‘สมชัย’ จี้ ‘บิ๊กตู่’ ทำงานสมศักดิ์ศรี ใช้งบรัฐตรวจราชการ แฝงหาเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545031

17 มี.ค. 2566

'สมชัย' จี้ 'บิ๊กตู่' ทำงานสมศักดิ์ศรี ใช้งบรัฐตรวจราชการ แฝงหาเสียง

‘สมชัย’ ร้องกกต. ตรวจสอบ ‘บิ๊กตู่-พีระพันธุ์’ ใช้งบและทรัพยากรรัฐตรวจราชการ แอบแฝงหาเสียง แซะหนักภารกิจไม่สมศักดิ์ศรี คล้ายเป็นนายกฯอบต.

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.66 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบการลงพื้นที่ตรวจราชการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมองว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง

นายสมชัย กล่าวว่า วันนี้ได้นำข้อมูลภารกิจลงพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2565 – จนถึงปัจจุบัน มามอบให้กกต. หลังวันที่ 20 ธ.ค. 2565 นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันนายพีระพันธุ์ ก็มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ 

สำหรับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่จัดตารางลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี พบว่า ตรวจราชการจำนวน 16 ครั้ง 18 จังหวัด มีการแอบแฝงการหาเสียง และยังนำว่าที่ผู้สมัครของพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมลงพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า นายกรัฐมนตรีได้นำทรัพยากรของรัฐมาใช้ เช่น การใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศจำนวน 8 เที่ยว และเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกจำนวน 18 เที่ยว เครื่องบินหรู ค่าน้ำมันเป็นแสน รวมถึงเกณฑ์ข้าราชการและชาวบ้าน มาต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารคอยรักษาความปลอดภัย ซึ่งการตรวจราชการแต่ละครั้งตนมองว่าไม่เหมาะสม เป็นการใช้งบประมาณ และทรัพยากรของรัฐตรวจราชการจอมปลอม 

นายสมชัย ยื่นหนังสือถึงกกต.นายสมชัย ยื่นหนังสือถึงกกต.

หากทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ตามที่พูด ก็จะไม่มีใครต่อว่า แต่มองว่าภารกิจไม่เหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรี เช่น การไปทำพิธีเปิดแพขนานยนต์ หรือเปิดสวนสาธารณะ เหมาะสมหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนายกอบต. หรือ ตรวจการก่อสร้างอาคารจอดรถโรงพยาบาล ตรวจเจดีย์ เปิดการสัมมนา เปิดสวนสาธารณะ เปิดแพขนานยนต์ ไม่ใช่สาระของนายกรัฐมนตรี อยากให้ทำงานให้สมศักดิ์ศรี

“ในฐานะที่ประสงค์จะลงการเมือง สิ่งแรกที่ต้องคิดและตัดสินใจ คือ รู้จักการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตน และพรรคการเมือง นี่คือ สปิริต เบื้องต้นของคนที่จะลงแข่งขันทางการเมือง ถ้าไม่รู้จักสิ่งนี้อย่ามาลงเลยครับ” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวต่อว่า จึงเป็นหน้าที่ของกกต.ที่ต้องเข้ามากำกับดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ขณะเดียวกันต้องกำกับดูแลไม่ให้ข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ตามมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.  

เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ และนายพีระพันธุ์ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรครวมไทยสร้างชาติ วันนั้นก็จะถือว่าทำผิดกฎหมายตามมาตรา 132 ของพ.ร.ป.ว่า ด้วยการเลือกตั้งสส. โดยระบุว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำความผิดก่อนหน้าการประกาศผลเลือกตั้ง กระทำการอันใดที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และเที่ยงธรรม กกต.สามารถให้ใบส้มได้ หรือเพิกสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 ปี และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือ ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ ก็ถอดออกจากบัญชีรายชื่อได้ ซึ่งความผิดดังกล่าวครอบคลุมประกาศกกต.ในช่วง 180 วัน โดยผู้ที่จะประสงค์จะเป็นผู้สมัคร ให้ถือว่าเป็นผู้สมัคร 

นอกจากนี้ถ้าพบว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นไม่มีการห้ามปรามสามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง ยุบพรรค ได้และตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และดำเนินคดีอาญา ซึ่งในกรณีนี้จะครอบคลุมในกรณียุบสภาด้วย 

นายสมชัย ยื่นหนังสือถึงกกต.นายสมชัย ยื่นหนังสือถึงกกต.

สลับเขตเลือกตั้ง กลยุทธ์ ‘เพื่อไทย’ สกัด ‘ก้าวไกล’ เจาะฐาน ‘ล้านนา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545027

17 มี.ค. 2566

สลับเขตเลือกตั้ง กลยุทธ์ 'เพื่อไทย' สกัด 'ก้าวไกล' เจาะฐาน 'ล้านนา'

ศึกเลือกตั้ง66 ‘เพื่อไทย’ สลับเขตเลือกตั้ง หวังสกัดผู้สมัคร สส. จากพรรค ‘ก้าวไกล’ ขวางแลนด์สไลด์ พาพ่อกลับบ้าน ที่ ‘ล้านนา’

แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ทำบรรยากาศการเมืองล้านนา คละคลุ้งไม่ต่างจากปัญหาหมอกควันเวลานี้ เพราะหลังจำนวนเขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 10 จาก 11 เขต ส่งผลให้บรรดาผู้สมัครทั้งพรรคเล็ก พรรคใหญ่ ซึ่งถูกวางตัวไว้แล้ว  ลงทุนลงแรงกันไปไม่น้อยต้องวิ่งกัน ฝุ่นตลบ

เชียงใหม่ ถือเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง และฐานที่มั่นหลักคนตระกูล ชินวัตรแต่ใช่ว่าเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ ยกจังหวัด เพราะยังมีกระแสเสื้อแดงปันใจ บางพื้นที่ ที่ว่าใช่ จึงยังไม่ชัวร์
ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 62 แม้เลือกตั้งใหญ่จะกวาดยกจังหวัด แต่เลือกตั้งซ่อมแทน สุรพล เกียรติไชยากร”ที่ถูกใบส้ม ก็เสียเก้าอี้เขต 8 ให้กับ ศรีนวล บุญลือ จากพรรคอนาคตใหม่เวลานั้น



หากดูตามเนื้อผ้า พรรคเพื่อไทย มีการปรับกลยุทธ์ โดยส่งคนรุ่นใหม่เป็นว่าที่ผู้สมัคร หวังดึงเสียง นิวโหวตเตอร์ ซึ่งล้วนเป็นรุ่นลูกของผู้แทนเจ้าของพื้นที่เดิมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ศรีโสภา โกฎคำลือ ว่าที่ผู้สมัครเขต 9 ลูกสาวของ ศรีเรศ โกฎคำลือ, ณัฐ รัฐผไทว่าที่ผู้สมัครเขต 2 ลูกชาย นพคุณ รัฐผไท, นิธิกร วุฒินันชัย ว่าที่ผู้สมัครเขต 7 ลูกชาย ประสิทธิ์ วุฒินันชัย สส. เขต 5

