ผลศึกษาใหม่ชี้ องค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2660963

ผลศึกษาใหม่ชี้ องค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ

22 มี.ค. 2566 18:52 น.

ผลศึกษาใหม่ชี้ องค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ

ผลการศึกษาใหม่ ชี้องค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ หลังพบองค์ประกอบสำคัญ 2 ชนิด สำหรับสิ่งมีชีวิตในตัวอย่างหินและทรายที่เก็บมาจากดาวเคราะห์น้อยริวงู (Ryugu)

เมื่อ 22 มี.ค. 2566 สื่อต่างประเทศรายงานว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยาซูฮิโระ โอบะ ในญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ผลงานศึกษาวิจัยลงในวารสาร Nature Communicatons ชี้ว่า จากการวิเคราะห์ตัวอย่างหินและทรายที่เก็บมาจากดาวเคราะห์น้อยริวงู ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 300 ล้านกิโลเมตร พบว่ามี ‘ยูราซิล’ เบสชนิดหนึ่งที่พบในกรดนิวคลิอิก ชีวโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีความจำเป็นต่อการสร้าง RNA (อาร์เอ็นเอ) อีกทั้งยังพบวิตามิน B3 หรือ niacin (ไนอะซิน) ซึ่งองค์ประกอบสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจถูกส่งมายังโลกของเราโดยอุกกาบาตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน

‘บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้พบก่อนหน้านี้แล้วว่ามีเบสนิวคลีอิกและวิตามินบนอุกกาบาตที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบจำนวนมากอย่างแน่นอน แต่ก็ยังมีคำถามมาตลอดว่าองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ถูกส่งมายังโลกได้อย่างไร’ ผู้ช่วยศาสตราจารย์โอบะแห่งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด หัวหน้าทีมวิจัย กล่าว หลังจากผลการศึกษาวิจัยใหม่ชี้ว่า องค์ประกอบสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรา อาจมาจากอวกาศผ่านทางอุกกาบาตที่พุ่งชนโลก

ดาวเคราะห์น้อยริวงู
ดาวเคราะห์น้อยริวงู

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ส่งยานอวกาศฮายาบูซะ 2 เดินทางไปยังดาวเคราะห์น้อยริวงู ตั้งแต่ธันวาคม 2557 เพื่อเก็บตัวอย่างหิน เศษทราย และฝุ่นจากพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยริวงูกลับมาบนโลกเพื่อทำการวิเคราะห์ และตัวอย่างเหล่านี้จากดาวเคราะห์น้อยริวงูได้ถูกบรรจุในแคปซูลที่ปิดอย่างดี จึงทำให้ไม่เกิดการปนเปื้อน

ตัวอย่างหินที่เก็บมาจากดาวเคราะห์น้อยริวงู
ตัวอย่างหินที่เก็บมาจากดาวเคราะห์น้อยริวงู

สำหรับ ดาวเคราะห์น้อยริวงู ถูกจัดให้อยู่ในชั้นดาวเคราะห์น้อยที่เรียกว่า carbonaceous ซึ่งมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญ หรือเรียกว่า C-type โดยก่อนหน้านี้จากการวิเคราะห์พบกรดอะมิโนมากกว่า 20 ชนิด ในตัวอย่างที่เก็บมาจากดาวเคราะห์น้อยริวงู.

ที่มา : Metro

สี จิ้นผิง ส่งสารยะเยือก บอกกับปูตินก่อนจากมอสโก ‘การเปลี่ยนแปลงกำลังมา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2660650

สี จิ้นผิง ส่งสารยะเยือก บอกกับปูตินก่อนจากมอสโก ‘การเปลี่ยนแปลงกำลังมา’

22 มี.ค. 2566 16:01 น.

สี จิ้นผิง ส่งสารยะเยือก บอกกับปูตินก่อนจากมอสโก ‘การเปลี่ยนแปลงกำลังมา’

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ส่งสารยะเยือกถึงบรรดาชาติตะวันตก กล่าวกับเพื่อนรัก วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย  ‘การเปลี่ยนแปลงกำลังมา ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมา 100 ปี’ ก่อนสี จิ้นผิงจะเดินทางออกจากกรุงมอสโก 

การเดินทางมาเยือนกรุงมอสโกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และคณะ ถูกจับตาจากชาวโลกโดยเฉพาะชาติตะวันตกอย่างมาก เพราะถือเป็นการแสดงจุดยืนของรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุนรัสเซีย ซึ่งเปิดฉากทำสงครามในยูเครนมาตั้งแต่ 24 ก.พ. 2565 จนถูกสหรัฐฯ และชาติตะวันตกลงโทษด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เสร็จสิ้นการเยือนรัสเซีย เป็นเวลา 2 วัน โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียเดินมาส่งขึ้นรถออกจากวังเครมลิน เมื่อ 21 มี.ค.2666
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เสร็จสิ้นการเยือนรัสเซีย เป็นเวลา 2 วัน โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียเดินมาส่งขึ้นรถออกจากวังเครมลิน เมื่อ 21 มี.ค.2666

‘การเปลี่ยนแปลงกำลังมาซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมา 100 ปี และพวกเรากำลังขับดันความเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน’ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวกับปูตินผ่านล่าม นอกจากนั้น  สี จิ้นผิง ผู้นำจีนยังพูดขณะจับมือกับประธานาธิบดีปูตินด้วยท่าทีที่เปี่ยมด้วยมิตรไมตรีว่า ‘กรุณาดูแลตัวเอง ด้วยนะเพื่อนรัก’ ก่อนที่สี จิ้นผิง จะเดินทางจากวังเครมลิน ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อเย็นวันอังคารที่ 21 มี.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น เสร็จสิ้นการเดินทางมาเยือนกรุงมอสโก พบหารือกับประธานาธิบดีปูตินและคณะเป็นเวลา 2 วัน โดยจีนและรัสเซียได้บรรลุข้อตกลงที่จะร่วมมือกันโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ

สี จิ้นผิง ผู้นำจีน เสร็จสิ้นการเยือนกรุงมอสโก โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียมาส่งขึ้นรถออกจากวังเครมลิน ทำเนียบประธานาธิบดี
สี จิ้นผิง ผู้นำจีน เสร็จสิ้นการเยือนกรุงมอสโก โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียมาส่งขึ้นรถออกจากวังเครมลิน ทำเนียบประธานาธิบดี

ที่มา : Dailymail

Xi Jinping: Change is coming that hasn’t happened in 100 years. And we are driving this change together.

