วช.-มทร.ล้านนา เชียงใหม่ ยกระดับหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ทุนวัฒนธรรม ด้วยวิจัย-นวัตกรรม KOYORI Project

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707551

วช.-มทร.ล้านนา เชียงใหม่ ยกระดับหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ทุนวัฒนธรรม ด้วยวิจัย-นวัตกรรม KOYORI Project

วช.-มทร.ล้านนา เชียงใหม่ ยกระดับหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ทุนวัฒนธรรม ด้วยวิจัย-นวัตกรรม KOYORI Project

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 07.47 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลสำเร็จจากกลไกววน. ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์หัตกรรมท้องถิ่นในพื้นที่การดำเนินงาน “โครงการการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือตอนบนด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในยุควิถีชีวิตใหม่ : KOYORI Project” โดยมี ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นหัวหน้าโครงการฯ ระหว่างวันที่ 27 – 28 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา ณ สินค้าหัตถกรรมของกลุ่มเก๊ากล้วยล้านนา ต.ประตูป่า จ.ลำพูน, ศูนย์บริการคนพิการออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ และกลุ่มทอผ้าไทลื้อ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญต่อการวิจัยและนวัตกรรมโดยยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก : KOYORI Project สามารถผลักดันการนำเทคนิคและกระบวนการพัฒนาทักษะ เสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการหัตถกรรมพื้นเมืองรวมทั้งการใช้กระบวนการเฉพาะในการพัฒนาและเพิ่มทักษะเฉพาะกลุ่มดึงศักยภาพของผู้พิการออทิสติก ให้สามารถมีทักษะและพัฒนาการที่ดี เพื่อให้สามารถมีอาชีพของตนเอง นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมืองและวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ได้รับการส่งเสริมและสร้างกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารกิจการของกลุ่มหัตถกรรมพื้นเมือง เพื่อยกระดับมูลค่าของผลิตภัณฑ์หัตถกรรม พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเข้ากับเทรนด์ของโลกในอนาคต

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จจากกระบวนการยกระดับการสร้างสรรค์ ที่วช. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานภายใต้โครงการ KOYORI Project ในครั้งนี้ ได้มีเป้าหมายในการติดตามพัฒนาการและการเพิ่มทักษะทางฝีมือ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Aujaa’ Craft จากศูนย์บริการคนพิการออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ สามารถส่งเสริมให้สมาชิกที่เป็นผู้พิการออทิสติกและผู้ปกครองสร้างรายได้จากทักษะการย้อมสีจากเส้นฝ้ายเพื่อใช้ในงานถัก ภายใต้แนวคิด “ความงามในความไม่สมบูรณ์” 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ขะแจ๋หลงตู้ จากกลุ่มทอผ้าไทลื้อ บ้านธิลำพูน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ซึ่งลายขะแจ๋หลงตู้ได้รับการยอมรับจากกระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชุมชนขะแจ๋ กลไกของโครงการ KOYORI Project ได้นำเสน่ห์ของการสวมใส่ชุดของชาวไทลื้อ มาเป็นวิธีการออกแบบผลิตภัณฑ์ ด้วยขั้นตอนที่เป็นพื้นฐานดั้งเดิมที่เรียบง่ายมีเสน่ห์ ในการเก็บ การห่อ การใส่ของใช้ต่าง ๆ ลงในผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์และเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้จากการนำสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชนมาใช้ โดยผลงานชุดนี้จะนำลวดลาย”ขะแจหลงตู้”ซึ่งได้รับการยอมรับจากกระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชุมชนเป็นลายหลักที่ใช้ในทุกชิ้นงาน

วช.มุ่งสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ในการพัฒนาทักษะและยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญา เข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์ที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากภายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มการสร้างและพัฒนาผู้นำที่เป็นครูช่างของท้องถิ่น ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืน ด้วยรูปแบบเฉพาะที่พัฒนาจากงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้ KOYORI Project โดยการดำเนินงานของ มทร.ล้านนา เชียงใหม่

‘สปสช.’พร้อมคณะ‘PMAC’ลงพื้นที่‘น่าน’ ต้นแบบจัดการป่า3ด้าน‘อนุรักษ์-สุขภาพ-รายได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707467

‘สปสช.’พร้อมคณะ‘PMAC’ลงพื้นที่‘น่าน’ ต้นแบบจัดการป่า3ด้าน‘อนุรักษ์-สุขภาพ-รายได้’

