เฉลิมฉลองความคลาสสิกร่วมสมัย ‘ECCO 60th ANNIVERSARY’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726600

เฉลิมฉลองความคลาสสิกร่วมสมัย ‘ECCO 60th ANNIVERSARY’

เฉลิมฉลองความคลาสสิกร่วมสมัย ‘ECCO 60th ANNIVERSARY’

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เอคโค่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้าและเครื่องหนัง ECCO แบรนด์คุณภาพชั้นนำระดับโลกจากประเทศเดนมาร์กเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองความคลาสสิกร่วมสมัย 60 ปี “ECCO 60th ANNIVERSARY” ร่วมเฉลิมฉลองของเอคโค่ ส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสำหรับในครั้งนี้ทางแบรนด์ได้เลือกมาจัดงานที่ประเทศไทยพร้อมเปิดตัว “ECCO Spring/Summer 2023 Collection” คอลเลคชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้คนที่มีโอกาสได้กลับออกมาเดินสัมผัสโลกกว้างเพื่ออิสระในการใช้ชีวิตที่กว้างขึ้น

นอกจากนี้ภายในงานยังได้พบกับผลงานศิลปะมาสเตอร์พีซ “FROM WASTE TO ART” ที่สร้างสรรค์โดย 3 ศิลปินชื่อดังระดับโลก ทั้งจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย รวมทั้งเป็นครั้งแรกกับการพบกับ Friend of ECCO (เฟรนด์ ออฟ เอคโค่) ประเทศไทยที่สาวๆ ทั้งประเทศต้องกรี๊ดปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก Sarah Saloraในวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2566 เวลา 13.00-16.00 น. ณ อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก Pearl Bangkok (BTS อารีย์)

เตรียมช้อป โปร 5.5 กับ ‘บุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น’ ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726681

เตรียมช้อป โปร 5.5 กับ ‘บุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น’ ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

เตรียมช้อป โปร 5.5 กับ ‘บุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น’ ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.54 น.

โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์  จัดขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะกับบุฟเฟต์ดินเนอร์ ที่รวมซีฟู้ดและซูชิพรีเมียมไว้กับอาหารนานาชาติให้คุณทานได้ไม่อั้นสำหรับมื้อเย็น เมนูเด็ดที่ไม่ควรพลาดคือ ขาปูอลาสก้า หอยปีกนก ข้าวหน้าเป๋าฮื้อซอสมันปูญี่ปุ่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิว แซลมอนและกุ้งดองซีอิ๊วเกาหลี และ เทปปันยากิกุ้งแม่น้ำ ที่ห้องดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ ราคาท่านละ 1,299 บาท (จากปกติ 1,700 บาท) ลดเหลือเพียง 890 บาท เพียงวันเดียวเท่านั้น คือวันที่ 5 พฤษภาคม แต่สามารถนำบัตรบุฟเฟต์มาใช้บริการได้ถึง 4 มิถุนายน 2566 

บุฟเฟต์มื้อเย็นเปิดบริการเวลา 18.00 – 22.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8429-30 หรือ ไลน์ @theemeraldhotel  และ http://www.facebook.com/theemeraldhotel

เปิดกรุมนต์เสน่ห์ ‘งานศิลป์’ ใน ‘NAPAT (ณภัทร) Image Collection & The New Artistic Products of Aesthetic Thailand by NAPAT PAVAPUTANONT’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726654

เปิดกรุมนต์เสน่ห์ 'งานศิลป์' ใน 'NAPAT (ณภัทร) Image Collection & The New Artistic Products of Aesthetic Thailand by NAPAT PAVAPUTANONT'

เปิดกรุมนต์เสน่ห์ ‘งานศิลป์’ ใน ‘NAPAT (ณภัทร) Image Collection & The New Artistic Products of Aesthetic Thailand by NAPAT PAVAPUTANONT’

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.00 น.

เปิดกรุ มนต์เสน่ห์ “งานศิลป์” ใน “ NAPAT (ณภัทร) Image Collection & The New Artistic Products of Aesthetic Thailand by NAPAT PAVAPUTANONT” ต่อยอดของสะสมงานศิลป์ แรงบันดาลใจสู่ ‘แบรนด์ผ้าไทยพื้นเมือง’ ดังไกลในเวทีโลก

มนต์เสน่ห์ของ “งานศิลป์” คือสิ่งพิเศษที่สามารถสร้างคุณค่าแห่งความสุนทรีย์อันชวนหลงใหลแก่ผู้รักงานศิลป์ ยิ่งไปกว่านั้นงานศิลป์ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากจะมีคุณค่าที่ยากจะประเมินแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลัง ให้ต่อยอดนำไปสู่ผลงานอันเลื่องชื่อได้

บิม-รุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ‘ลูกสาวคนเดียวและเป็นตัวแทนทายาท’ ของ “ณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม” คนดังระดับประเทศ ผู้ค่ำหวอดในวงการละครและโลกของแผ่นฟิล์มมายาวนาน สู่บริบทใหม่ในฐานะผู้สานต่อ ‘แบรนด์ NAPAT’ แบรนด์ผ้าไทย Original Handmade ที่ได้แรงบันดาลใจจากของสะสมของคุณแม่ณภัทรผู้จากไป ที่ได้ส่งมอบศิลปะอันเปี่ยมคุณค่าไว้แทนความรักและความทรงจำอันมีค่า อาทิ การสะสมผ้าไทยพื้นเมืองชนเผ่าที่หายาก ตลอดจนชิ้นงานภาพวาดจำนวนนับไม่ถ้วน ที่เกิดจากเส้นสายลายศิลป์ในแต่ละยุคต่าง ๆ  ของศิลปินชื่อดังหลากหลายท่าน นำมาสู่การจัดแสดงผลงานให้บุคคลทั่วไปได้สัมผัสใน “NAPAT,  Image Collection & The New Artistic Products of Aesthetic Thailand by NAPAT PAVAPUTANONT” ณ MeArt Gallery ชั้น 2 River City Bangkok ที่เปิดให้ชมอย่างเป็นทางการเมื่อ 6 เมษายนที่ผ่านมา

โดย บิม รุสนันท์ ผู้สานต่อแบรนด์ NAPAT เล่าว่า “จุดเริ่มต้นมาจากความเป็นนักสะสมงานศิลป์ทุกแขนงของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไทยหลายประเภท รูปวาดจากศิลปินหลายรุ่น งานไม้ เฟอร์นิเจอร์เก่า ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนมีคุณค่าและมีเรื่องราวที่น่าสนใจทั้งสิ้น

