อาถรรพ์โคราช “เนวิน” เป็นรอง “อุ๊งอิ๊ง” พ่ายซ้ำย้ำแผลเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/541124

ขุนน้ำหมึก

17 ม.ค. 2566

อาถรรพ์โคราช “เนวิน” เป็นรอง “อุ๊งอิ๊ง” พ่ายซ้ำย้ำแผลเดิม

ผ่าสมรภูมิโคราช “เนวิน” กับบุรีรัมย์โมเดล ล้มเหลวที่เมืองย่าโม ไม่เข้าเป้ามา 2 หน และหนใหม่เสี่ยงสูง แบรนด์ “อุ๊งอิ๊ง” ติดตลาด บวกได้ทีมบ้านใหญ่แป้งมัน เสริมทัพ

ด่านหน้าอีสาน “เนวิน” หวังยึดโคราชเป็นที่มั่นใหญ่ แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน สมัยหน้าฝ่ากระแส “อุ๊งอิ๊ง” จะซ้ำรอยปี 2554 แถมตอนนี้ สูญเสียแม่ทัพแป้งมัน

กรณีศึกษา“เนวิน”กับบุรีรัมย์โมเดล อาจล้มเหลวที่โคราช เมื่อแบรนด์“อุ๊งอิ๊ง”เริ่มติดตลาด และทีม พท.ก็ได้บ้านใหญ่แป้งมันเสริมทัพ 

วันที่ 17 ม.ค.2566  วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ยังยืนยันว่า ป่วยจริง ไม่ได้ย้ายพรรค และตัวเขาเองวางมือจริงๆ ส่วนเรื่องครอบครัวนั้น ก็ต้องพิจารณาว่าเขตทับซ้อนกันหรือไม่

สำหรับคนชายขอบโคราช ค่อนข้างรับรู้กันแล้วว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า เสี่ยแป้งมัน-วีรศักดิ์ แยกทางกับ เนวิน ชิดชอบ เป็นที่แน่นอนแล้ว เพียงแต่ผู้เล่นในสนามจะสลับหน้ากัน โดยเสี่ยแป้งจะถอยไปอยู่หลังม่าน ปล่อยให้ภรรยา ลูกชาย และหลานชาย ได้กระโจนลงสังเวียนเลือกตั้ง


นับว่าเป็นข่าวไม่สู้ดีกับครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ เพราะการสูญเสียตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” ไปอยู่ฝั่งพรรคเพื่อไทยนั้น ย่อมสร้างปัญหาต่อพรรคภูมิใจไทยโดยตรง 

จังหวัดนครราชสีมา เป็นสมรภูมิใหญ่ รองลงมาจากกรุงเทพมหานคร เพราะมีประชากร 2.6 ล้านคน แบ่งการปกครองออกเป็น 32 อำเภอ 289 ตำบล 3743 หมู่บ้าน 

การเลือกตั้งครั้งใหม่ นครราชสีมา จะมี ส.ส.เพิ่มจาก 14 เป็น 16 คน ซึ่งในเวลานี้ พรรคการเมืองใหญ่ได้เริ่มเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กันไปบ้างแล้ว

ที่น่าจับตาคือ การจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา ของเพื่อไทย จะมีโฉมหน้าออกมาเป็นอย่างไร เมื่อคนในตระกูลเสี่ยแป้งมัน ตัดสินใจสวมเสื้อสีแดงลงสนาม

ครูใหญ่เนวิน เคยส่งผู้สมัคร ส.ส.ในสีเสื้อ ภท.ลงชิงเมืองย่าโม มา 2 ครั้ง และได้ ส.ส.ครั้งละ 3 คน ส่วนครั้งหน้า เจอปัญหาใหญ่ มีความสุ่มเสี่ยงสูงที่จะได้ ส.ส.ต่ำกว่าสองครั้งแรก

 กำนันฮอลล์-อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล ลูกชายเสี่ยแป้งมัน วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล จะลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทยกำนันฮอลล์-อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล ลูกชายเสี่ยแป้งมัน วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล จะลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย

‘บทเรียนครูใหญ่’

การเลือกตั้งปี 2566 “เนวิน” ต้องมาเจอกับกระแส “อุ๊งอิ๊ง” เหมือนปี 2554 คนเสื้อแดงโคราช คลั่งกระแสยิ่งลักษณ์ สั่งสอนภูมิใจไทย ล้มช้างแปรพักตร์หลายเขต

ปี 2554 เนวิน มอบให้ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย ที่แหกค่ายทักษิณมาพร้อมกัน เป็นแม่ทัพโคราช จัดทีมลงสมัคร ส.ส.ในนามภูมิใจไทย

เวลานั้น มีอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อแผ่นดิน มาสวมเสื้อ ภท.ลงสนาม บุญจงก็ตั้งเป้าไว้ 6 ที่นั่ง และสุดท้าย เพื่อไทยกวาดไปได้ 8 ที่นั่ง และค่ายเนวินได้แค่ 3 ที่นั่ง