แต่พื้นที่ต้องจับตาเห็นจะเป็น เขต 1 โดยเพื่อไทยสลับเอา สส.ท็อป จักรพล ตั้งสุทธิธรรม จากเขต 3 มาแทน  ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ แชมป์คนปัจจุบัน ที่ย้ายไปลงเขต 3 แทน แม้จะมีลูกพี่ลูกน้องอย่าง อัศนี บูรณุปกรณ์ นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กุมฐานเสียงให้อยู่แล้วก็ตาม

เหตุผลของการสลับตัวผู้สมัครรอบนี้ เพราะเขต 1 คือ สมรภูมิใหญ่ รายล้อมไปด้วยมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของคู่แข่ง อย่าง พรรคก้าวไกล โดยการเลือกตั้งรอบที่แล้ว แม้ทัศนีย์ จะเอาชนะสุภรี ฉัตรกันยารัตน์ จากพรรคอนาคตใหม่ไปได้ แต่มีแต้มห่างเพียง 774 คะแนนเท่านั้น ถือว่าหืดขึ้นคอ

กลยุทธ์สลับเขตครั้งนี้ ย่อมส่งผลดีต่อ ทัศนีย์ เพราะมีโอกาสเข้าป้ายสูงในการเลือกตั้ง 66 แต่กลายเป็นงานหนักให้ สส.ท็อป เนื่องจากต้องชนกับ พลอย เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ ไพรัช ใหม่ชมภู อดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่ และขุนพลของ บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ที่ลงในนามพรรคก้าวไกล

แม้จักรพล จะมีภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ที่เพื่อไทยหวังให้เจาะคะแนนกลุ่มนักศึกษา แต่ถนนสายนี้ใช่ว่าจะราบเรียบ เนื่องด้วย พลอย เพชรรัตน์ คือ ตัวแทนกลุ้มเส้นด้ายเชียงใหม่ ที่ทำงานอาสาภาคประชาชน ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านตั้งแต่โควิด และหาเสียงต่อเนื่อง จนรู้ปัญหาพื้นที่เป็นอย่างดี แถมยังมีแรงส่งจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล คอยช่วยหาเสียงทำให้โอกาสปักธงของพรรคก้าวไกลในพื้นที่เชียงใหม่ มีความเป็นไปได้สูง และยิ่งมีความพยายามปลุกกระแส ฟ้ารักพ่อ กลับมา  อานิสงส์ของกระแสนี้อาจไม่จำกัดเฉพาะแค่เขต 1

เมื่อ เพื่อไทย มีภารกิจแลนด์สไลด์ พานายใหญ่กลับบ้าน จึงต้องทุ่มหมดหน้าตัก เลือกตั้งเชียงใหม่ จึงเสมือนศึกช้างชนช้างที่ประตูท่าแพ

รู้จัก ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ‘โคล้านตัว’ รีเทิร์นพรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545017

17 มี.ค. 2566

รู้จัก 'สมศักดิ์ เทพสุทิน' 'โคล้านตัว' รีเทิร์นพรรคเพื่อไทย

‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ นำกลุ่มวังน้ำยม รีเทิร์นพรรรคเพื่อไทย จากนโยบาย ‘โคล้านตัว’ ถึงวันที่สภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยน

หากหลายคนจะมองพรรคเพื่อไทยในปี2566 ว่ามีองคาภยพ พรรคไทยรักไทยในอดีตเป็นโครงสร้างหลักก็ไม่ใช่ เรื่องแปลก หากจะมีสมศักดิ์ เทพสุทิน รวมอยู่ด้วย เพราะเขาเป็นสส. ระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2544 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในปี 2545 แล้วจึงปรับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี พ.ศ. 2546 และเป็นรองนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา  รับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้งในรัฐบาลทักษิณ 2ในปี 2548 จึงได้รับ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และปรับเปลี่ยนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ในการหาเสียงการเลือกตั้งในปี 2548 สมศักดิ์ มีนโยบายที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ โคล้านตัว เป็นนโยบายที่จะทำการแจกโคให้แก่เกษตรกรฟรีทั่วประเทศ และเป็นที่มาของการจัดตั้งบริษัท ส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทย จำกัด  แต่โครงการดังกล่าวก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นหัวหน้ากลุ่มการเมืองในพรรคไทยรักไทยที่ชื่อ กลุ่มวังน้ำยม อันเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในพรรค

สมศักดิ์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่ปี 2526 ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรกในรัฐบาลของพลเอก สุจินดา คราประยูร ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลชุดต่อมาของชวน หลีกภัย จึงได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมต่อเนื่องมาจนกระทั่งรัฐบาลของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และยังได้รับการปรับใปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งในรัฐบาลชุดนี้

สมศักดิ์ เทพสุทิน ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลชวน 2 ต่อมาจึงได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทน โดยให้ภรรยาลงสมัครในระบบเขตแทน และสมศักดิ์ ยังได้รับตำแหน่ง

หลังการรัฐประหารในปี 2549 เขาพกลุ่มวังน้ำยมลาออกจากพรรคไทยรักไทย ไปจัดตั้งกลุ่มของตัวเองขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อว่า กลุ่มมัชฌิมา แต่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่2550 เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 แต่ก็ยังดำเนินการทางการเมือง สมาชิกที่เหลือไปสังกัดกับทางพรรคประชาราช โดยนางอนงค์วรรณได้เป็นเลขาธิการพรรคในเวลาต่อมา แต่ก็อยู่กับทางพรรคประชาราชได้ไม่นาน เมื่อประชัย เลี่ยวไพรัตน์ มีความเห็นไม่ลงตัวกับเสนาะ เทียนทอง กลุ่มของประชัยและสมศักดิ์จึงได้ไปรวมตัวกันใหม่ ในชื่อ พรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยนางอนงค์วรรณ เป็นเลขาธิการพรรค

ต่อมาในปี 2551 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำพิพากษายุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ทำให้ สส. ในกลุ่มของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จึงได้ย้ายมาร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ในนามพรรคภูมิใจไทย และนายสมศักดิ์ ก็ยังนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในฐานะแกนนำกลุ่ม สส. ซึ่งสื่อมวลชนให้ชื่อกลุ่มแกนนำนี้ว่า 8ส.+ส.พิเศษ อันประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สุวิทย์ คุณกิตติ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สนธยา คุณปลื้ม และสรอรรถ กลิ่นประทุมส่วน ส.พิเศษ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่16  ในปี 2561 สมศักดิ์ไม่ยืนยันสมาชิกกับพรรคเพื่อไทย ประกาศเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อกลุ่มการเมืองของตนจากกลุ่มวังน้ำยม หรือ มัชฌิมา เป็น กลุ่มสามมิตร โดยจับมือกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มสามมิตรทำการทาบทามบรรดาอดีต สส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่นให้เข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ก่อนปิดฉากพรรคพลังประชารัฐ เพราะสภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยน

ข้อมูล สมศักดิ์ เทพสุทิน

มาแล้ว ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ‘แจกเงินดิจิทัล’ ทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545013

17 มี.ค. 2566

มาแล้ว 'เศรษฐา ทวีสิน' ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 'แจกเงินดิจิทัล' ทุกคน