นับตั้งแต่วันที่คุณแม่จากไป บิมได้เริ่มต้นค้นหาเรื่องราว ที่มาเหล่าของสะสมนับร้อยชิ้นของคุณแม่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการต่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ค่อยๆ เรียงร้อยเรื่องราวปะติดปะต่อ ตัวบิมเอง ต้องรับบทเป็นเหมือนนักสืบที่ค่อย ๆ แกะรอย เพื่อตามหาจุดเริ่มต้นของสิ่งของสะสมทุกชิ้นเหล่านั้น ซึ่งยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการหาผ่านการพูดคุยทางไลน์ การจดบันทึก การถามเรื่องราวต่าง ๆ จากเพื่อนคุณแม่ ผู้ร่วมงานกับคุณแม่ มันคล้ายกับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ทุกครั้งที่ได้ค้นหา หรือได้ฟังเรื่องราว มันทำให้ได้นึกรำลึกถึงคุณค่าคุณแม่ไปด้วย การตามรอยจึงเป็นเรื่องที่เหนื่อยแต่สนุกตลอด 3 ปีที่คุณแม่จากไป เวลาผ่านไปในทุก ๆ วันที่เราต้องพยายามค่อย ๆ คิดและต้องตกผลึกให้ได้ ในฐานะทายาทผู้สืบทอดที่ต้องดูแลของสะสมทุกชิ้นของคุณแม่และสร้างคุณค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วันนี้บิมจึงเลือกที่จะสร้างคุณค่าให้กับความรักและความทรงจำต่อการสะสมงานศิลป์ของคุณแม่ ณภัทร ด้วยการพาสิ่งที่ท่านรัก มาถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่รักในงานศิลปะเช่นเดียวกันได้สัมผัส จึงเป็นที่มาของการจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ “NAPAT, Image Collection & The New Artistic Products of Aesthetic Thailand by NAPAT PAVAPUTANONT ในครั้งนี้ เป็นการรวบรวมงานสะสมต่างๆ ของคุณณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน อาทิ กระเป๋าแบรนด์ NAPAT ที่ได้มีโอกาสโชว์บนเวทีระดับโลกอย่าง Paris Fashion week 2022 เมื่อเดือนกันยายน 2565 ร่วมกับเสื้อผ้าไทยชนเผ่าแบรนด์ “HILLTRIBE HOUSE” ของดีไซเนอร์มากฝีมือ คุณพิมพ์จุฑา เพอร์วิส ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกใจคือ ท่านมีใบหน้าละม้ายคล้ายคุณแม่ของบิมมาก ยิ่งทำให้บีมรู้สึกผูกพันธ์ และอีกทั้งท่านยังเป็นเหมือนผู้จุดประกายแรงบันดาลใจ ในการนำชิ้นผ้าไทยสะสมของคุณแม่ สู่การสร้างสรรค์งานแฟชั่นที่จะผลักดันผ้าไทย ให้ดังไกลไปทั่วโลกอีกด้วย นับว่านี่คือจุดเริ่มต้นในการสานฝันของคุณแม่ได้สำเร็จยกระดับคุณค่าของสะสมได้อย่างแท้จริง

ตลอดจนยังมีการจัดแสดงภาพวาดในคอลเลคชันต่าง ๆ จากศิลปินชื่อดังมากมาย เช่น ภาพหายากของ “อาจารย์จรูญ บุญสวน” ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินที่คุณณภัทรชื่นชอบผลงานเป็นอย่างมาก หรืองานภาพสีอะคริลิคของอาจารย์สมบูรณ์ มุนีวงษากุล เป็นต้น

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าชมงานสะสมอันทรงคุณค่า ตลอดจนผลงานจากแบรนด์ NAPAT ได้ที่นิทรรศการ “NAPAT, Image Collection & The New Artistic Products of Aesthetic Thailand by NAPAT PAVAPUTANONT” เปิดแสดงทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 6 -29 เมษายน  2566 เวลา 11.00 – 19.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) ณ MeArt Gallery ชั้น 2 River city Bangkok สนใจผลงานหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ โทร.085-9259955 หรือ meartgallery.th@gmail.com

The People เปิดเวทีเสวนา ‘Hang Over Forum’ ถอดสูตรวัฒนธรรมการดื่มทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726631

The People เปิดเวทีเสวนา ‘Hang Over Forum’ ถอดสูตรวัฒนธรรมการดื่มทั่วโลก

The People เปิดเวทีเสวนา ‘Hang Over Forum’ ถอดสูตรวัฒนธรรมการดื่มทั่วโลก

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.54 น.

The People สื่อรุ่นใหม่ที่นำเสนอเนื้อหาสร้างสรรค์จากเรื่องราวของ ‘คน’ แบบเจาะลึกในทุกแง่มุม ไปจนถึงบทวิเคราะห์วิธีคิดของบุคคลผู้ที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมในเชิงบวก จากอดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต ได้ประกาศจัดงาน  Hang Over Forum เมื่อความเมาของเราไม่เท่ากัน วงเสวนาอันแสนรื่นรมย์ว่าด้วยเรื่องความเมาและความเท่าเทียม เวทีแสดงความคิดเห็นภายใต้หัวข้อ การถอดสูตรวัฒนธรรมการดื่ม สู่ผลลัพธ์ คือ ความเท่าเทียม ศึกษาวัฒนธรรมการดื่มทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย พร้อมเจาะประเด็น โอกาส และความท้าทาย ที่ผู้ประกอบการเครื่องดื่มไทยต้องก้าวผ่านพ้นไป ด้วยการจับมือกัน คู่เคียงไปกับภาครัฐ เพื่อสร้างโอกาสและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์และเท่าเทียม

ลองศึกษาถึงวัฒนธรรมของการดื่มเราจะเห็นได้ถึงสาเหตุ วิธีการและผลที่ได้จากการดื่ม  ซึ่งมีเหตุปัจจัยและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป การใช้เครื่องดื่มในวัฒนธรรมอาจไม่ได้ให้ผลร้ายเสมอไป  เนื่องจากเป็นเพียงสื่อหรือสัญลักษณ์ในการดำรงอยู่และขับเคลื่อนพิธีการ เป็นการดื่มเชิงสังคม แต่เราก็ไม่มองข้ามถึงการบริโภคที่มากล้นเกินนั้นได้ส่งผลต่อชีวิตของผู้บริโภค การทำความเข้าใจวัฒนธรรมการดื่มในบริบทสังคมวัฒนธรรมจึงเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มมุมมองให้เป็นที่เข้าใจโดยกระจ่างทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ครอบคลุมและลุ่มลึกให้มากกว่าที่ปรากฏอยู่  พร้อมพิจารณาบทบาทของแอลกอฮอล์ในฐานะที่เป็นสินค้าและองค์ประกอบในระบอบคุณค่าที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ วัฒนธรรมการดื่มโซจูที่มาพร้อม soft power เกาหลี ทำให้คนไทยเริ่มนิยมดื่มโซจู ผูู้ประกอบการที่ทำโซจู เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม RTD ที่เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดื่มง่าย เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นและนักดื่มหน้าใหม่ กลับเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์แบบซอฟต์ดริ้งค์ อันจะส่งผลต่อการเข้าสู่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักดื่มหน้าใหม่หรือไม่

การยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตให้เทียบเท่าประเทศที่เจริญแล้ว น่าจะเป็นทางออกของการลดการบริโภคแอลกอฮอล์ เพิ่มเม็ดเงินภาษีสรรพสามิต และขจัดข้อกังขาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ลักลั่นในโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มไทย

