‘แพทองธาร’ ลั่นหากยุบสภาวันไหน ‘เพื่อไทย’ เปิด 3 ชื่อทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543693

25 ก.พ. 2566

'แพทองธาร' ลั่นหากยุบสภาวันไหน 'เพื่อไทย' เปิด 3 ชื่อทันที

‘แพทองธาร’ ไม่หวั่นยุบสภา 15 มี.ค. พร้อมเปิดแคนดิเดตนายกฯครบ 3 คนทันที เรียกร้อง กกต. เปิดเผยผลนับคะแนน เลือกตั้ง66 แบบเรียลไทม์ โปร่งใสไม่ยื้อถึง 4 ทุ่ม ชี้มอตโต้ ประยุทธ์ ดูฮึกเหิม แต่เพื่อไทยเน้น คิดใหญ่ทำเป็น เพื่อประชาชนทุกคน

25 ก.พ. 2566 ที่โรงแรมวังทอง อ.แม่สาย จ.เชียงราย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ระบุถึงที่มีเอกสารของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงวันยุบสภาฯ 15 มี.ค. 2566 เพื่อจัดการเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ค. 2566 ว่า ตนเคยบอกไปแล้วว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมอยู่แล้วกับการออกหาเสียงเลือกตั้งเพิ่มเติม

ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่ ไทย ระบุว่า เราไม่ได้สนใจว่าวันยุบสภาฯ จะเป็นวันใด เรามุ่งมั่นสู่การเลือกตั้งแน่นอน จะเป็นวันที่ 15 มี.ค. วันที่ 8-9 มี.ค.ก็ไม่ได้ติดใจ แต่เอกสารของนายวิษณุระบุชัดว่าจะยุบสภาฯ วันที่ 15 มี.ค.นี้ ซึ่งก็พอดีกับการเลือกตั้งวันที่ 7 พ.ค. 2566 พรรคเพื่อไทยพร้อมการเลือกตั้งตลอด และการหาเสียงจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น และถ้ายุบสภาฯ ก็พร้อมประกาศนโยบายและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคทันที ส่วนจะมีดีเดย์วันประกาศหรือไม่ ถ้ายุบสภาฯก็จะมีวันรับสมัครเลือกตั้ง ก็ไม่น่าเกินกรอบเวลานั้นในการประกาศ และยังต้องดูวันยุบสภาฯ วันที่15 มี.ค.นี้ด้วย อาจจะเตรียมการก่อนหน้านั้นด้วย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า เรื่องแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยนั้น จะทำได้ในวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งยังมีเวลา ซึ่งมีกระบวนการต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความพร้อมในการประกาศทั้ง 3 รายชื่อ

กองเชียร์ ส่งเสียงแลนด์สไลด์ กระหึ่มสนามบินแม่ฟ้าหลวงจ.เชียงรายกองเชียร์ ส่งเสียงแลนด์สไลด์ กระหึ่มสนามบินแม่ฟ้าหลวงจ.เชียงราย

'แพทองธาร' ลั่นหากยุบสภาวันไหน 'เพื่อไทย' เปิด 3 ชื่อทันที

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร ยังเป็นห่วงการนับผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ อยากให้เกิดความโปร่งใสที่สุด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยขอแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ ที่ออกมาใช้สิทธิ์แล้วจะต้องทำให้มันเกิดความโปร่งใสได้ขนาดไหน ต้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วย อยากให้ผู้มีอำนาจคุ้มครองสิทธิประชาชนด้วย เพราะประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนเปลงของประเทศ

นพ.ชลน่าน ระบุเพิ่มเติมว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องไปยัง กกต. ให้มีการนับคะแนนแบบเร่งด่วนหรือเรียลไทม์แต่ กกต.บอกทำไม่ได้ต้องประกาศผลตอน 22.00 น. ตรงนี้เป็นข้อห่วงใย ถ้าไม่มีการนับแบบเรียลไทม์ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันตรวจสอบและดู อีกทั้ง กกต.ต้องเปิดเผยการนับคะแนนตั้งแต่หน่วยเลือกตั้งหน้าเขตไปจนถึงจุดนับคะแนนของอำเภอและนับคะแนนแบบคอมพิวเตอร์ ก็ต้องเรียกร้อง กกต.ให้เปิดเผยการ นับคะแนนที่โปร่งใสลดทอนข้อครหาไปได้

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทยระบุว่า อยากให้ กกต.นับคะแนนเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา ที่กกต.เคยทำได้ให้โปร่งใส กกต.ต้องรายงานผลการนับคะแนนให้ทันเวลา ไม่ใช่ทำให้มันซับซ้อนจนเกิดปัญหา ในขณะนี้ไม่อยากได้ยินบัตรเขย่ง คะแนนคร่อมกันไปมาจนเกิด ส.ส.พันธุ์พิเศษ เหมือนการเลือกตั้งครัังที่แล้ว ดังนั้น กกต.ทั้งหลายต้องทบทวนท่าที ให้การนับคะแนนทันเวลาเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้พร้อมกับสื่อมวลชน วิธีการอื่นจะทำให้สงสัยว่า กกต.ทำงานเอื้อให้ใครหรือไม่ ถ้า กกต.ทำงานให้ใครก็แสดงว่า กกต.ไม่ได้ทำงานให้ประชาชน จะเป็นปัญหาใหญ่

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดปราศรัยใหญ่ที่ จ.นครราชสีมาว่า ตนเองไม่มีความกังวล สบายๆ โคราชไม่กลัว อย่าไปเชื่อคำพูดที่ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศว่าจะมีคนมาฟังการปราศรัยจำนวน 50,000-100,000 คน เพราะนายเสกสกลเคยกล่าวคำพูดเท็จต่อหน้าย่าโมได้ อย่าเพิ่งไปเชื่อ ดังนั้นคนเคยโกหกต่อหน้าย่าโมแล้วคำพูดเหล่านั้นไม่น่าเชื่อถือ

น.ส.แพทองธาร ระบุถึงกรณี นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ อดีต ส.ส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย ในเขต อ.เทิง จ.เชียงราย ลงสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคภูมิใจไทย ว่าวันนี้แข่งขันนโยบายที่รอประชาชน ถ้าเราได้รับเลือกตั้งจะทำนโยบายที่หาเสียงไว้ให้กับประชาชน และ ตัวแทน ส.ส. ผู้สมัคร ส.ส.พร้อมหมดแล้ว ทุกคนพร้อมทุ่มเทเต็มที่ทุกเขตที่เคยได้และไม่ได้ ใครย้ายพรรคไม่ย้ายพรรคเราพร้อมเดินหน้าต่อ

ถามว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศมอตโต้ของพรรครวมไทยสร้างชาติ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” น.ส.แพทองธาร ตนคิดว่าฮึกเหิม ดี ชายชาติทหาร นโยบายของพรรคเพื่อไทยต้องคิดใหญ่ ทำเป็นเพื่อไทยทุกคน คิดใหญ่เพราะปัญหา 1 ทศวรรษมีปัญหามากทำให้ต้องคิดใหญ่ เราคิดใหญ่ตอน30 บาทรักษาทุกโรค ในสมัยพรรคไทยรักไทย ที่มีแฮชแท็กโจมตีนโยบายว่าทำไม่ได้ 30 บาทตายทุกโรค แต่ทุกวันนี้ประชาชนได้ประโยชน์ นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำงานหนักเพื่อประชาชน และเปลี่ยนแปลงชีวิตประชาชนได้จริงๆนั่นคือสิ่งที่เราตั้งใจ

น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ท่ามกลางมวลชนที่มาต้อนรับ ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงรายน.ส. แพทองธาร ชินวัตร ท่ามกลางมวลชนที่มาต้อนรับ ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

'แพทองธาร' ลั่นหากยุบสภาวันไหน 'เพื่อไทย' เปิด 3 ชื่อทันที
'แพทองธาร' ลั่นหากยุบสภาวันไหน 'เพื่อไทย' เปิด 3 ชื่อทันที
'แพทองธาร' ลั่นหากยุบสภาวันไหน 'เพื่อไทย' เปิด 3 ชื่อทันที
'แพทองธาร' ลั่นหากยุบสภาวันไหน 'เพื่อไทย' เปิด 3 ชื่อทันที