​‘เศรษฐา ทวีสิน’ ร่วมเวทีพรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล รัฐจะ ‘แจกเงินดิจิทัล’ ให้ทุกคนใช้จ่ายเฉพาะกับร้านค้าชุมชน ในรัศมี 4 กม.เท่านั้น

17 มี.ค. 2566 : นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ขึ้นเวทีงาน ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน’ เปิดตัวนโยบายใหม่ จากพรรคเพื่อไทย พร้อมผู้ประสงค์ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 400 คน ที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

นายเศรษฐา  กล่าวว่าที่ผ่านมาตนได้เล็งเห็นถึงปัญหาความยากลำบากของประชาชน ได้เห็นปัญหาเศรษฐกิจที่รายได้น้อยลงสวนทางรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ที่สร้างช่องว่างความเหลื่อมในสังคมให้กว้างขึ้น และเห็นถึงปัญหาทางสิทธิที่ประชาชนถูกรัฐกัดกัน โดยเฉพาะสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นประชาธิปไตยของประชาชน

“ผมจึงขอฝากให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนที่ประสงค์ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 400 คน ได้เป็นตัวแทนประชาชน นำนโยบายของพรรคเพื่อไทยแก้ไขปัญหาความเป็นเป็นให้พี่น้องประชาชน”นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าว

นอกจากนี้ การประกาศนโยบายใหม่ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยการสร้าง ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ (Digital Wallet) ให้คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ได้จับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันใกล้บ้าน พร้อมเงินติดกระเป๋าที่รัฐจะแจกให้ทุกคน แต่เงินดิจิทัลนี้จะใช้จ่ายได้ เฉพาะกับร้านค้าชุมชน และต้องอยู่ในรัศมี 4 กิโลเมตร เท่านั้น 

“เงินดิจิทัลนี้ มีอายุการใช้งาน 6 เดือน และร้านค้าสามารถนำเงินดิจิทัลมาแลกเป็นเงินบาทได้กับธนาคารรัฐในภายหลัง นโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับชุมชน เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นไปจนระดับประเทศ”

นายเศรษฐา ทวีสิน  ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ‘แจกเงินดิจิทัล’ ให้คนไทยทุกคนนายเศรษฐา ทวีสิน ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ‘แจกเงินดิจิทัล’ ให้คนไทยทุกคน

นอกจากนี้ นายเศรษฐา ยังพูดเสริมถึงแนวทางการต่างประเทศของพรรคเพื่อไทยที่จะเปิดประตูการค้าและสร้างโอกาส ให้คนไทยได้มีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐบาลในการเป็นผู้เจรจาและเชื่อมสายสัมพันธ์กับนานาประเทศ เรียกความมั่นใจและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลกให้กลับคืนมา

มาแล้ว 'เศรษฐา ทวีสิน' ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 'แจกเงินดิจิทัล' ทุกคน

ประชาชนจะได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมายทั้งจาก การค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวที่จะเติบโตขึ้นหลายเท่า และดึงดูดเงินจากต่างประเทศให้เข้ามาฝากในเมืองไทย เพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย แล้วพาสปอร์ตไทยจะต้องมีอิทธิพลพาคนไทยเดินทางไปได้ทั่วโลก

มาแล้ว 'เศรษฐา ทวีสิน' ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 'แจกเงินดิจิทัล' ทุกคน

นายเศรษฐา ได้พูดถึงความสิ้นศรัทธาในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลถัดไป ในการกอบกู้ศักดิ์ศรีของประชาชนให้มีสิทธิ์เสรีในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการเกณฑ์ทหารที่ต้องเป็นระบบสมัครใจ เพื่อสร้างทหารอาชีพ ขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน คืนเกียรติให้กับกองทัพ และแก้ไขกระบวนการยุติธรรมที่บิดพริ้ว คืนศักดิ์ศรีให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเสมอภาคในสังคม ภายใต้รัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทย

มาแล้ว 'เศรษฐา ทวีสิน' ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 'แจกเงินดิจิทัล' ทุกคน

สุดท้าย นายเศรษฐา ได้ฝากให้ว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัครสส.พรรคเพื่อไทยทุกท่าน เป็นตัวแทนพรรคนำความนโยบายพรรคเพื่อไทยไปเสนอให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อย่างจริงใจ พร้อมอวยพรให้ทุกท่านได้ชนะเลือกตั้ง และทำให้พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล

มาแล้ว 'เศรษฐา ทวีสิน' ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 'แจกเงินดิจิทัล' ทุกคน
มาแล้ว 'เศรษฐา ทวีสิน' ชูกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 'แจกเงินดิจิทัล' ทุกคน

เลือกตั้ง66 ‘เพื่อไทย’ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400 เขตทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545008

17 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'เพื่อไทย' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400  เขตทั่วประเทศ

เลือกตั้ง66 ‘เพื่อไทย’ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. 400 คน พร้อมนโยบายใหม่ น้องสาว ‘สมศักดิ์’ แกนนำสามมิตร ‘พรรณสิริ’ โผล่เปิดตัวลงสุโขทัย ‘ชลน่าน’ ย้ำเลือกเพื่อไทยให้ชนะขาด ขจัด 3ป. ส่ง สว. กลับบ้าน ชู 3 ปัจจัยส่งเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ‘ผู้นำ-นโยบาย-สส.’

17 มี.ค. 2566 : ที่ยิมเนเซียม 4 ภายใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต พรรคเพื่อไทยจัดงาน “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” เปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัครรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนโยบายใหม่จากพรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย,น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย, นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ประสงค์ลงสมัครรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรค และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยจำนวนนับหมื่นคนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยมีการโบกธงเพื่อไทย ป้ายสนับสนุนยกเชียร์พร้อมตะโกนโห่ร้องตลอดทั้งหน้าห้องประชุมจนถึงในห้อง

โดยงานเริ่มต้นด้วยขบวนเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัครรับการเลือกตั้งรายจังหวัดรวมทั้งสิ้น 77 จังหวัด รวม 400 คน พร้อมกรรมการบริหารพรรคเดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงร้องจากผู้สนับสนุนอย่างกึกก้อง ขณะเดียวกันการเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยวันนี้ถือว่ามีความน่าสนใจเนื่องจากมีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนร่วมโชว์ตัวครั้งแรก 

โดยเฉพาะสมาชิกจากกลุ่มสามมิตรที่ย้ายข้ามขั้วมาจากพรรคพลังประชารัฐหลายคน อาทิ อดีต สส.สุโขทัย นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ซึ่งเป็นน้องสาวนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร รวมถึงยังมี อดีต สส.สุโขทัย นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง อดีต ส.ส.สุโขทัย นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล อดีต ส.ส.พิจิตร นายภูดิท อินสุวรรณ์ 

อีกทั้งยังมีบ้านใหญ่ชลบุรี ร่วมเปิดตัวด้วย นำโดยนายสนธยา คุณปลื้ม นางสุกุมล คุณปลื้ม อดีต สส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ รวมถึงยังมีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และนายนิคม บุญวิเศษ ด้วย

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.400 เขตทั่วประเทศนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.400 เขตทั่วประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีแสดงความพร้อมแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย และบอกว่าการที่พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้นั้น มีองค์ประกอบคือ

