‘บิ๊กป้อม’ เฉลยทำไมต้อง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ เผยสาเหตุไปต่อสนามการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543816

27 ก.พ. 2566

'บิ๊กป้อม' เฉลยทำไมต้อง 'ก้าวข้ามความขัดแย้ง' เผยสาเหตุไปต่อสนามการเมือง

‘บิ๊กป้อม’ เผยทำไมต้อง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ สังคมศรัทธา ‘นักการเมือง’ มากกว่า ‘กลุ่มลัทธิ’ จนแตกแยก ระหว่าง ‘อำนาจนิยม’ กับ ‘เสรีนิยม’

คำว่า “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ไม่เพียงคำติดปากของหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นตำยอดฮิตของสมาชิกพรรคด้วย 

โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดใจ ทำไมต้อง “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” บางช่วงระบุ เพราะแม้จะมีเหตุผลมากมายที่หลายคนเห็นว่า ควรจะหยุดเล่นการเมือง และกลับไปใช้ชีวิตสบาย ๆ เพราะชีวิตไม่ได้รู้สึกขาดแคลนอะไรแล้ว แต่สาเหตุที่ตัดสินใจที่จะทำงานต่อ เหตุผลหนึ่งคือ ผูกพันกับคนที่ร่วมสร้าง พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศมาเกือบครบ 4  ปีเต็ม ๆ

นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผล ที่เกิดจากการทบทวนครั้งแล้ว ครั้งเล่า ถึงทางออกของชาติบ้านเมืองว่า ควรจะทำอย่างไรกันดี เป็นการทบทวนที่มองผ่านเข้าไปในประสบการณ์ชีวิตของผมทั้งหมด แล้วหาข้อสรุปว่าเกิดอะไรกับประเทศ

พล.อ.ประวิตร เล่ายาวถึงประสบการณ์ที่สุดท้ายตัดสินใจทำงานการเมืองต่อ ด้วยความคิดว่า ตัวเองจะทำประโยชน์ด้วยการคลี่คลายปัญหาให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ความสดใส เริ่มจากการเล่าให้เห็นประสบการณ์รับราชการทหารตั้งแต่ “นายทหารผู้น้อย” ค่อย ๆ เติบโตมาถึง “ผู้บัญชาการกองทัพ” ได้รับการหล่อหลอมให้ “จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาทั้งชีวิต

จนผลึกความคิด ความเชื่อ ความศรัทธา เป็น “จิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีของผม” อย่างมั่นคง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ในห้วงเวลาเกือบทั้งชีวิตในราชการทหาร ด้วยจิตสำนึกดังกล่าว ผมได้รับรู้ความห่วงใยของคนในวงการต่าง ๆ ที่มีต่อความเป็นไปทางการเมืองของประเทศ  อาจจะเป็นเพราะผมเป็น “ผู้บังคับบัญชากองทัพ” เสียงความห่วงใยส่วนใหญ่จึงมีเป้าหมายไปที่ “นักการเมือง”
 

คนกลุ่มหนึ่ง ซี่งมีบทบาทสูงต่อความเป็นไปของประเทศ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายว่า “กลุ่มอิลิท” ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการกำหนดความเป็นไปของประเทศ มอง “ความเป็นมาและพฤติกรรมของนักการเมือง ด้วยความไม่เชื่อถือ” และความไม่เชื่อมั่นลามไปสู่ความข้องใจใน “ประชาธิปไตย” และ “ความรู้ความสามารถของประชาชน ในการเลือกนักการเมืองเข้ามาครอบครองอำนาจบริหารประเทศ” ความไม่เชื่อมั่นต่อนักการเมือง และการเลือกของประชาชนนั้น ทำให้ผู้มีบทบาทกำหนดความเป็นไปของประเทศเหล่านี้ เห็นดีเห็นงามกับการ “หยุดประชาธิปไตย” เพื่อ “ปฏิรูป” หรือ “ปฏิวัติ” กันใหม่ หวังแก้ไขให้ดีขึ้น

คนในกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่หวังดี อยากเห็นประเทศพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรือง เป็นผู้มีประสบการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความรู้ความสามารถ หากสามารถชักชวนเข้ามาทำงานให้กับประเทศได้จะเป็นประโยชน์  แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่งว่า คนที่ประสบความสำเร็จในการใช้ความรู้ ความสามารถเหล่านี้ ไม่มีโอกาสเข้ามาช่วยประเทศชาติในช่วงที่ “ระบบการเมือง” จัดสรรผู้เข้ามามีอำนาจบริหารตามโควต้าจำนวน สส. ที่ประชาชนเลือกเข้ามา  โอกาสที่จะเข้ามาช่วยประเทศชาติ มีเพียงช่วงที่ “รัฐบาลมาจากอำนาจพิเศษ” หรือการปฏิวัติ รัฐประหารเท่านั้น การรับราชการทหารมาเกือบทั้งชีวิต ทำให้ผมรู้จัก เข้าใจ และแทบจะมีความคิดในทางเดียวกับคนที่หวังดีต่อประเทศชาติเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นความคิดในช่วงแรก แม้จะครอบคลุมเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต แต่หลังจากเข้ามาทำงานร่วมกับนักการเมือง และตั้งพรรคการเมือง ทั้งในช่วงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็น “ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ” จนมาเป็น “หัวหน้าพรรค” ผมได้รับประสบการณ์อีกด้าน อันทำให้เข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องนำพาประเทศไปด้วย “ระบอบประชาธิปไตย”

