มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายความสำเร็จ 36 ปี สานต่อตำราสมเด็จย่า ด้วยพันธกิจใหม่ จับมือพันธมิตรรับมือวิกฤติโลกร้อน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายความสำเร็จ 36 ปี สานต่อตำราสมเด็จย่า ด้วยพันธกิจใหม่ จับมือพันธมิตรรับมือวิกฤติโลกร้อน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายความสำเร็จ 36 ปี สานต่อตำราสมเด็จย่า ด้วยพันธกิจใหม่ จับมือพันธมิตรรับมือวิกฤติโลกร้อน

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำประสบการณ์ “ปลูกป่า ปลูกคน” ผ่านตำราแม่ฟ้าหลวงมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ มาปรับแผนองค์กรใหม่ ตั้งหน่วยงาน “ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน” ตอบโจทย์สภาวะโลกในปัจจุบัน ชวนเครือข่ายภาคีทั้งรัฐและเอกชนดำเนินงานรับมือวิกฤติโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนในมิติต่างๆ ของโลกให้ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วขึ้น

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวว่า “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ปรับทิศทางการดำเนินงานใหม่ในปี 2568 ให้เข้ากับบริบทสังคมและยุคสมัย โดยมี 4 กลุ่มงาน คือ กลุ่มงานด้านโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร กลุ่มงานด้านธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ดอยตุง สร้างอาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืน กลุ่มงานด้านการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) พัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และ กลุ่มงานด้านที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนองค์กร โดยใช้องค์ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ที่มีมานานถึง 36 ปี และโครงการเชิงพื้นที่ในอดีตและปัจจุบัน เข้ามาดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างพร้อมขยายการพัฒนาไปใช้ทั้งในและต่างประเทศ

“เราปักธงตำราแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับโลกซึ่งไม่ได้ทำแต่เรื่องของความยั่งยืนในไทยเท่านั้นแต่เป็นการนำองค์ความรู้ที่มีไปเผยแพร่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้หลักการทรงงานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้แพร่หลาย โดยนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทั้งเวทีระหว่างประเทศและใช้กับองค์กรต่างๆ ให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ”

อย่างไรก็ตามสำหรับ 4 กลุ่มงานมีการแบ่งบทบาทการทำงานที่ชัดเจนคือ กลุ่มงานด้านโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ต่างๆ ทั้งในประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ,โครงการร้อยใจรักษ์ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่,โครงการผลิตภัณฑ์แปรรูปป่าเศรษฐกิจ จังหวัดน่าน,โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันและพืชน้ำมันอื่นๆ เป็นต้น ส่วนโครงการในต่างประเทศ อาทิ เมียนมา อัฟกานิสถาน อินโดนีเซีย เป็นต้น

กลุ่มงานด้านธุรกิจเพื่อสังคม ภายใต้แบรนด์ดอยตุง เน้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืนใน 5 กลุ่มธุรกิจย่อย ได้แก่ อาหารแปรรูป กาแฟและแมคคาเดเมีย หัตถกรรม คาเฟ่ดอยตุง เกษตรและท่องเที่ยว

กลุ่มงานการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติมาปรับใช้กับป่าชุมชนใน พ.ศ. 2563 ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนริเริ่ม “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ภาคป่าไม้ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) (อบก.) โดยผลจากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2664 จนถึงปัจจุบัน ครอบคลุมพื้นที่ 258,186 ไร่ ร่วมกับป่าชุมชน 281 ชุมชน 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน และลำปาง ประชาชนเข้าร่วมกว่า 150,000 คน และได้รับความได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานกว่า 25 แห่ง ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจในการพัฒนาโครงการร่วมกัน เพื่อให้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตัวเองได้พร้อมๆ กัน รวมทั้งมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาคนว่างงาน และหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยภาคเอกชนในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจได้ด้วย พร้อมยังช่วยลดอัตราการเกิดไฟป่าให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 จากไฟป่า

ขณะที่ กลุ่มงานด้านที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ที่ถือว่าเป็นนิวเอส เคิร์ฟ (new S-Curve) ที่สำคัญของมูลนิธิฯ เพื่อขยายการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างยิ่งขึ้น“งานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนถือว่าเป็นกลุ่มงานใหม่ที่เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา เพราะโลกทั้งโลกกำลังมองหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยโลกนี้ได้ ขณะที่แม่ฟ้าหลวงฯ มีโซลูชันบางส่วนที่สามารถตอบโจทย์บางส่วนได้ ถ้าธุรกิจเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ผลกระทบเชิงบวกจะกว้างมากขึ้นเหมือนการพัฒนาโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญ 100 ดอยตุง เราอยู่ในโลกที่ไม่มีเวลาแล้ว ดังนั้นวันนี้ต้องทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการให้เร็วที่สุด”

ทั้งนี้ กลุ่มงานด้านที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน จะเป็นการนำองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนมาแบ่งปันให้กับภาคเอกชนและภาคส่วนอื่น ๆ ให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม (last mile implementation solution) ผ่านการเป็นที่ปรึกษาเชิงปฏิบัติการ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผ่านการวางแผนและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะสู่บ่อฝังกลบเป็นศูนย์ การทำระบบ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือ การเรียกคืนบรรจุภัณฑ์, ความหลากหลายทางชีวภาพและการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ ผ่านการประเมินและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การปลูกป่าและฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ, การพัฒนาชุมชน ผ่านการทำความเข้าใจชุมชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การทำโครงการพัฒนาชุมชน เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงบรรเทาปัญหาของประเทศในด้านความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติและความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาและเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ด้วยโครงสร้างการจัดการใหม่นี้ มูลนิธิฯเชื่อมั่นว่า จะสามารถขับเคลื่อนองค์กรต่อไปในบริบททางสังคม และสิ่งแวดล้อมปัจจุบันและ อนาคตได้อย่างยั่งยืน ด้วยจุดมุ่งหมายหลักคือการสร้างคนที่มีคุณภาพ ผ่านทุกโครงการและกิจกรรมเพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ต่อไป

039

‘ตี๋ พัฒนพงศ์ – ตง ธเนศ’ 2 ผู้บริหาร กับบทบาทผู้นำ Luxury Spa ฉลอง 25 ปี divana

‘ตี๋ พัฒนพงศ์ - ตง ธเนศ’ 2 ผู้บริหาร กับบทบาทผู้นำ Luxury Spa ฉลอง 25 ปี divana

‘ตี๋ พัฒนพงศ์ – ตง ธเนศ’ 2 ผู้บริหาร กับบทบาทผู้นำ Luxury Spa ฉลอง 25 ปี divana

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

divana ผู้นำ Luxury Spa และเครื่องหอมเพื่อสุขภาพชั้นนำของไทยและเอเชีย ฉลองการเดินทางก้าวสู่ปีที่ 25 ตอกย้ำความสำเร็จผ่านพลังการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม และถือโอกาสพิเศษนี้เปิดตัว 5 กลิ่น Perfume Oil หอมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปักหมุดส่งต่อความยั่งยืน  นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ‘divana Spa’ เริ่มต้นธุรกิจ Luxury Spa ในบ้านหลังโบราณท่ามกลางสวนสวยและร่มไม้ใหญ่ใจกลางเมือง ให้บริการสปาและทรีตเมนต์สุดพิเศษเฉพาะตัว ก่อนขยายกิ่งก้านสาขาครอบคลุมใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย

จากจุดเริ่มต้นธุรกิจ Luxury Spa สู่เครื่องหอม จากเครื่องหอมสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำไปสู่การมีชีวิตอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้หมายถึงแค่การมีอายุยืนยาว แต่คือศิลปะแห่งการใช้ชีวิตที่สมดุล งดงามและมีคุณค่า ล่าสุดเปิดตัว 5 กลิ่น Perfume Oil พร้อมส่งต่อการดูแลโลกใบนี้ให้ยั่งยืนตลอด 25 ปี แห่งการเดินทางของ divana เต็มไปด้วยความพิถีพิถันและมุ่งมั่นที่จะยกระดับความเชี่ยวชาญในศาสตร์การนวดและคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยล่าสุดจัดงานก้าวสู่ปีที่ 25 ด้วยอีเว้นต์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สรรค์สร้างประสบการณ์กับ 5 กลิ่นหอม Perfume Oil เป็นส่วนหนึ่งในการร่างภาพ ต่อจิกซอว์อนาคต โดยยึดถือหลักความยั่งยืน ณ ลานกิจกรรม ชั้น M ศูนย์การค้า EMSPHERE รับเทศกาลตรุษจีน

คุณตี๋ – พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ divana Board of Director เริ่มต้นเล่าถึงการเดินทาง 25 ปี ของ divana ว่า “นับจากจุดเริ่มต้น…ในช่วงแรกเป็นช่วงที่เรียกว่า From Massage to Spa จากการมองเห็นเทรนด์ของธุรกิจสปา ซึ่งประเทศไทยเราแข็งแรงในศาสตร์การนวด และเรามองภาพ divana ณ วันนั้น ไปพร้อมกับประเมินศักยภาพของตัวเราว่าสามารถสร้างคุณค่า (Value) จากสิ่งที่มีอยู่และเติมเต็มให้เกิดธุรกิจ Luxury Spa ที่ได้มาตรฐาน ด้วยการนำประสบการณ์การทำงานด้านบริการของสายการบินระดับชาติมาเชื่อมโยง ซึ่งไม่ง่าย แต่เราสู้และตั้งใจทำงานอย่างหนักในช่วง 10 ปีแรก 

