‘อ.ไข่’ ยื่นหนังสือ ‘ปชป.’ หนุนร่างกฎหมายตั้งสภาศิลปิน ศิลปวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544547

10 มี.ค. 2566

'อ.ไข่' ยื่นหนังสือ 'ปชป.' หนุนร่างกฎหมายตั้งสภาศิลปิน ศิลปวัฒนธรรม

‘อ.ไข่’ ยื่นหนังสือ ‘ปชป.’ หนุนร่างกฎหมายตั้งสภาศิลปิน ศิลปวัฒนธรรม ‘จุรินทร์’ ไม่ขัด ยินดีผลักดันเข้าสภา เพราะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2566 อาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า และคณะ ยื่นหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.สภาศิลปะ ศิลปิน และวัฒนธรรมแห่งชาติ 

โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. คุณวทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง เป็นผู้ร่วมรับหนังสือ 

นายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยินดีที่จะสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่ถือว่าเป็นการรวมตัวเพื่อตั้งให้เป็นสภาวิชาชีพ รวมศิลปินและด้านศิลปวัฒนธรรมเข้ามาด้วย โดยร่างพ.ร.บ.ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมไว้ เป็นร่างที่มีลักษณะไม่แตกต่างกันแบบฟ้ากับดิน แต่มีหลักการใหญ่ คือ ต้องการให้มีสภาวิชาชีพทางด้านนี้ สอดดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคและจะช่วยดำเนินการทุกวิถีทางให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาให้ได้ต่อไปในอนาคต 

เมื่อถึงเวลาหากสภารับหลักการ ก็จะมีการตั้ง กรรมาธิการ(กมธ.)เข้าไปพิจารณาอยู่แล้ว ซึ่ง กมธ. ชุดดังกล่าวก็จะประกอบด้วย ผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ ตัวเจ้าของร่าง ศิลปินทั้งหลายที่จะต้องเข้าไปร่วมเป็น กมธ. 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ทุกด้านของประเทศไทย สิ่งนี้ถือว่าเป็นผู้ทั้งสร้างสรรค์ และสรรสร้างซอฟต์พาวเวอร์ รวมทั้งเจียระไนซอฟต์พาวเวอร์ดั้งเดิมของเราให้โดดเด่นขึ้นมาอีกในเวทีโลก ตลาดโลกด้วย ซึ่งต้องอาศัยมือศิลปินทุกคนช่วยกันทุกแขนง 

ด้านอ.ไข่ มาลีฮวนน่า ระบุว่า ช่วงโควิด 3 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่สาหัสมาก ดังนั้นเมื่อมีพัฒนาการมาถึงวันนี้ หากจะมีบ้านสักหลังที่จะเป็นการรวบรวมเครือข่ายของศิลปิน ศิลปะ และคนบันเทิงทั้งระบบ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 ล้านกว่าคน ตนจึงอยากให้พรรคการเมืองต่างๆ มีนโยบายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.สภาศิลปะ ศิลปิน และวัฒนธรรมแห่งชาติ พร้อมกับได้จัดทำนโยบายในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมต่อไป และมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำเรื่อง Creative Economy มาตั้งแต่ต้นด้วย ก็อยากให้สืบสานต่อยอดต่อไป 

อ.ไข่ มาลีฮวนน่า อ.ไข่ มาลีฮวนน่าอ.ไข่ มาลีฮวนน่า ยื่นหนังสือ พรรคประชาธิปัตย์อ.ไข่ มาลีฮวนน่า ยื่นหนังสือ พรรคประชาธิปัตย์

ระบบ ‘บ้านใหญ่’ จะเป็นปัจจัยชี้ขาด การ ‘เลือกตั้ง66’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544544

10 มี.ค. 2566

ระบบ 'บ้านใหญ่' จะเป็นปัจจัยชี้ขาด การ 'เลือกตั้ง66'

ตัวแทนสถาบันพระปกเกล้าฯ มองว่าการ ‘เลือกตั้ง66’ มีปัจจัยสำคัญอยู่ที่ระบบ ‘บ้านใหญ่’ ซึ่งมีรากที่มาและรีโนเวทใหม่ให้เป็นปัจจุบัน

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเข้าร่วมแคมเปญ “Road to The Future: เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย” กับเนชั่นกรุ๊ป กล่าวบนเวทีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญกับบ้านใหญ่ เพราะมีความหมายในการชี้ชะตาอนาคตพรรคการเมือง แม้จะถูกมองว่าเป็นการเมืองแบบเก่า แต่หากสแกนลงไปในพื้นที่จะพบว่าบ้านใหญ่เองก็มีการปรับตัวแล้วเช่นกัน

การเลือกตั้งครั้งนี้ บ้านใหญ่กลับมาโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่แสดงความมั่นใจเพราะมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มบ้านใหญ่ตระกูลดังที่ต้องการเข้าสู่การเมือง บ้านใหญ่จำนวนไม่น้อยดูรกร้างเงียบเหงา บ้านใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง ปรับปรุงได้ทันสมัย เป็นที่เย้ายวนของพรรคการเมืองที่จะเข้าไปดีลด้วย ทำให้คาดการผลการเลือกตั้งล่วงหน้าได้

ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมฯสถาบันพระปกเกล้า เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างสื่อกับภาควิชาการทำให้ประชาชนได้ประโยชน์มหาศาลเกื้อกูลซึ่งกันและกัน วันนี้สถาบันพระปกเกล้าฯขนข้อมูลทุกอย่างที่มี  ลงมาให้เนชั่นฯนำเสนอ และพร้อมสกัดข้อมูลที่สำคัญเผยแพร่สู่ประชาชน

 สถาบันพระปกเกล้าฯก่อตั้งมา 25 ปี มีภาระกิจเพื่อประชาธิปไตย ประตูบานแรก ที่ประชาชนจะเข้าถึงได้  คือการเลือกตั้ง การเมืองมีพลวัติ จากการเปรียบเทียบการเมืองไทยที่ผ่านมา มีปัจจัยที่เข้ามากระแทกแตกต่างกันไป  เมื่อศึกษาก็ทำให้รู้ความเป็นมาเป็นไป ทำให้รู้รากที่มาของบ้านใหญ่ จากนักวิจัยประจำจังหวัดต่างๆ สะสมประวัติคนเหล่านี้ มาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ ประมวลภาพให้เห็นความเป็นมา เป็นข้อมูลในการเลือกตั้ง