จับตา ‘ประยุทธ์’ ปราศัยใหญ่เมืองโคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543689

25 ก.พ. 2566

จับตา 'ประยุทธ์' ปราศัยใหญ่เมืองโคราช

โคราชทัก! “เพจลุงตู่ตูน” คอนเฟิร์มวันนี้ “พลเอกประยุทธ์” บุกเมืองย่าโมแน่นอน เอาความรัก-ความจริงใจ มอบให้คนอีสาน

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) สำหรับกำหนดการปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เย็นวันที่ 25 ก.พ.ที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งจะเปิดเวทีปราศรัยบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด

จับตา 'ประยุทธ์' ปราศัยใหญ่เมืองโคราช

วันนี้ (25 ก.พ.66) แฟนเพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ซึ่งสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โพสต์คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์การลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงของ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมกับแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จะจัดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา ในช่วงเย็นวันนี้ 

โดยระบุว่า “โคราชทัก! วันนี้ ลุงตู่ เมืองย่าโมแน่นอน เอาความรักความจริงใจมอบให้คนอีสาน บอก “ฮัก” จากหัวใจด้วยตัวเอง”

โดยเนื้อหาในคลิปวิดีโอเป็นการสัมภาษณ์ประชาชนถึงความรู้สึกที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดจนความพึงพอใจต่อการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการแก้ไขปัญหาโควิด-19, การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน, โครงการคนละครึ่ง และการเตรียมพร้อมในการรับนักท่องเที่ยว เป็นต้น

โดย “ลุงเบิ้ม” ซึ่งเป็นเกษตรกรในพื้นที่ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า “ผมผ่านนายกฯ มาเยอะทีเดียว เนื่องจากเกิดปัญหาความแตกแยกใรสังคม พล.อ.ประยุทธ์ท่านเป็นทหาร ความต้องการให้เกิดความสงบมีแน่นอน พอ 4 ปีแรก พล..อ.ประยุทธ์ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ หรือทางด่วน (มอเตอร์เวย์) ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาผ่านสวนลุงเบิ้ม”

“ลุงเบิ้ม” กล่าวด้วยว่า “พล.อ.ประยุทธ์ ทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชนอย่างผมก็ต้องการนายกฯแบบนี้ อยากฝากให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ่งที่ทำไปแล้ว และทำอยู่ ก็ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อและทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เพื่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ แต่เพื่อประเทศไทย และคนไทยทั้งประเทศ”

ประชาชนอีกรายกล่าวว่า “ปัญหาเศรษฐกิจบ้านเราทรุดมากเลย แต่ ณ ตอนนี้ เมื่อผู้นำของเราพาเราผ่านวิกฤตตรงนั้นมาได้ ตอนนี้ฟ้าเปิดแล้ว ต่างชาติเริ่มหลั่งไหลเข้ามา เศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มดีขึ้นแล้ว โครงการของลุงตู่ตลอด 8 ปีนี้ ใครบอกว่าไม่มีผลงาน กล้าเถียงเลย ถนนเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ มีการความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้ไม่โกง แล้วท่านจะเอาอะไรอีก ลุงต่อทำได้ดีแล้ว ทำแล้ว ทำอยู่ และขอให้ทำต่อ”

เช่นเดียวกับประชาชนอีกรายที่ระบุว่า “ชอบความเป็นผู้นำของลุงมากๆ การปกครองคน คุมคนได้ ถ้าเรื่องผลงานจะชอบในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโควิด การเตรียมตัวที่จะรองรับธุรกิจด้านการท่องเที่ยว หลังโควิดมีแต่ประเทศไทยที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา และมีการเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทำให้ต่างชาติยกย่องรัฐบาลไทยว่าเป็นที่ 1 ในเรื่องการแก้ไขปัญหาโควิด และเป็บแบบอย่างที่นำไปใช้กัน เพราะประเทศอื่นก็ยังทำไม่ได้”

‘ประชาธิปัตย์’ ปล่อยเพลง เช้าวันใหม่ โหมโรงศึก ‘เลือกตั้ง66’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543677

25 ก.พ. 2566

‘ประชาธิปัตย์’ ปล่อยเพลง เช้าวันใหม่ โหมโรงศึก ‘เลือกตั้ง66’

‘ประชาธิปัตย์’ ปล่อยเพลง เช้าวันใหม่ โหมโรงศึก ‘เลือกตั้ง66’ ชวน หลีกภัย ตีกลองสะบัดชัย จุรินทร์ ขี่ม้าขาว นำทัพ สส. ทุกรุ่นร่วม MV ครั้งแรก

25 ก.พ.2566 นายเมธี อรุณ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ปล่อย Teaser เพลง เช้าวันใหม่ ออกไปแล้ว ทำได้รับความสนใจเป็นอย่างดีมาก ขณะที่ตนแม้จะเบนเข็มมาลงสมัครเลือกตั้ง สส. ในศึกเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เปิดโอกาสให้ตนใช้ความสามารถทางดนตรี มาใส่ในเพลง “เช้าวันใหม่” ให้สมกับสโลแกนพรรค “ทำได้ไว ทำได้จริง”

นอกจากนี้ใน MV เพลงดังกล่าวยังมีความพิเศษคือได้ เชิญ “ชวน หลีกภัย” มาร่วมปรากฎตัวในมิวสิกวิดิโอเป็นครั้งแรก โชว์ทักษะการตีกลองสะบัดชัย ซึ่งถือเป็นการโหมโรงเรียกขวัญและกำลังใจให้ กับ ผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนสำหรับเตรียมตัวออกศึกเลือกตั้งครั้งนี้

นอกจากนี้ยังมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค นาย บัญญัติ บรรทัดฐาน และ สส. ทุกรุ่นของพรรค มาร่วมแสดงมิวสิควิดิโอนี้ ถือเป็นการสะท้อนความเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีประวัติศาสตร์การเดินทางมายาวนาน

พร้อมกับการมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และชูนโยบาย “ประกันรายได้ จ่ายส่วนต่าง” “ออกโฉนดที่ดิน 1 ล้านแปลง ภายใน 4 ปี” “ประมงท้องถิ่นรับ 100,000 บาททุกปี” “ฟรีนมโรงเรียน 365 วัน” ภายใต้กรอบ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ”

“จุดเริ่มต้นก็คือว่าการหาเสียงมันจะต้องมีเพลงของแต่ละพรรคการเมือง พูดถึงมุมมองของนโยบายของพรรค ผมได้รับมอบหมายให้เป็นคนทำเพลงนี้ชื่อเพลงเช้าวันใหม่ เพื่อเป็นบทเพลงที่ให้กำลังใจ มองอนาคตของประเทศไทย มองความหวังของคนไทยที่เราตั้งใจจะมอบให้ นำเสนอออกไป ก็เลยทำเพลงเช้าวันใหม่ออกมาให้คนไทยได้ฟัง

และเอ็มวีเราก็เชิญ สส. ปัจจุบัน แล้วก็คนที่มีตำแหน่ง เจนเนอเรชั่นใหม่ในพรรคมาร่วมเล่นในเอ็มวีด้วยครับ ฉากตีกลองเราชวนนายหัวชวนมาตีกลอง มันจะเป็นบริบทกับการแข่งขัน เป็นสัญลักษณ์ว่าเราพร้อมแล้วนะ เราจะสู้แล้วนะ การแข่งขันต้องมีหัวหน้าพรรค เราให้หัวหน้าจุรินทร์ขี่ม้า 

‘ประชาธิปัตย์’ ปล่อยเพลง เช้าวันใหม่ โหมโรงศึก ‘เลือกตั้ง66’

