ปชป. ประกาศสงคราม PM2.5 คุมมลพิษ 16 เขตชั้นในกทม. เร่งออกกฎหมายอากาศสะอาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544706

13 มี.ค. 2566

ปชป. ประกาศสงคราม PM2.5 คุมมลพิษ 16 เขตชั้นในกทม. เร่งออกกฎหมายอากาศสะอาด

‘ดร.เอ้’ ชี้ฝนตกไม่ช่วยลดค่าฝุ่น เตรียมนำร่องคุมมลพิษ 16 เขตชั้นในกทม. เร่งออกกฎหมายอากาศสะอาด ด้าน ‘องอาจ’ ซัดผู้บริหารเมินแก้ปัญหา จนลุกลามหนัก เชื่อ ปชป. ทำได้แน่

วันนี้ 13 มี.ค. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย และ ว่าที่ผู้สมัคร กทม. ประกาศสงครามฝุ่น PM2.5 ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

โดยเวลาประมาณ 9.25 น. ศ.ดร.สุชัชวีร์ นำเครื่องมาวัดค่าฝุ่น เมื่ออยู่ในพื้นที่โปร่ง ค่าฝุ่นอยู่ที่ประมาณ 25 ไมโครกรัม ส่วนริมถนนพระราม 1 อยู่ที่ประมาณ 53 ไมโครกรัม ซึ่งเกินค่าตามมาตราฐานที่กำหนดไม่ควรเกิน 50 ไมโครกรัม

ด้านศ.ดร.สุชัชวีร์ เปิดเผยว่า แม้ฝนตกเมื่อคืน แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่สามารถแก้ PM2.5 ได้ คนที่รับผิดชอบต้องให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ขอประกาศสงครามกับ PM2.5 โดยกำหนดเขตมลพิษต่ำ “Bangkok Low Emission Zone” หรือ “B-LEZ” (บีเลส)  เตรียมนำร่องแก้ปัญหา 16 เขตพื้นที่ชั้นในกทม. (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต พญาไท ราชเทวี ปทุมวัน สาทร บางรัก บางคอแหลม บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ คลองสาน ธนบุรี ยานนาวา) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 130 ตารางกิโลเมตร

โดยการควบคุมรถขนส่งและรถสาธารณะที่ปล่อยฝุ่น หรือ รถควันดำ รวมถึงการก่อสร้างต้องรับผิดชอบต่อสังคม ผิดกฎต้องปรับ แต่หากมีมาตราการลดฝุ่น จะสามารถนำค่าใช้จ่ายต่างๆมาลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากบริเวณนี้มีสถานศึกษามากกว่า 300 โรงเรียน และสถานพยาบาลมากกว่า 40 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นอย่างรุนแรง 

ดร.เอ้ วัดค่าฝุ่น PM2.5ดร.เอ้ วัดค่าฝุ่น PM2.5

นอกจากนี้เร่งออก “กฏหมายอากาศสะอาด Clean Air Act” จากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคการเมือง โดยยึดหลักมาตรฐานสากล
– กฎหมายอากาศสะอาด จะกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานมลพิษทางอากาศอย่างเป็นธรรมต่อสุขภาพประชาชนและการพัฒนาประเทศ ตามหลักสุขภาพสากล
– กฏหมายอากาศสะอาดจะเน้นการกระจายอำนาจในการควบคุม ประเมิน ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหา อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ
– กฏหมายสะอาดจะใช้มาตรการ “ภาษีฝุ่นและค่าธรรมเนียม” กับการปลอดมลพิษอย่างไร้ความรับผิดชอบของบุคคลและนิติบุคคล เพื่อนำมาใช้ในการรักษา เยียวยาปัญหาสุขภาพของประชาชนที่ได้รับกระทบ และจะให้ประโยชน์การลดหย่อนภาษีและโบนัสแก่บุคคลและนิติบุคคลที่ช่วยป้องกันฝุ่น ลดมลพิษ
– กฏหมายอากาศสะอาดจะส่งเสริมการวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ รวมทั้งการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศ และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
 
ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วม รับรู้ข้อมูลและอันตรายของมลพิษทางอากาศ อย่างเท่าเทียม รัฐรู้เท่าไหร่ ประชาชนต้องรู้เท่านั้น 
– ต้องแสดงปริมาณฝุ่นให้ประชาชนได้รับรู้ บริเวณโรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่ก่อสร้าง และพื้นที่เสี่ยง เพื่อการปกป้องสุขภาพ และเพื่อการควบคุมฝุ่น
– ในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง ประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบ ขอประเมินคุณภาพอากาศ 
– ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้ ประเมิน และตรวจสอบ ร่วมกับภาครัฐและเอกชน 