‘สปสช.’พร้อมคณะ‘PMAC’ลงพื้นที่‘น่าน’ ต้นแบบจัดการป่า3ด้าน‘อนุรักษ์-สุขภาพ-รายได้’

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะตัวแทนจากหลากหลายองค์กรต่างๆ ทั่วโลก ที่เข้าร่วมประชุมวิชาการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล (Prince Mahidol Award Conference) หรือ PMAC ประจำปี 2566 พร้อมด้วยคณะของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงพื้นที่ จ.น่าน เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมาเพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้อย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของพื้นที่ และยังเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูที่ควบคู่ไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยใช้สมุนไพรเป็นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาพดี และมีรายได้จากการปลูกสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การประชุมวิชาการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล หรือ PMAC เป็นการเชิญบุคลากรที่สำคัญจากหลายแวดวงทั่วโลก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขได้เข้าร่วมประชุมเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2566มีธีม (Theme) สำคัญของการประชุมคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เชื่อมโยกับสุขภาพ

อีกทั้งยังมีความพิเศษมากขึ้น เพราะมีคณะผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนต้องการลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงเรื่องสาธารณสุข และยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ให้กับคนจังหวัดน่าน ผ่านการใช้สมุนไพรจากพื้นที่ป่า การปลูกสมุนไพรที่ไม่ใช่สารเคมีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นทั้งการอนุรักษ์ผืนป่า การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และยังส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสนใจ

“ที่ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยนมีการอนุรักษ์พื้นที่ พร้อมไปกับการทำการเกษตรที่ไม่ใช่สารเคมี ซึ่งสำคัญอย่างมากเพราะแต่ละปีจะมีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีจากการทำเกษตรมากแต่ละปีถึง 3,000 คนและต้องเสียชีวิตเฉลี่ยปีละกว่า 500 คน อีกทั้ง สารเคมีทางการเกษตรยังไหลลงสู่ลำน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำน่านที่มีประชาชนกว่า 40% ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเช่นกัน” ทพ.อรรถพร กล่าว

ซูคิย์นา ซิลลา (Soukeyna Sylla) ตัวแทนจาก Global Fund UN ที่ร่วมคณะลงพื้นที่จ.น่าน กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีส่วนเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน ซึ่งในพื้นที่จังหวัดน่าน นับได้ว่าเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ที่ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนด้วยการใช้สมุนไพร ที่เป็นวัตถุดิบที่หาได้จากพื้นที่อย่างมีองค์ความรู้ เพื่อนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับชุมชน และยังมีการจำหน่ายทำให้สร้างรายได้เพิ่มเติม

“ความสำเร็จของชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุด และมีความสำคัญอย่างมากต่อการนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อให้นานาประเทศได้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชน ที่เชื่อมโยงไปถึงการอนุรักษ์พื้นที่ป่า สิ่งแวดล้อม และยังเชื่อมมายังเรื่องสุขภาพ พร้อมทั้งเป็นการยกระดับรายได้ด้วย อีกทั้งยังทำให้อยากนำองค์ความรู้ และประสบการณ์จากจังหวัดน่าน ไปปรับหรือประยุกต์ใช้กับประเทศบ้านเกิดที่ศรีลังกาด้วย เพราะมีสถานการณ์คล้ายกัน”คุณซิลลา กล่าว

งานนี้ยังได้รับเกียรติจาก บัณฑูร ล่ำซำ ซึ่งมาในฐานะประชาชนจังหวัดน่าน พาคณะเยี่ยมชมวัดภูมินทร์ อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง “ปู่ม่าน ย่าม่าน” หรือภาพกระซิบบอกรักที่เป็นภาพสัญลักษณ์ของจังหวัด และยังมีพระอุโบสถทรงจตุรมุขที่มีบันไดนาคทั้งสี่ทิศ ข้างในประดิษฐานพระประธานจตุรพักตร์ 4 ด้าน รวมถึงเข้าเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลบ้านเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ซึ่งมีสมาชิกจาก 5 หมู่บ้าน กว่า 750 คน รวม 250 หลังคาเรือน ที่ได้ร่วมกันนำพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ผักเชียงดา ไพล เป็นต้น