1.ผู้นำ ที่มีความพร้อม พรรคเพื่อไทยมีส่วนผสมที่กลมกล่อมระหว่างผู้อาวุโสที่มากประสบการณ์ และคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มุ่งมั่นสร้างความหวัง รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะพาประเทศของเราผ่านไปในช่วงเวลาสำคัญ 4 ปีนี้

2.นโยบายที่ดี ตอบโจทย์แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนภายใต้หลัก คิดใหญ่ ทำเป็น ทุกนโยบายจะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสร้างความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตดีๆ ให้พี่น้องประชาชน

3.สส.เขตทั้ง 400 คน เข้าแข่งขันเพื่อได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อไปเปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถจากหลากหลายประเภท หลายกลุ่มอาชีพ

“เรามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเรา จะเป็นตัวแทนที่ดี ทำงานสะท้อนความต้องการของประชาชน ให้ครอบคลุมได้ทุกพื้นที่ และเข้าถึงในหัวใจของทุกคน”

นพ.ชลน่าน กล่าวเตือนให้ว่าที่ผู้สมัครสส.ของพรรคเพื่อไทยอย่าประมาทชะล่าใจ เพราะกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยจากประชาชนดีมาก หากผู้สมัครไม่ทำงานอย่างเข้มข้นในพื้นที่ หวังอาศัยกระแสพรรคอย่างเดียว โดยไม่เข้าถึง เยี่ยมเยียนกับประชาชน ไม่กระจายนโยบายซึ่งเป็นอาวุธสำคัญของเรา ให้เข้าถึงประชาชน ในวันเลือกตั้ง2566 ทุกท่านอาจจะเจอกับความพ่ายแพ้ก็ได้

“เราเล่นเกมปราศรัย อย่าไปเล่นเกมปาเงิน ปากระสุน แบบคู่แข่งทางการเมือง ถ้าเราใช้วิธีนั้น ท่านจะเป็นผู้พ่ายแพ้ เพราะไปอยู่ในเกมเขา และพรรคเองจะไม่สนับสนุนการกระทำเยี่ยงนั้น”

นพ.ชลน่าน ยังย้ำว่า ผู้สมัครทุกคนจงเชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของพรรคเพื่อไทย และจงเชื่อมั่นในตัวของท่านเอง ขอให้ศึกษานโยบายจนเข้าใจและนำไปเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบว่านโยบายของเราเป็น “ประชาธิปไตยที่กินได้” และพร้อมจะกลับมารับใช้ประชาชน

“การชนะเลือกตั้งจากแลนด์สไลด์เท่านั้น เลือกทั้งคนทั้งพรรค จะนำมาซึ่งประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ล้างผลของรัฐธรรมนูญที่สืบทอดมาจากอำนาจรัฐประหาร หากต้องการขจัดให้ 3ป. และ สว.กลับบ้าน ต้องทุ่มเทคะแนนเลือกเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค ต้องเลือกพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่าพรรคพวกรัฐบาลปัจจุบันนี้ ต้องเลือกอย่างมียุทธศาสตร์ เลือกพรรคเพื่อไทยให้ชนะอย่างเด็ดขาด”หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว
เลือกตั้ง66 'เพื่อไทย' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400  เขตทั่วประเทศ

เลือกตั้ง66 'เพื่อไทย' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400  เขตทั่วประเทศ
เลือกตั้ง66 'เพื่อไทย' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400  เขตทั่วประเทศ
เลือกตั้ง66 'เพื่อไทย' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400  เขตทั่วประเทศ
เลือกตั้ง66 'เพื่อไทย' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400  เขตทั่วประเทศ
เลือกตั้ง66 'เพื่อไทย' เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครบ 400  เขตทั่วประเทศ

เลือกตั้ง66 ‘แพทองธาร’ นำทัพ ‘เพื่อไทย’ เปิดตัวนโยบาย ‘คนไทยไร้จน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545001

17 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'แพทองธาร' นำทัพ 'เพื่อไทย' เปิดตัวนโยบาย 'คนไทยไร้จน'

เลือกตั้ง66 ‘แพทองธาร’ นำทัพ เพื่อไทย เปิดตัวนโยบาย คนไทยไร้จน อาสาพาประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางเทคโนโลยีการเงินอาเซียน

17 มี.ค.2566 : ที่อาคารยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย กล่าวบนเวที “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” ประกาศความพร้อมพรรคเพื่อไทยที่จะพาประเทศไทยข้ามผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่กำลังเผชิญทั้งสภาวะยากจน สภาวะสงคราม และโรคระบาด หมดเวลายื้ออำนาจรัฐบาลที่ไม่เข้าใจประชาชน ขาดความรู้ ความเท่าทันสถานการณ์โลก เพราะท่ามกลางปัญหาที่ถูกทับถมเอาไว้ หากคิดไม่ใหญ่ เอาไม่อยู่

พรรคเพื่อไทยจึง “คิดใหญ่ ทำเป็น” พร้อมประกาศ 3 นโยบายที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยให้อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

เริ่มจากนโยบายแรก ลดช่องว่างรายได้คนไทยที่ต้องช่วยเหลือทันที ให้ทุกคนมีรายได้เพียงพอ ต่อการดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่สูงมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราเติบโตของรายได้ต่อหัวโตช้ากว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน พรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบายเติมรายได้ให้ทุกครอบครัวมีรายได้ขั้นต่ำ 20,000 บาท / เดือน เราจะเติมเงินให้ในระยะชั่วคราวไปจนกว่านโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนจะสำเร็จ เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบ รัฐก็จะมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น แพทองธารเพิ่มเติมว่านโยบายนี้อาจดูเหมือนประชานิยม แต่ความจริงแล้วคือการยกระดับ GDP ประเทศ เงินที่จะใช้ ก็จะมาจากภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง
 

ถัดมาในนโยบายที่สองคือการสร้าง Blockchain ที่จะทำให้ไทยการเป็นศูนย์กลาง Fintech (เทคโนโลยีทางการเงิน) ของอาเซียน เปิดโอกาสให้คนไทยสามารถระดมทุนจากทั่วโลกได้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดเล็ก รวมทั้งการระดมทุนให้กับเกษตรกร ตลอดจนการขายสินค้าล่วงหน้า รวมถึงผู้ที่มีความสามารถทางด้านอื่นๆ ก็จะขายผลงานของตนไปทั่วโลกได้สะดวกขึ้น ผ่านระบบที่ง่ายเหมือนแอพพลิเคชันธนาคารในโทรศัพท์

‘แพทองธาร’ นำทัพ ‘เพื่อไทย’ เปิดตัวนโยบาย‘คนไทยไร้จน’‘แพทองธาร’ นำทัพ ‘เพื่อไทย’ เปิดตัวนโยบาย‘คนไทยไร้จน’

และนโยบายที่สาม แพทองธาร ได้เน้นย้ำปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่พรรคเพื่อไทยตั้งใจจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยยกภาพถ่ายดาวเทียมของนาซ่า ที่แสดงร่องรอยสีแดงในประเทศไทย และเพื่อนบ้าน อันเกิดจากการเผาป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย จึงต้องมีการแก้ไขร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยการเจรจา หาทางออก และการแก้ปัญหา

