เพื่อไทย ลั่นเกินใจรับได้ ล็อกคอปิดปากป้าโวย’ประยุทธ์’ชี้ใช้ความรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544746

13 มี.ค. 2566

เพื่อไทย ลั่นเกินใจรับได้ ล็อกคอปิดปากป้าโวย'ประยุทธ์'ชี้ใช้ความรุนแรง

เกินใจรับได้ เพื่อไทย สับทำเกินกว่าเหตุ เจ้าหน้าที่ล็อกคอปิดปากป้าโวย ‘ประยุทธ์’ ฉะปากบอกลงพื้นที่ไปติดตามนโยบายให้ประชาชน แต่กลับไปใช้ความรุนแรงกับประชาชนเสียเอง

13 มี.ค. 2566 เจ้าหน้าที่บุกล็อกคอปิดปากหญิงสูงวัย ที่ตะโกนตำหนิการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระหว่างลงพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แล้วใช้ร่มบังไม่ให้สื่อจับภาพ อ้างจะพาป้าไปหาหมอ พร้อมขอดูบัตรสื่อที่ถ่ายภาพ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหว

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่า ไม่ให้ความสำคัญ จะเห็นต่างสักกี่คน มากันแค่ 3 คน ปกป้องเจ้าหน้าที่ทำถูกแล้ว เพราะเขาห้ามแล้วไม่เชื่อฟัง และไม่ได้ใช้วิธีรุนแรงอะไร

ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา การเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปด้วยความยากลำบากและมีข้อจำกัดอย่างมาก การบุกล็อกคอปิดปากหญิงสูงวัยในครั้งนี้ ยากเกินกว่าที่ประชาชนจะทำใจรับได้

ปากบอกลงพื้นที่ไปติดตามนโยบายให้ประชาชน แต่กลับไปใช้ความรุนแรงกับประชาชนเสียเอง ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ทนรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ก็ควรนอนอยู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพลงพื้นที่หาคะแนนเสียง ไปเป็นภาระของประชาชน 

หญิงสูงวัยรายนี้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว หลังตะโกนด่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เมื่อครั้งลงพื้นที่จ.ราชบุรีหญิงสูงวัยรายนี้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว หลังตะโกนด่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เมื่อครั้งลงพื้นที่จ.ราชบุรี

8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยกลัวใคร ทำไมกับเพียงหญิงสูงวัยถึงใช้ความรุนแรงถึงเพียงนี้ การใช้ความรุนแรงกับประชาชนในครั้งนี้ เป็นการเปลือยตัวตนอีกครั้งของพล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีทัศนคติอย่างไรต่อประชาชน
 

“สโลแกน ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ ของพล.อ.ประยุทธ์ หวังว่าคงไม่รวมไปถึงการใช้ความรุนแรงกับประชาชนแบบ รุนแรงแล้ว รุนแรงอยู่ รุนแรงต่อ” นายอนุสรณ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  คลิปเจ้าหน้าที่บุกล็อกคอปิดปากหญิงสูงวัย ที่ตะโกนตำหนิการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระหว่างลงพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แล้วใช้ร่มบังไม่ให้สื่อจับภาพ อ้างจะพาป้าไปหาหมอ พร้อมขอดูบัตรสื่อที่ถ่ายภาพ ล่าสุด #ประยุทธ์ ติดเทรนทวิตเตอร์ 

‘นรุตม์ชัย’ ดึงสติ หยุดบูลลี่คนมีรอยสัก เปิดโอกาสทำงานทุกอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544740

13 มี.ค. 2566

'นรุตม์ชัย' ดึงสติ หยุดบูลลี่คนมีรอยสัก เปิดโอกาสทำงานทุกอาชีพ

‘นรุตม์ชัย’ กระตุกสังคมไทย หยุดทัศนคติคนมีรอยสัก คือ คนไม่ดี เดินหน้าเปิดโอกาสทำงานทุกอาชีพ พร้อมยกระดับเป็นอุตสาหกรรมการสัก ดึงต่างชาติเข้ามาใช้บริการ

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2566 นายนรุตม์ชัย บุนนาค ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตยานนาวา บางคอแหลม กทม. พรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยการสนุบสนันให้คนสักสามารถทำงานได้ทุกอาชีพว่า ตนเป็นคนมีรอยสักที่แขนและเป็นคนที่ชื่นชอบงานศิลปะมาก ปัจจุบันประเทศไทยยังมีค่านิยมที่ยังไม่ยอมรับและอาจมองว่า คนสักเป็นคนไม่ดี แต่ในต่างประเทศ มองเป็นเรื่องศิลปะและความสวยงาม ที่สามารถสร้างมูลค่าได้ด้วยซ้ำ 

นายนรุตม์ชัย ยอมรับ ที่ผ่านมาเวลาคนเห็นรอยสักที่แขนทั้งสองข้างของตน ก็มักจะถูกมองในแง่ไม่ดี แต่เมื่อรู้จักตัวตนและประวัติการศึกษาที่จบกฎหมายมาจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย(USC) และมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell) สหรัฐอเมริกา ถึงจะได้รับโอกาสต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า การสักแบบเปิดเผย ยังเป็นอุปสรรคในการทำงานอยู่ ทั้งในการรับราชการและภาคเอกชนบางแห่ง 
 

