ลุ้น”ครม.”เคาะขยายเพดานหนี้สาธารณะ -เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 -ปรับภาษีบุหรี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484633

21 ก.ย. 2564

จับตา”ครม.”เคาะขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 70 เปิดช่องกู้เพิ่มได้อีก 1 ล้านล้านบาท -ลุ้น การท่องเที่ยวฯ ชง “ครม.”เห็นชอบโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ด้าน ก.เกษตรฯ เสนอโผแต่งตั้งระดับ 10 อธิบดีกรมหลายตำแหน่ง-คลังชงปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น

การประชุม “คณะรัฐมนตรี” (ครม. )ในวันนี้( 21 ก.ย. ) มีวาระที่น่าสนใจหลายเรื่อง

กระทรวงการคลัง จะเสนอให้ที่ประชุม “ครม.”พิจารณาปรับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 70 เปิดช่องให้รัฐบาลมีโอกาสออกฎหมายกู้เงินสำหรับใช้รับมือโควิดและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกเหนือจากแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบ 2565 ได้อีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เรื่องการกู้จะต้องดูความเหมาะสมของสถานการณ์ไม่จำเป็นว่าเมื่อขยายเพดานหนี้แล้วจะต้องกู้เพิ่มแน่นอน เพราะขณะนี้รัฐบาลยังเหลือกรอบเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน อีกกว่า 4.2 แสนล้านบาทให้ใช้ได้ ส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปี 64 จะปิดที่ร้อยละ 58.96

 ส่วนอีกวาระ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเสนอที่ประชุม”คณะรัฐมนตรี” เห็นชอบโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 

ทั้งนี้โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 คาดว่า จะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนได้ในวันที่ 24 กันยายน 2564  และขณะนี้เว็บไซต์ เราเที่ยวด้วยกัน.com มีการโพสต์ เตรียมพบกับโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟสใหม่เร็ว ๆ นี้แล้ว

ซึ่งสิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกันนั้น พบว่า สิทธิที่พักเหลือจำนวน 5,000,000 สิทธิ และสิทธิตั๋วเครื่องบินเหลือ 2,000,000 สิทธิ

สำหรับการลงทะเบียนนั้น มีเงื่อนไขคือ มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน โดยประชาชนจะได้รับสิทธิเมื่อลงทะเบียนสำเร็จ และใช้จ่ายในโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวได้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น จังหวัดตามทะเบียนบ้านของผู้ใช้สิทธิ

ส่วนประชาชนที่เคยลงทะเบียนโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 1 และ 2 แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนรับสิทธิใหม่สามารถใช้สิทธิที่คงเหลือต่อได้
 

ส่วนประชาชนที่เคยลงทะเบียนโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 1 และ 2 แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนรับสิทธิใหม่ สามารถใช้สิทธิที่คงเหลือต่อได้

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ส่วนอีกวาระหนึ่งที่น่าสนใจ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ10 หลายตำแหน่ง เข้าสู่การพิจารณาในการประชุม “ครม.”

โดยคาดว่า จะมีการเสนอ รายชื่อ  นายประยูร อินสกุล  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ด้านนายเข้มแข็ง  ยุติธรรมดำรงค์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  

นอกจากนี้มีข่าวว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอให้กระทรวงการคลังนำโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เสนอให้ที่ประชุม “ครม.” พิจารณาในวันนี้ เพื่อจะได้มีเวลาให้ “ครม.” พิจารณาตัดสินใจ หากมีข้อปัญหาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงก็จะมีเวลาพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปได้ทัน และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ปีนี้

ทั้งนี้กรมสรรพสามิตได้มีการพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยเกิดในอดีต และตอบโจทย์ใน 4 เรื่องหลัก คือ

1.ด้านสาธารณสุข 2. ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 3. ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และ 4. ด้านการดูแล บริหารจัดการบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอม

ภายใต้โจทย์ทั้ง 4 เรื่องนี้ โครงสร้างภาษีใหม่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ค้าบุหรี่บางกลุ่มต้องการ เพราะว่ามีข้อเสนอที่สุดโต่ง แต่โดยภาพรวมภาระภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น เพราะภาษีใหม่ต้องตอบโจทย์ทั้ง 4 เรื่องหลักดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีวาระพิจารณาร่างพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 พ.ศ. คาดว่าเป็น การคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาดูแลผู้ป่วยเนื่องจากสถานการณ์ โควิด-19

เลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ “ประชาธิปัตย์” ไม่ได้เปรียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484609

20 ก.ย. 2564

รองโฆษก ปชป. ยืนยัน “ประชาธิปัตย์” ไม่ได้เปรียบจากบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่เสนอแก้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ชี้เป็นสิทธิพรรคการเมืองยื่นศาลตีความหากรวมเสียงได้ครบ