ธนพงศ์ พุทธิวนิช บรรณาธิการบริหาร The People กล่าวถึงวัถตุประสงค์ของงานครั้งนี้ว่า “ด้วย The People เป็นสื่อที่นำเสนอเรื่องราวของ “คน” ผ่านบริบทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เรื่องราวของการกินดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ที่มักจะเป็นประเด็นอ่อนไหวอยู่เนืองๆ

เมื่อกล่าวถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะพบภาวะความสัมพันธ์แบบทั้งรักและชัง เป็นที่เลี่ยงไม่ได้ว่ารายได้ที่ได้จากการจำหน่ายเครื่องดื่มดังกล่าว มีมูลค่าสูง อีกทั้งช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับต่างชาติ   แต่ในทางตรงกันข้ามเราไม่ปฏิเสธถึงผลเสียที่อาจตามมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สังคมไทยเองนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องดื่มนั้นอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนตลอดมา โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในทำเนียบนักดื่มลำดับที่ 41 ของโลก จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก เมื่อเทียบอัตราส่วนการดื่มเฉลี่ย 20.3 ลิตรต่อคนต่อปี หรือ 43.9 กรัมต่อคนต่อวันของนักดื่มชาวไทย มาจากการดื่มสุรา หรือ เหล้า เป็นหลัก ตามหลังมาด้วยเบียร์ และไวน์ซึ่งตัวเลขชุดนี้ เป็นทั้ง โอกาส และความท้าทาย

โอกาส ในที่นี้คือโอกาสของคราฟท์เบียร์ และ สุรากลั่นพื้นบ้านไทย ในวันนี้ที่กระแสความเป็นท้องถิ่นกำลังเป็นเอกลักษณ์ และจุดขายสำคัญของ Soft Power อย่างโซจู ที่ถูกหอบหิ้วไปกับอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีเพื่อสื่อสารกับโลก

ในส่วนของความท้าทายนั้น คือการลดอัตราการดื่ม หรือ ลดนักดื่มหน้าใหม่ ที่สะท้อนออกมาในรูปแบบของกำแพงภาษี ซึ่งเปรียบเสมือน 2 ด้านของเหรียญ ที่กำลังกลายเป็นความคาดหวัง และคำถาม ความคาดหวัง ของหลายๆ คนที่ต้องการผลักดันเบียร์และสุราไทยให้ไปไกลสู่ระดับสากล ที่กำลังพยายามปีนกำแพงภาษีเท่าที่แรงของตัวเองจะเอื้ออำนวย

คำถาม ถึงการคำนวณภาษีตามดีกรีที่จะเป็นอีกแรงหนุนที่ทำให้เกิดความหลากหลาย และแรงขับเคลื่อนให้เกิดผู้เล่นหน้าใหม่ๆ มาพัฒนาคุณภาพของวงการ  เพราะประเทศไทยนั้นยังไม่ได้พัฒนายกระดับวิธีการเก็บภาษีให้เทียบเคียงประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ที่กำกับดูแลโดยใช้หลักเกณฑ์ของปริมาณแอลกอฮอล์เป็นตัวตั้ง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับผู้ค้า และผู้ผลิตรายย่อย  จึงเป็นที่มาในการจัดงานวันนี้เพื่อให้ผู้ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนทั้งภาครัฐ และผู้ประกอบการมองไปที่จุดมุ่งหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์และเท่าเทียม”

ทั้งนี้ เมื่อกางกระดาษการจัดเก็บภาษีสำหรับ เบียร์ ที่มีแอลกอฮอลล์ประมาณ 4-7% ถูกกำกับให้เสียภาษีสูงที่สุด 22% ขณะที่ประเภทสุราแช่ อย่างพวกสินค้า RTD ไวน์คูลเลอร์ ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ราว ๆ 4-10% กลับถูกจัดเก็บภาษีอยู่ที่ 10% ขณะที่เครื่องดื่มประเภทวิสกี้ที่มีปริมาณแอลกฮอลล์มากกว่าราว 35-40% ก็ถูกเก็บภาษีอยู่ที่ 20% ส่วนเหล้าขาว ที่มีดีกรีแอลกอฮอลล์สูงถึง 28-40% ถูกจัดเก็บภาษีเพียง 2% เพียงเพราะว่าเป็นเหล้าพื้นถิ่นที่ฝังรากอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนมานาน

กลายเป็นตลกร้ายเกี่ยวกับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย โดยเครื่องดื่มที่ไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0% แม้กระทั่งซอท์ฟดริ้งส์นอกจากจะโดนภาษี 14% ยังบวกภาษีความหวานเพิ่มด้วย ดังนั้น การเสียภาษีสรรพสามิตจึงสูงกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางประเภทเสียอีก ซึ่งก็กลายเป็นคำถามต่อเกี่ยวกับเม็ดเงินจากภาษีสรรพสามิตที่ได้มานั่นเอง

งานเสวนา Hang Over Forum เมื่อความเมาของเราไม่เท่ากัน ได้รับเกียรติจากตัวแทนจากทั้งภาครัฐที่มีหน้าที่ในการดูแลและกำหนดนโยบายการจัดเก็บภาษี , ตัวแทนผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย , รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนศาสตร์ และวัฒนธรรมการดื่ม มาร่วมพูดคุย ซึ่งประกอบไปด้วย

ว่าที่ ร.ต. ประยุทธ เสตถาภิรมย์ ผู้อํานวยการสํานักมาตรฐานและการจัดเก็บภาษี 1 กรมสรรพสามิต ตัวแทนจากกรมสรรพสามิตที่มาเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างการจัดเก็บภาษีที่เป็นเรื่องอ่อนไหวระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก

โดยหยิบยกเรื่องวัฒนธรรมการดื่มกินที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้วโยงมาถึงประเทศไทย ปัจจัยที่มีส่วนในโครงสร้างภาษีของไทย ซึ่งพิจารณาจากหลากหลายมิติทั้งในแง่ผลกระทบ และการสนับสนุนเพื่อให้เหล่าผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้ยั่งยืน พร้อมย้ำการทำงานของภาครัฐยุคใหม่ที่รับฟังมากขึ้น, สร้างความเข้าใจ และหาทางออกร่วมกัน

ส่วน ดวงพร ทรงวิศวะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนศาสตร์ และพิธีกรรายการกินอยู่คือ ได้ย้ำภาพของวัฒนธรรมการดื่มที่ฝังอยู่ในทุกอารยธรรม อยู่ในดินแดนประวัติศาสตร์ของทุกชาติ โดยปูพื้นฐานความรู้ภายในงานเพื่อสร้างความเข้าใจว่า วัฒนธรรมการดื่มไม่ใช่เพื่อความเมาเท่านั้นแต่ในหลายประเทศเกี่ยวโยงไปถึงการรักษา เป็นเรื่องของสุขภาพ