ตนจึงอยากเป็นตัวแทน เป็นกระบอกเสียง หากได้เป็นผู้แทนราษฎรจะทำให้วงการสักเป็นที่ยอมรับ เปลี่ยนมุมมองคนไทย ลบคำสบประมาท คนสัก คือ คนไม่ดี ไม่มีศักยภาพ แต่เป็นผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะ รวมถึงจะผลักดันให้กลายเป็นอุตสาหกรรมการสัก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสักในประเทศไทย สร้างรายได้เข้าประเทศ หลังจากนี้ตนจะเดินทางลงพื้นที่รับฟังความเห็นจากร้านสักต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น


“อยากให้ช่วยผลักดันเป็นนโยบายให้ผู้ที่สัก สามารถทำงานได้ทุกที่ ไม่ต้องมีข้อจำกัด เพราะการสักไม่ใช่สิ่งชี้วัดว่า จะไม่มีศักยภาพในการทำงาน รวมถึงเสนอให้การสักเป็นเรื่องปกติในสังคม เพราะผู้ที่สักไม่ใช่คนที่มีประวัติอาชญากรรม ดังนั้นผมจะอาสาผลักดันเรื่องนี้ เพราะมีผู้ที่ชื่นชอบการสัก ต้องเสียโอกาสในการทำงานเลี้ยงดูครอบครัวไปจำนวนมากแล้ว” นายนรุตม์ชัยกล่าว

นายนรุตม์ชัย บุนนาคนายนรุตม์ชัย บุนนาค

‘ก้อง อายุน้อยร้อยล้าน’ เปิดใจเลือกสนามการเมือง ‘พรรคเพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544730

13 มี.ค. 2566

'ก้อง อายุน้อยร้อยล้าน' เปิดใจเลือกสนามการเมือง 'พรรคเพื่อไทย'

เปิดใจ’ก้อง อายุน้อยร้อยล้าน’ เผยสาเหตุเลือก ‘พรรคเพื่อไทย’ อยากเห็นเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น ด้าน ‘ภูมิธรรม’ เชื่อโปรไฟล์ดีตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2566 นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ก้อง เจ้าของและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน เปิดเผยถึงสาเหตุตัดสินใจลงว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. พรรคเพื่อไทย ว่า ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ มีความเชื่อการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน นึกถึงบรรยากาศการทำธุรกิจในสมัยพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เชื่อว่าสิ่งนั้นจะกลับมาในเวลาอีกไม่กี่เดือนนี้ และตนชื่นชอบนโยบายที่พรรคเพื่อไทยทำเพื่อ SME มีกองทุน SML รวมถึง OTOP ซึ่งอยากเห็นความเป็นผู้นำของประเทศไทยกลับมาอีกครั้ง 

“การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อยากเชิญชวนคนรุ่นใหม่ทุกคนใช้สิทธิ์ในครั้งนี้และคนที่รักพรรคเพื่อไทย โปรดกาเพื่อไทยทั้งผู้สมัครและพรรค อยากให้ทุกคนเป็นส่วนร่วมกับคำว่าแลนด์สไลด์ด้วย” นายอรรฆรัตน์ กล่าว
 

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า เชื่อมั่นในตัวของคุณก้อง เป็นคนหนุ่ม มีศักยภาพ ความสามารถ มีประสบการณ์การทำงานด้านมีเดียและสื่อมวลชน ให้ความสำคัญการสร้างอาชีพ การทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ รวมถึงมีผู้ติดตามจำนวนมาก 

นอกจากนี้ยังมีจิตใจยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยสอดคล้องกับจุดยืนของพรรค จึงชวนมาเป็นตัวแทนในเขต กทม. เบื้องต้นมองว่าสามารถลงได้หลายเขต ไม่กังวลการสร้างความรู้จักในพื้นที่ เพราะขณะนี้ร่วมทำงานกับสก.ของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิด จะมาเสริมความเข้มแข็งให้กับพรรคเพื่อไทยได้

 ก้อง-อรรฆรัตน์ อายุน้อยร้อยล้านก้อง-อรรฆรัตน์ อายุน้อยร้อยล้าน

‘พลังประชารัฐ’ – ‘ไทยสร้างไทย’ คิดกันไปคนละทาง บนเวทีนโยบายเครือมติชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544733

13 มี.ค. 2566

'พลังประชารัฐ' - 'ไทยสร้างไทย' คิดกันไปคนละทาง บนเวทีนโยบายเครือมติชน

ก้าวข้ามความขัดแย้ง จุดร่วมพรรค ‘พลังประชารัฐ’ และ ‘พรรคไทยสร้างไทย’ บนเวทีประชันนโยบายพรรคการเมืองเครือมติชน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมแสดงนโยบาย ในงาน มติชนเลือกตั้ง66 บทใหม่ประเทศไทย ประชันนโยบาย ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง โดยกล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่าไม่ใช่พรรคของการสืบทอดอำนาจอย่างที่หลายคนกล่าวถึง สิ่งที่พรรคยึดมั่นได้แสดงออกผ่านจดหมายน้อยของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ว่าเคารพในหลักการของประชาธิปไตย และเคารพเรื่องของประเทศต้องมีการเปลี่ยน

