ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ เปิดซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรสถิต – วชิรธำรงฯ” สัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ เปิดซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรสถิต - วชิรธำรงฯ” สัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ เปิดซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรสถิต – วชิรธำรงฯ” สัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.34 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรสถิต ๗๒ พรรษา” และซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรธำรง ๗๒ พรรษา”  ซึ่ง สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ (สสธวท), ประธานสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ ประธานมูลนิธิเกียรติร่วมมิตรเพื่อการศึกษา ได้ร่วมกับ สมาคมสตรีสัมพันธ์และสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ณ ภายใต้โครงการ “เบญจกตัญญุตา บารมีแห่งมังกรสยาม” บริเวณห้าแยกหมอมี ถนนเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568 

ในการนี้มี แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ประธานสภาองค์การเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และประธานมูลนิธิเกียรติร่วมมิตรเพื่อการศึกษา ในนามประธานคณะกรรมการดำเนินงานจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ, สนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน, จรรย์สมร วัธนเวคิน ที่ปรึกษาโครงการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ, ชิม ชินวิริยกุล นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และสมาคมจีนเก้าภาษา, กิตติ อิทธิภากร ประธานสหสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย และ องค์กรชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งประเทศ พร้อมด้วยบุคคลสำคัญต่างๆ นำโดย หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และภริยา ศ.ดร.หวาง ฮวัน, รองนายกรัฐมนตรี อาทิ ภูมิธรรม เวชยชัย, อนุทิน ชาญวีระกูล, ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ธนินท์เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์, ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ ฯลฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดซุ้มประตู “วชิรสถิต ๗๒ พรรษา” และ ซุ้มประตู “วชิรธำรง ๗๒ พรรษา” แล้ว พระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้สนับสนุนโครงการ ทอดพระเนตรการขับร้องเพลงสดุดีดุดีทศมราชาและการแสดงชุดเบญจกตัญญุตาบารมีแห่งมังกรสยาม พระราชทานพระวโรกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะกรรมการและผู้สนับสนุน จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังวัดมังกรกมลาวาส พระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร เจ้าอาวาส นำบรรพชิตจีน 73 รูป สวดถวายพระพร และทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย และทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึกของวัดมังกรกมลาวาส เสร็จแล้วประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่งไปยังซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรธำรง ๗๒ พรรษา” ตลอดทั้งสองเส้นทางถนนเจริญกรุงตั้งแต่บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรสถิต ๗๒ พรรษา” ไปจนถึงซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรธำรง ๗๒ พรรษา” มีประชาชนชาวไทย ชาวไทยเชื้อสายจีน พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง และนักท่องเที่ยวนานาชาติ เฝ้าฯ รอรับเสด็จ อย่างเนืองแน่น พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง

สำหรับซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ทั้งสองแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นถนนสำคัญสายแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นถนนที่เปิดสู่ย่านเศรษฐกิจ จึงเปรียบเสมือนเป็น ถนนมังกรสายแรกของประเทศไทยจัดสร้างขึ้นภายใต้ 5แนวคิดหลักคือ 1.พระมหากษัตริย์ทรงได้รับการสดุดีเป็นมังกรแห่งมวลมนุษย์ 2.นักษัตรประจำปีพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 3.ปีพุทธศักราช 2567 เป็นนักษัตรปีมังกร ตามสุริยคติ 4.วัดเล่งเน่งยี่ หรือมังกรกมลาวาส เป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจพุทธศาสนิกชน 5.ถนนเจริญกรุงได้ชื่อว่า “ถนนสายมังกร” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พระราชทานชื่อ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ  “วชิรสถิต ๗๒ พรรษา” มีความหมายว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญยั่งยืน ๗๒ พรรษา” ด้านหลังมีภาษาจีนคำว่า 龙福康定(หลงฟู่ คังติง) หมายถึง พระบารมีมังกรสยามปกเกล้าปกกระหม่อม และ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรธำรง ๗๒ พรรษา”  มีความหมายว่า เอกลักษณ์จารึกการเทิดทูนของพสกนิกรในอภิมหามงคลสมัย เฉลิม พระชนพรรษา ๗๒ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านหลังมีภาษาจีนคำว่า 祚祐永延 (จั่วโหยว หยงเอี้ยน) หมายถึง พสกนิกรร่มเย็นเป็นสุขชั่วนิรันดร์ ตั้งอยู่ที่บริเวณห้าแยกหมอมี

038

เครียดจนป่วย ‘Conversion Disorder’ โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์

เครียดจนป่วย ‘Conversion Disorder’ โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์

เครียดจนป่วย ‘Conversion Disorder’ โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ภาวะ “เครียดจนป่วย” ได้กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งบ่อยครั้งการป่วยจากความเครียดไม่ใช่การแกล้งทำหรือการเรียกร้องความสนใจอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด อย่างกรณีของ“จ้าว ลู่ซือ” นางเอกสาวชาวจีนที่มีความเครียดจนป่วยหนัก มีภาวะร่างกายอ่อนแรงและการรับรู้ทางประสาทลดลง ซึ่งเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “Conversion Disorder” โรคที่ปัญหาสุขภาพจิตไปรบกวนการทำงานของสมอง ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทางกายโดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมได้

แพทย์หญิงเพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรค Conversion Disorder เพื่อตอกย้ำให้สังคมเข้าใจว่าโรคทางจิตใจก็ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายได้ พร้อมแนะนำแนวทางการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคนี้

