‘จุรินทร์’ เตือน ‘พรรคเฉพาะกิจ’ อายุสั้น รู้ทั้งประเทศ ใครตกปลาบ่อเพื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544066

02 มี.ค. 2566

'จุรินทร์' เตือน 'พรรคเฉพาะกิจ' อายุสั้น รู้ทั้งประเทศ ใครตกปลาบ่อเพื่อน

‘จุรินทร์’ เผย รู้ทั้งประเทศ ใครตกปลาบ่อเพื่อน เตือน ‘พรรคเฉพาะกิจ’ ไม่มีวันเป็นสถาบันได้ เตรียมทาบทาม ‘อภิสิทธิ์’ เร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ทุกคนรู้กันทั้งประเทศ ความลับมันไม่มีในโลก”หลัง สส.ย้ายพรรคและมีการพูดว่า ไม่มีการตกปลาในบ่อเพื่อน 

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า เรื่องแบบนี้มันไม่ยั่งยืนเพราะพรรคที่ตกปลาในบ่อเพื่อน สุดท้ายก็เป็นพรรคเฉพาะกิจ ไม่มีวันที่จะเป็นสถาบันทางการเมืองได้ สถาบันทางการเมืองต้องสร้างคนให้ประเทศ สร้างนักการเมืองคุณภาพให้ประเทศ การไปรวมคนที่ย้ายพรรคมาหรือไปตกปลาจากบ่อเพื่อนมา แบบนั้นไม่มีความยั่งยืน ซึ่งมีตัวอย่างที่ชัดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือ พรรคสามัคคีธรรม ที่ไปรวมดูดพรรคอื่นๆมา แล้สุดท้ายอยู่ได้ไม่กี่วัน พอพ้นคนที่ประกาศตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรีไป ก็ล้มเหลว สุดท้ายก็ไปไม่รอด ไปต่อไม่ได้ 

“ส่วนตัวคิดว่าเราต้องช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันสร้างคนคุณภาพให้ประเทศ และให้การเมืองของประเทศ ไม่ใช่ไปสนับสนุนการทำการเมืองฉาบฉวยเฉพาะกิจเพราะถ้าเราเลือกพรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราก็ได้อนาคตเฉพาะกิจให้กับประเทศเช่นกัน 

สำหรับภารกิจของนายจุรินทร์ในวันนี้ 2 มี.ค. ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงที่จ.พังงา ที่ครั้งนี้มีเขตการเลือกตั้ง 2 เขต โดย เขต 1 จะส่ง นางกันตวรรณ ตันเถียร เขต 2 จะส่ง นายราเมศ รัตนะเชวง และจะส่ง นายบำรุง ปิยนามวาณิช หรือ นายกหลี่  รวมทั้งตนเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อด้วยในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา ฉะนั้นถือว่าเป็นการรวมพลัง  4 ประสาน จุรินทร์ บำรุง กันตวรรณ ราเมศ มั่นใจว่า ได้พังงายกทีมทั้ง 2 เขต

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 

ทั้งนี้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องจำนวนประชากรเพื่อแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่กระทบพื้นที่ภาคใต้ของพรรค เตรียมพร้อมไว้แล้ว เพราะอย่างไรก็ตามไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นบวกหรือลบ เช่น เดิมมีจำนวน 58 เขต แต่ถ้ามีการปรับใหม่ภาคใต้อาจจะเพิ่มขึ้นอีก 2 เขต เป็น 60 เขต ผู้สมัครภาคใต้ของเราล้น ไม่มีขาด หลังจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะจัดปราศรัยใหญ่ที่จ.พัทลุง และเปิดตัวผู้สมัครทั้ง 3 เขตและจะมีเซอร์ไพรส์ด้วย 

ส่วนกระแสทาบทามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค มาลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในนามประชาธิปัตย์นั้น นายจุรินทร์ ระบุว่า เร็วๆนี้จะพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ ซึ่งก่อนหน้านี้นายชวน หลีกภัย พูดชัดแล้วว่า ถือเป็นหน้าที่ของอดีตหัวหน้าพรรคที่จะเข้ามาช่วย เพราะตั้งแต่ในอดีต ก่อนที่ตนเป็นหัวหน้า ก็มีหัวหน้าพรรคทุกคนเคยปฏิบัติมา และในช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค นายท่านชวน กับ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับครั้งนี้ตนมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องให้เกียรติทั้ง 3 ท่าน

พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงาพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงาพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงาพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงา

‘พปชร.’ รักษาแชมป์เลือกตั้ง กทม. ดันนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544065

02 มี.ค. 2566

'พปชร.' รักษาแชมป์เลือกตั้ง กทม. ดันนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง

‘พปชร.’ ดันนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง กระชับพื้นที่กทม. หวังรักษาแชมป์อันดับหนึ่ง ‘แป๊บ พณิชย์’ ลงเขตราชเทวี สะท้อนปัญหาทุกระดับ แต่บางสิ่งไม่ได้รับการแก้ไข ต้องอาศัยภาคเอกชน

พรรคพลังประชารัฐจะกลับมาครองแชมป์ กวาด สส.กทม. ได้หรือไม่ หลังเมื่อปี 2562 ได้ไป 12 เขต จากทั้งหมด 30 เขต 
ล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครไปจำนวน 28 เขต จัดแม่ทัพอย่าง นายสกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าฯกทม. คอยดูแล พร้อมกำชับผู้สมัครทุกคนหมั่นลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรค ที่มุ่งเน้น สร้างหลักประกันผู้มีรายได้น้อย สร้างสวัสดิการต่างๆ ซึ่งการเลือกตั้ง66 นี้ หัวหน้าพรรคอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษฺสุวรรณ ขอโอกาสได้เก้าอี้ สส. อันดับหนึ่ง หวังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

พปชร.เปืดตัวว่าที่ สส.พปชร.เปืดตัวว่าที่ สส.

โดยนายพณิชย์ วิทยาภัทร์ หรือ แป๊บ ว่าที่ผู้สมัครเขตราชเทวี เล่าประสบการณ์จากการลงพื้นที่หลายครั้งที่ผ่านมาว่า พบปัญหาตั้งแต่เล็ก กลาง ใหญ่ แต่บางครั้งกลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเท่าที่ควร 
 
ปัญหาระยะสั้น มาจากการแจ้งหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องไปแล้วแต่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น น้ำไม่ไหล ไฟไม่ติด น้ำท่วมขัง ท่อตัน เป็นต้น ตนจึงต้องเป็นตัวแทนไปประสานหน่วยงานรัฐเเละเอกชนต่างๆที่เกี่ยวข้องแทนประชาชน จนได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว มีผู้ตั้ง สโลแกนให้ ว่า “มีปัญหารอ…เเป๊บ” 

ปัญหาระยะกลาง เช่น สุขภาพของคนในชุมชน ไข้เลือดออก ต้องวางแผนและจัดตารางเวลาในการฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุง อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ หรือเมื่อประสานการซ่อมแซมไฟจนติดครบหมดแล้วแต่ก็ยังมืดเเละมีมุมอับเยอะอยู่ดี แม้เขตราชเทวี เป็นพื้นที่มีประชาชนอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็นับว่าเป็นภัยอันตราย ตนจึงประสานหน่วยงานเอกชนจัดงบประมาณติดตั้งไฟโซล่าเซลล์ให้ตามซอยและชุมชนที่มีจุดมืดอับและไม่ปลอดภัย ซึ่งพื้นที่อื่นๆจะทำในระยะต่อไป 


ปัญหาระยะยาว เป็นปัญหาใหญ่ เช่น ปัญหาปากท้อง ปัญหารายได้ แต่เนื่องจาก เป็นปัญหาเชิงนโยบายที่ ต้องแก้ไขและได้รับการช่วยเหลือช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเเละรัฐบาล รวมถึงต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเข้ามาสนับสนุน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ มุ่งหวังช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่เขตราชเทวี มีประชาชนในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างเยอะ เชื่อว่า นโยบายต่างๆ โดยเฉพาะ ลุงป้อม 700 , เบี้ยผู้สูงอายุขั้นบันได แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ เป็นต้น จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหา เรื่องเศรษฐกิจทั้งระบบควบคู่ไปด้วย 

นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ หรือ แป๊บ ว่าที่ผู้สมัครเขตราชเทวี นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ หรือ แป๊บ ว่าที่ผู้สมัครเขตราชเทวี

ไขข้อข้องใจ ‘ณัฐวุฒิ-ธนาธร’ ร่วมหาเสียง หลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544035

02 มี.ค. 2566

ไขข้อข้องใจ 'ณัฐวุฒิ-ธนาธร' ร่วมหาเสียง หลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

‘สมชัย’ ชี้แจง ‘ณัฐวุฒิ-ธนาธร’ เดินหาเสียงได้ หลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี เพียงห้ามยุ่งเกี่ยวลงสมัครเลือกตั้ง ด้าน ‘ณัฐวุฒิ’ เมิน ‘สนธิญา’ ยื่นหนังสือถึง กกต. ยืนยันลุยกับเพื่อไทยต่อ

ปัจจุบัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย แม้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี นั้น แต่ก็ยังปรากฎภาพขึ้นเวทีปราศรัยพร้อมกับคนในพรรคเพื่อไทย ซึ่งตามกฎหมายแล้วสามารถทำได้หรือไม่ 

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยกับคมชัดลึกว่า การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น ยังร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล รวมถึงยังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เท่านั้น เช่น รัฐมนตรี

หากจะช่วยหาเสียง จะต้องมีฐานะเป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” ซึ่งจะต้องแจ้งไปยัง กกต. ตามระเบียบ แต่ละเขตจะมีได้ไม่เกิน 20 คน ในส่วนผู้ช่วยหาเสียงพรรค ยังไม่เคยเห็นระเบียบดังกล่าวว่าจะต้องทำหรือแจ้งอย่างไร โดยผู้ช่วยหาเสียงจะเป็นใครก็ได้แค่มีสัญชาติไทย กรณีของนายธนาธรก็เช่นกัน ก็สามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ หลายครั้งนายธนาธรก็ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงระดับท้องถิ่นมาตลอด 

ส่วนที่นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่า ขัดต่อ พรป.พรรคการเมืองมาตรา 28 มาตรา 29 ถึงขั้นสามารถยุบพรรคได้ นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการ ครอบงำ ทั้ง คนนอกรอบงำ และ ให้คนนอกครอบงำ คือการไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้วมีหลักฐานว่าไปครอบงำ เช่น สามารถทำให้กรรมการบริหารพรรคมีมติไปทางใดทางหนึ่งตามที่สั่งการ ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายหรือไม่ 

อย่างไรก็ตามวันนี้ นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยอ้างว่า นายณัฐวุฒิหาเสียงให้ว่าที่ผู้สมัครและประกาศนโยบายพรรคเพื่อไทยไปทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นหน้าที่ กรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่หน้าที่ ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และขัดต่อ พรป.พรรคการเมืองมาตรา 28 มาตรา 29  ยุบพรรคได้ และหาก นายณัฐวุฒิ หาเสียงได้ นายธนาธร นายปิยบุตร น.ส.ช่อ ก็สามารถมาหาเสียงได้เช่นกัน

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพียงแค่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกเท่านั้น โดยกฎหมายกำหนดเพียงเรื่องคุณสมบัติการลงสมัคร สส. คือ ห้ามมิให้ผู้ต้องคำพิพากษาไม่เกิน 10 ปี ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งการมาดำรงตำแหน่งผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ฝ่ายกฎหมายของพรรคตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันเดินหน้าลงพื้นที่กับพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม เพื่อเป้าหมายแลนด์สไลด์

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

เตือน ‘ศักดิ์สยาม’ – ‘ประยุทธ์’ คิดให้ดี ก่อนดัน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้า ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544031

02 มี.ค. 2566

เตือน 'ศักดิ์สยาม' - 'ประยุทธ์' คิดให้ดี ก่อนดัน 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' เข้า ครม.

‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เขย่า ‘ศักดิ์สยาม’ – ‘ประยุทธ์’ ส่วนต่างราคา หลายหมื่นล้าน อาจมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลและจริยธรรม

ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ถามกระทรวงคมนาคมถึงหัวหน้ารัฐบาล มีจริยธรรมหรือไม่ หากดันรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้า ครม.

เฟซบุ๊กของ วทันยา บุนนาค  ประธานคณะทำงานนวัตกรรมฯ ตั้งคำถามถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและหัวหน้ารัฐบาล มีเนื้อหาว่า หลังศาลปกครองสูงสุด อ่านคำพิพากษา ยกฟ้อง คดีแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินเอกสารคัดเลือกเอกชน ในการประกวดราคาครั้งที่ 1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด(มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย( รฟม. ) ทำให้เอกชนผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

ศาลฯ วิเคราะห์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดี คือ คณะกรรมการ ม.36 และ รฟม. มีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมาย สะท้อนว่าคำชี้ขาดครั้งนี้ อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับการประมูลโครงการภาครัฐอื่นๆ สามารถใช้อำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การประมูลได้ตามใจชอบ แม้จะอยู่ในช่วงระหว่างเกมการแข่งขัน สร้างความเสียเปรียบได้เปรียบ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ที่ส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ และอาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

 เฉกเช่น ส่วนต่าง 68,612.53 ล้านบาท ในโครงการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ระหว่างการประมูลรอบแรก ที่บีทีเอสซี ขอรัฐสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธาสุทธิ รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันตก ที่ 9,675.42 ล้านบาท(ถูกล้มประมูลออกไป) ในขณะที่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM เอกชนที่ชนะการประมูล (ประมูลรอบที่สอง) เสนอขอรัฐสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธาสุทธิจำนวน 78,287.95 ล้านบาท