ทั้งยังสนับสนุนการเกษตรให้ใช้การย่อยสลายแทนการเผาเพื่อการเกษตร ในส่วนมลภาวะที่เกิดจากการคมนาคม และอุตสาหกรรม จะใช้นโยบายลดภาษีรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษทางอากาศไม่เกินมาตรฐาน, รถยนต์ไฟฟ้า และเปลี่ยนเครื่องจักรที่ปล่อยมลพิษให้หมดไปโดยเร็ว

ก่อนปิดท้ายการแถลงนโยบาย นางสาวแพทองธารได้ฝากถึงว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ทั้ง 400 คนให้มีโอกาสได้รับเลือกเข้าไปเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสภา

“ร่วมสานต่อนโยบายทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยให้สำเร็จ ช่วยกันแก้ปัญหาที่หมักหมมมา 8 ปี ให้เบาบาง และหายไปโดยเร็ว” นางสาวแพทองธาร กล่าว

พรรคเพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัคร สส.400 เขตพรรคเพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัคร สส.400 เขต

‘เพื่อไทย’ ประกาศชัด ดันแผนเป้า 310 เสียง ผ่าทางตันการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544990

17 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ประกาศชัด ดันแผนเป้า 310 เสียง ผ่าทางตันการเมือง

เพื่อไทย ประกาศชัดเจน ปรับแผนไปให้ถึง 310 เสียง เพิ่มอำนาจการต่อรอง เป็นรัฐบาลที่แข็งแรง ยัน ประกาศชัดไม่จับมือ พลังประชารัฐ แก้ไขเกมการเมือง

 
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศขัดเจนในยุทธศาสตร์ ต้องไปให้ถึง 310 เสียง ที่เวทีหาเสียงที่ จ.พิจิตร หวังตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ความสนใจของแวดวงการเมืองจงวิเคราะห์ว่า ค่อนข้างยาก ในการเลือกตั้งหนนี้ 
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี เชิญ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย มาพูดคุยในประเด็น เพื่อไทยขอ 310 ปิดประตูจับมือ “ลุงป้อม”

เพื่อไทยขอ 310 ปิดประตูจับมือ “ลุงป้อม”เพื่อไทยขอ 310 ปิดประตูจับมือ “ลุงป้อม”
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนรวมมือกับพรรคเพื่อไทย เป็นการสื่อสารในเวทีปราศรัยและเป็นความตั้งใจ ตอนที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้แล้ว  เหตุของความตั้งใจมีที่มาที่ไปชัดเจน ถ้าเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แม้จะได้เสียงเกิน 250 เสียงก็ตาม จะไม่สามารถตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาชนได้ ในตอนแรกที่ตั้งโจทย์ให้ได้คะแนนเสียงเกิน 250 เสียง ประชาชนให้การสนับสนุน

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

กระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา การตั้งรัฐบาลไม่น่าจะเป็นประเด็น น่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แม้แต่ฝ่าย สว.ก็ตาม แต่ทำไปทำมาเริ่มไม่แน่ใจ เพราะสิ่งที่ได้ทำ กระแสเริ่มติด ทำให้มีความมั่นใจ การการประเมิน การเจาะลึก มีแนวโน้มที่จะเกิน 250 เสียง แต่แม้จะเกิน 250 เสียง จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ มีปัญหากับประเทศอย่างมาก  


จึงเป็นแนวทางที่ต้องไปให้ถึง 310 เสียง ถ้าประชาชนต้องการจะไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ก็ต้องร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น และถ้าจะให้สำเร็จจะทำอย่างไรให้สามารถตั้งรัฐบาลที่มากจากเสียงประชาชนให้เป็นเสียงข้างมากได้ มีนายกฯที่มาจากเสียงข้างมากได้ ตรงนั้นเป็นเป้าหมายสูงสุด  เมื่อถามว่า ตัวเลข 310 มาจากไหน เป็นตัวเลขที่ประเมินแล้วว่าเหมาะที่สุด เพื่อเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง เพื่อให้สามารถสามรถจักตั้งรัฐบาลได้ ถ้าสามารถทำได้ถึง 260 เสียง 270 เสียง อีกประมาณ 40 กว่าเสียง จะสามารถไปถึงได้ไหม ก็สามารถที่จะเป็นไปได้

เพื่อไทยขอ 310 ปิดประตูจับมือ “ลุงป้อม”เพื่อไทยขอ 310 ปิดประตูจับมือ “ลุงป้อม”

 และถ้าทำได้จริงจะสามารถแก้ปัญหาที่กังวลได้ทั้งหมด จากความกังวลที่จะไม่สามารถมีรัฐบาลที่มาจากเสีบยงข้างมากของประชาชน เพราะคะแนน 310 เสียง จะเป็นแรงเหวี่ยงไปบอกกับ สว. จะเป็นแรงกดดันมากกว่า 250 เสียง และการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่เกิดขึ้น แม้จะมี 126 เสียง จะสามารถเลือกนายกฯได้ เป็นตัวเลขรวมกับสว. 250 เสียง เป็น 376 เสียง แต่รัฐบาลที่มีเสียง 190 เสียงอยู่ยาก  


แม้จะได้ตามที่หวัง 310 เสียง แต่การที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีได้ต้องได้ 375 เสียง นพ.ชลน่าน พูดถึงแรงเหวี่ยงที่ 1คือ สว.เชื่อว่าถ้าเพื่อไทยมีคะแนนเสียงตามที่คาดหวัง เข้าใจว่าน่าจะมีความคิดที่ดี เพราะประชาชนมอบอำนาจให้อย่างชอบธรรม แต่ถ้าตรงนี้ไม่เกิดขึ้นตามการคาดการณ์ เพื่อไทยมีความมั่นใจว่า จำนวน 60 เสียงจะสามารถหาได้จากแนวร่วมพรรคการเมืองที่มาจากประชาชน คาดคะเนว่าแนวร่วมของเพื่อไทย จะได้จำนวนที่นั่ง 70 เสียงขึ้นไป แต่ยังมีความกังวลว่าถ้าเพื่อไทยได้ถึง 310 เสียง ก็เท่ากับไปทำลายพรรคแนวร่วมหมด แต่ถ้ามองการเมืองไทยคนที่มาใช้สิทธิการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ได้มาใช้สิทธิ 100 %

ตอนนี้สถานการณ์มีฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับ เสรีนิยม ฝั่งอนุรักษ์นิยม ยากที่จะเปลี่ยนฝ่าย ซึ่งแบ่งคร่าวๆ ฝ่ายละ 20 % แต่จุดเปลี่ยนจะอยู่ที่สัดส่วนที่เหลือ 60 % แนวคิดของเพื่อไทยคือมองว่าฐานเสียงเดิมยังอยู่ แสวงหาฐานเสียงใหม่ ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้มีความชัดเจนว่าจะเลือกใคร การกำหนดเป้าหมายที่ชัด จะสามารถดึงเสียงที่ยังไม่ใช้สิทธิใช้เสียงเติมเต็ม ฐานเดิมก็ยังอยู่ กติกาที่เปลี่ยนก็อาจจะมีส่งผลบ้าง แต่ถ้าเพื่อไทยได้ 310 เสียงจะสร้างแรงเหวี่ยงขึ้นได้ ซีกประชาธิปไตยจับมือกันอีก 60 เสียง ก็สามารถเลือกนายกฯได้