ด้านนายองอาจ เชื่อว่า หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา PM2.5 จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด เพราะที่ผ่านมาพยายามเสนอวิธีการแก้ปัญหา แต่พบว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้เท่าที่ควร ด้วยสาเหตุ 3 ประการ
– ผู้บริหารที่รับผิดชอบ ยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง เมื่อหลายปีก่อนช่วงเริ่มต้นที่มีปัญหาดังกล่าวเฉพาะในกทม.เพิ่มมากขึ้น ผู้บริหารจะบอกว่าอีกไม่นานปัญหานี้ก็จะค่อยๆ หมดไป เป็นไปตามเทศกาลปลายปีต่อเนื่องกับต้นปี 
– ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ยังไม่จริงจังเท่าที่ควร ยังไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 
– ผู้บริหารที่รับผิดชอบ ไม่พยายามหามาตราการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งที่มีวิธีการและมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย 
พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศสงครามฝุ่น PM2.5พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศสงครามฝุ่น PM2.5

ลุ้น กกต. ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ เปิดช่อง ‘ยุบสภา’ 15 มีนาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544693

13 มี.ค. 2566

ลุ้น กกต. 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' เปิดช่อง 'ยุบสภา' 15 มีนาคมนี้

ปิดรับฟังความเห็น ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ วันนี้ เหลือเวลาสองวันต้องลุ้นกันว่า กกต. จะพิจารณารับรองทันหรือไม่ หากจะ ‘ยุบสภา’ วันที่ 15 มีนาคม

13 มีนาคม 2566 เป็นวันสุดท้าย ที่ประชาชน สามารถแสดงความเห็นการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมาว่า การคำนวณ สส.ไม่สามารถนำราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทย ไปร่วมคำนวณด้วยได้  ซึ่งต้องลุ้นกันว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) จะดำเนินการได้ทัน หากจะมีการยุบสภา วันที่  15 มีนาคมหรือไม่

ระเบียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ46 ระบุว่าภายในสามวันนับแต่สิ้นสุดระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดต่างๆแล้ว  ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดประกอบการพิจารณาเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของจังหวัด  รวบรวมสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัด พร้อมผลการพิจารณาข้อเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดอย่างน้อยสามรูปแบบเรียงตามลำดับความเหมาะสมต่อ กกต.

ส่วนขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาเอาไว้  แต่ดูจากผลงาน ที่สามารถประกาศ จำนวนสส.ได้ ในวันเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นกังวล เมื่อได้ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการประกาศการแบ่งเขตเลือกตั้งในราชกิจจานุเบกษา เป็นอันว่า สามารถรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ครบทั้ง 400 เขต

หากแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่แล้วเสร็จ มีการยุบสภา ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้15 มีนาคม 2566 และมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้ว ขั้นที่จะตามมาคือ

  • กกต. ต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป กรณีมีการยุบสภา  ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 45 วัน และไม่ช้าเกิน 60 วัน  ( 7 พฤษภาคม 2566 )
  • กำหนดวันรับสมัคร ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา หรือไม่เกิน 20 มีนาคม 2566
  • หลังจากนั้น จะมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลา 5 วัน
  • ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ม.46) ภายใน 7 วัน นับแต่มีการปิดรับสมัคร
  • กกต.ต้องประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง(ม.30) และประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ม.36 )  ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า  25 วัน
  • ส่งหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน(ม.36)/สรรหา,แต่งตั้งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(ม.19) ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
  • ส่วนการแจ้งเปลี่ยนแปลงหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง (ม.30) , แจ้งเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ ( ม.37, ม.38 )  ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (ม. 33 ) ภายใน 7 วัน ก่อนการเลือกตั้ง
  • ต้องกำหนดให้มีวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้ง 1 วัน

‘เพื่อไทย’ ลั่นไม่จับมือขั้วเผด็จการ เพิ่มเป้าแลนด์สไลด์ต้อง 310 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544688

12 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ลั่นไม่จับมือขั้วเผด็จการ เพิ่มเป้าแลนด์สไลด์ต้อง 310 เสียง

‘เพื่อไทย’ ประกาศไม่จับมือพรรคเผด็จการ ตั้งเป้าเพิ่มแลนด์สไลด์ต้อง 310 เสียง สู้อำนาจสว. แฉฝ่ายตรงข้ามทุ่มเงินหลักสิบล้าน ซื้อเสียงสส. ด้าน ‘ณัฐวุฒิ’ ยืนยันไม่มีนโยบายยกเลิกบัตรคนจนตามที่มีคนปล่อยข่าว

วันนี้ 12 มี.ค. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย นายสุธรรม แสงประทุม คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรคเพื่อไทย และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ประกาศพรรคเพื่อไทยจะต้องแลนด์สไลด์ได้ 310 เสียงขึ้นไป เพื่อเอาชนะ สว. 250 เสียง ป้องกันจัดตั้งรัฐบาลแข่ง 

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าได้ สส. 250 เสียงหรือ 270 เสียง เท่านั้น แต่ล่าสุดจากการคำนวณพบว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงถึง 310 เสียง จะไม่มีโอกาสเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา เพราะมีเสียงสว.250 รอไว้แล้ว โอกาสจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปไม่ได้