หลายฝ่ายมองว่ารัฐอาจเสียงบประมาณมหาศาล จึงทำให้สังคม นักวิชาการ นักการเมือง ต่างจี้ให้ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแลหน่วยงานประมูลโครงการสายสีส้ม และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้ารัฐบาล ตรวจสอบให้สังคมสิ้นสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากล ทั้งเรื่อง เงินส่วนต่าง และเงินทอน  รวมถึงต้องชะลอการนำโครงการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติผลการประมูลและลงนามในสัญญาร่วมลงทุน  ไม่เช่นนั้นแล้ว นอกจากรัฐจะเสียงบประมาณจำนวนมากแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่จะมีส่วนรับภาระกับความไม่โปร่งใส จากกลุ่มคนเพียงไม่กี่รายในครั้งนี้ด้วย

แต่มีการคาดการณ์ว่ากระทรวงคมนาคม จะผลักดันโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้า ครม. ก่อนยุบสภาหรือให้ทันในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน โดยก่อนหน้านี้อาจจะได้ยินนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โต้กลับว่าต้องยึดคำสั่งศาลปกครองถึงที่สุด

ล่าสุดเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ฝั่งรัฐเป็นฝ่ายชนะคดีนัดแรก(รื้อเกณฑ์ประมูลระหว่างแข่งขัน)  ทันก่อนยุบสภา หรือก่อนหมดวาระการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลชุดนี้ จึงขอตั้งคำถามถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อเห็นเส้นทางการประมูลสายสีส้มไม่ชอบมาพากลในครั้งนี้ สมควร ผลักดันให้ไปต่อหรือไม่

หากผู้นำรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นความผิดปกติแล้วยังเห็นควรผลักดันเห็นชอบโครงการบนความเจ็บปวดของประชาชนต่อไปหรือไม่ ที่สำคัญรัฐบาลนี้รู้อยู่แล้วว่าไม่ถึง 70 วันจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เรื่องที่เป็นนโยบายหลัก หรือเรื่องที่สังคมยังตั้งข้อกังขาหรือไม่สิ้นสุดความสงสัย จากหลายองค์กรทั้งภาคีต่อต้านคอรัปชัน สื่อ ประชาชน โดยสปิริต จรรยาบรรณ จริยธรรม หรือหลักการบริหารที่ดี ที่ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรมเป็นที่ตั้ง ควรหรือไม่ที่นายนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้จะดันทุรังพิจารณารถไฟฟ้าสายสีส้ม

‘เพื่อไทย’ ไม่กลัวเสาเข็ม ลุยหาเสียง ‘อีสานใต้’ ปลายสัปดาห์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544022

02 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ไม่กลัวเสาเข็ม ลุยหาเสียง 'อีสานใต้' ปลายสัปดาห์นี้

ลุยพื้นที่หาเสียง ‘อีสานใต้’ หลายสัปดาห์นี้ ‘เพื่อไทย’ ยัน อุ๊งอิ๊งร่วมเวทียันคลอด ประเดิมเวทีโคราชวัดรอยลุงตู่

พรรคเพื่อไทยเตรียมลงพื้นที่หาเสียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใน 3 จังหวัดอีสานใต้ ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยในวันที่ 4 มีนาคม เวลา 10:00 น.  เริ่มเวทีแรก ที่ อาคารกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เทศบาลเมืองปักธงชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

จากนั้นจะไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ก่อนไปเปิดเวทีที่ 2 ในเวลา 14:00 น. ณ ลานข้างสถานีรถไฟ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา และในช่วงเย็นเวลา 17:00 น. จะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ สนามหน้าศาลากลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสนามนี้เคยมีเวทีพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อสัปดาห์ก่อน เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ส่วนในวันที่ 5 มีนาคม 2566 เริ่มตั้งแต่เวลา 11:00 น.จะเปิดเวทีปราศรัย ณ ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนไปต่อเวทีปราศรัย ณ ตลาดเมืองใหม่ไอคิว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

แกนนำที่จะร่วมขึ้นเวทีปราศรัย พื้นที่อีสานใต้ในครั้งนี้นำโดยนายชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย พร้อมแกนนำและผู้ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และระบบเขต ในพื้นที่

นาย ณัฐวุฒิ บอกว่า หลังจากนี้ จะมีเวทีพบปะพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยนางสาวแพทองธาร  จะเดินทางลงพื้นที่จนกว่าจะครบกำหนดคลอด รวมไปถึงองคาพยพของพรรคเพื่อไทยที่จะกระจายพบพี่น้องทั้งในเวทีระดับจังหวัดและระดับอำเภอ