เพื่อไทยขอ 310 ปิดประตูจับมือ “ลุงป้อม”เพื่อไทยขอ 310 ปิดประตูจับมือ “ลุงป้อม”
ต่อคำถามว่าแล้วถ้าสถานการณ์ไปไม่ถึง 310 เสียงจะทำอย่างไร นพ.ชลน่าน บอกว่า เป็นสิ่งที่ต้องคิดแก้ไข เพราะจะเป็นการบังคับให้มีการไปจับมือกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่มีความปราถนา  และเชื่อว่าประชาชนก็ไม่ต้องการเช่นเดียวกัน การไปจับมือกับพรรคการเมืองอื่นที่ประชาชนไม่ต้องการ จะไม่สามารถทำงานได้ ประชาชนก็ไม่ชอบ และจะเป็นการทำลายพรรคตัวเองไปในตัว จากเป็นกระแสนิยม เลือกตั้งคราวต่อไปจะไม่ได้คะแนน เพื่อแก้ปัญหานี้จึงต้องมุ่งเป้าหมายว่าต้องทำให้ได้ ถ้าเพื่อไทยไม่ได้ 310 เสียงจะเกิดการล็อกตายทางการเมืองสูงมาก  ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาได้  

การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกฝ่ายต้องประเมินสถานการณ์ว่าจะไปรอดหรือไม่ ถ้าห่างกันไม่มากสถานการณ์ก็เรียกได้ว่ามีลุ้น แต่ถ้าห่างกันจำนวน 20-30 เสียงก็เป็นเรื่องยาก ที่สำคัญ ถ้าจัดตั้งรัฐบาล ต่อไปก็เป็นเรื่องการแถลงนโยบาย แต่เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเพราะไม่มีการลงมติ หลังจากนั้นจะต้องนำกฎหมายสำคัญคือพ.ร.บ.งบประมาณเข้าสู่สภา ถ้างบประมาณไม่ผ่าน ก็ต้องมีการลาออก ยุบสภา แล้วก็เลือกตั้งใหม่ อีกฝ่ายต้องประเมินแล้วว่าการเลือกตั้งใหม่ โอกาสที่จะกลับมาอีกครั้งเป็นเรื่องที่ยากมาก การลาออกเพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็เป็นไปได้ แต่วิธีการนั้นจะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส

เชื่อว่าคงจะไม่ทำ แต่สิ่งที่จะสามารถทำได้คือการทำให้กลไกรัฐสภาเป็นง่อย เลือกนายกฯไม่ได้เดดล็อกทางการเมือง จะเลือกกี่ครั้งก็ไม่ถึง 376 เสียง หากสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็ต้องเลือกไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนด มีระยะเวลา 2 ปี ตามอายุของ สว.ที่จะหมดวาระลงในปี 2567 รัฐบาลก็รักษาการไป ซึ่งอย่างน้อยก็ดีกว่าไปเลือกตั้งใหม่ ยังมีอำนาจอยู่ถึงแม้จะไม่เต็มที่ นี่คือการประเมินสถานณ์ที่สามารถเป็นไปได้ และเป็นเรื่องที่อันตรายต่อประเทศอย่างมาก ประเทศจะไม่ไปไหน ความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ การค้า การเจรจา การลงทุน ความไว้ใจ จากต่างประเทศจะไม่มี ประชาชนจะได้รับผลกระทบโดยตรง


ถ้ามองตามการประเมินของเพื่อไทย จึงเป็นช่องทางที่อาจจะนำมาซึ่งความจำเป็นในการจับมือกับฝ่ายอื่น เพื่อให้ประเทศเดินหน้าหรือไม่ นพ.ชลน่าน บอกว่าต้องเป็นความยินยอมจากประชาชน แต่จากการรับฟังความเห็นประชาชน บอกว่าไม่เอา ในการลงพื้นที่ ประชาชนถึงกับแสดงความเป็นห่วง ขอร้องอย่าไปร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นจึงต้องตั้งเป้าให้มีการจับมือกับประชาชนไปให้ถึงเป้าหมาย ลดข้อจำกัดเหล่านี้


ถ้าไปไม่ถึงตามหวัง แผนสองของเพื่อไทย นพ.ชลน่าน บอกว่าทุกฝ่ายก็ต้องมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ก็มีคนคิดแผนรอไว้แล้ว ด้วยการที่มีคนพยายามแสดงตัวเป็นโซ่ข้อกลาง ไม่อยู่ซีกใดซีกหนึ่ง และคนที่แสดงตัวชัดเจนในขณะนี้คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องไปให้ถึงเป้าหมาย เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรอง ทุกอย่างจึงอยู่ที่ประชาชน จะเอาแบบเดิมหรือไม่ แต่เท่าที่มองประชาชนอยากจะออกจากวิกฤตนี้แล้ว 8ปีที่ผ่านมา อยากจะมีอนาคตที่ดี บ้านเมืองจะได้ก้าวหน้าต่อ 


ในเรื่องของ 3 ป. นพ.ชลน่าน มองว่า 3 ป.เป็นเพียงแกนกลางของระบอบประยุทธ์ มีความเชื่อมโยงกับส่วนต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน ถ้าทำลายส่วนกลางได้ แต่โครงข่ายยังอยู่ จึงต้องเน้นชัดที่ระบอบประยุทธ์ 

ในมุมที่มองแต่ละพรรคการเมือง นพ.ชลน่าน บอกว่า พรรคพลังประชารัฐ ถูกแบ่งเป็นอนุรักษ์นิยม และมีความพยายามจะมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ตีความโดยนัยยะว่าอยู่ตรงกลาง แต่ยังมองว่าเป็นอนุรักษ์นิยม เป็นมาอย่างไรล้างภาพไม่ออก การเป็นอนุรักษ์นิยมไม่ผิด ระบอบประชาธิปไตยของไทย มีฝ่ายต่างๆ คนเจนXเป็นกลุ่มคนที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหน ซึ่งพลังประชารัฐกำลังเป็นอยู่ การจับมือกับใครก่อนเลือกตั้งไม่สมควรพูด เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว เป็นอำนาจของประชาชนที่จะเลือกใคร

การไปพูดว่าจะจับมือกับใครเป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน พอเลือกตั้งเสร็จแล้ว จะเป็นการแก้ไขสถานการณ์ภาวะวิกฤติ ในขณะนั้นจะทำอะไรให้ดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ในขณะนั้น การจะจับมือกับพรรคต่างๆอะไรดีที่สุด การจะทำอะไรดีที่สุดให้ถามเจ้าของอำนาจที่แท้จริง คือ ประชาชน เพื่อไทยจะทำอะไรก็ต้องถามประชาชน ขนาดเลือกผู้สมัคร สส. ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่ส่งลงเลือกตั้ง แม้จะมีฐานเสียงเข้มแข็งในพื้นที่ พรรคก็ต้องให้เกียรติประชาชน 