วันที่ 20 กันยายน 2564 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองขนาดเล็กกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นศาสรัฐธรรมนูญให้ตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมที่ผ่านความเห็นชอบในวาระ 3 จากรัฐสภาแล้ว ว่า เป็นสิทธิของพรรคเล็กที่สามารถยื่นได้หากสามารถรวบรวมเสียงได้เพียงพอตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 แต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เปรียบจากการแก้ไข แต่ที่ผลักดันเพื่อต้องการให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เพื่อสิทธิเสรีภาพในการใช้สิทธิในการเลือกพรรคการเมืองและตัวบุคคล

“คนจะมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ เพราะการจะชนะหรือแพ้การเลือกตั้งมันอยู่ที่การตัดสินใจของพี่น้องประชาชนไม่ใช่อยู่ที่บัตรใบเดียวหรือบัตรสองใบ 

และผมยืนยันว่าการแก้บัตร 2 ใบ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เปรียบไม่ได้ประโยชน์จากการแก้ไข เราไม่ได้คิดว่าเราได้เปรียบแล้วเรามาผลักดัน แต่เราคิดว่ากลไกในการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในการใช้สิทธิของพี่น้องประชาชน”รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์เคารพในกระบวนการตรวจสอบ เคารพในความพยายามที่จะผลักดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งหากพรรคขนาดเล็กสามารถรวมเสียงได้ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็ยินดีด้วย

แต่จะรวมเสียงได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเห็นของสมาชิกรัฐสภาว่าจะร่วมลงชื่อหรือไม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่มีความเห็นและไม่ได้ร่วมลงชื่ออยู่แล้ว

จับตา พรุ่งนี้ ก.อ. เคาะผลสรุปวินัย “เนตร นาคสุข” ปมสั่งคดี”บอส วรยุทธ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484611

20 ก.ย. 2564

จับตา พรุ่งนี้ ประชุม คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.)เคาะผลสรุปสอบสวนความผิดวินัย “เนตร นาคสุข” อดีตรองอัยการสูงสุด ปมสั่งไม่ฟ้อง บอส วรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนดาบตำรวจเสียชีวิต ส่วนอีกเรื่อง วงศ์สกุล อดีตอัยการสูงสุด ขอลาออกไม่ขอเป็นอัยการอาวุโส

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันพรุ่งนี้( 21 ก.ย.) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารเอ ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ เวลา 9.00น. คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) จะมีวาระประชุมพิจารณา ผลสรุปการสอบสวนฯคณะกรรมการชุดที่มีนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานสอบ “นายเนตร นาคสุข”

กรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยาหรือบอส  หลังจากที่มีการเลื่อนประชุม ก.อ.จากวันที่ 10 ก.ย. โดยสาเหตุเลื่อนประชุมเนื่องจากเอกสารสรุปผลสอบที่จะต้องส่งให้คณะกรรมการ ก.อ.บางคนยังไม่ได้รับ มีผลทำให้ ก.อ.บางคนได้รับเอกสารช้าโดยที่เอกสารมีเป็นร้อยหน้าทำให้ไม่สามารถอ่านเอกสารได้ทัน

มีกระแสข่าวถึงผลการสรุปสำนวนว่า “นายเนตร” มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง เพราะไม่พบการทุจริต แต่เป็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ลงโทษด้วยการงดบำเหน็จหรือไม่เลื่อนขั้นเป็นระยะเวลา 2 ปี และไม่เสนอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอัยการอาวุโส

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสอบสวนได้เคยเชิญ “นายเนตร” มาสอบและให้ถ้อยคำเสร็จเรียบร้อยซึ่ง “นายเนตร” ให้การกับคณะกรรมการสอบสวนว่าสั่งคดีไปตามข้อเท็จและพยานหลักฐานในสำนวนรวมทั้งมีคำสั่งไปตามอำนาจหน้าที่ตามขอบเขตของกฎหมาย

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ นายวิชา มหาคุณ อดีต กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวภายหลังมีกระแสข่าวกรณีคณะกรรมการสอบสวนขั้นต้น ชุดที่มี นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ เป็นประธาน ที่สรุปผลสอบสวนว่า “นายเนตร นาคสุข” อดีตรองอัยการสูงสุด มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง กรณีสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส คดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต จนทำให้ นายบอส รอดทุกข้อหา  ออกมาแสดงความเห็นว่า ทราบจากข่าวที่นำเสนอออกมาแล้ว ซึ่งก็พอคาดเดาได้ เนื่องจากหน่วยงานสอบสวนกันเอง ก็อาจมีความเกรงใจกัน มีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้อง