มีนักการเมืองท้องถิ่นหน้าใหม่ ค่าย พท. ขี่กระแสยิ่งลักษณ์ สร้างปรากฏการณ์ล้มช้าง(อดีต ส.ส.โคราช) ไปถึง 6 เขต หลังจากนั้น บุญจงก็ถอนตัวจากค่ายสีน้ำเงิน

ปี 2561 เนวิน ชิดชอบ ส่ง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้ามาเจรจากับเสี่ยแป้งมัน-วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล จนได้ข้อสรุปว่า จะร่วมกันจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา

นอกจากนี้ อนุทินยังดึง นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา มาเสริมทีมโคราช ตามมาด้วยระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา


การรวมตัวของบ้านใหญ่ 3 ซุ้ม ทำให้เกจิการเมืองฟันธงว่า ค่าย ภท.ต้องได้ ส.ส.เกิน 7-8 ที่นั่ง แต่เอาเข้าจริงก็ได้ 3 ที่นั่งเท่าทุน (แยกเป็นสายเนวิน 1 คน และสายแป้ง 2 คน)

‘สีแดงจะกลับมา’

สมัยที่แล้ว เพื่อไทยไม่มีแม่เหล็กอย่าง “อุ๊งอิ๊ง” พลพรรค “เนวิน” ก็ยังทำได้แค่ 3 ที่นั่ง ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งใหม่ ค่าย ภท.มีความเสี่ยงสูง ที่จะได้ ส.ส.ต่ำกว่าครั้งที่แล้ว

การเลือกตั้งปี 2562 ในสนามโคราช พรรคเพื่อไทยได้ 4 ที่นั่งคือ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ,โกศล ปัทมะ ,ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ และสุชาติ ภิญโญ ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมาย

ปัจจุบัน ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา ไปบ้างแล้ว อาทิ สุพงษ์พิช รุ่งเป้า ,วัฒนะชัย สืบศิริบุษย์ ,ณัฐจิรา อิ่มวิเศษ ,โกศล ปัทมะ ,ศิรศักดิ์ เลิศด้วยลาภ และพชร จันทรรวงทอง ลูกชายประเสริฐ ส่วน สุชาติ ภิญโญ ได้ย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย 

ทีมเพื่อไทยโคราช กำลังรอการจัดทีมใหม่ เมื่อคนในตระกูลหวังศุภกิจโกศล และนักการเมืองท้องถิ่น สังกัดหน่อย-ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา เตรียมตบเท้าเข้ามาร่วมงานกับค่ายสีแดง
 

เมื่อสีเสื้อ ภท.ไม่ตอบโจทย์คนโคราช บ้านใหญ่แป้งมันจึงเลือกไปอยู่ค่าย พท. ตามสไตล์บ้านใหญ่เลือกได้  
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ           โดย … ขุนน้ำหมึก 

พลังป้อม “ธรรมนัส” จับคู่ “วิรัช” จัดทัพยึดเบ็ดเสร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/541060

ขุนน้ำหมึก

17 ม.ค. 2566

พลังป้อม “ธรรมนัส” จับคู่ “วิรัช” จัดทัพยึดเบ็ดเสร็จ

ยุคใจบันดาลแรง สิงห์เหนือ “ธรรมนัส” หวนคืนคู่ “วิรัช” เสืออีสาน ขุนพลแก้วเคียงกายประวิตร จัดทัพผู้สมัคร ส.ส.ทั่วไทย ตั้งเป้าตัดแต้ม ภท. สกัด รทสช.

สิงห์เหนือ “ธรรมนัส” ควงคู่ “วิรัช” เสืออีสาน ขุนพลแก้วเคียงกาย พล.อ.ประวิตร จัดทัพเจาะ ส.ส.เขต แตะมือ พท. ตัดแต้ม ภท.

พปชร.ยุคใจบันดาลแรง “ธรรมนัส” เตรียมเดินสายทั่วไทย “วิรัช” จัดเต็มกลยุทธ์แอร์วอร์-กราวนด์วอร์ ปั้นประชานิยมลุงป้อม

ไม่เหนือความคาดหมาย กรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และ วิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เขียนสคริปต์ละครการเมืองเรื่อง พาลูกกลับบ้าน ที่เวทีลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง อ.เมือง จ.พะเยา ช่วงเย็นวันที่ 16 ม.ค.2566 

นับแต่มีข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ลำปาง และจ.พะเยา ทางทีมงานผู้กองคนดัง ก็แจกข่าวล่วงหน้าว่า ร.อ.ธรรมนัส จะยกคณะ ส.ส.เศรษฐกิจไทย ไปต้อนรับ พล.อ.ประวิตร ที่เมืองพะเยา