ต่อคำถามที่ว่าหากเพื่อไทยเป็นแกนนำในกลุ่มที่สามรถจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เอาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยตอบว่า เป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้ามีการยอมในเรื่องนี้ จะเป็นการตระบัดสัตย์กับประชาชน ถ้ายอมทำแบบนั้น จะมาบริหารประเทศเพื่อใคร เพราะประชาชนเป็นคนเลือกมา การไปจับมือหรือไปทำแบบนั้นเป็นการฆ่าตัวตาย เท่ากับเพื่อไทยจะไม่เป็นสถาบันทางการเมือง ไม่เป็นพรรคการเมือง ถ้าคิดแบบนั้นก็สามารถจับมือได้

ประเด็นกลุ่มสามมิตร ที่ย้ายกลับมาจากพลังประชารัฐ นพ.ชลน่าน บอกว่า การไปรวมกันในจุดนั้น เป็นการพยายามรวบรวม เพื่อการสืบทอดอำนาจ ผ่านกลไกทางการเมืองเป็นพรรคเฉพาะกิจ ใช้การกดดันทางด้านกฎหมายไปดึงตัวมา หลายคนจึงต้องยอมเพื่อรักษาชีวิต สถานภาพ ครอบครัว องค์กรธุรกิจไว้ เมื่อเหตุผลเหล่านั้นหลุดออกไป จึงเป็นสิทธิที่สามารถจะทำในสิ่งที่อยากจะทำได้ 

ในเรื่องของพรรคก้าวไกลในฐานะเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน นพ.ชลน่าน บอกว่า หลักการที่วางไว้แต่แรกจะผิดเพี้ยนไป ในเรื่อวที่มองกันว่ารักษาระยะห่างกับก้าวไกล ไม่ใช่การรักษาระยะห่าง การที่จะไปประกาศจับมือมันเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ ส่วนที่ต้องประกาศไม่จับมือกับพลังประชารัฐ เป็นการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมือง เพราะถ้าปล่อยให้ข่าวนี้ส่งต่อขยายออกไปเรื่อยๆ คนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยก็จะเกิดความลังเล จึงจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่แก้ไขจะส่งผลความเสียหายต่อพรรค 

‘จุรินทร์’ จัดเต็ม เปิด 18 นโยบาย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร 7 เขต จ.สกลนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544976

16 มี.ค. 2566

'จุรินทร์' จัดเต็ม เปิด 18 นโยบาย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร 7 เขต จ.สกลนคร

‘จุรินทร์’ ลุย จ.สกลนคร เปิด 18 นโยบาย อวยโครงการประกันรายได้ ผลงานประชาธิปัตย์ทำได้จริง พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร 7 เขต อ้อนประชาชนเลือกพรรคไม่โกง

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2566 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำผู้บริหารพรรคลงพื้นที่ จ.สกลนคร ประกาศเปิด 18 นโยบายสำหรับประชาชนและเกษตรกร พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร 7 เขต 

นายจุรินทร์ ยืนยันและสัญญาว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหรือมีโอกาสทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าในสถานะไหน เราจะทำหน้าที่อย่างสุดกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเต็มศักยภาพ

” ขอให้ประชาชนก้าวข้ามการแบ่งขั้วทางการเมือง หันกลับมาเลือกพรรคการเมืองโดยพิจารณาจากผู้สมัครที่มีศักยภาพ พิจารณาจากนโยบายที่ทำประโยชน์และตอบโจทย์ให้พี่น้องชาวอีสาน และพี่น้องชาวสกลนครได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญสนับสนุนพรรคการเมืองที่ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่โกง เพื่อให้เงินทุกเม็ดจัดเข้ากระเป่าประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่หายหกตกหล่นต่อไป” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว 

พรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่จ.สกลนครพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่จ.สกลนครต

สำหรับว่าที่ผู้สมัคร 7 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายณปภัช เสโนฤทธิ์ (เฟิร์ส) เขต 2 นายชาตรี หล้าพรหม เขต 3 ดร.อภิลักษณ์ เคนไขยวงศ์ เขต 4 นายสาคร พรหมภักดี อดีตรองโฆษกรัฐบาล อดีต ส.ส. 5 สมัย เขต 5 นายพงษ์ศักดิ์ สุทธิคีรี เขต 6 นายวีรศักดิ์ พรหมภักดี เขต 7 นางยุพาวรรณ จักรพิมพ์

18 นโยบาย ประกอบด้วย 

นโยบายที่ 1 “การประกันรายได้ จ่ายเงินส่วนต่าง” ข้าว มัน ยาง ปาล์ม และข้าวโพด ซึ่งเป็นความสำเร็จของพรรคประชาธิปัตย์

นโยบายที่ 2 ชาวนารับ 30,000 บาทต่อ 1 ครัวเรือน

นโยบายที่ 3 ฟรีนมโรงเรียน 365 วัน

นโยบายที่ 4 ออกโฉนดที่ดิน 1 ล้านแปลง ภายใน 4 ปี

นโยบายที่ 5 ให้กรรมสิทธิ์ทำกินให้กับผู้ทำกินในที่ดินของรัฐ

นโยบายที่ 6 ธนาคารหมู่บ้าน/ชุมชน แห่งละ 2 ล้านบาท

นโยบายที่ 7 “อินเทอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด ทุกหมู่บ้าน ทุกห้องเรียน” 

นโยบายที่ 8 “เรียนฟรี ถึงปริญญาตรี สาขาที่ตลาดต้องการ”

นโยบายที่ 9 “ตรวจสุขภาพฟรี รักษาฟรี โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียว”

นโยบายที่ 10 “ชมรมผู้สูงอายุรับ 30,000บาท ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน”

นโยบายที่ 11 “SME ต้องมีแต้มต่อ 3 แสนล้าน” ทั้งแต้มต่อด้านการผลิต แต้มต่อทางการตลาด และตั้งกองทุน 300,000 ล้านบาท ให้ SME เข้าถึงแหล่งเงิน แหล่งทุนได้

นโยบายที่ 12 “3 ล้านบาทต่อยอดเกษตรแปลงใหญ่”

นโยบายที่ 13 “ค่าตอบแทน อกม. (อาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน) 1,000 บาทต่อเดือน”

นโยบายที่ 14 ให้เงินอุดหนุนกลุ่มเกษตรกรประมง กลุ่มละ 100,000 บาทต่อปีทุกกลุ่ม

นโยบายที่ 15 ปลดล็อกประมงพาณิชย์ ภายใต้ IUU

นโยบายที่ 16 “ปลดล็อค กบข. และกองทุนเลี้ยงชีพ ให้ซื้อบ้านได้” 

บรรยากาศที่จ.สกลนคร มีประชาชนมาต้อนรับ ผูกผ้าขาวม้าและเข้าสวมกอดนายจุรินทร์ และพูดว่า “รูปหล่อจังเลย ท่านนายก” และต่างส่งเสียงสนับสนุนให้ นายจุรินทร์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

นายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่ จ.สกลนครพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่ จ.สกลนคร

‘อรรถวิชช์’ ยื่นศาลปกครอง เพิกถอน ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544972

16 มี.ค. 2566

'อรรถวิชช์' ยื่นศาลปกครอง เพิกถอน 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' กทม.