อย่างไรก็ตาม จากกระแสข่าวดังกล่าวที่สรุปว่า ไม่ผิดวินัยร้ายแรงนั้น ก็ไม่อยาก ติเรือทั้งโกลน เพราะยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. จึงอยากให้สังคมรอดูการพิจารณาของ ก.อ. ก่อน หลังจากนั้นจึงจะวิจารณ์ได้ตรงประเด็น เพราะขั้นตอนนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวนขั้นต้น ซึ่งต้องเสนอ ก.อ.พิจารณาอีกขั้นหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีวาระที่น่าสนใจคือ กรณีที่นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด(อสส.)ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ ไม่ขอเป็นอัยการอาวุโส ให้ทาง กอ. พิจารณาในวันพรุ่งนี้อีกด้วย

ด้านนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด (อสส.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวการลาออกจากการเป็นอัยการอาวุโสว่า  เรื่องการเป็นอัยการอาวุโส ของอัยการทุกคนเมื่ออายุครบ 65 ปี ก็จะเสนอให้เป็นอัยการอาวุโสทุกคนโดยอัตโนมัติ 

สำหรับผมคิดว่า ผมทำงานมา40ปี แล้ว รู้สึกเบื่อ รู้สึกพอแล้ว อยากจะพักผ่อนเลยแจ้งความประสงค์ ไม่ขอเป็นอัยการอาวุโสมาราว 2 สัปดาห์ก่อน ก็ต้องมีการนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ(ก.อ.) เพื่อพิจารณาวันที่ 21 กันยายนนี้

ประกาศ พ.ร.บ.งบประมาณปี 65 วงเงิน3.1ล้านล้านบาท มีผลบังคับใช้ 1ต.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484608

20 ก.ย. 2564

“ราชกิจจาฯ” เผยแพร่ประกาศ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 วงเงินทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคมนี้

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.64 “ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่ ประกาศ พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ วงเงิน   3.1 ล้านล้านบาท  มีผลบังคับใช้วันที่ 1ตุลาคมนี้

ประกาศ พ.ร.บ.งบประมาณปี 65 วงเงิน3.1ล้านล้านบาท มีผลบังคับใช้ 1ต.ค.นี้ประกาศ พ.ร.บ.งบประมาณปี 65 วงเงิน3.1ล้านล้านบาท มีผลบังคับใช้ 1ต.ค.นี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม ของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด ๑ บททั่วไป

มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ให้ตั้งเป็นจำนวน รวมทั้งสิ้น ๓,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่จะระบุต่อไปในพระราชบัญญัตินี้

ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการและจำนวนเงิน ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ส านักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มี การโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

หมวด ๒ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง

มาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ให้ตั้งเป็นจำนวน ๕๘๗,๔๐๙,๓๓๖,๙๐๐ บาท จำแนกดังนี้

(๑) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนิน และต้อนรับประมุขต่างประเทศ ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) ค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๓) ค่าใช้จ่ายตามโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ๒,๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๔) ค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ๑๖,๓๖๒,๐๑๐,๑๐๐ บาท

(๕) ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ๗๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๖) เงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
 

(๗) เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ๔,๓๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๘) เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ๓๑๐,๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๙) เงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ ๑๑,๕๔๗,๓๒๖,๘๐๐ บาท

(๑๐) เงินสมทบของลูกจ้างประจ า ๕๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๑๑) เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ ๗๒,๓๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๑๒) เงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๘๙,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

หมวด ๓ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ

มาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ ให้ตั้งเป็น จำนวน ๒๔,๒๖๐,๖๒๑,๒๐๐ บาท

อ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี65 ได้ที่นี่…… 

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ 

“ชวน” แจงเป็นเรื่องของนายกฯ ส่งตีความแก้ รธน. หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484571

20 ก.ย. 2564

ส่งตีความแก้ รธน. หรือไม่ “ชวน” ชี้เป็นเรื่องของนายกฯ และฝ่ายบริหาร ที่จะพิจารณาดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่พรรคเล็กยังไม่ยื่นชื่อส่งตีความ

ความคืบหน้าหลังรัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3  ก่อนประธานรัฐสภา จะเสนอให้ฝ่ายบริหารบ้านเมือง ซึ่งเป็นไปตามกลไกการออกกฏหมาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุดมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาจจะเสนอชื่อมาเพื่อขอให้ประธานรัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงขั้นตอนภายหลังรัฐสภา ลงมติให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ที่จะต้องรอ 15 วันก่อนส่งนายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า เมื่อครบกำหนด 15 วัน หลังรัฐสภา ให้ความเห็นชอบไป เมื่อ 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาแล้ว ก็จะส่งร่างรัฐธรรมนูญให้พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายชวน กล่าวอีกว่า ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มี ส.ส.จากพรรคการเมืองใด โดยเฉพาะจาก ส.ส.จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก เสนอชื่อมาเพื่อขอให้ประธานรัฐสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ

ส่วนที่นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเอง จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่นั้น นายชวน ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพียงแต่ระบุว่า เมื่อขั้นตอนของรัฐสภา เสร็จสิ้นแล้ว