นำมาเป็นวัตถุดิบที่ปราศจากสารเคมีในการทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร 35 รายการ และยังผลิตเครื่องสำอางสมุนไพร จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และยังสร้างงานให้กับคนในพื้นที่อีกนับร้อยตำแหน่ง โดยเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันของชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)บ้านน้ำเกี๋ยน ซึ่งดำเนินการมากว่า 17 ปี และสร้างมูลค่าให้ชุมชนกว่า 30 ล้านบาท

คุณบัณฑูร กล่าวว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งของจังหวัดน่าน ที่เห็นโจทย์สำคัญร่วมกันกับคนในพื้นที่ในการช่วยกันแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสาธารณสุข จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการได้ช่วยเหลือ สนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาโดยเฉพาะการจัดการรป่าต้นน้ำ การสาธารณสุข และการทำมาหากินของผู้คน ให้มีโอกาสที่จะยกระดับรายได้และมีสุขภาพที่ดีซึ่งเชื่อมโยงไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม้ว่าจังหวัดน่านจะเป็นพื้นที่ห่างไกลก็ตาม

“ความยากลำบากของผู้คนยังมีอยู่ทั่วไป แต่เป็นโจทย์สำคัญของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ กระทรวงสาธารณสุข และภาคประชาชน ที่ต้องเข้ามายกระดับของปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาระหว่างกัน” คุณบัณฑูร กล่าว

มหากาพย์‘หาบเร่แผงลอย’ ความคงเส้นคงวาในการจัดการของ‘กทม.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707466

มหากาพย์‘หาบเร่แผงลอย’ ความคงเส้นคงวาในการจัดการของ‘กทม.’

มหากาพย์‘หาบเร่แผงลอย’ ความคงเส้นคงวาในการจัดการของ‘กทม.’

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ไม่ได้ห้ามขาย ขอแค่ร่วมมือย้ายจุด” เหตุการณ์รื้อย้ายแผงลอยที่ถนนสีลม ไม่ใช่เรื่องใหม่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) รื้อย้ายแผงลอยมาตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว (2516) ปีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกเข้ารับตำแหน่ง จนถึงผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน (คนที่ 17) สถานการณ์การค้าหาบเร่แผงลอย ณ ปี 2566 แม้จะแตกต่างอย่างมากจาก 50 ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่โดยสิ้นเชิง เหตุผลคลาสสิคของการเบียดขับการค้าริมทาง คือ ความสกปรก ไม่เป็นระเบียบ และเป็นตัวแทนของความไม่ทันสมัย ไม่พัฒนา

กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานครมี 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 สาระสำคัญ คือ การกำหนดความหมายของทางเท้า ห้ามการกระทำที่เป็นการกีดขวางบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควร

กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การควบคุมการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะและการให้ใบอนุญาต และห้ามขายหรือจำหน่ายสินค้าในสถานสาธารณะเว้นแต่เจ้าหน้าที่ประกาศผ่อนผันโดยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร ทั้งนี้ ยังไม่นับข้อบัญญัติ และ ประกาศของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะซึ่งบังคับใช้ในช่วงเวลาต่างๆ ฉบับล่าสุดบังคับใช้ในปี 2563 ทั้งนี้ ความท้าทายในการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยใน กทม. เพิ่มขึ้นเป็นลำดับในห้วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

จำนวนผู้ค้าริมทางเพิ่มขึ้นทั้งจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์การจ้างงาน โอกาสและความมั่นคงในการทำงานในสถานภาพ “ลูกจ้าง” ลดน้อยลง ในขณะที่ในมิติสังคมคนรุ่นใหม่หรือเจนใหม่หันมาสนใจการประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น แม้การแข่งขันจากการขยายตัวของทุนขนาดใหญ่ในรูปของร้านสะดวกซื้อปรากฏชัดเจนขึ้น วิกฤตโรคระบาดเป็นอีกตัวเร่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการขยายตัวของการประกอบอาชีพอิสระอย่างชัดเจน

จำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้ค้า เมื่อผนวกกับการปฏิบัติที่ขาดความรับผิดชอบของผู้ค้าในบางพื้นที่ และข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภค ทำให้ทัศนะที่เป็นลบต่อหาบเร่แผงลอยถูกนำเสนอในสื่อสังคมชัดเจนขึ้น แม้ว่าจะมีผู้ค้าจำนวนไม่น้อยที่เคารพกฎเกณฑ์ ในระดับท้องถิ่น แนวทางการจัดการคือตรวจตรา จับปรับ เมื่อไม่ได้ผลไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด มาตรการไล่รื้อจึงถูกนำมาใช้ซ้ำซาก จนถึงขนาดจะไม่ให้มีการค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานคร สิทธิในการประกอบอาชีพซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่สุดมาตรการไล่รื้อก็ดูจะไม่ได้ผลในหลายพื้นที่

เมื่อสถานการณ์การแข่งขันระหว่างมวยคนละรุ่น คือทุนขนาดจิ๋วและทุนยักษ์ชัดเจนขึ้น เมืองเริ่มฟื้นจากโรคระบาด ประเด็นความไม่เป็นระเบียบ กีดขวางทางสัญจร ปัญหาขยะ สิ่งแวดล้อมคุณภาพสินค้าโดยเฉพาะอาหาร ขยายไปสู่ประเด็นการสร้างภูมิทัศน์ใหม่ให้ย่านและเมือง การเบียดขับการค้าริมทางกลับมาในรูปแบบเดิมคือไล่รื้อ พร้อมๆ กับการรณรงค์เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่าน Global Compact Network ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างเศรษฐกิจโลกที่ยั่งยืนและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ให้มีความสมดุล”

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ผู้ว่าฯ กทม. นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยใน กทม.ทั้งการทำฐานข้อมูลผู้ค้า หาพื้นที่ประกอบอาชีพ ส่งเสริมให้ภาคประชาชนและเอกชนมีบทบาทในการดูแลพื้นที่การค้า และส่งเสริมความมั่นคงในอาชีพ ฯลฯ น่าติดตามว่า นโยบายหาบเร่แผงลอยของผู้ว่ากรุงเทพมหานครจะเป็นจริงได้อย่างไร!!!

หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกทางเฟซบุ๊ก “Narumol Nirathron” ในชื่อบทความ “มหากาพย์หาบเร่แผงลอย : ความคงเส้นคงวาในการจัดการหาบเร่แผงลอยของกรุงเทพมหานคร” เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2566

‘เชื่อมฐานข้อมูล’ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณาการแก้ปัญหาสถานะบุคคล‘เด็กรหัสจี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707468

‘เชื่อมฐานข้อมูล’ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง  บูรณาการแก้ปัญหาสถานะบุคคล‘เด็กรหัสจี’

‘เชื่อมฐานข้อมูล’ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณาการแก้ปัญหาสถานะบุคคล‘เด็กรหัสจี’

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะให้แก่กลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ โดยปัจจุบันมีกลุ่มเด็กนักเรียนไร้รัฐ ไร้สัญชาติมากกว่าหนึ่งแสนคนที่มีถิ่นกำเนิดและหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยที่ยังไม่ได้รับสถานะทางทะเบียนหรือไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า “เด็กนักเรียนกลุ่มจี (G)”

โดยการไม่มีสถานะทางทะเบียนหรืออยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สถานะส่งผลให้เด็กนักเรียนกลุ่ม G ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมีได้ โดยเฉพาะสิทธิในการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อ การมีงานทำ การเดินทางออกนอกพื้นที่ รวมทั้งสิทธิในการเข้าถึงบริการต่างๆ ที่ต้องใช้เลขประจำตัว 13 หลัก เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน การทำใบขับขี่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไข

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ร่วมกับองค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางและกระบวนการแก้ไขปัญหาให้แก่เด็กนักเรียนกลุ่ม G กว่า 1,000 ราย ของสำนักทะเบียน อ.แม่อาย เบื้องต้นทางอำเภอได้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติการกำหนดสถานะ และจัดทำเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ให้นักเรียนชุดแรกจำนวน 11 ราย แล้ว โดยจำนวนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

อีกทั้งได้เข้าร่วมโครงการมอบบัตรประจำตัว13 หลักให้กับเด็กนักเรียนกลุ่ม G ที่ได้รับการแก้ไขสถานะในพื้นที่ อ.ฝาง ประจำปี 2565 จำนวนทั้งสิ้น 285 คน จาก 19 โรงเรียนในเขต อ.ฝาง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือของอำเภอฝาง องค์การแพลนฯ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 เชียงใหม่ ทั้งนี้ กรมการปกครอง ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนของเด็กนักเรียนกลุ่ม G ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยให้จังหวัดและอำเภอแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวเป็นการเฉพาะด้วย