‘อรรถวิชช์’ ยื่นศาลปกครอง เพิกถอน ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ สส.กทม. รวมแขวงเป็นเขตเลือกตั้งผิดกฎหมาย พบรวมแขวงล้วน ไม่มีเขตหลักถึง 13 เขตเลือกตั้ง ชี้กระทบสิทธิ สร้างความสับสนให้ประชาชน

16 มี.ค. 2566 : ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ  กรุงเทพมหานคร นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เดินทางมายื่นฟ้องศาลปกครองขอให้มีคำสั่งเพิกถอนประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ พื้นที่กรุงเทพมหานคร( กทม.) รวมแขวงเป็นเขตเลือกตั้งขัดต่อกฎหมาย

นายอรรถวิชช์ กล่าวถึง การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของกรุงเทพมหานครว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 27(1) กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งเขตให้ รวมอำเภอต่างๆ เป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีอำเภอหลักอยู่ในเขตเลือกตั้ง แต่ปรากฎว่าการแบ่งเขตที่ออกมา มีการรวมเฉพาะแขวงโดยไม่มีเขต(อำเภอ)หลัก มาเป็นเขตเลือกตั้งใหม่ 

ตัวอย่างเช่น เขตเลือกตั้งที่ 8 ประกอบด้วย แขวงทุ่งสองห้องของเขตหลักสี่ และแขวงลาดยาว แขวงจตุจักร แขวงจอมพล ของเขตจตุจักร , เขตเลือกตั้งที่ 9 ประกอบด้วย แขวงอนุสาวรีย์ของเขตบางเขน และแขวงจันทรเกษม แขวงเสนานิคม ของเขตจตุจักร และแขวงตลาดบางเขนของเขตหลักสี่ 

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ยื่นศาลปกครอง เพิกถอน ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ กทม.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ยื่นศาลปกครอง เพิกถอน ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ กทม.

และยังมีเขตเลือกตั้งอื่นๆ ที่เป็นการรวมเฉพาะแขวงโดยไม่มีเขตหลักถึง 13 เขตเลือกตั้ง ได้แก่

เขตเลือกตั้งที่ 8,9,12,13,17,18,19,21,26,27,28,29, และ 30 ซึ่งเป็นการรวมแขวงต่างๆ เป็นเขตเลือกตั้ง ไม่ได้รวมอำเภอต่างๆ เป็นเขตเลือกตั้ง ขัดต่อหลักเกณฑ์ตามมาตรา 27(1) ซึ่งการรวมแขวงข้ามเขตแบบนี้ ถือเป็นการกระทบสิทธิประชาชน ทำให้เกิดความสับสนในการใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะการแบ่งเขตใหม่ 33 เขตครั้งนี้ เหมือนกับการแบ่งเขตเลือกตั้งเดิมเพียง 4 เขตเลือกตั้งเท่านั้น

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า มาตรา 27(1) ยังกำหนดหลักการสำคัญเรื่อง การเคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน แต่ปรากฎว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ สส.กรุงเทพมหานคร มีเขตเลือกตั้งที่เคยเป็นเขตเลือกตั้งมาก่อนเพียง 4 เขตเลือกตั้งเท่านั้น

“ถือเป็นการแบ่งเขตที่ไม่ได้ยึดถึงหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเดินทางมายื่นต่อศาลปกครองเพื่อขอให้พิจารณาวิธีการชั่วคราวโดยเร่งด่วน เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวนเขตเลือกตั้ง และท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้ง”นายอรรถวิชช์ กล่าว

เลือกตั้ง66 ‘ศิริภา’ วอน กกต. ทบทวน ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544968

16 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'ศิริภา' วอน กกต. ทบทวน 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' กทม.

เลือกตั้ง66 ‘ศิริภา’ วอน กกต. ทบทวน ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ กทม. พบไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน ถึง 13 เขต จากทั้งหมด 33 เขต แนะการเลือกตั้งควรสร้างความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มต้น

16 มี.ค.2566 โคงสุดท้ายก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง66 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตการ ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ม.27 (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ว่า ให้รวมอำเภอต่าง ๆ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงพื้นที่ที่ติดต่อใกล้ชิดกัน ความสะดวกในการคมนาคมระหว่างกัน และการเคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ถ้าการรวมอำเภอในลักษณะนี้จะทำให้ มีจำนวนราษฎรมากหรือน้อยเกินไป 

ให้แยกตำบลของอำเภอออกเพื่อให้ได้จำนวนราษฎรพอเพียงสำหรับการเป็นเขตเลือกตั้ง แต่จะแยกหรือรวมเฉพาะเพียงบางส่วนของตำบลไม่ได้ แต่การแบ่งเขตตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวนเขตเลือกตั้งและท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้ง ของ กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต

“มี 13 เขตเลือกตั้งที่เป็นการรวมแขวง (ตำบล) เพียงบางส่วนมาประกอบเป็นเขตเลือกตั้ง อาทิ เขต 9 มีเขตบางเขน (ยกเว้นแขวงท่าแร้ง) เขตจตุจักร (เฉพาะแขวงจันทรเกษม และแขวงเสนานิคม) และเขตหลักสี่ (เฉพาะแขวงตลาดบางเขน) หรือในบางเขตมีการตัดแขวงออกมาจากเขตถึง 5 เขต เพื่อมาประกอบเป็นเขตเดียว”น.ส.ศิริภา กล่าว

การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ในลักษณะดังกล่าวนอกจากไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน และผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง เป็นการแบ่งเขตที่พยายามจะตัดคะแนนผู้ที่ทำพื้นที่มาก่อนหน้า โดยตัดเขตออกเป็นส่วนๆแล้วไปรวมกับแขวงของเขตอื่น ๆ เพื่อให้เหลือพื้นที่เดิมของผู้ที่ทำพื้นที่ก่อนหน้าให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้ประชากรกว่าร้อยละ 80 ของแต่ละเขตจะได้เจอกับผู้สมัครที่ตนเองอาจจะไม่เคยรู้จักเลยทั้งหมด ส่งผลให้ได้ผู้แทนที่ไม่เข้าใจปัญหาในพื้นที่ และสร้างความสับสนให้กับผู้ลงคะแนน

“ดิฉันขอเรียกร้องให้ กกต. ทบทวนการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นธรรมกับผู้สมัคร และประชาชนในพื้นที่ สร้างความเชื่อมั่น และความโปร่งใสในการเลือกตั้ง เพราะหาก เริ่มต้นการเลือกตั้งด้วยความด่างพร้อยเช่นนี้ ประชาชน จะเกิดข้อกังขาในการทำหน้าที่ ของ กกต. ได้ว่า จัดการเลือกตั้งได้อย่างสุจริตและเที่ยงธรรมจริงหรือไม่ ในท้ายที่สุดไม่ว่า กกต. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์พร้อมสู้ทั้ง 400 เขต”น.ส.ศิริภากล่าว