ดีลสายเลือด ‘สุวัฒน์’ ตระกูลม่วงศิริ ลาออก พปชร. ซบ ‘ประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545426

23 มี.ค. 2566

ดีลสายเลือด ‘สุวัฒน์’ ตระกูลม่วงศิริ ลาออก พปชร. ซบ ‘ประชาธิปัตย์’

แกนนำปชป.ต้อนรับ ‘สุวัฒน์’ ตระกูลม่วงศิริ ลาออก พปชร.ลงชิงพื้นที่ กทม.ฝั่งธนฯ “เฉลิมชัย” แซะ “สกลธี” ดีลสายเลือด ยิ่งใหญ่ที่สุดถ้าดีลอย่างอื่นสู้ไม่ได้ ขออย่าดูถูกปชช.ชิงจับขั้วรัฐบาล

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับนายสากล ม่วงศิริ นางสาววณิชชา ม่วงศิริ ทีมผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานคร ในพื้นที่บางขุนเทียน บางบอน และหนองแขม ของพรรคประชาธิปัตย์ให้การต้อนรับ สวมเสื้อพรรคการเมือง มอบบัตรสมาชิก และเปิดตัวนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขตบางขุนเทียน-จอมทอม พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)

โดยชี้แจงถึงการปรับเปลี่ยนผู้สมัครในครั้งนี้ว่า เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และได้มีการพูดคุยกับครอบครัวม่วงศิริ เพื่อให้ครอบครัวม่วงศิริ อยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกันในพื้นที่ เพื่อพัฒนากรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรี พร้อมมั่นใจว่า การได้เพชรจากฝั่งธนบุรี มาสู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หวังว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฝั่งธนบุรี จะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และครอบครัวม่วงศิริ

นายเฉลิมชัย ยังตอบโต้นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีม กทม. พรรคพลังประชารัฐ ที่กล่าวหาการย้ายพรรคการเมืองของนายสุวัฒน์ครั้งนี้ว่า ไม่ได้มีดีลการเมืองใด ๆ แต่ดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ดีลสายเลือด เพราะดีลเรื่องอื่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถสู้ได้อยู่แล้ว

นายเฉลิมชัย สวมเสื้อปชป.ให้นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ นายเฉลิมชัย สวมเสื้อปชป.ให้นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ

ตระกูลม่วงศิริ ลงชิงสส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ตระกูลม่วงศิริ ลงชิงสส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์

นายสุวัฒน์ ชี้แจงถึงย้ายมาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า ครอบครัวม่วงศิริ ได้มีการพูดคุย เพื่อไม่ให้ครอบครัวส่งผู้สมัครทับซ้อนกัน และเพื่อให้เป็นทีม “ม่วงศิริ” ในการทำงานทางการเมือง และให้ประชาชนสามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจาก การแบ่งเขตใหม่ ทั้งจอมทอง บางขุนเทียน บางบอน ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน จึงต้องมีการตัดสินใจจัดพื้นที่ใหม่ เพื่อรวมพลังในพื้นที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง

สำหรับสนามเลือกตั้งกทม. นาเฉลิมชัย มั่นใจการเลือกตั้ง 2566 พรรคประชาธิปัตย์ จะทำเต็มความสามารถในทุกเขตการเลือกตั้ง ทุกพื้นที่ และเชื่อว่า ชาว กทม.จะเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งใจจะกลับมาดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ อีกครั้งจริง ๆ

ส่วนกรณีที่หัวหน้าพรรคการเมืองบางเมืองบางพรรคฯ ร่วมรับประทานอาหารและมีกระแสข่าวการร่วมกันจับขั้วรัฐบาลหลังการเลือกตั้งนั้น นายเฉลิมชัย ระบุว่า อย่าดูถูกประชาชน เพราะจะต้องฟังเสียงประชาชนก่อนว่า หลังการปิดหีบการเลือกตั้งประชาชนจะไว้วางใจพรรคการเมืองใด จำนวนเท่าใดบ้าง ยอมรับว่า ตนเองเป็นคนต่างจังหวัด เล่นละครไม่เก่ง และจะดำเนินการเฉพาะข้อเท็จจริงเท่านั้น หรืออย่างบางหัวหน้าพรรคการเมืองไปรับประทานอาหารร่วมกันนั้น ตนเองก็มีไปรับประทานอาหารด้วย เพียงแต่ไม่ได้เผยแพร่ภาพเท่านั้น

ตระกูลม่วงศิริ สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ลงสนามเลทิกตั้งกทม.ในการเลือกตั้ง2566ตระกูลม่วงศิริ สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ลงสนามเลทิกตั้งกทม.ในการเลือกตั้ง2566

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่่ 18 มี.ค. 2566 นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ เป็นหนึ่งใน 33 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พปชร. กรุงเทพมหานคร แต่หลังยุบสภา นายสุวัฒน์ ลาออก พปชร. และสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กฏหมายเปิดช่องให้ย้ายสังกัดพรรคการเมืองได้

ตระกูลม่วงศืริ แถลงเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ ตระกูลม่วงศืริ แถลงเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์

นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ รับบัตรสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคปชป.นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ รับบัตรสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคปชป.