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ

สิ่งที่พรรคเป็นห่วงมากที่สุดคือไม่อยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการหยิบจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ และพรรคการเมืองมาสร้างความแตกแยก ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งไปสู่ความขัดแย้ง พรรคจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง หากเลือกพรรคพลังประชารัฐ ได้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ ประเทศไทยจะไม่มีความขัดแย้ง ลดค่าครองชีพลดทันที มีการปรับโครงสร้างราคาแก๊ส ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  700 บาท เบี้ยยังชีพ 3,000 – 5,000 บาท ตามช่วงอายุ 60 – 80 ปี และฟื้นฐานรากเศรษฐกิจ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยกล่าวาบนเวทีเดียวกันว่า ไทยสร้างไทยขอเป็นทางรอดของประเทศไทย ยุติความขัดแย้งทางการเมืองสองขั้ว ต้องช่วยกันจุดไม้ขีดคนละก้านเพื่อแสงสว่าง เผาไล่ความมืดมิด กำจัดการสืบทอดอำนาจเผด็จการ คอร์รัปชั่น อำนาจนิยมที่กดหัวคนไทย มาสร้างให้คนไทยชนะ ไม่อยากเห็นว่าหลังการเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นใหม่ของวิกฤต

คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทย คิดเพื่อคนตัวเล็ก เพราะคนตัวเล็กตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงเกษตรกร คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนตัวเล็กคือสเปคของพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งเราจะ Empower และ Liberate ให้คนเหล่านี้หายจนจะเปลี่ยนทิศทางของเศรษฐกิจ จากรูปร่างสามเหลี่ยมที่รวยกระจุกจนกระจายให้เป็นลูกรักบี้รวยไม่มากจนไม่มาก ที่เหลือทั้งหมดพอมีพอกินทำให้ประเทศไทยยืนหนึ่งบนแผนที่โลก

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นๆ สร้าง New Engine ใหม่เพื่อมารีสตาร์ทเครื่องยนต์ ซึ่ง โปรเจ็กต์แรกที่เราจะดำเนินการ คือ Global Gateway เพื่อทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและขนส่งของภูมิภาคและของโลก และจะทำสงครามกับคอร์รัปชั่น ลากคนโกงทั้งนักการเมืองและข้าราชการ ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใดให้มาติดคุก พรรคไทยสร้างไทย คิดแล้วเราทำทันที แม้พรรคยังไม่มี สส.ในสภา แต่พรรคได้เสนอกฎหมายเข้าสภาไปแล้ว 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการสร้างแต้มต่อและการสร้างพลังให้กับประชาชน

เลือกตั้ง66 ‘สุวัจน์’ ชูนโยบาย สร้างเศรษฐกิจใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544727

13 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'สุวัจน์' ชูนโยบาย สร้างเศรษฐกิจใหม่

เลือกตั้ง66 ‘สุวัจน์’ ชูนโยบายสร้างเศรษฐกิจใหม่ บนจุดแข็ง เกษตร ท่องเที่ยว อาหาร ใช้โคราชโนมิกส์ สร้างอีสานร่ำรวยด้วยระเบียงเศรษฐกิจใหม่

13 มี.ค. 2566 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ เครือมติชน จัดเวทีเลือกตั้ง 2566 บทใหม่ประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง” มีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองร่วมขึ้นเวทีประชันนโยบาย ประกอบด้วย “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

“วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” ประธานคณะกรรมการด้านนโยบายและเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)

เลือกตั้ง66 'สุวัจน์' ชูนโยบาย สร้างเศรษฐกิจใหม่

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่าพรรคชาติพัฒนากล้าจะให้ความสําคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในแนวคิดที่ว่า “มีงาน มีเงิน ของไม่แพง” จากนี้ไปจะใช้คําว่ “รบ” คือ 

  1. รบบนจุดแข็ง อะไรที่ไม่ใช่จุดแข็งไม่รบ เอาจุดแข็งมาเป็นเศรษฐกิจ จุดแข็งที่เห็นก็คือสินค้าเกษตร ประเทศไทยเป็นอํานาจทางเศรษฐกิจด้านเกษตร เรายังไม่ได้นํามาใช้ในเรื่องของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในการเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น
  2. เมืองไทย อุดมสมบูรณ์ ในการเป็นอาหารป้อนโลก
  3. เมืองไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทั่วโลกยอมรับ 
  4. เมืองไทยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วย Soft power ทั้ง 4 ข้อคือจุดแข็งที่จะเป็นพื้นฐานในการไปต่อยอดนโยบายภาพรวมของพรรคชาติพัฒนากล้า และสิ่งที่สองที่ต้องลบ คือ “ล” ลบสิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคของประเทศ วันนี้มีอยู่สองเรื่อง คือ 1.ปัญหาความขัดแย้ง 

2.ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง นอกเหนือจาก เศรษฐกิจแล้วพรรคชาติพัฒนากล้าก็จะต้องเข้าไปมีส่วนในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม

นายสุวัจน์ กล่าวว่าสําหรับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนากล้ามีอยู่ 8 เรื่อง คือ 

1.สร้างเศรษฐกิจใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของความเข้มแข็งคือ เศรษฐกิจเฉดสี ซึ่งวันนี้เราได้แบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนไปเยอะ และก็สร้างเศรษฐกิจใหม่ที่จะมาสร้างเงินสร้างงานไม่ต่ํากว่า 5 ล้านล้านบาท 

