนอม และการมอบความรักแก่กัน

ตลกร้ายคือ 2 ใน 6  คนนี้ คนหนึ่งเป็นครูสอนศาสนาในกำปง ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นสมาชิกในสภาซูรอ


ผมเขียนบทความนี้ด้วยความเชื่อว่าคนคนหนึ่งมีหลายอัตลักษณ์ เป็นสมาชิกในหลายกลุ่ม มีบทบาทหน้าที่ต่างกันในต่างกรรมต่างวาระ แต่พอมีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทถึงขั้นรุนแรง จะถืออัตลักษณ์เชิงเดี่ยวที่ทำให้เห็นว่าคนที่ถืออัตลักษณ์ขัดแย้งในเหตุการณ์เป็นศัตรู เรื่องเล่าเรื่องแรกชวนให้สันนิษฐานว่าตำรวจน้ำคนที่อยู่เวรยาม เห็นว่าไม่ควรต้องลำบากลำบนไปช่วยคนที่ถืออัตลักษณ์นายู  

ในเรื่องเล่าเรื่องที่สอง ชาวไทยพุทธกลุ่มหนึ่งเห็นควรขับศรยุทธ์ออกจากศาลาท่ามกลางสายฝน เพราะทรยศอัตลักษณ์สิแยโดยการสวมโสร่ง

ส่วนเรื่องที่เพิ่งเล่านี้ ชาวนายูด้วยกัน พอฝ่ายหนึ่งถืออัตลักษณ์ “วิถีเรียบง่าย” ส่วนอีกฝ่ายถืออัตลักษณ์ “วิถีครอบครัว” ที่ต่างก็สมมุติขึ้นท่ามกลางความยากจนและการขาดแคลน พวกเขาก็พร้อมที่จะประทุษร้ายกัน และโยนตำนานเรื่อง “ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการความขัดแย้ง” ทิ้งไป

หนังสือ “มลายูที่รู้สึก” ยังมีเรื่องเล่าและบทความที่น่าสนใจ ควรแก่การหามาอ่านอีกหลายเรื่องหลายบท และจะเป็นการช่วยสนับสนุนปาตานีฟอรัม ให้พิมพ์หนังสือดี ๆ มาให้อ่านกันอีกหลาย ๆ เล่ม

เช็คจังหวะก้าว”คุณหญิงสุดารัตน์” ตัวแปรทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485411

26 ก.ย. 2564

นิด้าโพลล่าสุด เผยชื่อ “คุณหญิงสุดารัตน์” ติดกลุ่มอันดับสามจากคำถามประชาชนควรสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ชื่อ”หญิงหน่อย” ปรากฎขึ้นมาดูสอดคล้องจังหวะเจ้าตัวขยันเดินสายโกอินเตอร์และหารือระดับบิ๊กในประเทศเพื่อหวังให้ถึงฝั่งฝัน /เจาะประเด็นร้อน อสนีบาต

เมื่อวันที่ 26  ก.ย.64  “นิด้าโพล”ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 3/2564”  โดยมีการสอบถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้

ผลการสำรวจมีความน่าสนใจ  ส่วนใหญ่หรืออันดับหนึ่ง ตอบว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ระบุว่า เป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เพราะ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหาได้ดี ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

“และอันดับ 3 หรือ 11.15  % ระบุว่าเป็น “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เพราะ ที่ผ่านมาเคยบริหารงานได้ดี มีผลงานที่โดดเด่น ใส่ใจประชาชน และมีประสบการณ์การทำงาน”

…”อสนีบาต”…มองผลการสำรวจครั้งนี้ อยากโฟกัสมาที่อันดับสามนี่หล่ะ ที่มีชื่อ ” คุณหญิงหน่อย” ปรากฎขึ้นมา ถึงกับแซงหน้า น้องใหม่ทางการเมือง อย่าง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคที่ยังสาละวนอยู่กับการปฏิรูปสถาบัน  

กรณีของ “คุณหญิงหน่อย” ที่ถูกเอ่ยถึงขึ้นแท่นติดชาร์ตบ็อกซ์ออฟฟิศ คงเป็นจังหวะของความขยันสร้างกิจกรรมทางการเมืองผ่านหน้าสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะกับการไปทัวร์อเมริกาจับไม้จับมือคนโน้นคนนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 