เมื่อถึงฉากสำคัญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เดินขึ้นบนเวที พร้อม ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย 6-7 คน ถือพวงมาลัยไปคารวะ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค พปชร. ระหว่างนั้น วิรัชถือไมค์ยืนพากย์อยู่ด้านล่าง

“ลุงป้อมเปรียบเหมือนพ่อ วันนี้ลูกกลับมาบ้าน มาช่วยพาบ้านพลังประชารัฐให้เข้มแข็ง..ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกไว้เลยว่า ลูก ๆ กลับมาบ้านแล้ว พ่อดีใจมากเลยครับ หุงข้าวไว้รอแล้ว”

อันที่จริง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เริ่มเปิดตัวว่า จะกลับพรรค พปชร. ครั้งแรกที่เวทีการประชุมใหญ่ของสภาประชาชน 4 ภาค อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เมื่อปลายปี 2565 โดยอ้างว่า พล.อ.ประวิตร ส่งมาเป็นตัวแทนเพื่อพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกร 

ว่ากันว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้ามาประจำการที่บ้านป่ารอยต่อฯ มาระยะหนึ่ง เพื่อจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ โดยร่วมคิดร่วมวางแผนกับวิรัช รัตนเศรษฐ และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ดังนั้น การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ในภาคเหนือ และภาคกลาง บางจังหวัด ก็คือ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย ที่ผู้กองธรรมนัสเคยจัดทัพไว้แล้ว เพียงแต่เปลี่ยนสีเสื้อเท่านั้น

  ร.อ.ธรรมนัส เล่นใหญ่ ต้อนรับ พล.อ.ประวิตรที่พะเยาร.อ.ธรรมนัส เล่นใหญ่ ต้อนรับ พล.อ.ประวิตรที่พะเยา

‘ดีลลับพะเยา’

การกลับมาของ “ธรรมนัส” ทำให้ พล.อ.ประวิตร สบายใจขึ้นเยอะ ไม่กังวล ส.ส.ที่ย้ายออกไปอยู่พรรคอื่น เพราะผู้กองเมืองพะเยากับ “วิรัช” จะมาจัดทัพใหม่เพื่อให้ได้ ส.ส.ตามเป้า 100 คน

สำหรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คงไม่กังวลเรื่องสนามเลือกตั้ง จ.พะเยา ทั้ง 3 เขต เพราะพรรคเพื่อไทย จัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.พะเยา ไม่ใช่สายแข็งมากนัก

เขต 1 พื้นที่ของ ร.อ.ธรรมนัส ทางเพื่อไทย ก็ยังไม่ประกาศว่า จะส่งใครลงสนาม ส่วนอรุณี ชำนาญยา อดีต ส.ส.พะเยา หลังจากแพ้ธรรมนัส ก็หายหน้าไปเลย

เขต 2 เพื่อไทยส่ง พล.ต.ต.ธรรมนูญ มั่นคง อดีตนายตำรวจสาย ตชด. ที่ลงสมัคร ส.ส.พะเยา แทน วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา ที่จะขยับขึ้น ส.ส.บัญรายชื่อในสมัยหน้า

ส่วนเขต 3 อำนาจ วิชัย อดีตเลขานุการนายก อบจ. พะเยา ที่จะลงแข่งกับ จีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา พี่ชายภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัส ก็ดูไม่เด่นมากนัก


คนแถวกว๊านพะเยา จึงวิจารณ์กันว่า เพื่อไทยจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.แบบนี้ ดูจะสอดรับกับข่าวลือเรื่องดีลลับเพื่อไทย จับมือ พปชร. ตั้งรัฐบาล
 

‘ขุนศึกคู่ใจป้อม’

สมรภูมิอีสาน พล.อ.ประวิตร ก็วาดหวังไว้พอควร เพราะ “วิรัช” และ “ธรรมนัส” จะมาช่วยกันจัดทีมผู้สมัคร ส.ส. โดยมีเป้าหมายเจาะพื้นที่สีแดงให้ได้ 

อย่าลืมว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยที่เป็นเลขาธิการพรรค พปชร. เคยวางแผนยึดอีสานเหนือ และอีสานกลาง ร่วมกับ เอกราช ช่างเหลา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อเพื่อนรัก เอกราช มีปัญหาส่วนตัว จำต้องไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ร.อ.ธรรมนัสก็เข้าใจดี และไม่เคยโกรธเคืองอะไร  

อีกด้านหนึ่ง สมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ยังอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัส และเป็น ส.ส.เกรดเอ ที่จะชิงเก้าอี้ ส.ส.ให้ พปชร.ได้

เข้าใจว่า ร.อ.ธรรมนัส จะเข้ามารับบทแม่ทัพอีสานเหนือ และอีสานกลาง แทนพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และ พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร ที่ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประวิตรเคยให้มาดูแลพื้นที่นี้ 