Conversion Disorder โรคทางจิตที่ทำให้เกิดอาการทางกาย

Conversion Disorder เป็นโรคที่เกิดจากปัญหาสุขภาพจิตไปขัดขวางการทำงานของสมอง พบได้บ่อยในแผนกผู้ป่วยทั่วไป โดยคนไข้มักมาพร้อมกับความผิดปกติทางกาย ทั้งด้านการเคลื่อนไหวและด้านประสาทสัมผัส แต่เมื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดด้วยการตรวจเลือดหรือการตรวจทางรังสีกลับไม่พบความผิดปกติ จึงไม่สามารถอธิบายโรคนี้ได้ด้วยผลการตรวจร่างกาย แต่อาการทั้งหมดเกิดขึ้นจริงโดยที่ผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจ

เครียด กดดัน ประสบการณ์ไม่ดี ปัจจัยกระตุ้น Conversion Disorder

Conversion Disorder มักเกิดจากความเครียด ความกดดัน และประสบการณ์ที่มีผลกระทบต่อจิตใจจนแสดงอาการออกมาทางกาย เช่น ตัวชา ชัก พูดไม่ได้ ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรงเดินไม่ได้ หรือไม่ได้ยินเสียง พญ.เพ็ญชาญาอติวรรณาพัฒน์ ยกตัวอย่างกรณีที่น่าสนใจว่า“มีวัยรุ่นทะเลาะกับแม่แล้วกรี๊ดออกมา หลังจากนั้นก็พูดไม่ได้เลย แต่ยังไอและทำเสียงอืออาได้ปกติ หลังจากนั้น 2-3 วันก็กลับมาพูดได้ นอกจากนี้ สมัยก่อนเราอาจได้ยินชื่อโรคฮิสทีเรีย ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์ได้จัดให้อยู่ในกลุ่ม Conversion Disorder โดยส่วนใหญ่มีอาการการคล้ายกัน อย่างการพูดหรือเดินไม่ได้แบบฉับพลัน อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือทหารในช่วงสงครามโลก เพราะต้องเผชิญกับความเครียดและความกดดันในสนามรบสูงมากจนเกิดอาการทางกายจากโรคนี้”

หัวใจสำคัญในการรักษา Conversion Disorder คือความเข้าใจ

การวินิจฉัยกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับ Conversion Disorder จะประเมินด้วยเจตนาและเป้าหมายของผู้ป่วย โดยสามารถจำแนกได้คือ Conversion Disorder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยไม่มีเจตนาในการแสดงอาการ และอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอาการจริงที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยผลการตรวจร่างกาย Factitious Disorder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยแกล้งป่วยโดยเพื่อเรียกร้องความสนใจ และสุดท้ายคือ Malingering ภาวะที่ผู้ป่วยเจตนาแกล้งป่วยเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจร่างกายและการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อยืนยันว่าเป็น Conversion Disorder จริงหรือไม่ เพราะหากวินิจฉัยผิดพลาดอาจรักษาไม่ถูกวิธีและทำให้ผู้ป่วยอาการแย่ลงได้

การรักษาโรค Conversion Disorder สามารถทำได้ทั้งวิธีจิตบำบัด กายภาพบำบัด หรือการใช้ยา โดยปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคน โดยระหว่างการรักษาก็ต้องอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจผู้ป่วยว่าอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายดีนอกจากนี้ อาจต้องระวังคำพูดอย่าง “ตรวจร่างกายแล้วก็ปกติ” หรือ “คิดไปเองหรือเปล่า” เพราะอาจกระทบจิตใจผู้ป่วยจนอาการแย่ลงได้ เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น จิตใจมั่นคงขึ้น เราจะค่อยๆ ให้ผู้ป่วยทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของอาการ และหาวิธีรับมือกับสิ่งที่มากระทบจิตใจจนทำให้แสดงอาการ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากคนรอบตัวด้วย

“อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า Conversion Disorder ทำให้เกิดความผิดปกติทางกายได้จริง ไม่ใช่การแกล้งทำหรือการเรียกร้องความสนใจ ตัวผู้ป่วยเองก็มักจะสับสนและกังวลกับอาการที่เกิดขึ้นมากอยู่แล้ว เราก็ควรช่วยผู้ป่วยด้วยการให้กำลังใจและรับฟังผู้ป่วยให้มากๆ และไม่กดดันหรือเร่งให้ผู้ป่วยหาย แต่ควรให้เวลาในการรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเราสร้างเซฟโซนให้ผู้ป่วย จิตใจพวกเขาก็จะดีขึ้น และอาการทางกายก็จะหายดี” พญ.เพ็ญชาญา กล่าวทิ้งท้าย

หากสงสัยหรือต้องการปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00-18.00 น. โทร. 02-0790078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

พญ.เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์

พญ.เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์

ADHD ในผู้ใหญ่ : เมื่อสมาธิสั้นไม่ได้มีแค่ในเด็ก

ADHD ในผู้ใหญ่ : เมื่อสมาธิสั้นไม่ได้มีแค่ในเด็ก

ADHD ในผู้ใหญ่ : เมื่อสมาธิสั้นไม่ได้มีแค่ในเด็ก

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.20 น.

หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention- Deficit/Hyperactivity Disorder) เป็นปัญหาที่พบเฉพาะในเด็กเท่านั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ADHDสามารถส่งผลกระทบไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ โดยพบว่าประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัย ADHDในวัยเด็กยังคงมีอาการบางอย่างหลงเหลืออยู่เมื่อโตขึ้น และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหลายด้าน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital ให้ข้อมูลว่า อาการของ ADHD ในผู้ใหญ่อาจแตกต่างจากที่พบในเด็ก โดยอาการหลักๆ ประกอบด้วย การไม่มีสมาธิ มีความหุนหันพลันแล่น และรู้สึกว่าอยู่นิ่งไม่ได้ แต่การแสดงออกมักจะแตกต่างไปตามบริบทของการใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ เช่น การมีปัญหาในการจัดการเวลา การวางแผนงานการจัดลำดับความสำคัญของงาน หรือการควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ

ในด้านการทำงาน ผู้ใหญ่ที่มี ADHD มักพบกับความยากลำบากในการรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้คงอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีปัญหาทำงานไม่เสร็จตามกำหนด ลืมนัดสำคัญ หรือมีปัญหาในการจดจ่อกับงานที่ต้องใช้สมาธิเป็นเวลานาน ในด้านความสัมพันธ์ อาจพบปัญหาในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว เนื่องจากไม่สามารถรับฟังอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ หรือมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์

การวินิจฉัย ADHD ในผู้ใหญ่ต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียดโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะพิจารณาประวัติตั้งแต่วัยเด็กร่วมกับการประเมินอาการปัจจุบันและผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การรักษามักใช้แนวทางแบบผสมผสาน ทั้งการใช้ยา การทำจิตบำบัด และการฝึกทักษะการจัดการตนเอง

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันช่วยให้เราเข้าใจ ADHD ในผู้ใหญ่มากขึ้น และมีแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ที่มี ADHD จัดการกับอาการได้ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากสงสัยว่าตนเองมีอาการที่เข้าข่าย ADHD ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

การยอมรับและเข้าใจว่า ADHD เป็นภาวะที่พบได้ในผู้ใหญ่ จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะนี้ให้ดียิ่งขึ้น

พ่อแม่ระวัง !! ฝุ่น PM2.5 ทำลายสุขภาพลูก เสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังในอนาคต

พ่อแม่ระวัง !! ฝุ่น PM2.5 ทำลายสุขภาพลูก เสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังในอนาคต

พ่อแม่ระวัง !! ฝุ่น PM2.5 ทำลายสุขภาพลูก เสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังในอนาคต

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.10 น.

ฝุ่น PM2.5 กลับมาเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยโดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากตามธรรมชาติแล้ว เด็กเล็กจะมีอัตราการหายใจที่เร็วกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ร่างกายของพวกเขาได้รับมลพิษในปริมาณมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น โรคในระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงยังส่งผลต่อพัฒนาการของสติปัญญาและระบบประสาทอีกด้วย

แพทย์หญิง นงนภัส เก้าเอี้ยน กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ข้อมูลว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถแทรกซึมเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ลึกถึงปอด และเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างง่ายดาย ซึ่งฝุ่นเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืดโรคภูมิแพ้ และโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต โดยเฉพาะในเด็กจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ หากเด็กหายใจเอาฝุ่นละอองเข้าไปสะสมในร่างกายจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบจมูก แสบคอ น้ำมูกไหล

สำหรับเด็กบางรายจะมีการแพ้ คันตาและแสบตา บางคนอาจมีอาการเจ็บคอ ถ้าฝุ่นตัวนี้เข้าไปทางเดินหายใจส่วนล่าง ก็ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ หลอดลมไว ส่งผลให้เด็กไอเรื้อรัง และสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคหอบหืดได้ ในเด็กที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือโรคทางเดินหายใจ จะมีความเสี่ยงอาการกำเริบมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ฝุ่น PM2.5 เป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับเด็ก ที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่การสัมผัสฝุ่นในระยะยาวอาจทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ช้ากว่าปกติ หรือมีไอคิวลดลงอย่างต่อเนื่อง และการสัมผัสฝุ่นเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดหัวใจ” ในอนาคตเร็วกว่าที่คิด โดยจากการศึกษาพบว่า เด็กที่สูดฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นเวลานานทำให้ความเสี่ยงของ “โรคหลอดเลือดหัวใจ” เพิ่มขึ้น เพราะฝุ่นสามารถเจาะทะลุเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และลงไปในหลอดเลือดได้ เมื่อฝุ่นเข้าสู่กระแสเลือด จะกระตุ้นให้เกิดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตันส่งผลให้เกิด โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วิธีการดูแลเด็กจากฝุ่น PM2.5 เป็นสิ่งที่สำคัญมาก พ่อแม่ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงให้เด็กออกไปอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นสูง เช่น พื้นที่กลางแจ้งในช่วงที่มีค่าฝุ่นเกิน 100 มคก./ลบ.ม. ควรจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง และหากต้องออกไปข้างนอก ควรให้เด็กสวมหน้ากากอนามัย N95 ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กจากการเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ นอกจากนี้ ควรหมั่นตรวจเช็คค่าฝุ่นในอาคาร และใช้เครื่องฟอกอากาศเพื่อกรองฝุ่นในบ้าน รวมทั้งหากเด็กมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ หอบเหนื่อย หรือหายใจติดขัดควรพาไปพบแพทย์ทันที เพื่อทำการตรวจเช็คและรับการรักษาอย่างทันท่วงที

“ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาที่จะส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำลายสุขภาพเด็กในระยะยาว ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเรื้อรังอื่นๆ ในอนาคต การปกป้องเด็กจากฝุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้และส่งผลดีต่อสุขภาพของพวกเขาในอนาคต” แพทย์หญิงนงนภัส กล่าวทิ้งท้าย

‘พาณิชย์’ จับมือตลาดสด-ตลาดกลาง 60 แห่ง 18 จังหวัด จำหน่ายสินค้าไหว้เจ้าราคาพิเศษ

‘พาณิชย์’ จับมือตลาดสด-ตลาดกลาง 60 แห่ง 18 จังหวัด จำหน่ายสินค้าไหว้เจ้าราคาพิเศษ

‘พาณิชย์’ จับมือตลาดสด-ตลาดกลาง 60 แห่ง 18 จังหวัด จำหน่ายสินค้าไหว้เจ้าราคาพิเศษ