‘จูรี’ สุดทน ร้อง’นายกฯ’ ชายฝั่งถูกกัดเซาะที่ดินหายลงทะเลทั้งแปลง (มีคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544539

10 มี.ค. 2566

'จูรี' สุดทน ร้อง'นายกฯ' ชายฝั่งถูกกัดเซาะที่ดินหายลงทะเลทั้งแปลง (มีคลิป)

‘จูรี นุ่มแก้ว’ สุดทน ยืนอัดคลิปริมชายฝั่ง เรียกร้อง’นายกฯ’ แก้ปัญหามรสุมถูกกัดเซาะที่ดินหายลงทะเลทั้งแปลง เรื้อรัง 10 ปี ไร้การเหลียวแล

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2566 นายจูรี นุ่มแก้ว ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.สงขลา พรรคชาติพัฒนากล้า ในฐานะชาว อ.ระโนด ได้อัดคลิปวีดีโอขณะอยู่ริมชายหาด แต่ปรากฎว่า พื้นที่ซึ่งเป็นของชาวบ้านและมีโฉนด กลับถูกซัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นปัญหามานานนับสิบปี แต่ไม่ได้รับการแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 


โดยเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.สงขลา รวมถึงตรวจติดตามแนวทางการแก้ปัญหาพื้นที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณ หมู่ที่ 2 ต.นาบอน ในวันพรุ่งนี้ (11 มี.ค.)นั้น ดูแลติดตามอย่างจริงจัง เพราะบางจุดมีศาลาและโกฐบรรจุอัฐิของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ถูกกัดเซาะจนพังทลายได้รับความเสียหายอย่างหนัก บ้านบางหลังพังและจมหายลงไปในทะเล 

ทั้งที่ชาวบ้านจ่ายภาษีบำรุงท้องที่ทุกปี แต่พอมาดูโฉนดบางพื้นที่หายไปกว่าครึ่งแปลง บางพื้นที่จมหายไปทั้งแปลงก็มี เหลือแต่โฉนดที่เป็นกระดาษ ปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปีนี้หนักมาก และหนักขึ้นทุกปี จึงเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กรมเจ้าท่า ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยดูแล จัดหาที่อยู่ใหม่และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยโดยด่วน ก่อนที่ชาวบ้านจะต้องย้ายที่อยู่ลงไปในทะเล 

ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากการสร้างกำแพงกันคลื่นของกรมเจ้าท่า เป็นปัญหามานานและไม่ได้รับการดูแลแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด 

นายจูรี นุ่มแก้ว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.สงขลา พรรคชาติพัฒนากล้า นายจูรี นุ่มแก้ว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.สงขลา พรรคชาติพัฒนากล้า

กำหนดการของพรรคชาติพัฒนากล้า ระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2566  นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคพร้อมทีมงาน จะลงพื้นที่ จ.สงขลา เช่นกัน

วันที่ 10 มีนาคม ช่วงบ่ายพบปะพี่น้องประชาชนในเขตเมืองเก่าสงขลาและเข้าร่วมกิจกรรมงานวันสงขลาครบรอบ 181 ปี ณ ถ.นางงาม นครใน นครนอก ร่วมกับนายกัณฑ์ นวกัณฑ์ ว่าที่ผู้สมัคร เขต1 จากนั้นในช่วงเย็นร่วมทอล์คเศรษฐกิจ ณ ไมอามี่ สงขลา 

วันเสาร์ที่ 11 มี.ค. ลงพื้นที่เขตอำเภอหาดใหญ่ เริ่มด้วยการพบกลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และรับหนังสือแก้ปัญหากลิ่นขยะเน่าเหม็นที่ตำบลควนลัง ร่วมกับนายพงศธร สุวรรณรักษา หรือ ทนายอาร์ม เขต 9 และลงพื้นที่ในใจกลางเมืองหาดใหญ่ บริเวณตลาดคลองเรียนร่วมกับนายจูรี นุ่มแก้ว เขต 2 เนื่องจากการลงพื้นที่ล่าสุดได้รับเสียงตอบรับจากโซนพื้นที่ค้าขาย ธุรกิจเป็นอย่างมาก และในช่วงเย็นลงพื้นที่ต่อเนื่องที่ตลาดน้ำคลองแห เพื่อทำกิจกรรมเศรษฐกิจชุมชนกับ ว่าที่ผู้สมัครเขต 3 อาจารย์อ๊อด นายประสิทธิ์ รัตนพันธ์

วันอาทิตย์ 12 มี.ค. เข้าร่วมกิจกรรมว่ายน้ำข้ามทะเลสาบสงขลา 2 กิโลเมตร เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยววิถีชุมชนเมืองเก่า-หัวเขา เริ่มจากจุดปล่อยตัวที่ โรงสีแดง ถนนนครนอก จนถึงเส้นชัย ที่ Songkhla Pier ฝั่งหัวเขา โดยความพิเศษของรอบนี้คือ ผู้จัดจะมีการร่วมระดมทุนช่วยเครื่องมือแพทย์ขาดแคลนที่ รพ.สต.หัวเขา ด้วย

นายจูรี นุ่มแก้ว(ซ้าย) และ นายกรณ์ จาติกวณิช(ขวา)นายจูรี นุ่มแก้ว(ซ้าย) และ นายกรณ์ จาติกวณิช(ขวา)

‘รังสิมันต์ โรม’ เดินหน้าสู้ ‘ส.ว.ทรงเอ’ ปมศาลถอนหมายจับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544531

