ไตเสื่อม ชีวิตเสี่ยง รู้ทันโรคก่อนต้องฟอกไตตลอดชีวิต

ไตเสื่อม ชีวิตเสี่ยง รู้ทันโรคก่อนต้องฟอกไตตลอดชีวิต

ไตเสื่อม ชีวิตเสี่ยง รู้ทันโรคก่อนต้องฟอกไตตลอดชีวิต

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันไตโลก (World Kidney Day) ถูกกำหนดให้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตและแนวทางการป้องกันโรคไต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งต้องพึ่งพาการฟอกไตหรือรอรับการปลูกถ่ายไตเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป 

นายแพทย์พิชิต เบ็ญจสุพัฒนนันท์อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคไตเป็นภาวะที่ไตทำงานผิดปกติจนไม่สามารถกรองของเสียและของเหลวออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ของเสียสะสมในร่างกาย ที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และภาวะไตวาย 

นพ.พิชิต เบ็ญจสุพัฒนนันท์  

โรคไตวายแบ่งเป็น 2 ประเภท ไตวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด เริ่มจากปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลย มีอาการบวมที่ขาและเท้าเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน มึนงงอ่อนเพลีย นอกจากนี้อาจมีอาการปวดหลังบริเวณชายโครง และหายใจถี่ร่วมด้วย ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจชักหรือหมดสติ เข้าสู่ภาวะโคม่าแบบเฉียบพลัน 

ไตวายเรื้อรัง เป็นภาวะที่ไตทำงานลดลงมาเป็นระยะเวลาหลายปีซึ่งแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้ ไตวายเรื้อรังระยะที่ 1  ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่พบความผิดปกติบางอย่างเช่น ตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ไตวายเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้นซึ่งไตจะทำงานได้ 60-90% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 หรือโรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30-60% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 4 หรือโรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้แค่ 15-30% และโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตทำงานได้น้อยกว่า 15% ไม่สามารถขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ปัสสาวะบกพร่อง โลหิตจาง ระบบประสาทผิดปกติ หรือภาวะน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต 

อาการของโรคไตมักไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อไตเสื่อมลง อาจมีสัญญาณเตือนสำคัญ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น, ปัสสาวะน้อยลง, มีฟองมากหรือมีเลือดปน อาการบวมที่ขา เท้า หรือใบหน้าเนื่องจากการคั่งของของเหลว คันตามผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุ ปวดหลังบริเวณไต รวมถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องพึ่งการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต 

การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการคุมอาหารและกินยาเหมือนโรคไตเรื้อรังระยะอื่นๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตร่วมด้วย ซึ่งมี 3 วิธี คือ ล้างไตทางช่องท้อง คือการใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องแบบถาวรและใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้อง เพื่อฟอกของเสียในเลือดออก รวมถึงปรับสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารเคมีต่างๆ โดยต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง สามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่ต้องทำอย่างถูกวิธีเพื่อลดโอกาสติดเชื้อในช่องท้อง 

ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คือการนำเลือดของผู้ป่วยออกจากร่างกายด้วยการแทงเข็มเข้าเส้นเลือดแล้วต่อกับท่อไปยังตัวกรองเพื่อให้เลือดสะอาดและปรับสมดุลแร่ธาตุต่างๆ เครื่องไตเทียมจะนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายตามเดิม โดยกระบวนการฟอกเลือดนี้จะใช้เวลาครั้งละประมาณ
4 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะต้องมารับการฟอกเลือดที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ2-3 ครั้ง 

ปลูกถ่ายไต คือการผ่าตัดนำไตของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคจากผู้ที่เสียชีวิตแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ มาทำหน้าที่แทนไตเดิมของผู้ป่วย โดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานแล้วต่อเข้ากับกระเพาะปัสสาวะและหลอดเลือดของผู้ป่วย ถ้าการผ่าตัดประสบความสำเร็จ ผู้ป่วยจะไม่ต้องบำบัดด้วยการฟอกไตอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิไปตลอดชีวิตเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านไตใหม่ หรือที่เรียกว่าภาวะสลัดไต โดยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะติดเชื้อและไม่มีโรคหัวใจรุนแรง 

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายแต่ละรายอาจใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เนื่องจากผู้ป่วยมักมีโรคอื่นร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและประเมินจากอายุรแพทย์โรคไต เพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม 

สำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังสามารถทำได้โดย ควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง, หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มจัด, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานาน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อไตเสื่อมได้ 

CONNEXT ED รวมพลังผู้นำรุ่นใหม่ พิชิตภารกิจขับเคลื่อนการศึกษาไทย

CONNEXT ED รวมพลังผู้นำรุ่นใหม่ พิชิตภารกิจขับเคลื่อนการศึกษาไทย

CONNEXT ED รวมพลังผู้นำรุ่นใหม่ พิชิตภารกิจขับเคลื่อนการศึกษาไทย

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี และประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บริหาร วิทยากรจากองค์กรเอกชน เครือข่ายมูลนิธิฯ เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทยที่ยั่งยืน ประจำปี 2568 หรือ School Partner Workshop 2025 ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเพื่อเสริมศักยภาพ School Partner ทั้งทักษะความเป็นผู้นำ การสื่อสาร และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งช่วยให้การทำงานร่วมกับโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครั้งนี้ มีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นพนักงานจิตอาสาจากองค์กรภาคเอกชน ร่วมการอบรมทั้งหมดกว่า 500 คน ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทย โดยจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ปฏิบัติงานร่วมกับผู้อำนวยการและครู นำข้อมูลจากระบบ School Management System มาคิดวิเคราะห์ ประเมินจุดอ่อนจุดแข็ง เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนตามบริบทพื้นที่ ติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ครอบคลุมทุกด้านสอดคล้องตามยุทธศาสตร์หลักของมูลนิธิฯ

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี

โอกาสนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี และประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ พร้อมให้ข้อคิดและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้นำรุ่นใหม่ “ความมีเมตตาของคนๆ หนึ่ง เปลี่ยนแปลงชีวิตอีกคนหนึ่งได้ ไม่ต่างจาก School Partner ที่แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนักเรียน แต่จะเป็นตัวแปรช่วยให้น้องๆ เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง สามารถช่วยเหลือตัวเองและคนอื่นต่อไปได้ เชื่อว่าทุกคนมุ่งมั่นพร้อมจะร่วมมือกัน คำว่า “Collaboration” หมายถึงพลัง และพลังของความร่วมมือ 1 + 1 ไม่ใช่แค่ 2 แต่ต้องเป็น 3 เป็น 5 และในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว School Partner โรงเรียน และระบบการศึกษาต้องรู้เท่าทันและรู้จักปรับตัวใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. Digitization/AI ยกระดับ AI สู่ AGI เพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีที่ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยอัตราการเร่งของ AI  2. Deglobalization โลกหลายขั้วที่กำลังเกิดขึ้นในหลากหลายแห่ง  และ 3. Decarbonization แก้ปัญหาโลกร้อน กำจัดคาร์บอน สร้างความยั่งยืนเป็นไปตาม SDGs 17 ข้อ”