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จับมือตลาดสดและตลาดกลาง 60 ตลาด 18 จังหวัด จัดกิจกรรม “พาณิชย์สืบสานเทศกาลตรุษจีน” นำสินค้าไหว้เจ้าจำหน่ายราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนเชื้อสายจีน เผยสินค้าไฮไลท์อย่างไก่สด ไก่ต้มสุก ผลไม้มงคล และขนมต่างๆ มีเพียงพอต่อความต้องการและราคาทรงตัวเท่ากับปีที่แล้ว โดยมี นายวิทยากรมณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมตรวจเยี่ยมการจำหน่ายสินค้า พบว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักกว่าปีก่อน มีพ่อค้าแม่ค้า นำสินค้าที่เกี่ยวกับตรุษจีน มาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก และประชาชนให้ความสนใจเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างคับคั่ง ณ ร้านค้าภายในตลาดเวิลด์มาร์เก็ตเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

สำหรับตลาดสดและตลาดกลางที่เข้าร่วมกิจกรรม “พาณิชย์สืบสานเทศกาลตรุษจีน” ปี 2568มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 60 ตลาด 18 จังหวัด ประกอบด้วย ตลาดสด อาทิ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต มีนบุรียิ่งเจริญ ถนอมมิตร กรุงเทพมหานคร (กทม.) และตลาดบางใหญ่ เยสบางพลี ใหม่สำโรง ในพื้นที่ปริมณฑล ส่วนตลาดกลาง อาทิ ตลาดไท สี่มุมเมือง จ.ปทุมธานี ตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี ตลาดล้านเมือง จ.เชียงราย และตลาดเทิดไท จ.พิษณุโลก

ยูเซอริน ค้นพบ ‘อีพิเซลีน’ สารทรงประสิทธิภาพ แห่งวงการลดเลือนริ้วรอย

ยูเซอริน ค้นพบ ‘อีพิเซลีน’ สารทรงประสิทธิภาพ แห่งวงการลดเลือนริ้วรอย

ยูเซอริน ค้นพบ ‘อีพิเซลีน’ สารทรงประสิทธิภาพ แห่งวงการลดเลือนริ้วรอย

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เภสัชกรหญิง วราพร ลิขิตจรรยากุล

จะดีแค่ไหน ถ้าเราสามารถเปิดสวิตซ์ความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้อีกครั้ง ยูเซอริน สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญกับประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเวชสำอางเมืองไทยในงานฉลองเปิดตัว ยูเซอรินอีพิเซลีน เซรั่ม (EUCERIN EPICELLINE® SERUM) นวัตกรรมล่าสุดในการจัดการปัญหาผิวแห่งวัยได้อย่างตรงจุด ที่พัฒนาจากการศึกษาด้าน Epicgenetic Science เป็นเวลากว่า 15 ปี จนสามารถคิดค้น Patented Age Clock Technology เทคโนโลยีระดับสิทธิบัตรของยูเซอริน จนนำไปสู่การค้นพบ “อีพิเซลีน” (EPICELLINE®) สารทรงประสิทธิภาพสูงสุดจากกว่า 50,000 สาร ที่ช่วยเปิดสวิตช์ความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้อย่างตรงจุด

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ถือเป็นความยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้ ที่เราได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของยูเซอริน กับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดอย่าง ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ใจในการดูแลผิวให้แลดูอ่อนกว่าวัยคงความเยาว์วัยแบบที่เห็นผลได้จริง ยูเซอรินอีพิเซลีน เซรั่ม นี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเราเพราะนวัตกรรมที่ผ่านการศึกษามาอย่างยาวนาน พร้อมบทพิสูจน์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการมากถึง 15 ฉบับ ทำให้เรามั่นใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์นี้ว่าสามารถลดเลือนริ้วรอย ช่วยเปิดสวิตซ์ความอ่อนเยาว์ให้ผิว สามารถอวดผิวสวยได้อย่างมั่นใจ

ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม (EUCERIN EPICELLINE® SERUM) คือผลลัพธ์จากการวิจัยด้าน เอพิเจเนติกส์ (Epigenetics) ที่ยูเซอรินศึกษาวิจัยมาถึง 15 ปี เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะช่วยวัดและปลดล็อกอายุของเซลล์ผิวในระดับที่ลึกลงไป จนค้นพบ Patented Age Clock Technology ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร และยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ยูเซอรินสามารถคำนวณอายุผิวที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำ จนค้นพบ อีพิเซลีน (EPICELLINE®) สารทรงประสิทธิภาพจากการวิเคราะห์มากกว่า 50,000 สารสำคัญ ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเปิดสวิตช์ความอ่อนเยาว์ให้กับผิว คืนการทำงานของเซลล์ผิว และจัดการ 10 สัญญาณแห่งวัยที่มองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการดูแลผิวพรรณสำหรับวัย 30 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีปัญหาริ้วรอยมาเยือนให้ได้คงความอ่อนเยาว์ของผิวไว้ได้ตั้งแต่แรกเริ่ม

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การศึกษา Epigenetic Science คือศาสตร์การศึกษาการเปลี่ยนแปลงในการแสดงออกของยีนส์ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับของ DNA ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของยีนส์ โดยอาจจะไปมีผลต่อการเปิดสวิตช์หรือปิดสวิตช์ในการทำงานของยีนส์ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเซลล์ที่ถูกควบคุมโดยยีนส์นั้นๆ การเปลี่ยนแปลงของ Epigenetic นั้นเป็นกลไกที่สามารถเกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่นไลฟ์สไตล์ อาหาร การออกกำลังกาย การสัมผัสกับรังสี UVA/UVB หรือจากสิ่งแวดล้อมภายนอกอื่นๆ เป็นต้น และการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงชีวิตของเรา โดยหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้คือ DNA Methylation ซึ่งทำหน้าที่สร้างสิ่งกีดขวางการทำงานของยีนส์เปรียบได้กับการที่ยีนส์ซึ่งมีหน้าที่กำกับการสร้างผิวหนังถูกปิดสวิตช์การทำงาน ส่งผลให้ขาดการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนผิวเดิมที่เสื่อมสลายตามกาลเวลา ทำให้ภาพรวมของผิวขาดความชุ่มชื้น เกิดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย

ดังนั้น เมื่อเราเข้าใจกระบวนการ Epigenetic ทราบกลไกและเชื่อมโยงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถปรับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตประจำวันให้ดีขึ้นส่งผลโดยรวมให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง ดูอ่อนเยาว์เสมอ

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์

‘นฤมิตไพรด์’ สะบัดธงสีรุ้งสร้างประวัตศาสตร์ คู่รัก LGBTQIAN+ จดทะเบียนสมรสทุบสถิติโลก

‘นฤมิตไพรด์’ สะบัดธงสีรุ้งสร้างประวัตศาสตร์ คู่รัก LGBTQIAN+ จดทะเบียนสมรสทุบสถิติโลก

‘นฤมิตไพรด์’ สะบัดธงสีรุ้งสร้างประวัตศาสตร์ คู่รัก LGBTQIAN+ จดทะเบียนสมรสทุบสถิติโลก

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นฤมิตไพรด์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ จัดงาน“วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) ด้วยจำนวนคู่รัก LGBTQIAN+ มาจดทะเบียนสมรส ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน มากถึง 185 คู่ เมื่อรวมกับ 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เป็น 661 คู่ รวมทั่วประเทศมีจำนวนคู่รัก LGBTQIAN+มาจดทะเบียนสมรสมากกว่า 1,839 คู่ เตรียมยื่นหนังสือถึง Guinness World Records เพื่อให้พิจารณาบันทึกสถิติโลก เพราะถือว่ามีจำนวนคู่รัก LGBTQIAN+ มาจดทะเบียนสมรสมากที่สุดในโลก

นฤมิตไพรด์ พร้อมคณะทำงานสมรสเท่าเทียมภาคประชาชน เนรมิตพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่สีรุ้งแห่งความเท่าเทียมจัดงาน “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) จดทะเบียนสมรสคู่รัก LGBTQIAN+ เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์โลก เมื่อวันที่ 23 มกราคา ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 08.00- 22.00 น.ด้วยความร่วมมือจาก มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ, ภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร, สำนักนายกรัฐมนตรี, กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) พร้อมพันธมิตรภาคประชาสังคมและภาคเอกชน อาทิ บริษัท สยาม พิวรรธน์ จำกัด และบริษัท Match Group (MTCH)

ภายในงาน “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) จัดเต็ม 3 กิจกรรมหลัก คือ สมรสเท่าเทียม (MARRIAGE EQUALITY) การจัดกิจกรรมสมรสเท่าเทียมนอกสถานที่ ที่ได้รับความร่วมมือจากสำนักปกครองและทะเบียน และสำนักงานเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จัดจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ พร้อมพิธีเปิดงาน และแห่ขบวนสมรสสุดอลังการในแบบฉบับของชาว LGBTQIAN+ โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และตัวแทนคณะรัฐมนตรี เป็นแขกผู้ใหญ่นำขบวน ตามด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆนักเคลื่อนไหว และศิลปิน Miss Grand Thailand อิงฟ้า วราหะ, ชาล็อต ออสติน และต๋อง – ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา ร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง

อัตลักษณ์และตัวตน (MARRIAGE IDENTITY) การเดินพรมแดงที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในตัวตนและความรักบนเส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งความหลากหลายและเท่าเทียม บน Pride Carpet ด้วยชุดที่สะท้อนความเป็นตัวตน พร้อมร่วมเดินไปกับคนที่คุณรักและผู้สนับสนุน เพราะทุกก้าว คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและแรงบันดาลใจให้สังคมก้าวไปข้างหน้า

ฉลองชัยชนะของสมรสเท่าเทียม (MARRIAGE CELEBRATION) สรุปตัวเลขคู่สมรส LGBTQIAN+ ที่จดทะเบียนสมรสพร้อมกันทั่วกรุงเทพมหานคร และทั่วประเทศไทย พร้อมเฉลิมฉลองความเท่าเทียมกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดังมากมาย อาทิ มิ้น-มิณฑิตา วัฒนกุล, ซิลวี่-ภาวิดา มอริจจิ, ปิงปอง- ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์, พัดชา อเนกอายุวัฒน์, ซิน-ทศพร อาชวานันทกุล (ซิน ซิงกูลาร์), คอปเตอร์-ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี, เกรซ-นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ เป็นต้น

ไฮไลท์คือ นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม ให้เกียรติมอบ “มาลัยมงคลสมรส” ให้กับคู่รัก LGBTQIAN+ ที่มาร่วมจดทะเบียนสมรสในพื้นที่พารากอน ฮอลล์ศูนย์การค้าสยามพารากอน 30 คู่แรก ขณะที่นายกรัฐมนตรีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ร่วมอวยพรคู่สมรส ในวันประวัติศาสตร์สมรสเท่าเทียม ผ่าน Video Conference ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ผู้นำประเทศ ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมแสดงความยินดี

วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) และผู้จัดงาน “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) กล่าวว่า “งาน Marriage Equality Day สะท้อนการมีสิทธิในการสมรสที่เท่าเทียม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความรักระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิทางกฎหมาย และการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างเป็นธรรม สัญลักษณ์ของการต่อสู้อย่างความเท่าเทียมไม่ได้เป็นเพียงสิทธิของบางคน แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน งานวันนี้ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่คือเสียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เราชุมชน LGBTQIAN+ ทุกคนสมควรได้รับ เรายังเชื่อมั่นในความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

งาน “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) นี้นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลก ด้วยจำนวนคู่รัก LGBTQIAN+ที่มาจดทะเบียนสมรส ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร มากถึง 185 คู่ เมื่อรวมกับ 50 เขต ในกรุงเทพมหานครเป็น 661 คู่ ทำให้ทั่วประเทศมีจำนวนคู่รัก LGBTQIAN+ มาจดทะเบียนสมรสมากกว่า 1,839 คู่มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งหลังจากนี้ นฤมิตไพรด์ จะยื่นหนังสือถึง Guinness World Records เพื่อให้พิจารณาบันทึกสถิติโลกเพราะถือว่ามีจำนวนคู่รัก LGBTQIAN+ มาจดทะเบียนสมรสมากที่สุดในโลก