Putin: I agree.

Xi Jinping: Please, take care, dear friend.

Putin: Have a safe journey! pic.twitter.com/eYdKFkl2PL— Russians With Attitude (@RWApodcast) March 21, 2023

‘เพื่อไทย’ ไม่แลนด์สไลด์ที่ ‘พะเยา’ เมื่อ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ ยืนขวาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545474

24 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ไม่แลนด์สไลด์ที่ 'พะเยา' เมื่อ 'ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า' ยืนขวาง

‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ ดับฝันแลนด์สไลด์ ‘เพื่อไทย’ ที่ ‘พะเยา’ เลือกตั้ง66 กระแส อุ๊งอิ๊ง ไม่มีพลังเสื้อแดงหนุนหลัง

การปรากฏตัวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ขนทัพผู้สมัครฯพรรคพลังประชารัฐ ไปรอรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พร้อมคณะ ถึงสนามบินลำปาง ระหว่างเดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามการขับเคลื่อนที่ดินทำกินและการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคเหนือ เมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

สะท้อนว่าบารมีของ ผู้กอง แผ่ไพศาลไปทั้งภาคเหนือตอนบน ไม่ใช่เฉพาะที่พะเยา ทั้งๆ ที่เวลานั้น ร.อ. ธรรมนัส ยังสวมเสื้อพรรคเศรษฐกิจไทยอยู่ และ เคยถูกอัปเปหิพ้นพลังประชารัฐพร้อมพวกรวม 21 ชีวิตมาแล้ว ก่อนแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง

พะเยา ซึ่งมีเอกลักษณ์สำคัญ คือ กว๊านพะเยา ทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพราะเป็นพื้นที่ของผู้มากบารมี อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขุนพลคู่กาย ลุงป้อม

หากย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น พะเยา ถือเป็นของเครือข่าย ทักษิณ แทบทั้งสิ้น

แต่การเลือกตั้งปี 62 เมื่อ พลังประชารัฐ ได้ ผู้กองธรรมนัส มาร่วมทัพ ก็สามารถพาพลพรรคกวาดมาได้ถึง 2 เก้าอี้ จากทั้งหมด 3 พื้นที่ คือ เขต 1 และเขต 3  ยกเว้นเขต ที่ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ  หนึ่งเดียวจากเพื่อไทยที่ยังคงรักษาเก้าอี้ไว้ได้

เลือกตั้ง 66 เมื่อ พะเยา มี 3 เขตเลือกตั้งเท่ากับปี 62 จึงต้องมาเอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว เพราะเป็นการเชือดเฉือนกันระหว่าง พลังประชารัฐ กับ เพื่อไทยต่างมีเป้าหมายแลนด์สไลด์ยกจังหวัดเป็นเดิมพัน

แน่นอนว่าพื้นที่ที่คอการเมืองต้องโฟกัส คือ เขต 2 ซึ่งแชมป์เป็นของ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนคนที่ 2 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้ในการเลือกตั้งรอบที่แล้ว  วิสุทธิ์ ต้องฝ่าด่านกระสุนดินดำ แต่ได้อานิสงส์จากคนเสื้อแดงพะเยาช่วยส่ง จึงเอาชนะคู่แข่ง ธวัช สุทธวงค์จากพลังประชารัฐ ไปถึงหมื่นคะแนน

การเลือกตั้งรอบใหม่ที่จะถึงนี้ วิสุทธิ์ ขอขยับตัวเองไปลงปาร์ตี้ลิสต์ และมอบภารกิจให้ พล.ต.ต.ธรรมนูญ มั่นคง อดีตนายตำรวจสาย ตชด. มาลงเพื่อรักษาเก้าอี้แทน และต้องมาต่อกรกับ ร.อ. ธรรมนัส ที่กลับมาสวมเสื้อพลังประชารัฐอีกครั้ง

แว่วมาว่า เตรียมส่งคนใกล้ชิด ธวัช สุทธวงค์รองนายก อบจ. พะเยา คู่แข่งเก่าให้กับ วิสุทธิ์ ในการเลือกตั้งรอบที่แล้ว กลับมาแก้มืออีกครั้ง โดยมีแผนยึดทั้ง 3 เขตพะเยา เพื่อดับฝันแลนด์สไลด์เพื่อไทย งานนี้จึงต้องจับตาห้ามกระพริบ

เพราะเวลานี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยแนบแน่นกับเพื่อไทย ได้แปรพักตร์มาอยู่กับผู้กองธรรมนัส เกือบหมดแล้ว รวมถึงยังมีขุมกำลังจากกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท.เต็ม 4 ห้องหัวใจมาเป็นตัวเสริม

เป้าหมายแลนด์สไลด์ของพะเยา จึงดูจะไม่ใช่งานง่ายสำหรับคนแดนไกล ต่อให้มีกระแส อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ช่วยส่ง แต่หากอยากให้บรรลุเป้าหมาย คงต้องออกแรงมากกว่าเดิม

ลงทะเบียน ‘เลือกตั้งล่วงหน้า’ 25 มี.ค. – 9 เม.ย. นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545462

24 มี.ค. 2566

ลงทะเบียน 'เลือกตั้งล่วงหน้า' 25 มี.ค. - 9 เม.ย. นี้

กกต.เปิดลงคะแนน ‘เลือกตั้งล่วงหน้า’ ระหว่างวันที่ 25 มี.ค. – 9 เม.ย.66 นี้ สามารถยื่นคำร้อง ต่อนายทะเบียนได้ 3 ช่องทาง

ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กำหนดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 9 เมษายน 2566 นี้

โดยผู้ประสงค์จะใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า สามารถ ยื่นคำร้องได้ 3 ช่องทาง ทั้งการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร ประกอบด้วย 

กรณีขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตเลือกตั้ง

  • ยื่นคำขอด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นยื่นแทน ยื่นคําขอลงทะเบียนต่อนายทะเบียนอําเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีถิ่นที่อยู่
  • ยื่นคําขอทางไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ 

หลักฐานที่ต้องเตรียม ในการยื่นคําขอประกอบด้วย

  • สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนหรือสําเนาบัตรที่มีรูปถ่ายและหมายเลขประจําตัวประชาชนที่ทางราชการออกให้
  • คําสั่งของทางราชการ หรือหนังสือ รับรองจากหน่วยงานของรัฐ
  • แบบคําร้องขอใช้สิทธิฯ

กราฟฟิคประกอบข่าว จาก กกต.กราฟฟิคประกอบข่าว จาก กกต.