2.ให้ความสําคัญกับนโยบายเรื่องการท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวเป็นจุดแข็ง ทําได้ทันที มั่นใจพวกนี้บินมาเลย ขอให้ปลอดภัย แล้ววันนี้ เรามีศักยภาพอยู่แล้ว นโยบายการท่องเที่ยวเป็นนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ํา รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล ทุกอาชีพ ไม่กระจุก อันนี้คือ จุดแข็งที่เราจะบูมการท่องเที่ยวให้เป็นสองเท่าใน 4 ปีข้างหน้า

3.พัฒนาภาคอีสานและโคราช ด้วยนโยบาย โคราชโนมิกส์ Koratnomics ใช้ภูมิรัฐศาสตร์ของความได้เปรียบของอีสานที่เชื่อมโยงสู่ลาวสู่จีนสู่เส้นทางสายใหม่ ยุโรป แอฟริกา สร้างอีสานให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ คล้ายคล้ายกับ EEC มีเศรษฐกิจพิเศษ แล้วใช้ความเข้มแข็งศักยภาพของคน มหาวิทยาลัย สนามบิน โครงสร้างพื้นฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดินทั้งหมดมาสร้างอีสานให้เป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ เป็นเมืองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่โคราชมีของดีอยู่ชิ้นหนึ่งที่ยูเนสโก กําลังจะประกาศให้โคราชเป็นอุทยานธรณีโลก วันนี้เขาใหญ่ก็เป็นมรดกโลก,เขตพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราชก็เป็นมรดกโลก

ฉะนั้น ถ้าเดือนพฤษภาคมนี้ โคราชได้รับการรับรองให้เป็นอุทยานธรณีโลก โคราชจะเป็นหนึ่งในสามจังหวัดของโลก ที่มี Triple Crown (ทริปเปิ้ลคราวน์) มีสามมงกุฎของยูเนสโกอยู่ที่นี่ เราจะดีไซน์การเชื่อมโยงสามมงกุฎนี้ด้วยถนนยูเนสโก้รูท แล้วพัฒนาให้เป็นถนนท่องเที่ยวระดับโลก เป็นพื้นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้ยิ่งใหญ่ต่อไป

4. คือ สร้างมอเตอร์เวย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้ใช้มอเตอร์เวย์ลดความเหลื่อมล้ําและเป็นอินฟราสตรัคเจอร์ และมอเตอร์เวย์ ไม่จําเป็นจะต้องออกจากกรุงเทพ มาจากปลายทางก็ได้ มาจากภาคใต้ มาจากภาคเหนือ มาจากอีสานเข้ามาก็ได้ในการที่จะกระจายความเจริญให้ทั่วถึง 

5.ใช้เทคโนโลยีใช้ดิจิทัล เพื่อสร้างความสะดวกสบายสร้างความทันสมัย และลดการทุจริต คอรัปชั่นทั้งหลายที่เกิดขึ้น 

6.รื้อโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดต้นทุนในชีวิตให้กับคนไทยทั้งประเทศ

“สุดท้ายผมอยากจะบอก ว่าพรรคชาติพัฒนากล้าจะระดมสรรพกําลัง ผมเป็นประธานพรรค เป็นรองนายกมาแล้วสองครั้ง เป็นรัฐมนตรีว่าการไปแล้วเจ็ดกระทรวง คุณกรณ์ หัวหน้าพรรคเป็นรัฐมนตรีคลังมาแล้ว คุณเทวัญ เลขาธิการพรรคก็เป็นรัฐมนตรีสํานักนายกมาแล้ว นี่คือ พลังของประสบการณ์. บวกกับดีเอ็นเอของการทําการเมืองที่ไม่ขัดแย้งของท่านพลเอกชาติชายฯฉะนั้นจะตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาประเทศคือ ลดความขัดแย้งทางการเมือง สร้างความยิ่งใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ ขอให้กําลังใจชาติพัฒนากล้า”

สำหรับประเด็นการหารายได้ทางอ้อม ด้วยการลดค่าใช้จ่ายนั้น นายสุวัจน์กล่าวว่าพรรคชาติหน้ากล้าเสนอการวิจัย การปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อที่จะลดค่าน้ํามัน ลดค่าแก๊ส ลดค่าไฟฟ้าให้กับพี่น้องประชาชน ในเรื่องของค่าการกลั่น ค่าการตลาด ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า มาจากพลังงานทดแทน สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะเป็นต้นทุนที่ลดให้กับพี่น้องประชาชนก็คือ เพิ่มรายได้ทางอ้อมและสองการปรับโครงสร้างภาษี 40,000บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงไม่ต้องเสียภาษี เพื่อแก้ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ํา และเอาเงินค่าภาษีใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าของพี่น้องประชาชน

“พรรคชาติพัฒนากล้า ให้ความสําคัญในการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบาย อันนี้ถือว่าเป็นการสร้างความยั่งยืน ความมั่งคั่ง แล้วแก้ไขปัญหาทุกสิ่งไม่เป็นภาระต่อพี่น้องประชาชนในระยะยาว”

ส่วนประเด็นเรื่องการปฏิรูปกองทัพนั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่าโดยรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยการปฏิรูป มาตรา 258 ได้เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า รัฐบาลมีหน้าที่ในการที่จะปรับปรุงปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความทันสมัยแล้วทันกับความเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น พอพูดถึงการปฏิรูปกองทัพคิดว่ากองทัพก็เหมือนกับส่วนราชการทั่วไป ที่อาจจะมีข้อบกพร่องอะไรต่างๆ เราก็ปฏิรูปให้มันดี เช่น เรื่องการเกณฑ์ทหาร ว่าควรจะเกณฑ์ทหารหรือไม่จริงๆ แล้วปัญหาเรื่องการเกณฑ์ทหารอาจจะเป็นประเด็นที่เบาลงไปทันทีและทุกท่านอาจจะอยากเป็นทหารด้วยเพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติได้ปกป้องประเทศชาติ ปกป้องมาตุภูมิรักษาความมั่นคง 

เพียงแต่เราทําให้กระบวนการในการเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องที่ทหารเกณฑ์มีรายได้ที่ดี มีต่ำแหน่งหน้าที่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้ สร้าง Incentive สร้างรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งสามารถจะปรับปรุงกระบวนการขั้นตอนต่างๆ หรือในเรื่องของการลงทุนของกองทัพก็ต้องคิดให้รอบคอบว่าอาวุธส่วนไหนที่ควรที่จะลงทุน แล้วคํานึงถึงงบประมาณว่ามีความเพียงพอหรือไม่ ถ้าเราสามารถบริหารแล้วชี้แจงให้สังคมได้รับทราบให้สังคมสบายใจ ขณะเดียวกันกองทัพก็มี asset อยู่มาก เป็น asset ที่เกิดจากภาษี งบประมาณต่างๆ เวลาที่มีอุทกภัย มีภัยสาธารณะทหารออกมาช่วย เครื่องจักร เครื่องมือของทหารที่ออกมาช่วย อันนั้น คือการใช้ asset ของประเทศอย่างคุ้มค่าใช้ในการช่วยเหลือสังคม รวมทั้งการนำ asset ของกองทัพให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มันก็จะเป็นเรื่องที่ดี

ฉะนั้น การปฏิรูปกองทัพเป็นเรื่องที่ดีที่ทําให้ทหารได้รับการยอมรับ และบทบาทของกองทัพนั้นก็จะไม่ใช่เรื่องความมั่นคงอย่างเดียว แต่มาช่วยส่วนรวม ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็จะเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีซึ่งกันและกัน

นายกรณ์ จาติกวณิชนายกรณ์ จาติกวณิช

ราชบุรีเดือด ‘นายกฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ชาวบ้านตะโกนต่อต้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544723

13 มี.ค. 2566

ราชบุรีเดือด 'นายกฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการ ชาวบ้านตะโกนต่อต้าน

‘นายกฯ’ ติดตามความคืบหน้าโครงการจ.ราชบุรี ส่งเสริมพัฒนาเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ระหว่างภารกิจชาวบ้านดักรอตะโกนด่าลั่น เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวออกจากพื้นที่

วันนี้ 13 มี.ค. ภารกิจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นตรวจราชการ ติดตามความคืบหน้าโครงการต่างๆ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยระหว่างปฏิบัติภารกิจมีประชาชนดักรอตะโกนวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายรัฐมนตรีกำลังเดินทางไปที่ศาลาประชาคมเทศบาลเมืองบ้านโป่ง มีประชาชนมารอต้อนรับ มีทั้งผู้เห็นต่างและผู้สนับสนุน ซึ่งก่อนนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึง มีหญิงรายหนึ่ง ยืนตะโกนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบ 2 นาย เข้ามานำตัวออกไป ระหว่างนั้นขบวนรถเดินทางมาถึงพอดี หญิงรายนี้ตะโกนเสียงดังว่า “ไอ…ตู่”

ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีพบปะประชาชนเสร็จสิ้นให้สัมภาษณ์ว่า “พูดมากเดี๋ยวก็โดนด่าอีก เมื่อกี้ข้างนอก ไม่รู้เป็นอะไร มือมี 3 นิ้ว มันหายไปไหน 2 นิ้ว ไม่รู้เหมือนกัน ฝากหมอดูด้วยว่าอีก 2 นิ้วเป็นอะไร ผมไม่ได้โกรธ แต่ขอให้ดูด้วยแล้วกันว่าต้องมีปัญหาอาการอะไรสักอย่าง ผมโกรธเขาไม่ได้หรอกเขาคือคนไทย แต่เขาคิดอะไรผมไม่รู้” 

ส่วนสถานการณ์การเงินกระทรวงการคลัง ยืนยันยังมั่นคง ต่างชาติยอมรับ และถามกลับฝ่ายที่บอกว่าลุงไม่รู้เรื่องว่า “อยู่มาตั้ง 8 ปี จะโง่ไม่รู้เรื่องหรือ ลุงไม่ได้โง่เกินไปนักหรอก แต่ละเรื่องไม่ใช่นายกฯสั่งโง่ๆ เขามีคณะทำงาน และเราต้องสั่งในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรมไม่ทุจริต รู้จักหรือไม่ โกงเวลาราชการก็ถือว่าทุจริตแล้ว ไม่มาทำงาน นอนอยู่บ้าน ไม่ได้ป่วย แต่ขี้เกียจมา ก็เบียดบังเขา ไม่ได้เข้าคิว แซงคิว เขาก็เรียกว่าโกงเวลาคนอื่น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงศักยภาพของจังหวัดราชบุรีว่า เป็นเมืองเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพสูง ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพระดับส่งออก เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้ ชมพู่ทับทิมจันทร์ และยังมีกล้วยไม้ที่ส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลมุ่งผลักดันการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร ทั้งการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนและสร้างมาตรฐานสินค้ารวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรและพัฒนาภาคเกษตร ทั้งการลดต้นทุนปุ๋ย การจัดหาแหล่งที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ
  