ส่วนนายเศรษฐา ทวีสินประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยยังไม่ร่วมปราศรัย เนื่องจากติดภารกิจ

‘ศรีสุวรรณ’ แฉ สส.ตั้งวงเล่นไพ่ในรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544014

02 มี.ค. 2566

'ศรีสุวรรณ' แฉ สส.ตั้งวงเล่นไพ่ในรัฐสภา

‘ศรีสุวรรณ’ แฉ สส.พรรคเก่าแก่ ตั้งวงเล่นไพ่ ในห้องทำงานบนอาคารรัฐสภา มีหลักฐาน คลิปและถ่ายนิ่ง พร้อมระบุได้ชัดเจนเป็นใคร

วันที่ 2 มี.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดโปงมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. พรรคเก่าแก่กับพวก เล่นการพนันกันในบริเวณห้องทำงานชั้น 5 อาคารัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยขอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรขอให้ตรวจสอบและเอาผิดจริยธรรม 

หลังมีผู้หวังดีส่งคลิปและภาพถ่ายขณะที่ สส.กำลังเล่นไพ่ อยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คน มีอุปกรณ์เป็นชิปแทนเงินสด ซึ่งสามารถยืนยันตัวตน สส. ได้ว่าเป็นใคร เป็น สส. ได้ไม่ถึงปี ยังหนุ่มอายุน้อยกว่าตน อยู่ใกล้พื้นที่กรุงเทพมหานครไม่เกิน 100 กิโลเมตร รวมถึงมีประวัติเกี่ยวข้องประเภทนี้มาตลอด 
 

จึงขอให้ประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรต้องมีการตรวจสอบ หากพบความผิดจะต้องลงโทษเพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ควร ที่ผ่านมาก็มีการเล่นการพนันแต่ยังไม่มีหลักฐาน แต่ตอนนี้มีหลักฐานชัดเจน ไม่อยากให้รัฐสภาอันทรงเกียรติเป็นบ่อนการพนัน ควรป้องกัน เพิ่มกล้องวงจรปิด เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ หมวด 2 ข้อ 9 ข้อ 10 ประกอบข้อ 29 และ พ.ร.บ.การพนัน 2478 ซึ่งเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน นำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติภูมิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

หลักฐาน สส.เล่นไพ่ในสภาหลักฐาน สส.เล่นไพ่ในสภา

หลักฐาน สส.เล่นไพ่ในสภาหลักฐาน สส.เล่นไพ่ในสภา

‘ตุลาการเสียงข้างน้อย’ ชี้ เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544011

02 มี.ค. 2566

'ตุลาการเสียงข้างน้อย' ชี้  เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' ไม่ได้

‘ตุลาการเสียงข้างน้อย’ เห็นว่า คณะกรรมการคัดเลือกและ รฟม. ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ประมูล ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’

เปิดความเห็นแย้งตุลาการเสียงข้างน้อย ศาลปกครองสูงสุด คดีแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินเอกสารคัดเลือกเอกชนในการประกวดราคาครั้งที่ 1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ทำให้เอกชนผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ( คดีหมายเลขดำที่ อ.572/2565 ระหว่าง BTSC กับคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี )  

แม้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง โดยศาลวิเคราะห์ว่าผู้ถูกฟ้องคดี คือ คณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม.มีอำนาจดำเนินการ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มนั้น มีโครงสร้างงานโยธาที่ละเอียดจากการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดิน ส่งผลให้คณะกรรมการ ม.36 และ รฟม.ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกข้อเสนอด้านเทคนิคจึงแก้ไขหลักเกณฑ์

เพราะเห็นว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินเอกชนดังกล่าว ไม่ใช่การแก้ไขในหลักการสำคัญตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงไม่ต้องเสนอ ครม.พิจารณาอีก และไม่ต้องฟังความเห็นจากเอกชนก่อนแต่อย่างใด รวมทั้งการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ใช้ดุลยพินิจโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และกระทำชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 จึงไม่ได้ละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี

คู่กรณี BTSC ไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในสัญญารถไฟฟ้าสายสีส้ม

การพิจารณาคดีของตุลาการมีบันทึกความเห็นแย้งของตุลาการเสียงข้างน้อย 20 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดฝ่ายเสียงข้างมาก ด้วยเหตุผลดังนี้

ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจแก้ไขหลักเกณฑ์ในการประเมินข้อเสนอที่ปรากฎในเอกสารเอกสารข้อเสนอ (Request for Proposal: RFP) มากน้อยเพียงใด