การเลือกตั้ง สส. นอกเขตเลือกตั้ง

หากอาศัยอยู่นอกเขตเลือกตั้งหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่คนละเขต สามารถลงคะแนนเสียงนอกเขตได้ โดยลงทะเบียนแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่น 30 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง โดยสามารถยื่นได้ผ่านช่องทางเหล่านี้

  • ยื่นคำขอด้วยตัวเองหรือสามารถยื่นคำขอเป็นกลุ่มได้ โดยสามารถมอบหมายผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นยื่นแทนได้ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น
  • ยื่นคำขอทางไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ
  • ยื่นคำขอทางอินเตอร์เน็ต ผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote

สิ่งที่ต้องเตรียม ในการยื่นคําขอ

  • สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนหรือสําเนาบัตรที่มีรูปถ่ายและหมายเลขประจําตัวประชาชนที่ทางราชการออกให้
  • แบบคําร้องขอใช้สิทธิฯ

วิธีลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต

ผู้ที่ประสงค์ยื่นคําขอลงทะเบียนฯ เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด สามารถดําเนินการยื่นคําขอลงทะเบียนด้วยตนเองได้ทางเว็บไซต์หรือทางแอปพลิเคชัน เวปไซด์ ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า
แอปพลิเคชัน SMART VOTE


สามารถลงทะเบียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่ต้องนําส่งเอกสารและหลักฐานประกอบการลงทะเบียน ปิดลงทะเบียนอัตโนมัติ เวลา 24.00 น. ของวันที่ 9 เม.ย. 66

ข้อมูลที่ต้องบันทึก

  • เลขประจําตัวประชาชน
  • ชื่อตัว – ชื่อสกุล
  • วัน เดือน ปีเกิด
  • หมายเลขหลังบัตรประจำตัวประชาชน
  • เลขรหัสประจำบ้าน 11 หลัก (เป็นหน้าแรกของเล่มสำเนาทะเบียนบ้าน)
  • สถานที่ที่ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้ง ก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

วิธีการลงทะเบียน 

  • เลือก รายการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง
  • เข้าสู่ระบบ บันทึกข้อมูลข้างต้นให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฏว่าถูกต้องหรือไม่ กรณีผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้ว :
  • ถ้าประสงค์จะขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ลงคะแนน ให้ระบุสถานที่ที่ประสงค์จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
  • ถ้าประสงค์จะขอยกเลิกการลงทะเบียน ให้เลือกรายการขอยกเลิกการลงทะเบียน แล้วเลือกบันทึกข้อมูล
  • เข้าสู่หน้าการยืนยันการบันทึกข้อมูล ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ปรากฏอยู่นั้น ถูกต้องหรือไม่
  • ถ้าประสงค์จะกลับไปแก้ไขข้อมูล เลือก รายการกลับไปแก้ไขข้อมูล
  • หากถูกต้องครบถ้วนแล้ว เลือก รายการยืนยันการบันทึกข้อมูล

เมื่อยืนยันการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ระบบจะแสดงแบบตอบรับเป็นหลักฐานประกอบการลงทะเบียน เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง

กกต.กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2566 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในเขตและนอกเขตเลือกตั้ง และยังเป็นวันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุอีกด้วย โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์    กกต.

‘รับสมัครเลือกตั้ง’ สส. ‘กกต.’ ตกอยู่ในความเสี่ยงอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545456

24 มี.ค. 2566

'รับสมัครเลือกตั้ง' สส. 'กกต.' ตกอยู่ในความเสี่ยงอีก

สมชัย เตือน ‘รับสมัครเลือกตั้ง’ สส. ทำ ‘กกต.’ ตกอยู่ในความเสี่ยงอีกแล้ว เพราะเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 90

ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและวันรับสมัครเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ ทำให้ กรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ตั้งอยู่บนความเสี่ยงอีก

เพราะเงื่อนไข การรับสมัครเลือกตั้ง สส. ทั้งสองระบบ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 90 ซึ่งมีสำคัญ ผกผันกันอยู่  ไม่ได้ถูกแก้ไข เพื่อนำมาใช้กับการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ เช่นในปัจจุบัน

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ตั้งข้อสังเกตไว้ในโพสต์ล่าสุดว่า กกต.ชุดปัจจุบัน ละเอียดมาก ตั้งแต่ตั้ง กกต.มายังไม่เคยใช้เกณฑ์นาที ในการกำหนดเวลารับสมัครเลือกตั้ง  เป็นเรื่องเหงื่อตกในการรับสมัครเลือกตั้ง สส. วันสุดท้ายของ กกต. ตามประกาศ วันปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ คือวันที่ 7 เมษายน 2566 เวลา 16.00 น. ส่วนวันปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต คือ 7 เมษายน 2566 เวลา 16.30 น.  ห่างกัน 30 นาที 

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.