เพราะในความเป็นจริงทางการเมือง ไม่ว่านักการเมืองส่วนใหญ่จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ที่สุดแล้วอำนาจการบริหารประเทศต้องกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผู้ที่อำนาจตัดสินว่าจะให้ใครเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ก็คือ “ประชาชน” มีความจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ แม้ในการเลือกตั้งทุกครั้ง “ผู้ยึดครองอำนาจด้วยวิธีพิเศษ” จะตั้ง “พรรคการเมือง” ขึ้นมาสู้ ซึ่งแม้จะหาทางได้เปรียบในกลไกการเลือกตั้ง แต่ผลที่ออกมา “ฝ่ายอำนาจนิยม” จะพ่ายแพ้ต่อ “ฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม” ทุกคราว

ความรู้ ความสามารถของ “กลุ่มอิลิท” ทำให้ประชาชนศรัทธาได้ไม่เท่ากับนักการเมือง ที่คลุกคลีกับชาวบ้านจนได้รับความรัก ความเชื่อถือมากกว่า นี่คือต้นตอของปัญหาที่สร้างความขัดแย้ง ขยายเป็นความแตกแยก ระหว่าง “ฝ่ายอำนาจนิยม” กับ “ฝ่ายเสรีนิยม” ที่หาจุดลงตัวร่วมกันไม่ได้ เพราะพยายามหาทางให้ฝ่ายตัวเอง “ชนะอย่างเด็ดขาด-ทำลายอีกฝ่ายให้สิ้นสูญ” กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ กระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ

ซึ่งจากประสบการณ์ของผมที่ผ่านการเห็น การรู้ การฟังทั้งชีวิต อย่างเข้าถึง “จิตวิญญาณอนุรักษ์นิยม” และเข้าใจ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” ที่มีผลต่อโครงสร้างอำนาจของประเทศ  ผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังถึงรายละเอียดในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อให้ได้เห็นภาพได้ชัดขึ้น และจะชี้ให้เห็นถึง “ความจำเป็นต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง”

จากนั้นจะบอกให้รู้ว่า ทำไมผมถึงเชื่อมั่นว่า “ผมทำได้” และ “จะทำอย่างไร” หากประชาชนให้โอกาสผม

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยืนยัน จดหมายทุกฉบับ ที่จะเกิดขึ้นผ่านการตรวจทานจากแล้วและตนขอรับผิดชอบทุกตัวอักษรด้วย (อ่านฉบับเต็ม)

พล.อ.ประวิตร โพสต์เฟซบุ๊กพล.อ.ประวิตร โพสต์เฟซบุ๊ก

ศึกแห่งศักดิ์ศรี ชิงเก้าอี้ 9 เขต ‘เลือกตั้ง66’ ‘สงขลา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543812

27 ก.พ. 2566

ศึกแห่งศักดิ์ศรี ชิงเก้าอี้ 9 เขต 'เลือกตั้ง66'  'สงขลา'

‘เลือกตั้ง66’ ‘สงขลา’ เดือด หลายพรรคการเมือง หวังปักธง 9 เขตเลือกตั้ง จากคนคุ้นเคย กลายเป็นคู่แข่งขัน ห้ำหั่นกันชนิดสนามแตก

ควันหลงการเมืองหลังประชาธิปัตย์ยกทัพเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. สงขลา ครบแบบจัดเต็มทั้ง 9 เขต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้พื่นที่นี้กลายสมรภูมิเลือกตั้ง66 ที่ดุเดือดไม่แพ้พื้นที่อื่นๆ

1 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวผู้สมัครฯ ไปแล้ว 8 เขต โดยมีอดีตขุนพลประชาธิปัตย์ไปร่วมทีมด้วย ขณะที่พรรคชาติพัฒนากล้า ก็เปิดตัวดาวติ๊กต็อก ขวัญใจคนใต้ จุรี นุ่มแก้ว ไว้เรียกคะแนนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว  โดยมีรวมไทยสร้างชาติรับ คนอกหักจากบ้านประชาธิปัตย์อย่าง เจือ ราชสีห์ อดีต สส. 4 สมัย ไปอยู่ด้วย 

หากย้อนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยของสงขลา หลายคนต้องนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์เพราะถือเป็นที่มั่นสำคัญทางการเมืองมาหลายทศวรรษ กวาด สส. ยกจังหวัดตั้งแต่ปี 35 กระทั่งการเลือกตั้งปี 62 ประชาธิปัตย์กลับคว้าได้เพียง 3 ที่นั่ง จากทั้งหมด 8 ที่นั่งโดยถูกพลังประชารัฐแย่งไปถึง 4 และเสียให้ภูมิใจไทยไปอีก 1 เก้าอี้

การเลือกตั้ง66 สงขลา มีเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เขต รวมเป็น 9 เขต สนามนี้จึงเป็นศึก ช้างชนช้าง ที่คอการเมืองต่างโฟกัส

โดยเฉพาะพื้นที่เขต 6 แม้พื้นที่ดังกล่าว แชมป์เก่าจะเป็นของ มาดามน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล ภรรยานายกชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค และแม่ทัพภาคใต้ชองประชาธิปัตย์ ที่เอาชนะศึกเลือกตั้งซ่อมแทน ถาวร เสนเนียม อดีต รมช.คมนาคม ซึ่งถูกพิษคดี กปปส.เล่นงาน ทำให้พ้นจากเก้าอี้เสนาบดีและ สส.