ก็จะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปยังนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้น จึงจะเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และฝ่ายบริหาร ที่จะพิจารณาดำเนินการอย่างไรต่อไป

แจงแล้ว “รถไฟญี่ปุ่นมือสอง” รฟท.เผยซ่อมแซมเหมือนใหม่ คุ้มค่าแน่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484577

20 ก.ย. 2564

รฟท. ยันสามารถซ่อม”รถไฟญี่ปุ่นมือสอง” เนรมิตรให้มีประสิทธิภาพใช้งานได้ดีคุ้มค่า เผยโรงงานมักกะสันพร้อมปรับความกว้างล้อเป็น 1 เมตร เป็นขบวนท่องเที่ยวและเฟิร์สคลาสได้แน่ ด้านสาวิทย์ตั้ง 5 ประเด็นให้พิจารณา

ผู้สื่อข่าว”คมชัดลึก” รายงานว่า หลังจาก นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศไทย ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) รับบริจาค “รถไฟญี่ปุ่นมือสอง” โดยเสียค่าขนส่ง 42 ล้านบาท มองว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ เนื่องจากต้องมีการใช้งบประมาณมาปรับปรุงซ่อมแซม โดยเฉพาะขนาดของล้อ“รถไฟญี่ปุ่นมือสอง”และรางของไทยไม่รองรับกัน 

ล่าสุด “เพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย” ได้ออกมาชี้แจงโดยยืนยันว่า การรับบริจาครถไฟญี่ปุ่นมือสองครั้งนี้สามารถซ่อมแซมได้และถือเป็นความคุ้มค่า 

โดย”เพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย” แจกแจงเป็นข้อๆ ดังนี้ จากที่ บริษัท JR Hokkaido ได้มอบรถดีเซลราง จำนวน17 คัน ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

รถไฟญี่ปุ่นมือสองที่เคยได้รับบริจาครอการซ่อมแซม จอดทิ้งไว้ที่ศรีราชา ชลบุรีรถไฟญี่ปุ่นมือสองที่เคยได้รับบริจาครอการซ่อมแซม จอดทิ้งไว้ที่ศรีราชา ชลบุรี

โดย รฟท.รับผิดชอบเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายเท่านั้น โดยมีการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อหลายแขนง ในเรื่องความคุ้มค่าเพราะเห็นว่ารถไฟจากญี่ปุ่นได้ใช้งานมาแล้ว 30 – 40 ปี อีกทั้งมีขนาดความกว้างของล้อ 1.06 เมตร ขณะที่ รางรถไฟไทยมีขนาดกว้าง 1 เมตร ทำให้ รฟท. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงจำนวนมาก ซึ่งฝ่ายการช่างกล การรถไฟฯ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

เผยโฉมรถไฟมือสองญี่ปุ่นที่ไทยเคยได้รับบริจาคและปรับปรุงซ่อมแซมให้เหมือนใหม่ เผยโฉมรถไฟมือสองญี่ปุ่นที่ไทยเคยได้รับบริจาคและปรับปรุงซ่อมแซมให้เหมือนใหม่

ขนาดความกว้างของราง


ปัจจุบันในแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาค ใช้ขนาดความกว้างของรางรถไฟแตกต่างกันออกไป


เช่น ยุโรป และ จีนใช้ความกว้างของราง ขนาด 1.435 เมตร หรือเรียกว่า Standard Gauge ประเทศในแถบเอเชียใต้ เช่น ปากีสถาน บังคลาเทศ อินเดีย ใช้ความกว้างของรางขนาด 1.60 เมตร ซึ่งการกำหนดความกว้างของรางนั้น เป็นเรื่องของการใช้พื้นที่และการเชื่อมโยงกันในภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญ 


ขณะที่ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ส่วนมากใช้ความกว้างของรางขนาด 1.00 – 1.067 เมตร โดย รฟท.มีขนาดความกว้างของราง 1.00 เมตร ส่วนรถไฟญี่ปุ่นมีขนาดกว้าง 1.067 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นรางมาตรฐานเดียวกันคือ Narrow Gauge โดยความกว้างของรางขนาด 1.00 เมตร ของ รฟท. นั้น สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟของประเทศมาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่าได้ 

ขนาดความกว้างของล้อ


กรณีรถดีเซลราง จำนวน 17 คัน ของ JR Hokkaido ที่มอบมาให้นั้น รฟท. แค่นำมาปรับฐานล้อด้วยเครื่องอัดไฮดรอลิคที่โรงงานมักกะสันก็สามารถนำออกมาให้บริการได้ทันที ซึ่งการปรับปรุงสภาพรถและปรับขนาดความกว้างของฐานล้อเป็นเรื่องที่ศูนย์แผนงานและการผลิต โรงงานมักกะสัน ฝ่ายการช่างกล ดำเนินการเป็นปกติทางด้านวิศวกรรมเครื่องกลอยู่แล้ว โดยเฉพาะการปรับปรุงความกว้างของฐานเพลาล้อ
จาก 1.067 เมตร ให้เป็น 1.00 เมตร สามารถปรับได้มากถึง 2-3 คันต่อวัน 