รัฐธรรมนูญมาตรา 90 กำหนดว่าต้องรับสมัครเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ก่อนรับสมัครเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และต้องปิดสมัครเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต หากมีคนมายื่นบัญชีรายชื่อเวลา 15.59 นาที แต่ตรวจหลักฐาน เสร็จไม่ทัน 16.30 น. การดำเนินการก็จะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ  ถือเป็นความเสี่ยงของ กกต. หากเกิดกรณีที่ว่านี้

อดีต กกต. ประหลาดใจว่า ด้วยเหตุใด กกต. ชุดปัจจุบัน จึงไม่กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเป็น 3-7 เมษายน 2566  และรับสมัครเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีเป็น 4-6 เมษายน 2566  เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 90  เพื่อลดความวุ่นวาย และไม่ต้องกำหนดปิดรับสมัครเลือกตั้ง แบบประหลาด ตามประกาศนี้

ประกาศ กกต. ว่าด้วยวันสมัครรับเลือกตั้ง สส. ประกาศ กกต. ว่าด้วยวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.

‘วิรัช’ เผย วงอาหาร บ้านป่ารอยต่อ ประเมินการเมือง ฟุ้ง พลังประชารัฐ มาแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545451

24 มี.ค. 2566

'วิรัช' เผย วงอาหาร บ้านป่ารอยต่อ ประเมินการเมือง ฟุ้ง พลังประชารัฐ มาแน่

‘วิรัช’ เผย สนทนาภาพรวมการเมือง มื้ออาหารบ้านป่ารอยต่อ ประเมินตัวเลข พลังประชารัฐ ได้เกิน 100 ที่นั่ง ระบุ แลนด์สไลด์แค่คำพูด ย้ำ เงื่อนไขจับมือ ‘ประวิตร’ นั่งนายกรัฐมนตรี

แวดวงการเมือง ยิ่งในช่วงที่มีการเลือกตั้ง การหยิบจับทำอะไรมักจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ต่างจากการมีภาพของคณะบุคคลที่มีตัวตนในวงการเมือง ที่ร่วมรวมตัวรับประทานอาหาร โดยหัวโต๊ะมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้ชายหัวใจบันดสาลแรงแห่งพลังประชารัฐ ขนาบด้วยผู้ชายหัวใจกัญชาเสรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ภาพการร่วมมื้ออาหารภาพการร่วมมื้ออาหาร

รวมทั้งยังมีคนเด่นๆ ในพรรคลุงป้อมร่วมโต๊ะอาหาร พร้อมๆกับมีเสียงกระซิบพูดคุยกันแล้วว่า มื้ออาหารที่บ้านป่ารอยต่อนี้ เป็นการปิดดีลตั้งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง2566นี้ 

รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี สัมภาษณ์ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคำลังประชารัฐ รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี สัมภาษณ์ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคำลังประชารัฐ
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี เปิดประเด็นพูดคุย กับหนึ่งในบุคคลที่อยู่ในเฟรมดังกล่าว  นายวิรัช รัตนเศรษฐ   รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หัวข้อล้วงลึก บทสนทนาจากบ้านป่ารอยต่อ  เริ่มสนทนาในรายการ นายวิรัช เล่าว่า การกินอาหารร่วมกันในมื้อกลางวันในภาพ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนัดหมายเข้าพบ พล.อ.ประวิตร ส่วนตนมีงานต้องเข้าไปทำพอดี จึงได้ร่วมวงอาหาร การพูดคุย ก็เป็นปกติของคนการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ก็เป็นการพูดคุยถึงภาพรวมของการเมืองทั้งหมด จะอยู่ตรงไหนในการเลือกตั้ง ตัวเลขจำนวนสส. แล้วก็เป็นการประเมินตามโพลว่าสัดส่วนจะได้เท่าไหร่ เท่าที่วิเคราะห์กันจำนวนสส.ที่พลังประชารัฐจะได้ในส่วนของสส.แบ่งเขตน่าจะไม่ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง บัญชีรายชื่อก็มองว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 20 เสียง 

 นายวิรัช รัตนเศรษฐ   รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  นายวิรัช รัตนเศรษฐ   รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
 

มีการถามถึงการคุยกันบนโต๊ะอาหารประเมินพรรคเพื่อไทยจะได้สส.ไม่เกิน170 ทที่นั่ง นายวิรัช ยืนยันว่ามีการพูดถึงจริง และมีการพูดถึงการรวมกันของขั้ว ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา และพลังประชารัฐ คาดการณ์เสียงสส.ที่จะได้ประมาณ 200 ที่นั่ง และจะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับขั้วเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบว่า การเมืองในช่วงนี้ค่อยเป็นค่อยไป หากมีการรวมกันระหว่างภูมิใจไทยกับพลังประชารัฐ ประมาณ 200 เสียง ก็เป้นตัวเลขที่เหมาะสม แล้วก็อาจจะมีการรวมกับพรรคอื่นๆ เช่น รวมไทยสร้างชาติ ก็จะสามารถก้าวข้าม 250 เสียงได้ 

มีการประเมินพื้นที่ของวอร์รูมพรรคการเมือง ที่แต่ละพรรคก็มี ซึ่งต้องประเมินภาพรวมทั้งหมด ผู้สมัครเป็นใคร ใครเป็นตัวแข็งบ้าง ใครเข้าหาประชาชนบ้าง และไม่เชื่อว่าถ้าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าหาประชาชน แล้วจะมาชนะการเลือกตั้ง เหมือนเป็นการดูถูกประชาชน 

การสัมภาษณ์ในรายการการสัมภาษณ์ในรายการ
การพูดคุยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการปิดดีล เป็นแต่เพียงการเกริ่นไว้ล่วงหน้า ถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และในขณะเดียวกันก็ต้องดูผู้สมัครแต่ละพรรคการเมืองจะได้มากได้น้อย ส่วนที่มาพูดถึงจะให้ได้ 300 เสียง จะได้มาจากตรงไหน เมื่อไม่เชื่อว่า 310 เสียงจะเป็นไปได้ จึงเป็นการมานั่งพูดคุยความเป็นไปได้กัน และยังไม่ได้จะมีการสลายขั้ว แต่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำให้พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่30 