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้มาตรา 38 (3) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการกำหนดข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่งทางปกครองใหม่  แต่การสงวนสิทธิดังกล่าวปรากฏข้อความในเอกสารเชิญชวน เอกสารการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ในประเด็นข้อสงวนสิทธิ์ ไม่ได้พูดถึงการยกเลิกประกาศเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอ  ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องที่ 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขประกาศเชิญชวนโดยพลการ

การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องที่ 1 เปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือเพิ่มเติมสิ่งที่เป็นสาระสำคัญในเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นประกาศเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอก็ดี เอกสารการคัดเลือกเอกชนก็ดี RFP ก็ดี ย่อมเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ที่จะทำได้

การเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมรายละเอียด รวมถึงลดหรือขยายระยะเวลาของการคัดเลือกตามประกาศเชิญชวนเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของ รฟม.และมติ ครม.เท่านั้น การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องที่ 1 แก้ไขหลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกชนตามที่ปรากฏในเอกสาร RFP เป็นการแก้ไขสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ ไม่ใช่การแก้ไขรายละเอียด

ตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นหลักการอันเป็นสาระสำคัญของการคัดเลือกเอกชนที่จะร่วมทุนกับรัฐในด้านการลงทุนและผลตอบแทนที่กระทบผลประโยชน์ของรัฐโดยตรง

การแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมหลักการอันเป็นสาระสำคัญของการคัดเลือกเอกชนเช่นนี้ ไม่อยู่ในข้อสงวนสิทธิ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะกระทำได้ภายในกรอบของการสงวนสิทธิ์ดังกล่าว

ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเสียงข้างน้อยเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องที่ 1 เปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกชนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจและมิได้ปฏิบัติตามรูปแบบขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ

‘ศาลฎีกา’ เลื่อนชี้ชะตา ‘สส.ธณิกานต์’ กรณีเสียบบัตรแทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544009

02 มี.ค. 2566

'ศาลฎีกา' เลื่อนชี้ชะตา 'สส.ธณิกานต์' กรณีเสียบบัตรแทน

คณะผู้พิพากษ มีมติเสียงข้างมาก เลื่อนอ่านคำพิพากษา ‘สส.ธณิกานต์’ กรณีเสียบบัตรลงคะแนนเสียแทน ระหว่างพิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณปี2563 นัดอีกครั้ง 3 ส.ค. นี้

วันนี้ 2 มีนาคม 66 ศาลฎีกา เลื่อนอ่านคำพิพากษา น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสียบบัตรแทนกันในการประชุมสภา หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นคำร้อง 

โดยก่อนที่ศาลจะเริ่มอ่านคำพิพากษา น.ส.ธนิกานต์ ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีอาญาจนถึงที่สุดและขอให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ออกไปก่อน
 

ขณะที่ฝ่ายของทนายความ ป.ป.ช. ผู้ร้อง คัดค้านว่า ไม่มีเหตุผลที่จะจำหน่ายคดีชั่วคราว แต่ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

ล่าสุดองค์คณะผู้พิพากษาประชุมปรึกษาหารือกันแล้วมีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 เห็นควรเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.นี้ เวลา 13.30 น.
   

สำหรับนี้ดังกล่าว ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่า น.ส.ธณิกานต์ มีพฤติการณ์เสียบบัตรลงคะแนนแทน ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เเละฝ่าฝืนผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง  
   
ส่วนการดำเนินคดีอาญานั้น ทางอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้อง น.ส.ธณิกานต์ เป็นจำเลยต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก น.ส.ธณิกานต์ เป็นเวลา 1 ปี และปรับ 200,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

‘มิ่งขวัญ’แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ระบุตัด 4 ภาษีกองทุน ช่วยประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544005

02 มี.ค. 2566

'มิ่งขวัญ'แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ระบุตัด 4 ภาษีกองทุน ช่วยประชาชน

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พลังประชารัฐ ‘มิ่งขวัญ’ แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ชี้ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลเดินหน้าทันที

เป็นเรื่องที่ถูกจับตาทันที หลัง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าทีมในการลดราคาน้ำมันและราคาพลังงานอื่นๆ แถลงเรื่องแนวคิดปรับลดราคาน้ำมัน ตั้งชื่อไว้ว่า “นโยบายน้ำมันประชาชน” พร้อมยืนยันว่าเมื่อปรับ โครงสร้างราคาน้ำมันแล้วประชาชน ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าก็จะได้ลดต้นทุนการผลิตสินค้า สินค้าอุปโภคบริโภคก็จะถูกลงตามราคาน้ำมัน