‘เพื่อไทย’ เปิดเวที คิดใหญ่ทำเป็น เพื่อคน ‘กรุงเทพฯ’ วันพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545420

23 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' เปิดเวที คิดใหญ่ทำเป็น เพื่อคน 'กรุงเทพฯ' วันพรุ่งนี้

เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ครั้งแรกในเมืองหลวง ‘เพื่อไทย’ คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคน ‘กรุงเทพฯ’ เย็นวันพรุ่งนี้ ที่จุฬาฯซอย 4

คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ  เย็นวันพรุ่งนี้  เพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในกทม.  พร้อมเปิดตัว ว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้งสส. กทม. ทั้ง 33 เขต

การจัดงานของพรรคเพื่อไทย เย็นวันพรุ่งนี้ ถือเป็นการเปิดปราศรัยในเวทีกรุงเทพมหานครครั้งแรก หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้จัดเวทีปราศรัยในหลายจังหวัดทุกภาคของประเทศ  และมีการประกาศยุบสภาแล้ว

นอกจากในงานจะมีผู้บริหาร กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค บุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมงาน เช่น ศิลปิน ดารา เซเลบริตี้ กลุ่ม LGBTQ+  สายมู ด้อมต่างๆ เข้าร่วมงาน และยังถือเป็นการปราศรัยบนเวทีการเมืองครั้งแรกของนายอรรฆรัตน์ นิติพล ในฐานะผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้งสส.กทม.เขตประเวศ พรรคเพื่อไทย

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยเผยแพร่คลิปเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมงานเปิดวิสัยทัศน์ประเทศไทย ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ’  โดยเนื้อหาภายในคลิป  กล่าวเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ เข้าร่วมงาน โดยภายในงาน จะพบกับผู้ปราศรัย 4 คน ได้แก่

  • นางสาวแพทองธาร ชินวัตร  ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ ‘Think Big คิดใหญ่ เพื่อไทยทุกคน’
  • นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ ‘New Vision วิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อไทยทุกคน’
  • นายดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร  แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ  ‘New Income รายได้ใหม่ เพื่อไทยทุกคน’ 
  • นายอรรฆรัตน์ นิติพน  ผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขตประเวศ พรรคเพื่อไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ ‘Future Job อาชีพใหม่ เพื่อไทยทุกคน’

โดยจะเปิดตัวผู้ซึ่งประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้งสส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ครบทั้ง 33 คน 33 เขตด้วย

“ขอชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น สอบถามนโยบายที่พี่น้องให้ความสนใจ นโยบายที่จะสร้างชีวิตใหม่ให้คนกรุงเทพฯ ให้มีคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดีขึ้น พบกันวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม ที่ Stadium One จุฬาซอย 4 และ ซอย 6  ถนนบรรทัดทอง เริ่มตั้งแต่เวลา 17.30 น.” นางสาวแพทองธารกล่าว

ส่องนโยบาย 8 พรรค “เลือกตั้งผู้ว่าฯ-แก้รธน.-รื้องบฯ” คลายล็อกกระจายอำนาจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545360

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

23 มี.ค. 2566

ส่องนโยบาย 8 พรรค "เลือกตั้งผู้ว่าฯ-แก้รธน.-รื้องบฯ" คลายล็อกกระจายอำนาจ

เลือกตั้ง66 : เปิดนโยบายหาเสียง 8 พรรคการเมือง ประเด็น “การกระจายอำนาจ” ชู แก้รัฐธรรมนูญ-เลือกตั้งผู้ว่า-รื้อระบบงบประมาณ” ให้ท้องถิ่นอิสระจากรัฐบาลกลาง

เวทีดีเบตเลือกตั้ง66 “ท้องถิ่น มั่งคั่ง ประเทศมั่นคง” ซึ่งจัดโดยสื่อในเครือเนชั่น ร่วมกับสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 22 มี.ค. 66 เชิญ 8 พรรคการเมืองขึ้นเวที ชูนโยบายที่เกี่ยวกับ “การกระจายอำนาจ”  

ส่องนโยบาย 8 พรรค "เลือกตั้งผู้ว่าฯ-แก้รธน.-รื้องบฯ" คลายล็อกกระจายอำนาจ

โดยหลายพรรคมีนโยบายที่ตรงกันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกับดักใหญ่ของการพัฒนาประเทศที่จะมาจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และหลายพรรคมีนโยบายชัดเจนในเรื่องของการยุบรวมอำนาจท้องถิ่น อย่างเช่นการเลือกตั้งผู้ว่า หรือ เลือกตั้งผู้บริหารจังหวัด

รวมทั้งมีนโยบายที่ตรงกันทุกพรรคคือการปลดล็อกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความอิสระจากรัฐบาลกลาง อิสระจากส่วนราชการภูมิภาค เพื่อลดความซ้ำซ้อน ตอบโจทย์ในการบริหารงานให้ท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ
พรรคพลังประชารัฐ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ บอกว่า การวัดแข่งความขันของประทศมีความสำคัญเพราะท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกลไก โดยเสนอบันได 4 ขั้น คือ 