“School Partner มีบทบาทสำคัญที่จะเข้าไปสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยมี 5 ยุทธศาสตร์หลักนำทาง เริ่มด้วย 1. Transparency มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนโปร่งใส สามารถวิเคราะห์จุดแข็งและจุดที่โรงเรียนต้องพัฒนา 2. Market Mechanism มีการเปรียบเทียบการแข่งขัน เกิดกลไกตลาด ทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมกับการศึกษา รวมถึงส่งเสริมสื่อคุณธรรมในช่วง Prime Time 3. High Quality Principals and Teachers ความสำเร็จของผู้อำนวยการคือ ความสำเร็จของการศึกษา สร้างความร่วมมือระหว่างผอ.กับชุมชน 4. Child Centric and Curriculum ตัวชี้วัดของครูที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง บทบาทครูผู้สอนต้องเปลี่ยนจาก Instructor เป็น Facilitator ตลอดจนมี Learning Center เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และ 5. Digital Infrastructure ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าถึงเทคโนโลยี ทุกคนมีคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ School Partner ขอให้มุ่งมั่น อย่าละความตั้งใจ การมีจิตอาสา ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นผู้นำ” นายศุภชัย กล่าวสรุป

School Partner Workshop 2025

สัมผัสแรงบันดาลใจจากคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

เบญจมาภรณ์ ฤาไชย School Partner สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เล่าว่า “ตั้งแต่ช่วงโควิด ได้ดูแลโรงเรียนใน จ.สุพรรณบุรี นำเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาโรงเรียน เช่น แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิตและช่องทางการขายผลิตภัณฑ์จากเห็ด พร้อมบูรณาการการเรียนรู้กับนักเรียน รู้สึกตนเองเป็นคนที่มีคุณค่าที่ได้มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องๆ” ขณะที่ นายประเวช ขุนภิรมย์ School Partner บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การได้เป็น School Partner ที่โรงเรียนในจ.หนองคาย เปิดโอกาสให้พัฒนาตัวเอง โดยได้ดำเนินโครงการที่ส่ง เสริมด้านอาชีพและบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน เช่น การเกษตร งานหัตถกรรม และมัคคุเทศก์น้อย ผ่านความร่วมมือกับชุมชน ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนตามความสนใจและความถนัดผ่านกระบวนการ Child-centric เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้กับโรงเรียนและนักเรียน”

ประเวช ขุนภิรมย์ และเบญจมาภรณ์ ฤาไชย

นอกจากนี้ นายจรัญพงศ์ รินแสงปิน ยังแบ่งปันมุมมองการเป็น School Partner ธนาคารกรุงเทพ นำประสบการณ์การทำงานธนาคาร ว่า “ผมดูแลโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีใน จ.เชียงใหม่ ดำเนินโครงการที่ส่งเสริมความรู้และวางแผนทางการเงิน ปลูกฝังวินัยให้นักเรียนรู้จักเก็บออมและใช้เงินอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นทุนการศึกษา ต่อยอดเป้าหมายในชีวิต ดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มและสายตาที่เด็กๆ ภูมิใจตอนที่ครูจดบันทึกจำนวนเงินที่ออมได้”

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการ ผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทยที่ยั่งยืนในปีนี้ ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรองค์กรเครือข่ายพันธมิตร มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่ผู้นำรุ่นใหม่ อาทิ บทบาทผู้นำยุคใหม่และแนวทางดำเนินงานเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ตามหลัก 5S  ได้แก่ 1. STUDY ศึกษา การดำเนินงานมูลนิธิฯ และข้อมูลโรงเรียน 2. STIMULATE ส่งเสริม สร้างความเข้าใจกับโรงเรียน ผลักดันการพัฒนา  3. SWOT วิเคราะห์ ปัญหาและโอกาส ในการพัฒนาโรงเรียน  4. SUGGEST เสนอแนะ แนวทางการพัฒนาโรงเรียนตามยุทธศาสตร์ และ 5. SUPPORT สนับสนุน โครงการที่เหมาะสมพร้อมช่วยติดตามการดำเนินงาน โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน

พริษฐ์ เที่ยงธรรม

ครูน้ำฝน ภักดี

บทเรียนจากผู้นำ เสริมพลังผู้นำรุ่นใหม่ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้การศึกษาไทย ด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดย นายพริษฐ์ เที่ยงธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เอ็ดดูเคชั่น อีซี่ (ไทยแลนด์) จำกัด

พลังการสื่อสารของผู้นำ เข้าถึง-เข้าใจ-ได้ประสิทธิผล โดย ครูน้ำฝน ภักดี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนบุคลิกภาพและการสื่อสาร โพรนาลิตี้ อะคาเดมี  ที่มาถ่ายทอดเทคนิคการสื่อสารพูดคุยอย่างตรงประเด็น เพื่อให้ได้ข้อมูลและสร้างความรู้สึกเชิงบวก เรียนรู้การจับประเด็นระหว่างสนทนา สามารถคิดวิเคราะห์คู่สนทนา ผ่านภาษาพูดและภาษากาย อันเป็นการสร้างความมั่นใจ เสริมสร้างบุคลิกภาพและการวางตัวอย่างเหมาะสมให้แก่ผู้นำรุ่นใหม่

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ได้ที่ connexted.org #มูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี #CONNEXTEDfoundation เว็บไซต์: http://connexted.org FB: CONNEXT ED

เตรียมจัด ‘STYLE Bangkok 2025′ โชว์พลังสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น งานดีไซน์ จากผู้ผลิตไทยอวดสายตาผู้ซื้อทั่วโลก

เตรียมจัด ‘STYLE Bangkok 2025' โชว์พลังสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น งานดีไซน์ จากผู้ผลิตไทยอวดสายตาผู้ซื้อทั่วโลก