คราวนี้มาดูกัน  “พรรคไทยสร้างไทย”ภายใต้การนำของ“คุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์”แตกตัวย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยเพราะความขัดแย้งกับแกนนำสายตรงครอบครัวชินวัตรมาขึ้นโครงด้วยตัวเอง โดยรวบรวมอดีตส.ส.-นักการเมืองท้องถิ่น-คนรุ่นใหม่จากหลากพรรคหลายกลุ่มการเมืองมาเป็นหมากตัวใหม่บนกระดานการเมืองไทยนั้น

“คุณหญิงหน่อย” จะขยับไปถึงฝั่งฝันได้หรือไม่…

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย

หากประเมินสถานการณ์แล้ว แน่นอนว่า”คุณหญิงหน่อย”จะยืนฝั่งประชาธิปไตย(แต่ไม่ล้มสถาบัน) โดยกินแต้มร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในตอนนี้และอาจเจาะคะแนนจากพรรคร่วมรัฐบาลได้บ้าง

มีการงัดสูตรคำนวณตามแบบฉบับ คุณหญิงหน่อยหวังได้ผู้แทนฯ 50 ชีวิต เพื่อมีอัตราต่อรองทางการเมือง

แต่มองแล้ว โอกาสเป็นพรรคขนาดกลาง (20ส.ส.ขึ้นไป)คือบันไดขั้นสูงสุดของพรรคน้องใหม่พรรคนี้ และขั้นต่ำสุดคือพรรคสิบที่นั่ง(ประเมินจากรายชื่อสมาชิกพรรคในช่วงนี้ที่ปรากฏตามสื่อและสื่อออนไลน์)

พิจารณาบนหน้ากระดานการเมือง  “พรรคไทยสร้างไทย”ภายใต้การนำทัพของ“คุณหญิงหน่อย” ถือเป็นตัวแปรหนึ่งบนสนามการเมืองในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่หากชิงพื้นที่ส.ส.ทั้งสองระบบได้ตามตัวเลขคาดการณ์ 


ฐานเสียงหลักที่คุณหญิงหน่อยวางไว้คือบางเขตเลือกตั้งของสนามกทม.,ภาคอีสานบางจังหวัด(ขอนแก่น,อุดรธานี),ภาคเหนือบางจังหวัด(เชียงราย)

หมากเกมของ“คุณหญิงหน่อย” คือ ออกไปพบมวลชนให้มากที่สุด,คอมเมนท์รัฐบาลในจังหวะที่ก้าวพลาด, ขยับออกสื่อหลากแขนงเพื่อแสดงความเห็นทางการเมืองในทุกห้วงโอกาส

คุณหญิงสุดารัตน์ไปท่องเที่ยวสหรัฐกับครอบครัวพร้อมกับใช้โอกาสเดินสายพูดคุยสว.สหรัฐคุณหญิงสุดารัตน์ไปท่องเที่ยวสหรัฐกับครอบครัวพร้อมกับใช้โอกาสเดินสายพูดคุยสว.สหรัฐ

อีกทั้งการบินไปสหรัฐอเมริกาเพื่อไปขอความช่วยเหลือเรื่องวัคซีนโควิด-19 จากรัฐสภาสหรัฐฯ โดยมิวายเหน็บรัฐบาลไทยเพื่อเอาแต้มทางการเมือง แต่ก็โดนขั้วรัฐบาลย้อนศรแบบทันควัน(จริงๆแล้ว คุณหญิงหน่อยมีวาระไปพักผ่อนที่ต่างประเทศในช่วงเวลานี้เป็นประจำทุกปี และคราวนี้ก็เช่นกัน โดยคุณหญิงหน่อยได้ฉวยจังหวะทุบรัฐบาลไทยและสร้างราคาว่า“คุณหญิงหน่อย”ก็อยู่ในระดับนักการเมืองชั้นอินเตอร์เช่นกัน)

คุณหญิงสุดารัตน์ พบหารือกับ วุฒิสมาชิก มิตต์ รอมนีย์ แห่งรัฐยูทาห์  อดีตผู้ว่าการรัฐเมสซาชูเซตส์ และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ของพรรคริพับลิกัน เมื่อปี2012คุณหญิงสุดารัตน์ พบหารือกับ วุฒิสมาชิก มิตต์ รอมนีย์ แห่งรัฐยูทาห์ อดีตผู้ว่าการรัฐเมสซาชูเซตส์ และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ของพรรคริพับลิกัน เมื่อปี2012