  1. การะจายอำนาจต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจสู่ท้องถิ่น ลดการกำกับจากส่วนกลางลง เพราะท้องถิ่นใกล้ชิดและเข้าใจความต้องการประชาชน นโยบายที่ดีต้องมาจากท้องถิ่น  ส่วนกลางแค่คิดระบบวางยุทธศาสตร์ กำหนดมาตรฐาน ส่วนภูมิภาคเพียงประสาน ขอความร่วมมือ ดูแลกิจกรรม ไม่ใช่การสั่งงานให้ท้องถิ่นทำตาม
  2. จัดงบประมาณใหม่ เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เพราะงบปี 2566 จัดการงบให้ท้องถิ่นเพียง 29% พรรคพลังประชารัฐ จะผลักดันสัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นให้ได้ 35% ให้เร็วขึ้น เพราะงบท้องถิ่นไม่พอ พร้อมกับจะส่งเสริมให้ท้องถิ่นจัดการงบประมาณด้วยตนเอง 
  3. จัดตั้งองค์กรส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
  4. หนุนเก็บภาษีท้องถิ่นใช้ในท้องถิ่น เพิ่มอำนาจการเก็บภาษีใหม่โดยไม่รอส่วนแบ่งรายได้ อาทิ ภาษีการพักอาศัย ภาษีท่องเที่ยว และส่งเสริมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ แปรรูปการไฟฟ้าของท้องถิ่นเหมือนท้องในเยอรมัน ปลดแอกนายทุนส่วนกลาง

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าภูมิใจไทยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าภูมิใจไทย

ภูมิใจไทย

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าภูมิใจไทย บอกว่า ถ้าสัมผัสการทำงานจริงๆ ได้ฟังเสียงท้องถิ่นพูดเสมอว่าการกระจายอำนาจไม่ 100% มีหลายเรื่องที่ท้องถิ่นไม่สามารถตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา เพราะกฎหมายไม่รองรับ เช่น การหาบุคลากรทำเองก็ทำไม่ได้ เพราะมีคนจัดการให้ แต่ไม่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น 

รวมทั้งการจัดงบประมาณให้ท้องถิ่นก็ไม่สอดรับ เงินคือปัจจัยที่ต้องขับเคลื่อน แต่เป็นปัญหามาตั้งแต่ 2542 จึงอยากให้ท้องถิ่นมีงบของตัวเองมากขึ้น 

“ผมอยากให้ 2 เรื่อง 100% ได้ไหม คือเรื่องอำนาจการบริหารจัดการเป็นของท้องถิ่น 100% ได้ไหม โดยไม่อิงส่วนกลาง ดังนั้น กฎหมายอะไรที่เป็นอุปสรรคการกระจายอำนาจต้องแก้ไขให้รองรับการกระจายอำนาจ 100% ให้ได้” 

นายทรงศักดิ์ ฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาของการกระจายอำนาจในปัจจุบัน อาทิ การถ่ายโอนภารกิจมีปัญหาเรื่องงบและบุคลากร อย่างเช่น การโอนสถานีขนส่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  โดยรัฐบาลให้ภารกิจไปแต่ไม่สามาถทำงานได้ 

นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนานายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา
ชาติไทยพัฒนา

นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา ย้ำจุดแข็งของพรรคชาติไทยพัฒนาว่า “นโยบายพรรคเราเป็นการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง” ซึ่งประกาศเป็นคำมั่นสัญญานโยบายของพรรคอยู่ในราชกิจจานุเบกษา 

“เรื่องนี้ต้องเริ่มจากการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเราจะแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ จะทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ จะให้อำนาจประชาชน เป็นต้นทางของการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะในหมวด 14 ฉบับปัจจุบัน ที่รัฐธรรมนูญไม่มีคำว่ากระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว” 

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหางบประมาณท้องถิ่น นายนิกร ระบุว่า พรรคชาติไทยพัฒนามีนโยบายที่จะจัดสรรงบให้ท้องถิ่นละ  10 ล้านบาท 

น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย

ไทยสร้างไทย

น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย บอกว่า การกระจายอำนาจ ที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้ เพราะมีการรวมศูนย์ทั้งสิ้น ทุกวันนี้ส่วนราชการก็ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน ทำให้การกระจายอำนาจเป็นเพียงเรื่องลมๆแล้งๆ พรรคการเมืองไหนที่ดูแลการปกครองอย่างกระทรวงมหาดไทยก็ใช้ทำประโยชน์เพื่อการเมืองทั้งสิ้น

ศิธา บอกถึงนโยบายของไทยสร้างไทยว่า มุ่งมั่นกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่งจริงจังด้วยวิธีการดังนี้ 

  • ลดความเหลื่อมล้ำกับกทม และตจว.อย่างจริงจัง ให้ได้ 25% ภายในปี 2570 ไม่ให้รวยกระจุกจนกระจาย
  • สร้างคลัสเตอร์ทางเศรษฐกิจนกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละประเทศ 
  • ซิงเกลคอมมานด์ เพราะตอนนี่้กลายมีทั้งผู้ว่า และนายกอบจ. จนทำให้มีคนบอกว่าผู้ว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง 

“ส่วนผมมองว่า จะเลือกตั้งนายกอบจ. หรือ ผู้ว่าฯ เอาสักอย่างให้ประชาชนเลือกผู้บริหารจังหวัด เพื่อให้เป็นซิงเกลคอมมานด์ ต้องเชื่อมโยงคลัสเตอร์ จังหวัดต้องผลิตคนตอบโจทย์ความเจริญของจังหวัด”

  • หยุดรัฐราชการรวมศูนย์ เพราะสุดท้ายในทางปฏิบัติจะรวมอำนาจอยู่ที่นายกรัฐมนตรีคนเดียว 
  • แก้รัฐธรรมนูญหมวด 14 เพราะการะจายอำนาจคือการกระจายทุกสิ่งให้ชุมชน การปฏิรูประแบบราชการของส่วนราชการที่ชื่อว่ากระทวงมหาดไทยต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน 
ส่องนโยบาย 8 พรรค "เลือกตั้งผู้ว่าฯ-แก้รธน.-รื้องบฯ" คลายล็อกกระจายอำนาจ

ชาติพัฒนากล้า

นายอรัญ พันธุมจินดา รองเลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ท้องถิ่นมีความสำคัญมาก ช่วยดูแลประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ดำเนินนโยบายตามความต้องการของประช่าชน  ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่าอปท. ต้องดำเนินการตามหลักปกครองตนเอง ดังนั้น รัฐบาลต้องให้อิสระกับอปท.