ส่วนฉากปล่อยนกก็อยากให้เห็นความบริสุทธิ์ใจว่ามีความตั้งใจจริงมีเจตนารมณ์ที่ดี และมีอีกหลายหลายซีนที่เอาวัฒนธรรมของประเทศไทยที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์มาใส่อยู่ในนั้นด้วย หวังเหลือเกินว่าผู้ชมที่ดูมิวสิกวิดีโอนี้จะได้เห็นถึงงานศิลปะอย่างหนึ่งว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจมีเจตนารมณ์ที่ดี เอ็มวีถ่ายยากนิดนึง เพราะพี่ๆ ทุกท่านเป็นนักการเมืองอาชีพมาตลอดชีวิต อยู่มาวันนึงมาเล่นเอ็มวีก็บอกว่ามันยากขนาดนี้เลยเหรอ ถ่ายทำกันทั้งวัน และ พี่ๆทุกคนน่ารักมากให้ความร่วมมือมาก ขอบคุณมากครับ ทุกคนโปรหมดเลยครับ อินเนอร์ต่างๆ ดีมาก 

ผมว่าเอ็มวีเพลงนี้จะกระตุ้นให้คนฟังได้เห็นความสร้างสรรค์ของมิติทางการเมือง อย่าไปมองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง อยากให้มองการเมืองเป็นเรื่องสร้างสรรค์ เป็นมิติใหม่ โดยเฉพาะประชาธิปัตย์กล้าที่จะทำในเรื่องความครีเอทีฟสร้างสรรค์ อยากจะให้ทุกคนเห็นว่าเราพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าแล้ว พร้อมจะรับฟังทุกอย่าง พร้อมที่จะทำสิ่งใหม่ๆให้กับประเทศนี้ครับ ฝากติดตามเพลงนี้ ในเพจพรรค และ YouTube ของพรรคประชาธิปัตย์ครับ หวังว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงที่ทุกคนฟังแล้วจะได้แรงบันดาลใจ อยากเห็นสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับประเทศนี้ต่อไปครับ” นายเมธีกล่าว

ติดตามชมมิวสิควีดีโอเช้าวันใหม่ได้วันนี้ ทางYouTube พรรคประชาธิปัตย์

‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543675

25 ก.พ. 2566

‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’

‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’ ย้ำ โคราช คือ ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ชาติพัฒนากล้าทำเพื่อคนโคราชมาตลอด

25 ก.พ. 2566 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สถานการณ์การเมืองที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง ว่าตอนนี้มีความชัดชัดเจนแล้วในเรื่องของวันเลือกตั้ง เรื่องเขตเลือกตั้ง ถือว่าเป็นการเคาน์ดาวน์สู่การเลือกตั้ง บรรยากาศของแต่ละพรรค นโยบายผู้สมัครก็เป็นเรื่องที่ดี สร้างความชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้ง

เพราะความชัดเจนจะทําให้เกิดการเตรียมความพร้อม ทําให้การเลือกตั้งมีคําตอบ คือ เป็นการเลือกตั้งที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหาประเทศ ฉะนั้น ต้องช่วยกันรักษาบรรยากาศการเลือกตั้งให้ผลการเลือกตั้งออกมาทุกฝ่ายให้การยอมรับได้คนดีเข้าสภา ได้รัฐบาลดีเก่งทันสมัยมาแก้ไขปัญหาประเทศ

“บรรยากาศการเลือกตั้งข้อดีที่สุดคือ จะนําไปสู่ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างๆ ที่จะมีส่วนในเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจวันนี้เชื่อว่าทุกคนรอความชัดเจนเพราะการเลือกตั้งก็จะนําไปสู่นโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ นําไปสู่รัฐบาลใหม่ นําไปสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพ องค์ประชุมครบ”

ผู้สื่อข่าวถาม ว่ามองอย่างไรที่มีหลายพรรคการเมือง พรรคใหญ่ มาลงโคราช นายสุวัจน์ บอกว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือ ความสําคัญของเมืองโคราชทุกท่านถึงสนใจ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าโคราชเป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญของประเทศ เป็นยุทธศาสตร์ในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นยุทธศาสตร์ของความเป็นประตูสู่อีสาน สู่ความเป็นอินเตอร์ แล้ววันนี้ก็ยังเป็นยุทธศาสตร์การเมืองที่สําคัญ

ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ทางการเมือง ใครชนะที่โคราช ใครชนะที่อีสาน จะได้เป็นรัฐบาล จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น การมีตัวเลือกเยอะ มีทางเลือกเยอะให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราชได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา

นายสุวัจน์ กล่าวว่าการเมืองก็คล้ายกีฬาต้องแข่งขันกันแต่ว่าเที่ยวนี้จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดเพราะเหมือนกับว่ามีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมาเยอะ แล้วเป็นการแข่งขันที่จะนําไปสู่ชัยชนะ สําหรับการที่จะได้มีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ แล้วก็เป็นการเลือกตั้งที่อยู่บนความหวังที่ว่าจะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชน แต่สําหรับพรรคชาติพัฒนากล้านั้น เราก็สบายๆ เรามีความมั่นใจ เพราะว่าสี่ปีที่ผ่านมาเราทําการบ้านกันมาตลอด ส.ส.ของพรรค สมาชิกพรรค เราพร้อมแล้วเราทําเพื่อคนโคราชมาตลอด 

‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’

‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’

เรามีผลงานมีโครงการสําคัญๆ ที่ได้ร่วมมือกันสนับสนุน ร่วมมือกันผลักดันกับพี่น้องประชาชน จนก่อให้เกิดพื้นฐานในการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา เช่น ตั้งแต่สมัยท่านพลเอกชาติชาย ถนนสระบุรี-โคราช จากสองเลนเป็นสี่เลน เป็นสิบเลน มีนิคมอุตสาหกรรมก็มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้น สร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับราคาสินค้าการเกษตรสนับสนุนให้เกิดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สนามกีฬาในโอกาสครบรอบ 333 ปี วันนี้เป็นสนามกีฬาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศของภาคอีสาน มีโรงกรองน้ำแห่งใหม่ที่ทําให้เกิดการผลิตน้ําประปาให้คนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาได้ใช้กัน แล้วยังมีระบบที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมน้ําเสียทั้งเมือง

ฉะนั้น เราคิดว่าผลงานที่ได้ร่วมกันสนับสนุนผลักดันกับพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจน แล้วเราก็ทํามาตลอด ฉะนั้น เป็นเรื่องที่ดีที่มีการแข่งขัน แต่เรามั่นใจ ไม่ได้มีความกังวลอะไร สนุกกับการแข่งขัน แล้วก็มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะยังให้การสนับสนุน เราเป็นพรรคการเมืองที่เหมือนกับมีบ้านเกิดเมืองนอนอยู่ที่โคราช เรารู้ปัญหาแล้วเราก็จะทําเพื่อคนโคราชทําต่อไป

“วันนี้ ผมว่าปัจจัยที่จะชี้ขาดชัยชนะในการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับใครจะประสบความสําเร็จที่ทําให้ประชาชนมั่นใจว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนได้ ซึ่งส่วนนี้เราให้ความสําคัญมาก เราทําเพื่อคนโคราช คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน แล้วเราก็มั่นใจว่าเลือกตั้งครั้งนี้ เราต้องเป็นแชมป์เปี้ยน โคราช”

นายสุวัจน์ กล่าวว่าวันนี้ในที่ประชุมใหญ่พรรคชาติพัฒนากล้า ได้มีการพูดถึงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมในเรื่องของการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการพูดคุยกันเรื่องนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า สําหรับการเลือกที่จะถึงนี้ว่าในเรื่องเศรษฐกิจนั้น เราจะเน้นเรื่องอะไรกันบ้าง ซึ่งเราก็จะเน้นในเรื่องของการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน จากเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งมีอยู่ 6-7 ประเภท ที่เรียกว่า spectrum economy หรือเศรษฐกิจหลากสี ซึ่งสามารถจะทําให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ มูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี หรือในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้มากกว่าเก่าเท่าตัวสามารถจะเพิ่มรายได้ให้ประเทศอีก 5 ล้านล้านบาท หรือการลดค่าใช้จ่ายด้วยการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ ใครเงินเดือนต่ํากว่า 40,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี หรือการที่จะไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกผลกระทบจากเครดิตในการขอสินเชื่อที่จะจัดระบบใหม่ เพื่อให้เขาได้มีโอกาสที่จะได้เงินเพิ่มได้สินเชื่อเพิ่ม เพื่อมาต่ออายุ 