นอกจากนี้ได้ยินมาว่า อาจมีการซื้อเสียงหลักสิบล้านบาทจ่ายให้ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อโหวตให้เขา ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย และหากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับเข้ามารอบนี้ เขาจะอยู่ยาว เพราะจะสามารถแก้รัฐธรรมนูญให้ สว. มีอำนาจเลือกอยู่ต่อและแก้วาระ 8 ปีให้อยู่ไปยาว “ดังนั้น ถ้าเราชนะ 310 เสียง ก็ไม่จำเป็นต้องไปจับมือกับใคร”
 

นายจาตุรนต์ ฉายแสงนายจาตุรนต์ ฉายแสง

ด้านนายจาตุรนต์ เห็นด้วยกับภารกิจแลนด์สไลด์ 310 เสียง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลแตกแยกกัน แยกกันเดิน ซึ่งต้องอย่าไปไว้ใจ เขาอาจจะกลับมารวมกันได้ทุกเมื่อ อาจจะรวมเสียงและต่อรองกันได้แน่ พรรคเพื่อไทยคือหนึ่งเดียวของจริง จึงไม่มีความจำเป็นต้องประกาศจับมือกับพรรคใด ต้องย้ำแบบนี้ทุกเวที มีหลายฝ่ายสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า จะจับมือกับพรรคการเมืองหลายขั้ว แต่ขอย้ำว่าคนที่พรรคเพื่อไทยจะจับมือด้วย คือ ประชาชนเท่านั้น “พรรคเพื่อไทยไม่อาจร่วมมือกับพรรคที่ต้องการสืบทอดอำนาจเผด็จการแน่นอน” 

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวเสริมว่า มีคนปล่อยข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะไปยกเลิกบัตรคนจน เขาปล่อยข่าวให้พี่น้องเกลียดเพื่อไทย  ยืนยันจะไม่ยกเลิกบัตรคนจน แต่จะยกเลิกให้คนไทยหายจนทั้งประเทศ มีรายได้ทั้งประเทศ 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

‘ไทยสร้างไทย’ ประกาศแก้ฝุ่นพิษภายใน 3 ปี เร่งกู้กทม.ก่อนจมบาดาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544684

12 มี.ค. 2566

'ไทยสร้างไทย' ประกาศแก้ฝุ่นพิษภายใน 3 ปี เร่งกู้กทม.ก่อนจมบาดาล

‘ไทยสร้างไทย’ ปราศรัยดอนเมือง ประกาศเป็นรัฐบาล ลุยแก้ฝุ่นพิษทันที หนุนใช้รถEV พร้อมเร่งศึกษาสร้างเขื่อนในอ่าวไทย ก่อนกทม.จมบาดาลอีก 10 ปีข้างหน้า

วันนี้ 12 มี.ค. พรรคไทยสร้างไทย นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค น.ต.ศิธาทิวารี เลขาธิการพรรค นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผอ.สำนักงานปราบโกง นายเก่ง-การุณ โหสกุล ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง ขึ้นเวทีปราศรัย “แก้ ทุกข์ มหานคร กทม.” ที่ชุมชนปิ่นเจริญ 2 เขตดอนเมือง


คุณหญิงสุดารัตน์ ชูนโยบายที่พรรคไทยสร้างไทยจะแก้ปัญหาจริงจังในอนาคต เช่น ปัญหาฝุ่นพิษPM2.5 ที่พบปัญหาหนักหน่วงมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐาน เป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ติดอันดับต้นๆของโลกต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นขอประกาศว่า “การแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษต้องเป็นวาระแห่งชาติ”

หากพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล สิ่งที่ทำทันที การแก้สาเหตุของฝุ่นพิษ คือ การห้ามรถที่มีควันดำวิ่งในท้องถนนเขตกทม. โดยเฉพาะรถขนส่งสาธารณะและรถบรรทุก การขนถ่ายสินค้าต้องทำได้เฉพาะเขตที่อยู่นอกเมืองเท่านั้น พร้อมเข้มงวดการตรวจสภาพรถก่อนที่จะอนุญาตให้มีการต่อภาษีประจำปี ใช้มาตรการเหลื่อมเวลาการทำงาน และเวลาเรียน หรือ Work from home และ Learn from home ในองค์กรหรือโรงเรียนที่สามารถทำได้ เพื่อลดการปล่อยควันดำ รวมถึงต้องเข้มงวด การก่อสร้างรถไฟฟ้าหรือการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ปล่อยปละละเลยจนทำให้เกิดฝุ่นพิษ และการใช้ฝนเทียมเพื่อชำระฝุ่นพิษในวันที่มีค่าฝุ่นสูงเกินกว่ามาตรฐาน

ส่วนมาตรการระยะยาว จะต้องปรับเปลี่ยนรถสาธารณะ รถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงรถยนต์ที่มีสภาพเก่าให้เป็นรถEV โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน

ส่วนภาคการเกษตร ต้องส่งเสริมให้เข้าถึงเครื่องมือกำจัดเศษซากวัชพืช เลี่ยงการเผา และสามารถนำที่เหลือใช้มาสร้างประโยชน์สร้างรายได้ พรรคไทยสร้างไทยปราศรัยเขตดอนเมืองพรรคไทยสร้างไทยปราศรัยเขตดอนเมือง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ต้องเร่งด่วนในวันนี้ คือ การสร้างเขื่อนกั้นอ่าวไทย เพราะจากการรายงาน”กรีนพีซ” ระบุว่า อีก 10 ปีข้างหน้า กทม.มีโอกาสถูกน้ำท่วม เนื่องมาจากสภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกหนุนให้น้ำทะเลสูง โดยยกกรณีศึกษา Delta Works ในเนเธอร์แลนด์มาศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวกทม.

ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ ประกาศหากได้เป็นรัฐบาล จะลดค่าไฟฟ้าทันที ให้เหลือไม่เกิน 3.5บาท/หน่วย “เรามั่นใจเราพูดจริง ทำได้ เลือกไทยสร้างไทย ค่าไฟถูกลงแน่” รัฐฯ เอื้อประโยชน์ให้นายทุนโรงไฟฟ้า ทำสัญญาผลิตไฟล่วงหน้าเกินจำเป็น สูงถึง 53,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ประชาชนใช้ไฟฟ้าจริงๆ ไม่เคยเกิน 33,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง เกินความต้องการใช้จริงสูงถึง 20,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือเกือบ 60% ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ให้นายทุนฟรีๆ ถึงปีละ 26,000 ล้านบาท ทั้งที่โรงไฟฟ้าของนายทุนใหญ่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริงแม้แต่เมกกะวัตต์เดียว


นอกจากนี้คุณหญิงสุดารัตน์มั่นใจในตัว นายการุณ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง เป็นคนทำงาน ไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องชาวดอนเมืองยามยากลำบาก ตามสโลแกนที่ว่า “ดอนเมืองไม่ทิ้งกัน การุณไม่ทิ้งใคร” มั่นใจนายการุณปักธงในเขตดอนเมืองได้อีกครั้ง และจะเป็นอีกหนึ่งกำลังของพรรคไทยสร้างไทยที่ช่วยกันสร้างทางรอดให้กับประเทศไทยได้ 

น.ต.ศิธาทิวารีน.ต.ศิธาทิวารี

เก่ง-การุณ โหสกุล (ซ้าย) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  (ขวา)เก่ง-การุณ โหสกุล (ซ้าย) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ขวา)

‘อุ๊งอิ๊ง’ ควง ‘เศรษฐา’ ขึ้นเวทีปราศรัยพิษณุโลก มุ่งแก้ปัญหายากจนเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544680

12 มี.ค. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' ควง 'เศรษฐา' ขึ้นเวทีปราศรัยพิษณุโลก มุ่งแก้ปัญหายากจนเกษตรกร

‘อุ๊งอิ๊ง’ ควง ‘เศรษฐา’ ปราศรัย จ.พิษณุโลก ชูนโยบาย 3 ดี เพิ่มคุณภาพผลผลิตและรายได้ พักชำระหนี้ ฟื้น ‘บางระกำ โมเดล’ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง วอนเลือก ‘พรรคเพื่อไทย’ แลนสไลด์ทั้งจังหวัด ทั้งประเทศ สู้อำนาจสว. 250 เสียง

วันนี้ 12 มี.ค. 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีปราศรัยที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ชูนโยบายพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะทำทันที คือ การพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี พร้อมกับนโยบาย 3 ดี  

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า นโยบาย 3 ดี ได้แก่  
“ดินดี น้ำดี” นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำการเกษตรเพื่อทำให้น้ำและดินเหมาะสมกับการเพาะปลูก
“เมล็ดพันธุ์ดี” ช่วยทุ่นแรงในเกษตร ในการหาเมล็ดพันธุ์ที่ดีในการเพาะปลูก
“ขายได้ราคาดี” ราคาสินค้าเกษตรต้องขึ้นยกแพง ภายใน 4 ปี พี่น้องชาวเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า
 

นอกจากนี้น้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ ยังเป็นปัญหาที่กระทบรายได้ประชาชน จึงเตรียมนำนโยบาย “บางระกำ โมเดล” สมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาใช้อีกครั้ง เริ่มต้นจาก
การขยายคลอง เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำน่านลงสู่แม่น้ำยม ไม่ให้น้ำค้างอยู่ในที่นาของประชาชนนานเกินไป การทำแก้มลิงขนาดใหญ่ เพื่อดักน้ำที่ไหลหลากให้พี่น้อง และการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำชุมชนให้พี่น้องได้มีใช้ในหน้าแล้ง รวมถึงการยกสะพาน เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้อย่างสะดวก ถนนไม่ขวางทางน้ำด้วย