“กระทั่งเดินมาถึงยุคที่สอง From Spa to Wellness จะเห็นว่าแต่ก่อนเวลาคนเราเจ็บไข้ได้ป่วย คนส่วนใหญ่จะต้องไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล จากตรงนี้เรามองเห็นโอกาสที่นอกจากจะทำ Luxury Spa เพื่อผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถผสมผสานในเรื่องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้ด้วย การมาใช้บริการ divana ไม่ใช่เพียงการผ่อนคลายแต่ยังเติมเต็มในเรื่องของอารมณ์ สุนทรียะ และความงามได้ด้วย” พัฒนพงศ์กล่าว

คุณตง – ธเนศ จิระเสวกดิลก อีกหนึ่ง divana Board of director  เสริม “มีการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้กับการทำ Luxury Spa และผลิตภัณฑ์เครื่องหอม เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำของ divana ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ กับวาระก้าวสู่ปีที่ 25 เราต้องการก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการพูดถึง From Wellness to Longevity นี่ไม่ใช่ยุคที่ผู้คนไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เพราะเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเติมเต็ม ทําให้คนแข็งแรงสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการแก้ปัญหาได้ตรงจุด

“มีการพูดกันว่าเด็ก Generation Beta ที่เกิดในปีนี้ (พ.ศ. 2568) สามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 120 ปี  เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่แค่เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ แต่ยังเป็นเรื่องของคุณค่าในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เราจะมีชีวิตที่ยืนยาวอยู่บนพื้นฐานของร่างกายที่มีความแข็งแรง สมบูรณ์ รวมถึงจิตใจ อารมณ์ จากสถิติพบว่าปัจจุบันมีคนเป็นโรคซึมเศร้าเยอะแยะเต็มไปหมด สิ่งที่จะช่วยให้เขาหายป่วยคือการตื่นรู้และตระหนักในปัญหาสุขภาพ รวมถึงการตื่นนอนขึ้นมาอย่างมีพลังในการออกไปใช้ชีวิต divana ต้องการทําเรื่อง Longevity Life ให้ทุกคนมีความสุขจากความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงจิตวิญญาณ” ธเนศกล่าว

 นอกจากการเป็นผู้นำ Luxury Spa และเครื่องหอม รวมถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สิ่งที่ทั้งคู่เห็นพ้องและ divana ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด คือการส่งต่อความยั่งยืน ตอบกลับคืนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และทุกคนรอบข้าง

“จากวิกฤตการณ์โควิด-19 ทําให้เราเห็นว่ารูปแบบการใช้ชีวิตโดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไปจากเดิม ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ธุรกิจ Luxury Spa และเวลเนสก่อนหน้าโควิด-19 ทำท่าว่าจะไปได้ดี มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการเยอะแยะมากมาย เมื่อเกิดวิกฤตปรากฏว่านักท่องเที่ยวหายไปหมด ทุกคนงดการเดินทาง สปาเป็นธุรกิจแรกที่ถูกปิด และเป็นธุรกิจสุดท้ายที่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการได้ตามปกติ ซึ่งนี่คือความท้าทายที่เราต้องปรับตัว” พัฒนพงศ์ย้อนเล่าอดีตก่อนฉายภาพอนาคต

“การปรับตัว ณ ตอนนั้น ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทํามาทั้งหมดยังไม่พอ คุณค่าของคนเปลี่ยน เราไม่สามารถตอบโจทย์เฉพาะแค่ชาวต่างชาติ หรือคนในประเทศไทย แต่จำเป็นต้องเติมเต็มให้ครบในองค์รวม โดยเฉพาะประชากรโลก หรือ Global Citizen กลุ่มคนเหล่านี้เขาไม่ได้แค่ใส่ใจ หรือให้ความสําคัญเฉพาะแค่ตัวเอง แต่เขาเคารพ (Respect) คนรอบข้าง สังคม และธรรมชาติ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องเดินต่อคือการให้ความสำคัญกับคุณค่าที่แท้จริง สิ่งที่เขาใช้จะต้องไม่ไปทำร้ายคนรอบข้าง สังคม และธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของ divana นั่นคือ Longevity Life การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainable) ครอบคลุมทุกมิติ

“และเป็น Sustainable Meet The New Luxury การกล่าวถึงแต่ Sustainable อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเติมเต็มคําว่า Luxury ให้ครอบคลุมทั้งวิธีคิด วิธีการใช้ชีวิต การเคารพในตัวตนและคนรอบข้าง สังคม ธรรมชาติ ครอบคลุม Personal Life ไม่ว่าจะเป็น สปา (divana Spa และธุรกิจต้นแบบ Dii Wellness Med Spa) คาเฟ่ (Divana Signature Café) โปรดักต์ทุกตัวของ divana ทั้งผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องหอม ทุกอย่างต้องเป็น Longevity Life ภายใต้คอนเซ็ปต์ Sustainable Luxury”

และถือเป็นโอกาสดี เฉลิมฉลองวาระ 25 ปี divana ตอกย้ำความเป็นผู้นำ Luxury Spa และเครื่องหอมเพื่อสุขภาพชั้นนำของไทยและเอเชีย กับการเปิดตัว Perfume Oil 5 น้ำหอมแพลนต์เบสออยล์กลิ่นใหม่จาก divana ออกแบบมาให้สามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว สามารถฉีด Perfume Oil มากกว่าหนึ่งกลิ่นพร้อมกัน ให้ทุกคนได้สนุกไปกับการสร้างสรรค์กลิ่นพิเศษที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบที่ไม่เหมือนใคร ที่สำคัญยังปลอดภัยและอ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และทุกคนที่ใส่ใจในการดูแลผิว

Perfume Oil ทั้ง 5 กลิ่นใหม่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์

-Sunrise (Cedarwood | Jasmine | Black Pepper) กักเก็บความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติในยามรุ่งอรุณ ชวนให้รู้สึกสดใส ราวกับได้สัมผัสบรรยากาศดวงอาทิตย์กำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้น ณ เส้นขอบฟ้า

-Queen of The Night (8 Midnight Flowers | Orange | Musk) สะท้อน 8 ความงดงามอันเย้ายวนของเหล่าดอกไม้ที่บานในยามค่ำคืน ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ชวนสัมผัส ผสานกับความสดชื่นชุ่มฉ่ำของผลส้ม ช่วยดึงความสดใสบริสุทธิ์ของเหล่าราชินีดอกไม้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

-Snow Drop (Peony | Geranium | Patchouli) สูดกลิ่นสายลมจากเกล็ดหิมะแรกของฤดูกาล สร้างจินตนาการที่เจิดจรัส เพื่อเติมเต็มและหล่อเลี้ยงหัวใจ ตลอดจนจิตวิญญาณ

-Laguna (Marine Mint | Leather | Musk) สัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขสงบและความสมบูรณ์แบบ เฉลิมฉลองความกลมกลืนอันงดงามของธรรมชาติและความสุขนิรันดร์

-Foresta (Greenish Cardamom | Jasmine | Vetiver) ดื่มด่ำกับกลิ่นหอมอันน่าหลงใหลของผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ และยั่งยืน เต็มไปด้วยชีวิตและความงามเหนือกาลเวลา

“Perfume Oil 5 กลิ่นหอมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ของ divana ถือเป็นของขวัญที่เราทุกคนมีส่วนในความรับผิดชอบ ช่วยดูแลโลกใบนี้ให้ดีและดียิ่งๆ ขึ้น ในวาระก้าวขึ้นสู่ปีที่ 25 ของ divana กับคำมั่นปักหมุดก้าวสำคัญในฐานะผู้นำ Luxury Spa และเครื่องหอม คู่ไปกับการส่งต่อความยั่งยืนเพื่อสังคม เพื่อธรรมชาติ เพื่อโลกของเรา”

Perfume Oil ทั้ง 5 กลิ่นใหม่

Perfume Oil ทั้ง 5 กลิ่นใหม่

‘อยู่ดี ทวีผลิตผล’ นวัตกรรมพลังงานสร้างสุขประชาชน ยกระดับนวัตกรรมพลังงานไทย สู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

‘อยู่ดี ทวีผลิตผล’ นวัตกรรมพลังงานสร้างสุขประชาชน ยกระดับนวัตกรรมพลังงานไทย สู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

‘อยู่ดี ทวีผลิตผล’ นวัตกรรมพลังงานสร้างสุขประชาชน ยกระดับนวัตกรรมพลังงานไทย สู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.56 น.

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 กระทรวงพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกวดนวัตกรรมด้านพลังงานและพลังงานทดแทนภาคประชาชน ภายใต้แนวคิด “อยู่ดี ทวีผลิตผล” นวัตกรรมพลังงานสร้างสุขประชาชน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ พร้อมส่งเสริม เชิดชู นักออกแบบนวัตกรรมคนไทย และเผยแพร่เทคโนโลยีนวัตกรรมด้านพลังงานสำหรับภาคครัวเรือน ชุมชน และเกษตรกรรมของประเทศไทย ที่มีองค์ความรู้ด้านพลังงานและพลังงานทดแทน ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาใช้งานได้จริง โดยมีพิธีมอบรางวัลเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568 ณ บริเวณพื้นที่พิเศษ ชั้น 4 ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ ถนนลาดพร้าว

เสมอใจ ศุขสุเมฆ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  กล่าวว่า “การประกวดนวัตกรรมด้านพลังงานและพลังงานทดแทน เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา อยู่ดี ทวีผลิตผล นวัตกรรมพลังงาน สร้างสุขประชาชน ได้มีนักออกแบบนวัตกรรมพลังงานภาคประชาชนที่มีองค์ความรู้ด้านพลังงานและพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น คาดหวังว่า จะเป็นแรงผลักดัน และกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานและพลังงานทดแทน เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และสร้างความภูมิใจในผลงานนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย พร้อมทั้งสามารถขยายผลและต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศในอนาคต”

นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า “พพ. ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกสุดยอดนวัตกรรมด้านพลังงานและพลังงานทดแทน จาก 89 ผลงาน คัดเลือกรอบแรก 20 ผลงาน ได้แก่ ประเภทนวัตกรรมพลังงานด้านการส่งเสริมภาคครัวเรือน ชุมชน จำนวน 10 ผลงาน และประเภทนวัตกรรมพลังงานด้านการส่งเสริมภาคเกษตรกรรม จำนวน 10 ผลงาน ซึ่งทั้ง 20 ผลงาน จะได้รับเงินทุนสนับสนุน ผลงานละ 25,000 บาท เพื่อช่วยสนับสนุนและพัฒนาผลงานนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก จำนวน 20 ผลงาน ได้มีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 860,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเกียรติบัตร โดยผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังต่อไปนี้ ประเภทนวัตกรรมพลังงานด้านการส่งเสริมภาคครัวเรือน ชุมชน รางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัล 100,000 บาท ได้แก่ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block โดย วิทยา สวัสดิ์โรจน์ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 รับเงินรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ บ้านผึ้งชันโรง โดยทีมนวัตกรรมบ้านปัญญารัง และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 รับเงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ เตาสองแควสองเด้ง โดย ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก ประเภทนวัตกรรมพลังงานด้านการส่งเสริมภาคเกษตรกรรม รางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัล 100,000 บาท ได้แก่ ระบบควบคุมการรดน้ำอัตโนมัติสำหรับ Smart Farm ด้วยเซ็นเซอร์และประยุกต์ใช้ LORA IoT และ Solar cell เพื่อการควบคุมระยะไกล โดย ทีม Sensor & Embedded Smart farm Team รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 รับเงินรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ เรือรดน้ำอัตโนมัติพลังงานแสงอาทิตย์ โดย สายธาร ม่วงโพธิ์เงิน  และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 รับเงินรางวัล 30,000บาทได้แก่ รถฉีดพ่นสารเคมีควบคุมระยะไกลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยทีมพระอาทิตย์ดำเนินสะอาด

วิทยา สวัสดิ์โรจน์ เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ประเภทนวัตกรรมพลังงานด้านการส่งเสริมภาคครัวเรือน ชุมชน กล่าวว่า อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block สามารถประหยัดพลังงานลดค่าไฟจากการเปิดแอร์ เพราะอิฐระบบนี้จะช่วยระบายอากาศทำให้บ้านเย็นสบาย หากนำอิฐ Air Flow Block มาทดแทนอิฐมวลเบาและอิฐบล็อกทั่วไป ก็จะลดการใช้พลังงาน ได้ประมาณปีละ 1,400 ล้านบาท-2,000 ล้านบาท

ทีม Sensor & Embedded Smart farm Team นักออกแบบนวัตกรรมพลังงานภาคประชาชน เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ประเภทนวัตกรรมพลังงานด้านการส่งเสริมภาคเกษตรกรรม กล่าวถึงผลงานว่า ระบบควบคุมการรดน้ำอัตโนมัติ สำหรับ Smart Farm ด้วยเซ็นเซอร์และประยุกต์ใช้ LORA IoT และ Solar cell เพื่อการควบคุมระยะไกล สามารถนำไปใช้ได้ทั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มปศุสัตว์ กลุ่มสถาบันการศึกษาและกลุ่มทำ Smart farm ซึ่งควบคุมด้วยระบบ IoT หรือ Internet of Things สามารถสื่อสารภายในฟาร์มโดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต เช่น ถ้าความชื้นเกินกว่าที่กำหนดไว้ก็จะเปิดวาล์วน้ำโดยอัตโนมัติ

ดร.อดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า “ทุกผลงานที่ส่งเข้าประกวด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถด้านนวัตกรรมพลังงาน อีกทั้งยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และแรงบันดาลใจในวงการพลังงานและพลังงานทดแทน รวมถึงเป็นต้นแบบของนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคมและโลก อยากให้ภาคประชาชนคนไทย มาร่วมกันยกระดับและพัฒนานวัตกรรมพลังงานไทย ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” 

040

CC DOUBLE O เปิดตัวคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 สะท้อนแนวคิดหลักของแบรนด์ ‘Casual Confidence’

CC DOUBLE O เปิดตัวคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 สะท้อนแนวคิดหลักของแบรนด์ ‘Casual Confidence’

CC DOUBLE O เปิดตัวคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 สะท้อนแนวคิดหลักของแบรนด์ ‘Casual Confidence’

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.09 น.

CC DOUBLE O (ซีซี ดับเบิลโอ) แบรนด์แฟชั่นที่นำเสนอความเรียบง่ายสะท้อนความมั่นใจกับทุกสไตล์ของคุณ ภายใต้แนวคิดหลัก “Casual Confidence” ต้อนรับปีใหม่ ด้วยคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 ที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนถึงความมั่นใจในทุกวันเป็น Everyday Look ที่ผสมผสานความแคชชวล ที่เรียบง่าย ใส่สบาย โดดเด่นด้วยดีไซน์ มินิมอล ผ่อนคลาย แต่สามารถดึงความมั่นใจ สร้างตัวตนในสไตล์ของตนเองได้อย่างลงตัวในทุกๆ โอกาส ไม่ว่าวันทำงานหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ พร้อมรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกจุดของการออกแบบ

ไฮไลท์ของคอลเลกชั่นนี้ ตอบโจทย์เสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยดีไซน์ที่ปรับเปลี่ยนได้หลายลุค รวมไปถึงสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เหมาะสมในทุกโอกาส  ลงตัวทั้งสีสันและลวดลายที่มีความคลาสสิก ผสมผสานกับลายเส้นกราฟิกที่เรียบง่าย คอลเลกชั่นนี้จึงอยากให้ผู้สวมใส่รู้สึกเป็นตัวของตัวเองในทุกโมเมนต์ ดูดีในทุกสไตล์ และรู้สึกมั่นใจแบบ Effortless สะท้อนความเป็นตัวของตัวเองที่เป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

เสริมความมั่นใจในสไตล์ที่เป็นคุณไปกับเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งหมวก รองเท้า กระเป๋า ในคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 ได้ที่ร้าน CC DOUBLE O ทุกสาขา และทางออนไลน์ www.ccdoubleo.com

040

รำลึก 90 ปี ชาตกาล เอลวิส เพรสลีย์ ราชาเพลงร็อคแอนด์โรล

รำลึก 90 ปี ชาตกาล เอลวิส เพรสลีย์ ราชาเพลงร็อคแอนด์โรล

รำลึก 90 ปี ชาตกาล เอลวิส เพรสลีย์ ราชาเพลงร็อคแอนด์โรล

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.44 น.

จบลงไปอย่างสวยงาม สนุก มันส์ๆ เพลงเพราะ เต็มอิ่มกันไปทั้งนักร้อง นักดนตรี ผู้ชมและผู้จัด ด้วยความประทับใจไปกับเสียงร้องแบบคุณภาพล้วนๆ ลีลาท่าเต้นโยกคลึงชวนให้ต้องขยับแข้งขยับขาตามกันไปกับเสียงร้องอันไพเราะจากศิลปินเอลวิสชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ที่เลือกสรรเพลงดังจากภาพยนตร์ที่เอลวิสเป็นนักแสดงนำและขับร้องเพลง มาถ่ายทอดงานเพลงให้ฟังกันถึง 7 เรื่อง ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง loving you (Lonesome Comboy, Teddy Bear, Mean Woman Blues), King Creole (King Creole, Trouble), G.I. Blues (Wooden heart, G I Blues, Blue Suede shoes), Blue Hawaii (Hawaiian Sunset, Rock a Hula Baby, Can’t Help Falling in Love), Follow That Dream (Follow That Dream, Angel), Kissin’ Cousins (Tender feeling, Kissing Cousins), Viva Las Vegas (What’d I Say) และเพลงฮอตฮิตที่ร้องตามกันได้แทบทุกเพลง ไม่ว่าจะเป็น  If I Can Dream, The Wonder of You, Always on My Mind, Sweet Caroline, Suspicious Mind, Let Me Be There, Heartbreak hotel, Hound dog, All shook up, Jailhouse rock และอีกมากมาย มาร่วมรำลึกถึง เอลวิส เพรสลีย์ ที่ 1 ปี จะมีเพียง 1 ครั้ง แบบเต็มรูปแบบที่ศาลาเฉลิมกรุงจัดขึ้นในเดือนมกราคมซึ่งเป็นเดือนเกิดของเอลวิส ในคอนเสิร์ต “King of Rock n’ Roll” Elvis Presley โดย นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง นำศิลปินนักร้องและนักดนตรี วง Big Band เฉลิมราชย์ ร่วมแสดงในคอนเสิร์ต โดยมีโก๋รุ่นเก๋า อ.วิรัช อยู่ถาวร ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ควบคุมนักดนตรีฝีมือฉกาจร่วมบรรเลง รำลึก 90 ปี ชาตกาล เอลวิส เพรสลีย์ ราชาเพลงร็อคแอนด์โรล ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง

โกมุท คงเทศ พิธีกรพาแฟนคลับย้อนเข้าสู่ยุคเอลวิส เพรสลีย์ ครองตลาดเพลงโลก เปิดตัวด้วย จีระศักดิ์ ปิ่นสุวรรณ เอลวิสรุ่นใหญ่ของเมืองไทยที่ชวนให้เชื่อว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ลีลาท่าเต้นเสียงร้องชวนให้หลงไหลไปกับมนต์เสน่ห์ของเพลงเอลวิสที่ถูกถ่ายทอดอย่างบรรจง พร้อมนำทีมศิลปินเอลวิสชั้นแนวหน้าของเมืองไทยทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ พาเหรดขึ้นเวที วสุ แสงสิงแก้ว,เล็ก เพรสลี่ย์ , อาเธอร์ ฮูเซ็น , ศตวรรษ ตุงคะรัต , วิชญ ผาติหัตถกร ร่วมด้วยนักร้องแชมป์รุ่นใหม่จากเวทีการประกวดร้องเพลงสากลยุค “โก๋หลังวัง” บาร็อก ชลธาร – พีพี อนพัช – นีล ฉันทัช คลื่นลูกใหม่ไฟแรงที่ร้องเต้นแบบคุณภาพล้วนๆ เป็นคอนเสิร์ตแรกแห่งปีที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