สำหรับกรณีการดันล้อที่มีพิกัดความกว้าง 1.067 เมตร ไปใช้ในความกว้าง 1.00 เมตร ถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งในการซ่อมบำรุงล้อและเพลาตามปกติของ รฟท. แม้แต่รถโดยสารที่วิ่งให้บริการอยู่ในปัจจุบันก็ต้องมีการนำรถโดยสารเข้ามาตรวจสอบสภาพ ปรับฐานล้อให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เพื่อความปลอดภัยในการให้บริการ            

ความคุ้มค่า


ที่ผ่านมาในอดีต รฟท. เคยได้รับรถดีเซลรางและรถโดยสารปรับอากาศมาจาก JR West ประเทศญี่ปุ่น

ในปี 2540 จำนวน 26 คัน ปี 2542 จำนวน 28 คัน ปี 2547 จำนวน 40 คัน ปี 2553 จำนวน 32 คัน และรถโดยสารจากควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2538 จำนวน 21 คัน ซึ่ง รฟท. ได้นำรถที่ได้รับมอบเหล่านี้มาปรับความกว้างฐานเพลาล้อจาก 1.067 เมตร เป็น 1.00 เมตร ซึ่งหลังจากปรับปรุงแล้วสามารถนำมาให้บริการได้จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลากว่า 25 ปีแล้ว แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเองก็ตาม ได้มีการนำรถโดยสารที่ปลดระวางแล้วมาดัดแปลง ปรับปรุงให้เหมาะสมกับการให้บริการในด้านต่างๆ

รถไฟญี่ปุ่นมือสอง ผ่านการปรับปรุงซ่อมแซมสามารถวิ่งได้ รถไฟญี่ปุ่นมือสอง ผ่านการปรับปรุงซ่อมแซมสามารถวิ่งได้

เช่น การส่งเสริมภาพลักษณ์ สนับสนุนด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่ง รฟท. ได้นำรถโดยสารปรับอากาศ JR West ที่ได้รับ มาปรับปรุงดัดแปลงเป็นรถจัดเฉพาะเพื่อใช้ในกิจการรถไฟ อาทิเช่น ตู้ SRT Prestige และ SRT VIP Train (ขบวนรถหรูสีน้ำเงินเข้มคาดทอง รถไฟชั้นเฟิร์สคลาส) และเคยเป็นขบวนรถไฟที่ให้บริการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้เดินทาง และใช้ประชุม ครม.สัญจรหลายครั้ง

นอกจากนี้ ยังให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปในรูปแบบของขบวนรถท่องเที่ยว เช่น รถ OTOP Train อีกด้วย ถือเป็นขบวนรถไฟที่มีผู้โดยสารจองเช่าใช้บริการมากที่สุด เพราะมีความสวยงาม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันโดยในปีงบประมาณ 2562 รฟท. มีรายได้จากการให้เช่ารถไฟเฟิร์สคลาส และขบวนรถพิเศษรวมกว่า 10 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2563 เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รายได้ลดลงเหลือประมาณ 5 ล้านบาท

โรงงานรถไฟมักกะสันสามารถเนรมิตรถไฟญี่ปุ่นมือสองกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยวโรงงานรถไฟมักกะสันสามารถเนรมิตรถไฟญี่ปุ่นมือสองกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังนำรถ JR West บางส่วนมาปรับปรุงดัดแปลงเป็นรถแค้มป์คาร์ของฝ่ายการช่างโยธา รถ Power car รถสำหรับผู้พิการ Wheel chair ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ในการให้บริการแก่ประชาชนอีกด้วย และหากเปรียบเทียบกับการจัดซื้อใหม่แล้ว จะเห็นว่า รฟท. ประหยัดงบประมาณได้เป็นจำนวนมาก 

ส่วนรถโดยสารควีนแลนด์ ปัจจุบัน รฟท. ยังใช้ให้บริการในขบวนรถชานเมืองเป็นประจำทุกวัน โดยสังเกตุได้จากขบวนรถที่ทำจาก Stainless คาดสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นรถไฟที่ รฟท. ได้รับมาและดำเนินการซ่อมบำรุง และปรับปรุงความกว้างของฐานล้อทั้งสิ้น ซึ่งยังสามารถใช้การได้เป็นอย่างดี  