ส่วน วิรัช รัตนเศรษฐ จะเป็นแม่ทัพอีสานใต้ ดูแลตั้งแต่อุบลฯ ลงมาถึงโคราช และชัยภูมิ โดยภาพรวมทั้งภาค พปชร.น่าจะได้ ส.ส.อีสาน ไม่ต่ำกว่า 12-15 คน

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ            โดย … ขุนน้ำหมึก 

กสศ.เสนอครม.เคาะงบ7.9พันล้าน เพิ่มโอกาสนร.ยากจนเข้าถึงการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541131

17 ม.ค. 2566

กสศ.เสนอครม.เคาะงบ7.9พันล้าน เพิ่มโอกาสนร.ยากจนเข้าถึงการศึกษา

กสศ.เสนอครม.เคาะงบ7.9พันล้าน เพิ่มโอกาสนร.ยากจนเ 3.5ล้านคน เข้าถึงการศึกษา ชี้เศรษฐกิจเป็นต้นเหตุปัญหาทางการเงินของครอบครัวยากจน พบเฉลี่ยรายได้ 34 บาทต่อวัน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการจัดนิทรรศการหลักประกันโอกาสทางการศึกษา 20 ปี ไร้รอยต่อ และการส่งเสริมทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ผ่านโครงการขยายผลและพัฒนาความร่วมมือสร้างเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาค หรือ Equity Partnership’s School Network โดยมีนายพงศกร อาสาพิทักษ์ไพร หรือ น้องแดง เจ้าของจดหมายลาครูที่เคยโด่งดังในโซเชียล เพราะต้องลาโรงเรียนไปช่วยพ่อแม่ทำงาน เป็นตัวแทนนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับการศึกษาต่อเนื่อง และนายนพรัตน์ เจริญผล จากอำเภอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ติดตามน้องแดง ให้กลับมาเรียน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ร่วมเข้าพบนายกรัฐมนตรีด้วย 

พลเอกประยุทธ์ กล่าวทักทายว่า ให้ตั้งใจเรียน พร้อมฝากครูบอยให้ดูแลเด็กนักเรียน พาเด็ก ๆ ที่ขาดโอกาสให้กลับมาเรียนต่อ

กสศ.เสนอครม.เคาะงบ7.9พันล้าน เพิ่มโอกาสนร.ยากจนเข้าถึงการศึกษา

นายกรัฐมนตรี ยังให้กำลังใจและชื่นชมผลงานนักเรียนภายใต้โครงการดังกล่าว ถือเป็นต้นแบบสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมทักษะชีวิตระหว่างเรียน หวังว่า จะช่วยพัฒนาทักษะของนักเรียนให้สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน จะช่วยลดช่องว่างในสังคม โดยไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นับเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทาง การศึกษา 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อผลงานนักเรียนในโครงการผ่านแพลตฟอร์ม shopee รายได้ทั้งหมดมอบให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในโครงการโดยไม่หักค่าใช้จ่าย 

ด้านดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 5 ปี สามารถสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา โดยป้องกันเด็กและเยาวชนกว่า 3.5 ล้านคนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษาและส่งต่อให้ศึกษาสูงกว่าภาคบังคับจนถึงอุดมศึกษาหรือสายอาชีพ เพื่อขจัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเด็กและเยาวชนนอกระบบกว่า 40,000 คน ได้กลับเข้าสู่การเรียน 

จากการสำรวจนักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563-2565 พบว่า มีในระดับการศึกษาภาคบังคับเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีจำนวนมากถึง 1,307,152 คน  

ซึ่งพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มว่ามาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากมาตรการป้องกันต่าง ๆ และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น โดยพบภาวะยากจนเฉียบพลันของประชากรและรายได้ต่อครัวเรือนลดลงต่อเนื่อง โดยตัวเลขล่าสุดในภาคเรียนที่ 1 ของปี 2565 พบว่ารายได้เฉลี่ยของครอบครัวนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษอยู่ที่ 1,044 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นวันละ 34 บาทเท่านั้น 

มีนักเรียนกว่า 1.3 ล้านคน ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (ทุนเสมอภาค) จาก กสศ. และนักเรียนยากจนอีก 1.8 ล้านคน กสศ. ได้สนับสนุนผลการคัดกรองให้ต้นสังกัดจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติม

สำหรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขหรือทุนเสมอภาค ตั้งแต่ในปีการศึกษา 2561 มีนักเรียนชั้น ม.3 ได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. และทุนอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานฯ จาก สพฐ. รวม 148,021 คน โดยปีการศึกษา 2564 พบว่านักเรียนกลุ่มนี้เรียนอยู่ชั้น ม.6 จำนวน 62,042 คน และ กสศ. ได้เชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนที่เข้าศึกษาต่อผ่านระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ปีการศึกษา 2565 พบว่ามีเด็กที่ได้รับความช่วยเหลือจากการคัดกรองนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษของ กสศ. เมื่อปีการศึกษา 2561 ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ TCAS ในปีการศึกษา 2565 จำนวน 20,018 คน กระจายอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 75 แห่ง หากเด็กนักเรียนทั้ง 20,018 คน สามารถสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จะทำให้รายได้ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 66,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.3 ล้านบาทต่อคน