เตรียมจัด ‘STYLE Bangkok 2025′ โชว์พลังสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น งานดีไซน์ จากผู้ผลิตไทยอวดสายตาผู้ซื้อทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.01 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัดงาน STYLE Bangkok 2025 ที่สุดของงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นคุณภาพเยี่ยม จากผู้ผลิต   ผู้ส่งออก และนักออกแบบรุ่นใหม่ โชว์ศักยภาพ 7 กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น พร้อมเป็นเวทีเจรจาการค้าระดับนานาชาติ ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนมูลค่าส่งออก โดยงานจะจัดระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2568 นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยงานแถลงข่าวฯ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้  ณ กระทรวงพาณิชย์ มีนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมแถลงข่าวการจัดงานฯ และเสวนากับผู้แทนหน่วยงาน/สมาคมผู้ร่วมจัด ได้แก่ ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย นายกสมาคมเครื่องหนังไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธำมรงค์ จำกัด และนายอมรเทพ คัชชานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ ในหัวข้อ “STYLE Bangkok: งานแสดงสินค้านานาชาติและการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย”

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “STYLE Bangkok 2025 จัดขึ้นภายใต้ธีม ‘The International Trade Fair for Visionary Design, Lifestyle, Fashion and Experience’ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์อันดี ในฐานะ งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่ครบวงจร เป็นที่ยอมรับทั้งจากผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า และผู้แสดงสินค้าในระดับนานาชาติ  STYLE Bangkok ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเชิงรุกของกรมฯ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต/ผู้ส่งออก นักออกแบบไทย รวมถึงผู้ประกอบการรายเล็กในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ได้แสดงศักยภาพ รวมถึงเจรจาธุรกิจ กับผู้ซื้อจากทั่วโลก รวมทั้งช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัว ของการส่งออกสินค้า ไลฟ์สไตล์ไทย ทั้งในด้าน ปริมาณ และมูลค่าอีกด้วย”

“อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ และยังคงเป็น  แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายส่งเสริมซอฟท์เพาวเวอร์ของรัฐบาล ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย  มีศักยภาพและจุดแข็งที่การออกแบบอย่างสร้างสรรค์ และมีการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล โดยกรมฯ มุ่งหวังที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในภูมิภาคอาเซียน” อธิบดีสุนันทา กล่าวเสริม

สถานการณ์การส่งออกกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และกลุ่มสินค้าแฟชั่น ปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น คิดเป็นมูลค่ากว่า 9,744.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าไลฟ์สไตล์ ขยายตัว +6.97% สินค้าแฟชั่น ขยายตัว +2.86% โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่ตลาดต่างประเทศอื่นๆ มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มเติบโตเช่นกัน

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในฐานะองค์กรภาคเอกชน ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมจัดงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ซึ่งเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน รวมทั้งเครือข่ายสภาหอการค้าประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการบูรณาการที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยใน กลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ให้มีโอกาสในการแสดงศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีโลก เป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น”

ประธานกรรมการสภาหอการค้าฯ เสริมว่า นโยบายของตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าไลฟ์สไตล์และชั่นของไทยอย่างสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบเชิงบวก โดยหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าจากจีน ทำให้ผู้ผลิตจีนย้ายฐานการผลิตไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนหนึ่งย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย จากข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากจีนในภาคการผลิตของอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 9,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 ส่งผลดีทำให้การผลิตไทยขยายตัว เกิดการจ้างงานและกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจ

“การจัดงาน STYLE Bangkok ในครั้งนี้ สภาหอการค้าฯ ได้เชิญชวนไปยังสมาชิกให้เข้าร่วมเป็น Exhibitor นอกจากนี้ ยังได้เชิญชวนพันธมิตรสภาหอการค้าในประเทศต่างๆ ให้มาร่วมจัดแสดงสินค้า และได้เชิญ Visitor และ Buyer จากหอการค้าจังหวัดและหอการค้าต่างประเทศในไทย และสมาชิกหอการค้าไทยทั่วประเทศเข้าชมงานเพื่อชมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับในสายตาชาวโลก” นายสนั่นกล่าวทิ้งท้าย

STYLE Bangkok จัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และสินค้ามีดีไซน์ จากผู้ผลิต ผู้ประกอบการผู้ส่งออกไทย นักออกแบบหน้าใหม่จากไทยและนานาชาติ โดยรวบรวมสินค้าในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สินค้าแฟชั่น และของเล่น โดยมุ่งเจาะตลาดผู้ซื้อจากกลุ่มตลาดศักยภาพ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง อินเดีย ยุโรป และอาเซียน

ในปีนี้ยังมีไฮไลท์ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ภายใต้โครงการ  “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นิทรรศการรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (DEmark) และนิทรรศการ Good Design Award (G-Mark) นิทรรศการผลงานผู้เข้ารอบการประกวดรางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์แห่งอาเซียน 2025 นิทรรศการสินค้าของขวัญ ของชําร่วยและของตกแต่งบ้านที่มีดีไซน์ และงานออกแบบ เพื่อความยั่งยืน นิทรรศการแนวโน้มเทรนด์แฟชั่นและ Supply Chain ในอุตสาหกรรมแฟชั่น นิทรรศการ STYLE Gallery ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมฯ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนิทรรศการส่งเสริมอุตสาหกรรม Art Toy ของผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาแนวโน้มเทรนด์การค้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลี และแนวโน้มเทรนด์กลุ่มวัสดุ/วัตถุดิบในการผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น

STYLE Bangkok 2025 จะจัดระหว่างวันที่ 2 – 6 เมษายน 2568 ณ ฮอลล์ 1 – 3 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเปิดเป็นวันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันพุธที่ 2 – วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. และวันจำหน่ายปลีก ระหว่างวันเสาร์ที่ 5 – วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2568  เวลา 10.00 – 21.00 น. ผู้สนใจสามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook/Instagram/TikTok : Style Bangkok Fair

-(016)

ลดเผา ลดฝุ่น! ‘บ้านแม่วาก’ นำร่องเกษตรทางเลือกสร้างผลิตผลมูลค่าสูง

ลดเผา ลดฝุ่น! ‘บ้านแม่วาก’ นำร่องเกษตรทางเลือกสร้างผลิตผลมูลค่าสูง

ลดเผา ลดฝุ่น! ‘บ้านแม่วาก’ นำร่องเกษตรทางเลือกสร้างผลิตผลมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