ดังนั้นหากพรรคพลังประชารัฐได้มีโอกาสเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จะเสนอให้มีการลดราคาน้ำมันเบนซินลงประมาณลิตรละ 18 บาท และลดราคาน้ำมันดีเซลลงประมาณลิตรละ 6 บาท ทั้งนี้การลดราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับน้ำมันแต่ละประเภท และโครงสร้างของราคาน้ำมัน 

'มิ่งขวัญ'แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ระบุตัด 4 ภาษีกองทุน ช่วยประชาชน
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี จึงต้องพูดคุยกับ นายมิ่งขวัญ ในเรื่องนี้ หัวข้อ เบื้องหลัง “มิ่งขวัญ” ซบลุงป้อมดันลด เบนซิน 18 บาท


การลดราคาน้ำมัน ราคาปัจจุบัน 44 บาท ราคาที่เสนอนการปรับลด 18.07 บาท เหลือราคาใหม่ 25.99 บาท รายละเอียดในการปรับลด ลดในส่วนไหน นายมิ่งขวัญ อธิบายว่า โครงสร้างราคาน้ำมัน ราคาหน้าโรงกลั่นในวันที่เปิดนโยบาย 17ก.พ. ที่ผ่านมา ราคาอยู่ที่ 22.29 บาท ส่วนอื่นๆ มีการเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย กองทุนอนุรักษ์พลังงาน เก็บภาษีในส่วนหนึ่ง แต่กองทุนน้ำมัน เก็บมากที่สุด 8.58 บาท ต่อลิตร แต่ในการศึกษาหาทางออกต้องทำการตัด 4 ส่วนออก แต่ยังคำนวณในส่วน ภาษี 7%และคาการตลาด

'มิ่งขวัญ'แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ระบุตัด 4 ภาษีกองทุน ช่วยประชาชน

ซึ่งราคาขายในตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 44.06 บาทต่อลิตร แต่ถ้าตัดภาษีกองทุน หน่วยงานออก ที่รวมแล้ว 18.07 บาท จะเหลือราคาขายน้ำมันที่ 25.99 บาท ในส่วนของน้ำมันดีเซล ก็ใช้หลักการการคำนวณเช่นเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบี้ยว 
 

การที่นำเสนอนโยบายนี้ออกมา นายมิ่งขวัญ บอกว่า เพื่อช่วยเหลือประชาชน และก็ภาคธุรกิจ หลังจากที่โควิดทำให้ทุกอย่างเสียหาย ตนจึงต้องการให้เกิดการฟื้นตัว ถ้าไม่รักษาให้ดีเขาจะตาย ส่วนการตัดภาษีออกจากราคาน้ำมัน ตามที่ได้วางแผนไว้ สูงสุดไม่เกิน 1 ปี

'มิ่งขวัญ'แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ระบุตัด 4 ภาษีกองทุน ช่วยประชาชน

นอกจากนี้ นายมิ่งขวัญ ยังแตกประเด็นว่า มีการตั้งคำถามเกิดขึ้นหลังเปิดตัวนโยบายนี้ว่า ในเมื่อพรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ทำไมไม่ทำเลย เขาชี้แจงว่า ก็ นายกรัฐมนตรีไม่ทำ พอตัวเขาถูกดึงมาร่วมงานด้านเศรษฐกิจ เขาจึงจะทำเพื่อช่วยเหลือประชาชน และขอให้ส่วนธุรกิจอย่าเพื่อมีความกังวล เพราะในแนวทางนโยบาย ยังไม่ได้เข้าไปพูดถึงในส่วนนี้ และแผนนี้ถ้าได้ทำจะเป็นแผนงานระยะสั้น

'มิ่งขวัญ'แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ระบุตัด 4 ภาษีกองทุน ช่วยประชาชน
ในแง่มุมการเมือง หลายคนคาใจว่า ทำไมนายมิ่งขวัญ ยอมที่จะมาพรรคพลังประชารัฐ เพราะที่ผ่านมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย เขาอธิบายว่า ก่อนหน้านี้ เขาอยู่พรรคเศรษฐกิจใหม่ คนในพรรคก็ไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นความเห็นชอบของพรรค ในการแถลงข่าวในครั้งตั้งรัฐบาลปี 2562 นายมิ่งขวัญ แถลงชัดเจนว่า ไม่ร่วมพรรคพลังประชารัฐ เพราะส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดียว คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
 