สำหรับต้นทุนสนับสนุนให้เด็ก ๆ สามารถเรียนจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ในภาพรวม อยู่ที่ประมาณ 8,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 410,000 บาทต่อคน ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 7 เท่า หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนของการลงทุนแบบ IRR อยู่ที่ประมาณร้อยละ 9 ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบเคียงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า และยังสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของรัฐประมาณร้อยละ 2.7 จึงเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแผนการใช้เงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงินงบประมาณจำนวน 7,985786,100 บาท เพื่อลดผลกระทบทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย กสศ. ได้เตรียมแผนเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนทุนเสมอภาคให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ 1.3 ล้านคน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพประชาชนและอัตราเงินเฟ้อต่อไป

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ราชบุรีลุกเป็นไฟ “บิ๊กป้อม” ย่องเงียบพบส.ส.ราชบุรีจริง ปาดหน้า”บิ๊กตู่”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541127

17 ม.ค. 2566

ราชบุรีลุกเป็นไฟ "บิ๊กป้อม" ย่องเงียบพบส.ส.ราชบุรีจริง ปาดหน้า"บิ๊กตู่"

“บิ๊กป้อม” ยอมรับลาประชุมครม.ไม่ได้ป่วย ไปธุระ แต่ล่าสุดมีภาพหลุดร่วมเฟรม”บุญยิ่ง-วิวัฒน์” บ้านใหญ่ราชบุรี พร้อมส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่น

หลังจากที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึง กรณี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไป จ.ราชบุรี ทำให้เกิดความสับสน เนื่องจากช่วงเช้าผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลได้รับแจ้งว่า เป็นการลาเนื่องจากป่วย 

แต่ล่าสุด เวลา 15.00 น. ของวันนี้ 17 ม.ค. เป็นที่แน่ชัดเมื่อพลเอกประวิตรออกมายืนยันลาประชุมครม.ไปทำธุระจริง แต่ไม่ตอบว่าเป็นธุระอะไร ก่อนจะเดินขึ้นที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ เพื่อมอบนโยบายแรกของพรรค 

มีช่วงหนึ่งได้ประกาศพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และสามารถจับมือได้กับทุกขั้วทางการเมือง เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง 

นอกจากนี้ยังปรากฎภาพ พลเอกประวิตรเดินทางไปจ.ราชบุรีจริง เป็นการพบปะและรับประทานข้สวกับ ส.ส.ราชบุรี สังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยมีนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ และนายวิวัฒน์ นิติกาญจนา อบจ.ราชบุรี สามี รวมถึงมี ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นร่วมด้วย 

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พบปะส.สและนักการเมืองท้องถิ่นจังหวัดราชบุรีชพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พบปะส.สและนักการเมืองท้องถิ่นจังหวัดราชบุรีช

“วิษณุ” เบรกสว.ยื่นแก้รธน.นายกฯ8ปี รอเปิดสภาสมัยหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541118

17 ม.ค. 2566

"วิษณุ" เบรกสว.ยื่นแก้รธน.นายกฯ8ปี รอเปิดสภาสมัยหน้า

“วิษณุ” เบรกสว.ยื่นแก้รธน.ตำแหน่งนายกฯ8ปี รอเปิดสภาสมัยหน้า สมัยนี้ไม่ทัน ขณะที่ ครม.แต่งตั้งสมาชิก รทสช. เข้าสำนักเลขาธิการนายกฯ ทำได้ เป็นโควต้าพรรค

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายทั่วไปโดยไม่ได้ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า ขณะนี้ยังไม่แน่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะเห็นว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร อยากให้อภิปรายเร็วขึ้น โดยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งว่า ในวันที่ 25 มกราคมนี้วิป จะตกลงกัน

ซึ่งตนได้เตือนว่า รัฐมนตรีหลายคนมีภารกิจ ไปต่างประเทศ ไม่ได้หนีไม่ได้กลัวอะไร ทั้งนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่อาจจะอยู่ในข่ายถูกอภิปรายพาดพิง และทาง ครม.ได้แจ้งไปว่า พร้อมตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ส่วนกรณีที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา มีแนวคิดจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรค 4 เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี  นายวิษณุ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่แก้รัฐธรรมนูญ และยังไม่สามารถทำได้ เพราะ 1 เดือนครึ่ง หมดอายุของสภาฯ คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 นี้ จึงไม่ทัน เพราะโดยกำหนดเวลาก็มีข้อจำกัด สมัยหน้าค่อยว่ากัน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวคิดนี้น่าจะพับเก็บไปได้เลยใช่หรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า “ใช่ครับ”