สำหรับรถโดยสารปรับอากาศ 10 คันที่ JR Hokkaido มอบมาก่อนหน้านี้ รฟท. มีแผนจะดัดแปลงเป็นขบวนรถท่องเที่ยว ซึ่งในขณะนี้ได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนการปรับปรุงความกว้างของฐานล้อ จาก 1.067 เมตรเป็น 1.00 เมตร เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันจอดอยู่ที่ ศรีราชา และ รฟท. อยู่ระหว่างประกาศการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อทำการดัดแปลงเป็นขบวนรถท่องเที่ยว ตามที่มีการร่วมมือกับ ทาง TCDC และมีการวางแผน ทางการตลาดไปก่อนหน้านั้น ส่วนขบวนรถ ดีเซลราง Kiha183 จำนวน 17 คันล่าสุดนั้น หลังจากรับเข้ามาแล้ว จะต้องทำการปรับปรุงให้เหมาะสมและเป็นปตามแผนงานตามมาตรฐาน ของ รฟท. โดยคาดว่าจะสามารถทยอยนำออกให้บริการได้ ภายในต้นปี 2565 

อะไหล่ซ่อมบำรุง

ส่วนประเด็นการนำเข้าอะไหล่ซ่อมบำรุงนั้น เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
รถไฟ รวมถึงรถจักร และรถโดยสาร ดังนั้น การซ่อมบำรุงรถจักรล้อเลื่อน ส่วนใหญ่ ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น และยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ รถไฟฟ้า ทั้ง BTS และ BEM ก็ล้วนใช้อะไหล่นำเข้าทั้งสิ้น 

แจงแล้ว "รถไฟญี่ปุ่นมือสอง" รฟท.เผยซ่อมแซมเหมือนใหม่ คุ้มค่าแน่แจงแล้ว “รถไฟญี่ปุ่นมือสอง” รฟท.เผยซ่อมแซมเหมือนใหม่ คุ้มค่าแน่

ด้านนายสาวิทย์  แก้วหวาน  ประธานสหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศไทย  เปิดเผยว่า สำหรับรถดีเซลรางที่ทางบริษัท JR Hokkaido ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเดินรถของประเทศญี่ปุ่น ได้มอบให้การรถไฟฯ ถือเป็นความร่วมมือและการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างการรถไฟฯ และบริษัทในเครือ JR ที่มีมาอย่างยาวนาน

โดยการรถไฟฯ มีหนังสือตอบรับมอบรถดีเซลราง ตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. 2560 แต่ติดปัญหาเรื่องการขนย้ายจึงทำให้ล่าช้ามาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับบริษัท JR Hokkaido จึงได้ว่าจ้างบริษัททำการขนย้ายรถไฟทั้ง 17 คัน ซึ่งจากการตรวจสอบสภาพตู้รถโดยสารในเบื้องต้น ขบวนรถดีเซลรางอยู่ในสภาพดีได้รับการดูแลบำรุงรักษาจากทางญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากที่การรถไฟฯ ได้รับมอบตู้โดยสารแล้วจะมีการเข้าไปตรวจสอบด้านความปลอดภัย และนำมาดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานอีกครั้ง

เบื้องต้นคาดว่าจะนำตู้โดยสารดังกล่าวมาปรับปรุงเพื่อใช้ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายสาวิทย์ ขอตั้งประเด็นให้พิจารณาต่อดังนี้ 1.การจัดหารถมาให้บริการประชาชน ผู้โดยสารเป็นเรื่องที่ดี และควรเร่งดำเนินการ รถใหม่ที่ รฟท.สั่งไปเช่นหัวรถจักรตั้งแต่ปี 54 แต่จะส่งมอบปีหน้า รถดีเซลรางประมาณ 180 คันก็ถูกท้วงติงจากหลายฝ่ายตอนนี้เรื่องอยู่ที่สภาพัฒน์ ยังซื้อไม่ได้

2.แต่การนำมาก็ต้องประเมินว่า คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ทั้งเรื่องค่าขนส่ง ค่าอากร ค่าดัดแปลงเพลาล้อให้สามารถวิ่งบนรางของไทย และการปรับปรุงทั้งระบบ ช่วงล่าง ช่วงบน ภายในตัวรถ และอะไหล่ในระยะยาว เราจะเอามาจากไหน คงต้องซื้อจากญี่ปุ่น แต่เมื่อเขาเลิกใช้การเขาจะผลิตอยู่มั๊ย(เพราะรุ่นนี้ส่วนมากมีเครื่องยนต์)รวมค่าจอดรถคอยในเขตท่าเรือรอการปรับปรุงแคร่…ต้องคำนวณให้ดี

3.รถที่ รฟท.รับมาเป็นรถที่ใช้งานมาเกือบ 40 ปีจะมีปัญหากับความปลอดภัยที่อาจจะตามมาหรือไม่ 

4.มีตู้โดยสารรถไฟเก่าๆ ของ รฟท.เองที่ตัดบัญชี และอยู่ระหว่างการตัดบัญชีมีอยู่มีใช้น้อยที่จอดกระจายอยู่ตามสถานีต่างๆ ปัดฝุ่นนำมาปรับปรุงดัมั๊ย อายุการใช้งานพอๆกัน เป็นบริการท่องเที่ยวไม่ต้องวิ่งเร็วมาก 90 กม/ชม.น่าจะคุ้มค่ากว่า