ฉลองตรุษจีนปีมะเส็ง สามย่านมิตรทาวน์และสีลมเอจ ส่งพลังบันไดงูนำโชค รวมมิตรกิจกรรมเสริมเฮงแบบสุดฉํ่า

ฉลองตรุษจีนปีมะเส็ง สามย่านมิตรทาวน์และสีลมเอจ ส่งพลังบันไดงูนำโชค รวมมิตรกิจกรรมเสริมเฮงแบบสุดฉํ่า

ฉลองตรุษจีนปีมะเส็ง สามย่านมิตรทาวน์และสีลมเอจ ส่งพลังบันไดงูนำโชค รวมมิตรกิจกรรมเสริมเฮงแบบสุดฉํ่า

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สามย่านมิตรทาวน์ และ สีลมเอจชวนมาร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีงูเล็ก ในธีม “บันไดงูนำโชค”ที่จะนำพาชีวิตให้ก้าวสู่บันไดแห่งความปังในทุกด้าน พร้อมรวมมิตรกิจกรรมเสริมโชคแบบสุดฉ่ำ ให้ได้เปิดรับความเฮง โชคดี มีลาภ ตลอดปีมะเส็ง ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 กุมภาพันธ์ นี้

ธีรนันท์ กรศรีทิพา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการพัฒนาธุรกิจรีเทล บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์และสีลมเอจ กล่าวว่าเพื่อตอกย้ำการเป็น Creative Placemaking Space ที่มุ่งเน้นการสร้างสีสันในชีวิตให้ชาวมิตรในทุกเทศกาลสำคัญ เทศกาลตรุษจีนปีนี้ สามย่านมิตรทาวน์และสีลมเอจ ร่วมต้อนรับปีงูเล็ก ในธีม “บันไดงูนำโชค” โดยมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จากภาพวาดฝีพระหัตถ์ “งูขึ้นกระได” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานให้ชาวไทยเป็นของขวัญในปีนี้ มาเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการตกแต่งศูนย์การค้าทั้งสองให้เต็มไปด้วยพลังบันไดงูนำโชค ที่จะนำพาชาวไทยทุกคนให้มีชีวิตก้าวหน้า ขึ้นบันไดไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ เรายังคิดแคมเปญเพื่อตอบสนองการเป็น Community Centric แม้จะใช้ธีมเดียวกัน แต่กิจกรรมของทั้งสองศูนย์มีความแตกต่าง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้บริการแต่ละแห่ง เช่น สามย่านมิตรทาวน์จะเน้นการตกแต่ง เพื่อให้เหมาะกับการถ่ายภาพ เช็คอินพร้อมกิจกรรมให้ได้ร่วมสนุกในคอนเซ็ปต์ LUCKY GARDEN สวนมงคลรวมมิตรความเฮง ส่วนสีลมเอจ ที่มีวัยทำงานเป็นหลัก กิจกรรมจะเน้นสายมู เสริมมงคลในคอนเซ็ปต์ SILOM EDGE CHINESE NEW YEAR 2025 รวย : รุ่ง : พุ่ง รับปีงู เป็นต้น

สามย่านมิตรทาวน์ ชวนมิตรเสริมมงรับความปัง! ในงาน “SAMYAN MITRTOWN LUCKY GARDEN สวนมงคลรวมมิตรความเฮง” กับธีมคอนเซ็ปต์ “บันไดงูนำโชคและLUCKY GARDEN” ร่วมเดินทางเสริมดวงไปกับเกมบันไดงูนำโชคที่จะพาไปพบโชคในด้านต่างๆ พร้อมเสริมความปังรอบด้านทั้ง “โซ่ว” อายุมั่น ขวัญยืน “จี๋” โชคดีดวงปัง “ฝู” พบแต่ดี มีแต่สุข “ลู่” เงินมั่งคั่ง งานรุ่งเรือง “ซุ่น” ทุกสิ่งราบรื่นและ “เป่า” สมบัติเพิ่มพูน พร้อม 5 กิจกรรมรับความเฮง ตลอด 12 วัน ระหว่างนี้จนถึง 2 กุมภาพันธ์ นี้

ส่วน สีลมเอจ ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนต้อนรับปีงู กับ “SILOM EDGE CHINESE NEW YEAR 2025 รวย : รุ่ง : พุ่ง รับปีงู” สตารท์ความเฮงในสไตล์ CHINESE POP ART และกิจกรรมเสริมความปังรับปีมงคล ตลอด 5 วัน ระหว่างวันที่ 27-31 มกราคม นี้ ชวนมาเช็คดวงชะตา ฟรี! กับนักพยากรณ์ระดับอาจารย์จากสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ จัดเต็มทุกศาสตร์ทั้งดูลายมือ ใบไม้พยากรณ์ ไพ่ยิปซี ไพ่ออราเคิล โหราศาสตร์ไทยหินอ่านใจไพ่อ่านดวง พร้อมช้อปไอเท็มมงคลแบบเต็มพิกัดที่มู มาร์เก็ต เสริมทรัพย์รับการเงิน ที่ชาวออฟฟิศห้ามพลาด และเสริมสิริมงคลให้ตรุษจีนปีนี้ปังแบบถ้วนหน้าด้วยโชว์เชิดมังกรสวรรค์ ในวันที่ 27 มกราคมนี้ เวลา 13.00-15.00 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 2

รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook SAMYANMITRTOWN และ SILOMEDGE

‘มาดามแป้ง’แม่ทัพเมืองไทยประกันภัย ร่วมกับ Harvard GSD เผยแพร่งานวิจัยด้านการพัฒนาภูมิสถาปัตยกรรมชุมชนคลองเตย