รัฐบาลสนับสนุนให้มีการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่จ.ราชบุรี เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่ทุกมิติ ส่งเสริมการจ้างงาน ให้คนในพื้นที่มีอาชีพ มีรายได้ ลดการย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ ให้คนรุ่นใหม่กลับมายังบ้านเกิดร่วมพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรี

สำหรับโครงการที่นายกรัฐมนตรีติดตามความคืบหน้า
-โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองบ้านโป่ง ระยะที่ 1 
-โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำแม่กลอง บริเวณสะพานค่ายหลวง – สะพานเขางู – เบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 
-โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำแม่กลอง บริเวณสวนสุขภาพชุมชนไกรฤกษ์ เพื่อพัฒนาสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้มีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 
-โครงการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและบำบัดรักษา โรงพยาบาลบ้านโป่ง 
-โครงการพัฒนาด้านคมนาคมในเขตพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง จํานวน 2 โครงการ โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3273 ช่วง โคกสูง – หนองเป็ด เพื่อให้การคมนาคมขนส่งมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่าง อ.โพธาราม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเชื่อมโยง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมด้วย และโครงการแก้ไขปัญหาจุดตัดแยก ทล.323 – ถนนเลียบคลองชลประทาน (อุโมงค์ลอดสี่แยกหัวโป่ง) เป็นการจัดทำแผนการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงสายหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด ลดระยะเวลาในการเดินทาง และยกระดับความปลอดภัยการใช้เส้นทางคมนาคม 
-โครงการสถานีสูบน้ำบ้านห้วยดอกไม้ ตำบลเขาขลุง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 3,161 ไร่ 365 ครัวเรือน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เดินทางไปวัดหุบกระทิง เยี่ยมเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดหุบกระทิง พูดคุยผู้ประกอบการรุ่นใหม่จังหวัดราชบุรี Young Entrepreneur Chamber of Commerce (YEC) และประชาชนจังหวัดราชบุรี พร้อมเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เกษตรวิถีพุทธ-วิถีความร่วมมือในการพัฒนาระหว่างวัดกับชุมชน ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีต้องการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตร แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนเชิงเกษตร สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านและความสำเร็จของการนำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้จนเกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงแนะให้ศูนย์การเรียนรู้นี้ได้เสริมการสร้างงานสร้างอาชีพ จัดให้มีการฝึกหัดต่างๆ นำสิ่งของขึ้นชื่อในชุมชนมาจัดแสดง มาประยุกต์ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างรายได้ 
นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่โรงเรียนวัดหุบกระทิงนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่โรงเรียนวัดหุบกระทิงนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรี

‘ประชาธิปัตย์’ ปราศรัยใหญ่ที่สกลนคร 16 มีนาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544724

13 มี.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' ปราศรัยใหญ่ที่สกลนคร 16 มีนาคมนี้

หัวหน้าพรรค ‘ประชาธิปัตย์’ จี้ กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมเดินหน้าจัดปราศรัยใหญ่ที่สกลนคร 16 มีนาคมนี้

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า วันที่ 16 มีนาคม จะไปจังหวัดสกลนคร ซึ่งก็ได้เปิดตัวผู้สมัครมาแล้ว และผู้สมัครยังยืนหยัดอยู่กับพรรค แต่คราวนี้จะได้มีการปราศรัยใหญ่ เพราะจังหวัดสกลนคร เป็นพื้นที่เป้าหมายอีกพื้นที่หนึ่งที่มั่นใจว่าจะได้รับเสียงตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี ส่วนวันที่ 18 มีนาคม ไปจังหวัดนราธิวาส วันที่ 19 มีนาคม ไปจังหวัดยะลา และจะมีอีกหลายกำหนดการที่จะเดินหน้าหาเสียงในทุกภาคต่อไป

ส่วนการเตรียมความพร้อมก่อนที่ กกต. จะมีการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เพิ่มเติมนั้น พรรคได้เตรียมความพร้อมในแง่ตัวบุคคล แต่ก็ยังยากเพราะในบางพื้นที่ยังไม่นิ่งเลยว่า สุดท้ายแล้ว กกต. จะแบ่งเขตอย่างไร จะรวมอำเภอไหน หรือจะสับแบ่งเขตอย่างไร เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งจึงจำเป็นต้องรอผลการพิจารณาของ กกต. ในขั้นสุดท้าย