ก่อนที่ ถาวร จะลาออกจากประชาธิปัตย์ และย้ายไปสังกัดพรรคไทยภักดี ภายใต้การนำของ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ซึ่งการเลือกตั้งซ่อม เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 65 มาดามน้ำหอม เอาชนะคู่แข่งจากพลังประชารัฐ ที่ส่งคนรุ่นใหม่ อย่างโบ๊ต อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ไปได้แค่ 5 พันคะแนน  

แต่ในการเลือกตั้ง 66 รอบนี้ ถาวร เสนเนียม อดีตขุนพลเก่าค่ายประชาธิปัตย์ ประกาศจะไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคไทยภักดี แต่ขอสนับสนุนหลานชาย อั๋น ภูวดล วงษ์โสภณากุล เลขานุการนายก อบจ.สงขลา ซึ่งลาออกมาสวมเสื้อรวมไทยสร้างชาติลงแข่ง

พื้นที่เขต 6 นับเป็นฐานเสียงสำคัญของถาวร อดีต สส. 7 สมัย พ่วงดีกรีรัฐมนตรี 2 รัฐบาล คือ รมช.มหาดไทย สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และรมช.คมนาคม สมัยรัฐบาลลุงตู่  มาวันนี้เมื่อประกาศสนับสนุนเลือดเนื้อเชื้อไข ทำให้ นายกชาย แม่ทัพภาคใต้ของประชาธิปัตย์ ต้องเจองานหินและโหด

เพราะหากประชาธิปัตย์เสียพื้นที่นี้ไป ก็เท่ากับ มาดามน้ำหอม สอบตก ย่อมส่งผลให้บัลลังก์ แม่ทัพปักษ์ใต้ต้องสั่นคลอน จึงถือเป็นเดิมพันหนักอึ้งที่แบกไว้บนบ่า

ยังไม่นับรวมพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังแปรสภาพมาเป็นคู่แข่งเลือกตั้ง66 เช่น พลังประชารัฐ ที่คาดว่าจะส่ง โบ๊ต อนุกูล เจ้าเก่ากลับมาแก้มืออีกรอบ อีกทั้งภูมิใจไทย ภายใต้การนำของบ้านใหญ่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ ทีก็กำลังเดินเครื่องแผ่ขยายอาณาเขต

ศึกชนช้าง ที่สงขลา ต้องรอวัดกันวันเปิดหีบหย่อนบัตรลงคะแนนว่า พรรคไหนจะโกยชัยเก็บแต้มไปครองได้มากกว่ากัน

‘เพื่อไทย’ ชี้ กกต. ไม่มีอำนาจออกระเบียบ ‘ยุบพรรคติดเทอร์โบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543809

27 ก.พ. 2566

'เพื่อไทย' ชี้ กกต. ไม่มีอำนาจออกระเบียบ 'ยุบพรรคติดเทอร์โบ'

‘เพื่อไทย’ ชี้ กกต. ไม่มีอำนาจออกระเบียบ ‘ยุบพรรคติดเทอร์โบ’ ไม่มีผลย้อนหลัง จี้ให้สำคัญ ‘เลือกตั้งปี66’ ก่อน

นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ชี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ไม่มีอำนาจออกระเบียบใหม่ 3 ฉบับ โดยเฉพาะ “ยุบพรรคติดเทอร์โบ” ที่ระบุระยะเวลากระบวนการยุบพรรคการเมืองเพียง 67 วัน จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลา 

จากการตรวจข้อกฎหมายลำดับศักดิ์ของกฎหมายแล้ว พบว่า แม้ กกต.จะอ้าง อาศัยอำนาจตามมาตราต่างๆในรัฐธรรมนูญ 60 และ พรป.กกต. และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท รวมถึง พ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 แต่นายชุมสายเห็นว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและ พรป.กกต.ไม่ได้ให้อำนาจ กกต.ออกระเบียบในลักษณะนี้ได้ 

ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของ กกต.อาจเป็นการออกระเบียบโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจ ระเบียบดังกล่าวจึงอาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ประกอบกับการยุบพรรคเป็นโทษกับพรรคการเมือง กกต.จึง ไม่มีอำนาจออกระเบียบได้ และระเบียบดังกล่าวไม่สามารถมีผลย้อนหลังในคดีความที่นักร้องต่างๆ ได้ยื่นยุบพรรคการเมืองในช่วงก่อนหน้านี้ด้วย 

กรณีกระทำจนไปสู่การยุบพรรคนั้น ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมืองโดยเฉพาะอยู่แล้ว กกต.จะออกระเบียบเพิ่มอำนาจและเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองให้ต่างไปจากกฎหมายแม่บทไม่ได้ และแม้ว่าฐานอำนาจในการออกระเบียบ กับกระบวนการจะชอบด้วยกฎหมาย แต่ในเนื้อหาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงต้องดูเป็นกรณีๆไป  