นอกจากนี้ยังได้เรียกร้อง ‘สิทธิ’ ในการเลือกดื่ม สนับสนุนให้คนไทยมีตัวเลือกที่หลากหลาย โดยภาครัฐต้องปรับความคิดและมีความเชื่อใจในประชาชน เชื่อในการดื่มที่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้ ทั้งยังหยิบคำว่า ‘โภชนปัญญา’ (Food Literacy) มาให้ความเข้าใจก็คือ การรู้กิน มีสติในการรู้อะไรดีไม่ดี รู้ว่าจะส่งผลอย่างไรต่อไป สิ่งนี้จะช่วยให้การดื่มอย่างมีคุณภาพเกิดขึ้นในประเทศไทย

ทั้งนี้ ในส่วนของภาคเอกชนตัวแทนจาก 2 ผู้ประกอบการยังได้แชร์ความเห็นบนเวทีเกี่ยวกับ ‘การกีดกัน’ จากภาครัฐ โดย ธนากร ท้วมเสงี่ยม ตัวแทนกลุ่มประชาชนเบียร์ ได้หยิบประเด็นการผูกขาดในตลาดปัจจุบัน ที่ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่รวมทั้งนักดื่มหน้าใหม่ไม่มีทางเลือก

พร้อมเสนอแนวคิดใหม่ให้กับภาครัฐว่า การส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กต้องสร้างความเท่าเทียม การจัดเก็บภาษีควรพิจารณาจากโครงสร้างใหม่ที่เอื้อต่อรายเล็กมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนพวกเขาผ่านกิจกรรมระดับโลกที่ไม่ใช่การกีดกันอย่างทุกวันนี้

ขณะที่เสียงสะท้อนจาก ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า เจ้าของ CHIT BEER แบรนด์คราฟต์เบียร์ไทยบนเกาะเกร็ด ที่เปิดใจฝากตรงถึงภาครัฐเรื่องโครงสร้างการจัดเก็บภาษีในปัจจุบันที่ไม่แฟร์ต่อผู้ประกอบการ หนำซ้ำยังเป็นการทำร้ายทางเลือกของ makers (ผู้ผลิต) มากกว่าด้วย โดยย้ำว่าการส่งเสริมของภาครัฐสำหรับผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้สร้างแต้มต่อให้กับคนตัวเล็ก

ทั้งนี้ ในฝั่งของผู้ประกอบการได้เรียกร้องภาครัฐเปิดโอกาส และปลดปล่อยศักยภาพของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คนไทยมากกว่านี้ สนับสนุนไอเดียที่สร้างสรรค์และบอกเล่าสตอรี่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าไปพร้อมกัน

CMU STeP จับมือกรุงศรีฯ เฟ้นหาสตาร์ทอัพ ลัดฟ้าร่วมงาน ‘Echelon Asia Summit 2023’ ที่สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726595

CMU STeP จับมือกรุงศรีฯ เฟ้นหาสตาร์ทอัพ ลัดฟ้าร่วมงาน ‘Echelon Asia Summit 2023’ ที่สิงคโปร์

CMU STeP จับมือกรุงศรีฯ เฟ้นหาสตาร์ทอัพ ลัดฟ้าร่วมงาน ‘Echelon Asia Summit 2023’ ที่สิงคโปร์

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.46 น.

ครั้งแรกกับ Krungsri UPcelerator Demo Day ที่จัดเต็มอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยผู้ร่วมงานทั้ง สตาร์ทอัพ นักลงทุนและผู้สนใจนับร้อยคนเต็มความจุห้องประชุมออดิทอเรียมของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อมารอชื่นชมความสามารถของสตาร์ทอัพทั้ง 12 ทีม พร้อมลุ้นว่าทีมไหนจะได้เป็นผู้ชนะที่จะได้รับรางวัลเงินสด 300,000 บาท และโอกาสสุดพิเศษบินไปร่วมงานสตาร์ทอัพสุดยิ่งใหญ่ Echelon Asia Summit 2023 ที่ประเทศสิงคโปร์

Krungsri UPcelerator เป็นโปรแกรมเฟ้นหาและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสตาร์ทอัพไทยให้แข็งแกร่งและก้าวเดินอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด ‘Accelerating the Sustainable Future’ โดยโปรแกรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง กรุงศรี ฟินโนเวต และ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ STeP โดยแม้จะจัดขึ้นเป็นปีแรกแต่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จากกว่า 104 ทีมที่สมัครเข้ามา คัดเน้นๆ ได้สตาร์ทอัพคุณภาพที่ผ่านด่านคัดเลือก จนได้ 12 ทีมสตาร์ทอัพที่มีโอกาสเข้าร่วมเวิร์คช้อปในบูทแคมป์สุดเข้มข้นจากรุ่นพี่ เหล่าซีอีโอ บริษัทสตาร์ทอัพไทยชื่อดังที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก โดยการเข้าแคมป์ครั้งนี้เป็นเวลาทั้งหมด 2 เดือน เพื่อเตรียมตัวสู่วัน ‘Demo Day’ วันตัดเชือกของเหล่าสตาร์ทอัพทั้ง 12 ทีมที่จะมาพรีเซนต์นำเสนอธุรกิจให้กับคณะกรรมการได้รับฟัง ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP)

โดยภายในงานได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน ได้แก่ 1) แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด 2) ผศ.ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการ STeP 3) ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ไฟร์ วัน วัน จำกัด 4) ธานี ศรีกุญชร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ 5) พลิศ ฐิตธรรมพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายการลงทุน บริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด มาร่วมเฟ้นหาสุดยอดทีมสตาร์ทอัพ

และหลังจากพรีเซนต์อย่างเข้มข้น เอาจริงเอาจังกับรอบ Demo Day นี้ ก็ได้ผู้ชนะแล้วในปีแรกของ Krungsri UPcelerator โดยทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศคือทีม Daywork ซึ่งเป็นทีมที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสรรหา และบริหารงานพนักงานพาร์ทไทม์ ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมีหัวหอกสำคัญคือ ธีรศักดิ์ มูลตุ้ย CTO, Daywork ทำหน้าที่ในการนำทีม ซึ่งมีจุดเด่นที่สำคัญที่ทำให้ชนะและคว้าใจกรรมการมาครอง ส่วนทีมที่ได้รางวัลรองชนะเลิศคือทีม Hangles ที่เป็นแพลตฟอร์มซื้อ-ขายสินค้าแฟชันมือสองที่เป็นคอมมูนิตี้สำหรับสายแฟแคร์โลกโดยมี เพ็ญพิชา สันตินธรกุล, พิชชาธร สันตินธรกุล Co-founder, Hangles เป็นผู้นำทีม และอีก 3 ทีมที่ได้รับรางวัลพิเศษจาก Krungsri Innovation Center และได้รับโอกาสร่วมงานกับกรุงศรีกรุ๊ป ได้แก่ OneCharge, Tambaan, cWallet

​แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เผยหลังจากได้ร่วมรับฟังการ Pitching ในวันสำคัญอย่าง Demo Day ว่า “ผมขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน เป็นอีกกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทยเพื่อหวังบ่มเพาะเหล่าเมล็ดพันธุ์นี้ให้กลายเป็นสตาร์ทอัพคุณภาพ สร้างสตาร์ทอัพอีโคซิสเต็มส์ของไทยให้แข็งแกร่ง เพิ่มโอกาสผลักดันสู่การเป็นยูนิคอร์น ให้เป็นความภูมิใจของไทย ปีแรกนี้ไม่ง่ายเลยแต่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม และเราจะพัฒนาให้ทุกปีดียิ่งขึ้น เข้มข้นหนักมากขึ้น ขอบคุณทั้ง 104 ทีมที่มาสมัคร ขอบคุณ 12 ทีมที่ทุ่มเทเต็มที่ ใครที่ยังไม่ผ่านไม่ต้องเสียใจปีหน้าเรามาเจอกันใหม่เก็บเกี่ยวประสบการณ์จาก Mentor ไปพัฒนาโปรดักส์และบริการให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ”

ผศ.ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการ STeP เสริมว่า “ยินดีที่ได้มีส่วนร่วมใน Krungsri UPcelerator ภาพรวมของความสำเร็จใน Demo Day วันนี้ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเรากำลังบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยให้แข็งแกร่ง ทั้ง 12 ทีมที่ได้ผ่านการอบรมจากเวิร์คช้อปเข้มข้น ติวจัดเต็มมาแล้วนั้น ต่างก็แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Pitching กันอย่างดุเดือด ถือว่าเป็นความยากลำบากในการตัดสินของคณะกรรมการเลยทีเดียว และทุกคนทำเต็มที่สมศักดิ์ศรีมากๆ ครับ ขอบคุณทุกทีมจริงๆ ครับ”

-(016)

กสศ.สร้าง ‘Learning City ส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ พัฒนาคุณภาพคนควบคู่คุณภาพเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726592

กสศ.สร้าง ‘Learning City ส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ พัฒนาคุณภาพคนควบคู่คุณภาพเมือง

กสศ.สร้าง ‘Learning City ส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ พัฒนาคุณภาพคนควบคู่คุณภาพเมือง

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.35 น.

กสศ. จับมือ 11 หน่วยงาน เร่งสร้าง ‘Learning City ส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ กระจายอำนาจด้านการศึกษา พัฒนาคุณภาพคนควบคู่คุณภาพเมือง หวังปั้น กรุงเทพฯ’ คว้า Learning City Award เป็นพื้นที่แรกภายใน 2 ปี

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวที “Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองเเห่งการเรียนรู้” โดยระดมความร่วมมือจากหน่วยงานในภาคีต่างๆ กว่า 11 หน่วยงาน เพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่เมืองเเห่งการเรียนรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นการจัดทำ Learning City ของไทยอย่างไรให้ตอบโจทย์ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพชีวิตของคน

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่อย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะทำได้ตามลำพัง กสศ. จึงให้ความสำคัญกับการมีภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่มีความเสมอภาคได้จริง

สำหรับเวที ‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’ คือเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้น โดยการใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีช่วยกันพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรมของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่าย เพราะการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา หรือแม้แต่กลุ่มที่ยากจนพิเศษ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม มองว่าปลายทางของการกระจายอำนาจด้านการศึกษา คือการทำให้แต่ละพื้นที่มีอิสระในการจัดการศึกษาหรือดูแลคนของตัวเอง แต่ปัจจุบันการกระจายอำนาจทางการศึกษาในประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้น ซึ่ง กสศ. ยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำต่อไป โดยเชื่อว่าถ้าได้ทดลองทำภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดแบบนี้ เมื่อถึงวันที่โอกาสเปิดหรือการกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริง ความพยายามเหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนในการทำงานที่แข็งแรงขึ้น

ปั้นกรุงเทพฯ คว้า Learning City Award ใน 2 ปี

ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายที่ กสศ. มุ่งหวังมี 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1 การทำให้เจ้าของพื้นที่หรือคนในชุมชนมีความตระหนักรู้ในการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ร่วมกันพัฒนาพื้นที่นั้น ซึ่งการใช้ Learning City เข้ามาช่วยให้เกิดกระบวนการและระบบนิเวศน์การเรียนรู้ในชุมชน กสศ. ต้องการแก้โจทย์เรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา หรือแม้แต่เด็กเยาวชนที่มีความยากจนพิเศษ แต่เครื่องมือเหล่าแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่ในหลายหน่วยงาน เพราะฉะนั้นเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับเป้าหมายที่ 2 คือ กสศ. คาดหวังให้หน่วยงานต่างๆ ทำงานร่วมกับชุมชนในกรุงเทพฯ เนื่องจากกรุงเทพฯ ยังคงมีพื้นที่ของความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน หาก Learning City สามารถเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ได้ ซึ่งภายหลังจาก 2 ปีผ่านไป มีความเป็นไปได้มากที่กรุงเทพฯ จะได้รับ Learning City Award ซึ่งจะส่งผลให้ Learning City ของไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และเป็นเมืองต้นแบบให้เกิดความยอมรับในการทำ Learning City ในเมืองอื่นๆ ของไทย และเป็นการเปิดประตูไปสู่เวทีโลก

อีกทั้ง กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความท้าทายสูงในการทำ Learning City เพราะเป็นเมืองขนาดใหญ่ หากจะทำให้ทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ เป็น Learning City ทั้งหมด อาจใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่หากใช้วิธีการเริ่มต้นทำในบางพื้นที่เพื่อให้ได้รับ Learning City Award ในระยะเวลา 2 ปี จะมีความเป็นไปได้มากกว่า โดย กสศ. จะใช้วิธีทำงานร่วมกับเครือข่ายในชุมชนต่างๆ เพื่อออกแบบลักษณะการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยให้คนในชุมชนเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมและเกิดความเข้าใจ เรียนรู้ได้ด้วยตนเองและพร้อมเสนอความคิดเห็นในการร่วมกันพัฒนาชุมชน

ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จุดแข็งของกรุงเทพฯ คือการมีโรงเรียนในสังกัดจำนวนมาก โดยเปิดรับนักเรียนทุกกลุ่ม ไม่เว้นกระทั่งนักเรียนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ โรงเรียนจึงเป็นพื้นที่เริ่มต้นที่สำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมา กทม. มีการอุดหนุนอาหาร ชุดนักเรียน ตลอดจนการเรียนฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสวัสดิการเบื้องต้นจากโรงเรียนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปกครองของนักเรียนประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ด้วย

ทั้งนี้กรุงเทพฯ มีเครือข่ายมากมาย ซึ่งต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำเป็นผู้ประสานงานที่ดี เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องรองบประมาณ ไม่ต้องแก้ระเบียบ เพียงแต่ต้องดึงความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาเป็นจุดเปลี่ยนในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้ประชาชน อีกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ วันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกแก้ไขแล้วในสิงคโปร์ ยุโรป หรืออเมริกา สิ่งสำคัญก็คือการเรียนรู้ระหว่างกัน เพราะเมืองแห่งการเรียนรู้คือการสร้างเครือข่ายระหว่างเมือง

อย่างไรก็ตาม มองว่าการกระจายอำนาจจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี เพราะคนที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือคนที่กำลังประสบปัญหานั้นอยู่ และควรได้รับการเสริมพลังเพื่อให้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง หากแต่ละท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ก็จะเกิดโมเดลแก้ปัญหาที่หลากหลายขึ้น เมืองแต่ละเมืองจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