นอกจากนี้ส.ส.ก็คงจะไม่เห็นด้วย โดยตรรกะก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไปทำไม แม้ว่าในทางวิชาการอาจพูดได้ทั้งสองทาง แต่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดกันในขณะนี้ หลักการในรัฐธรรมนูญเยอะแยะไปที่ควรจะแก้ แต่โดยสภาพทางการเมืองไม่มีอะไรที่จะไปแก้ 

ส่วนมติ ครม.แต่งตั้ง สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จำนวนสองคนให้ดำรงตำแหน่งประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ กล่าวว่า ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ยังมีอีกเยอะ และแบ่งไปตามโควต้าพรรค ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง ที่สามารถตั้งได้ ไม่มีภาระหน้าที่อะไรมาก ปฏิบัติเป็นไปเท่าที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ในส่วนของตนก็มีตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ที่มอบหมายให้มาอยู่กับตน 

ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส. หรือไม่ แต่สามารถตั้งได้ ยกตัวอย่างตั้งนายนริศ ขำนุรักษ์ รัฐมนตรีช่วยกว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะลงสมัครส.ส. ก็สามารถตั้งได้ไม่มีปัญหา ตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องของการเมือง อย่าเอามาปะปนกันกับระบบการตั้งข้าราชการปกติ 

พปชร.ประกาศเติมเงิน’บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ 700 บาท ทันที ที่ได้เป็นรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541112

17 ม.ค. 2566

พปชร.ประกาศเติมเงิน'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' 700 บาท ทันที ที่ได้เป็นรัฐบาล

เลือกตั้งครั้งหน้าหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ‘พลังประชารัฐ’ประกาศเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป้น 700 บาท ทันที

เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 700 บาท  ทันที หากได้เป็นรัฐบาลคือนโยบายแรกที่พรรคพลังประชารัฐ โดยพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคเข็นออกมาสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง  

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงนโยบายแรกบนเวที ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีการติดป้ายสโลแกน เตรียมใช้หาเสียง เลือกตั้งครั้งหน้า ตามนโยบายหัวหน้าพรรค ก้าวข้ามความขัดแย้งขจัดทุกปัญหาและพัฒนาทุกพื้นที่ พรรคได้จัดทำและติดป้าย สโลแกนดังกล่าวทั่วบริเวณพรรค และเตรียมให้ว่าที่ผู้สมัคร ติดป้ายในแต่ละพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์พรรคด้วย

นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐจะใช้หาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า  จะมีการทยอยเปิดนโยบายสำคัญต่อจากวันนี้ ซึ่งพล.อ. ประวิตร เป็นผู้แถลงนโยบายแรกจากที่พรรคเตรียมไว้ 104 นโยบาย ครอบคลุม 16 ด้าน เน้นการสานต่อนโยบาย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับประชาชนไปใช้จ่ายในครัวเรือน เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ในการเป็นค่าโดยสารรถสาธารณะ อาทิ ค่ารถประจำทางรถไฟ รวมถึง ก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งเป็นค่าของชีพของประชาชน 

นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถูกเคลมจากพรรคสร้างอนาคตไทยว่าริเริ่มโดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนพรรค

สำหรับกรรมการนโยบายพรรคพลังประชารัฐประกอบไปด้วย

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานกรรมการ
พลตำรวจเอก ดร.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ รองประธานกรรมการ
นายอัครวัฒน์ อัศวเหม
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์
นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ
นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ
นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา
นายรงค์ บุญสวยขวัญ
นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ
นางสาวภาดาท์ วรกานนท์
พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์
นายบุรินทร์ สุขพิศาล
นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย
นางสาวพรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ กรรมการและเลขานุการ

ครม.ตั้งคนรวมไทยสร้างชาติ ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541109

17 ม.ค. 2566

ครม.ตั้งคนรวมไทยสร้างชาติ ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ

2 คนรวมไทยสร้างชาติ ผงาดดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาฯเสนอครม.

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอการแต่งตั้งสยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และ เนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2566 เป็นต้นไป

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมครม.ว่า ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ยังมีอีกเยอะ และแบ่งไปตามโควต้าพรรค ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง ที่สามารถตั้งได้ ไม่มีภาระหน้าที่อะไรมาก ปฏิบัติเป็นไปเท่าที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ส่วนตัวก็มีตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ที่มอบหมายให้มาอยู่ด้วย

รองนายกฯวิษณุ บอกอีกว่า แม้ยังไม่รู้ว่าทั้งสองคนเป็น ว่าที่ผู้สมัครส.ส.หรือไม่ แต่ก็สามารถแต่งตั้งได้ ไม่แปลกอะไร ยกตัวอย่างตั้งนายนริศ ขำนุรักษ์ รัฐมนตรีช่วยกว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะลงสมัครส.ส. ก็สามารถตั้งได้ไม่มีปัญหา ตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องของการเมือง อย่าเอามาปะปนกันกับระบบการตั้งข้าราชการปกติ และการตั้งตำแหน่งทางการเมืองก็เอามาใช้งานของการเมือง