การเผาไร่ข้าวโพดของเกษตรกรในพื้นที่สูงทางภาคเหนือ กลายเป็นประเด็นที่นำไปสู่วาทกรรมเชิงลบต่อชาวเขาและข้าวโพด ถูกมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นควันซึ่งยืดเยื้อมานานหลายปี ปัญหานี้เชื่อมโยงกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่เลือกปลูกข้าวโพด เนื่องจากสะดวกต่อการขนส่งและมีตลาดรองรับ อย่างไรก็ตาม เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว พื้นที่สูงไม่สามารถใช้รถไถซังข้าวโพดได้ ทำให้การเผากลายเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เพราะทำได้ง่ายและประหยัดกว่าการฝังกลบ

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยถึงการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือว่า ปัญหานี้มีหลายมิติ ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่สูงมานานและมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมประมาณ 200,000 คน ปัจจุบันเพิ่มกว่า 1 ล้านคน แต่ละครัวเรือนมีรายได้ต่ำเพียง 20,000-30,000 บาทต่อปี ที่ผ่านมา ตัวเลือกในการปลูกพืชเศรษฐกิจมีจำกัด หลายพื้นที่จึงเลือกปลูกข้าวโพดเพราะเป็นพืชที่สร้างรายได้แน่นอนจนกลายเป็นพืชเชิงเดี่ยว นำไปสู่การเผาไร่ซ้ำๆ ทุกปี

การเผาเกี่ยวข้องกับความยากจนของชาวเขามานานกว่า 50 ปี หากต้องการให้ชาวบ้านหยุดเผา ต้องมีอาชีพทดแทนที่มั่นคง ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงจึงร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการนำองค์ความรู้โครงการหลวงไปใช้ในพื้นที่บ้านแม่วากและพื้นที่อื่นๆ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทนการปลูกข้าวโพด เช่น อะโวคาโด เมล่อน กาแฟ ไผ่ องุ่น และพืชผักในโรงเรือน ซึ่งเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องเผา และมีตลาดรองรับ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดหาตลาดให้กับผลผลิตของเกษตรกรควบคู่กับการฟื้นฟูสภาพป่าบนพื้นที่สูง ซึ่งช่วยลดปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้พื้นที่บ้านแม่วากสามารถลดจุดความร้อนได้อย่างเห็นได้ชัด จากพื้นที่ที่เกิดค่าจุดความร้อนสูง กลายเป็นพื้นที่ที่เกิดจุดความร้อนน้อยที่สุดในช่วง 60 วันอันตรายของจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2559 พื้นที่บ้านแม่วากมีลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่น บางจุดสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร และบางจุดสูงประมาณ 500 เมตร ทำให้การจัดการปัญหาเป็นเรื่องที่ท้าทาย

ความร่วมมือจาก 7 กระทรวง และ 30 หน่วยงาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถลดพื้นที่การปลูกข้าวโพดและการเผาไร่ได้กว่า 48 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 500 กว่าหมู่บ้าน โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงก่อน เช่น หมู่บ้านที่มีจุดความร้อนสูง หรือพื้นที่ที่ผลผลิตข้าวโพดลดลงเนื่องจากดินเสื่อมสภาพ และขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการได้รับการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย และอาชีพ จนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ชาวบ้านตื่นตัวและให้ความร่วมมือในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดีจากการนำองค์ความรู้โครงการหลวงไปใช้ พื้นที่สูงอื่นๆ ในประเทศไทยจึงเริ่มนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ โดยขยายไปกว่า 1,000 หมู่บ้าน ใน 10 จังหวัด แนวทางนี้เน้นการฟื้นฟูป่าและนำพืชทางเลือกไปสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ส่งผลให้พื้นที่สีเขียวบนพื้นที่สูงเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมที่ช่วยแก้ปัญหาทั้งเรื่องความยั่งยืนของรายได้ชาวบ้านและปัญหาฝุ่นควันไฟป่าไปพร้อมๆ กัน

นายวิรัตน์กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข หากสามารถแก้ปัญหาเรื่องปากท้องและอาชีพของชาวบ้านได้ การเผาก็จะลดลง นอกจากการปลูกพืชที่หลากหลายแล้ว การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนก็เป็นแนวทางที่น่าสนับสนุน เช่นเดียวกับการติดฉลากรับรองผลผลิตที่ปราศจากการเผา และการดูแลรักษาป่าเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านคาร์บอนเครดิต

นอกจากพื้นที่บ้านแม่วากในจังหวัดเชียงใหม่ ยังมีพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ เช่น น่าน เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน ที่เริ่มให้ชาวบ้านเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกข้าวโพดมาสู่พืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยากต่อการแก้ไขที่สุดคือฝุ่นควันไฟป่าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้เจรจากับลาวและเมียนมา ร่วมกับสหประชาชาติ แต่ยังขาดความต่อเนื่องทำให้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก

แม้ว่าหลายคนจะเข้าใจว่าฝุ่นควันในภาคเหนือเกิดจากการเผาไร่ข้าวโพดและไร่เลื่อนลอยของชาวเขา แต่ข้อมูลระบุว่า การเผาไร่ข้าวโพดและไร่เลื่อนลอยส่งผลกระทบเพียง 15-17% เท่านั้น ในขณะที่ 80% ของปัญหาฝุ่นควันมาจากไฟป่าที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การเผาหาของป่า ก่อไฟแล้วไม่ดับ และเผาขยะ ซึ่งพบได้น้อยมากที่เกิดจากไฟป่าโดยธรรมชาติ

ปัญหาการเผาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สูง เมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่ราบก็เผชิญกับปัญหาการเผาอ้อยและเผาหญ้าเพื่อลดต้นทุนแรงงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของฝุ่นควัน อย่างไรก็ตาม การเผาในพื้นที่สูงมีความเสี่ยงลุกลามมากกว่า เนื่องจากอยู่ในเขตป่าไม้ ทำให้ยากต่อการควบคุม ส่งผลให้ไม่เพียงแต่ก่อมลพิษทางอากาศ แต่ยังสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ และอาจนำไปสู่ไฟป่าครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

-(016)

วันสิทธิผู้บริโภคสากล 2025 : การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน

วันสิทธิผู้บริโภคสากล 2025 : การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน

วันสิทธิผู้บริโภคสากล 2025 : การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.58 น.