10 มี.ค. 2566

'รังสิมันต์ โรม' เดินหน้าสู้ 'ส.ว.ทรงเอ' ปมศาลถอนหมายจับ

‘รังสิมันต์ โรม’ เดินหน้าสู้ ร้องเรียน ปมถอนหมายจับ ‘ส.ว.ทรงเอ’ ลั่น กฎหมายต้องเท่าเทียม ย้ำ ก้าวไกล ไม่ใช่พรรคที่น่ากลัว ทำงานแบบตรงไปตรงมา


ควันหลงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติ ตามที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายมาตรา 152 เมื่อวันที่ 16ก.พ.ที่ผ่านมา  ที่เปิดข้อมูลว่ามีสมาชิกวุฒิสภา ที่มีการเรียกขานกันว่า ส.ว.ทรงเอ เข้าเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงินยาเสพติด และให้ตึกเป็นที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 
จากนั้นวันที่ 8 มี.ค. นายรังสิมันต์ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อให้ตรวจสอบอธิบดีผู้พิพากษา, รองอธิบดีผู้พิพากษา และผู้พิพากษา ที่นั่งบัลลังก์ในการพิจารณาเพิกถอนหมายจับสมาชิกวุฒิสภาคนดังที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด  ซึ่งตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ได้มีการมาขอศาลออกหมายจับ หลังจากมาขอและศาลออกหมายจับในตอนเช้า ปรากฏว่าในช่วงบ่ายมีการยกเลิกหมายจับ สาเหตุสำคัญที่ศาลอธิบายคือได้รับฟังคำแนะนำจากอธิบดีของศาล ว่าบุคคลนี้เป็นบุคคลที่มีความสำคัญ ซึ่งศาลไม่ทราบก่อน จึงขอให้ถอนหมายจับและบอกกับเจ้าพนักงานตำรวจที่มาขอออกหมายจับว่า ให้ไปดำเนินการออกหมายเรียกก่อน

รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกับ รังสิมันต์ โรม รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกับ รังสิมันต์ โรม
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี ได้พูดคุยกับนายรังสิมันต์ ในประเด็น “โรม” 200 ล้านเปิดหน้าชน ส.ว.ทรงเอ

นายรังสิมันต์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า คดีนี้มีพิรุธหลายอย่าง หนึ่งในข้อกังขา เดิมจะมีการออกหมายจับ ส.ว.ทรงเอ ท่านนี้ แต่ผ่านไปในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ได้เรียกตำรวจที่ขอออกหมายจับ และไม่อนุมัติหมายจับ โดยให้เหตุผลว่า ส.ว.ท่านนี้เป็นบุคคลสำคัญ ตอนออกหมายจับไม่ทราบว่าเป็น ส.ว. จึงขอถอนหมายจับ และให้ไปออกหมายเรียกก่อน การจะออกหมายเรียกนั้น ต้องให้ตำรวจเจ้าของสำนวนออกหมายเรียก ตั้งแต่ 3 ต.ค. 2565 ก็ไม่มีกระบวนการทางกฎหมายใด ด้วยมีเอกสิทธิคุ้มครองอยู่ 

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล
ตนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน แล้วนำไปเสนอต่อ คณะกรรมการศาล ตุลาการ ที่มีมูลว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมต่อไปก็จะร้อง ป.ป.ช. ด้วยในเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็จะส่งเรื่องกลับมาที่ กต. 
ในเรื่องการถอนหมายจับ กฎเกณฑ์ในการถอนหมายขึ้นิอยู่กับอะไรกันแน่ แต่ตามกฎหมายการบังคับใช้ต้องเหมือนกัน ไม่ควรมีข้อยกเว้น และในกรณีส.ว.ทรงเอนั้น ด้วยอัตราโทษที่สูง สามารถออกหมายจับได้เลย ไม่ต้องมีการออกหมายเรียกก่อน เพราะเกรงเรื่องการหลบหนี และยิ่งมีตำแหน่งระดับสูง โทษก็จะสูงตาม ขนาดคนธรรมดา ก็โทษสูงระดับประหารชีวิตอยู่แล้ว ในฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะด้วยความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในการดำเนินการเหมือนกับคนทั่วไป สิทธิพิเศษมีเรื่องเดียวแค่ในระหว่างสมัยประชุมสภา ไม่สามารถดำเนินคดีได้ การที่ศาลให้คำแนะนำว่าเป็นบุคคลสำคัญ ซึง่ในความเป็นจริงทำไม่ได้ 

'รังสิมันต์ โรม' เดินหน้าสู้ 'ส.ว.ทรงเอ' ปมศาลถอนหมายจับ
ขณะเดียวกันในเรื่องการเมืองที่กำลังเข้มข้นทุกขณะ เส้นทางของ พรรคก้าวไกล ในความเห็นของ นายรังสิมันต์ บอกว่า ไม่ได้มองพรรคเพื่อไทยเป็นศัตรู เอานโยบายมาว่ากัน เพื่อได้คะแนนจากประชาชน ในทางการเมือง เราพยายามเอามรดก และพรรคการเมืองที่เป็นทหารจำแลงมา ออกไปจากการเมือง คนที่ได้รับผลกระทบจากยุทธศสตร์ของก้าวไกล คือ พลังประชารัฐ 

กับ รวมไทยสร้างชาติ ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตนไม่คิดว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อเพื่อไทย และถ้าเพื่อไทยนมีความชัดเจนวนการเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เป็นพรรคกรเมืองที่ไม่เอามรดก คสช. ไม่มีทางที่ทั้ง 2 พรรคจะมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน  ในเรื่องการจะร่วมงานของพรรคเพื่อไทย ในเรื่องการไม่ลงรอยกันบ้าง ไม่มีผลต่อการทำงาน ต้องถามว่าถ้าเป้าหมายเดียวกันไม่มีทางที่จะสู่ความขัดแย้งกัน 