จากการที่หลายพรรคการเมืองมีความกังวลถึงความไม่ชัดเจนของ กกต. ทำให้ผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่ลำบาก ในเรื่องนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า สำหรับประชาธิปัตย์แล้วเราลงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง และลงพื้นที่ในลักษณะที่ต้องคาดเดา โดยเฉพาะผู้สมัครที่พรรคได้ตัดสินใจส่งไปเป็น ปี 2 ปีแล้ว ก็เดินลงพื้นที่ให้ครอบคลุมไว้ก่อน แต่สุดท้ายแล้วจะถูกตัด ถูกแบ่งเขตไปอย่างไรก็จะต้องรอดูผลอีกครั้ง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า กกต.จะต้องช่วยดูเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้มีความยุติธรรม ไม่ให้เป็นประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่ควรจะยึดไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับได้

ส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาท มีจริง ก้าวไกลขวาง ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544722

13 มี.ค. 2566

ส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาท มีจริง ก้าวไกลขวาง 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' เข้าครม.

ขวางดันโครงการประมูลสัมปทาน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม. พรรคก้าวไกลเปิดหลักฐาน ส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาทมีจริง

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยเอกสารหลักฐานที่เพิ่งได้รับ กรณีข้อสงสัยการทุจริตประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามกีดกัน BTS คู่แข่งของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ชนะการประมูล ออกไปจากการแข่งขัน โดยมีส่วนต่างที่รัฐต้องจ่ายอุดหนุนให้เอกชนสูงถึงกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท

สุรเชษฐ์บอกว่า นี่คือการประมูลที่เกิดขึ้นถึงสองครั้ง เพื่อสร้างสิ่งเดียวกัน แต่มีส่วนต่างสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท และขอยืนยันอีกครั้ง ว่าส่วนต่างมีอยู่จริง แม้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะพยายามปฏิเสธเพียงใดก็ตามโดยสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ได้มาครั้งเมื่อนำข้อมูลข้อเสนอจากทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของ BTS จะขอเงินจากรัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง ในปีที่ 3-8 ยอดรวม 79,820 ล้านบาท โดยจะมีกำไรจ่ายคืนรัฐในปีที่ 20 เป็นต้นไป รวมเป็นเงินจำนวน 70,145 ล้านบาท ผลรวมจะเท่ากับเกิดส่วนต่างที่รัฐต้องอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท

ขณะที่ข้อเสนอของ BEM นั้น มีการขอเงินรัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง ในปีที่ 3-8 เป็นจำนวน 81,871 ล้านบาท โดยผลตอบแทนที่ BEM จะให้ตั้งแต่ปีที่ 14 เป็นต้นไป จะคืนเป็นยอดรวมเพียง 3,583 ล้านบาทเท่านั้น  ขณะที่ BTS มีข้อเสนอจะจ่ายคืนให้รัฐ 70,145 ล้านบาท BEM จะคืนให้เพียง 3,583 ล้านบาท โดยที่ค่าก่อสร้างแทบไม่ต่างกันเลย ผิดกับที่ฝ่าย รฟม. มักออกมาอ้างว่าจำเป็นต้องใช้เทคนิคชั้นสูงในการสร้างอุโมงค์ใต้ดิน ทำให้ต้องใช้งบประมาณมากขึ้น แต่หากลงไปดูในรายละเอียดเปรียบเทียบกันแล้ว จะพบว่าทั้งสองข้อเสนอแทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย

จากวันนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรียังมีเวลาเหลืออย่างมากอีกเพียง 2 ครั้งที่จะอนุมัติเรื่องต่างๆ คือในการประชุม ครม. พรุ่งนี้ (14 มีนาคม) หรือหากยังไม่มีการยุบสภาเร็วๆ นี้ ก็จะต้องเป็นการประชุม ครม. สัปดาห์หน้า ที่ต้องจับตาคือจะมีการ รถไฟฟ้าสายสีส้ม เข้าไปหรือไม่ เชื่อว่าถ้าทุกคนเงียบเมื่อไร จะมีการนำเข้าไปแน่นอน รวมทั้งอาจมีการใช้กระบวนการยุติธรรมมาฟอกขาว ว่าข้อเสนอของบีทีเอสเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน

ไม่ได้มาตัดแต้มก้าวไกล พรรค ‘เส้นด้าย’ ประกาศไม่เอา ‘ประชานิยม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544720

13 มี.ค. 2566

ไม่ได้มาตัดแต้มก้าวไกล พรรค 'เส้นด้าย' ประกาศไม่เอา 'ประชานิยม'

พรรค ‘เส้นด้าย’ หวัง 3-5 เก้าอี้ สส.กทม. ประกาศนโยบายชัด ไม่เอา ‘ประชานิยม’ แต่ประชาชนพึ่งตนเองได้ และไม่ได้มาเพื่อตัดแต้มพรรคก้าวไกล

คริส โปตระนันทน์ หัวหน้าพรรคเส้นด้าย ให้สัมภาษณ์คมชัดลึกถึงการตั้งพรรคการเมือง  ว่ามาจากแนวทางการทำงานของกลุ่มเส้นด้าย ที่มองว่าประชาชนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงรัฐ  ต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่เสนอนโยบายแจก ซึ่งเป็นการการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เป็นพรรคของคนไม่มีเส้นสาย  เพราะระบบดังกล่าว ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำมหาศาล    