ตามหลักของการเลบือกตั้งใครได้คะแนนอันดับ1จะได้เป็นนายกฯ ได้มีการสัญญาใจในขั้วไว้หรือไม่ นายวิรัช บอกว่า ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ใครได้มากกว่ากัน คนนั้นเหมาะจะเป็นายกฯ ซึ่งเป็นคำพูดของ นายอนุทิน ที่เกิดขึ้นในวงอาหาร ส่วนถ้าเกิดภูมิใจไทยได้มากกว่า ก็ต้องดูว่า สว.250 เสียงจะเลือกฝั่งไหน  สิ่งที่มั่นใจของพลังประชารัฐ การไปที่ไหนเสียงตอบรับดี พล.อ.ประวิตรจึงมีความมั่นใจในการเป็นนายกรัฐมนตรี และมั่นใจว่าต้องได้เสียงมากกว่า 250 เสียงในการจัดตั้งรัฐบาล 

เงื่อนไขจับมือคือ พล.อ.ประวิตรต้องเป็นนายกฯเงื่อนไขจับมือคือ พล.อ.ประวิตรต้องเป็นนายกฯ
นายวิรัช มองว่า พลังประชารัฐจะได้เสียงมากกว่ารวมไทยสร้างชาติ และประเมินสถานการณ์ต้องต้องเดินสายปราศรัยเติมนำพื้นที่ต่างๆ ส่วนในประเด็นที่พูดถึงการจับมือเพื่อไทย นายวิรัช บอกว่า เพื่อไทย ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย โจทย์ของพลังประชารัฐ คือ พล.อ.ประวิตร ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น นี่คือเงื่อนไขเดียว


ส่วนที่พรรคการเมืองอื่นประเมินว่าพรรคตนจะได้310เสียง ยังไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขไปถึงตรงนั้นจะเป็นอย่างไร แลนด์สไลด์เป็นแค่คำพูด จากการทำการบ้านในการทำงาน ใน 16 เขต ที่ดูแล ข้อมูลข้อเท็จจริงคือพลังประชารัฐหมด ในพื้นที่ที่รับผิดชอบนครราชสีมาและอีสานใต้ จุดไหนต้องปรับปรุงต้องแก้ไขทันที ครั้งก่อนเลือกตั้ง2562 พลังประชารัฐเป็นแชมป์ของโคราช โหวตเตอร์ก็ได้มากกว่า จำนวนสส.ก็ได้มากกว่า ครั้งนี้ต้องได้มากกว่าเลือกตั้งปี2562 ถ้าได้เท่าเดิมก็ยังได้มากกว่า ดังนั้นความมั่นใจจึงเกิดขึ้น นโยบายต่างๆที่นำเสนออกไป ว่าที่ผู้สมัครสส.นำเสนอต่อประชาชน เน้นย้ำการทำพื้นที่ว่าต้องเข้าทุกหมู่บ้าน ไม่ว่าตจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ ประชาชนเริ่มสนใจในการลดราคาน้ำมันดีเซล ถามถึงความเป็นไปได้ ถ้าต้องการให้เป็นไปได้ต้องเลือกพล.อ.ประวิตร ไม่เลือกก็เป็นไปไม่ได้

‘สุพัฒนพงษ์’ เปิดตัวร่วมทีมเศรษฐกิจ รทสช. สานต่อ ‘คนละครึ่ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545441

23 มี.ค. 2566

'สุพัฒนพงษ์' เปิดตัวร่วมทีมเศรษฐกิจ รทสช. สานต่อ 'คนละครึ่ง'

‘สุพัฒนพงษ์’ เปิดตัวร่วมทีมเศรษฐกิจ รทสช. ขอให้จับตานโยบายพรรคเน้นมุ่งเป้าไม่เหวี่ยงแหแล้ว ยืนยันสานต่อ ‘คนละครึ่ง’ พร้อมเพิ่มสิทธิ์ 5 ล้านราย

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเปิดตัวทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจของตนจะไม่เน้นเหวี่ยงแห แต่เป็นการมุ่งเป้า ซึ่งจะมีอะไรใหม่ๆ ที่เป็นความร่วมมือกับประชาชนและทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่รัฐบาลอย่างเดียว จะใช้หลักแนวเดียวกับที่ฟันฝ่าอุปสรรคโควิด-19 เพราะเชื่อว่าเป็นหลักความสำเร็จที่ดี ทุกอย่างต้องร่วมมือด้วยกัน

นายสุพัฒนพงษ์ ขอให้จับตานโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ หลังหลายพรรคการเมืองออกนโยบายเกทับกัน ซึ่งเราจะมุ่งเป้าสำหรับคนที่จำเป็น มีที่ไหนบ้างในอดีตที่ช่วยเหลือแต่ละกลุ่มอย่างเป็นระบบ 
เมื่อก่อนเหวี่ยงแหแจกทุกคน แต่ในยามวิกฤติ ยามเดือดร้อน ใช้เงินเหมาะสม คนล่างสุดรับเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เหมือนเบาะรองรับเมื่อตกตึกสองชั้น ซึ่งเขาพออยู่ได้ มีโอกาสดำรงชีวิตได้ในระดับหนึ่ง 

ส่วนคนที่ระดับสูงกว่านั้น ก็เป็นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ต้องไปช่วยคนตัวเล็กอีกทีหนึ่ง ส่วน “ช็อปดีมีคืน” ก็เป็นคนมีฐานะไปช่วยกันใช้เงิน การแบ่งเป็น 3 ชั้นอย่างนี้ไม่เคยมี 

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวต่อว่า โครงการคนละครึ่งจะทำต่อ ถือว่าเป็นนโยบายของพรรค เพราะเป็นสิ่งที่ดี อยากเพิ่มผู้มีสิทธิ์จาก 1 ล้านราย เป็น 5 ล้านราย และจะเน้นผู้ที่ประหยัดค่าใช้จ่าย ผู้ที่ถือแอพพลิเคชั่นเป๋าตังรวมถึงเพิ่มเรื่องถุงเงินที่เน้นเอสเอ็มอี เน้นคนตัวเล็ก 

นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ (คนกลาง)นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ (คนกลาง)

ลดเหลื่อมล้ำ ‘ชทพ.’ ยกระดับ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์’กว่า 6,000 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545437