ส่วนการท่องเที่ยว ตั้งใจพัฒนาให้สนามบินพิษณุโลกกลายเป็นสนามบินนานาชาติ เพิ่มเที่ยวบิน และสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คนรุ่นใหม่ได้มีทางเลือกได้ทำในสิ่งที่สนใจ

“แม้เมืองพิษณุโลกจะมีสองแคว แต่ขอให้ชาวพิษณุโลกรวมใจกันเป็นหนึ่ง เลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคน ทั้งพรรค ให้แลนด์สไลด์ทั้งพิษณุโลกไปเลยนะคะ” น.ส.แพทองธารกล่าว

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง ปราศรัยจ.พิษณุโลกน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง ปราศรัยจ.พิษณุโลก

ด้านนายเศรษฐา ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรพิษณุโลกเป็นเกษตรกร มีหนี้สินที่เกิดจากการทำการเกษตร ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าอู่ข้าวอูน้ำของประเทศ เกษตรกรใช้หนี้ไม่พอเกิดจากผู้นำประเทศไม่ไปขยายตลาด ไม่มีนวัตกรรมมาเสริม ทำนาแทบตายต่อไร่ได้เงินสุทธิแค่ 1,000 บาทแล้วจะกินจะอยู่กันอย่างไร คนแก่ คนเฒ่าเกษียณไป มีเงินไม่สามารถเลี้ยงดูได้อย่างมีศักดิ์ศรี 

ซึ่งพรรคเพื่อไทย มีวิธีใช้การตลาดนำ นวัตกรรมเสริม หากได้เข้ามาบริหารจัดการเรื่องเกษตรกรรม เชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปี เงินสุทธิที่เคยได้ต้องเป็น 3,000 บาท แต่การจะเข้ามาบริหารประเทศแบบพรรคเดียว ต้องฟันฝ่า 250 สว. คือ ต้องได้อย่างน้อย 310 ที่นั่ง เริ่มต้นที่นี่จ.พิษณุโลก 5 เขต ต้องยกจังหวัด 

นายเศรษฐา ทวีสิน ปราศรัย จ.พิษณุโลกนายเศรษฐา ทวีสิน ปราศรัย จ.พิษณุโลก

'อุ๊งอิ๊ง' ควง 'เศรษฐา' ขึ้นเวทีปราศรัยพิษณุโลก มุ่งแก้ปัญหายากจนเกษตรกร

พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ จ.พิษณุโลกพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก

ไทยสร้างไทย ไปบึงกาฬ ชูผลักดันอีสานเหนือเป็นแหล่งท่องเที่ยว มูเตลู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544674

12 มี.ค. 2566

ไทยสร้างไทย ไปบึงกาฬ ชูผลักดันอีสานเหนือเป็นแหล่งท่องเที่ยว มูเตลู

‘สุพันธุ์’ เยือนบึงกาฬ ชูแนวคิดผลักดันอีสานเหนือเป็นแหล่งท่องเที่ยว มูเตลู หวังดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและต่างประเทศเข้าสู่ชุมชน

พรรคการเมืองลงพื้นที่คึกคึก นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย พร้อมทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ได้แก่ นายมงคล สุระเสนา จ.บึงกาฬ เขต 1, ดร.ณัฐพล เนื่องชมภู จ.บึงกาฬ เขต 2, น.ส.ศวิตา สำลีพันธุ์ จ.เลย เขต 4, นายภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น จ.อุดรธานี เขต 2, นายหรั่ง ธุระพล จ.อุดรธานี เขต 3, นายโชคเสมอ คำมุงคุณ จ.อุดรธานี เขต 4, นายโอภาส พรหมโคตร จ.อุดรธานี เขต 5, นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ จ.อุดรธานี เขต 6, และนายฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ จ.อุดรธานี เขต 8 ลงพื้นที่อำเภอบึงโขงหลงจังหวัดบึงกาฬ สักการะศาลเจ้าปู่อือลือและถ้ำนาคา พูดคุยกับผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวประกาศนโยบายท่องเที่ยวสายมู 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

นายสุพันธุ์ ระบุว่า เครื่องจักรเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่สำคัญของประเทศไทยคือการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่แค่ไม่กี่พื้นที่ เช่น วัด วัง วัฒนธรรมในกรุงเทพมหานคร และ ทะเลเกาะแก่งต่างๆ ในพัทยา ภูเก็ตและกระบี่ แต่ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกจำนวนมาก ที่จะสามารถพัฒนาขึ้นมาได้
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

ปัจจุบันพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไป การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเริ่มมีมากขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวตามแหล่งความเชื่อต่างๆ เริ่มมีบทบาทมากขึ้น พรรคไทยสร้างไทยเชื่อว่าแหล่งความเชื่อและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากในประเทศไทย สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ เช่น ในพื้นที่แถบอีสานเหนือที่มีความเชื่อเรื่องพญานาคและความศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายที่ สามารถร้อยเรียงสร้างเรื่องราวของแต่ละพื้นที่และสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายมูได้ 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