รวมทั้งนโยบายเรื่องมอเตอร์เวย์ ซึ่งวันนี้พี่น้องประชาชนชาวโคราชรอว่าเมื่อไหร่มอเตอร์เวย์โคราชจะเปิด เป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันให้เสร็จโดยเร็วเพื่อให้ใช้งานโดยเร็วแล้วก็หวังว่ามอเตอร์เวย์ควรจะมีทั่วประเทศ ทุกทิศทั่วไทย มอเตอร์เวย์ 2,000 กิโลเมตร เป็นนโยบายที่เราจะผลักดัน ฉะนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เล่าให้สมาชิกฟัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในนโยบายเศรษฐกิจ รวมทั้งการพูดกันถึงความพร้อมในเรื่องการเลือกตั้ง ผู้สมัครหรือว่าตัวแทนหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ที่จะต้องทําให้ครบถ้วนตามกฎหมายเลือกตั้ง

“พรรคชาติพัฒนากล้า จะต่างจากพรรคอื่น เราได้ประกาศนโยบายภาพรวมให้กับสมาชิกเพื่อรับฟังความคิดเห็นไปแล้วเป็นนโยบายเศรษฐกิจภาพรวม แต่เนื่องจากว่าเราเป็นพรรคที่มีบ้านเกิดเมืองนอนอยู่โคราช และคนโคราชก็ประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องพืชผลเกษตร ปัญหาเรื่องการคมนาคม ปัญหาเรื่องมอเตอร์เวย์ ปัญหาเรื่องรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ เมื่อไหร่จะได้ใช้ ปัญหาการจราจรติดขัดต่างๆ ในเมือง หรือปัญหาเรื่องน้ำท่วม ฝนตกเมื่อไหร่น้ำท่วมทุกที

ฉะนั้น เราก็จะเอาปัญหาที่เราเห็น แล้วโอกาสที่เราจะต้องเข้าไปทํางานที่จะบอกพี่น้องประชาชนว่าเรามีนโยบายอะไร ความพิเศษของพรรคชาติพัฒนากล้ากับคนโคราชก็คือ เราจะมีทั้งนโยบายภาพรวมทั้งประเทศ แล้วก็นโยบายโคราชคิดว่าประมาณต้นเดือนมีนาคมนี้ ตอนนี้ก็เตรียมสถานที่ เตรียมความพร้อมให้รออีกนิดเชื่อมั่นว่าจะเป็นนโยบายที่ถูกใจพี่น้องประชาชน และจะนําไปสู่ความเป็นแชมเปี้ยน”

ต่อประเด็นที่ว่ามั่นใจ 90 เปอร์เซ็นต์ พรรคชาติพัฒนากล้า จะเป็นรัฐบาล นายสุวัจน์ กล่าวว่า เรื่องเป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านขึ้นอยู่กับตัวเลขทางการเมืองด้วย หมายความว่าตัวเลขของผลการเลือกตั้ง แล้วก็นโยบาย และจุดยืนทางการเมือง ซึ่ง 3 เรื่องนี้จะเป็นปัจจัยสําคัญที่จะนําไปสู่โครงสร้างของรัฐบาลและจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เห็นภาพของรัฐบาล

ฉะนั้น คงยังพูดไม่ได้ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน วันนี้ทําตัวเองให้พร้อมให้มีเสียงเยอะๆ เสียงมากๆ เราพยายามที่จะเลือกยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ในจังหวัดที่สําคัญ คือ จะดูเขตเลือกตั้งที่เรามีศักยภาพมีพื้นฐาน แล้วก็มีโอกาสที่จะใช้นโยบายของเราไปแก้ไขปัญหา จะเน้นในเรื่องคุณภาพของคนว่าเราส่งใครไปแล้วต้องมั่นใจว่าคน คนนั้นทํางานให้พี่น้องประชาชนได้ พี่น้องประชาชนจะเลือกหรือไม่เลือกอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราจะต้องเลือกว่าคนนี้ทํางานให้ท่านได้

“สิ่งสําคัญที่สุดก็คือ เรื่องของ candidate นายกรัฐมนตรี เพราะว่านโยบายดีๆ ต้องทําให้เป็นด้วยไม่งั้นจะเสียของ บ้านเมืองวันนี้ต้องการความรอบรู้ ต้องการประสบการณ์ ต้องการความทันสมัย ผู้นําประเทศหรือนายกรัฐมนตรีก็จะต้องเป็นบุคคลที่สามารถที่จะประสานความเข้าใจทุกฝ่าย ลดความขัดแย้งได้”

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไร การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการใช้เงินซื้อเสียงกันมาก นายสุวัจน์ กล่าวว่าอันนี้ต้องขอแรงกกต. ต้องเด็ดขาด ต้องตามกฎหมายเป็นกฎหมาย ต้องทําให้การเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งที่ fair play ยุติธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เข้มงวดกวดขัน การปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย เช่น การซื้อเสียง ไม่งั้นเราก็จะไม่ได้ตัวแทนจริงๆ ของพี่น้องประชาชนเข้ามาหรือการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่ประกาศ อันนี้ก็มีผลโดยตรงต่อผลของการเลือกตั้ง ฉะนั้น อยากจะฝากทาง กกต. ในฐานะที่เป็นกรรมการขอให้ท่านได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ และในเรื่องของการอํานวยการการเลือกตั้งก็ต้องทําให้การเลือกตั้งเป็นไปได้ด้วยความสุจริต ยุติธรรม ไม่มีการใช้เงิน ใช้ทองซื้อเสียงที่ผิดกฎหมายเลย มันจะทําให้ผลการเลือกตั้งได้รับการยอมรับ การเมืองก็จะสง่างามนําไปสู่ความเชื่อมั่น เครดิตทางการเมืองของระบบสภาของบ้านเราด้วย

‘สุวัจน์’ นำชาติพัฒนากล้า กราบสักการะขอพรย่าโม ให้เป็น ‘แชมป์ที่โคราช’

ระดมคน ต้อนรับ ‘นายกฯ’ ปราศรัยใหญ่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าครึ่งแสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543665

25 ก.พ. 2566

ระดมคน ต้อนรับ ‘นายกฯ’ ปราศรัยใหญ่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าครึ่งแสน

ระดมคน ต้อนรับ ‘นายกฯ’ กลับบ้าน ปราศรัยใหญ่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าครึ่งแสน นักวิชาการ สอนการเมืองระดับปริญญาเอก ชี้พื้นที่อีสานเพื่อไทยสส.เขตมาเป็นอันดับ1 ตามด้วยภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ ส่วน รทสช. คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ดีขึ้น

ใกล้ยุบสภา และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เตรียมจัดการ เลือกตั้ง2566 ทำให้ทุกพรรคการเมืองลงพื้นที่หาเสียง รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศจะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) จะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในวันเสาร์ที่ 25 ก.พ. 2566 ที่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ในช่วงเย็น โดยบนเวทีจะมีพิธีปักธงชัยบนเวทีด้วย

ดร.อวยชัย วะทา นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ อาจารย์สอนการเมืองระดับปริญญาเอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาสังคม เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย ประธานเครือข่ายป.ป.ช.ภาคประชาสังคมแห่งประทเศไทย ให้สัมภาษณ์ “คมชัดลึก” ว่า ในทางการเมืองนับว่าเป็นการหาเสียงอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพล.อ.ประยุทธ์ หลังนายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบสภา คาดว่าประชาชนจะมาร่วมฟังการปราศรัยของนายกฯเป็นจำนวนมาก