ทุกวันที่ 15 มีนาคมของทุกปี โลกให้ความสำคัญกับ “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่องค์กรผู้บริโภคทั่วโลกจะร่วมกันรณรงค์ สร้างความตระหนักรู้ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิทธิของผู้บริโภค และในปี ค.ศ. 2025 หรือ พ.ศ. 2568 นี้ หัวข้อหลักของการรณรงค์คือ “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน” เพื่อตอบรับความท้าทายระดับโลก ทั้งภาวะโลกร้อน ปัญหามลพิษ และการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของเราทุกคน

จุดเริ่มต้นของวันสิทธิผู้บริโภคสากล

วันสิทธิผู้บริโภคสากลเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2505 โดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นผู้ริเริ่มและบัญญัติวันสำคัญนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ Consumer Rights Day ซึ่งได้รับการรับรองจาก สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล (Consumers International หรือ CI)

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมและรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักวันสิทธิผู้บริโภคสากลอย่างจริงจังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2526 โดยมีการจัดรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเผยแพร่ความสำคัญของวันดังกล่าวผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่นั้นมาวันที่ 15 มีนาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ผู้บริโภคทั่วโลกได้ตระหนักถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง

สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล ทำงานร่วมกับสมาชิกทั่วโลกเพื่อเป็นกระบอกเสียงอิสระที่สะท้อนถึงอำนาจของผู้บริโภคในระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 200 องค์กรจาก 115 ประเทศ รวมถึง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสมาชิกในประเทศไทย

สิทธิผู้บริโภค: พื้นฐานของชีวิตที่มั่นคง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 องค์การสหประชาชาติรับรอง 8 สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สิทธิในการได้รับสินค้าและบริการที่จำเป็น สิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ไปจนถึงสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้เกิดปัญหาใหม่ที่ซับซ้อน ทำให้ต้องคำนึงถึงสิทธิผู้บริโภคใหม่ให้เท่าทันต่อสถานการณ์การความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น สิทธิในการบริโภคอย่างยั่งยืน สิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิในการเข้าถึงการคุ้มครองทางดิจิทัล

สิทธิผู้บริโภคไทยอยู่ตรงไหน?

ในประเทศไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 รับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้เพียง 5 ประการ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ การปรับปรุงกฎหมายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในวันสิทธิผู้บริโภคสากล 2025

เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับเครือข่ายผู้บริโภคกว่า 340 องค์กร กำหนดจัดงาน “วันสิทธิผู้บริโภคสากล 2025: การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์

ไฮไลท์ภายในงาน

–               เวทีเสวนา Consumer Talk รวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และตัวแทนผู้บริโภค มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการบริโภคอย่างยั่งยืน

–               ปาฐกถาพิเศษ “ขับเคลื่อนประเทศไทย ผ่านนโยบายส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน”

–               การแถลงข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

การบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องของ คุณภาพชีวิตและความเป็นธรรม ของเราทุกคน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ ส่งเสียง และผลักดันนโยบายเพื่อให้ผู้บริโภคไทยได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง!

-(016)

รู้หรือไม่ เพชรไม่ได้มีแค่สีขาว แต่มีหลากหลายสีสัน

รู้หรือไม่ เพชรไม่ได้มีแค่สีขาว แต่มีหลากหลายสีสัน

รู้หรือไม่ เพชรไม่ได้มีแค่สีขาว แต่มีหลากหลายสีสัน

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

หลายคนเข้าใจว่าเพชรมีแต่สีขาวเท่านั้น ส่วนอัญมณีที่มีสีสันมักถูกมองว่าเป็นพลอย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตามธรรมชาตินั้นเพชรสามารถเกิดขึ้นในหลากหลายสี อาทิเช่น เพชรสีน้ำตาล เพชรสีเหลือง เพชรสีส้ม เพชรสีเขียว เพชรสีชมพู เพชรสีม่วง เพชรสีฟ้า และเพชรสีแดง ซึ่งเพชรที่มีสีสันจะถูกเรียกว่า เพชรแฟนซี หรือเพชรสี นั่นเอง

ปัน – รมย์มนันท์ ติรณศักดิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจมฮอลิค จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ GEMHOLIC กล่าวว่า เนื่องจากอัตราการเกิดของเพชรแฟนซี หรือเพชรสีในเหมืองเพชรมีน้อยกว่าเพชรขาวมาก ตามสถิติจะขุดพบเพชรแฟนซี 1-2 กะรัต ต่อเพชรขาว 3,000 กะรัต ทำให้เพชรแฟนซีจัดเป็นหนึ่งในอัญมณีที่หายากที่สุดในโลก และเพชรบางสีมีมูลค่าสูงกว่าเพชรขาว D Colour หลายเท่านัก อาทิเช่น เพชรสีเขียว เพชรสีชมพู เพชรสีม่วง เพชรสีฟ้า และเพชรสีแดง ทำให้เป็นที่หมายปองของหมู่นักสะสม และนักลงทุน

มูลค่าของเพชรแฟนซีนั้นเพิ่มขึ้นตามการเวลา เนื่องจากเพชรแฟนซีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินั้นหาได้ยาก และมีปริมาณที่น้อยลงทุกวันในท้องตลาด เพราะมีการขุดพบเพชรแฟนซีน้อยลงในแต่ละปี รวมถึงเหมืองผลิตเพชรสีหลายแห่งได้ถูกปิดตัวลง ซึ่งสวนทางกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันเหล่ากลุ่มคนมีเงิน ชนชั้นสูง และบุคคลที่มีชื่อเสียงนิยมใส่เครื่องประดับเพชรแฟนซีกันมากขึ้นเพื่อบ่งบอกสถานะทางสังคม และการครอบครองเพชรแฟนซีโดยเฉพาะ เพชรสีชมพู เพชรสีฟ้า และเพชรสีแดงมักถูกมองว่าเป็นการยกระดับเหนือเพชรขาว

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน ปัน – รมย์มนันท์ ติรณศักดิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจมฮอลิค จำกัด ได้ก่อตั้งแบรนด์ GEMHOLIC แบรนด์เพชรแฟนซี และเครื่องประดับเพชรแฟนซีแห่งแรกของเมืองไทย ด้วยอุดมการณ์ที่จะสร้างแบรนด์จิวเวลรี่ที่ขายเฉพาะเพชรแฟนซี หรือเพชรสีเท่านั้น ไม่มีอัญมณีอื่นๆ เนื่องจาก ณ เวลานั้น ไม่มีร้านเพชรร้านไหนขายเฉพาะเพชรแฟนซี แต่จะโฟกัสไปที่เพชรขาว และพลอยมากกว่า ทำให้เพชรแฟนซี หรือเพชรสีไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลาย และหาซื้อยากในเมืองไทย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ GEMHOLIC