ยกตัวอย่าง หากเริ่มต้นท่องเที่ยวที่หนองคาย บึงกาฬ ไปต่อที่อุดรธานี อาจจบที่ไปไหว้พระธาตุพนมที่นครพนม หรืองานบุญงานประเพณีต่างๆ เช่นงานบุญบั้งไฟ หรือ ในช่วงปลายปีที่มีคนมาดูบั้งไฟพญานาค แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวแค่มาดูบั้งไฟพญานาคแล้วกลับทันที แต่ต้องดึงให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้นเพื่อจับจ่ายมากขึ้น และสร้างเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

นายสุพันธุ์ ทิ้งท้ายว่า มูเตลูเป็นซอฟท์พาวเวอร์ที่ไทยมีมาตลอด แต่ไม่เคยถูกนำมาโปรโมทอย่างจริงจัง พรรคไทยสร้างไทยจะผลักดันเรื่องนี้ นอกจากจะชูให้มีการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้ว จะให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเพิ่ม เช่น ถนนหนทาง การสนับสนุนโรงแรม รีสอร์ทขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย

ชาวอุดรเลือก ‘อุ๊งอิ๊ง-พิธา-บิ๊กตู่’ นั่งนายกฯ 3 อันดับแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544672

12 มี.ค. 2566

ชาวอุดรเลือก 'อุ๊งอิ๊ง-พิธา-บิ๊กตู่' นั่งนายกฯ 3 อันดับแรก

‘นิด้าโพล’ เผย ชาวอุดรเลือก ‘อุ๊งอิ๊ง-พิธา-บิ๊กตู่’ เป็นนายกรัฐมนตรี 3 อันดับแรก ส่วนพรรคการเมือง ‘พรรคเพื่อไทย’ กระแสแรงไม่แผ่ว จับตาเลือกตั้ง 66 แลนสไลด์ทั้งจังหวัด

เลือกตั้งปี 2566 “พรรคเพื่อไทย” ยังคงมีสิทธิ์สูงที่จะชนะหรือแลนสไลด์ทั้งจ.อุดรธานี เหมือนการเลือกตั้งปี 2562 ที่กวาดเรียบ 8 ที่นั่ง เนื่องจาก “นิด้าโพล” ทำการสำรวจความคิดเห็นของเรื่อง “คนอุดรธานีเลือกพรรคไหน” ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 1,020 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจทั้งการเลือกนายกรัฐมนตรี สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชรรายชื่อ 3 อันดับแรก เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ อุ๊งอิ๊งค์ พรรคเพื่อไทย , พิธา พรรคก้าวไกล และ พล.ประยุทธ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (ตามลำดับ)
 

ประเด็น สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี
อันดับ 1 ร้อยละ 48.24 ระบุว่าเป็น  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ เพราะ ต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ชื่นชอบพรรคเพื่อไทย นโยบายของพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้จริง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบผลงานในอดีตของตระกูลชินวัตร 
อันดับ 2 ร้อยละ 11.96 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะ ต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ มีวิสัยทัศน์แบบคนรุ่นใหม่ และชื่นชอบนโยบายของพรรคก้าวไกล 
อันดับ 3 ร้อยละ 10.29 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะ เป็นคนตรงไปตรงมา พูดจริงทำจริง มีความซื่อสัตย์สุจริต ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะได้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง 
อันดับ 4 ร้อยละ 7.84 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 
อันดับ 5 ร้อยละ 7.55 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพราะ ชื่นชอบนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาบริหารประเทศ 

ประเด็น พรรคการเมืองที่คนอุดรธานีมีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น สส.แบบแบ่งเขต 
อันดับ 1 ร้อยละ 61.27 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย 
อันดับ 2 ร้อยละ 14.41 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล 
อันดับ 3 ร้อยละ 7.16 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ 
อันดับ 4 ร้อยละ 4.90 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย 
อันดับ 5 ร้อยละ 2.84 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย 

ประเด็น พรรคการเมืองที่คนอุดรธานีมีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ 
อันดับ 1 ร้อยละ 61.08 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย 
อันดับ 2 ร้อยละ 14.41 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล 
อันดับ 3 ร้อยละ 7.75 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ 
อันดับ 4 ร้อยละ 4.71 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย 
อันดับ 5 ร้อยละ 2.84 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย 

การเลือกตั้งปี 2566 จ.อุดรธานีจะมีเก้าอี้เพิ่มมาอีก 1 เขต รวมเป็น 9 เขต ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะกวาดยกจังหวัดได้หรือไม่ ต้องติดตาม เพราะครั้งนี้เขต 6 เดิมเป็นของ สส.จักรพรรดิ จากพรรคเพื่อไทย ได้ย้ายไปสังกัดใหม่อย่าง “พรรคภูมิใจไทย” เสียแล้ว 