039

ผู้พันแซนเดอร์สแปลงโฉมเป็นแป๊ะยิ้ม นำทีมขบวนพาเหรด KFC ตรุษจีน แจกความเฮงสนั่นเมือง

ผู้พันแซนเดอร์สแปลงโฉมเป็นแป๊ะยิ้ม นำทีมขบวนพาเหรด KFC ตรุษจีน แจกความเฮงสนั่นเมือง

ผู้พันแซนเดอร์สแปลงโฉมเป็นแป๊ะยิ้ม นำทีมขบวนพาเหรด KFC ตรุษจีน แจกความเฮงสนั่นเมือง

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

KFC ประเทศไทย เล่นใหญ่ เทคโอเวอร์ตรุษจีน’ 68 ครั้งแรก! ผู้พันแซนเดอร์สแปลงโฉมเป็นแป๊ะยิ้ม นำทีมขบวนพาเหรด KFC ตรุษจีน แจกความเฮงความปังสนั่นเมือง

ตรุษจีนปี 2568 นี้ KFC ประเทศไทย จัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ นำผู้พันแซนเดอร์สมาแปลงโฉมเป็น “แป๊ะยิ้ม” สุดน่ารักพัดโชคดีมาให้ลูกหลาน พร้อมนำทีมคณะเชิดสิงโตแบบใหม่ทำถึง ซึ่งเป็นครั้งแรกของ KFC ประเทศไทย ที่มีการจัดขบวนแห่ตรุษจีนเช่นนี้! ก่อนพาแป๊ะแซนเดอร์สลงพื้นที่พบปะผู้คนที่ออกมาจับจ่ายในวันที่ 27 มกราคม 2568 (วันจ่าย) ที่ผ่านมาอย่างใกล้ชิด ตามย่านฮอตฮิตในวันตรุษจีน เพื่อสร้างสีสัน มอบคำอวยพร ให้ทุกคนเฮงๆ ปังๆ ต้อนรับปีใหม่จีน เรียกรอยยิ้มและความสนใจจากผู้คนที่ผ่านไปมาอย่างล้นหลาม

แคมเปญตรุษจีนประจำปี 2568 ของทาง KFC ประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการสร้างเซอร์ไพรส์บนโลกโซเชียลจากวิดีโอ เปิดตัว ‘แป๊ะแซนเดอร์ส’ ผู้พันที่แปลงโฉมเป็นแป๊ะยิ้มและคณะเชิดสิงโตที่มาอวยพรตรุษจีนให้กับลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนทุกคนซึ่งทำเอาแฟนเพจ KFC ต่างพูดถึงความน่ารักของแป๊ะแซนเดอร์สอย่างล้นหลาม โดยในวันที่ 27 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันจ่ายในเทศกาลตรุษจีน แป๊ะแซนเดอร์สและคณะเชิดสิงโตได้นำทีมขบวนพาเหรด KFC ตรุษจีนออกสร้างความสุข และพัดพาสิริมงคลให้กับชาวไทยเชื้อสายจีนที่ออกไปจับจ่ายของไหว้ในวันจ่าย ไปตามย่านหลักของเทศกาลตรุษจีน อาทิ ถนนเยาวราช สามย่านมิตรทาวน์ และสยาม พร้อมแจกสติกเกอร์มงคลเรียกรอยยิ้มสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก KFC ประเทศไทย ซึ่งมีแจกในช่วงเทศกาลให้กับผู้คนที่พบเจอขบวนตรุษจีนนี้เท่านั้น

กิจกรรมครั้งนี้ KFC ประเทศไทย ได้หยิบยกความเชื่อของชาวจีนมาผสานกับตัวตนอันสนุกสนานทันสมัยของ KFC เข้าไว้ด้วยกัน อย่างการนำไอคอนของแบรนด์อย่างผู้พันแซนเดอร์สมาแปลงโฉมเป็น แป๊ะยิ้ม หรือ องค์เทพแน่ไซฮัว ซึ่งมีพัดประจำตัวช่วยโบกสะบัดโชคดีเข้าตัว โดยคาแรคเตอร์ ‘แป๊ะแซนเดอร์ส’ มีความสนุก และยังนำวัฒนธรรมการเชิดสิงโต ที่สื่อความหมายถึงการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป มาผสานกับความน่ารักอย่างการเล่นไม้ตกไก่ ล่อสิงโตเชิดสร้างความเอ็นดูให้กับผู้พบเห็นตลอดเส้นทาง โดยในขบวนยังมีคนดังมาร่วมเดินขบวน ส่งต่อความสุขช่วงตรุษจีนนี้ อย่าง คุณเอแคลร์ เพจจือปาก อีกด้วย นอกจากนี้ สำหรับใครที่พลาดโอกาสการเจอแป๊ะแซนเดอร์สด้วยตัวเอง ก็สามารถร่วมเล่นกิจกรรมทางออนไลน์อย่าง “ใบเสร็จเจ็ดชั้นฟ้า” ชิงเสื้อยืดมงคลลายพิเศษจาก KFC ที่มีเฉพาะวันพิเศษอย่างเทศกาลตรุษจีนนี้เท่านั้น ติดตามได้ทางแฟนเพจ Facebook @kfcth

โดย ซูเฮล ลิมบาดะ (Suhayl Limbada) ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เคเอฟซี ประเทศไทย  (Market Lead & Chief Marketing Officer, KFC Thailand.) กล่าวว่า “ตรุษจีนถือเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญกับคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากทาง KFC ประเทศไทย จึงต้องการร่วมฉลองเทศกาลนี้ไปพร้อมๆ กับทุกคน ผ่านกิจกรรมตรุษจีนที่สนุกสนานและคนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมได้ เพราะ KFC ต้องการที่จะเป็นแบรนด์ของทุกคนที่เคารพทุกความเชื่อ และกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราจึงจัดแคมเปญนี้ขึ้นเพื่อร่วมฉลอง และเป็นส่วนหนึ่งของสีสันในเทศกาลมงคลนี้ ผ่านตัวตนที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย อย่างการนำผู้พันแซนเดอร์สที่แปลงโฉมเป็น “แป๊ะแซนเดอร์ส” เพื่อนำทีมขบวนพาเหรดตรุษจีนครั้งแรกของ KFC ประเทศไทย ที่ผสานเอาวัฒนธรรมและตัวตนของแบรนด์ KFC ไว้อย่างลงตัว และแต่ยังคงความสนุกสนานเรียกรอยยิ้มให้กับผู้พบเห็นได้ทุกครั้งเหมือนในวันนี้ เพราะนอกจากการรังสรรค์เมนูไก่ทอดสูตรออริจินัลแล้ว KFC ยังต้องการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุข และประสบการณ์ที่ทำให้ทุกคนยิ้มได้ จึงออกมาเป็นแคมเปญสนุกๆ ที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอด”  

โดยงานเบื้องหลังแคมเปญสนุกๆ สุดครีเอทีฟนี้เป็นฝีมือการร่วมงานระหว่าง KFC ประเทศไทย และ Glow Story เอเจนซีโฆษณารุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้า (Humanizing Brand)  มาช่วยพัฒนาไอเดียของแคมเปญตรุษจีนปีนี้ โดยทาง Glow Story ตีความหมายของตรุษจีนออกมาเป็นเรื่องราวของการเริ่มต้นปีอย่างเป็นสิริมงคล ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไปทั้งปี จากแป๊ะยิ้มและการเชิดสิงโต นำมาตีความใหม่ให้สนุกสนานขึ้นตามเอกลักษณ์ของแบรนด์ KFC จนกลายเป็นคณะเชิดสิงโตแบบใหม่ที่นำโดยแป๊ะแซนเดอร์ส ซึ่งถูกใจคนรุ่นเก่า และสนุกได้ใจคนรุ่นใหม่นั่นเอง

สามารถติดตามกิจกรรมสนุกๆ จาก KFC ในอนาคตได้ ทางแฟนเพจ Facebook @kfcth #KFC #ตรุษจีน #แป๊ะแซนเดอร์ส ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นให้ได้ติดตามอีกเพียบ

-(016)

ฉลองครบ 10 ปี’HOUSE OF LITTLEBUNNY’กระเป๋าแบรนด์ไทยจากกระต่ายน้อยตัวเล็กเติบโตสู่ตลาดอินเตอร์

ฉลองครบ 10 ปี'HOUSE OF LITTLEBUNNY'กระเป๋าแบรนด์ไทยจากกระต่ายน้อยตัวเล็กเติบโตสู่ตลาดอินเตอร์

ฉลองครบ 10 ปี’HOUSE OF LITTLEBUNNY’กระเป๋าแบรนด์ไทยจากกระต่ายน้อยตัวเล็กเติบโตสู่ตลาดอินเตอร์