รมย์มนันท์ ติรณศักดิ์กุล

GEMHOLIC เป็นศูนย์รวมเพชรแฟนซีครบวงจร ตั้งแต่การจัดหา และนำเข้าเพชรแฟนซีตรงจากผู้ผลิตจากต่างประเทศ การออกแบบดีไซน์ตัวเรือนโดยทีมงานมืออาชีพ และในส่วนของโรงงานผลิตตัวเรือนเครื่องประดับที่มีความชำนาญ และเชี่ยวชาญในการขึ้นตัวเรือนเพชรแฟนซีโดยเฉพาะ มาตรฐานแบรนด์ระดับโลก

GEMHOLIC ได้สร้างปรากฏการณ์ในวงการอัญมณีของเมืองไทยโดยใช้จังหวะ และโอกาสในการเติบโต และกลายเป็นเจ้าตลาดของธุรกิจ Niche Market ด้วยอาวุธที่เรียกว่า “เพชรแฟนซี” ทำให้แบรนด์น้องใหม่ไฟแรงที่มีอายุเพียง 6 ปีเข้าไปอยู่ในใจของนักสะสม และผู้ที่หลงไหลในอัญมณี และเป็นแบรนด์แรกที่คนไทยมักนึกถึงเวลาที่คิดถึงเพชรแฟนซี

ปัจจุบันหน้าร้านของ GEMHOLIC ตั้งอยู่ภายในอาคาร GEMHOLIC บนถนนสุขุมวิท 71 ซึ่งเป็น Flagship Store ของทางแบรนด์ ต่อยอดจากการเปิดหน้าร้านบนศูนย์การค้า Terminal 21 Asok เมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ GEMHOLIC

สาวงาม ‘อาลิส-นิจวรา’ คว้ามงฯ เวที ‘Miss Wellness World Thailand 2025’

สาวงาม 'อาลิส-นิจวรา' คว้ามงฯ เวที 'Miss Wellness World Thailand 2025'

สาวงาม ‘อาลิส-นิจวรา’ คว้ามงฯ เวที ‘Miss Wellness World Thailand 2025’

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

เรียกว่าเป็นเวทีเดียวในเมืองไทยที่เฟ้นหาสาวงามและเน้นย้ำในการคัดเลือกสุภาพสตรี ที่มีสุขภาพที่ดีในการเป็นนางงามต้นแบบ และเป็นทูตด้านสุขภาพของประเทศไทย สำหรับเวที Miss Wellness World Thailand 2025” (มิส เวลเนส เวิลด์ ไทยแลนด์ 2025) ที่มีวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศไทยให้เป็น “เมืองหลวงด้านสุขภาพของโลก” และในปีนี้มี 30 สาวงาม ที่มาร่วมชิงชัยมงกุฏเพื่อเป็นตัวแทนทูตด้านสุขภาพของไทยอีกด้วย โดยเวทีการประกวดในครั้งนี้ นำโดย ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ประธานกองประกวด และประธานสถาบันการสร้างชาติ พร้อมด้วย คุณดาวเรือง แซ่กอ ผู้อำนวยการกองประกวด Miss Wellness World Thailand พร้อมด้วยเหล่าคณะกรรมการที่มาร่วมตัดสิน ในค่ำคืนวันก่อน ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ โดยผลการตัดสินอย่างเป็นทางการ “อาลิส – นิจวรา อินชู” หมายเลข MWWT 18 เป็นผู้คว้ามงกุฎเกียรติยศอันดับ 1 ไปครอง   

ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ประธานกองประกวด กล่าวว่า เวที Miss Wellness World Thailand มีจุดมุ่งหมายในการคัดเลือกหญิงไทย อายุ 18 – 32 ปี ที่มีความพร้อมทั้งด้านรูปลักษณ์ ทัศนคติ และการดำรงชีวิตที่เน้นสุขภาวะ เพื่อมอบโอกาสให้นางงามได้เข้ารับการฝึกอบรมในด้าน Wellness และนำศักยภาพของตนมาใช้สร้างพลังบวก และนำมาเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้มีสุขภาวะที่ดีทั้งในด้านกายและจิตใจ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยให้การผลักดันประเทศไทยสู่เมืองหลวงสุขสภาพโลกให้เป็นจริงได้

สำหรับการประกวดครั้งนี้ มีเหล่าคณะกรรมการ อาทิ ศาสตราจารย์นายแพทย์ ซัลวาทอเร่ ดิ     ซอมมาศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและไตจากประเทศอิตาลี, ดร. ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทโรงพยาบาลรามคำแหงและบริษัทในเครือ, ดร. พัชมณ ธาดานุกูลวัฒนา ประธานบริหารบริษัทสมุนไพรภูมิพฤกษา, ศ.พญ.กัลยรัตน์  สุขเรือง แพทย์ประจำสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้บริหารจากธุรกิจการแพทย์และสุขภาพมาร่วมเป็นสักขีพยานทูต Wellness คนใหม่ของเมืองไทยได้แก่ ดร. กนกพร เขมเตชิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท ปริ๊นเซส เวลเนส เซ็นเตอร์, คุณภูพาน นันทิยะกุล ประธานกรรมการ The Prize and Dream Enterprise, นพ. ปวิชญ์ วิรัชศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิรัชศิลป์, คุณอภินันทน์ เชื่อใจ Assistant Director of CH9 Wellness Center รวมถึงผู้บริหารจากบริษัท E-viron, Urell และMaxxLife ที่มาร่วมตัดสิน

โดยการประกวดเริ่มต้นด้วยการเปิดตัว 30 สาวงามที่ออกมาร่วมโชว์ในชุด Modern Thai in Style ซึ่งชุดที่สวมใส่เป็นผ้าจากชุมชนเกาะยอ จังหวัดสงขลา ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้แก่ ลายขิด โดยใช้สีจากธรรมชาติผสานกับกระบวนการทอแบบโบราณ ที่เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของภาคใต้ที่สำคัญอีกด้วย จากนั้นเหล่าสาวงามจึงมาร่วมเดินโชว์ในชุดว่ายน้ำและชุดราตรี และประกาศผลจาก 30 ท่าน เหลือเพียง 10 ท่าน และเดินโชว์ในรอบชุดราตรีเพื่อคัดเลือกให้เหลือ 5 คนสุดท้าย เพื่อเข้าสู่รอบตอบคำถาม โดยเลือกจาก 5 ซองคำถาม

และนาทีที่ตื่นเต้นระทึกใจของค่ำคืนนี้ก็มาถึงเมื่อมาถึงการประกาศรางวัล โดย ผู้ชนะที่คว้าอันดับหนึ่งไปได้นั้นได้แก่