'รังสิมันต์ โรม' เดินหน้าสู้ 'ส.ว.ทรงเอ' ปมศาลถอนหมายจับ
และเมื่อมองที่เรื่องฐานเสียง คนจะมองกันว่าทั้ง 2 พรรคนั้นมีฐานเสียงที่ใกล้เคียงกัน ส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยกันวิธีคิดนี้ เหตุที่ว่า อาจจะมีบ้างบางส่วนที่ให้คะแนน แต่ใครที่เป็นแฟนคลับแบบเหนียวแน่นของก้าวไกล ก็ไม่เทคะแนนให้เพื่อไทย เช่นกันใครที่เหนียวแน่นกับเพื่อไทย ก็ไม่เทคะแนนให้ก้าวไกล ซึ่งที่เห็นต่อไป มีความพยายามมุ่งไปสู่คนรุ่นใหม่ ที่แข่งกับก้าวไกล แต่ดูภูมิใจไทย ที่ดึงส.ส.ต่างจังหวัดไปจำนวนมาก ในความเป็นจริงฐานเสียงกับเพื่อไทยแยกกันพอสมควร ในทุกวันนี้ มีความพยายามที่จะแยกพรรคก้าวไกลออกไป ส่วนข่าวลือที่เพื่อไทยจะจับมือพลังประชารัฐ เรื่องนี้ก็พยายามหาคำตอบ แต่โดยธรรมชาติของก้าวไกล เราเป็นพรรคการเมืองที่ตรงไปตรงมาที่สุด อะไรเป็นปัญหา เราก็พยายามออกนโยบายแก้ไขตรงนั้น ในแวดวงการเมือง กังวลที่สุดคือเรื่อง 112 แต่ก็ต้องกลับมาคดว่าแล้ว 112 มีปัญหาหรือไม่ การที่มีคนถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จำนวนมากมันไม่เป็นปัญหาหรืออย่างไร เราจึงพยายามออกนโยบายแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมาคุยกัน แต่มีความพยามยามที่จะผลักก้าวไกล ให้เป็นแกะดำ เป็นพรรคการเมืองที่ไม่สามารถสังฆกรรมกับพรรคการเมืองอื่นได้ ทำไมเราไม่คิดใหม่ ที่จะผลักแก๊ง 3 ป.ออกไป ตนยืนยันว่า ก้าวไกล ไม่ใช่พรรคที่น่ากลัว และไม่ควรปล่อยให้ประชาชนไปลงถนนกันเอง ท้ายที่สุดมันก็จะนำพาประเทศไปในจุดที่เรียกว่า ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมีนมีบทเรียนมาแล้วหลายครั้ง

‘พปชร.’ ชูนโยบาย ‘บ้านประชารัฐ 360 องศา’ สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544510

09 มี.ค. 2566

'พปชร.' ชูนโยบาย 'บ้านประชารัฐ 360 องศา' สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัย

‘พปชร.’ ชูนโยบาย ‘บ้านประชารัฐ 360 องศา’ สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัยให้ชาวกทม. แนะใช้ที่ดินรัฐ เชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน

วันที่ 9 มี.ค. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดงานเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของว่าที่ผู้สมัคร นักวิชากา ตัวแทนชุมชน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง” ผ่านว่าที่ผู้สมัครทั้ง 33 เขต ที่ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลและสะท้อนปัญหาของประชาชนให้สอดรับกับนโยบายกลางของพรรค “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน”

โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุม หวังอยากทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยจะมีโมเดล บ้านประชารัฐ ที่เคยจะทำเพิ่มเติมในแต่ละเขต จะหาเขตที่เหมาะสม เริ่มต้นจากเขตเอกมัย 19 โดยจะเป็นการพัฒนาบนพื้นฐาน ทำแบบเข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง มีความเป็นไปได้ทางการเงิน กฎหมาย จะทำอย่างไร เพื่อให้คนกทม.มีบ้าน มีหลักค้ำประกันชีวิต สำหรับครอบครัว ทำให้สังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ในกทม.ที่ดีขึ้น 

หลังจากนี้จะจัดเวทีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 16 มี.ค. ที่จะถึงนี้ มีประเด็นทางด้านมิติสังคม ตามสโลแกนของพรรค “ก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดทุกปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่” โดยเฉพาะในเรื่องคำว่า ก้าวข้าม เป็นก้าวข้ามในมิติด้านใดบ้าง ที่ต้องการแก้ไขปัญหากับประชาชน สังคม และประเทศ 

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ

ด้าน.ส.ชญาภา ปรีฎาพากย์ ว่าที่ผู้สมัครสส.เขตบางคอแหลม ยานนาวา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เป็นระยะเวลาหลายเดือน พบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของคนฐานรากที่เรื้อรังมานาน ในปัจจุบันที่ดินในเขตยานนาวามีมูลค่าที่แพงขึ้นมาก ทำให้คนฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนแรงงาน รับจ้าง หาบเร่แผงลอย ไปจนถึงกลุ่มคัดแยกขยะ ที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ใกล้แหล่งงานได้รับผลกระทบอย่างมาก 

เขตยานนาวามีชุมชน 23 ชุมชน ถูกขับไล่ 6 ชุมชน ชาวบ้านต้องไร้ที่อยู่ และบางกลุ่มที่เคยเช่าอยู่ในราคาถูก เมื่อหมดสัญญาก็ไม่ได้รับการต่อสัญญาอีก และมีแนวโน้มอาจถูกขับไล่ ปัญหานี้รัฐและเอกชนต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพราะหากประชาชนยังไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ปัญหาจะตามมาอีกมาก ทั้งที่ประชาชนเหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งที่จะช่วยดูแลบ้านเมือง 

พรรคพลังประชารัฐได้ให้ความสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างมาก หากประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน โอกาสด้านต่างๆ จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา คุณภาพชีวิตต่างๆ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น และสังคมที่ดีขึ้นตามมา 

พปชร. เสวนา "บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง"พปชร. เสวนา “บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง”

นายภูวกร ปรางภรพิทักษ์ ว่าที่ผู้สมัคร กทม. กล่าวว่า เขตวัฒนา หลายแห่งมีปัญหาถูกไล่รื้อ จากการลงพื้นที่ริมคลอง และ ริมทางรถไฟ มองว่า สามารถนำโมเดลบ้านประชารัฐมาต่อยอดได้ แต่เราต้องใช้การออกแบบยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ คือ ต้องสำรวจสมาชิกในชุมชนว่าเป็นกลุ่มใดบ้าง ทั้งเด็ก และ ผู้สูงอายุ เพื่อการออกแบบบ้านให้ทุกคนในสังคมอยู่กันอย่างเท่าเทียม และต้องออกแบบให้เหมาะสมกับท้องถิ่นเข้ากับบริบทชุมชนและสังคม โดยมีการระดมสมองจากทุกภาคส่วน อาจมีการจัดประกวดออกแบบบ้านจากนักศึกษา นักศึกษาต้องไปทำการบ้านกับชุมชน 

นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา ว่าที่ผู้สมัคร กทม. มองว่า ระยะยาว อยากปฏิรูปที่ดิน จัดสรรใหม่ โดยนำที่ดินธนารักษ์มาช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ทำกิน สำหรับบ้านประชารัฐอาจมีการปฏิรูปใหม่ โดยสร้างเป็นตึกและต้องตอบโจทย์การทำกิน มีที่จอดรถ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เขาใช้ทำมาหากิน นอกจากนี้จะทำที่พักผ่อนหย่อนใจพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้กลายเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้าน ทำให้เป็นพื้นที่ที่ทำคนในสังคมเมืองใช้ร่วมกัน 

“ปัจจุบันนี้มีกฎหมายการลงทุนของรัฐกับเอกชนแล้ว เราสามารถเอาที่ดินของรัฐมาปฏิรูปให้เอกชนมาลงทุนแล้วจัดพื้นที่ทำกิน จัดให้เป็นพื้นที่กิจกรรมงานศิลปะเพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาเกิดการค้าขายให้เงินไหลเวียน โดยจะต้องหา 1 พื้นที่ 1 เขต จะผลักดันให้โมเดลนี้เกิดขึ้นกระจายทุกเขต เพื่อเป็นต้นทุนชีวิตให้เราทุกคน” 

นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ  ว่าที่ผู้สมัคร กทม. กล่าวถึงการใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย มีไม่ต่ำกว่า 15 ฉบับ ทำให้หลายครั้งนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัยเกิดการติดขัด และไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐจะทำหากได้รับเลือกเข้าไปในสภา คือ เราจะรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วไปผลักดันนโยบายต่างๆ พร้อมเพิ่มงบประมาณจากเดิมที่กทม.ได้งบประมาณเพียง 1 หมื่นล้านบาท ก็จะอุดหนุนเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท นำที่ดินธนารักษ์ มีอยู่ในกทม.ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไร่ มาพัฒนา

“วันนี้พลังประชารัฐก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่ว่า ผู้ว่าฯกทม.จะเป็นใคร เราสามารถทำงานโดยก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างแน่นอน” 

ว่าที่ผู้สมัคร กทม. ร่วมเสวนา "บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง"ว่าที่ผู้สมัคร กทม. ร่วมเสวนา “บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง”

‘สามารถ ราชพลสิทธิ์’ เตือน ‘อธิรัฐ รัตนเศรษฐ’ อย่าร่วมวง ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544501

09 มี.ค. 2566

'สามารถ ราชพลสิทธิ์' เตือน 'อธิรัฐ รัตนเศรษฐ' อย่าร่วมวง 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม'

เตือน ‘อธิรัฐ รัตนเศรษฐ’ อย่าผลีผลาม ดัน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม.แม้มีอำนาจ เหตุมีเวลาศึกษาน้อย หลายคดียังอยูในศาลปกครอง

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สามารถ ราชพลสิทธิ์  เตือน อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ควรชงผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม เข้า ครม. หลังเรียกหัวหน้าหน่วยในสังกัดกระทรวงฯ มาชี้แจงความคืบหน้าโครงการที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผน เพื่อเร่งรัดให้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันในวาระรัฐบาลชุดปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่า

ยังมีคดีที่ศาลปกครองยังไม่ถึงที่สุด 2 คดี ประกอบด้วย

  1.  คดียกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด แต่ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาแล้วว่าการยกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  2.  คดีกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนรายใดรายหนึ่งในการประมูลครั้งที่ 2 หรือไม่ ? ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น

คดีกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนรายใดรายหนึ่งในการประมูลครั้งที่ 2 หรือไม่? นี้  เป็นคดีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไม่สามารถชี้แจงให้สิ้นข้อสงสัยได้ ประกอบด้วย

  1. (1) การเปิดให้ผู้เดินรถไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้าร่วมประมูลได้ ทำให้ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ หรือ Incheon Transit Corporation (ITC) เข้าร่วมประมูลกับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งในการประมูลครั้งที่ 1 ITD ร่วมกับ ITC ไม่สามารถเข้าประมูลได้
  2.  การเปลี่ยนคุณสมบัติของผู้รับเหมาในการประมูลครั้งที่ 2 นี้ ทำให้ในโลกใบนี้มีผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแค่เพียง 2 รายเท่านั้น ประกอบด้วย ช.การช่าง และ ITD ส่งผลให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ร่วมกับบริษัท ซิโน–ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ที่เคยยื่นประมูลครั้งที่ 1 ไม่สามารถยื่นประมูลครั้งที่ 2 ได้
  3. กรรมการคนหนึ่งของ ITD ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก อาจทำให้ ITD มีคุณสมบัติต้องห้ามที่จะยื่นประมูล ซึ่งถ้า ITD มีคุณสมบัติต้องห้ามแล้ว รฟม. จะต้องไม่เปิดซองข้อเสนอด้านเทคนิค และซองข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนของ ITD ร่วมกับ ITC แต่ทำไม รฟม. จึงเปิดซองข้อเสนอทั้ง 2 ซองดังกล่าว ?
  4. การยอมให้ผู้รับเหมาสามารถเป็นผู้นำกลุ่มนิติบุคคลยื่นประมูลได้ ทำให้ ITD สามารถเป็นผู้นำกลุ่ม ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ ITC ได้ หากผู้รับเหมาไม่สามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ผู้เดินรถไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้นำกลุ่มเหมือนกับการประมูลครั้งที่ 1 ถามว่า ITC  จะยอมเป็นผู้นำกลุ่มหรือ ? เนื่องจากเขาจะต้องถือหุ้นในกลุ่มนิติบุคคลมากที่สุด และไม่น้อยกว่า 35%