ผลสำรวจจาก นิด้าโพล ผลสำรวจจาก นิด้าโพล

‘บิ๊กป้อม’ เที่ยว ‘หัวหิน’ พักผ่อนวันหยุด ชาวบ้านอวยพร ‘นายกฯคนที่ 30’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544663

12 มี.ค. 2566

'บิ๊กป้อม' เที่ยว 'หัวหิน' พักผ่อนวันหยุด ชาวบ้านอวยพร 'นายกฯคนที่ 30'

‘บิ๊กป้อม’ ลงพื้นที่อ.หัวหิน เป็นการส่วนตัว แต่ไม่หยุดทำงาน เดินสำรวจเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน ชาวบ้านอวยพร ‘นายกฯคนที่ 30’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นการส่วนตัว เพื่อดูความเป็นอยู่ของประชาชน และพูดคุยถึงสถานการณ์ค้าขายกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน โดยเฉพาะร้านประจำที่มักอุดหนุนตั้งแต่สมัยรับราชการ คือ ร้านครัวกรรณิการ์ ร้านเก่าแก่และมีชื่อเสียงของหัวหิน

จากนั้น พล.อ.ประวิตร เดินทางไปที่ร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ ทักทายลูกหลานป้าเจือ ซึ่งค้าขายสืบทอดต่อกันมา โดยสอบถามค้าขายดีขึ้นหรือไม่ เนื่องจากร้านนี้พล.อ.ประวิตร แวะมาเป็นประจำตั้งแต่ 20-30 ปีที่ผ่านมา โดยได้แสดงความห่วงใยและรับปากว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่อ.หัวหินพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่อ.หัวหิน

ในช่วงเย็น พล.อ.ประวิตร รับประทานอาหารที่ร้านอาหารใกล้กับตลาดหัวหินและพบปะพ่อค้าแม่ค้าประชาชนในตลาดหัวหิน เพื่อดูการค้าขายและสภาพเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย 

ตลอดทั้งวันของพล.อ.ประวิตร มีแฟนคลับเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจต่อเนื่อง พร้อมอวยพร “ขอให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30” โดย พล.อ.ประวิตร ก็มีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นตลาดหัวหินพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นตลาดหัวหินพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นตลาดหัวหินพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นตลาดหัวหิน

‘ชูวิทย์’ ลั่น เตรียมถล่มหนัก ก่อน ยุบสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544665

12 มี.ค. 2566

'ชูวิทย์' ลั่น เตรียมถล่มหนัก ก่อน ยุบสภา

‘ชูวิทย์’ประกาศ เตรียมจัดหนัก ก่อน ยุบสภา เปิดโปง นโยบายสีเทา เย้ย มวยคนละชั้น ย้ำ เจอกัน 13 มี.ค. ที่ ป.ป.ช. สนามบินน้ำ


ความคืบหน้าความเคลื่อนไหวของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมือง และภาคประชาชน หลังที่เดินหน้าเปิดโปงทั้งเรื่องนโยบายกัญชา เรื่องความไม่ชอบมาพากลของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ล่าสุด นายชูวิทย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจส่วนตัว ข้อความระบุว่า  ฉายช่วง “ยุบสภา” เร็วๆ นี้ ช่วงนี้มีสุนัขลอบกัดมาก ทั้งเห่า ทั้งหอน รุมฟัดผม มีทั้งที่ไม่เคยโผล่หน้า และพวกขาประจำที่ชื่นชมผมมาก่อน

ชูวิทย์ กมลวิษฏ์ ชูวิทย์ กมลวิษฏ์

พอขัดผลประโยชน์ก็รุมฟัดตามสันดานเก่า สาเหตุหลักคือไปแตะ “พรรคเศรษฐีผู้รับเหมา” เอาเรื่องสีเทามาพูด ขัดขวางเส้นทางทำมาหากินเท่านั้นเอง ไม่ว่าเรื่องกัญชาเสรีสีเทา ซุกหุ้นสีเทา ซุกที่เขากระโดงสีเทา รถไฟฟ้าสายสีเทา และอีกสารพัดสีเทาที่กำลังทยอยออกมา พรรคภูมิใจพังถูกผมตีจี้ใจดำ หัวหน้าเริ่มปิดปากเงียบ ให้ลิ่วล้อออกมาต่อกร แม้แต่สื่อจอมปลอมก็ยังให้เด็กวานซืนมาท้าดีเบตเรื่องกัญชา

ภาพและข้อความ ที่นายชูวิทย์ โพสต์ภาพและข้อความ ที่นายชูวิทย์ โพสต์

ผมบอกไว้ก่อนว่า พวกนั้นมันคนละชั้น ตั้งแต่จำความได้ผมไม่เคยชกกับเด็กเสียที จะเอาทั้งทีต้องพวก “ล้มแล้วดัง” รุ่นใหญ่ รุ่นเก๋า นักเลงอย่างผมไม่ไปต่อยกับรุ่นเด็กๆ ให้ตะโกนจนคอแห้งผมก็จะกระดิกเท้ารอตัวใหญ่ เกมแบบนี้เจอมานับไม่ถ้วน
เชิงมวยคนละชั้น อย่าให้คนดูเสียเวลา เอาไว้ดูวันจันทร์ที่หน้า ป.ป.ช. เวลา 10.30 น. ดีกว่า