“สถานที่ เวทีปราศรัยเตรียมพร้อม ขุนพลภาคอีสานกระจายบทบาทหน้าที่กัน ส่วนว่าที่ผู้สมัครสส.โคราช ได้รับมอบหมายต้องระดมคนมาร่วมงานนี้ อย่างน้อยเขตเลือกตั้งละ 2,000 คน รวมประมาณ ครึ่งแสน หรือ 50,000 คน เป็นงานที่ใหญ่มากกว่าทุกพื้นที่ ที่นายกฯเคยไปพบประชาชนมา”

กระแส ลุงตู่ ดีขึ้นเรื่อยๆ หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภาคอีสาน 4-5 ครั้ง จะส่งผลทำให้คะแนนเลือกตั้ง2566 ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่สส.เขต คาดได้จากบ้านใหญ่ 10-15 คนจากจำนวนสส.ภาคอีสาน ทั้งหมด 132 คน

“เมื่อเทียบกระแสคะแนนนิยมระหว่างลุงตู่กับลุงป้อม พบว่ากระแสลุงตู่มาแรงกว่า แต่การเลือกตั้ง2566 คาดว่า สส.เขต พรรคเพื่อไทยจะนำมาเป็นอันดับ1 ตามด้วย รวมไทยสร้างชาติ อันดับ2  ภูมิใจไทย อันดับ3 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ4 ไทยสร้างไทย อันดับ5 ส่วนก้าวไกล ไม่ได้สส.เขต แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ดีขึ้น”

จับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง  อาจจะมีจุดพลิกผันทำให้เกมการเมืองเปลี่ยน เมื่ออำนาจเลือกตั้ง66 กลับมาอยู่ในมือคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 52 ล้านคน หากนับเฉพาะ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่เป็น ‘นิวโหวตเตอร์’ ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกในปี 2566 จำนวน 811,607 คน น้อยกว่าปี 2562 ราว 2.5 หมื่นคน

….กมลทิพย์ ใบเงิน…เรียบเรียง

‘พท.-ทสท.’ แข่งขันยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543666

25 ก.พ. 2566

'พท.-ทสท.' แข่งขันยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ยุคใหม่

‘พท.-ทสท.’ แข่งขันกันยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ยุคใหม่ สะดวก เร็ว ส่วน ‘ปชป.’ เสนอทำสาธารณสุขสร้างเม็ดเงินภายใน 3 ปี ‘กก.’ จี้สวัสดิการแพทย์ ต้นเหตุบุคลากรทางการแพทย์แห่ลาออกปีละ 500-600 คน

นโยบายศูนย์กลางการแพทย์อย่างยั่งยืนของ 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล ภายในงานสัมมนา THAN FORUM 2023 HEALTH AND WELLNESS SUSTAINABILITY 

เรียกได้ว่าโครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” ที่เคยเป็นของพรรคไทยรักไทย ต้องถูกหยิบยกมาพูดถึง เพราะได้กระแสตอบรับอย่างดี

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาเปลี่ยน 30 บาท รักษาทุกโรคเป็น 30 บาท plus เปลี่ยนจากการรอให้ป่วยแล้วไปรักษา sick care ให้เป็น healt care สร้าง wellbeing hub ของคนทั้งโลก และให้คนไทยทุกคนมีหมอประจำตัว ใช้ ChatGPT เข้ามา เพื่อพูดคุยได้ตลอดเวลา 

นำ AI มาใช้ในทางการแพทย์ ช่วยคัดกรองข้อมูลประชาชน ไม่ต้องรอคิว รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น ทั้งการดูแลผู้ป่วย ลดจำนวนคนในโรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการก้าวไป well being society สร้าง 30 plus สุขภาพดีถ้วนหน้า ควบคู่กับบำนาญประชาชน 3,000 บาท ดูแลสังคมสูงวัย ให้แข็งแรง 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

ด้าน นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องการรักษา โครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” เอาไว้ ด้วยการยกระดับการให้บริการ นำ IT มาใช้ในทุกโรงพยาบาล จองคิวล่วงหน้า รับยาใกล้บ้านด้วยบัตรประชาชนใบเดียว คาดว่าจะเกิดระบบสุขภาพที่เข้มแข็งมีคุณภาพด้วยระบบเทคโนโลยี 

นอกจากนี้มองว่า คนไทยต้องปลอดมะเร็ง เพราะเป็นโรคที่พรากชีวิตคนไทย เป็นอันดับหนึ่ง โดยจัดให้ตรวจสาเหตุฟรีและรับวัคซีนฟรี, รักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นทางออนไลน์โดยนักจิตวิทยา สร้างสุขภาพจิตที่ดีให้คนไทย สนับสนุนให้มีสถานชีวาภิบาล เพิ่มความมั่นคงในชีวิตสังคมไทย ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุได้รับการดูแล 

 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมทางการแพทย์ของประเทศไทย จะมาพัฒนาให้เกิดเม็ดเงินภายใน 3 ปีข้างหน้า ด้วยการนำสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย นวดไทย ที่เราได้รับเป็นมรดกโลก สิ่งเหล่านี้เราจะมาเติมเต็มศักยภาพ 

โดยเฉพาะพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ WELLNESS อันดามัน จ.ภูเก็ต ให้เป็นHUB WELLNESS CENTER เพราะมีสนามบินนานาชาติ ซึ่งจะสามารถส่งเสริมให้เอกชนไปลงทุน

รวมถึงพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่มองว่า ต้องใช้ช่องทางนี้ ส่งเสริมนักลงทุนและผู้ประกอบการ ในเรื่องศัลยกรรมความงาม คนที่เดินทางไปเกาหลี หรือพื้นที่อื่นๆ ก็มาลงที่อู่ตะเภาได้ โดยดึงแบรนด์ใหญ่ๆธนบุรี ยันฮี มาร่วม แต่รัฐต้องเข้าไปส่งเสริม ช่วงแรกๆก่อน เช่น นำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือการลดภาษีให้ เพื่อให้ศัลยกรรมความงามเป็นฮับแข่งขันกับเกาหลี รัฐบาลต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติ 

ขณะนี้ตนทำไปแล้วในพื้นที่ eec ทำโรงพยาบาลร่วมทุน ระหว่างรัฐกับเอกชนครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำควบคู่ไปกับการทำ “อาหารเป็นยา” สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเมนูจะเลือกสมุนไพรในพื้นที่นั้นมาทำ และต้องเป็นที่รู้จัก เมื่อค้นหาร้านค้าชั้นนำในพื้นที่

ส่วนการทำให้ศูนย์การแพทย์ยั่งยืน เราต้องทำให้ได้รับการยอมรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คือ การวิจัย สร้างความน่าเชื่อถือ รัฐต้องสนับสนุนบุคลากร ยา มาตราฐานสถานพยาบาลจนถึงการให้บริการกับประชาชนคนไทยและผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งมีความเชื่อมั่นมากในสาธารณสุขไทย 

นายสาธิต ปิตุเตชะ รมว.กระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายสาธิต ปิตุเตชะ รมว.กระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ด้านนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝ่ายนโยบาย มองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านสาธารณสุข คือ ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งขัน ซึ่งควรพัฒนาโปรดักส์ เช่น ยารักษา ที่คิดว่าประเทศไทยมีโอกาสและมีศักยภาพ 

ส่วนสิ่งที่ต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ทรัพยากรบุคคล ซึ่งแต่ละปีผลิตแพทย์ได้ปีละประมาณ 3,000 คน ตัวเลขการลาออกอยู่ที่ 500-600 คน จึงมองไปถึงการขึ้นค่าตอบแทน สวัสดิการต่างๆ เงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาทำงานที่มากเกินไป รวมถึงความแออัดในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ การทำ WELLNESS HUB “อคาเดมิคฮับ” พอเป็นไปได้ วัดจากจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ “โปรดักส์ฮับ” คือ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ส่วนใหญ่คือวัสดุสิ้นเปลือง เช่น ถุงมือยาง ถุงน้ำเกลือ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังนั้นต้องฟูมฟักผู้ประกอบการด้านนี้ ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ได้ 