ผศ.สุชาติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2566 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อหารือถึงการจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลของนักเรียนในระบบการศึกษาทุกรูปแบบ ซึ่งหมายรวมถึงเด็กนักเรียนกลุ่ม G เพื่อป้องกันเด็กทุกคนหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กสม. ได้หารือร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมการปกครอง ในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิสูจน์สถานะมีความคล่องตัว รวดเร็ว และลดอุปสรรคเรื่องอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนไม่เพียงพอต่อปริมาณงาน ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัญหาเรื่องสิทธิสถานะของเด็กนักเรียนกลุ่ม G เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือและเชื่อมโยงข้อมูลกันระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้ง ศธ. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) องค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ในส่วนของ กสม. ได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงรุกผ่านกลไกคลินิกสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เพื่อพบกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาสถานะบุคคล เพื่อให้คำปรึกษาและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายโดยรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงระบบต่อไปเพื่อให้เด็กนักเรียนกลุ่ม G ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางทับซ้อนคือเป็นทั้งเด็กและเป็นทั้งผู้ไร้สิทธิสถานะได้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กในประเทศไทยทุกคน” ผศ.สุชาติ กล่าว

ผศ.สุชาติ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยหลายยุคที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา ดังนั้นเด็กทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยไม่ว่าจะมีสถานะเป็นคนไทยหรือไม่ก็ตามจึงได้รับโอกาสด้านการศึกษา ดังนั้นเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือไม่มีเลขประจำตัวประชาชนเหมือนคนไทยทั่วไป เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษา ทาง ศธ. จะให้รหัสจีกับเด็กกลุ่มนี้ แต่ยังไม่ถือว่าครบถ้วนในด้านสถานะบุคคล จึงมีการหารือร่วมกับทาง มท. โดยกรมการปกครอง

จนต่อมาทาง มท. กำหนดแนวทางให้ออกบัตรประจำตัวผู้ที่ไม่มีสถานะทางบุคคล โดยเลขประจำตัว 13 หลักของคนกลุ่มนี้จะขึ้นต้นด้วยเลขศูนย์ (0) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้คนกลุ่มนี้เป็นคนไทย แต่อย่างน้อยให้มีการรับรองความมีตัวตนว่าเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เพียงแต่ปัญหาที่พบคือยังไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง มท. กับ ศธ. โดยอัตโนมัติ จึงต้องอาศัยการนำหลักฐานการรับรองจากโรงเรียนไปยื่นกับพื้นที่ปกครองที่นักเรียนนั้นอาศัยอยู่ ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก หรือบางพื้นที่ยังพบปัญหารายชื่อซ้ำซ้อน

ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ในการไปหารือกับทาง ศธ. นั้นมีการพูดคุยประเด็นการเชื่อมฐานข้อมูลผู้เรียนในระบบการศึกษาทุกประเภททั้งในระบบโรงเรียนแบบปกติ บ้านเรียน (Home School) การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย (กศน.) ตลอดจนสถาบันการศึกษาของเอกชน เพื่อที่จะรับรู้ได้ว่า ณ ขณะนั้นผู้เรียนอยู่ในการศึกษาแบบใด ระดับชั้นใด อันเป็นการลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยคาดว่าระบบจะเชื่อมได้ภายในกลางปี 2566 นี้

โดยทาง กสม. ได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า น่าจะมีการเชื่อมฐานข้อมูลกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น มท. โดยกรมการปกครอง อันเป็นการทำให้ปัญหาสถานะบุคคลได้รับการคลี่คลาย ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนจบมาแล้วอยู่แบบเคว้งคว้างเพราะไม่สามารถไปหางานทำได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยนั้นทำได้ดีแล้วเรื่องนโยบายด้านการศึกษาที่ให้กับเด็กทุกคน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความต่อเนื่อง

“เมื่อเขาจบการศึกษาแล้ว เขาอาจจะเป็นทรัพยากร เป็นแรงงานที่สำคัญสำหรับบ้านเราด้วย การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานก็เป็นเรื่องสำคัญ ตรงนี้ กสม. ให้ความสำคัญแล้วก็จะพยายามคุยกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะให้มีการเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงแรงงาน แล้วก็หน่วยงานต่างๆ”นายวสันต์ กล่าว