และเวทีแรกที่จะวัดกระแสคุณหญิงหน่อยคือสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เพราะตอนนี้ว่าที่ผู้สมัครส.ก.หลายเขตของพรรคนี้เปิดตัวแล้ว  สืบทราบมาด้วยว่า “คุณหญิงหน่อย”จะส่งครบห้าสิบส.ก.และส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ด้วย โดยไม่รั้งไมตรีกับพรรคเพื่อไทยที่ค่อนข้างชัวร์แล้วว่าจะส่งแค่ผู้สมัครส.ก. และหนุน”ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์” (อดีต1ใน3แคนดิเดตชิงนายกฯของพรรคเพื่อไทยร่วมกับ“คุณหญิงหน่อย”และชัยเกษม นิติสิริ ) เข้าชิงเก้าอี้ประมุขเสาชิงช้า

แน่นอนว่าคุณหญิงหน่อยกับเจ้าของฉายารมต.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีนั้น ย่อมไม่มีทางลงรอยให้กันเป็นแน่แท้และจะตัดแต้มกันเองเพราะฐานคะแนนมาจากแหล่งเดียวกัน

ตรงนี้คนมุมตรงข้ามจะได้เปรียบไปอีกระดับหนึ่ง  และมีข้อมูลทางลับแจ้งว่าคุณหญิงหน่อย”ดีลลับ”กับว่าที่ผู้สมัครฯผู้ว่าฯ กทม.ไปแล้วบางคน และยังเปิดโต๊ะคุยกับ”อดีตสี่กุมาร”แห่งพปชร.เกี่ยวกับอนาคตทางการเมือง

การหารือเบื้องต้น “คุณหญิงหน่อย”ยังไม่ตกลงใดๆกับใคร แต่ในอีกแง่มุม พบว่า สนามเมืองหลวงนั้น ว่าที่ผู้สมัครส.ก.ในปีก”คุณหญิงหน่อย” อาศัยชื่อ”พรรคไทยสร้างไทย”ลงสมัคร เพราะจริงๆแล้ว เป็นการฝากเลี้ยงไว้จากใครบางคน และยังมีกระแสว่าหากบรรดาคนฝากเลี้ยงเข้าวินได้นั้น “10 ส.ก.เท่ากับหนึ่งเก้าอี้รองผู้ว่าฯกทม. “จะเกิดขึ้นหรือไม่

แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็น  คือ”ทุนการเมือง”ที่จะนำมาขับเคลื่อนพรรคที่“คุณหญิงหน่อย” วางเป้าหมายไว้ว่าจะมาจากไหนกันแน่

แน่นอนว่ากองเชียร์จะช่วยกันออกเงินหนุนกันเอง  แต่ความจริงแล้วจะพอเพียงในการปักธงระดับชาติได้หรือ  เพราะถ้าบอกว่าการเมืองต้องไม่ใช้กระสุนดินดำ ก็ไม่ตรงกับความจริงเสียทีเดียว

จึงมีกระแสข่าวตามมา “คุณหญิงหน่อย”ไปหารือกับอดีตนายพลบางคนเพื่อการดำเนินการในอนาคตบางสิ่งบางอย่าง


ครั้น“คุณหญิงหน่อย”จะขอ”แรงหนุน”จากคนไกลบ้านก็ใช่ที่ เนื่องจากย้ายสำมะโนครัวออกมาแล้ว ครั้นจะบริหารจัดการเองชนิดทุ่มหมดหน้าตักเลิกคิดได้เลย หรือหากจะเปิดหมวกรับบริจาคใช่ว่าจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับภารกิจทั้งบนดิน-ใต้ดิน

ดังนั้น น่าสนใจว่ากระแสว่า“คุณหญิงหน่อย”ไปหารือกับอดีตนายพลบางคนเพื่อการดำเนินการในวันข้างหน้านั้น  “คุณหญิงหน่อย”  พูดคุยกับ อดีตนายพลชื่ออะไร -ขั้วไหน-มีขุมกำลังเพียงใด

เอาไว้ว่างๆจะมาขยายความการเคลื่อนไหวของ“คุณหญิงหน่อย”ให้สังคมติดตามในบทต่อไป