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลงานTHANX Forum 2023 : Health & Wellness SustainabilityงานTHANX Forum 2023 : Health & Wellness Sustainability

ศาล สั่ง ‘คุณหญิงณัษฐนนท’ ไม่ต้องชดใช้ 429 ล้าน คดี รถ-เรือดับเพลิง ปี 47

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543650

24 ก.พ. 2566

ศาล สั่ง 'คุณหญิงณัษฐนนท' ไม่ต้องชดใช้ 429 ล้าน คดี รถ-เรือดับเพลิง ปี 47

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน ‘คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน’ อดีตปลัด กทม. ไม่ต้องชดใช้ 429 ล้าน คดีจัดซื้อ รถ-เรือดับเพลิง ปี 47

เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร ของคุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน ถูกกรุงเทพมหานคร ยื่นฟ้อง ฐานกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ เกี่ยวกับการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ทำให้มีการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ จากบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จํากัด ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2547  

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษา ในคดีที่คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยื่นฟ้อง กทม.,ผู้ว่า กทม. เเละ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ขอเพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ให้ชดใช้เงินจำนวน 429,977,904.46บาท ให้กับ กทม. โดยพิพากษายืน คุณหญิงณัษฐนนท ไม่ต้องร่วมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว

โดยศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 ก.ย.62 โดยให้เหตุว่า ข้อเท็จจริงในคดี รับฟังได้ว่า คุณหญิงณัษฐนนท อดีตปลัด กทม. เพียงลงนามผ่านเรื่องให้นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้ว่า กทม.ในขณะนั้น อนุมัติตามคำสั่งของนายสมัคร ส่วนกรณีที่อ้างว่า คุณหญิงณัษฐนนท ไม่สั่งการให้มีการตรวจสอบในเรื่องภาษีอากรนำเข้ารถ และเรือดับเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญเหตุหนึ่ง ทำให้ กทม.ไม่สามารถนำรถดับเพลิงออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และต้องมีข้อพิพาทกับกรมศุลกากรนั้น

เป็นผลมาจาก คตส.และ ป.ป.ช.ตรวจสอบการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยดังกล่าว และ กทม.ฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าต่างประเทศกลาง ขอยกเลิกข้อตกลงซื้อขายรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย กับบริษัท สไตเออร์ฯ จึงไม่มีตรวจรับรถ รวมทั้ง กทม.ไม่ได้หาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ชัดเจนและยุติโดยเร็ว เป็นเหตุรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยเสื่อมสภาพ 

ดังนั้น การที่ ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณาว่าคุณหญิงณัษฐนนท ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยรับฟังข้อเท็จจริงมาไม่ถูกต้องครบถ้วน และมีคำสั่ง กทม.ให้คุณหญิงณัษฐนนท อดีตปลัด กทม.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คดี

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้จะมีการเสนอหนังสือ  ลงวันที่ 25 ส.ค.47 เลขที่เดียวกันจำนวน 2 ฉบับ ถึงผู้ฟ้องคดี เพื่อขอให้เสนอนายสมัคร พิจารณาอนุมัติตามข้อ 1-4 แต่เมื่อหนังสือฉบับแรกผู้ฟ้องคดีได้มอบหมายให้ ผู้อำนวยการสำนักการคลังพิจารณา และมีการพิจารณาตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา ก่อนที่จะเสนอนายสมัครอนุมัติ แต่นายสมัครไม่ได้ลงนามในหนังสือฉบับแรก ส่วนหนังสือฉบับที่ 2 น่าเชื่อว่า เป็นการจัดทำขึ้นภายหลัง เพราะมีข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการลงนามการค้า ต่างตอบแทน และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่อนุมัติให้ใช้ข้อตกลงฯ ที่กองอำนวยการกลางฯ (กรป.กลาง) เคยทำไว้ เป็นข้อตกลงฯ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำในครั้งนี้เพิ่มเติมจากหนังสือฉบับแรก ผู้ฟ้องคดีก็ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักการคลังพิจารณา แต่ไม่ได้เสนอนายสมัคร ลงนามอนุมัติ ปรากฏว่านายสมัครกลับลงนามอนุมัติในหนังสือฉบับที่ 2 นี้ เสียเอง กรณีนี้จึงถือว่า ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก่อนที่นายสมัครจะลงนามอนุมัติแล้ว

ส่วนขั้นตอน การลงนามในข้อตกลงซื้อขายฯ ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับบริษัทสไตเออร์ฯ นั้น  ในส่วนนี้รับฟังได้ว่า เดิมสำนักงานกฎหมายและคดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) พิจารณาจัดทำ ร่างข้อตกลงซื้อขาย โดยใช้ข้อตกลงซื้อขายอะไหล่ยานพาหนะ และสิ่งอุปกรณ์ก่อสร้างถนน สำหรับโครงการของ กรป.กลาง ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นแบบ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือส่งทั้งร่างข้อตกลง ซื้อขายฯ ครั้งนี้ และข้อตกลงซื้อขายอะไหล่ดังกล่าว ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา เมื่อวันที่ 18 ส.ค.47 ต่อมา พลตำรวจตรี อธิลักษณ์ ถึงผู้ฟ้องคดีขอให้เสนอนายสมัครอนุมัติให้ใช้ข้อตกลง ที่ กรป. กลาง เคยทำไว้เป็นแบบสัญญาข้อตกลงซื้อขายในครั้งนี้ และขอให้ลงนามถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อถอนการตรวจร่างข้อตกลงซื้อขาย

โดยอ้างว่า บริษัท สไตเออร์ฯ ได้ส่งสำเนาข้อตกลงความเข้าใจในเรื่องการจัดหาสิ่งอุปกรณ์สายขนส่ง สิ่งอุปกรณ์สายช่างของออสเตรียให้แก่ กรป.กลาง ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรีย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว ได้มีการตรวจร่างสัญญาจากอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และมีลักษณะที่เหมือนการจัดซื้อ ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในครั้งนี้ และข้อ 132 วรรคสาม ของระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุฯกำหนดว่า ในกรณีที่ไม่อาจทำสัญญา ตามตัวอย่างที่ กวพ. กำหนดไว้ และจำเป็นต้องร่างสัญญาขึ้นใหม่ ต้องส่งร่างสัญญานั้น ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาก่อน เว้นแต่หัวหน้าส่วนราชการเห็นสมควรทำสัญญา ตามแบบที่เคยผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดมาแล้ว ก็ให้กระทำได้ ผู้ฟ้องคดี จึงเสนอนายสมัครลงนามอนุมัติให้ใช้ข้อตกลงที่ กรป. กลางเคยทำไว้  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ขอถอนการตรวจร่างข้อตกลงซื้อขาย วันเดียวกันนั้น นายสมัครได้ลงนามอนุมัติตามที่เสนอ และทำข้อตกลงซื้อขาย กับบริษัทสไตเออร์ฯ

เห็นว่า หนังสือดังกล่าว เป็นการอ้างว่ามีข้อเท็จจริงที่ใช้ในการจัดทำร่างข้อตกลงซื้อขายฯ เปลี่ยนแปลงไป และมีข้อกฎหมายให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้ร่างข้อตกลงฯ ที่เคยผ่านการพิจารณาของ สำนักงานอัยการสูงสุดในครั้งนี้ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ขอคืนร่างข้อตกลงซื้อขายจากสำนักงาน อัยการสูงสุดและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ใช้ข้อตกลงฯ ที่เคยผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการ สูงสุดมาเป็นข้อตกลงซื้อขายฯ ในครั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานกฎหมายและคดี ตรวจพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสียก่อน แต่ปรากฏว่านายสมัครได้ลงนามในข้อตกลงซื้อขายกับ บริษัทสไตเออร์ฯ ในวันเดียวกับที่ผู้ฟ้องคดี มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดขอถอนร่างข้อตกลง ซื้อขาย โดยที่ผู้ฟ้องคดียังไม่มีโอกาสส่งเรื่องให้สำนักงานกฎหมายและคดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตรวจพิจารณาก่อน อีกทั้ง เมื่อลงนาม ข้อตกลง ย่อมมีผลสมบูรณ์ไปแล้วนับแต่เวลานั้น การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีข้อทักท้วง หรือมีข้อโต้แย้งการลงนามในข้อตกลงซื้อขายฯ จึงหาใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร ยังไม่มีข้อยุติว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้รับความเสียหายจากการดำเนินโครงการฯ หรือไม่ และผู้ฟ้องคดีได้เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.49 ก่อนที่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือลงวันที่ 28 พ.ย.51 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งว่า การจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