จะจัดให้อีกดอกแล้วให้ประชาชนตัดสินว่า พรรคภูมิใจไทยหาคะแนน กับชูวิทย์ทำลายคะแนน ผลจะออกมาเป็นยังไง ไปหาเสียงที่ไหน ผมก็ไปทำลายคะแนนที่นั่น ทั่วประเทศไทย งานผมมันง่ายกว่าเยอะ ต้นทุน กำรี้กำไร อย่าไปหวัง งานนี้มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง จะน้อยจะมากผมไม่เกี่ยว เพราะไม่ได้เป็นนักการเมือง

แต่ทำในฐานะประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับ “นโยบายสีเทา” ของพรรคนี้ รอฉาย เดินสายออกถล่มช่วง “ยุบสภา” เร็วๆนี้

‘อนุดิษฐ์’ จี้กสทช.แจง เลือกประมูลวงโคจรดาวเทียม ผู้ชนะคว้าราคาต่ำผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544657

12 มี.ค. 2566

'อนุดิษฐ์' จี้กสทช.แจง เลือกประมูลวงโคจรดาวเทียม ผู้ชนะคว้าราคาต่ำผิดปกติ

‘อนุดิษฐ์’ จี้กสทช.ชี้แจง เหตุผลเลือกใช้วิธีประมูลวงโคจรดาวเทียม แทนการออกใบอนุญาต ทำรัฐเสียประโยชน์ พร้อมตั้งข้อสังเกตุ ผู้ชนะคว้าได้ราคาต่ำผิดปกติ

วันนี้ 12 มี.ค.66 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต สส.กทม. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานปราบโกง (ผอ.สปก.) พรรคไทยสร้างไทย แถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาชี้แจงกรณีการประมูลวงโคจรดาวเทียม โดยเฉพาะเลือกวิธีการประมูลและทำไมราคาประมูลถึงต่ำ

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า เหตุใดถึงเลือกวิธีการประมูล แทนที่ควรออกใบอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐ ใช้ประโยชน์โดยตรง จากนั้นให้สัมปทานกับเอกชน เพื่อยิงดาวเทียมขึ้นไปประกอบธุรกิจ ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิส่วนใหญ่เห็นว่าวิธีการนี้สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศได้มากกว่า

ตนเคยทวงถามไปหลายครั้ง แต่ถึงขณะนี้ กสทช. ยังไม่เคยชี้แจง ไม่เคยเปรียบเทียบว่า การประมูลดีกว่าการออกใบอนุญาตให้รัฐอย่างไร อีกทั้งประมูลที่ผ่านมา มีบริษัทเพียง 3 บริษัท ที่เข้าประมูล และหนึ่งในนั้นถูกครหาว่าเป็นเพียงคู่เทียบเพื่อให้ครบองค์ประกอบเท่านั้น

นอกจากนี้น.อ.อนุดิษฐ์ตั้งข้อสังเกตุ เพราะเหตุใดการประมูลมูลค่าที่สูงกว่าราคาขั้นต่ำเพียง 5% เศษเท่านั้น ถือเป็นราคาที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าทางการค้าที่เอกชนสามารถนำไปแสวงกำไร ต่างจากการที่รัฐให้เอกชนนำวงโคจรดาวเทียมไปใช้งาน ภายใต้สัญญาสัมปทาน ซึ่งรัฐและประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่า ทั้งรายได้จากสัมปทานและการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมโดยตรง 

น.อ.อนุดิษฐ์ เปรียบเทียบวงโคจรดาวเทียมของไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ อยู่ภายใต้สัมปทานรัฐ กทสช. ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้บริษัทไทยคม และขอให้ไทยคมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐบาลตามที่เคยจ่ายด้วย แต่สุดท้ายบริษัทไม่ยอมจ่าย จนเรื่องสู่กระบวนการชั้นศาล 

จะเห็นได้ว่า การที่วงโคจรดาวเทียมอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของรัฐ ย่อมสามาระเก็บรายได้และผลประโยชน์มากกว่าการประมูลอย่างแน่นอน และเอกชนย่อมหลีกเลี่ยงและไม่อยากอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน จึงอยากเรียกร้องให้ กสทช. ออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ให้ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส เพราะวงโคจรดาวเทียมเป็นทรัพย์สมบัติของคนไทยทุกคน และเรียกร้องไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่แสวงประโยชน์กับ ผู้ที่ดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ทุกฝ่าย ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และเงื่อนไขของ กสทช. ที่กำหนดให้การใช้ประโยชน์วงโคจรดาวเทียมยังต้องอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของรัฐต่อไป

 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