นายชุมสายเรียกร้องให้ กกต.ใช้อำนาจตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย ของการกระทำทางปกครองและหลักความได้สัดส่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้มากเกินสมควร เพราะขณะนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือ ที่ผ่านมาบางหน่วยราชการภายใต้ระบอบประยุทธ์มักมีตรรกะในการใช้อำนาจมากกว่ากฎหมาย และตั้งข้อคำถามสังเกตสังคมต้องการเลือกตั้งมากกว่าการหาเหตุยุบพรรค ถ้ามีกรณียุบพรรคการเมืองโดยไม่สมเหตุสมผลหรือไร้ความผิด บ้านเมืองจะยุ่งเหยิงขนาดไหน จึงฝากให้รัฐบาลและ กกต.ได้ตระหนักในเรื่องนี้ด้วย

 นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

‘จูรี นุ่มแก้ว’ ความหวังของพรรค ‘ชาติพัฒนากล้า’ ที่ สงขลา เขต 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543800

27 ก.พ. 2566

'จูรี นุ่มแก้ว' ความหวังของพรรค 'ชาติพัฒนากล้า' ที่ สงขลา เขต 2

พรรค ‘ชาติพัฒนากล้า’ ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้ ล่าสุด ควงดาวติ๊กต็อก ‘จูรี นุ่มแก้ว’ ลง สงขลา ชูธงต้านซื้อเสียงปลดแอกหาดใหญ่ จากการเมืองแบบเก่า

การลงพื้นที่ เขต 2 สงขลา ของ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วยนายจูรี นุ่มแก้ว ว่าที่ผู้สมัคร สส. สงขลา เขต2  ได้รับความสนใจจากชาวบ้านอย่างมาก

หัวหน้าพรรคพรรคชาติพัฒนากล้า บอกว่า ประชาชนในตัวเมืองหาดใหญ่ตื่นตัว และให้การยอมรับในตัวจูรีเป็นอย่างมาก โดยจูรีเองพร้อมสร้างโอกาสให้คนหาดใหญ่ คนสงขลา และคนใต้ทุกคน จูรีเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้มาทั้งชีวิตจนวันนี้มีชื่อเสียง จึงอยากจะใช้ชื่อเสียงสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการอาสามาเป็นผู้สมัคร

พรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่หาเสียงที่หาดใหญ่พรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่หาเสียงที่หาดใหญ่

โจทย์สำคัญของวันนี้คือ ทำอย่างไรให้หาดใหญ่พัฒนาต่อไปได้ ทุกอย่างต้องไม่อยู่กับที่ เราต้องมีบทเรียนจากความเจ็บปวดในช่วง 2 ปีที่ผ่านจากวิกฤตโควิด เพื่อไม่ให้ใครสามารถพูดได้ว่าหาดใหญ่ตายแล้ว ดังนั้นจุดเริ่มต้นคือต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก่อน

ด้านผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา กล่าวว่า อุดมคติของคนใต้แต่ดั้งเดิมคือ เงินซื้อไม่ได้ วันนี้มีคนเอาเงินมาให้มากมาย เราต้องรักษาอุดมคติไว้ให้มั่น ใครเอามาให้เราก็รับไว้ แต่ให้กาพรรคที่ไม่ให้เงิน โดยส่วนตัวไม่เคยคิดที่จะเอาเงินไปซื้อพี่น้องประชาชน ให้เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต เพราะเขาซื้อเสียงวันนี้ สส. เขาก็จะไม่สนใจเรา เพราะเขาถือว่าเขาซื้อขาดแล้วตั้งแต่วันที่เข้าคูหา

นายจูรี ยังบอกอีกว่า  ตอนนี้ มีบางพรรคเก็บบัตรประชาชนกันแล้ว  ขอให้ทุกคนรักษาบัตรให้แข็งแรง อย่าให้ใครเอาไปได้  จิตใจพี่น้องต้องมั่นคง นักการเมือง มองพวกเราเป็นปลา เขาจึงเหวี่ยงเบ็ดมา แต่ถ้าจิตใจเด็ดเดี่ยว เราเลือกได้ที่จะกินแค่เหยื่อไม่กินเบ็ด หากเราทำได้ครั้งนี้จะเป็นปรากฎการณ์ว่าพลังบริสุทธิ์อยู่เหนือพวกคนซื้อเสียง พวกเราทำได้ เพื่อไม่ให้ สส. มาประมูลคนบ้านเราด้วยเงินลงทุน 40-50 ล้าน จ่ายชาวบ้านหัวละพันบาท หาร 365 วัน ค่าตัวเราตกวันละ 2.70 บาท และถ้า 4 ปี เราจะเหลือค่าตัวกันแค่วันละ 68 สตางค์เท่านั้น

‘ฐิติภัสร์’ สู้ต่อสส.กทม.ในนาม’รทสช.’ หลังยื่นลาออก ‘พปชร.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543794

27 ก.พ. 2566

'ฐิติภัสร์' สู้ต่อสส.กทม.ในนาม'รทสช.' หลังยื่นลาออก 'พปชร.'