'มิ่งขวัญ'แจง นโยบายน้ำมันประชาชน ระบุตัด 4 ภาษีกองทุน ช่วยประชาชน

เขาบอกเล่าต่อไปว่า เขาไม่ได้มีความโกรธอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ เรียนโรงเรียนเดียวกันมา (โรงเรียนวัดนวลนรดิศ) แต่ไม่ร่วมอุดมการณ์กับท่าน และการจี้ถามจากสื่อมวลชนในการสัมภาษณ์ ตนก็ตอบแรง และชัดเจน ว่าไม่ร่วม และการทำงานในสภา จุดยืนของตนไม่เคยเปลี่ยนและขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่เลือกตนมา และก่อนเข้าร่วมงานพรรคพลังประชารัฐ ได้รับคำยืนยันจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยู่กับพลังประชารัฐ และไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค 

‘คมนาคม’ ลักไก่ ดัน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้า ครม. มีเจตนาไม่สุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544004

02 มี.ค. 2566

'คมนาคม' ลักไก่ ดัน 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' เข้า ครม. มีเจตนาไม่สุจริต

อดีตอธิบดีดีเอสไอ ชี้ คำพิพากษาศาลปกครองที่ ‘คมนาคม’ เตรียมใช้เป็นข้ออ้าง ดัน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม.เป็นคนละประเด็นกับการประมูลครั้งที่ 2

คำพิพากษาศาลปกครอง ที่กระทรวงคมนาคม เตรียมใช้เป็นข้ออ้างรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้า ครม.ก่อนยุบสภา มีเจตนาไม่สุจริต เพราะเป็นคนละประเด็นกับการประมูลครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล  ให้จับตาช่วงเวลาช่องว่างระหว่างการปิดสมัยประชุมสภาก่อนการเลือกตั้ง วจะเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะลักไก่ นำเรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้าครม. ซึ่งอาจเป็นวันที่ 14 มี.ค. ก่อนการยุบสภา 1 วัน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม คือตัวอย่างของการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ทำให้กลายเป็นการ ถูกกฎหมายโดยทุจริต ซึ่งเป็นรูปธรรมของการทุจริตเชิงนโยบายที่นายกรัฐมนตรีชอบด่าอดีตนายกคนก่อนๆ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ รู้สึกรับไม่ได้กับการทุจริตจริง ต้องไม่ยอมให้โครงการแบบนี้ผ่าน ครม. ทิ้งทวนวันสุดท้ายก่อนยุบสภา

คำศาลปกครองสูงสุด คนละประเด็นกับการประมูลครั้งที่ 2

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ระบุว่าการที่รัฐมนตรีคมนาคมอ้างมาโดยตลอดว่า ต้องรอฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ถือว่ามีเจตนาไม่สุจริตเพราะ อ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นคดีพ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นคนละคดีคนละประเด็น กับการประมูลครั้งที่สอง ตามประกาศเชิญชวนปี พ.ศ. 2565 ที่จะนำเข้า ครม. ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง หากผลการตัดสินออกมาจะต้องมีอุทธรณ์อีก และกว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินต้องใช้เวลานานน้อยกว่า 3 ปี

การอ้างคำพิพากษาซึ่งเป็นคนละคดีคนละประเด็นกัน เสมือน ฟอกดำให้เป็นดำทั้งที่อายุ ครม. เหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือน ตามธรรมเนียมประเพณีจะไม่การอนุมัติโครงการที่มีผลผูกพันกับงบประมาณในอนาคต

รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินช่วง 2 สัปดาห์สิ้นสุดอายุ พฤติกรรมบริหารราชการเป็นแบบ เทศกาลเทกระจาด มีความไม่สุจริต ส่อไปทางทุจริต ไม่โปร่งใส ไม่รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ และไม่ได้ประโยชน์สูงสุดซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้น หากรัฐมนตรีคมนาคม เสนอ เรื่องเข้า ครม. และนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้นำเรื่องเข้าแล้ว เมื่อมติ ครม อนุมัติหรือเห็นชอบ ต้องร่วมกันรับผิดชอบที่ให้รัฐจ่ายค่ารถไฟฟ้าสายสีส้มแพงมากกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ

อดีตอธิบดีดีเอสไอ ระบุอีกว่า ขณะนี้ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนดำเนินคดี กับนายกรัฐมนตรีกับคณะ ไม่มีความสุจริตพฤติกรรมส่อไปทางทุจริตมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 , พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 และพระราชบัญญัติความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 – 13

พลเอกประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการ ร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลโครงการร่วมทุนดังกล่าว ให้เป็นไปโดยสุจริตถูกต้องตามกฎหมายรักษาประโยชน์ของชาติอย่างเที่ยงธรรม และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมใน ฐานะรัฐมนตรีของหน่วยงานในสังกัดที่มีอำนาจหน้าที่กำกับกิจการของ รฟม. ตามพระราชบัญญัติการ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 มาตรา 72 และเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ส่วน รฟม. และ คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562