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

“HOUSE OF LITTLEBUNNY” กระเป๋าแบรนด์ไทยดีเอ็นเอสัญชาติไทย ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งการเติบโตและเตรียมพร้อมก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ โดย CEO สาวสวยคนเก่ง “คุณมิ้ง – ลักษิกา กรรณสูตร” ได้เนรมิตรันเวย์ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยแฟชั่นโชว์ครั้งแรกเพื่อเปิดคอลเลกชัน 10th anniversary collection สุดคัลเลอร์ฟูล ณ รอยัลพารากอน ฮออล์ ชั้น 5 โดยมีนักแสดงและนางแบบแถวหน้า อาทิ “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ” , “พอลล่า เทเลอร์”, “สงกรานต์ เตชะณรงค์” พร้อมด้วยเหล่า Celebrity มากมาย รวมถึงแขกผู้ทรงเกียรติอย่าง “คุณหญิงธิดา พงษ์พานิช” พร้อมครอบครัว คุณเด็ด-วัชริศวร์ พงษ์พานิช และภรรยา คุณกฤติยา พงษ์พานิช และลูกสาว เรียกได้ว่าเป็นงานแฟชั่นโชว์ที่รวบรวมเซเลบริตี้ทุกเจนเนอเรชันไว้ที่ฟรอนโรว์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา “Littlebunnystore” เติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เป็นแบรนด์กระเป๋าสัญชาติไทยที่กระแสตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง แต่ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ ด้วยดีไซน์ที่หลากหลายของกระเป๋า ที่มีให้เลือกกว่า 50 สี อีกทั้งยังสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์กับแอคเซสเซอรี่ต่างๆ เช่น พวงกุญแจน่ารัก ผ้าพันลายลิมิเต็ด โดย “คุณมิ้ง” ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาไอเดียใหม่ๆเช่น Rebranding เป็น “HOUSE OF LITTLEBUNNY” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย พร้อมขยายไลน์สินค้าเพิ่มเติมในอนาคต โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้

ภายในงานนี้ยังมี KOLs และลูกค้าชาวต่างชาติมากมายที่เดินทางข้ามประเทศมาเพื่อร่วมชมโชว์ครั้งนี้ โดย “คุณมิ้ง” เผยว่าจุดมิราเคิลของ “HOUSE OF LITTLEBUNNY” ปัจจุบันเป็นที่ชื่นชอบของเซเลบริตี้และดาราชั้นนำจากหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา อีกทั้งยังกลายเป็นไวรัลในต่างประเทศผ่านกระแสบอกต่อจากลูกค้า  ชาวต่างชาติจึงมองว่าเราเป็นหนึ่งใน Local Brand ของไทยที่ต้องมีไว้ครอบครอง ด้วยเหตุนี้ แฟชั่นโชว์ครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อสื่อสารให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้รับรู้ว่าแบรนด์ของเราได้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง“สำหรับการจัดแฟชั่นโชว์ฉลองครบ 10 ปีของ “HOUSE OF LITTLEBUNNY” นี้ มิ้งตั้งใจให้แบรนด์เป็นเหมือนเพื่อนของลูกค้า อยากให้ลูกค้าได้มาอยู่ฟรอนต์โรว์ และสนุกกับแบรนด์ด้วยกัน นอกจากนี้ภายในงาน ได้มีการเปิดตัวลวดลาย  “LITTLEBUNNY 10th anniversary Monogram”  ที่ต่อยอดมาจากโลโก้ใหม่ที่มิ้งได้ออกแบบเป็นตัว  (Infinity) ผสมกับตัวอักษร L จาก LITTLEBUNNY โดยระยะต่างๆ ของโลโก้และดีไซน์ มีความหมายที่ดีตามศาสตร์จีน สื่อถึงขุมทรัพย์มหาเศรษฐีและความสำเร็จทุกประการ ซึ่งเป็นความบังเอิญที่ลงตัว และเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการจัดแฟชั่นโชว์ฉลองครบรอบ 10 ปีในครั้งนี้พอดี จากวันหนึ่งที่เราเริ่มจากศูนย์จนวันนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วเอเชีย สำหรับมิ้งถือเป็นบิ๊กสเต็ปที่สำคัญมากๆ ดังนั้นในโชว์ครั้งนี้ จึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์เพื่อเฉลิมฉลองก้าวสำคัญของแบรนด์ที่พร้อมโกอินเตอร์อย่างเต็มตัว เพื่อให้โลกรู้ว่า แบรนด์ของไทยก็ไม่แพ้ใครในโลก”พบกับ “HOUSE OF LITTLEBUNNY” ได้ที่ LINE ID: @houseoflittlebunny https://lin.ee/iHZiiYZ  หรือ 840/3 ซอยลาซาล แขวงบางนา เขตบางนา กทม. โทร 097-134-7489

Instagram: littlebunnystore9999

Instagram: houseoflittlebunny.official

TikTok : littlebunnystore9999

Web: http://www.houseoflittlebunny.com

014

เสริมเต้าซิลิโคนคุณภาพต่ำระวังมะเร็ง! อัปไซซ์ใหญ่เกินไปเสี่ยงอกทะลุจริงไหม?

เสริมเต้าซิลิโคนคุณภาพต่ำระวังมะเร็ง! อัปไซซ์ใหญ่เกินไปเสี่ยงอกทะลุจริงไหม?

เสริมเต้าซิลิโคนคุณภาพต่ำระวังมะเร็ง! อัปไซซ์ใหญ่เกินไปเสี่ยงอกทะลุจริงไหม?

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.39 น.

เปิดหมดเปลือก! ในรายการ On the way with Chom ใครกำลังจะศัลยกรรมหน้าอกต้องรู้ “หมอหลุยส์ พลเดช” เตือน! ใช้ซิลิโคนคุณภาพต่ำระวังแตกเข้ากระแสเลือดไม่รู้ตัว ปลายทางมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อัปไซซ์ใหญ่เกินไปเสี่ยงเต้าทะลุ? พร้อมวิธีเช็กสถานที่และหมอที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน

เสริมหน้าอกทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ?

หมอหลุยส์ : ที่ทำมานะครับ มีหลากหลายมาก อายุน้อยที่สุดที่ผมเคยทำมา ตั้งแต่อายุ 16

อายุ 16 เขาโตเต็มที่แล้วเหรอ ?

หมอหลุยส์ : ยังครับ แล้วก็อายุมากที่สุดที่ผมเคยทำมา 68 ปีครับ คืออายุหลากหลายมาก แต่ถ้าถามตามหลักการแพทย์แล้วก็ควรจะเป็นที่ตอนที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว เนื้อนมนิ่งละ ก็คือประมาณ 20 ปีขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านั้นมันมีโอกาสที่ว่าเนื้อนมเราเจริญเติบโตอยู่ มันจะไปเบียด ทำให้เนื้อนมมันไม่สวยผิดรูปได้ แล้วถ้าอายุมากเกินไปมันจะมีเรื่องการหย่อนคล้อย พอเสริมเข้ามาทรงก็จะไม่สวย อาจจะต้องผ่ายกกระชับแทน

แบบไหนที่ผู้หญิงชอบมาถามหากัน ?

หมอหลุยส์ : อันนี้ก็แล้วแต่เคสนะ ซึ่งมันแตกต่างกันตามช่วงเวลา ถ้าย้อนเวลากลับไปประมาณ 5 ปีหรือว่า 10 ปีก่อน คนไข้ที่มาปรึกษาเขาก็อยากจะได้แบบใหญ่ๆ สวยๆ ใหญ่ๆ แบบว่าฉันต้องรู้นะว่าทำมา แต่พอปัจจุบันเทรนด์เปลี่ยน เขาขอแบบสวยๆ เนียนๆ ให้เข้ากับสรีระ ไม่ต้องใหญ่มาก คือใส่ชุด ไม่รู้ ไม่อยากให้ใครรู้ แค่พอแบบใส่ชุดราตรี ชุดว่ายน้ำ ชุดอะไรขอให้มีรูปร่างที่ดีขึ้นก็พอแล้ว

แล้วเรื่องทรงอะไร เมื่อก่อนก็จะมี ทรงกลม ทรงหยดน้ำ ?

หมอหลุยส์ : ทุกคนจะเข้าใจว่าทรงหยดน้ำสวย แต่บางคนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร หยดน้ำมันจะเป็นรูปหยดน้ำ แต่ว่าทำหน้าอกเราจะหั่นครึ่งหยดน้ำ ครึ่งหนึ่งของหยดน้ำ สมัยก่อนซิลิโคนจะเป็นหยดน้ำแบบชัดเจนเลย ก็คือฟิกเลย แต่ร่างกายมนุษย์เราไม่ใช่อย่างงั้น เวลายืนเราอาจจะเป็นหยดน้ำนะ แต่เวลานอน นมมันจะเด้งกลับเป็นทรงกลม ปัจจุบันเขามีทรงกลมที่ว่าพอยืนแล้วเป็นหยดน้ำ พอนอนเด้งกลับได้ด้วยตาม Anatomy ของร่างกาย

การผ่าตัดมี 2 แบบใช่ไหม ?

หมอหลุยส์ : ใช่ การผ่าตัดมี 2 แบบก็คือผ่าแบบเหนือกล้ามเนื้อ ใต้กล้ามเนื้อ ถ้าพูดง่ายๆ ใต้กล้ามเนื้อจะอยู่ชั้นลึกในร่างกาย มันจะเนียนกว่านะครับ กล้ามเนื้อกับเนื้อนมจะช่วยกันบังซิลิโคน ถ้าเหนือกล้ามเนื้อ ซิลิโคนจะเด้งกว่า เวลาใส่ชุดว่ายน้ำ ใส่บรา โอ้โห ใหญ่ เซ็กซี่ สวย ก็แล้วแต่คนชอบว่าจะเป็นแบบไหน

เห็นบอกว่าของหมอหลุยส์ ส่วนมากจะเป็นเคสแก้ ปัญหาที่เจอส่วนใหญ่คืออะไร ?

หมอหลุยส์ : ใช่ครับ แก้หน้าอกที่ผมเจอมีหลากหลายมาก แต่ว่าพบบ่อยที่สุดก็คือแข็งครับ หน้าอกแข็งตึง ผิดรูป อันนี้คือมาแก้กันเพราะมันเกิดพังผืดแล้ว

มันไม่สามารถแก้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การผ่าตัดเลย ?