ในทางที่ถูกต้อง ผู้นำกลุ่มควรเป็นผู้เดินรถไฟฟ้า เนื่องจากเขาจะต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้ารวมทั้งซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีส้มตลอดทั้งสายเป็นเวลาถึง 30 ปี ไม่ใช่ผู้รับเหมาที่ทำการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกเพียง 6 ปี

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ มีเวลาในการศึกษาการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มซึ่งมีรายละเอียดมากมาย และสลับซับซ้อนในช่วงเวลาจำกัด อาจไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ การจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ ครม. แล้วถ้าต่อมาศาลฯ มีคำพิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ/หรือ การประมูลครั้งที่ 2 มีการกีดกันและเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง นายอธิรัฐจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มทำได้ยากขึ้น

ควรรอให้ศาลปกครองได้พิจารณาในข้อกฎหมายให้เสร็จสิ้น และควรรับฟังการท้วงติงจากภาคประชาชนให้รอบด้าน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขกระบวนการและขั้นตอนการประมูลให้ถูกต้อง ไม่ควรละเลยหรือมองข้ามการดำเนินการที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งการที่ตนออกมาให้คำแนะนำเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการให้มีช่องทางนำไปสู่การทุจริต หรือเกิดการฟ้องร้องตามมาจนโครงการต้องล่าช้าออกไปอีก เนื่องจากตนเห็นด้วยกับการมีโครงการดังกล่าว เพราะจะเป็นรถไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยากับฝั่งตะวันตก และคาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากด้วย

ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง ‘หมอพรทิพย์’ คดีจัดซื้อ GT200-Alpha6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544498

09 มี.ค. 2566

ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง 'หมอพรทิพย์' คดีจัดซื้อ GT200-Alpha6

ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ยื่นฟ้อง “หมอพรทิพย์” คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6 ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 4 สัญญา ขณะ “หมอพรทิพย์” ในฐานะอดีต ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ถูกชี้มูลการกระทำความผิดทางอาญาด้วย

ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2566 มีมติเอกฉันท์ยื่นฟ้องคดีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด และสารเสพติด GT200 และ Alpha 6 ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 4 สัญญา โดย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ ถูกชี้มูลกระทำความผิดทางอาญาด้วย 

ป.ป.ช. ฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6ป.ป.ช. ฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6

ก่อนหน้านี้อัยการสูงสุด มีการพิจารณาร่วมกับ คณะทำงานฝ่ายอัยการ และ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นควรสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยกเว้น พญ.คุณหญิงพรทิพย์  เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานค่อนข้างห่างตัว 


ทั้งนี้ ก่อนมีมติเอกฉันท์ คณะทำงานฝ่าย ป.ป.ช. ได้สรุปความเห็นและมีการบรรจุระเบียบวาระเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ยืนยันความเห็นว่า ควรฟ้อง พญ.คุณหญิง พรทิพย์ ดังนั้นทำให้อัยการสูงสุด ส่งเรื่องกลับมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการฟ้องคดีนี้เอง  

ป.ป.ช. มีมติสั่งฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6ป.ป.ช. มีมติสั่งฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6

สำหรับคดีจัดซื้อเครื่อง GT200 และ Alpha6 เมื่อช่วงเดือน กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเครื่อง GT200 และ Alpha 6 รวม 20 สำนวน จากการไต่สวนทั้งหมด 25 สำนวน มีผู้ถูกกล่าวหาแล้วประมาณ 100 ราย ไปแล้ว และส่งเรื่องให้ อสส.ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎ หมาย  มีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว 15 คดี เหลืออีก 5 คดี โดยมี 3 สำนวน อสส. ตั้งคณะทำงานร่วมพิจารณาหาข้อสรุปอีกครั้ง  ส่วนอีก 2 คดี อยู่ระหว่างขอความเห็นจาก อสส.

‘บิ๊กตู่’ ตอกกลับถูกพาดพิงเตรียมรัฐประหาร เชื่อดิสเครดิตก่อนเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544493

09 มี.ค. 2566

'บิ๊กตู่' ตอกกลับถูกพาดพิงเตรียมรัฐประหาร เชื่อดิสเครดิตก่อนเลือกตั้ง

‘บิ๊กตู่’ ลั่น ปี2557 รัฐประหารครั้งุสุดท้าย หลังจากนี้ไม่เกี่ยวข้อง เชื่อเป็นกระแสดิสเครดิต ย้ำสัมพันธ์ ‘บิ๊กป้อม’ พี่เหมือนเดิม

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หากไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะเกิดการรัฐประหารหรือไม่ 

นายกรัฐมนตรี ถามกลับว่า “ใครจะทำรัฐประหาร” ตนเคยพูดแล้วตั้งแต่ครั้งนั้นว่า เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ควรจะมีอีกแล้ว อยู่ที่พวกเราจะช่วยกันอย่างไร ถ้ามีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้น ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรกัน เพราะตนไม่เกี่ยวแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แสดงว่าจะเดินสู่ประชาธิปไตยของเราใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยหรือ ทุกคนก็พยายามรักษากฎกติกา และกระแสดังกล่าว ต้องการดิสเครดิตตนแน่นอน ซึ่งเคยชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว 

ส่วนจดหมายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก พล.อ.ประยุทธ์ ได้อ่านแล้ว ใครจะเขียน ก็เขียนได้ทั้งนั้น คิดเอาเองแล้วกัน 
ที่มีการระบุคำว่า “รัฐประหาร” และ “อำนาจนิยม” นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตั้งแต่ปีไหนมาแล้ว ขณะนี้ตนเข้ามาด้วยรัฐธรรมนูญ ระบบสภา ไม่ใช่หรือ ช่วงก่อนนั้นเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ลองดูว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้ความขัดแย้งลดลง วันนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราจะยืนแบบนี้ได้หรือไม่อย่างไร ไม่รู้เลย พร้อมกับยืนยันไม่มีความขัดแย้งกับพล.อ.ประวิตร ยังเป็นพี่น้องเช่นเดิม 