“การกระจายอำนาจคือบันไดขั้นที่หนึ่ง บันไดขั้นที่สองคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ การเชื่อมโยงความสำเร็จจากที่อื่น เรียนรู้ระหว่างเมืองต่อเมือง ไม่จำเป็นที่ต้องสร้างสิ่งใหม่ เราอาจจะยืนบนไหล่ยักษ์ ไปร่วมมือกับคนที่เก่งแล้วก็ได้“ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว

ท้องถิ่นร่วมสร้างคน สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาเมือง มีแกนหลักสำคัญใน 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1.การศึกษาคือกลไกสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ และเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคน รวมถึงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการวางรากฐานของประเทศ เรื่องที่ 2. การศึกษายังคงมีปัญหาและความเหลื่อมล้ำอยู่จริง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้เข้าถึงคนในทุกระดับและให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง แต่ในข้อเท็จจริงคุรภาพของการศึกษาไม่เท่ากัน ซึ่งความเหลื่อมล้ำของการศึกษาจึงมี 2 ส่วนคือ คุณภาพการศึกษาและโอกาสทางการศึกษา เรื่องที่ 3. หากต้องการแก้ปัญหาทางความเหลื่อมล้ำของการศึกษาจำเป็นต้องแก้ไขใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การสร้างโอกาสและส่งเสริมการใช้โอกาสของคนแต่ละช่วงวัยที่กำลังเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งรวมถึงระบบการศึกษานอกโรงเรียนที่เป็นการศึกษาตลอดชีวิต และ 2.การสร้างระบบการศึกษาที่ดี ซึ่งจะต้องทำในส่วนของสถานศึกษาและการสร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษา และเรื่องที่ 4. การแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาต้องแก้ไขตามลักษณะของแต่ละชุมชน เนื่องจากมีปัจจัยของปัญหาที่ต่างกัน ดังนั้นจำเป็นต้องให้หน่วยงานในท้องถิ่นและคนในพื้นที่ร่วมกันแก้ไข ทำอย่างไรให้คนในพื้นที่มีความอยากเรียนรู้และต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

แนวคิด เมืองคือฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์  ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความร่วมมือกับต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) ที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาและตลอดชีวิต โดยมีหลายกลุ่มเครือข่ายที่พยายามขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้ลักษณะนี้ในชุมชน โดยเป็นแนวคิดการใช้เมืองเป็นฐานแห่งการเรียนรู้เนื่องจากแต่ละเมืองมีความแตกต่างอย่างหลากหลาย ดังนั้นเบื้องต้นจึงจำเป็นจะต้องมีแผนดำเนินการที่เป็นแนวทางเดียวกันเพื่อสร้างเป้าหมายการเป็น Learning City เช่น จำเป็นต้องมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ทุกวัย เป็นต้น แต่รายละเอียดของการสร้างการเรียนรู้จะแตกต่างกันในแต่ละความขาดแคลนความรู้ของแต่ละพื้นที่หรือชุมชนนั้นๆ

ทั้งนี้ มีการเปิดรับสมัครเมืองที่สนใจเข้าร่วม Learning City แล้ว เมื่อ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยจะเปิดรับสมัครถึง 31 พฤษภาคม 2566 โดยเมืองที่สนใจสามารถกรอกใบสมัครและจัดส่งไปที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก หลังจากนั้นในเดือนมิถุนายน คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ จะดำเนิการพิจารณาใบสมัครเพื่อคัดเลือกเมืองที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวนไม่เกิน 3 เมือง เพื่อเสนอไปยังสถาบันเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโกพิจารณาครั้งสุดท้าย และในเดือนกรกฎาคม เป็นต้นไป สถาบันฯ จะดำเนินการพิจารณาใบสมัครที่ได้รับการเสนอชื่อจากสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก และในเดือนตุลาคมจะประกาศเมืองที่ได้เป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก

นางสาวโศวิรินทร์ ชวนประพันธ์ เจ้าหน้าที่โครงการ กลุ่มงานการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฝ่ายนวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาทักษะ (EISD) สํานักงานยูเนสโกเพื่อการศึกษาส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ) กล่าวว่า สำหรับตัวอย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ได้เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกที่น่าสน เช่น เมืองฌฉิงตูของจีน ที่ได้รับ Learning City Award 2019 ด้านการวางแผนและกลยุทธ์ (Planning and strategies) เนื่องจากเป็นเมืองที่มีกันช่วยกันวางแผนยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในเมืองเฉิงตู มีพื้นที่เฉพาะในการให้การเรียนรู้และมีการกระจายความรู้ทั่วทุกมุมเมือง ทั้งในตัวเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบทของเฉิงตู รวมถึงสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่รวมถึงสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ทำคนรักการเรียนรู้จนเป็นนิสัย รวมถึงเปิดกว้างองค์ความรู้ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย

Learning City ในไทยต้องทำอย่างไร

นอกจากนี้ในการเปิดเวทีระดมความร่วมมือเพื่อจัดทำ Learning City ครั้งนี้ มีการเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน 2 คือ เวทีสร้างแรงบันดาลใจ หัวข้อ “การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยกระบวนการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้” และเวทีชวนคิดชวนคุย หัวข้อ  “How Might We…เราจะทำอย่างไรให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้”

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ  รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า Learning City เป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน สิ่งที่เคยเรียรรู้ในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นการสร้างการเรียนรู้ตลอดเวลาจะช่วยให้ทุกคนในเมืองรักการเรียนรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ โดย Learning City คือการนำความรู้ที่มีอยู่มากมายมาปรับใช้ให้เข้ากับความต้องการของคนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งคนในแต่ละพื้นที่ต้องการความรู้ต่างกัน

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน หรือพื้นที่นั้นๆ เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิด Learning City ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีหลายเครือข่ายในเมืองต่างๆ ของไทยสร้างการเรียนรู้ในระดับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเชื่อมั่นว่ากระบวนการเรียนรู้คือพื้นฐานแรกของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยคนในชุมชนจะต้องเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันความต้องการของชุมชนออกมาให้เครือข่ายได้รู้และเข้าช่วยสร้างระบบนิเวศน์แห่งการเรียนรู้จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า สำหรับพื้นที่พะเยา สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นในการสร้างการเรียนรู้ที่ผ่านมาคือ ผู้คนในพื้นที่เปิดรับความรู้ใหม่ๆ ได้ง่ายและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ

ขณะที่นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) กล่าวว่า การสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะต้องสร้างการเรียนรู้โดยใช้ความต้องการของพื้นที่เป็นฐาน ซึ่งการมีพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้คนในชุมชนได้เข้าเรียนรู้จะช่วยให้เกิดระบบนิเวศน์ของความต้องการเรียนรู้มากขึ้น ซึ่งการรับรู้ไม่จำเป็นต้องผ่านการอ่านเท่านั้น สามารถเรียนรู้ได้จากการแลกเปลี่ยนพูดคุย ผ่านเครื่องดนตรี เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายของการสร้าง Learning City คือ การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้พัฒนาแหล่งเรียนรู้หรือองค์ความรู้ให้ก้าวทันสถานการณ์และเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต และส่งเสริมให้เกิดการนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้และเกิดกิจกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิต

‘รฎาวัญ’ มั่นใจความเสมอภาคช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726579

‘รฎาวัญ’ มั่นใจความเสมอภาคช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในทุกมิติ

‘รฎาวัญ’ มั่นใจความเสมอภาคช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในทุกมิติ

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.14 น.