หมอหลุยส์ : ไม่ได้ ต้องบอกเลย บางครั้งเราเสิร์ชอินเทอร์เน็ตจะเจอว่าการนวดแก้พังผืด แก้สลายพังผืด ซึ่งความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น การนวดสลายพังผืดไม่มีจริงในโลกนี้ เพราะว่าถ้าไปดูรูปพังผืดเหนียวแข็งมาก การนวดไม่มีทางที่จะสลายมันได้ สิ่งที่คุณไปทำแล้วปรากฏว่านมนิ่มขึ้นจริง นั่นคือซิลิโคนแตกไปแล้ว

แล้วมันเกิดจากอะไร  เรื่องพังผืด ?

หมอหลุยส์ : เวลาเรามีสิ่งแปลกปลอม ซิลิโคนก็จะว่าไปก็เป็นสิ่งแปลกปลอมชิ้นหนึ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นซิลิโคนจมูก ซิลิโคนหน้าผาก ซิลิโคนคาง อะไรก็ตาม เวลาใส่เข้าไปในร่างกาย ร่างกายเราจะห่อหุ้มมันด้วยเนื้อเยื่อของเราเองนะครับ แต่ถ้าเนื้อเยื่อเหล่านั้นมีปัญหา ห่อหุ้มมากเกินไปก็จะเรียกว่าเป็นพังผืดได้ในส่วนของหน้าอก การที่จะเกิดพังผืดได้ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ปัจจัยแรกก็คือแพทย์ผ่าตัดนั่นเอง อาจจะผ่าไม่ดี ผ่ารุนแรง มีเลือดคั่ง อักเสบเยอะ สองก็คือการใช้ซิลิโคนที่ไม่เหมาะสม ไม่ใช้ซิลิโคนมาตรฐาน ข้อสามก็คือการดูแลตัวเอง ถ้าทำเสร็จเราไม่ได้ดูแลตัวเอง ปาร์ตี้เยอะ สูบบุหรี่เยอะ ไม่ได้พักผ่อน  ร่างกายก็เกิดการอ่อนล้า ทำให้เกิดพังผืดได้ในระยะยาว

จริงไหมที่เขาบอกกันว่าเสริมหน้าอกเป็น 10 ปี ก็ต้องเปลี่ยน ?

หมอหลุยส์ : อันนี้จริงและไม่จริง ผมดูจากระยะเวลา ถ้าผ่าตัดก่อนปี 2010 ซิลิโคนที่เข้ามาในประเทศไทยหรือว่าต่างประเทศก็ตามจะเป็นรุ่นหนึ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผิวเขาจะไม่ค่อยดี ตามดูข้อมูลกันก็จะพบว่ามันทำให้เกิดพังผืดได้ง่าย ทำให้ที่มาทำให้เกิดมะเร็งชนิดหนึ่งด้วยนะครับ แล้วก็เขาเลยต้องบอกว่า 10 ปีคุณต้องเปลี่ยนนะ แต่ปัจจุบันซิลิโคนมี quality ที่ดีมากขึ้นแล้ว อยู่ได้ตลอดชีวิต

ทำยังไงไม่ให้มีพังผืด ?

หมอหลุยส์ : ดูแลตัวเองครับ หลังทำก็อาจจะต้องหลีกเลี่ยงปาร์ตี้หรือว่าหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้กระตุ้นร่างกายให้ร่างกายอ่อนแอ อย่างเช่นเราต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง  นอนหลับเพียงพอ การนอนก็มีส่วนนะ ถ้าเราเป็นคนติดนอนตะแคงมากๆ มันก็จะกดหน้าอก พอกดไปเรื่อยๆ ก็จะตึง บางทีบาดเจ็บ ไม่ใส่บราอย่างมันก็ทำให้เป็นการกระตุ้นร่างกายให้มันบาดเจ็บตลอดเวลา ทำให้พังผืดมันมาได้เหมือนกัน

ควรใส่บรา ?

หมอหลุยส์ : ควรใส่บราครับ ผมจะบอกคนไข้ผมทุกรายเลยว่าเสริมหน้าอกไปแล้ว ขออย่างเดียวใส่บราตอนนอนด้วยนะครับ มันไม่ลำบากหรอก ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินเอง

ต้องเป็นบราแบบมีโครงไหม หรือว่าไม่ต้องมีโครง ?

หมอหลุยส์ : ความจริงได้หมดนะครับ แต่ปัจจุบันบราโครงก็เทคโนโลยีดีกว่า ใส่สวยด้วย แถมนิ่มด้วย อันนี้ก็แนะนำให้ใส่บราโครงแล้วกันครับ

ช่วงทำใหม่ ๆ ขอความร่วมมือให้คนไข้ใส่บราตอนนอน ?

หมอหลุยส์ : ครับ ก็คือให้ใส่บราตลอดเวลา

แล้วในคนปกติที่ไม่ได้ทำหน้าอกหรือทำมานานแล้ว จำเป็นต้องใส่นอนไหม ?

หมอหลุยส์ : ถ้าอยากให้รูปร่างดี การใส่บราก็เป็นการช่วยอย่างหนึ่ง เพราะหน้าอกมีน้ำหนัก โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หน้าอกจะขยายใหญ่ขึ้น ถ้าไม่ใส่บราจะทำให้เนื้อหย่อนคล้อยได้ ฝึกใส่ครับ เวลาฝึกแล้วจะชิน และทำให้รูปร่างสวย บางเคสอายุ 60-70 ที่ใส่บรามาตลอด หน้าอกยังสวยอยู่เลย แต่บางเคสอายุ 40 มีบุตรแล้วไม่ได้ใส่อะไรเลย นมก็คล้อยเยอะ ถ้าจะเสริมอย่างเดียวไม่สวย ต้องผ่าตัดยกกระชับด้วย ทำให้เสียงบมากขึ้น มีแผลมากขึ้น การรักษายาวขึ้น

เรื่องพังผืดที่ต้องมาให้หมอแก้ปัญหา บูดเบี้ยวผิดตำแหน่งเกิดได้ยังไงคะ หมอจะวางมันเบี้ยวเหรอเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม ?

หมอหลุยส์ : เป็นไปได้ครับ การผ่าตัดมีทั้งใต้ราวนมและทางรักแร้ ที่ผมแก้เรื่องการไม่เท่ากันส่วนใหญ่คนไข้ทำมาจากทางรักแร้ในอดีต ซึ่งยังไม่มีการส่องกล้อง ก็คือผ่าแล้วแซะยาวไปเลยจากรักแร้จนถึงฐานนม มีเปอร์เซ็นต์สูงที่ทำไม่เท่ากัน

เห็นบอกว่ามีเคสซิลิโคนทะลุด้วย ?

หมอหลุยส์ : ครับ น่ากลัวมาก อันนี้คือเสริมใหญ่เกินไป เกินตัว แล้วแพทย์ก็ใจดี ตามใจคนไข้ พอผ่าขึ้นมาก็เย็บแผลไม่ได้ ก็ฝืนเย็บเข้าไป ช่วงแรก ๆ อาทิตย์แรก 2 อาทิตย์อาจจะดี แต่พอเวลาผ่านไปเนื้อมันไม่ไหว เราต้องทำกิจกรรม ทำงาน มันก็มีการเคลื่อนที่ตลอด

หน้าอกห่าง หน้าอกผิดรูปเกิดจากอะไร ?

หมอหลุยส์ : หน้าอกห่างต้องบอกก่อนว่ากระดูกคนเราไม่เท่ากันอยู่แล้ว การเสริมขึ้นมาต้องมีช่องว่างของกระดูกตรงกลาง ถ้าทำถูกวิธีมันก็จะได้ในลิมิตของร่างกายเรา แต่บางคนห่างมาก เสริมเข้ามาแล้วมีการดึงใส่ซิลิโคนที่ทรงพุ่งมากเกินไป มันก็จะทำให้สเปซตรงกลางเยอะมาก

ซิลิโคนแตกได้จริง ๆ ไหม เพราะเราจะได้ยินเขาโฆษณาว่า 10 ล้อเหยียบทับยังไม่แตกเลย ?

หมอหลุยส์ : แตกได้ครับ ทั้งแตกด้วยตัวมันเองคือรั่ว และแตกจากการโดนกระแทก ถ้าเวลาผ่านไปซิลิโคนที่ไม่ได้มีคุณภาพอยู่ในร่างกายนาน ๆ มันจะเริ่มเปราะ เราอาจจะไปออกกำลังกาย เล่นกีฬา มันก็กระแทกแล้วแตกได้

พอซิลิโคนเข้าไปสู่ร่างกาย มันจะไปตามกระแสเลือดไปอะไร มันอันตรายไหม ?

หมอหลุยส์ : มีการดูดซึมได้ครับ ตอนแรกจากที่หน้าอกแข็งๆ มีพังผืด พอมันแตกจะนิ่มขึ้นมาระยะหนึ่ง แล้วมันก็จะกลับมาแข็งอีกรอบ เพราะสิ่งที่มันออกมาจะกระตุ้นให้พังผืดมากขึ้น และอันตรายด้วย ยิ่งดูดซึมเข้าไปในร่างกายจะเกิดภาวะซิลิโคนซินโดรม ทำให้เหนื่อยล้า เมื่อยตามตัว

เราจะรู้ได้ยังไงว่าซิลิโคนที่ใช้ได้มาตรฐานหรือไม่ ?

หมอหลุยส์ : ปัจจุบันที่ผมทำคือให้บัตร ให้กล่อง มีเลขชัดเจนว่าคนไข้ใส่อะไร คนไข้ต้องรู้ว่าใส่อะไรไป แต่ที่ผมเจอบ่อยคือคนไข้จำไม่ได้ว่าใส่แบรนด์อะไร ขนาดเท่าไหร่ บางทีถอดออกมาก็ไม่ตรงกับที่เขาบอก

อยากทราบว่าปัญหาสำคัญในการเสริมหน้าอกคืออะไร ?