เพราะเคยมีคำถามว่าให้อิสระเพียงพอหรือไม่ ให้อำนาจครบถ้วนหรือไม่ คำตอบคือยังไม่ถึงจุดนั้น มีการกำหนดแนวทางจากราชการส่วนกลาง ควบคุมโดยราชการส่วนภูมิภาค

“ชาติพัฒนากล้าเห็นว่าควรรื้อโครงสร้างส่วนท้องถิ่น ปรับปรุงรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” 

นายนิพนธ์ บุญยามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายนิพนธ์ บุญยามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ประชาธิปัตย์

นายนิพนธ์ บุญยามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การกระจายอำนาจเป็น DNA ของพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่การประกาศตั้งพรรคเมื่อ 2485 ในข้อ 5 จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเราเสนอกฎหมายกระจายอำนาจในช่วงต่างๆ อาทิ ยกระดับสภาตำบล เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล มาถึงทุกวันนี้  เพราะนี่คือการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท 

นายนิพนธ์ ยกตัวอย่างนโยบายว่า จะเดินหน้าเรื่องการกระจายอำนาจด้วยการยกระดับเทศบาลเมืองขนาดเล็ก กลาง ใหญ่  เทศบาลนครทั้งหลาย พร้อมยกให้เป็นเมืองมหานคร  และเรากล้าบอกว่าจังหวัดไหนมีความพร้อมจะให้เป็น “จังหวัดจัดการตนเอง” นี่คือแนวทางลดความเหลื่อมล้ำ

นายนิพนธ์ เล่าประสบการร์ว่า เห็นแล้วว่า 30 กว่าปีในการกระจายอำนาจ มีอุปสรรคอย่างไร เราเริ่มถอดบทเรียนกันแล้ว เราต้องไม่ตัดเสื้อโหล บังคับให้ใส่เหมือนกันไม่ได้ ต้องให้อิสระในการทำภารกิจที่ต้องการกับชุมชน เลิกการสั่งการจากส่วนกลาง เลิกการสั่งการ ต้องคิดใหม่ทำใหม่

“การจัดสรรงบก็ต้องคิดภาษีใหม่ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีภัยพิบัติ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะแบ่งให้ท้องถิ่น มีธนาคารเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  ท้องถิ่นไหนที่มีโครงการดีจะไม่มีข้อจำกัดการพัฒนาเมือง เพราะเราจะมีสถาบันพัฒนาเมืองในการพัฒนาเมือง ในการกลั่นกรองโครงการของท้องถิ่น” 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกลนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล

ก้าวไกล
 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการกระจายำนาจตอนนี้มีคำสั่งคสช.กดหัวอยู่ ส่งผลต่อการบริหารจัดการ ซึ่งพรรคก้าวไกลมีนโยบายกระจายอำนาจว่า 

  • เลือกตั้งนายกทุกจังหวัด เลือกตั้งผู้ว่าทุกจังหวัด คิดว่าผู้มีอำนาจสูงสุดต้องมีคนเดียว ยุบและควบรวมส่วนราชการท้องถอ่น
  • ยกเลิกกฎ ระเบียบที่กดทับท้องถิ่นที่ดักโกงที่ออกโดยส่วนกลาง ส่งเสริมรัฐโปร่งใส จัดตั้งสภาพลเมือง  
  • กระจายงบ 50% หรือ 2 แสนล้านบาท ภายใน 4 ปี ท้องถิ่นออกระเบียบเบิกจ่ายเองได้ 
  • แก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่น เพราะรธน.ไม่มีคำว่ากระจายอำนาจไว้เลย โดยการกระจายอำนาจต้องไม่เป็นเพียงพะราชบัญญัติเท่านั้น 

“ต้องการสถาปนาความคิดนี้โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจท้องถิ่นทำได้ทุกอย่าง ยกเว้น ศาล ทหาร เงินตรา และต่างประเทศ” 

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทยนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย

 เพื่อไทย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย บอกว่า โลกนี้มีเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลทำไม่ทัน ทำไม่ดี รัฐบาลไม่ควรแย่งงานท้องถิ่น โลกต้องการบทบาทท้องถิ่น  9 ปีมานี้การกระจายอำนาจถอยหลังที่สุดในรอบ 25 ปี 

  • กำกับควบคุม จากส่วนกลางเต็มไปหมด ครอบอปท. 
  • การทำแผนต้องสอดคล้งกับแผนจังหวัด
  • โครงการจำนวนมากต้องผ่านอนุมัติของอำเภอและผู้ว่า
  • คำสั่งคสช.เรื่องงานบริหารบุคคลครอบเอาไว้ คือ 8/60 เขาอยากจะได้พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ทำได้ช้า 
  • การถ่ายโอนภารกิจที่ชะงักทำไม่สำเร็จ หลายอย่างดึงกลับไปส่วนกลาง
  • การแบ่งงานไม่ชัดเจน ทำงานซ้ำซ้อน คณะกรรมการกระจายอำนาจแบ่งไม่ชัดเจน ต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นำร่อง 4-5 จังหวัด
  • แบ่งรายได้ไม่สอดคล้องกับภารกิจ งานที่จะทำโดยความต้องการท้องถิ่นไม่เกิดทำแต่งานที่รัฐบาลสั่งมา