รฎาวัญ (ลดาวัลลิ์)  เผยไม่กังวล ถูกโจมตี ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พรรคได้ทำชี้แจงเป็นแถลงการณ์ เป็นลายลักษณ์อักษร เชื่อจะสร้างความเสมอภาค เท่าเทียม ทั่วถึง และยุติธรรม รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น

25 เมษายน 2566 พรรคเสมอภาค นำโดย รฎาวัญ (ลดาวัลลิ์) วงศ์ศรีวงศ์ หัวหน้าพรรคเสมอภาค ,ดร.ฐิติพร ฌานวังศะ เลขาธิการพรรค , ดร.พนิดา เกษมมงคล รองหัวหน้าพรรค ,นาดา ไชยจิตต์ ประธานยุทธศาสตร์ด้านความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างดี พร้อมยืนยันว่า อยากได้เสียงจากประชาชนเป็นจำนวนมากเพื่อเข้าไปทำงานสำคัญแทนพี่น้องประชาชน

จากกรณีการเผยแพร่ภาพป้ายหาเสียงของพรรคเสมอภาคซึ่งปรากฏข้อความ “แก้ ร.ธ.น. ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ…” จนเกิดผู้ที่เห็นชอบจำนวนมาก และผู้ที่คิดต่างให้ข้อเสนอแนะเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเซียล ออนไลน์ที่ดังสนั่น ฝ่ายเห็นชอบกับฝ่ายเห็นต่างได้ให้ข้อเสนอเรื่องความเสมอภาค พูดกันถึงความเหมาะสมและการขัดต่อหลักการความเสมอภาค ซึ่งเป็นชื่อของพรรคหรือไม่

กรณีดังกล่าวนี้ พรรคเสมอภาคขอยืนยันว่า มีความตั้งใจที่จะมุ่งส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครองทุกศาสนาและทุกความเชื่อของพี่น้องประชาชน ให้เกิดความเสมอภาค เกิดความกลมเกลียวทางสังคม ยึดมั่นในหลักการที่ว่ารัฐกับศาสนาต้องแยกเป็นอิสระจากกันเป็นรัฐโลกวิสัย(secular state) ให้ประชาชนอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนาได้ดี

ด้านวัฒนธรรม ให้การส่งเสริมและสนับสนุนภาครัฐดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ในการสร้างอัตลักษณ์และอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และจุดเด่นทางทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาและการส่งเสริมการท่องเที่ยว

 โดยพรรคเสมอภาคจะผลักดันให้มีมาตรการทางกฎหมายในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นให้อยู่ในกรอบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญบัญญัติโดยคำนึงถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยในการรับรองรับการถือเสียข้างมากเป็นสำคัญ ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศให้การนับถือมาช้านานให้เป็นศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาในการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทในสถาบันการศึกษาทุกระดับทุกสถานการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรมรักความสุจริตรักความเป็นธรรมและเกิดปัญญาในการพัฒนาตนเอง สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนจะผลักดันให้มีมาตรการทำกฎหมายในการสร้างกลไกให้พุทธศาสนิกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และ  ตั้งใจยกร่างกฎหมาย “พ.ร.บ.ส่งเสริมเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อทางจิตวิญญาณ พ.ศ….”

“ดิฉันขอยืนยันว่ายิ่งไปกว่าด้วยร่างกฎหมายฉบับนี้ หากผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะให้การรับรองและคุ้มครองทุกศาสนา ทุกความเชื่อที่มีความหลากหลายยิ่งของประชาชนในประเทศไทย อาทิ การนับถือการไหว้บรรพบุรุษ การบูชาสถานที่ศักด์สิทธิ์และพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย” รฎาวัญ หัวหน้าพรรคเสมอภาคกล่าว

พรรคเสมอภาคยึดมั่นหลักเสมอภาคและเคารพความหลากหลาย ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อและเขตของพรรคนั้นมีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะคุณนาดา ไชยจิตต์ ประธานยุทธศาสตร์ด้านความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน นอกจากจะเป็นทั้งบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศแล้วยังเป็นมุสลิมหรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามอีกด้วย ด้วยประสบการณ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่มองเห็นว่ารัฐบาลที่ผ่านมาละเลยหรือให้ความสำคัญกับความเชื่อของประชาชนทุกภาคส่วนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ในการนี้เลขาธิการพรรคเสมอภาค ดร.ฐิติพร ฌานวังศะ กล่าวย้ำว่าพรรคเสมอภาคได้ส่งแถลงการณ์แจ้งต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ เป็นลายลักษณ์อักษร ดังข้อความตามที่ปรากฎในแถลงการณ์ฉบับนี้ แสดงจุดยืน เรื่องความเสมอภาค ของพรรคเสมอภาค พร้อมขอบคุณผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่เห็นต่าง สื่อรณรงค์หาเสียงของพรรค เสมอภาคมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมไทยในทุกมิติ และยกระดับให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์การท่องเที่ยว การสร้างคุณค่าด้านความหลากหลายทางเพศและคุณค่าทางวัฒนธรรมเชิงจิตวิญญาณ หรือความเชื่อ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองต่อไปในภายภาคหน้า เพราะพรรคเสมอภาคเชื่อว่า “ความเสมอภาคเป็นเรื่องที่รอไม่ได้”

ดร.พนิดา เกษมมงคล กล่าวปิดท้ายว่า พรรคเสมอภาค มีนโยบายเร่งด่วนเพื่อพี่น้องประชาชนที่เข้าไปและพร้อมทำงานทันที

-(016)

มหกรรมสินค้าลดครั้งยิ่งใหญ่ SHU WAREHOUSE SALE UP TO 90%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726549

มหกรรมสินค้าลดครั้งยิ่งใหญ่ SHU WAREHOUSE SALE UP TO 90%

มหกรรมสินค้าลดครั้งยิ่งใหญ่ SHU WAREHOUSE SALE UP TO 90%

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

หนึ่งปีมีครั้ง มหกรรมสินค้าลดครั้งยิ่งใหญ่ SHU WAREHOUSE SALE UP TO 90%  หลังจากห่างหายกันไป 2 ปี กลับมาครั้งนี้ เรียกว่าจัดเต็มทุกไอเทม ลดกระหน่ำแบบลืมร้อน ทั้งรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า ขนกันมาลดสูงสุด 90% บอกเลยว่าราคาพิเศษสุดๆ เริ่มต้นด้วยราคาหลักร้อย พร้อมโปรโมชั่นอีกเพียบ ตั้งแต่วันที่ 27-30 เมษายน 2566 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ SHU GLOBAL สำนักงานใหญ่ ซอยสาธุประดิษฐ์ 34  โดยจะแบ่งรอบการช้อปปิ้งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่

รอบที่ 1 : วันที่ 27 เมษายน 2566 เวลา 12:00 – 20.00 น.