ส่วนที่ชูเรื่องก้าวข้ามความขัดแย้ง ก็มองว่า ตอนนี้ขัดแย้งกันตรงไหน ตนไม่มีขั้ว คิดกันเอง ขออย่าสร้างความสับสน ใครพูดอะไรเอาขยายหมด ก็จะมีแต่เรื่อง วันนี้ประเทศต้องเดินหน้า ตอนนี้ไม่มีความขัดแย้ง มีแต่ความเห็นต่างเท่านั้น และตนก็จะไม่ยอมให้คนลากไปนอกกติกา ต้องอยู่ในกติการะบอบประชาธิปไตย ขอให้ดูการประเมินความเป็นประชาธิไตยของไทยตอนนี้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น จะบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร 
 

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดตัวเล่นการเมืองอย่างเป็นทางการ  ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากังวลหรือไม่ ตนไม่เคยแข่งกับท่าน ที่พูดวันนั้น อยากให้มองในภาพใหญ่ที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ ทุกคนเก่งหมด หลายคนอาจจะมองว่า ตนไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ แต่ตนอยู่มาหลายปี ก็ศึกษา และมีคนเก่งๆรอบด้านเป็นร้อยคน  ซึ่งมองว่าทุกพรรคก็แข่งกันหมด 

‘ชูวิทย์’ เอฟเฟกต์ กระแสเขย่าสนามบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544494

09 มี.ค. 2566

'ชูวิทย์' เอฟเฟกต์ กระแสเขย่าสนามบุรีรัมย์

ปรากฎการณ์ ‘ชูวิทย์’ เอฟเฟกต์ แฉในสนามการเมืองแต่สะเทือนถึงสนามบอล สะท้อนบางคนมีอิทธิพลทุกวงการ ลากไส้ครั้งนี้ลดความน่าเชื่อถือแต่ไม่ลดคะแนนเสียง พรรคภูมิใจไทย

กระแส “ชูวิทย์” สร้างปรากฎการณ์สั่นสะเทือนวงการเมืองฟาดลามไปถึงขอบสนามฟุตบอล หลังออกมาแฉความไม่ชอบมาพากลในหลายโครงการที่อยู่ในกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม การทุจริตที่การรถไฟที่เขากระโดง นโยบายกัญชาเสรี ฯลฯ ทำให้พรรคที่  “เนวิน ชิดชอบ” นั่งเป็นกุนซือใหญ่ถูกดิสเครดิตเป็นระลอก 

เมื่อเร็วๆ นี้กองเชียร์ในสนามช้าง อารีน่า ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องอึ้งไปตามกัน เมื่อกองเชียร์ฝั่งตรงกันข้ามในฐานะแฟนบอลลำพูนพร้อมใจกันส่งเสียงตะโกนเรียกชื่อ “ชูวิทย์” ดังกึกก้องเป็นจังหวะ หลังจาก “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดรังเอาชนะ “ราชันโคขาว” ลําพูน วอริเออร์ ไป 2 ประตูต่อ 0   เหตุการณ์จากขอบสนามบุรีรัมย์อธิบายได้ว่า “กระแสชูวิทย์” ไม่ทรงพลังแค่ในเมืองหลวง แต่คอการเมืองในฐานะแฟนบอลไทยลีกก็ให้ความใส่ใจต่อพฤติกรรมของนักการเมืองด้วย พวกเขาไม่ได้แค่เชียร์บอลเอามัน แต่แฟนพันธุ์แท้ที่เกาะติดเกมฟุตบอลอย่างจดจ่อก็หวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในสนามการเมืองด้วย 

รศ. ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อธิบายปรากฎการณ์นี้กับ “คมชัดลึก” ว่า “ชูวิทย์” เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนถึงการปล่อยปละละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบการบริหารงานของคนในรัฐบาล แต่กลับปล่อยให้มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น (รัฐมนตรีหลายคนมีพฤติกรรมน่าสงสัย) ซึ่งประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาล คสช.ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาทุจริตที่หมักหมมอยู่ได้ 

ในทางตรงกันข้าม ประชาชนกลับพบว่า รัฐบาลซึ่งมีอำนาจในฐานะฝ่ายบริหารกลับเพิกเฉยต่อการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตของนักการเมืองบางคน พรรคการเมืองบางพรรค สิ่งที่ชูวิทย์กำลังสำแดงอยู่จึงกลายเป็นเหมือนความหวังใหม่ของประชาชน และก็ได้ใจ FC ไปแบบสุดๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนชนชั้นกลางที่หมดความอดทนต่อความมูมมามของเสนาบดีบางคนในรัฐบาลประยุทธ์ 

รศ. ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว รศ. ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว

ความน่าสนใจของเหตุการณ์ดังกล่าว รศ.ดร.โอฬาร สะท้อนให้เห็นว่า คนบางคนไม่ได้มีอิทธิพลแค่ในสนามการเมืองเท่านั้น แค่ยังแผ่อิทธิพลลงไปในสนามฟุตบอลด้วย นั่นหมายถึงหลังเกมจบกันที่แพ้ชนะ อารมณ์ร่วมของคนดูบางกลุ่มต้องการส่งพลังเชียร์ (ของคอบอล) ไปเขย่าสนามการเมืองด้วย

“อย่าลืมว่ากลยุทธ์การใช้แฟนบอลแปรเปลี่ยนมาเป็นคะแนนเสียง ถือว่าเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ดีมาก เพราะหากสร้างให้ทีมฟุตบอลเป็นที่นิยมมากๆ จนมีแฟนคลับ มีคนสวมเสื้อทีมฟุตบอลในพื้นที่จำนวนมากนั้นสื่อให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้กำลังเป็นทั้งแฟนบอลและเป็นคะแนนเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทย และตอนนี้จังหวัดในแถบภาคอีสานเกินว่าครึ่งกลายเป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยไปแล้วเรียบร้อย” รศ.ดร.โอฬาร วิเคราะห์จากมุมมองตัวเองอย่างนั้น