-ชนะเลิศอันดับ 1 MWWT หมายเลข 18 อาลิส – นิจวรา อินชู ได้รับมงกุฎ พร้อมสายสะพาย และรางวัลเงินสดมูลค่า 300,000 บาท

-รองอันดับ 1 MWWT หมายเลข 35 อีส – อนาอีส แวร์นี ได้รับสายสะพาย และรางวัลเงินสดมูลค่า 200,000 บาท

-รองอันดับ 2 MWWT หมายเลข 12 น้ำตาล – ณัฏฐ์ธยาน์ รื่นเริงใจ ได้รับสายสะพาย และรางวัลเงินสดมูลค่า 100,000 บาท

-รองอันดับ 3 MWWT หมายเลข 13 ฟ้า – ณัฐภัสสร บัวภา ได้รับสายสะพาย และรางวัลเงินสดมูลค่า 50,000 บาท

-รองอันดับ 4 MWWT หมายเลข 06 บุ๊ค – คัทรียา ราชณุวงษ์ ได้รับสายสะพาย และรางวัลเงินสดมูลค่า 50,000 บาท

โดย Miss Wellness World Thailand 2025 ในปีนี้ จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันบนเวที Miss Wellness World ระดับโลก ในปี 2026 (ในปี 2025 ที่กำลังจะจัดขึ้นจะเป็น กนกอร รุ่งรักษา Miss Wellness World Thailand 2024 เป็นตัวแทนไปประกวด) พร้อมเป็นทูตด้าน Wellness ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกต่อไป

เตรียมพร้อมเผชิญวิกฤตด้านระบบทางเดินหายใจและผิวพรรณกับ’จูลี่ จุรีพร’เจ้าแม่ wellness ยุคใหม่

เตรียมพร้อมเผชิญวิกฤตด้านระบบทางเดินหายใจและผิวพรรณกับ'จูลี่ จุรีพร'เจ้าแม่ wellness ยุคใหม่

เตรียมพร้อมเผชิญวิกฤตด้านระบบทางเดินหายใจและผิวพรรณกับ’จูลี่ จุรีพร’เจ้าแม่ wellness ยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

หากพูดถึงสภาพอากาศของไทยที่เห็นได้ชัดเจนว่าทุกพื้นที่ในตอนนี้ปกคลุมไปด้วยฝุ่น PM 2.5 ทั่วทุกพื้นที่ทั้งประเทศ โดยเฉพาะย่านเมืองหลวงต่างๆ วิธีการเตรียมพร้อมเรื่องการดูแลสุขภาพกันอีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ในยุค พ.ศ. นี้ ทั้งเรื่องระบบทางเดินหายใจ ที่ต้องกลับมาใส่แมส ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ในส่วนของสุขภาพผิวพรรณก็ยิ่งต้องดูแลเพิ่มมากยิ่งขึ้น สำหรับสาวๆ ที่ใส่ใจในการดูแลตัวเอง วันนี้มีทริคดีๆ ด้านผิวพรรณจาก “คุณจูลี่-จุรีพร แสนเมือง” กรรมการบริหารบริษัทบริษัท เอสล่า จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ด้านความงามและเวชสำอางชั้นนำระดับโลก มาแนะนำให้ฟังกันแบบชุดใหญ่ เพื่อให้สุขภาพผิวห่างไกลความโรยราจากปัญหาฝุ่น PM 2.5

ช่วงนี้มีฝุ่นพิษเยอะมากเราสามารถทานอะไรที่จะช่วยให้ไม่ผิวแก่เพราะฝุ่น

คุณจูลี่ : ฝุ่น PM 2.5 เป็นอนุมูลอิสระที่ทำร้ายผิว ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย และหมองคล้ำ การรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จะช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของฝุ่น PM 2.5 ได้ ตัวอย่างเช่น

• ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่: เช่น บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอนโธไซยานิน และวิตามินซี ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

• อะโวคาโด: อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของรังสียูวีและมลภาวะ นอกจากนี้ยังมีไขมันดีที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

• ผักใบเขียว: เช่น ผักโขม คะน้า บรอกโคลี เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของแสงสีฟ้า

• มะเขือเทศ: อุดมไปด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงในการปกป้องผิวจากการทำลายของรังสียูวี

• ส้ม: เป็นแหล่งของวิตามินซี ซึ่งช่วยในการสร้างคอลลาเจนและปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

ในด้านของการบำรุงเราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง พวกทรีทเม้นท์การทาบำรุงควรใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารชนิดใด

คุณจูลี่ : การบำรุงผิวเป็นสิ่งสำคัญในการชะลอวัยและปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆ สำหรับการบำรุงผิวที่แนะนำ อย่างเช่น

• วิตามินซี: ช่วยต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

• เรตินอล (วิตามินเอ): ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดริ้วรอย

• กรดไฮยาลูโรนิค: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

• เปปไทด์: ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน

• สารสกัดจากพืช เช่น สาหร่าย ชาเขียว: มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ

สำหรับทรีทเม้นท์ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เช่น การทำเลเซอร์ การฉีดวิตามิน หรือการทำ PRP เป็นต้นค่ะ

อยากให้พูดถึงนวัตกรรมใหม่ของการชะลอวัยที่ตอนนี้ได้รับความนิยมในเมืองไทย

คุณจูลี่ : ในปัจจุบัน นวัตกรรมชะลอวัยที่ได้รับความนิยมในเมืองไทยมีหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยสูง ตัวอย่างเช่น

• การฉีดสารเติมเต็ม (Fillers): เป็นที่นิยมอย่างมากในการลดเลือนริ้วรอยและเพิ่มปริมาตรให้กับผิว โดยสารเติมเต็มที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ ไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและดูอ่อนเยาว์

• การใช้โบท็อกซ์ (Botox): เป็นการฉีดโปรตีนบริสุทธิ์เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ช่วยลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น ริ้วรอยหว่างคิ้ว ตีนกา และหน้าผาก

• การทำทรีตเมนต์ด้วยเลเซอร์: มีหลากหลายประเภท เช่น Picosecond Laser, และ Q-Switched Nd:YAG Laser ซึ่งแต่ละชนิดมีจุดประสงค์ในการรักษาที่แตกต่างกันไป เช่น การลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

• การใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency): เป็นการส่งพลังงานคลื่นวิทยุเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวกระชับและลดเลือนริ้วรอย

• การใช้เทคโนโลยี HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound): เป็นการส่งคลื่นเสียงความเข้มข้นสูงเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก เพื่อยกกระชับผิวและลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องผ่าตัด