‘ฐิติภัสร์’ ลาออกสส.-สมาชิกพปชร. สมัครเข้า รทสช. พรุ่งนี้ เตรียมลง สส.กทม.เหมือนเดิม จับตา 16.00 น.นี้ ‘บิ๊กตู่’ ประชุมพรรคครั้งแรก

ความเคลื่อนไหวทางการเมือง น.ส.ฐิติภัสร์ โชตเดชาชัยนันต์ สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเป็นที่เรียบร้อย

น.ส.ฐิติภัสร์ เปิดเผยว่า การยื่นลาออกจะมีผลวันนี้ 27 ก.พ.66 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากนี้วันที่ 1 มี.ค.66 จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติและจะลงสมัคร สส.กทม. 

ผู้สื่อข่าวรายงาน ก่อนหน้านี้ น.ส.ฐิติภัสร์ หรือ สส.โอ๋ เคยโพสต์เฟซบุ๊ก  แจ้งว่า “หลังจากนี้ เตรียมนับถอยหลังที่ท่านนายกฯจะประกาศยุบสภา และจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว โอ๋จะยังคงมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมจะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ต่อ แต่ภายใต้สังกัดพรรคใหม่ คือ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อทำงานดูแลรับใช้พี่น้องประชาชน ติดตามงานที่ยังกำลังทำอยู่”  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยวันนี้ เวลาประมาณ 16.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นครั้งแรก ซึ่งจะมีการเปิดตัวผู้สมัครด้วยเช่นกัน 
 น.ส.ฐิติภัสร์ โชตเดชาชัยนันต์ (ซ้ายสุด)น.ส.ฐิติภัสร์ โชตเดชาชัยนันต์ (ซ้ายสุด)

 น.ส.ฐิติภัสร์ โชตเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ลาออกน.ส.ฐิติภัสร์ โชตเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ลาออก

ลุ้น ‘โหวต’ พ.ร.ก. อุ้มหายฯ วันพรุ่งนี้ ชี้ชะตา พล.อ. ‘ประยุทธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543787

27 ก.พ. 2566

ลุ้น 'โหวต' พ.ร.ก. อุ้มหายฯ วันพรุ่งนี้ ชี้ชะตา พล.อ. 'ประยุทธ์'

‘โหวต’ พ.ร.ก.อุ้มหายฯ วันพรุ่งนี้ มีผลต่อสถานะนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ. ‘ประยุทธ์’ หากที่ประชุมไม่ให้ความเห็นชอบ ต้องลาออกตามธรรมเนียม

สภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมสภานัดพิเศษ ในวันสุดท้ายของสมัยประชุมโดยมีวาระด่วนเรื่องการให้ความเห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565พ.ศ.2566 ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลระบุว่า พ.ร.บ. อุ้มหายฯ เป็นกฎหมายที่ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลผลักดันร่วมกันกับภาคประชาสังคม เพื่อคุ้มครองไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิและร่างกายของประชาชนระหว่างถูกควบคุมตัว ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เคยยืนยันต่อกรรมาธิการฯของสภาเองว่า

เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ทันแน่นอน ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดที่ พ.ร.บ. อุ้มหายฯ จะต้องบังคับใช้แล้ว การออก พ.ร.ก. เพื่อเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ จึงรับฟังไม่ได้ และชัดเจนอยู่แล้วโดยไม่ต้องถามศาล รธน. ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ออกโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะมิได้เป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใด

พรรคก้าวไกล มีมติโหวตคว่ำ พ.ร.ก. ฉบับนี้ของรัฐบาล และไม่เห็นด้วยกับการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ความเป็นมาก่อนสภาเรียกโหวต พ.ร.ก.อุ้มหายฯ

พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 ให้มีผลบังคับใช้ใน 120 วัน คือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เท่ากับมีเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลสามารถเตรียมความพร้อมรับการบังคับช้กฎหมายดังกล่าวได้

  • 14 กุมภาพันธ์ 2566 ก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ราว 1 สัปดาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ก็นำ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมฯ ขอความเห็นชอบจากครม. ให้เลื่อนการบังคับใช้บางมาตราที่เป็นหัวใจสำคัญ ออกไปเป็น 1 ตุลาคม 2566 หรือ เลื่อนไปอีก 7 เดือนเศษ
  • 19 กุมภาพันธ์ 2566 เวลาค่ำๆ มีประกาศใช้ พ.ร.ก. ในราชกิจจานุเบกษา
  • 21 กุมภาพันธ์ 2566 รองนายกฯ วิษณุ บอกว่า “รัฐบาลกำลังคิดว่าจะส่ง พ.ร.ก.ให้สภา ดีหรือไม่ เพราะจะปิดสมัยประชุมวันที่ 28 กุมภาพันธ์”
  • 22 กุมภาพันธ์ 2566 ฝ่ายค้านแถลงต่อสื่อว่า สภายังอยู่ และรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อรัฐบาล ออก พ.ร.ก. ต้องเสนอต่อสภาโดยไม่ชักช้า ในขณะที่ภาคประชาชนขู่ หากไม่ส่งมาสภาในสัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้า จะยื่น ปปช. ถอดถอน ครม.ทั้งคณะ
  • 23 กุมภาพันธ์ 2566 12.00 น. รมต. สมศักดิ์ ตอบกระทู้ในสภาว่า หนังสือนำส่ง พ.ร.ก. ยังอยู่ในห้องนายกรัฐมนตรี รอลงนามส่งสภา
    -13.30 น. สมชัย ศรีสุทธิยากร โพสและแถลงข่าวว่า หาก ครม.ไม่ส่ง พ.ร.ก. มาสภา  วันพุธที่ 1 มีนาคม 2566 เวลา 11.00 น. จะไปยื่นถอดถอน ครม. ทั้งคณะ พร้อมเชิญชวนประชาชนไปร่วม
    -16.05 น. จดหมายนำส่ง พ.ร.ก. ลงนามโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาถึง รัฐสภาแล้ว
    -18.30 น. ชวน หลีกภัย แจ้ง สส. ว่า วันนี้ ไม่สามารถอ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุมได้ เนื่องจากมี พ.ร.ก. เสนอเข้ามา อาจนัดประชุมเรื่องนี้ วันจันทร์ 27 หรือ อังคาร 28 กุมภาพันธ์ 2566
  • 28 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา09.30 น. ประชุมสภานัดพิเศษ นัดลงมติ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565พ.ศ.2566 ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