หมอหลุยส์ : สิ่งที่ผมว่ามันไม่ถูกก็คือ ต่อให้คุณจะประหยัด แล้วใส่ซิลิโคนอันอื่นโดยที่ไม่ได้บอกความจริงคนไข้ มันจะเกิดปัญหาหลังจากนั้น ทั้งพังผืด หรืออาจเกิดความเสียหายอื่นๆ เป็นผลเสียกับคนไข้เองโดยที่เขาไม่ได้เลือก

แสดงว่าถ้าราคาถูกเกินไป เราควรเอะใจ ?

หมอหลุยส์ : ใช่ครับ ถ้าราคามันถูกเกินไป ต้องระวัง

ต่างกันเยอะไหม ซิลิโคนที่ได้มาตรฐานกับซิลิโคนที่มาจากไหนก็ไม่รู้ ?

หมอหลุยส์ : ความจริงรูปทรงไม่ต่างกันนะ ความสัมผัสบางทีก็ไม่ได้ต่างกัน แต่วัสดุผิวหรือว่าเจลที่อยู่ข้างในต่างกันแน่นอน

เราไม่ได้คุ้นเคย ไม่ได้อยู่ในวงการ เราก็อาจจะไม่รู้นะ ?

หมอหลุยส์ : ไม่รู้หรอก เพราะว่าสุดท้ายมันก็อยู่ในตัวเรา เราจะมาเปิดดูทีหลังว่าเราใส่อะไรไปก็ไม่ได้ เอ็กซเรย์มันก็ไม่ได้เห็นว่าแบรนด์อะไร เพราะว่าเราไม่ทราบ แล้วเหมือนหลอดระเบิดเวลาที่อยู่ในตัวเรา มีหลายคนมาแก้กับผมเพราะว่าอยากใหญ่ขึ้นเฉยๆ อยากให้สวยขึ้น แต่พอถอดออกมา รั่วแล้ว

แล้วอย่างงี้จะมีไหม โชว์ให้เห็นตอนก่อนทำ นี่กล่อง นี่ใบสติ๊กเกอร์ โฮโลแกรม ?

หมอหลุยส์ : มีครับ ได้ยินแต่พอถึงเวลา ผมไม่อยากบอกว่ามีให้กล่องปลอมด้วย อันนี้ก็ค่อนข้างยาก แต่ว่าเราสามารถเช็คไปที่บริษัทได้อยู่นะครับ บริษัทซิลิโคนยังเช็คได้อยู่

ที่หมอเคยเจอแบบเคสแบบหนักสุดๆ เลย ที่เคยมารุนแรงขนาดไหน ?

หมอหลุยส์ : รุนแรงที่สุดที่เคยเจอ อย่างที่บอกเกิดเคสมะเร็งไม่ค่อยเจออยู่แล้ว ต่อให้เป็น BIA-ALCL นั่นก็แก้ไขรักษาได้ แต่ที่เจอจริง ๆ ก็คือการที่ว่าเป็นพังผืดแล้วเกิดการอักเสบทับซ้อน คือแข็ง อักเสบ เนื้อบวมเยอะมาก การรักษาก็คืออาจจะต้องถอดพักนาน 6 เดือนถึง 1 ปี ถอดพักยาวๆ ครับ แต่ถึงขั้นที่จะต้องตัดอะไรเยอะๆ ยังไม่เจอนะครับ

เคสแบบไหนแก้ยากที่สุด ?

หมอหลุยส์ : แก้ยากที่สุด ผมว่าเป็นพังผืดเกรด 4 นะ อันนี้คือจะแข็งเหมือนหินเลยนะครับ อันนี้คือเลาะยากมาก แต่เราต้องทำให้หมดเพื่อให้เขาปลอดภัย ใช้เครื่องมือผ่าตัดทั่วไปนะครับ แต่อาจจะใช้เวลานิดหนึ่งเพราะว่าไม่อยากรุนแรง เราต้องค่อยๆ ทำ

สำหรับผู้หญิงที่ทำศัลยกรรมหน้าอกมา จะต้องไปตรวจเมมโมแกรมเมื่อถึงอายุหนึ่งใช่ไหม บางคนบอกว่าการตรวจอาจทำให้ซิลิโคนแตกได้ จริงหรือไม่ ?

หมอหลุยส์ : เป็นไปได้ครับ เคยเจอมาแล้ว การทำหน้าอกสามารถตรวจเมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ได้ ในเปเปอร์ระบุว่าทำได้ทั้งหมด แต่ปัญหาอยู่ที่ช่างเทคนิคที่ทำการตรวจ บางคนมีประสบการณ์ บางคนเพิ่งจบใหม่ อาจไม่รู้วิธีการบีบที่เหมาะสมสำหรับคนที่มีซิลิโคน ต้องทำเบา ๆ ถ้ากังวลแนะนำให้ไปทำ MRI จะดีกว่า นอกจากดูเนื้อนมแล้วยังเห็นผิวซิลิโคนได้ชัดเจน หรือถ้าจะตรวจเมมโมแกรมต้องแจ้งช่างเทคนิคว่าเคยทำหน้าอกมา ให้เขาบีบเบาๆ

จากประสบการณ์ของหมอ มีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่คิดจะทำศัลยกรรมหน้าอกบ้างคะ ?

หมอหลุยส์ : อันดับแรกต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของตัวเองว่าทำไมถึงอยากทำ ศึกษาข้อมูลและรีวิวให้มาก ควรปรึกษากับแพทย์โดยตรง ไม่ใช่แค่พนักงานขาย ต้องคุยกับแพทย์ว่าจะทำอะไรให้เรา และบอกความต้องการของเรา เลือกสถานที่ๆพร้อมดูแล อย่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว

เรื่องวิสัญญีแพทย์ก็สำคัญใช่ไหม ?

หมอหลุยส์ : ใช่ครับ บางที่แพทย์ดมยาเองหรือให้ผู้ช่วยที่ไม่มีความรู้ดูแล บางที่ใช้แค่ยาชาซึ่งทำได้ในกรณีที่คนไข้มีความเสี่ยงสูงที่จะดมยาสลบ แต่ถ้าร่างกายแข็งแรงการดมยาสลบจะดีกว่า

มีกรณีที่หมอต้องปฏิเสธการทำศัลยกรรมไหม ?

หมอหลุยส์ : มีครับ ต้องเข้าใจความต้องการของคนไข้ก่อน ถ้าต้องการขนาดที่ใหญ่เกินร่างกาย ก็ต้องปฏิเสธเพื่อความปลอดภัย หรือกรณีที่มีความเสี่ยง เช่น มีพังผืดแข็งมาก อายุมาก อาจต้องส่งตรวจชิ้นเนื้อ แนะนำให้ทำในโรงพยาบาลจะปลอดภัยกว่า

สามารถติดตาม  On the way with Chom”  ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot  วันจันทร์ (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) เวลา 18.00 น.

คลิกชมรายการย้อนหลัง  :  https://www.youtube.com/watch?v=76Al5buH50g

‘ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์ ชาริตี้ ไรด์’ ปั่นจักรยานเพื่อการกุศล 2568

‘ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์ ชาริตี้ ไรด์’ ปั่นจักรยานเพื่อการกุศล 2568

‘ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์ ชาริตี้ ไรด์’ ปั่นจักรยานเพื่อการกุศล 2568

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

งานปั่นจักรยานเพื่อการกุศล “ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์ ชาริตี้ ไรด์” (Tour de Thailand Charity Rides หรือ TDT) ในปี พ.ศ. 2546 คือจุดเริ่มต้นของบริษัท แอดเวนเจอร์ ไซคลิง ไทยแลนด์ จำกัด (Adventure Cycling Thailand Co., Ltd. หรือ ACT) ในวันนี้ ปัจจุบัน ACT เติบโตแตกแขนงผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ใช่แต่ “ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์ ชาริตี้ ไรด์” เท่านั้น หากยังมี “หัวหิน ไบค์ ทัวร์” (Hua Hin Bike Tours) และ “รอยัล โคสต์ ไบซิเคิล แอดเวนเจอร์ ทัวร์” (Royal Coast Bicycle Adventure Tours) เพื่อเปิดโอกาสให้นักปั่นจักรยานได้รับประสบการณ์พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมอันหลากหลายของประเทศไทย แถมยังได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างงานปั่นจักรยานเพื่อการกุศลอีกด้วย

นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ที่ คริสโตเฟอร์ เบิร์ด อดีตทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฉายเดี่ยวปั่นจักรยานเพื่อการกุศลครั้งแรก ที่มีชื่อว่า “ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์” (Tour de Thailand) รวมระยะทางทั้งสิ้น 3,200 กม. ใช้เวลาทั้งหมด 23 วัน โดยมีวันหยุดพักเพียงห้าวันเท่านั้น

จากการปั่นครั้งแรกของ ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์ คริสสามารถระดมเงินทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในไทยได้มากกว่า 300,000 บาท หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2547 คริสถูกโน้มน้าวให้กลับมาทำกิจกรรมนี้อีกครั้ง ซึ่งสามารถระดมทุนได้อีกกว่า 300,000 บาท เขาเหล่านี้คือกลุ่มคนที่มีแนวคิดคล้ายกัน เปี่ยมด้วยความตั้งใจที่จะสัมผัสความงดงามของประเทศไทยผ่านการปั่นจักรยาน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ท้าทายขีดจำกัดของตัวเองเพื่อบรรลุเป้าหมายการระดมทุน และแบ่งปันความสุขจากพลังแห่งเอ็นโดรฟินที่ได้จากการปั่นจักรยานในทุกๆ วัน