นอกจากนั้น ยิ่งเวลาการเลือกตั้งใกล้เข้ามามากเท่าใด การแฉของ “ชูวิทย์” จะยิ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิ์หย่อนบัตรมากขึ้น เพราะระฆังการเมืองกำลังโหมโรงปอกเปลือกความไร้น้ำยาและความไร้ประสิทธิภาพของว่าที่ผู้สมัคร สส. หรือแกนนำของบางพรรคที่หมายมั่นจะกลับมายึดเก้าอี้รัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง 

โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนจะตกเป็นเป้าโดนเตะตัดขาจากพรรคคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาใช้กลวิธี “มันนี่โพลิติกส์” ดูด สส.บ้านเล็กบ้านใหญ่ไปอยู่ในสังกัดมาต่อเนื่อง 

มุมมองของ รศ.ดร. โอฬาร เห็นว่า การแฉของ “ชูวิทย์” ในโครงการต่างๆ ของพรรคภูมิใจไทยกระทบต่อความเชื่อมั่น และตอกย้ำภาพลักษณ์ “สารหนู” ฉายาของอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย แม้จะยังตอบไม่ได้ว่าเอฟเฟกต์เหล่านี้จะลดคะแนนของฐานเสียงชาวกัญชาเสรีลงได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง

อย่างไรก็ดี นักวิชาการจาก ม.บูรพา วิเคราะห์นโยบายของ พรรคภูมิใจไทย กับกระแสการออกมาแฉของ “ชูวิทย์” ว่า “คะแนนนิยมล้วนมาจากนโยบายที่เข้าถึงประชาชน และหากองสังเกตดีๆ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นจริงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโยบายเพิ่มเงิน อสม. นโยบายกัญชาเสรีที่เป็นนโยบายยกระดับปากท้องทั้งสิ้น  ดังนั้นปรากฎการ “ชูวิทย์” จึงไม่สามารถลดคะแนนนิยมของภูมิใจไทยลงได้”    

ชูวิทย์ แฉพรรคภูมิใจไทย ชูวิทย์ แฉพรรคภูมิใจไทย

หากมองไปที่ประเด็น “ทุนเลือกตั้ง” แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่การโจมตีของชูวิทย์ส่งผลให้เกิดความลังเลและระส่ำระสายของว่าที่ผู้สมัคร สส.บางกลุ่มในพรรค (ซึ่งถูกดูดมาร่วมก่อนหน้านี้) โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าจะได้รับเลือกให้ลงสมัครหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าผลพวงการลากไส้ของชูวิทย์อาจถูกมองว่าเป็นการเตะสกัดทุนและจงใจสร้างแรงหวี่ยงทางการเมืองให้เกิดการดูดกลับตามประสงค์ของบางพรรค “ดังนั้นการสร้างความปั่นป่วน สร้างความระส่ำให้แก่พรรคภูมิใจไทย เพื่อหวังให้ว่าที่ผู้สมัครเกิดความลังเลจึงเกิดได้ขึ้นแน่นอน” 

เหตุผลที่พล.อ. ‘ประวิตร’ ต้องเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544482

09 มี.ค. 2566

เหตุผลที่พล.อ. 'ประวิตร' ต้องเป็น 'นายกรัฐมนตรี'

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คุณสมบัติ พล.อ. ‘ประวิตร’ ทำไมเหมาะจะเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ ในสถานการณ์ การเมืองไทยในขณะนี้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐให้เหตุผลที่พรรคพลังประชารัฐต้องเป็นรัฐบาลด้วยการตั้งคำถามในเฟซบุ๊กว่า เราจะแยกคนกันต่อไป หรือ เราจะสลายความขัดแย้ง

คนส่วนหนึ่งก็ไม่ชอบพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สักเท่าไหร่ อาจคิดไปว่า อายุมากบ้าง สุขภาพไม่สมบูรณ์บ้าง แต่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง  2 เรื่องคือ เรื่องอายุมาก อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่หากมองผู้นำโลก เช่น อเมริกา,รัสเซีย,จีน,หรือ กัมพูชา,พม่า ,มาเลเซีย พลเอกประวิตรหนุ่มขึ้นมาทันที ผู้นำเหล่านั้นอายุมากกว่าพลเอก

ส่วนเรื่องสติปัญญา ความเฉียบแหลม ความทันคน ในระดับผู้นำในประเทศไทย ไม่มีใครสู้ได้ เพราะจะเห็นได้ว่า ทหาร ตำรวจ พลเรือน ทุกคนไว้ใจ

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เล่าอีกว่า ครั้งหนึ่งพลเอกประวิตรเคยเล่าให้ฟังว่า คุณนิพิฏฐ์เชื่อไหม สมัยผมเป็นผบ.ทบ. นายทหารระดับพันเอกพิเศษ ที่จะขึ้นเป็นนายพลเขารู้จักชื่อหมด แล้วรู้ด้วยว่าอยู่กองพันไหน อยู่กองพลไหน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร ไม่ต้องมีใครมาหลอก เรื่องนี้ น่าจะทำให้พลเอกประวิตร เป็นที่รักของนายทหารทั้งกองทัพ

แต่ด้วยความที่ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากนักการเมือง แต่เป็นนักการทหาร ปราศรัยไม่เก่งแต่พูดด้วยความจริงใจและมีจุดแข็งคือการประนีประนอม จะเห็นว่าทุกพรรคที่แข็งกร้าว แม้แต่ พลตำรวจเอกเสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช ก็ประกาศยอมร่วมงานด้วย แต่คนมีคนมีเพื่อนมาก คบเพื่อนมาก ก็อาจมีจุดเสียอยู่บ้าง แต่คนการเมือง ไม่มีใครสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก จึงมีคำกล่าว ว่า แม้แต่องค์พระปฏิมายังราคิน

หากคิดจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จึงต้องมีผู้นำที่เป็นคนกลาง สมานสามัคคีทุกฝ่ายยอมให้ขงเบ้ง ใช้คนให้เหมาะกับงาน ประเทศไทยจึงจะไปได้