“เสนอให้ยกเครื่องคณะกรรมการกระจายอำาจกันใหม่ แก้กฎหมายที่กดทับ และแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สถานะของการกระจายอำนาจกลับมาเหมือนเดิม”

‘ศาลรธน.’ รับคำร้องตีความ พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้พ.ร.บ.อุ้มหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545414

23 มี.ค. 2566

'ศาลรธน.' รับคำร้องตีความ พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้พ.ร.บ.อุ้มหาย

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ รับคำร้องตีความ พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้พ.ร.บ.อุ้มหาย แจ้ง ครม.-ผบ.ตร. ยื่นหลักฐานภายใน 15 วัน

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. มติเป็นเอกฉันท์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)จำนวน 99 คน ร้องขอพิจารณาตีความเรื่อง พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ กฎหมายอุ้มหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 1972 วรรคหนึ่ง หรือไม่

โดย สส. จำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า
 

พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 ตราขึ้น เพื่อขยายกำหนดเวลาการมีผลใช้บังคับของพระราชบัญญัติพ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25 จากเดิมที่ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือ วันที่ 22กุมภาพันธ์ 2566 แก้ไขเป็น ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

โดยอ้างเหตุผลความไม่พร้อมด้านงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงานในการบังคับใช้พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง มีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาอาศัยอำนาจ และให้คณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จัดทำความเห็นตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด โดยจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ศาลรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญ

‘กลุ่มวังน้ำยม’ กลับ ‘เพื่อไทย’ มั่นใจ คิดใหญ่ ทำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545410

23 มี.ค. 2566

'กลุ่มวังน้ำยม' กลับ 'เพื่อไทย' มั่นใจ คิดใหญ่ ทำเป็น

คืนถ้ำ ‘เพื่อไทย’ อดีตแกนนำ ‘กลุ่มวังน้ำยม’ ชมทักษิณ บรรลุเป้าหมายตามนโยบาย เชื่อบรรยากาศประชาธิปไตยจะคืนมา และฟ้าเปิดแล้ว

เพื่อไทย มอบหมายภารกิจ อดีตแกนนำกลุ่มวังน้ำยม สมศักดิ์ เทพสุทิน ดูแลพื้นที่ปักษ์ใต้ ส่วนสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ช่วยดูยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ ในโอกาสที่กลับเข้าทำงานการเมืองร่วมกับพรรคเพื่อไทย  โดยมี นางอนงค์วรรณ  เทพสุทิน และ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต สส.ร่วมคณะย้ายเข้ามาอยู่ด้วย

นายสมศักดิ์ เชื่อว่าวันนี้ฟ้าเปิดแล้ว และบรรยากาศประชาธิปไตยกลับคืนมา ขณะเดียวกันยังชื่นชมนายทักษิณ ชินวัตร ที่ทำตามนโยบาย บรรลุเป้าหมาย และเป็นที่ยอมรับของประชาชน พร้อมขอบคุณพรรคเพื่อไทย ที่เปิดรับให้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมในการทำงานให้สมบูรณ์แบบ

ยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนขั้วการเมือง และจะตั้งใจทำงานเต็มที่ เพื่อให้ได้ สส. มากที่สุด และเพิ่ม สส. พื้นที่ใหม่ได้ หลังจากนี้จะไม่มีกลุ่มสามมิตร ไม่มีมุ้ง จะมีแค่บุคคลากรที่มาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

เปิดตัวแกนนำกลุ่มสามมิตร ย้ายกลับเพื่อไยเปิดตัวแกนนำกลุ่มสามมิตร ย้ายกลับเพื่อไย

ขณะที่นายสุริยะ ชี้แจงถึงสาเหตุที่ย้ายกลับมาเพื่อไทย ว่า ตลอด 8 ปี ที่ผ่านมา โครงสร้างทางเศรษฐกิจพังทลาย แบ่งเป็น 4 ปีแรก ที่มีการทำรัฐประหาร ไม่เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ และ 4 ปี หลัง ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องกระจายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ประเทศมีจีดีพีต่ำที่สุดในอาเซียน

ดังนั้น  การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องมีพรรคแกนนำรัฐบาลที่มี สส. เข้ามาแบบทล่มทลาย จึงตัดสินใจเข้าพรรคเพื่อไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายแลนด์สไลด์ ภายใต้แนวคิด “คิดใหญ่ ทำเป็น “ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับเสียงสะท้อนว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ถ้าอยู่ต่อจะทำให้เกิดความทุกข์ยาก และเพื่อนก็ไม่อยากให้อยู่พรรคพลังประชารัฐ

ส่วนนางอนงค์วรรณ บอกว่า ในฐานะที่เป็นอดีต สส. และลงพื้นที่จะพบว่า ประชาชนชื่นชมนโยบายของพรรคไทยรักไทย ที่สร้างประโยชน์ แก้ปัญหาตรงจุด และจนถึงวันนี้ก็ชื่นชมพรรคเพื่อไทย ที่ยังคงมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้ประชาชน มีนโยบายที่ทันสมัย และการกลับมาครั้งนี้ รู้สึกอบอุ่น เป็นความหวังของประชาชน ที่จะกลับมารุ่งเรืองเหมือนอดีตอีกครั้ง พร้อมย้ำว่า มาด้วยใจจริง และตั้งใจทำงาน 