5.รัฐบาลควรหันมาให้ความสำคัญกับการรถไฟในการจัดงบประมาณซื้อรถใหม่ รองรับกับเทคโนโลยี่อนาคต เป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าซึ่งก็จะสอดคล้องกับการการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืนของ UN ที่เราเรียกย่อๆว่า SDG

6.รัฐบาลควรวางแผนระยะยาวในการวิจัย ผลิตรถไฟใช้เอง สนับสนุน สร้างวัฒนธรรมให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะโดยระบบราง

“ศรีสุวรรณ” แจ้งเอาผิด “คาร์ม็อบ” ชี้ สร้างความเดือดร้อน คนกทม.ไม่ควรวางเฉย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484501

20 ก.ย. 2564

“ศรีสุวรรณ จรรยา” ขึ้น สน.ทองหล่อ แจ้งความเอาผิด ณัฐวุฒิ – สมบัติ แกนนำจัดชุมนุม “คาร์ม็อบ” ท้าทายกฎหมาย กระทำผิดหลายข้อหา ประชาชนที่เดือดร้อนสามารถแจ้งความได้พื้นที่ ที่เส้นทางม็อบ ผ่านไป ชี้ คน กทม.ไม่ควรวางเฉย

20 ก.ย.2564  นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ กล่าวโทษ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำ นปช. นายสมบัติ บุญงามอนงค์  หรือ บก.ลายจุด และพวก ซึ่งเป็นแกนนำในการจัดชุมนุม  คาร์ม็อบ ที่บริเวณแยกอโศกมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ชุมนุม เคลื่อนขบวนไปตามเส้นทางต่างๆ จนถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ศรีสุวรรณ แจ้งความ คาร์ม็อบ 19 กันยาศรีสุวรรณ แจ้งความ คาร์ม็อบ 19 กันยา

โดยนายศรีสุวรรณ ระบุว่า การนัดชุม คาร์ม็อบ ดังกล่าว เป็นการกระทำการที่ท้าทายกฎหมาย  ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง กระทบความมั่นคง การแพร่กระจายของโควิด-19 และก่อปัญหาการจราจร อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ อันมิอาจปล่อยให้เป็นเยี่ยงอย่างของสังคมต่อไปได้ 

คาร์ม็อบ 19 กันยาคาร์ม็อบ 19 กันยา

อ่านข่าวที่น่าสนใจ

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายข้อหา อาทิ ความผิดตามข้อกำหนดในข้อ 2 ซึ่งห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ที่ออกตามความใน มาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 32) และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 31 ส.ค.64 ความผิดตาม ม.34(6) แห่ง พรบ.โรคติดต่อ 2558 ความผิดฐานกีดขวางการจราจร ตาม มาตรา 43  พรบ.จราจรทางบก 2522 ความผิด ตาม มาตรา19 ประกอบ ม.57 แห่งพรบ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2535 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 มาตรา 215 มาตรา 216 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป  หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

คาร์ม็อบ 19 กันยาคาร์ม็อบ 19 กันยา

ทั้งนี้ การชุมนุมดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก การอ้างว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองนั้นไม่สามารถอ้างได้ เพราะเป็นข้อยกเว้นเว้น ตาม มาตรา 34 ที่กำหนดให้เอาผิดได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของ ประชาชน การที่บุคคลทั้งสองคนมาเป็นแกนนำและร่วมการชุมนุมกับแนวร่วมต่างๆในครั้งนี้ จึงเป็นการกระทำที่รัฐธรรมนูญไม่ให้การคุ้มครอง 

คาร์ม็อบ 19 กันยา คาร์ม็อบ 19 กันยา

การชุมนุม คาร์ม็อบ เกิดขึ้นหลายพื้นที่ความรับผิดชอบทางคดีของหลายสถานีตำรวจตั้งแต่ สน.ทองหล่อ ไปตลอดเส้นทางของการเคลื่อนขบวนจนถึงถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สน.สำราญราษฎร์ การแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อเอาผิด คาร์ม็อบ  ประชาชนที่เดือดร้อนสามารถร่วมกันไปแจ้งความได้ทุกสถานีตำรวจที่เส้นทางม็อบดังกล่าวผ่านไป ซึ่งประชาชนคน กทม.ไม่ควรวางเฉย ไม่เช่นนั้นบุคคลเหล่านี้ก็จะย่ามใจออกมาก่อความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อนให้กับบ้านเมืองไม่จบไม่สิ้น เราต้องทำให้กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เพราะสังคมจะสงบสุขได้ก็เพราะทุกคนเคารพกฎหมายนั่นเอง นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

Over 3 million Myanmar peoples fully vaccinated against Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006479


YANGON—–The Ministry of Heath reported that 3.471 million of Myanmar people already have been fully vaccinated against Covid-19 as being of September 18th.