‘มาดามแป้ง’แม่ทัพเมืองไทยประกันภัย ร่วมกับ Harvard GSD เผยแพร่งานวิจัยด้านการพัฒนาภูมิสถาปัตยกรรมชุมชนคลองเตย

‘มาดามแป้ง’แม่ทัพเมืองไทยประกันภัย ร่วมกับ Harvard GSD เผยแพร่งานวิจัยด้านการพัฒนาภูมิสถาปัตยกรรมชุมชนคลองเตย

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัดกิจกรรมเผยแพร่งานวิจัยด้านการพัฒนาภูมิสถาปัตยกรรมชุมชนคลองเตยภายใต้แนวคิด “New Landscapes of Equity and Prosperity” หรือ “ภูมิทัศน์ใหม่แห่งความเท่าเทียมและความเจริญรุ่งเรือง” ณ อาคาร PAT Arena คลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งต่อแนวคิดและงานวิจัย แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนคลองเตยอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันให้แนวคิด “คลองเตยดีดี” ไปสู่ความจริงได้

ในงานดังกล่าว มี Mrs. Sarah M. Whiting คณบดี Dean and Josep Lluís Sert Professor of Architecture พร้อมด้วยคณาจารย์จาก Harvard GSD ได้แก่ Mr. Gary Hilderbrand (Chair of the GSD’s Department of Landscape Architecture), Mrs. Anita Berrizbeitia Professor of Landscape Architecture, Mr. Niall Kirkwood Charles Eliot Professor of Landscape Architecture รวมถึงผู้มีเกียรติจากภาครัฐและภาคประชาสังคม อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร, นายเกรียงไกรไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย, นางเกศจริน สามิภักดิ์ผู้อำนวยการสำนักงานเขตคลองเตย รวมถึงผู้แทนจาก 6 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ร่วมงาน พร้อมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานมูลนิธิในพื้นที่คลองเตย และผู้นำชุมชนทั้ง 49 แห่ง

นางนวลพรรณ ล่ำซำ หรือ “มาดามแป้ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตนเองและเมืองไทยประกันภัย ได้รู้จักคลองเตย ผ่านเสียงเชียร์ และการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของแฟนบอลชาวคลองเตย ตั้งแต่ครั้งที่เข้ามาบริหารดูแลทีมสโมสรการท่าเรือเอฟซี ในปี 2558จึงได้มีโอกาสเข้าไปทำกิจกรรมทางสังคมร่วมพัฒนาชุมชนกับคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ภายใต้โครงการต่างๆ มากมาย ทั้งด้านกีฬา อาสากล้าใหม่ งานด้านผู้พิการ การช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการช่วยเหลือ ดูแลผู้คนในชุมชนยามเกิดวิกฤต และภัยพิบัติต่างๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมานั่นเป็นจุดที่ทำให้ได้รู้จักคลองเตยในมิติอื่นๆ ตั้งแต่นั้นคลองเตยจึงเปรียบได้กับเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของตนและเมืองไทยประกันภัยเสมอมา

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันภัยได้ร่วมมือกับ Harvard GSD ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ในการสำรวจและวิจัยเชิงลึกด้านภูมิสถาปัตยกรรมในพื้นที่ชุมชนคลองเตย ภายใต้แนวคิด “New Landscapes of Equity and Prosperity” ความร่วมมือนี้นับเป็นโอกาสสำคัญเพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนางานด้านสังคมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน สร้างความร่วมมือที่ครอบคลุมในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยให้ก้าวหน้าและยั่งยืนร่วมกัน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับแนวคิดด้านความเท่าเทียมและความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งก่อนที่พื้นที่คลองเตย กรุงเทพมหานคร จะได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำงานวิจัยของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจาก Harvard GSD ได้เคยลงพื้นที่ทำงานวิจัยเชิงลึกมาแล้วในบางพื้นที่ ในหลายประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก

ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการในพื้นที่ชุมชนคลองเตย คณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจาก Harvard GSD ร่วมกับคณะทำงานจากเมืองไทยประกันภัย ได้ลงพื้นที่ชุมชนคลองเตยอย่างต่อเนื่อง เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ ประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและพัฒนาชุมชน ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาพัฒนา ให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนสูงสุด จึงได้เกิดงานวิจัยรวมทั้งสิ้น 2 ฉบับ กว่า 26 โครงการ ซึ่งสะท้อนแนวคิดและมุมมองในการพัฒนาพื้นที่ชุมชนคลองเตยอย่างรอบด้าน ครอบคลุมหลากหลายมิติ ได้แก่ “Bangkok Porous City (เมืองพรุน): New Landscape of Equity and Prosperity” และ “Bangkok Remade: บางกอก กอปรใหม่“ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาในหลากหลายประเด็น อาทิ การกระจายทรัพยากร การพัฒนาที่อยู่อาศัย การบริหารจัดการและแยกขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการสร้างพื้นที่สาธารณะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ เพื่อให้แนวคิดจากงานวิจัยเกิดผลเป็นรูปธรรม เมืองไทยประกันภัยและ Harvard GSD ยังได้นำบางส่วนของแนวคิดจากงานวิจัยไปปรับใช้ในพื้นที่จริง โดยมีตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการสำเร็จแล้ว ได้แก่ การปรับปรุงและสร้างลานเก็บขยะในชุมชนวัดคลองเตยใน 2 และ 3 เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและลดแหล่งสะสมของเชื้อโรค การพัฒนาลานกีฬาอเนกประสงค์ในชุมชนวัดคลองเตยใน 3เพื่อส่งเสริมสุขภาพด้านกีฬาให้เด็ก เยาวชน และคนในชุมชนได้ใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า ห่างไกลจากปัญหายาเสพติดและการปรับปรุงพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และร้านค้าชุมชนในชุมชนวัดคลองเตยใน 2เพื่อสนับสนุนการสร้างพื้นที่สำหรับการประกอบอาชีพ และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆ ของคนในชุมชน