กม.ฉบับใหม่ ลูกจ้างปฏิเสธรับการติดต่อจาก ‘นายจ้าง’ หลังเลิกงานได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545403

23 มี.ค. 2566

กม.ฉบับใหม่ ลูกจ้างปฏิเสธรับการติดต่อจาก 'นายจ้าง' หลังเลิกงานได้

กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ อนุญาตให้ลูกจ้างปฏิเสธรับการติดต่อจาก ‘นายจ้าง’ หลังเลิกงานได้ เว้นแต่ยินยอมเอง รวมถึงสนับสนุน WFH เริ่ม 18 เม.ย. นี้

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 ที่กำหนดห้ามนายจ้างติดต่อหลังเวลาเลิกงาน ว่า เมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติตามที่มีการตกลงกันแล้ว ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าในทางใด ๆกับนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน เว้นแต่ลูกจ้างได้ให้ความยินยอมโดยทำหนังสือไว้ล่วงหน้าก่อน

นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโอม (work from home) โดยทำงานจากที่พักอาศัยของลูกจ้าง หรือจากสถานที่อื่นๆ ซึ่งอยู่นอกสถานประกอบการของนายจ้างมากขึ้น ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวได้เพิ่มเติมบทบัญญัติที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของลูกจ้างให้ได้ความคุ้มครอง เป็นประโยชน์ในการประกอบกิจการของนายจ้าง ตลอดจนมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาจราจร ลดการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงด้วย

โดยได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2566 และจะมีผลบังคับเมื่อพ้น 30 วันนับแต่วันประกาศ หรือ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.2566 เป็นต้นไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ได้เพิ่มบทบัญญัติ มาตรา 23/1 ซึ่งมีสาระสำคัญให้นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงให้ลูกจ้างทำงานในทางการที่จ้างที่ลูกจ้างสามารถปฏิบัติงานนอกสถานประกอบการหรือนอกสำนักงานของนายจ้างไปทำที่บ้านหรือที่พักอาศัยของลูกจ้าง หรือตกลงให้ลูกจ้างทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใดๆ ได้

ในการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้น อาจตกลงให้มีรายละเอียด เช่น ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการตกลง วัน เวลาทำงานปกติ เวลาพัก และการทำงานล่วงเวลา การลา ขอบเขตหน้าที่ของลูกจ้าง การกำกับควบคุมของนายจ้าง ภาระหน้าที่เกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเป็น อันเนื่องจากการทำงาน

ทั้งนี้ เมื่อมีบทกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว ลูกจ้างซึ่งทำงานที่บ้าน หรือที่พักอาศัย หรือทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ มีสิทธิและอยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานต่างๆ เช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการหรือสำนักงานของนายจ้างด้วย

อ่านกฎหมายฉบับเต็ม : https://bit.ly/3ncTdr6

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

อดีตรองประธานสภาฯ ลา ‘เพื่อไทย’ ย้ายซบอกคุณหญิงหน่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545398

23 มี.ค. 2566

อดีตรองประธานสภาฯ ลา 'เพื่อไทย' ย้ายซบอกคุณหญิงหน่อย

ตั้งเป้าพา ‘ไทยสร้างไทย’ ได้ที่นั่งใน ‘ชัยภูมิ’ อดีตรองประธานสภาฯ เจริญ จรรย์โกมล ซบอกคุณหญิงหน่อย มั่นใจ ปักธงได้แน่

อดีตรองประธานสภา ควงลูกชาย พร้อมทีมงาน ทิ้งเพื่อไทย ยกคณะซบอกคุณหญิงสุดารัตน์ เตรียมจัดทีมชัยภูมิ ลุยกวาด สส. ให้ไทยสร้างไทย ทางออก ทางรอดของประเทศ จากวิกฤติการเมืองสองขั้วมั่นใจ ปักธงได้แน่

อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เจริญ จรรย์โกมล ให้เหตุผลการตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทย เพราะเห็นว่าเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ชัดเจน คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นผู้นำที่มีความสามารถ และมือสะอาด

มีผลงานโดดเด่นทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค การปราบโรคซาร์ โรคหวัดนก มีความจริงใจกับพี่น้องประชาชนจึงเป็นที่รักของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวอีสาน และมั่นใจว่าพรรคไทยสร้างไทยจะเป็นพรรคการเมืองของชาวอีสานได้อย่างแน่นอน

ขณะที่นโยบายซึ่งได้ประกาศต่อพี่น้องประชาชน ล้วนเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศชาติ ประชาชนอย่างยิ่งในเวลานี้

ทีมผู้สมัครสส.ชัยภูมิพรรคไทยสร้างไทยทีมผู้สมัครสส.ชัยภูมิพรรคไทยสร้างไทย

นายเจริญ จรรย์โกมล เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรถึง 3 คณะ และเป็นอดีตสส.จังหวัดชัยภูมิ ถึงเจ็ดสมัย

นายเจริญจะเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมจังหวัดชัยภูมิและทำงานร่วมกับผู้สมัคร สส.จังหวัดชัยภูมิ เช่น นายอุทิศ พิมพลีชัย ผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ เขต2  นายพิชัย ขระสูงเนิน ผู้สมัคร สส.ชัยภูมิเขต 4 นายจอมจักรภพ เอกกุล ผู้สมัครส.ส.ชัยภูมิเขต 6 และนายธนกฤต จรรย์โกมล ว่าที่ผู้สมัครสส.จังหวัดชัยภูมิ พรรคไทยสร้างไทย

อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก สมัครเป็นสมาชิกพรรค ‘ประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545393

23 มี.ค. 2566

อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก สมัครเป็นสมาชิกพรรค 'ประชาธิปัตย์'

พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก ศรัทธา หัวหน้าพรรค ‘ประชาธิปัตย์’ สัครเป็นสมาชิกตลอดชีพ

ประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ศรัทธา หัวหน้าพรรค มุ่งมั่น ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ. อ้าย เป็นอดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก  ประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 12

พล.อ.บุญเลิศ เข้าพบนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค  เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาภายหลังการหารือกับนายจุรินทร์ พล.อ.บุญเลิศได้เข้าพบนายบัญญัติ บรรทัดฐานประธานสภาที่ปรึกษาพรรคและนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค พร้อมกับได้สมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แบบตลอดชีพ โดยนายจุรินทร์และนายนิพนธ์ บุญญามนี ผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรคเป็นผู้มอบบัตรสมาชิกพรรคให้ด้วยตนเอง

พล.อ.บุญเลิศ ได้กล่าวว่า ตนได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีความศรัทธาเชื่อมั่นในการทำงานของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และต้องการเข้ามาช่วยพรรคจริงๆไม่ได้มาหาตำแหน่งหรือหาผลประโยชน์ใด ๆ จากพรรค

ยอมให้การเมืองครอบงำ ทำ ‘กระทรวงสาธารณสุข’ อ่อนแอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545391

23 มี.ค. 2566

ยอมให้การเมืองครอบงำ ทำ 'กระทรวงสาธารณสุข' อ่อนแอ

ผอ.โรงพยาบาลสะบ้ายย้อย กังวลวัฒนธรรมองค์กร ของ ‘กระทรวงสาธารณสุข’ อ่อนแอ เพราะปล่อยให้ฝ่ายการเมืองครอบงำมา 4 ปี

นายแพทย์ สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกมาแสดงความกังวล วัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงสาธารณสุข ที่เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม เหตุเพราะไม่มีคนคอยสร้างสมดุลกับปีกการเมือง ที่ครอบงำข้าราชการกระทรวงมา 4 ปี  

กระทรวงสาธารณสุขในทัศนะของหมอสุภัทร อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบอนุทินมายาวนาน4ปี เป็นเวลาที่นานมากพอที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงลึกถึงระดับวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

เดิมรัฐมนตรีทุกคนต่างก็พยายามล้วงลูกการทำงานหรือการแต่งตั้งข้าราชการบ้างก็เป็นธรรมดา  แต่ปลัดกระทรวงในฐานะหัวหน้าของข้าราชการทั้งหมด จะเป็นคนที่คอยสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของปีกการเมืองกับความสามารถเหมาะสมของปีกข้าราชการ การเมืองจึงล้วงลูกได้ไม่มาก

แต่ 4 ปีมานี้ การเมืองล้วงลึก ที่ทำได้เพราะปลัดกระทรวงอ่อนแอ ปลัดทำหน้าที่เป็นเพียง wall paper เดินตามต้อยๆ ไม่มีปากเสียง สังเกตว่าเวลาแต่งตั้งโยกย้าย ในกลุ่มไลน์ผู้บริหารจะโพสต์ “ขอบคุณท่านรองนายกฯและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขที่ให้โอกาส” น่าแปลก ที่ไม่ขอบคุณปลัดกระทรวง  แต่ไปขอบคุณรัฐมนตรี

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตในกลุ่มไลน์ เมื่อรัฐมนตรี โพสต์อะไรในกลุ่ม หลายคนจะกดไลค์ ส่งสติ๊กเกอร์ หรืออวยกันแบบไม่น่าเชื่อ ทั้งกระทรวงไม่มีความเห็นต่าง เพราะใครเห็นต่างนอกจากไม่ก้าวหน้า ยังจะถูกจัดการด้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนใครที่อวยท่าน มีโอกาสเจริญ ใครทำงานหนักแต่ไม่อวย ก็ทำไป

เวลาผู้ใหญ่มาตรวจราชการหรือมาส่วนตัวก็ตาม ต้องแห่กันไปต้อนรับที่สนามบิน มีงานเลี้ยงใหญ่โต ต้องข้ามจังหวัดมาต้อนรับให้เห็นหน้า เพื่อแสดง loyalty ความจงรักภักดี จนมหาดไทยยังอาย

นี่คือวัฒนธรรมองค์กรใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข ไปแล้ว เวลา 4 ปีมากพอที่จะทำให้ สธ. ที่เคยเป็นกระทรวงที่เคยมีจุดยืนข้างวิชาการที่ถูกต้อง  เปลี่ยนไปเป็นองค์กรที่ลู่ตามลม เดินตามนาย งานที่ทำก็ดูทิศทางลมให้มากๆ อย่าทวนลมชีวิตจะลำบาก

หมอสุภัทร มองว่า ความอ่อนแอของกระทรวงสาธารณสุขเกิดจากปลัดกระทรวงและผู้หลักผู้ใหญ่ข้าราชการประจำ  ที่ไม่กล้าหาญยืนเป็นหลักให้ตรงแม้ลมจะพัดแรง70%ส่วนอีก 30% เป้นเรื่องปกติของฝ่ายการเมือง

ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง ‘ชาญชัย’ 8 คดีรวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545370

22 มี.ค. 2566

ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง ‘ชาญชัย’ 8 คดีรวด

ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง ‘ชาญชัย’ 8 คดีรวด หลังถูกกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ฟ้องหมิ่นประมาท ยกยวง ศาลชี้ชัด ทั้งหมด ล้วนเป็นการแถลงข่าวด้วยข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

22 มี.ค. 2566 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย น.ส. มรกต อิสระเสนารักษ์ ในฐานะผู้ช่วยทำคดีและทีมทนายความเดินทางไปที่ศาลอาญา(ศาลฎีกา) เพื่อฟังคำตัดสินคดีที่กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ฟ้องนายชาญชัย ในคดีหมิ่นประมาทในหลายกรณีรวม 8 คดี โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว สรุปให้ยกคำฟ้องทั้ง 8 คดี ที่กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ฟ้องร้องนายชาญชัย 

โดยมีข้อความตอนหนึ่งในคำพิพากษาขอวศาลฎีกาว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การแถลงข่าวของนายชาญชัย เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง โดยสาระสำคัญในการแถลงข่าวเป็นการบอกกล่าวถึงข้อเท็จจริงในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของบริษัท ทอท. และประเทศชาติ

ทั้งการแถลงข่าวของนายชาญชัยให้สื่อมวลชนและประชาชนในสังคมได้รับทราบ ยังถือเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการดำเนินการบริหารของ ทอท. เพื่อให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการให้ถูกต้อง อันเป็นการปกปักรักษาผลประโยชน์ของบริษัท ทอท. และประเทศชาติอีกทางหนึ่ง

การแถลงข่าวของนายชาญชัย จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทั้งเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3) การแถลงข่าวของนายชาญชัยทั้ง 5 ประการ จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น (คำพิพากษาหน้า 44 )

คำพิพากษา หน้า44คำพิพากษา หน้า44

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย น.ส. มรกต อิสระเสนารักษ์ ในฐานะผู้ช่วยทำคดีและทีมทนายนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย น.ส. มรกต อิสระเสนารักษ์ ในฐานะผู้ช่วยทำคดีและทีมทนาย

นายชาญชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ทั้ง8 คดีดีงกล่าวล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง โดยได้ยกกรณีตัวอย่างขึ้นมาประกอบ 3 กรณี คือ 1.กรณีที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) ขยายระยะเวลาสัญญาให้ บริษัทคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด และ บริษัท คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ เป็นไปโดยไม่ชอบ เพราะโครงการมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท จำเป็นต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี( ครม. ) เพื่ออนุมัติเท่านั้น เพราะถือว่าเข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2535 (คำพิพากษา หน้าที่ 40-41)

คำพิพากษาหน้า40คำพิพากษาหน้า40

คำพิพากษาหน้า41คำพิพากษาหน้า41

2. กรณีการขายสินค้าปลอดอากร โดยไม่ได้นำสินค้าออกไปยังต่างประเทศ ทั้งที่การขายสินค้าปลอดอากร ต้องขายโดยส่งออกไปต่างประเทศเท่านั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายชาญชัย ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการศึกษา เสนอแนะมาตรการและกลไกในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(สปท.) ได้รับฟังข้อมูลจากผู้แทนกรมศุลกากรว่า บริษัทคิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขายสินค้าปลอดอากรที่ซอยรางน้ำ แล้วให้ผู้ซื้อกลับมารับสินค้า ได้ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ถือว่า ไม่ถูกต้อง และต้องเอาผิดกับบริษัทคิงเพาเวอร์ ฯ อันเป็นการทราบจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายชาญชัย ในฐานะอนุกมธ. ปราบทุจริต ของสปท. ทำให้เชื่อโดยสุจริตว่า เป็นเรื่องที่เป็นความจริง (คำพิพากษาหน้าที่ 41-42) 

คำพิพากษาหน้า 42คำพิพากษาหน้า 42

3.ศาลฎีกา รับฟังว่า จากเหตุข้อ 1. การต่อสัญญาโดยฝ่าฝืนทำผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 และข้อ2.การขายสินค้าปลอดอากรโดยไม่เชื่อมระบบ POS (พ้อย ออฟ เซล)ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบยอดการขายสินค้าในแตละวันได้ ส่งผลกระทบถึงการเรียกเก็บผลตอบแทนของ ทอท. ในอัตรา 15% จากยอดขายสินค้า อาจได้ไม่ครบจำนวน และการขายสินค้าที่ซอยรางน้ำ แล้วไปส่งมอบให้ลูกค้าที่ท่าอากาศยานฯ โดยที่ ทอท. ไม่ได้รับส่วนแบ่ง 15% เต็มจำนวนตามสัญญา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ทอท. และรัฐ ซึ่งการขายสินค้าโดยไม่นำออกต่างประเทศจริง แต่กลับนำสินค้าเข้ามาในประเทศ ถือเป็นการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรตามกฎหมาย เหตุการณ์ทั้งหมด ล้วนส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อ ทอท. และประเทศชาติโดยรวม ( คำพิพากษา หน้าที่ 42-43)

คำพิพากษาหน้า 43คำพิพากษาหน้า 43