The report also said that Myanmar had signed an agreement with China aiming to purchase 24 million of Sinopharm vaccines. If the Sinopharm Covid-19 jab will arrive in Myanmar, the government will be offering the Sinopharm vaccine to 12 million populations aged between 40 and 64. 

Yangon Region started Covid-19 vaccinations for the 55-64 age group on September 18th with the use of China-made Sinopharm vaccine.

Moreover, two million of Covid-19 vaccines being purchased from Russia will be arriving in Myanmar this month. 

Myanmar launches Covid-19 vaccination program since the beginning of January.

World Health Organization already allows China-made Sinopharm and Sinovac Covid-19 vaccines for use of emergency case. The WHO also recommended that above aged 18 people can get two kinds of Sinopharm and Sinovac Covid-19 vaccines.

In Myanmar, 36.9 million people who are above 18 years are being given COVID-9 jab. Up to September 18, there are 3.471 million people who completed full doses, and 1.624 million people who completed single dose of COVID-19 according to the Ministry. 

In addition to the priority groups, COVID-19 jabs will be given to ethnic armed forces and IDP camps according to the Ministry of Health.

In the past, priority was given to above 65 years of age and now it has extended to above 55 years, disable, ethnic armed forces, refugee camps and IDP camps and people with underlying diseases.

Published : September 22, 2021

HCM City to allow fully vaccinated tourists to revive travel industry #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006478


HCM CITY — People in HCM City will be allowed to travel if they have received a second dose of a COVID-19 vaccine at least two weeks earlier or were infected and recovered from the disease.

The city Steering Committee for COVID-19 Prevention and Control has listed this among safety requirements for tourists to allow tourism businesses to resume operations.

They apply to accommodation establishments, tour operators and outdoor tourist attractions though only in areas deemed to be at low risk of COVID infection.

The businesses need to meet all 10 safety criteria issued by authorities, and failure to meet even one will result in closure.

They must provide hand disinfection products and a convenient hand-washing place with clean water and soap for both staff and tourists.

All surfaces touched by people should be disinfected and cleaned at least once a day.

Tourist attractions with outdoor activities can only operate at 30 per cent capacity.

Staff coming into direct contact with tourists and outsiders (such as tour guides, ticket staff and drivers) must have had both vaccine shots at least two weeks prior to resumption of work or a certificate of recovery from COVID, and have to be tested once every three days.

Unvaccinated staff can only work online.

All employees and tourists must strictly follow the Ministry of Health’s 5K safety message: khẩu trang (face mask), khử khuẩn (disinfection), khoảng cách (distance), không tụ tập (no gathering), and khai báo y tế (health declaration).

ADVERTISEMENT

Tourists aged above 18 must furnish documents showing they were fully vaccinated at least two weeks before arrival or have recovered from COVID.

People below 18 need a negative COVID rapid test obtained within 48 hours before arrival. 

The Steering Committee for COVID-19 Prevention and Control will review and finalise the criteria based on the pandemic status.

The criteria are expected to help gradually revive the tourism market after a long hiatus due to the pandemic, starting with city tours before expanding to inter-provincial ones.

The city has recently trialled tours to Cần Giờ and Củ Chi districts. — VNS

Published : September 22, 2021

[Malaysia] 80 per cent vaccination target met ahead of target date #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006477


PUTRAJAYA: Malaysia has fully vaccinated 80% of the adult population in the country, ahead of its October target.

“Congratulations! Malaysia has achieved 80% full vaccination of the adult population,” Datuk Seri Ismail Sabri Yaakob declared on Twitter yesterday.

The Prime Minister also reminded the people to continue in their efforts in fighting Covid-19. According to the CovidNow website, 79.6% or 18,646,795 of the country’s adult population has been fully vaccinated as at noon, Sept 21.

It also said that 93.1% of the adult population or 22,097,565 individuals have received at least their first dose.

Under the National Covid-19 Immunisation Programme, the original target for Malaysia to reach the 80% fully vaccinated adult population was October.

Cumulatively, 40,664,674 doses have been administered.

Meanwhile, Health Minister Khairy Jamaluddin said the country’s next mission is to track the remaining 20% who have not been inoculated.

“At 1300hrs today (yesterday), Malaysia reached its target of fully vaccinating 80% of its adult population.

“Even though our initial target was to vaccinate 80% adults, now JKJAV (the Special Committee on Access Guarantee to Covid-19 Vaccine Supply) will strive to track the 20% who have yet or refuse to be vaccinated,” said Khairy in a retweet of Ismail Sabri’s post.

Khairy is the co-chairman of the Covid-19 Immunisation Task Force.

Published : September 22, 2021