ส่วนเรื่องภาระการเสียภาษี นายอภิรักษ์ โกษะธิน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อจากนายสมัคร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ได้ดำเนินการขอผ่อนผันเพื่อขอยกเว้นภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจาก กรมศุลกากร เนื่องจากเป็นการจัดซื้อตามโครงการที่รับโอนภารกิจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมาโดยตลอด ปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการขออนุมัติยกเว้นภาษี จากกระทรวงการคลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการขอผ่อนผันการชำระภาษี ในระหว่างการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ดังนั้น ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร จึงยังไม่อาจสั่งการตรวจสอบเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับภาระในการเสียภาษี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ไม่สามารถนำรถดับเพลิงออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และต้องมีข้อพิพาทกับกรมศุลกากรแต่อย่างใด พฤติการณ์การกระทำ ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 8 ประกอบกับมาตรา 10 แห่ง พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน จำนวน 429,977,904.46บาท  จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

‘เพื่อไทย’ โชว์ผลงานสภาฯรับร่างกม.ประมง ยกเป็นนโยบาย ทวงคืนเจ้าสมุทร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543647

24 ก.พ. 2566

'เพื่อไทย' โชว์ผลงานสภาฯรับร่างกม.ประมง ยกเป็นนโยบาย ทวงคืนเจ้าสมุทร

‘เพื่อไทย’ โชว์ผลงานสภาฯรับร่างกฎหมายประมง เดินหน้าสู่วาระ 2 ‘หมอชลน่าน’ ยกเป็นนโยบายพรรค ทวงคืนตำแหน่งเจ้าสมุทรกลับมา ด้าน ‘ปลอดประสพ’ ตำหนิรัฐบาลไม่ได้เป็นสมาชิกEU แต่รับลูกอย่างรวดเร็ว ไร้ประโยชน์

พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวนโยบาย “ประมงโดยพรรคเพื่อไทย” ทันที ที่สภาผู้แทนราษฎร รับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. … เมื่อวานนี้ (23 ก.พ.) ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้คำมั่นเป็นเหมาะ หลังจากนี้หากกลับมาเป็นรัฐบาล “นโยบายที่พรรคเพื่อไทยประกาศไปจะกลับนำสู่การขับเคลื่อนให้การประมงไทยกลับมายิ่งใหญ่ประมงไทยจะกลับมาเป็นเจ้าสมุทรอีกครั้ง” 

โดยที่ผ่านมาลงพื้นที่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงรับรู้ถึงปัญหาและความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสที่เกิดขึ้นของชาวประมง หลังจากที่รัฐบาล คสช.ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการประมง ปี พ.ศ 2558 หวังแก้ปัญหาและรักษาอำนาจให้กับตัวเอง จากข้อเสนอของสหภาพยุโรป หรือ EU เกี่ยวกับการประมงที่ไม่ถูกกฎหมาย ที่ไม่มีการรายงานและไม่มีการควบคุม (IUU  Fishing) ส่งผลกระทบมาสู่ประเทศไทย ทำให้ประมงไทยที่เคยรุ่งเรืองอันดับต้นๆของโลกต้องตกอยู่ในลำดับที่น่าอเนจอนาถ กระทบต่อรายได้หลักของประเทศปีละแสนล้าน ต้องสูญหายไป

สำหรับในการพิจารณาในวาระที่ 2 มีการตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาปัญหาการประมง พรรคเพื่อไทยได้โควตาคณะกรรมาธิการ 6 คน เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงจากชาวประมงเป็น 2 คน ได้แก่ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ที่ปรึกษาสมาคมชาวประมงแห่งประเทศไทย และนายไตรฤกษ์ มือสันทัด นายกสมาคมชาวประมงของจังหวัดชุมพร ซึ่งจะร่วมแสดงความคิดเห็นและวิธีการแก้ไขปัญหาในร่างกฎหมายดังกล่าวนี้เพิ่มเติม และเลือกร่างของพรรคเพื่อไทยนี้เป็นร่างหลัก เพราะมีหลักการที่ครอบคลุมและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงมากที่สุด 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมาธิการฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณ สส. ทั้งสภา รวมถึงฝ่ายรัฐบาลด้วย ที่ได้ช่วยกันลงคะแนนเสียง พ.ร.บ.ประมง ผ่าน ซึ่งวันหนึ่งจะสำเร็จ จะปลดพันธนาการ ความเป็นทาสได้สักที ในฐานะที่เรียนจบด้านประมงและยังเป็นอธิบดีกรมประมงยาวนานที่สุด แต่ก็รู้สึกแปลกใจที่ สส. ฝ่ายรัฐบาล รับทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้อง

ขอให้ชาวประมงมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะต่อสู้เรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และมั่นใจว่าจะชนะทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชาวประมงลำบาก จึงตั้งใจที่จะเอาชนะให้ได้ เพื่อไม่ให้การประมงสูญสลาย  เราจะไปเจรจากับอียูอย่างตัวเท่ากัน ภาคอุตสาหกรรมประมงผลิตไปขายยุโรปจำนวนมาก ไม่ต้องกลัว ในชีวิตผมเคยต่อสู้แบบนี้มาหลายครั้ง ขอให้มั่นใจถ้าได้เป็นรัฐบาล

นายปลอดประสพ ยังตำหนิรัฐบาลทหารที่ขายชีวิตชาวประมงเพียงเพื่อให้ได้รับรองไปเยี่ยมประเทศของเขาได้ และขอตำหนิข้าราชการบางคนที่มารังแกพี่น้องชาวประมง 

ทั้งนี้ อียูเคยกล่าวหารัฐบาล คสช.ดังนี้ 

1.ไทยไม่มีกฎหมายประมงที่ตอบสนอง IUU ถือเป็นการหาเรื่อง เพราะ IUU เกิดมาทีหลัง 

2.ไทยไม่มีนโยบายประมงทะเล หากไทยไม่มี เราจะเป็นประเทศที่มีการประมงเจริญที่สุดในโลกได้อย่างไร

3. ไทยไม่มีกฎหมายบังคับให้มีอุปกรณ์ติดตามเรือ หรือ VMS ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวเกิดมาภายหลัง ประเทศไทยได้แต่ยอม แต่ไม่มีงบให้ชาวประมงไปจัดซื้อ 

4.ไทยไม่มีแผนปฏิบัติการ IUU 

5.ไม่มีระบบตรวจสอบย้อนหลัง 

นายปลอดประสพ กล่าวว่า ทั้งหมดคือ 5 ข้อกล่าวหา และส่งใบเหลืองให้กับประเทศในเอเชียทั้งหมด ประเทศอื่นๆ ไม่ตอบสนอง แต่ประเทศไทยเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมออกกฎ 20 ข้อ จากนั้นทุกปีก็มีการเจรจามา 4-5 ปี แล้วออกระเบียบได้ 100 ข้อ เพื่อสนองคำขอของอียู 5 ข้อ แบบนี้ถือว่าทำไม่ได้ เพราะปัญหาที่เป็นต้นเหตุ คือ 1 ใน 28 ประเทศ เป็นคู่แข่งด้านการประมงของประเทศไทย 