รอบแม่ค้ารับหิ้ว

รอบที่ 2  : วันที่ 28-30 เมษายน 2566 เวลา 10:00 – 20.00 น.

รอบบุคคลทั่วไป

และเพื่อความสะดวกสบายในการช้อปปิ้ง กรุณาจอดรถไว้ที่เซ็นทรัลพระราม 3 หรือ ปากซอยสาธุประดิษฐ์ 34

สถานที่ : SHU GLOBAL สำนักงานใหญ่ ซอยสาธุประดิษฐ์ 34

Link เส้นทาง : https://g.page/shuglobal?share

สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : SHU.GLOBAL

‘น้ำตาล ชลิตา’นุ่งบิกินี่อาบแดด ทำมัลดีฟส์ลุกเป็นไฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/726839

'น้ำตาล ชลิตา'นุ่งบิกินี่อาบแดด ทำมัลดีฟส์ลุกเป็นไฟ

‘น้ำตาล ชลิตา’นุ่งบิกินี่อาบแดด ทำมัลดีฟส์ลุกเป็นไฟ

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.09 น.

26 เม.ย.66 เป็นสาวสุดฮอตเกินต้านจริงๆ สำหรับ “น้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ที่ล่าสุดได้บินลัดฟ้าไปรับลมทะเลที่มัลดีฟส์ และไม่พลาดที่จะหยิบบิกินีสีหลากสไตล์ไปอวดความเซ็กซี่ แชะภาพริมชายหาด เผยให้เห็นรูปร่างสุดเพอร์เฟกต์ แถมโพสท่าเด็ดอินเนอร์มาเต็มบอกเลยว่าดีต่อใจสุดๆ

.-011

‘คนบันเทิง- เชฟคนดัง’ร่วมส่งสุข ‘ผู้สูงอายุ’รับปีใหม่ไทย ‘บ้านบางแค’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/726834

'คนบันเทิง- เชฟคนดัง'ร่วมส่งสุข 'ผู้สูงอายุ'รับปีใหม่ไทย 'บ้านบางแค'

‘คนบันเทิง- เชฟคนดัง’ร่วมส่งสุข ‘ผู้สูงอายุ’รับปีใหม่ไทย ‘บ้านบางแค’

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.54 น.

เอ สุรพันธ์ ชาวปากน้ำ (ดารานักแสดง, เจ้าของเพจเอส่งสุข)  ร่วมกับครูเต๋า Vocal Director (ภราดร เพ็งศิริ) , โชติกา ปั้นมณี D Care Nursing Wellness Center, เชฟนิค Kokoro (อาคิรา เขมาวุฒานนท์) , เชฟเบิร์ด นันทชัย กู้ชาติ  Kowloon Noodle , กอล์ฟ  ธนพงศ์พันธ์บูรณะคุปต์  Dr. Tunes ,  พร้อมด้วย นักร้อง ศิลปิน แอ๊ป ธุวชิต  วิไลโอฬาร , ปอปี้  The Voice (เกษสิรินภัชร์ จรัณยวัฒน์) วิล มาสเตอร์คีย์ (ธุมากร ธราอัมพวัน) , โน๋ SNOBoq (วีรชาติ นิวัฒน์ภูมินทร์) , ธันวา The Golden Song (ฌณาวุฒิ จันทรปรรณิก) , DJ Ranma (ณัฐพล ฐิตะฐาน) , DJ Kat MUN F.M. (แคทรียา นิภามณี) , กบ GI Code (สุรดา กาญจนภัคพงค์) รวมพลังร่วมส่งความสุขรับปีใหม่ไทย โดยในกิจกรรมนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวอัษฏาวุธ  เหลืองสุนทร, มิค บรมวุฒิ , เฮง โคตรอินดี้ และเพื่อนฝูงคนบันเทิง ร่วมกันมอบของและสนับสนุนงบอาหารกลางวันกับบะหมี่ Kowloon Noodle  ณ บ้านบางแค รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ หลังจากห่างหายการจัดกิจกรรมจากบุคคลภายนอกกว่า 3 ปี เนื่องจากมาตรการรองรับกรณีโรคติดเชื้อโควิดฯ  ที่ผ่านมาอีกด้วย


โดยไอเดียจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้เกิดจากการพูดคุยกันระหว่าง เอส่งสุข เชฟนิค ดีเจแคท และเพื่อนๆ อยากทำกิจกรรมส่งความสุขโดยการนำเสื้อผ้า ของใช้จำเป็นของผู้สูงอายุ รวมถึงบะหมี่หมูแดง สูตรพิเศษของ Kowloon Noodle ไปมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ไทยที่บ้านบางแค  พร้อมกับได้แชร์ไอเดียกับกลุ่มศิลปิน คนบันเทิง มาร่วมส่งต่อความรัก ส่งต่อพลังดีๆ โดยในกิจกรรมมีครูเต๋า ภราดร และครูแก้ว โชติกา เป็นผู้นำกิจกรรมดนตรีเข้าจังหวะและการเล่นเกมส์ โดยแอ๊ป ธุวชิต ศิลปินอารมณ์ดีรับอาสาเรื่องนำเครื่องดนตรีมาร่วมกิจกรรมพร้อมร่วมวางคิวเพลงสร้างความสุข สร้างความสุนทรีย์ให้กับผู้สูงอายุได้เป็นของขวัญรับปีใหม่ไทย โดยเปิดเพลงแรกด้วย ส่งต่อความรัก จาก โน๋ วีราชาติ หรือ NHO SNOboqตามต่อด้วยลูกกรุง จากศิลปินเด็ก ธันวา The Golden Song เพลง เพียงคำเดียว และน้ำตาแสงใต้ เรียกว่าเอาใจคุณตา คุณยาย ก่อนที่จะส่งเพลงเพราะๆ กันต่อกับ เอ สุรพันธ์ ชาวปากน้ำ ที่เสร็จภารกิจการปรุงบะหมี่เกาลูนนู้ดเดิ้ล มาจับไมค์ร้องเพลง “ฝันไป” ให้ผู้ฟังได้ชื่นใจแล้วตามต่อด้วย กอล์ฟ ธนพงศ์พันธ์ , ปอปี้ The Voice . วิล มาสเตอร์คีย์ (ธุมากร ธราอัมพวัน) โดยในงานนี้ยังได้รับเกียรติจาก จุติ ไกรฤกษ์ ท่านรมต. ว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เกียรติมาร่วมในกิจกรรม “ส่งสุข รับปีใหม่ไทย สร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุทั้งหมด 223 ท่าน ณ บ้านบางแคครั้งนี้อีกด้วย
ส่วนกิจกรรมดีๆ ที่จะมาร่วมส่งสุขในครั้งต่อไปในวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2566 ที่บ้านพระพร (พระราม ๙) สามารถเข้าไปติดตามรายละเอียดได้ทางเพจ เอส่งสุข หรือสอบถามได้ที่ 096 770 1447