เลขาธิการพรรคก้าวไกล เห็นว่า พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและผู้กำกับดูแลตำรวจ ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เพราะการอ้างว่าตำรวจไม่พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายทั้งๆ ที่มีเวลาเตรียมตัวถึง 120 วัน แท้จริงแล้วสะท้อนตัวตนของ พล.อ. ประยุทธ์ที่ไม่ต้องการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและชีวิตร่างกายของประชาชน ถ้าวันพรุ่งนี้ พ.ร.ก. ถูกคว่ำในสภา พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกฯทันที เพราะไม่มีความชอบธรรมที่จะรักษาการต่อหลังยุบสภาอีกแล้ว

 “ขอให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอย่าเขียนด้วยมือแต่ลบด้วยเท้า ควรลงมติไม่อนุมัติ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะแสดงตัวให้ชัดเจนว่าจะอยู่ข้างประชาชน หรืออยู่ข้างผู้นำบ้าอำนาจ และขอเตือนว่าอย่าลักไก่ด้วยการชิงยื่นคำร้องไปยังศาล รธน. เพื่อตัดตอนไม่ให้มีการลงมติกันในสภา เพราะจะแสดงให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่า พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีความกล้าหาญและซื่อตรงต่อประชาชนพอที่จะลงมติในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เลือกจะปกป้อง พล.อ.ประยุทธ์ และกลัวจะเสียคะแนนนิยมหากต้องโหวตเห็นชอบกับ พ.ร.ก.” ชัยธวัชระบุ

‘กรณ์’ ยกระดับวงการ ‘พระเครื่อง’ การันตีของแท้ ราคากลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543779

27 ก.พ. 2566

'กรณ์' ยกระดับวงการ 'พระเครื่อง' การันตีของแท้ ราคากลาง

‘กรณ์’ เสนอแนวคิดยกระดับวงการ ‘พระเครื่อง’ จัดองค์กร การันตีของแท้ ตีราคาตลาด มั่นใจหากทำได้ สร้างรายได้มหาศาล ขณะที่หลัง ‘ยุบสภา’ หวังชิงพื้นที่ กทม. โคราช ภาคใต้

1 ในนโยบาย 7 เฉดสีของ “พรรคชาติพัฒนากล้า” ให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจสายมู” นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดเผยกับ คมชัดลึก ว่า มองไกลไปจนถึงการสร้างมาตราฐานสากลของตลาดพระเครื่อง เพิ่มความน่าเชื่อถือ โปร่งใส รวมถึงการดึงเทคโนโลยี AFT ที่เอางานศิลปะดิจิทัลมาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้ 

เป็นที่รู้กันดีว่าวงการพระเครื่องมีมูลค่ามหาศาล เข้าถึงยาก ยังไม่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน ทำให้คนที่อยู่นอกวงการไม่มีความมั่นใจว่า เข้ามาแล้วจะไม่ถูกหลอก ซึ่งเราต้องทำอย่างไรเพื่อยืนยันเป็นของแท้ไม่แท้ ต้องมีเอกสารการชัดเจน

ส่วนการกำหนดราคากลาง นายกรณ์ ยกตัวอย่างการเติบโตศิลปะของตะวันตกมี option house หรือเรียกว่า บริษัทที่มีหน้าที่ประเมินราคาและจัดการประมูล จนทำให้เกิดราคาตลาดที่มีความน่าเชื่อถือ หากเราสามารถสร้างบริษัทหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือแบบนี้ได้ มีโอกาสขยายตัวมหาศาล เพราะวงการพระเครื่องของประเทศไทยใหญ่ที่สุดและเป็นประเทศเดียวคนทั่วโลกให้การยอมรับ

แม้ให้บางมุม จะดูยุ่งยาก เหมือนกับวงการหุ้น ที่มีกฎเกณฑ์กติกา มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) มีกฎหมาย แต่ที่สำคัญจะเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือ เพิ่มการเติบโตร้อยเท่าได้ 