“บิ๊กตู่”ห่วงสุขภาพ”บิ๊กป้อม” หลังลาครม. ลือสะพัดย่องเงียบไปราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541103

17 ม.ค. 2566

"บิ๊กตู่"ห่วงสุขภาพ"บิ๊กป้อม" หลังลาครม. ลือสะพัดย่องเงียบไปราชบุรี

“บิ๊กตู่”ห่วงสุขภาพ”บิ๊กป้อม”หลังลาไม่เข้าประชุมครม.วันนี้ ขณะที่ผู้สื่อเนชั่นทีวีได้รับการยืนยัน ไม่ได้ป่วย แต่ติดภารกิจ ท่ามกลางกระแสย่องเงียบไป จ.ราชบุรี

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สื่อมวลชนพยายามสอบถาม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกรณีที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลาประชุม เนื่องจากป่วยหลังลงพื้นที่จังหวัดลำปางและจังหวัดพะเยา  

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ตนก็เป็นห่วงท่าน เตือนเรื่องสุขภาพมาตลอด แต่เดี๋ยวท่านก็หาย ท่านแข็งแรงอยู่แล้ว 
 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ไม่ใช่ลาป่วยการเมือง ไม่อยากเจอหน้า หลังเมื่อวานนี้ลงพื้นที่และพบกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย นายกฯตอบกลับ จะหลบหน้าตนเรื่องอะไร 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ได้เห็นจดหมายน้อยจากพลเอกประวิตรหรือไม่ ก่อนที่พลเอกประยุทธ์ จะส่ายหน้าพร้อมกับร้อง “หึ๊ย” ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที 

ทั้งนี้มีรายงานว่า แท้จริงแล้ว พลเอกประวิตร ไม่ได้ป่วย แต่เดินทางไปยังพื้นที่จ.ราชบุรี เพื่อพบกับนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งต่อมาผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี ได้รับการยืนยันทางโทรศัพท์แล้วว่า ตนไม่ได้ป่วย แต่มีภารกิจ “ฉันมีงาน จะไปงานข้างนอกไม่ได้เลยหรือ เอะอะอะไรๆ ก็หาว่าป่วย” ส่วนช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00 น. จะเดินทางไปพรรคพลังประชารัฐ เพื่อแถลงนโยบายของพรรค


สำหรับนายบุญยิ่ง เป็นภรรยาของ นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ซึ่งสังกัดกลุ่มสามมิตร เคยร่วมสร้างพรรคมัชฌิมาธิปไตยกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก่อนจะย้ายไปภูมิใจไทย เพื่อไทยและมาที่พลังประชารัฐ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ก้มกราบ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ก้มกราบ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เชิญ กกต. แจงความพร้อม’เลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541106

17 ม.ค. 2566

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เชิญ กกต. แจงความพร้อม'เลือกตั้ง'

คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ เชิญ ‘กกต.’ ให้ข้อมูลวันพรุ่งนี้ ไม่มั่นใจ ว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่

ข้อกังวลเรื่องกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง มีสายสัมพันธ์กับหัวคะแนนในระดับท้องถิ่นต่างๆ หรือกระทั่งเป็นหัวคะแนนให้กับบางพรรคการเมืองเสียเอง ทำให้เกิดข้อสงสัย ว่าเหตุใดจึงไม่มีการเปิดรับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้กว้างขวาง ได้สัดส่วนกรรมการที่เป็นคนหน้าใหม่มากขึ้น และมีความสัมพันธ์กับหัวคะแนนและผู้มีอิทธิพลในระดับท้องถิ่นน้อยลง  ทำให้คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง เชิญกกต.มาให้ข้อมูลในวันพรุ่งนี้

ปดิพัทธิ์ สันติภาดา รองประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร บอกว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ยิ่งใกล้ครบกำหนดวาระของรัฐบาล ก็ยิ่งปรากฏกระแสข่าวเกี่ยวกับการยุบสภามากขึ้น หรือหากไม่มีการยุบสภาก็มีกำหนดที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งจะต้องจัดขึ้นไม่เกินวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ กกต. ไม่ได้แสดงท่าทีว่ามีความพร้อมที่มากขึ้น ในทางกลับกัน ยิ่งแสดงตนถึงความไม่พร้อมในการจัดการเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นที่ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ตั้งคำถามอย่างมาก คือเรื่องของเทคโนโลยี ที่ กกต. เพิ่งออกมาระบุว่าตัวเองไม่มีความพร้อมในการจัดทำแอปพลิเคชันรายงานผลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการลดข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2562 เช่น การใช้เวลาที่ยาวนานเกินควรมาก กว่าที่จะมีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ การไม่มีการรายงานผลแบบเรียลไทม์ และการไม่มีผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากต่างประเทศเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ข้ออ้างดังกล่าวถือว่าไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากที่ผ่านมาภาคประชาสังคม โดยเฉพาะในด้านการมีส่วนร่วมของพลเมือง หรือองค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้งอื่นๆ ต่างก็มีแพลตฟอร์มรายงานผลการเลือกตั้งอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จะบอกว่าไม่มีเทคโนโลยีนี้ไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยหลายด้านที่กรรมาธิการเห็นตรงกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ซึ่งจะนำพาไปสู่การแบ่งเขตเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่ควรใช้เวลานาน การกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัคร ที่ กกต. เคยออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าจะแบ่งออกเป็นสองกรณี คือกรณีที่มีการยุบสภาและกรณีที่ไม่มีการยุบสภา ซึ่งปรากฏว่าตัวเลขวงเงินมีความแตกต่างกันมากถึง 5 เท่า  เป็นต้น