ปี พ.ศ. 2548 คริสได้พบกับ เก๋-ศิราณี ซึ่งก็คือภรรยาในปัจจุบัน เธอผู้นี้ได้ร่วมสรรสร้างต่อยอดทำให้ TDT Charity Rides เติบโตยิ่งขึ้น และผนึกกำลังก่อตั้งให้เกิดบริษัทจัดนำเที่ยว Adventure Cycling Thailand จนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการกุศลทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะเดียวกัน ทั้งยอดเงินบริจาคและจำนวนนักปั่นที่เข้าร่วมกิจกรรม TDT ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยระหว่างปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2551 สามารถระดมทุนรวมได้มากกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งได้นำไปมอบให้แก่องค์กรการกุศลต่าง ๆ ในประเทศไทย

คริสบรรลุความฝันในการทำธุรกิจท่องเที่ยวด้วยการปั่นจักรยานสำเร็จในปี พ.ศ. 2551 คริสและภรรยาได้ควบกิจการบริษัททัวร์จักรยานขนาดเล็กจากเพื่อน และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น หัวหิน ไบค์ ทัวร์ (Hua Hin Bike Tours) โดยให้บริการทัวร์จักรยานทั้งแบบรายวัน หลายๆวัน แบบตามใจลูกค้า และมีบริการให้เช่าจักรยานอีกด้วย นอกจากนี้ยังจำหน่ายเสื้อจักรยาน Tour de Thailand เพื่อเป็นทุนสนับสนุนกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการกุศลประจำปีอีกต่างหาก

จากนั้นทั้งสองเปิดตัวงานปั่น “ทัวร์ เดอ อีสาน ชาริตี้ ไรด์” (Tour de Isan Charity Ride ) ครั้งแรก โดยปั่นเลียบแม่น้ำโขงจากหนองคายลงสู่จอุบลราชธานี ตรงกับเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษอันโด่งดังของเมืองอุบลฯ

จากงานปั่น “Tour de Isan” ทั้งในปี 2551 และ 2552 สามารถระดมเงินทุนได้มากกว่า 500,000 บาทต่อปี เพื่อบริจาคให้กับองค์กรการกุศลในท้องถิ่นต่างๆ และในที่สุดเส้นทาง “Tour de Isan” สายนี้  กลายเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “ทัวร์ เดอ ไทยแลนด์ – แดนอีสาน” (Tour de Thailand – Northeastern Ride) หนึ่งในห้าเส้นทางของการปั่น (เส้นทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชายฝั่งทะเลตะวันออก)

สำหรับ Tour de Thailand 2025 กำลังจะเป็นกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการกุศลที่น่าจดจำที่สุด บน 5 เส้นทางสุดพิเศษ ครอบคลุม 34 จังหวัดทั่วไทย ทุกเส้นทางมาพร้อมการสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่ที่พักไปจนถึงจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักปั่นมือใหม่หรือมืออาชีพ มีตัวเลือกที่เหมาะกับทุกระดับ

“ปลอดภัย ทัศนียภาพสวยงาม และอาหารรสเลิศ” คือสามปัจจัยหลักที่ ACT ให้ความสำคัญในกิจกรรมปั่น Tour de Thailand (TDT) คุณคริสกล่าวว่า “เราเลือกเส้นทางอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นความปลอดภัยสูงสุด หลีกเลี่ยงถนนใหญ่และทางหลวงหลักให้มากที่สุด เพื่อให้นักปั่นได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดที่สุด เราผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ทุ่งนาอันกว้างใหญ่ เส้นทางเลียบชายหาดและถนนชนบทโดยใช้จักรยานไฮบริดคุณภาพสูงที่เหมาะกับทั้งเส้นทางทุรกันดารและถนนลาดยางเพื่อให้ทุกการปั่นเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ”

คริส กล่าวว่า กิจกรรมปั่นจักรยาน TDT ทุกครั้งมอบประสบการณ์ด้านอาหารที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง เพราะนักปั่นจะได้ลิ้มรสอาหารไทยที่แสนอร่อยในทุกๆ วันของการเดินทาง

TDT ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ด้วยการสนับสนุนองค์กรการกุศลในท้องถิ่น พร้อมใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการส่งเสริมการปั่นจักรยานแทนการใช้ยานพาหนะอื่นๆ พวกเขาใช้ถังน้ำแบบเติมขนาด 18.9 ลิตรที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ แทนขวดพลาสติกใช้ครั้งเดียว และจัดการขยะอย่างถูกวิธี นอกจากนี้นักปั่นยังได้รับโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ภาษา ประวัติศาสตร์ และเกษตรกรรมของไทย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เพิ่มคุณค่าให้การเดินทางยิ่งขึ้นอีกขั้น

คริส กล่าวต่อว่า Tour de Thailand Charity Rides ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการหาผู้สนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมปั่นจักรยานในราคาที่เข้าถึงได้ และยังคงส่งต่อเงินบริจาค 100% ไปยังองค์กรการกุศลโดยตรง กิจกรรมนี้ไม่ใช่การแข่งขัน เพราะเป้าหมายหลักคือการสร้างความสำเร็จร่วมกันให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วมในงานนี้

องค์กรการกุศลที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรม Tour de Thailand Charity Rides ได้แก่ Operation Smile Thailand/International, มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย, บ้านโฮมฮัก – มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน และสโมสรโรตารี่ รอยัล หัวหิน ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่สร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคมในหลากหลายด้าน

 “เราต้องการแบ่งปันทุกสิ่งที่ประเทศไทยมีให้ พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การปั่นจักรยานที่เปี่ยมด้วยความหมายอย่างแท้จริง เราขอให้นักปั่นแต่ละคนระดมเงินบริจาคขั้นต่ำ 15,000 บาท พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ที่ทรงคุณค่าให้กับองค์กรการกุศลหลากหลายแห่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคใกล้เคียง” คริส กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tour de Thailand Charity Rides กรุณาคลิ๊ก Tour de Thailand Charity Rides 2025 | Adventure Cycling Thailand 

เปิดตัว Dorothy Dewy เคล็ดลับผิวฉ่ำโกล สุขภาพผิวดีแบบยั่งยืนเกาหลี

เปิดตัว Dorothy Dewy เคล็ดลับผิวฉ่ำโกล สุขภาพผิวดีแบบยั่งยืนเกาหลี

เปิดตัว Dorothy Dewy เคล็ดลับผิวฉ่ำโกล สุขภาพผิวดีแบบยั่งยืนเกาหลี

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

บริษัท ไวต้าฟาร์มเอเซีย จำกัด นำโดย ภญ.รติมา อัศวธนบดี กรรมการ ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์และเวชสำอางด้านความงามในระดับสากล มาตรฐาน FDA ร่วมกับ CHA Bio Group นำโดย  Mr. Micheal Lee, COO บริษัทชีวการแพทย์อันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ จัดงาน “DOROTHY DEWY GRAND LAUNCH IN THAILAND” เปิดตัวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิว  Dorothy Dewy มอยเจอร์ไรเซอร์ฟิลเลอร์ ใหม่ล่าสุดเพื่อการดูแลอย่างยั่งยืน  ภายในงานยังมี นพ.ประพัฒน์ โสภณาทรณ์, ดร.พญ. นภมณฑ์ ศุภรพันธ์ และแพทย์ความงามจากทั่วโลกมาร่วมงานแชร์ประสบการณ์ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยมี ภญ.รติมา อัศวธนบดี กรรมการบริษัท ไวต้าฟาร์มเอเชีย จำกัด, Mr. Micheal Lee, COO จาก CHA Bio Group เป็นผู้จัดงาน และมี นพ. ประพัฒน์ โสภณาทรณ์, ดร.พญ. นภมณฑ์ ศุภรพันธ์ และแพทย์ความงามจากทั่วโลกมาร่วมงานแชร์ประสบการณ์

นพ. ประพัฒน์ โสภณาทรณ์  กล่าวว่า “อายุ PM2.5 แสงแดด การทานอาหารแบบรีบร้อนในชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นสาเหตุทำให้คนไข้เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหาผิวแห้ง แม้จะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์แค่ไหนก็ดีขึ้นแค่ไม่กี่ชั่วโมง  รูขุมขนชัดขึ้น เกิดริ้วรอยเล็กๆทั่วหน้าและใต้ตา และทำผิวขาดสิ่งที่เรียกว่า Skin Quality หรือผิวที่มองแล้วคุณภาพผิวดี สำหรับ Dorothy Dewy เป็นนวัตกรรม light cross-linked มอยเจอร์ไรเซอร์ฟิลเลอร์ พัฒนามาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความกระชับให้ผิว ช่วยลดปัญหาริ้วรอย (fine lines and wrinkles) ทำให้ผิวคนไข้ดูเด็กลง ผิวมีความโกลและดูเปล่งประกายอย่างปลอดภัยได้นาน

ดร.พญ. นภมณฑ์ ศุภรพันธ์   กล่าวเสริมว่า “Dorothy เป็นฟิลเลอร์งานผิวที่ใช้รักษาคนไข้ได้หลายวิธี โดยเพียง 1 หลอดก็สามารถใช้ยกกระชับผิวและแก้ปัญหาใต้ตาด้วยเทคนิค Hydro-Lift หรือใช้รักษาปัญหาผิวแห้ง รูขุมขนกว้าง ด้วยเทคนิค Hydro-Glow ได้”

ภายในงานมีการมอบรางวัลให้กับคลินิกความงามชั้นนำที่เป็น Partnership กับไวต้าฟาร์มเอเซีย รวมถึงการมอบรางวัลให้กับคุณหมอที่มาร่วมเป็นเทรนเนอร์ของไวต้าฟาร์มเอเซีย ในการแนะนำ ถ่ายทอดเทคนิคในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง และปลอดภัยให้กับแพทย์ท่านอื่นๆ

038