อียูประกาศแบบนี้รับรองให้ใน 28 ประเทศเท่านั้น แต่ไทย ไม่ได้เป็นสมาชิกอียู กฎหมายนี้ต้องใช้เขตเศรษฐกิจเฉพาะของอียูเท่านั้น แต่เหตุใดจึงใช้กฎนี้กับประเทศไทย  ในขณะที่การรับมือของประเทศอื่นคือ รับฟังแต่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ทันที ส่วนไทยดำเนินการอย่างรวดเร็ว 

“รัฐบาลทหารเพียงต้องการสถานะระหว่างประเทศที่แลกมาด้วยชีวิตชาวประมงแสนกว่าคน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาท เรื่องนี้ต้องไว้ใจพรรคเพื่อไทย เราทำได้ เพราะพรรคเพื่อไทยคิดใหญ่ ที่จะเข้าไปแก้ไขกฎหมาย” นายปลอดประสพกล่าว

นายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมาธิการฯนายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมาธิการฯ

‘เลือกตั้ง66’ สร้างเม็ด ‘เงินสะพัด’ แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543646

24 ก.พ. 2566

'เลือกตั้ง66' สร้างเม็ด 'เงินสะพัด' แสนล้าน

นักวิชาการเชื่อว่า ไตรมาสสองของปีนี้จะมี ‘เงินสะพัด’ นับแสนล้านบาท ผลพวงจากการ ‘เลือกตั้ง66’ สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

การประกาศกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนแล้ว  ยังจะทำให้ไตรมาส 2 ของปีนี้ มีเงินสะพัดหมุนเวียนกว่าแสนบ้านบาท

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้ง66 จะมีเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 50,000 ล้านบาท มีที่มาจากธุรกิจที่เกี่ยวกับกิจกรรมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เช่น ธุรกิจทำป้ายโฆษณาหาเสียง ซึ่งเงินเหล่านี้เป็นเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว 

การประกาศยุบสภาในเดือนมีนาคม และกำหนดวันเลือกตั้ง 7 พ.ค. 66 มีการตอบสนองในเชิงบวกจากตลาดหุ้นชัดเจน เพราะมีสถิติในอดีตว่า ระหว่างการเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง66  ธุรกิจใดจะได้อนิสงส์ และความชัดเจนนี้เอง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น และสามารถวางแผนในการซื้อหุ้นได้มากขึ้น

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดหวังว่าหลังการเลือกตั้ง66 จะได้เห็น รัฐบาลที่ได้รับยอมรับจากประชาชน  และมีเสถียรภาพ คัดเลือกคนมีประวัติดี มีความสามารถโดดเด่นเข้ามาทำงาน   มีนโยบายในการดูแลเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่ 5%  และต้องการให้รัฐบาลใหม่ขจัดปัญหาคอรัปชั่น อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับนโยบายที่รัฐบาลใหม่ ควรต้องทำ คือ ดันเศรษฐกิจไทยเติบโตสูง-ระยะยาว นโยบายเก่าของรัฐที่ผ่านมา ถ้าดี ก็ควรส่งเสริมหรือสานต่อ   เตรียมแผนสำหรับรองรับ สังคมผู้สูงอายุ 
มีนโยบายในการเพิ่มจำนวนประชากรให้เป็นบวก ลดความเหลื่อมล้ำ และขจัดคอรัปชั่น

ขณะที่นักวิชาการอาวุโส สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) นณริฎ พิศลยบุตร มองว่าการเลือกตั้ง66 จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างน้อย 15% หรือ 0.05% ของจีดีพี ซึ่งเม็ดเงินสะพัดส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายสู่พื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

โดยรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ระยะสั้นต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ ให้สามารถให้ระดับหนี้ให้กลับไปอยู่ช่วงก่อนโควิด ส่วนระยะยาวต้องดึงเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ 

สองตระกูลใหญ่ ‘นครนายก’ ทำอุณหภูมิ ‘เลือกตั้ง66’ เดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543638

24 ก.พ. 2566

สองตระกูลใหญ่ 'นครนายก' ทำอุณหภูมิ 'เลือกตั้ง66' เดือด

‘เลือกตั้ง66’ ที่ ‘นครนายก’ เดือดปุดๆ ตระกูลกิตติธเนศวร ดวลกับ อิสระเสนารักษ์ แถมยังมีศึกสายเลือดชิงเก้าอี้ สส. ด้วย

ในทางการเมือง2 ตระกูลใหญ่ อย่าง กิตติธเนศวร กับ อิสระเสนารักษ์ มีพื้นที่ห่ำหั่นกันอยู่ที่นครนายก   มาตั้งแต่ท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ นานกว่า 20 ปี ซึ่งต่างฝ่ายสลับกันแพ้ชนะ แต่เมื่อถึงคราวเลือกตั้ง66 ส่งผลให้ยิ่งต้องจับตาอุณหภูมิการเมืองในพื้นที่

โดยเฉพาะทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง สองตระกูลบ้านใหญ่ต่างพร้อมลงสนาม เพื่อพาตัวเองเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

ย้อนกลับไปยังการเลือกตั้งปี 62 นครนายก มีเพียงเขตเดียว ตกเป็นของ เสี่ยอ๋า วุฒิชัย กิตติธเนศวร จากเพื่อไทย โดยช่วงปี 54 เสี่ยอ๋า เคยสังกัดภูมิใจไทย ก่อนจะย้ายกลับมาพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 62 กระทั่งเลือกตั้ง 66 เสี่ยอ๋า ขอหวนกลับชายคาค่ายสีน้ำเงินอีกครั้ง

รอบนี้ เสี่ยอ๋า จะขยับตัวเองไปลงเขต 2 แล้วส่งลูกชาย เสี่ยอ๋อง ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร มารักษาพื้นที่นี้แทน โดยเขตนี้ ตระกูล กิตติธเนศวร พกขุมกำลังมาเต็ม โดยเฉพาะฐานเสียงทั้ง อบต. ส.อบจ. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีม เสี่ยอ๋า และ เสี่ยอ๋อง มาคอยสนับสนุนเพื่อชนะเลือกตั้งหนนี้

ส่วนประชาธิปัตย์ คาดว่าจะส่งบ้านใหญ่ อิสระเสนารักษ์ คือ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ มือตรวจสอบค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม กลับลงสนามอีกครั้ง เพื่อทวงแค้นให้ลูกชาย สกลชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ต้องพ่ายไปในการเลือกตั้งรอบที่แล้ว ทำให้เขตนี้ จึงเป็นพื้นที่โฟกัสในศึกเลือกตั้ง 66

ถัดมาเขต 2 ต้องบอกว่าเดือดไม่แพ้กัน เพราะเป็นการฟาดฟันกันเองของตระกูล กิตติธเนศวร โดย  เสี่ยอ๋า วุฒิชัย ซึ่งจะสวมเสื้อลงในแบรนด์ภูมิใจไทย แต่ต้องมาเจอกับหลานชายแท้ๆ คือ  เกรียงไกร กิตติธเนศวร ลูกชาย สิทธิชัย กิตติธเนศวร อดีต สส.นครนายก พรรคเพื่อไทย พี่ชายของ เสี่ยอ๋า จึงทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นศึกสายเลือด

สำหรับ เสี่ยอ๋า อาจมีข้อเสียเปรียบ คือ เป็นฝ่ายค้าน โดยการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอยู่เขต 1 แต่พอเลือกตั้ง 66 ย้ายมาแข่งในเขต 2 จึงทำให้เป็นงานหนัก อีกทั้ง มาชนกับหลานชาย ซึ่งเป็นสายตรงคนแดนไกล และยังมีกระแสคนเสื้อแดงเป็นทุนรอน จึงทำให้มีแต้มต่อ แต่สุดท้ายผลเป็นอย่างไรต้องมาลุ้นกัน

สนามเลือกตั้งนครนายก นอกจากจะเป็นการฟาดฟันระหว่าง 2 บ้านใหญ่ขั้วตรงข้ามแล้ว ก็ยังมีสายเลือดเดียวกันมางัด ทำให้สนามสนามกลายเป็นศึก ช้างชนช้าง ที่ห้ามละสายตา ในการเลือกตั้ง66 นี้