“เมืองไทยประกันภัยตระหนักถึงคุณค่าและพลังของการศึกษาและงานวิจัย ในฐานะกลไกสำคัญที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างแท้จริง จึงได้มอบงานวิจัยนี้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทั้ง 6 แห่ง ร่วมกันรับมอบ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำองค์ความรู้และแนวคิดจากงานวิจัยไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในภารกิจของตน เพื่อผลักดันให้แนวคิด “คลองเตยดีดี” ไปสู่ความจริงได้

ในฐานะบริษัทประกันภัยที่เคียงข้างคนไทยมากว่า 93 ปี เมืองไทยประกันภัยมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์โครงการและกิจกรรม ที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทั้งในชุมชนคลองเตยและสังคมไทยโดยร่วมกับมูลนิธิมาดามแป้ง ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยความเท่าเทียม ความสุข และความปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง ยิ้มได้แม้ในยามต้องเผชิญความท้าทาย” นางนวลพรรณ กล่าวในที่สุด

HOKA เปิดตัวนิทรรศการ Immersive Pop Up แรงบันดาลใจจากรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด BONDI 9

HOKA เปิดตัวนิทรรศการ Immersive Pop Up แรงบันดาลใจจากรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด BONDI 9

HOKA เปิดตัวนิทรรศการ Immersive Pop Up แรงบันดาลใจจากรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด BONDI 9

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

HOKA® ประเทศไทย เปิดตัวนิทรรศการ“EVERYBODY BONDI BY HOKA at centralwOrld” ในรูปแบบ Immersive Pop Up ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Beacon 3 และ 4 ภายในงานออกแบบให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยี “Max Cushion”อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมร่วมฉลองการเปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด BONDI 9

HOKA ภายใต้การบริหารงานร่วมกันของ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด และ บริษัท เรฟ อีดิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์โฮก้าหนึ่งเดียวในประเทศไทยและในประเทศมาเลเซีย จัดงานนิทรรศการ “HOKA EVERYBODY BONDI” พร้อมเปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่อย่าง BONDI โดยยก Bondi Beach ซึ่งเป็นสถานที่แห่งแรงบันดาลใจ และที่มาของชื่อรองเท้ารุ่นดังของ HOKA อย่าง BONDI มาจัดแสดงในรูปแบบต่างๆ ทั้งผ่านเทคโนโลยี แสง สี เสียง แบบ Immersive Experienceพร้อมเปิดให้ผู้เข้าชมได้ทดลองสวมใส่รองเท้า BONDI 9 ของจริงและดื่มด่ำกับโดนัท เครื่องดื่มสุดพิเศษที่ได้รับการร่วมมือและออกแบบรสชาติโดย DROP BY DOUGH นอกจากนี้ในวันงานยังมีการแสดงสุดพิเศษจากวง PROXIE ศิลปิน T-Pop ชื่อดังที่เต็มที่กับการใช้ชีวิต และออกกำลังกายดูแลตัวเองอยู่เสมอ มารับหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้สวมใส่ BONDI 9และแบ่งปันประสบการณ์การสวมใส่รองเท้ารุ่นล่าสุด

การเปิดตัว “EVERYBODY BONDI” สะท้อนภารกิจของ HOKA ในการส่งเสริมการเคลื่อนไหวสำหรับทุกคน และเฉลิมฉลองความหลากหลาย HOKA เชื่อว่าการวิ่ง การเดิน การออกกำลังกาย และกิจกรรมกลางแจ้งควรเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีทักษะระดับใดก็ตาม มาจนถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยี HOKA BONDI 9 รองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่คงจุดเด่นโฟมที่หนานุ่ม และ เบาสบายใส่สบาย เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของทุกคน ตามคอนเซ็ปต์งาน “EVERYBODY BONDI”

ไฮไลท์ของนิทรรศการ HOKA EVERYBODY BONDI ประกอบด้วยโซน EVERYBODY BONDIIMMERSIVE ROOM ห้อง LED ขนาดใหญ่ที่พาผู้ชมไปสัมผัสประสบการณ์และบรรยากาศสุดพิเศษที่ยกเอาหาดบอนไดสถานที่ที่เป็นแรงบันดาลใจของชื่อรองเท้ารุ่น BONDI 9 โซน EVERYBODY BONDI PHOTOBOOTH จุดถ่ายรูปที่ฉายภาพพื้นหลังของแรงบันดาลใจของ รองเท้า BONDI โดยสามารถรับรูปได้ทันที พร้อมลุ้นรับรองเท้า BONDI 9 เพียงแชร์ภาพลงโซเชียล และติดแฮชแท็ก #EVERYBODYBONDITH ประกาศผลผู้โชคดีวันที่ 31 มกราคม 2568 ที่เพจเฟซบุ๊กของ HOKA

โซน SHOES LASER CUSTOMIZATION บริการเลเซอร์ข้อความลงบนรองเท้า HOKA BONDI 9 ฟรี สำหรับลูกค้าที่ซื้อรองเท้าไปตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2568 จากร้าน HOKA และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โซน EVERYBODY BONDI LED FLOORINGเปิดโอกาสให้ทุกคนสัมผัส และทดลองสวมใส่รองเท้า HOKA BONDI 9 โฉมใหม่และถ่ายรูปบนพื้นที่จัดแสดงภาพเคลื่อนไหวเป็นพื้นหลังที่ลงตัวกับรองเท้ารุ่นนี้

นิทรรศการ HOKA EVERYBODY BONDI จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Beacon 3 และ 4 สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HOKA ได้ที่ อินสตาแกรมของ @Hoka_TH หรือเพจเฟซบุ๊กของ HOKA