23 มี.ค. 2566

ลดเหลื่อมล้ำ 'ชทพ.' ยกระดับ 'สหกรณ์ออมทรัพย์'กว่า 6,000 แห่ง

‘ชทพ.’ เล็งยกระดับ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์’ กว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นสถาบันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมตั้งแต่ฐานราก หวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ที่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จ.นนทบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วย นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ทีมเศรษฐกิจพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารงานสหกรณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน” ภายในงานประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2566 ของเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิกกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2

นายวราวุธ กล่าวว่า พี่น้องสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงสหกรณ์ทั่วไป คือ พลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนสังคมและประเทศไทย และเป็นโอกาสที่ดี ที่พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มารับฟังปัญหาและข้อเสนอต่าง ๆ พร้อมยืนยันว่าพรรคจะนำแนวทางการทำงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ มาใช้ในการทำงานและพัฒนาประเทศ ตามแนวทางของพรรค คือ “รับฟัง ทำจริง”

.

นายชาติชาย กล่าวว่า ประเทศไทยมีสหกรณ์ออมทรัพย์ 7 ประเภท มากกว่า 6,000 แห่ง มีสมาชิกกว่า 10 ล้านคน แนวทางการทำงานของสหกรณ์ สามารถนำมาทำเป็นนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ เพราะ สมาชิกของสหกรณ์ ก็คือประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ เข้าใจความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี

เวทีสัมมนาหัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารงานสหกรณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน”เวทีสัมมนาหัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารงานสหกรณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน”

นายวราวุธ ศิลปอาชา และ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ทีมเศรษฐกิจ ชทพ. เข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารงานสหกรณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน”นายวราวุธ ศิลปอาชา และ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ทีมเศรษฐกิจ ชทพ. เข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารงานสหกรณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน”

“สหกรณ์ถือเป็นสถาบันที่เก่าแก่ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2458 หรือ 107 ปีที่แล้ว มีความหยั่งรากลึก และเป็นสถาบันที่มีเงินกองทุนมากกว่า 3.3 ล้านล้านบาท ดังนั้นเราจะมีเงินทุนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในมิติต่าง ๆ ที่จะเกิดผลตอบแทนให้กับประเทศไทย สังคมไทย และสมาชิกสหกรณ์ ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ” นายชาติชาย กล่าว

แนวทางที่จะนำเสนอให้พรรคชาติไทยพัฒนา คือการนำสหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องการเกษตร การออมทรัพย์ การค้า หรือการประมง แต่สหกรณ์เป็นสถาบันที่มีความรู้ และสามารถเข้าไปร่วมทุน หรือช่วยดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนได้ทุกกลุ่ม

โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวในท้องถิ่น สหกรณ์ก็สามารถเข้าไปดูแลได้ แนวทางดังกล่าวจะทำให้สหกรณ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศสามารถเข้าไปดูแล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ถึงฐานรากของสังคมไทย

ผู้เข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารงานสหกรณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน”ผู้เข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นต่อการบริหารงานสหกรณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน”

เปิดตัว ‘ทีมเศรษฐกิจ รทสช.’ เหล้าเก่าในขวดใหม่ ‘สุพัฒนพงษ์-ชโยทิต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545433

23 มี.ค. 2566

เปิดตัว ‘ทีมเศรษฐกิจ รทสช.’ เหล้าเก่าในขวดใหม่ 'สุพัฒนพงษ์-ชโยทิต'

‘ประยุทธ์’ สะดุดเวทีเกือบล้ม นำเปิดตัว ‘ทีมเศรษฐกิจ รทสช.’ เหล้าเก่าในขวดใหม่ ‘สุพัฒนพงษ์-ชโยทิต’ เซอร์ไพรส์ ‘หมอเหรียญทอง’ ดูแลด้านสุขภาพ ลั่นทุกคนเป็นหุ้นส่วนของประเทศ ขออย่าระแวง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรค ร่วมแถลงเปิดตัว ‘ทีมเศรษฐกิจ รทสช.’ มีทั้งคนหน้าเดิมและคนรุ่นใหม่

ทีมเศรษฐกิจ รมสช.

  1. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน
  2. ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทยและหัวหน้าทีมปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ
  3. นายวินท์ สุธีรชัย อดีต ส.ส.ก้าวไกล เคยดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด
  4. นายชวิน อรรถกระวีสุนทร กรรมการผู้จัดการบริษัท1.6 ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่นจำกัด
  5. นายวิท วรรณไกรโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังมี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี จะมาร่วมเปิดตัวเป็นทีมเศรษฐกิจด้วย , นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่จะมาดูแลด้านสังคม , พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ มาดูแลด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต

ทีมเศรษฐกิจรวมไทยสร้างชาติทีมเศรษฐกิจรวมไทยสร้างชาติ

ทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติและแกนนำพรรคฯทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติและแกนนำพรรคฯ

ทุกคนเป็นหุ้นส่วนของประเทศ

โดย นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ดีใจและภาคภูมิใจกับพรรคที่ได้คนมีความรู้ความสามารถมาทำงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการบริหารประเทศ คนละเรื่องกับการทำธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องมีมุมมองด้านเศรษฐกิจ และปรับตัวกับโลกยุคใหม่ จึงเป็นการประสานระหว่างคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่

แกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเกียรติที่มาเปิดทีมเศรษฐกิจ รทสช. ซึ่งยังมีอีกหลายคนที่จะมาร่วมงานอีก ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ให้เกียรติกับรวมไทยสร้างชาติในการเดินหน้าประเทศระยะต่อไป จะเห็นได้ว่ามีทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นแก่ (ชี้มือมาที่ตัวเอง) รุ่นกลาง และรุ่นเด็ก รวมๆกันมาพัฒนาประเทศ 

เพราะประเทศไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง ประเทศไทยไม่ใช่สถานประกอบการธุรกิจ ประเทศไทยคือประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม เป็นหุ้นส่วนของประเทศ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ทุกคนมีความสุข หลายคนมีประสบการณ์ยอดเยี่ยมในการทำงานที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ตนไว้วางใจกับทุกคนคือ ทุกคนเคยทำงานกับตอนมาตลอดในรัฐบาลที่ผ่านมา และยังมีความคืบหน้าตามลำดับ

ยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติต้องการทำให้ประเทศชาติดีที่สุด หลายคนต้องคำนึงถึงว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนหน้าที่ตนเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน 8 ปี ขอให้ทบทวนดูแล้วอย่าให้เกิดขึ้นอีก 8 ปีที่พยายามทำต่อเนื่อง แก้ปัญหาดูแลประชาชนทุกคน

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน  หนึ่งในทีมเสรษฐกิจ รทสช.นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน หนึ่งในทีมเสรษฐกิจ รทสช.