ส่วนการเตรียมความพร้อม หลัง “ยุบสภา” เดือน มี.ค.2566 นายกรณ์ ระบุว่า ยิ่งยุบสภาเร็ว ยิ่งดี พรรคเมืองและประชาชนพร้อม อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้พรรคชาติพัฒากล้าจะไม่ส่งผู้สมัครครบทุกเขต แต่หากประชาชนสนับสนุนนโยบายพรรค ที่พรรคเรามุ่งมั่นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็สามารถเลือกได้ ผ่านบัตรเลือกตั้งใบที่ 2 ในเขตที่ไม่ได้ส่งผู้สมัครได้เช่นกัน 

โดยจะตั้งเป้าส่งผู้สมัครในพื้นที่ กทม.และโคราช เกือบ 50 คน เนื่องจากมีฐานเสียง โดยเฉพาะโคราช เดิมเป็นเมืองหลวงของพรรคชาติพัฒนา

ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งพื้นที่ภาคใต้ โดยเมื่อวานนี้(26 ก.พ.)พรรคชาติพัฒนากล้า เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ภาคใต้ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย

นายธนากร บุญสนิท ว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุง ตามมาด้วย อดีต สส. 3 สมัย ดร.อิสมาแอล  เบญอิบรอฮีม ว่าที่ผู้สมัคร สส. ปัตตานี นายเทมส์ ไกรทัศน์ นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต นายจูรี นุ่มแก้ว  ผศ.ดร.ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ นายพงศธร สุวรรณรักษา นายนวกัณฑ์ อุบล ว่าที่ผู้สมัคร สส. สงขลา นายลิขิต ศรีชาติ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ชุมพร นายอนุวัตร์ รจิตานนท์ นางพงศ์ศรี นาคเมือง นายสุพจน์ บานเย็น นายวศุธน เรืองขนาบ ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ร.ท.โอฬาร สุตตะนาคา ร.ท.ชัยฤทธิ์ นาทอง นายสุเทพ นาคสัน ด.ต.นเรศ เกสรินทร์ นายสุรินทร์ เมฆาวรรณ ว่าที่ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช นายกิตติศักดิ์ ยามาสัน และนายประสิทธิ์ แซ่อึ้ง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สตูล

พรรคชาติพัฒนากล้า

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

‘ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง’ ครั้งแรกมากที่สุด อยู่ที่จังหวัด ‘ปัตตานี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543774

27 ก.พ. 2566

'ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง' ครั้งแรกมากที่สุด อยู่ที่จังหวัด 'ปัตตานี'

เปิดข้อมูล ‘เลือกตั้ง66’ Gen X Gen Y มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ ‘ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘ทั้งหมด ‘ปัตตานี’ มี New Voter มากที่สุด

ข้อมูลจาก RocketMediaLab จำแนกจำนวนประชากรที่ กกต. นำมาใช้ในการคำนวณจำนวน สส. รายเขตทั้ง 400 เขต มีทั้งสิ้น 66,090,475 คน

เมื่อดูข้อมูลประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแยกรายอายุรายเดือน ธันวาคม 2565 กรมการปกครอง พบว่าเป็นผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,322,824 คน โดยสามารถแยกได้ดังนี้

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) ซึ่งหมายถึงผู้มีอายุ 18-22 ปี จำนวน 4,012,803 คน คิดเป็นร้อยละ 7.67 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมากที่สุดคือจังหวัดปัตตานี คิดเป็นร้อยละ 12.25  น้อยที่สุดอยู่ที่ลำพูนคิดเป็นร้อยละ 5.48

เจเนอเรชั่น Z หมายถึงผู้ที่มีอายุระหว่าง 18- 25 ปี 6,689,453 คน คิดเป็น ร้อยละ 12.78  จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชั่นนี้มากที่สุดคือปัตตานีร้อยละ 19.59 น้อยที่สุดที่จังหวัด ลำพูนร้อยละ 9.44

เจเนอเรชั่น Y ซึ่งหมายถึง ผู้มีอายุ 26-41 ปี มี 15,103,892 คน คิดเป็นร้อยละ 28.87 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชั่นนี้ มากที่สุดคือนราธิวาสร้อยละ 34.74 น้อยที่สุด อยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ร้อยละ 24.74

เจเนอเรชั่น X ซึ่งหมายถึง ผู้มีอายุ 42-57 ปี มี 16,151,442 คน คิดเป็นร้อยละ 30.87 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชั่นนี้มากที่สุด คือจังหวัดบึงกาฬคิดเป็นร้อยละ 34.21 น้อยที่สุดอยู่ที่จังหวัดปัตตานีร้อยละ25.16

เจเนอเรชั่น Baby Boomers ซึ่งหมายถึงผู้มีอายุ 58-76 ปี มี 11,844,939 คน คิดเป็นร้อยละ 22.64 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชั่นนี้มากที่สุดคือลำพูน ร้อยละ30.24   น้อยที่สุดอยู่ที่จังหวัดปัตตานี 16.48

เจเนอเรชั่น Silent ซึ่งหมายถึงผู้มีอายุ 77 ปีขึ้นไป มี 2,533,098 คน คิดเป็นร้อยละ 4.84 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดร้อยละ30.24  จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชั่นนี้มากที่สุดคือสมุทรสงคราม ร้อยละ 7.14   น้อยที่สุด อยู่ที่ภูเก็ต ร้อยละ3.19

ขอบคุณ :  ข้อมูลเลือกตั้ง จากrocketmedialab

งานเข้า ‘รวมไทยสร้างชาติ’ หาเสียงโคราช ส่อถูก ‘ยุบพรรค’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543773

27 ก.พ. 2566

งานเข้า 'รวมไทยสร้างชาติ' หาเสียงโคราช ส่อถูก 'ยุบพรรค'

หาเสียงเลือกตั้งพรรค ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ที่นครราชสีมา ส่อผิดกฎหมายเลือกตั้ง จ่อขึ้นเขียงถูก ‘ยุบพรรค’ หากมีคนร้องกกต.