• การใช้ไหมละลาย (Thread Lift): เป็นการสอดเส้นไหมละลายเข้าสู่ผิวหนัง เพื่อยกกระชับผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ

‘วราวุธ’ เปิดงาน วันสตรีสากล 68 หนุนสร้างสังคมแห่งความเสมอภาค

‘วราวุธ’ เปิดงาน วันสตรีสากล 68 หนุนสร้างสังคมแห่งความเสมอภาค

‘วราวุธ’ เปิดงาน วันสตรีสากล 68 หนุนสร้างสังคมแห่งความเสมอภาค

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

‘วราวุธ’ เปิดงาน วันสตรีสากล 68 ยืนยัน พม. หนุนสร้างสังคมแห่งความเสมอภาค เตรียมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม CSW 69 ที่ UN นิวยอร์ก

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานวันสตรีสากล ประจำปี 2568 “3 ทศวรรษปฏิญญาปักกิ่งฯ : โอกาสและความท้าทาย สู่ความเสมอภาคของสตรีและเด็กหญิง” พร้อมกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น จำนวน 16 สาขา 84 รางวัล และรางวัลเกียรติคุณพิเศษ 3 รางวัล รวมเป็น 87 รางวัล โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวรายงาน โอกาสนี้ในงานมีการนำเสนอคำปราศรัยเนื่องในวันสตรีสากลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และวีดิทัศน์ เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 และ กิจกรรมเปิดตัวโครงการกล่องของขวัญ (Pink box) แทนความห่วงใย เสริมพลังใจ เพื่อสตรีไทยมั่นคง พร้อมการมอบโล่แสดงความขอบคุณผู้สนับสนุนกล่องของขวัญ (Pink box) โดยมี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ดร. สุวรรณา ศิลปอาชา ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษาคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศในการกีฬา พร้อมด้วย คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นางอภิญญา เวชยชัย คู่สมรสนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นางสาวสุทธาสินี สกุลคู คู่สมรสนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางธัญยธรณ์  นริพทะพันธุ์ คู่สมรสนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสุนีย์ สอดส่อง คู่สมรสนายทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนางวรัญญา โรจนสกุล คู่สมรสนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงคณะคู่สมรสของเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายด้านสตรีทั้งในและระหว่างประเทศ เข้าร่วมงานดังกล่าว ณ ห้องประชุมปกรณ์อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ

-(016)

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดอาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดอาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดอาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้ากราบทูลถวายรายงานวัตถุประสงค์การจัดสร้าง “อาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” จากนั้น เสด็จไปทรงกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารวิจัยและการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสให้ นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เข้าเฝ้าถวายเงินและรับพระราชทานของที่ระลึก จากนั้น เสด็จไปทรงปลูกต้นแก้วเจ้าจอม ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร ฯ และเสด็จเข้าไปภายในอาคารขึ้นชั้น ๕ เพื่อทอดพระเนตรห้องปฏิบัติการชีวสารสนเทศ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่นรางวัลนานาชาติของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นิทรรศการของคณะวิทยาศาสตร์ โครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ และโครงการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร จากนั้น เสด็จลงชั้น ๓ เพื่อทอดพระเนตรห้องปฏิบัติการกายวิภาคของนักศึกษา และเสด็จลงชั้น ๒ ทอดพระเนตรห้องเรียนและห้องสมุดราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และเสด็จลงชั้น ๑ เพื่อทอดพระเนตรห้องเรียนของนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

อาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดสร้างขึ้นในโครงการเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชันษาครบ ๕ รอบ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อสนองพระปณิธานและสนับสนุนการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และพันธกิจสำคัญในการเป็นศูนย์รวมการวิจัย สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมที่มุ่งเป้าตามแนวทางของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมทั้งเป็นสถานที่จัดการศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นผู้นำและนักวิจัยทางวิชาชีพด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ และการสาธารณสุข โดยอาคารแห่งนี้จะเป็นพื้นที่สำหรับการจัดการเรียนการสอนของคณะที่จัดตั้งใหม่ตามพระปณิธาน และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองของนักศึกษา อาจารย์ บุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชื่อมโยงกับเครือข่ายชุมชนและสังคม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้บรรลุวิสัยทัศน์ “สร้างสุขภาวะที่ดีและเท่าเทียมเพื่อทุกชีวิต ด้วยวิทยาการขั้นสูง นวัตกรรมและความเป็นเลิศ” 

อนึ่ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้รับอนุมัติงบประมาณดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ เป็นงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ อาคารจัดสร้างอยู่ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย ๕ เขตหลักสี่กรุงเทพมหานคร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง ๑๐ ชั้น พร้อมพื้นที่จอดรถใต้ดิน ๓ ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ ๗๙,๓๐๐ ตารางเมตร ภายในอาคารได้กำหนดการแบ่งพื้นที่ใช้สอยให้กับหน่วยงานของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนด้านการศึกษา วิชาการ วิจัย และนวัตกรรมให้กับส่วนงานต่าง ๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกอบไปด้วย ส่วนของการวิจัยพัฒนานวัตกรรมของสำนักบริหารวิจัยและนวัตกรรมห้องปฏิบัติการชีวสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ยีโนม ห้องปฏิบัติการเพื่อความเป็นเลิศด้านการคิดค้นยา ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือกลางเพื่อสนับสนุนการวิจัย สถานพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้า และส่วนของการศึกษาพัฒนาการเรียนรู้ โดยเป็นพื้นที่ของสำนักบริหารการศึกษาและบริการวิชาการ ห้องปฏิบัติการและห้องเรียนของนักศึกษา พื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน ห้องสมุดราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ห้องนันทนาการ นอกจากนี้ ยังจัดสรรพื้นที่ให้กับส่วนงานของคณะที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามพระปณิธาน ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ โครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ ทั้งนี้ เพื่อสนองพระปณิธานและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในการเป็นสถาบันการศึกษาวิจัยและสถาบันทางการแพทย์ที่มุ่งพัฒนาสุขภาวะและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยของบุคลากรในประเด็นที่มุ่งแก้ไขปัญหาสุขภาพต่าง ๆ มุ่งสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรมเชิงสุขภาพเพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการจัดตั้งกลุ่มวิจัยที่จะสนับสนุนการวิจัยแนวหน้าบูรณาการทำงานในกลุ่มวิจัยสหสาขาระหว่างส่วนงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันระดับโลก ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพเพื่อความยั่งยืนและสามารถนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระปณิธาน

-(016)