แกนนำพรรคเส้นด้าย ให้สัมภาษณ์ คมชัดลึกแกนนำพรรคเส้นด้าย ให้สัมภาษณ์ คมชัดลึก

หัวหน้าพรรคเส้นด้าย ยืนยันว่า เป็นพรรคที่มีนโยบาย ต่อต้านระบบเส้นสาย ประกาศไม่เอาบัตรคนจน แต่ให้โอกาสคนทำมาหากิน นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ก่อให้เกิดภาระต่อประเทศในอนาคต เส้นด้ายจึงขอเป็นพรรคเล็กแต่ได้ใจ ไม่เอาประชานิยม และไม่ได้มาเพื่อตัดแต้มพรรคก้าวไกล เพราะเชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตย แข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่มาเพื่อตัดแต้ม ประชาธิปัตย์ กับพลังประชารัฐ


พรรคเส้นด้ายยังมีแนวคิด ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจสู้กับฝ่ายขวาที่เน้นประชานิยม ซึ่งทำให้เกิดภาระหนี้อย่างมหาศาลในอนาคต พรรคเส้นด้าย  ขอเป็นตัวแทนของประชาชนที่ไม่มีตัวแทน ดำเนินชีวิตแบบไม่มีเส้น ไม่พึ่งพารัฐ  แต่ต้องมีโอกาศเท่าเทียมกัน

หัวหน้าพรรคเส้นด้าย บอกว่า จะส่งผู้สมัคร สส. กทม. ครบทั้ง 33 เขต อย่างน้อย ขอมีตัวแทน 3-5 เขต หากคำนวณแล้ว ชนะ25% ของคนกทม. น่าจะชนะ  เพราะขายได้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่  ที่ยังไม่มีตัวแทนของเขา รวมแล้วจะส่งผู้สมัครฯทั่วประเทศไม่ต่ำกว่าร้อยเขต พร้อมให้โอกาสทุกคนที่อาสาเข้ามาทำงานกับเส้นด้าย

‘เพื่อไทย’ ประกาศเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบ 400 เขต วันที่ 17 มีนาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544707

13 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ประกาศเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบ 400 เขต วันที่ 17 มีนาคมนี้

เปิดตัวผู้สมัครสส.เพิ่มอีก 11 คน ‘เพื่อไทย’ยืนยันวันที่ 17 มีนาคม ครบ 400 เขต เดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ เลือกตั้งแลนด์สไลด์ 310 ที่นั่ง

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  พร้อมแกนนำแถลงเปิดตัวผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง สส.พรรคเพื่อไทย  ภาคเหนือ, อีสาน, กทม., และภาคกลาง เพิ่มเติม รวม 11 ราย ถือเป็นการประกาศเปครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการประกาศตัวใหญ่ในวันที่ 17 มีนาคม 2566  ครบทั้ง 400 เขต  ในส่วนที่ขาดเหลืออยู่ในนามของพรรคต้องขอขอบคุณผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคเพื่อไทย ที่ทุกคนได้พยายามนำเสนอ พิสูจน์ตัวเองจนได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นเบื้องต้น  ก่อนจะเข้าสู่การสรรหาการพิจารณาตามกฏหมายต่อไป

พรรคเพื่อไทยประกาศเป้าหมาย เรื่องยุทธศาสตร์การเข้าสู่เป้าหมายโดยมี 3 กลยุทธ์หลัก ในการเข้าสู่การรับใช้พี่น้องประชาชน ประกอบด้วย

 1. ผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคเพื่อไทย ที่เข้าถึงพื้นที่ใกล้ชิด โดยในวันนี้เป็นผู้สมัครที่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

 2. นโยบายของพรรคเพื่อไทย  เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนพึงพอใจได้ด้วยนวัตกรรมเสริม เพิ่มเทคโนโลยี และถือเป็นความหวังอนาคตของประเทศของพี่น้องประชาชน

3. ผู้ที่จะเสนอชื่อเป็นว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่เราพร้อมประกาศรายชื่อหลังยุบสภา  

เพื่อไทยแถลงเปิดตัวผู้สมัคร สส.เพิ่มอีก 11 คนเพื่อไทยแถลงเปิดตัวผู้สมัคร สส.เพิ่มอีก 11 คน

สำหรับผู้สมัครสส. พรรคเพื่อไทยที่เปิดตัววันนี้ประกอบด้วย

  • ภาคเหนือ จำนวน 1 คนที่จังหวัดตากได้แก่ นายเทอดเกียรติ ชินสรนันท์
  • ภาคอีสาน จำนวน 5 คน ที่จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ นายศราวุธ เพชรพนมพร
  • นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร  นพ.ภาณุ พรวัฒนา  นายวัชรพล ขาวขำ
  • จังหวัดขอนแก่น  นายชัชวาล พรอมรธรรม
  • ภาคกลาง จำนวน 4 คน จังหวัดสระบุรีน.ส.ขานิฐานันท์ เทียมประเสริฐ 
  • จังหวัดสมุทรปราการ นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย นายนิธิพล บุญเพ็ชร นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ และกรุงเทพมหานคร  นายอรรฆรัตน์ นิติพน

ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และรักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่พรรคเพื่อไทยได้แสดงเห็นความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง การเปิดตัวผู้สมัครในวันนี้ แสดงใหเห็นถึงความพร้อมในทุกๆด้านของพรรคเพื่อไทย