‘เพื่อไทย’แจงเหตุผลทำไมประยุทธ์ไม่ควรไปต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541098

17 ม.ค. 2566

'เพื่อไทย'แจงเหตุผลทำไมประยุทธ์ไม่ควรไปต่อ

เวทีเสวนาพรรคเพื่อไทย เชียร์ประเทศไทยต้องไปต่อ แต่’ประยุทธ์’ควรพอได้แล้ว หลังบริหารมา 4ปี แต่ประชาชนไม่ยอมรับ

ประเทศไทยต้องไปต่อ แต่ประยุทธ์ต้องพอเถอะ เป็นหัวข้อเสวนาล่าสุดที่จัดขึ้นโดยพรรคเพื่อไทย  บรรดาแกนนำที่ร่วมเสวนาให้เหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สมควรไปต่อในทางการเมือง อย่างจาตุรนต์ ฉายแสง กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อไทย ระบุว่า  นอกจากรัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพ ไม่เกิดการยอมรับจากประชาชนแล้ว หาช่องแก้ไขกติกาให้ตัวเองได้เปรียบ 

เจตนารมณ์พลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ต้องการอยู่ต่อเพียงแค่ 2 ปีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีความเป็นไปได้ที่ ส.ว.กลุ่มสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ โยนหินถามทางมีความพยายามต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อก ให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไม่สิ้นสุด

คำว่า ประยุทธ์ หมายถึงองคาพยพที่ร่วมกันทำรัฐประหาร พรรครวมไทยสร้างชาติรวมแต่บุคคลที่เคยชัตดาวน์กรุงเทพฯ ส่วนคนที่กำลังเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญยืดอายุให้พลเอกประยุทธ์ ก็คือพวกที่ได้ดีจากพล.อ.ประยุทธ์ ฉะนั้นการต่ออายุให้พล.อ.ประยุทธ์จะทำให้ประเทศเกิดหายนะยกกำลังสอง ต้องหยุดกระบวนการเหล่านี้

ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ชี้ว่า คำประกาศประเทศไทยต้องไปต่อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ที่เวทีการเปิดตัวและเป็นสมาชิกกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แปลว่าพล.อ.ประยุทธ์ ต้องเป็นคนพาไป  ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า พรรคที่ไปสังกัดจะได้ ส.ส.ถึง25 ที่นั่งหรือไม่ แต่เมื่อไปย้อนดูจะรู้ว่า

เมื่อการเลือกตั้งปี 62 พรรคเพื่อไทยมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับถูกพรรคอันดับสอง รวมเสียงและจัดตั้งรัฐบาล ครั้งนี้คงใช้แผนเดิมไปรวมคนจัดตั้งรัฐบาล และมีเสียง 250 ส.ว. เพื่อนำพาประเทศไทยไปต่อ และการเมืองก็เป็นแบบนี้ เชื่อว่าในสภากล้วยน้ำหว้าคงเต็มไปหมด

สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรค เห็นว่ามีหลายเหตุผลที่พล.อ.ประยุทธ์ ควรหยุด ตั้งแต่เรื่องข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่านายกฯ มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติ ความจริงพล.อ.ประยุทธ์ ควรหยุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 2565 แต่ในเมื่อไม่หยุดขอไปต่ออีก 2 ปี ควรคิดว่ามีประเทศอื่นใดบ้างที่นายกฯ อยู่ได้แค่ครึ่งเดียว จะบริหารนโยบายอย่างไร เผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างไร

4 ปีที่ผ่านมาประชาชนยังไม่จนหนักขนาดนี้ แต่กลับมาทุบความหวังเขา ทั้งยังมาแก้ไขกฎหมาย จนอาจทำให้เกิดหายนะจะเกิดหากยังไม่รู้จักพอ ควรเสียสละคนเดียวให้แผ่นดินสงบ ดีกว่าโลภคนเดียวแล้วแผ่นดินลุกเป็นไฟ