ถ้าทุกคนเป็นหุ้นส่วนของประเทศเราต้องทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้า ไม่ทอดทิ้งทั้งระดับบน ระดับกลาง ระดับล่าง ต้องเผื่อแผ่ถึงกัน อนาคตเราสร้างตรงนี้มาพอสมควรแล้ว รวมถึงเรื่องดิจิทัล การใช้แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งหมดที่พูดนี้รัฐบาลทำมาหมดแล้ว ทุกคนคนที่รักชาติบ้านเมืองต้องมาช่วยกัน ตนไม่สามารถทำคนเดียวได้ สำหรับประเทศชาติไม่มีพระเอก มีแต่คณะพระเอก ซี่งหมายถึงทุกคนเป็นตัวเอกหมด ส่วนตนมีหน้าที่บริหารพระเอกเหล่านี้

ที่ผ่านมาตนมีประสบการณ์ในการบริหารพอสมควร ไม่ง่ายนักแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปที่เราจะร่วมมือกันทำได้ แต่สิ่งที่จะขอคือความไว้วางใจ ถ้าเราไว้วางใจกันและกัน วันนี้เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน นั่นคืออนาคต และนี่คือสิ่งที่ทีมเศรษฐกิจจะได้แสดงศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ตนไม่อาจหาเสียงแบบที่หากันได้มากนัก เพราะเป็นคนแบบนี้ และเคยบริหารราชการ ทั้งในส่วนปัจจุบันและกองทัพ

ทีมเศรษฐกิจ รทสช. และแกนนำพรรคฯทีมเศรษฐกิจ รทสช. และแกนนำพรรคฯ

เป้าเส้นแบ่งยากจน 1 แสนบาท 

“เพราะฉะนั้นอย่าระแวงผม แต่เราต้องคำนึงถึงความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งสำคัญต้องดูว่าประเทศไทยมีคนเท่าใด อันดับรายได้ การประกอบอาชีพมีเท่าไร จะแก้ปัญหาให้คนเหล่านี้อย่างไร ทำยังไงให้เส้นแบ่งความยากจนสูงขึ้นได้ อย่างน้อยจาก 30,000 บาท ก็อยากให้ได้ขึ้น 100,000 บาท โดยเร็วที่สุด”

ส่วนการเพิ่มรายได้ต้องชขับเคลื่อนด้วยคนที่มีประสบการณ์ มีความรอบรู้ มีความระมัดระวัง การบริหารประเทศต้องระวังที่สุด เพราะมีทั้งผลดีผลเสีย และอุปสรรค แต่ทำอย่างไรให้แก้ไขถูกวิธี ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยและมีผลกระทบต่อประชาชนในการประกอบอาชีพ พร้อมกันนี้ยังย้ำว่า สิ่งที่ตนไม่สามารถหาเสียงได้เหมือนคนอื่น เพราะทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราทำมาแล้ว ชี้ให้เห็นแล้วว่าประเทศไทยอยู่ตรงนี้ได้

“วันนี้สื่อมาเยอะ เราไม่ใช่ศัตรูกัน บางเวลานายกฯ ก็… สวมเสื้อพรรคแล้วต้องพูดว่าผม ผมก็ลำบากใจ เพราะชิน (ชินที่แทนตัวเองว่า นายกฯ) ถ้าติดก็ขอโทษไม่ได้เจตนา อยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ผมก็ทำหน้าที่ของผม บางเวลาผมก็เครียด หงุดหงิดไปหน่อย ต้องให้อภัยกัน ผมก็ไม่เคยติดค้างใคร ไม่เคยโกรธเกลียดใคร มนุษย์เนอะ สัญชาติความเป็นมนุษย์ของผมสูง ถ้าเรารักกัน ผมโมโหท่าน ท่านก็ไม่รังเกียจผมอยู่แล้ว คนเราจะปกปิดทำไมเล่า เวลาผมโมโหก็โมโห แล้วผมหายไหม วันรุ่งขึ้นสื่อก็ถามผมใหม่ก็คนเดิม ผมไม่เคยโกรธใครเกลียดใคร เพราะท่านคือสื่อ คือเสียงของประชาชน”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า เราต้องรับฟังและถ่ายทอดสิ่งที่ดีงาม จะได้ช่วยกัน วันนี้เราก้าวมาค่อนทางแล้ว จะเดินไปถึงจุดที่ประเทศและประชาชนต้องการ ประชาชนฝากความหวังไว้กับตนได้

“วันนี้เป็นวันที่น่ายินดีของพรรครวมไทยสร้างชาติและประชาชน และคิดว่าประชาชนก็คงฝากความหวังไว้กับผมได้ ผมยืนยัน ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด และนำพาบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในพรรคช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองไปสู่วันข้างหน้าที่สดใส ที่มีอนาคตกว้างไกลไปกว่าเดิม”