การปราศรัยของนาย ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติที่โคราชเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา  มีกรณีนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาอ้างเพื่อให้เลือกพรรคการเมืองหรือนายกรัฐมนตรีนั้น 

อาจต้องด้วยลักษณะต้องห้ามตามระเบียบใหม่ในการหาเสียงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่อว่าจะเข้าข่ายถูกยุบพรรคได้ 

เสียงปราศรัย ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

หากพิจารณาประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 11 มกราคม 2562 และประกาศระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 23 มกราคม 2562 จะพบใจความสำคัญ ข้อ 17 ระบุว่า ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง

ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งระเบียบ กกต. ว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้ง

นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า การปราศรัยดังก่าวไม่ใช่มุกตลก 2-3 บาท แค่เรียกเสียงฮา  แต่นี่เป็นอีกครั้ง ที่นักการเมืองชื่อ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี  นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียง  เป็นความปรากฏ ต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ต่อเนื่องจากที่ได้เคยไปยื่น ต่อ กกต. แล้ว แต่ กกต. ไม่รับคำร้อง

‘ชาติพัฒนากล้า’ บุก ‘ภาคใต้’ หวังแค่เป็นม้ามืดช่วยชาวบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543762

26 ก.พ. 2566

'ชาติพัฒนากล้า' บุก 'ภาคใต้' หวังแค่เป็นม้ามืดช่วยชาวบ้าน

ขอเป็นม้ามืดที่ ‘ภาคใต้’ พรรค ‘ชาติพัฒนากล้า’ ส่งแค่ 20 เขต มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าเกษตร

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมแกนนำ เปิดตัวว่าที่ ผู้สมัคร สส.ภาคใต้ จำนวน 20 คน มั่นใจว่าได้คัดผู้สมัครที่มีคุณภาพ แม้ว่าพรรคจะไม่ได้ส่งครบทุกเขตในภาคใต้ก็ตาม แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพของตัวผู้สมัคร
ภาคใต้เราตั้งความหวังไว้สูง

หลังพบว่าชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องของปากท้อง ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร โอกาสในการมีงานดี ๆ ทั้งการท่องเที่ยว รวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่ยังด้อยมาตรฐาน เราพบว่าภาคใต้ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ จับต้องได้ เราได้นำเสนอนโยบายมาแล้ว สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของพรรค เรามีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้ากรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

พรรคชาติพัฒนากล้า มีนโยบายนำหวยใต้ดิน  บ่อนเถื่อน ล็อตเตอรี่ราคาแพง ทุกอย่างที่อยู่นอกระบบ ถึงเวลาแล้วที่เราจะยอมรับความจริงว่าเรื่องเหล่านี้มันมีอยู่ในสังคมไทย บางเรื่องที่เป็นสีดำเรารับไม่ได้ ต้องกำจัด เอามานับเป็นธุรกิจไม่ได้ แต่ในเรื่องที่เป็นสีเทา ต้องเอามาไว้ที่สว่างจะได้กำกับได้  เก็บภาษีได้ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับประเทศ  ชัดเจนคือสิ่งที่เรียกว่า กาสิโนรีสอร์ท คือการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวที่อาจจะออกใบอนุญาตการมีกาสิโนด้วย


ผู้สมัครที่เปิดตัววันนี้ ประกอบด้วย นายธนากร บุญสนิท ว่าที่ผู้สมัคร สส. พัทลุง ตามมาด้วย อดีต สส. 3 สมัย ดร.อิสมาแอล  เบญอิบรอฮีม ว่าที่ผู้สมัคร สส. ปัตตานี นายเทมส์ ไกรทัศน์ นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต / นายจูรี นุ่มแก้ว  ผศ.ดร.ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ นายพงศธร สุวรรณรักษา นายนวกัณฑ์ อุบล ว่าที่ผู้สมัคร สส. สงขลา / นายลิขิต ศรีชาติ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ชุมพร  

นายอนุวัตร์ รจิตานนท์ นางพงศ์ศรี นาคเมือง นายสุพจน์ บานเย็น นายวศุธน เรืองขนาบ ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี /ร.ท.โอฬาร สุตตะนาคา ร.ท.ชัยฤทธิ์ นาทอง นายสุเทพ นาคสัน ด.ต.นเรศ เกสรินทร์ นายสุรินทร์ เมฆาวรรณ ว่าที่ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช นายกิตติศักดิ์ ยามาสัน และนายประสิทธิ์ แซ่อึ้ง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สตูล