ประชาธิปไตยมีขีดจำกัด

พร้อมกันนี้ ยังย้ำว่าอย่าลืม 8 ปี เกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่ตนขออย่างเดียวคือความสงบของบ้านเมือง ไม่งั้นไม่ว่าใครก็ทำไม่ได้ อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเราประคองมาขณะนี้ด้วยกฏหมายก็ยังต้องมีอยู่ เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่จะอิสระอะไรซึ่งกฎหมายสิ้นเชิงมันทำไม่ได้ คำว่าประชาธิปไตยมีขีดจำกัด ทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบ เคารพกฎหมาย พร้อมยกตัวอย่าง ในต่างประเทศทำรุนแรงกว่านี้ แต่ตนทำแบบนั้นไม่ได้เพราะนี่คือคนไทยด้วยกัน ทำอย่างไรให้เขาเข้าใจ ปรับตัว ว่าไม่ต้องรักตน แต่ให้รักประเทศชาติเท่านั้นเอง โดยชาติศาสนาพระมหากษัตริย์จะต้องยืนยงคู่กับประเทศไทยชั่วกาลนาน

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร่วมถ่ายรูปกับทีมเศรษฐกิจ พร้อมกล่าวว่า ถ้าทีมเศรษฐกิจเปรียบเหมือนยานยนต์ ก็มีทั้งรถสันดาป รถไฮบริด และรถไฟฟ้า ซึ่งนายไตรรงค์ บอกว่าตัวเองคือรถสันดาป ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าตนเป็นไฮบริดก็ได้เนอะเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า พร้อมย้ำอนาคตของประเทศอยู่กับคนเหล่านี้

สำหรับบรรยากาศการแถลงเปิดตัวทีมเศรษฐกิจวันนี้ มีข้อติดขัดเรื่องไมโครโฟนไม่ดัง ทำให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ซึ่งทำหน้าที่พิธีกรต้องเปลี่ยนไมค์สลับไปมาหลายรอบ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็สะดุดเวทีระหว่างก้าวขึ้นพื้นต่างระดับยกสูง เกือบหน้าคะมำ

‘นายกฯ’ ไม่หวั่นภาพ เสี่ยหนู-ลุงป้อม กินข้าวชื่นมื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545427

23 มี.ค. 2566

‘นายกฯ’ ไม่หวั่นภาพ เสี่ยหนู-ลุงป้อม กินข้าวชื่นมื่น

‘นายกฯ’ ไม่หวั่นภาพ เสี่ยหนู-ลุงป้อม กินข้าวชื่นมื่น บอกชีวิตจริง เจออะไรมามากกว่านี้ ลั่นไม่กลัวถูกทิ้ง ขอประชาชนอย่าทิ้งก็แล้วกัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแกนนำไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อีกครั้ง หลังจากที่นายอนุทินได้ไปพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเช่นกัน โดยย้อนถามว่า แล้วเป็นอย่างไรล่ะ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่ามีการพูดถึงเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันไม่ใช่เวลาอะไรในตอนนี้ มันยังไม่ได้เลือกตั้งเลย

ถามต่อว่า ที่มีการระบุว่าต้องให้เฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร เท่านั้น พรรคที่ได้อันดับ 1 ก็จะให้เป็นนายกรัฐมนตรี / พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ถ้าท่านพูดอย่างนั้นก็อย่างนั้น แต่เราต้องดูวันหน้าก็แล้วกัน”

พลเอกประยุทธ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติพลเอกประยุทธ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ

เมื่อถามย้ำว่า เห็นว่าได้มีการพูดกับพล.อ.ประยุทธ์ แล้วจริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็คุยกันว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบและปลอดภัย แต่ก็ต้องดูที่ผลการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ก็พูดแค่นั้น อย่าไปตีความกันเอาเองนะจ๊ะ

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ปัดที่จะตอบคำถามและให้ไปถามกับบรรดาแกนนำพรรคแทน และเมื่อถูกถามย้ำว่า เมื่อถึงเวลาแล้วค่อยมาพูดกันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ถึงเวลาก็ให้มีการเลือกตั้งก่อนสิ ถ้ามันพูดตอนนี้แล้วมันจะได้อย่างไร ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะได้มากได้น้อย ยังไม่รู้เลย ตามกลไกของการเลือกตั้ง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญในอนาคต

ถามต่อว่า แค่ภาพกินข้าวแค่นี้ไม่หวั่นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าไม่ยี่หระ พร้อมกล่าวว่า “ปัดโธ่ ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องหวั่นเวลาที่เขาไปกินข้าวกินน้ำ กินอะไรต่างๆ แล้วผมจะไปหวั่นอะไรล่ะ” ก่อนจะเอามือทุบไปที่หน้าอกด้านซ้าย พร้อมกล่าวอีกว่า “ผมเจอยิ่งกว่านี้มาแล้ว ยืนยันว่าวันนี้ไม่มีฝั่งอะไร ยังไม่มีฝั่งอะไรทั้งนั้น”

เมื่อถามย้ำว่า ในส่วนของ 2 ลุง พรรคไหนได้เสียงอันดับ 1 พรรคนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องการพิจารณาร่วมกันสิ

เมื่อถามว่า มองหรือไม่ว่าภาพอะไรที่จะออกมาในขณะนี้ ทั้งภาพการรับประทานอาหารร่วมกัน แค่เกมอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่บรรยากาศหลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ก็เขาไปกินข้าว และก่อนนายอนุทินไปกินข้าวท่านก็มาหาผม มาอวยพรวันเกิดให้ผม ก็เป็นเรื่องของท่าน ก็ยินดีที่มาอวยพรให้และนึกถึงผม ก็ว่ากันไป แต่หลังจากที่อวยพรผมแล้ว จะไปกินข้าวที่ไหนก็ไปเลย ผมไม่ได้ว่าอะไรนี่”

เมื่อถามว่า ในการจัดตั้งรัฐบาลหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่โดนทิ้งใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่กลัวตรงนั้น ผมขออย่างเดียวเพียงประชาชนอย่าทอดทิ้งผม” ทั้งนี้ เมื่อพูดจบบรรดาแกนนำพรรคและทีมเศรษฐกิจพรรค ส่งเสียงเฮพร้อมปรบมือให้

เมื่อถามว่า หวังแลนด์สไลด์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้เลือกตั้งก่อนสิ จากนั้นได้ขึ้นไปประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคฯทันที

พลเอกประยุทธ์ พร้อมแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ ประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคฯพลเอกประยุทธ์ พร้อมแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ ประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคฯ