นักเรียนเก่าสวิสส์ พบปะสังสรรค์ในงาน La Foire Suisse 2025

นักเรียนเก่าสวิสส์ พบปะสังสรรค์ในงาน La Foire Suisse 2025

นักเรียนเก่าสวิสส์ พบปะสังสรรค์ในงาน La Foire Suisse 2025

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.47 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นำโดย พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นายกสมาคม พิไลพรรณ สมบัติศิริ อุปนายกสมาคม จัดงาน “La Foire Suisse 2025” โดยได้รับเกียรติจาก มร. เปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสฯ เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568 ณ เดอะซัมเมอร์เฮ้าส์ บ้านปาร์คนายเลิศ ถ.วิทยุ

La Foire Suisse 2025 จัดขึ้นเพื่อเป็นการพบปะและแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม ให้นักเรียนเก่าสวิสส์ได้มาพบปะสังสรรค์กัน ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้านานาชนิดทั้งสินค้าของไทยและของสวิสส์ อาทิ ร้านจำหน่ายอัญมณี เครื่องประดับ เสื้อผ้า ผ้าไทย พรมตกแต่งบ้าน น้ำหอม สบู่แฮนด์เมด ไวน์และเครื่องดื่มนานาชนิดจากสวิสส์ อาหารและเบเกอรี่ รวมถึงบริษัทรับออกแบบตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์จากสวิสส์มาร่วมออกร้าน รวมไปถึงกิจกรรมสำหรับครอบครัว อาทิ สอยดาว พร้อมลุ้นรับรางวัลมากมายจากพันธมิตร มีรางวัลใหญ่เป็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า โดยรายได้จากการจัดงานส่วนหนึ่ง จะนำไปมอบเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในต่างจังหวัด

038

มร. เปโดร สวาห์เลน ลั่นกระดิ่งวัวเปิดงานอย่างเป็นทางการ

มร. เปโดร สวาห์เลน ลั่นกระดิ่งวัวเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ออท.สวิสฯ เยี่ยมชมร้านของ พิไลพรรณ สมบัติศิริ อุปนายกสมาคม

ออท.สวิสฯ เยี่ยมชมร้านของ พิไลพรรณ สมบัติศิริ อุปนายกสมาคม

มร. เปโดร สวาห์เลน, ศ.ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์, จุมพจน์ เชื้อสาย และ พิไลพรรณ สมบัติศิริ

มร. เปโดร สวาห์เลน, ศ.ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์, จุมพจน์ เชื้อสาย และ พิไลพรรณ สมบัติศิริ

สัณหพิศ สมบัติศิริ, กุญญ์ชลี จันทราสุข และผู้มาร่วมงาน

สัณหพิศ สมบัติศิริ, กุญญ์ชลี จันทราสุข และผู้มาร่วมงาน

นักเรียนเก่าสวิสฯ สมพจน์ ปิยะอุย และ ศ.ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพันธ์

นักเรียนเก่าสวิสฯ สมพจน์ ปิยะอุย และ ศ.ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพันธ์

ฤดี ครอสเล่ย์, พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ และ สัณหพิศ สมบัติศิริ

ฤดี ครอสเล่ย์, พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ และ สัณหพิศ สมบัติศิริ

สุมัณฑนา โมกขะเวส พาหลานๆ ร่วมงาน

สุมัณฑนา โมกขะเวส พาหลานๆ ร่วมงาน

Mr J.S. Uberoi - Mrs. Damira Uberoi

Mr J.S. Uberoi – Mrs. Damira Uberoi

นายกสมาคมฯ ต้อนรับ สุนีรัตน์ เชา และ ทัศนีย์ ศิริตันตราภรณ์

นายกสมาคมฯ ต้อนรับ สุนีรัตน์ เชา และ ทัศนีย์ ศิริตันตราภรณ์

ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด

ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด

ดร.ผุสดี ตามไท และ พิไลพรรณ สมบัติศิริ

ดร.ผุสดี ตามไท และ พิไลพรรณ สมบัติศิริ

กรดไหลย้อน ปัญหาสุขภาพที่สามารถนำไปสู่มะเร็งได้

กรดไหลย้อน ปัญหาสุขภาพที่สามารถนำไปสู่มะเร็งได้

กรดไหลย้อน ปัญหาสุขภาพที่สามารถนำไปสู่มะเร็งได้

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD) กำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ากว่า 20% ของประชากรทั่วโลกต้องเผชิญกับอาการของโรคนี้เป็นประจำ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น มะเร็งหลอดอาหาร หรือ ภาวะบาร์เร็ตต์เอสโฟฟากัส (Barrett’s Esophagus) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในหลอดอาหารที่มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในอนาคต

กรดไหลย้อนเกิดจากการที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ซึ่งทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ท้องอืด หรือเรอเปรี้ยว หลายคนมักมองข้ามอาการเหล่านี้ โดยคิดว่าเป็นอาการธรรมดา แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถกลับตัวได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารเตือนว่าอาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย หากมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว เจ็บคอ หรือเสียงแหบโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อาจเป็นสัญญาณว่าระบบย่อยอาหารกำลังมีปัญหา การกลืนอาหารลำบาก คลื่นไส้ หรือมีอาการอาเจียนบ่อยครั้งก็เป็นอาการที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นตัวบ่งชี้ของโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการรักษาและป้องกันโรคกรดไหลย้อนควรเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด คาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังแนะนำให้รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการนอนราบทันทีหลังรับประทานอาหาร อีกทั้งการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องอาจไปเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น การปรับเปลี่ยนท่านอน เช่น การยกหัวเตียงให้สูงขึ้น หรือการนอนตะแคงซ้าย อาจช่วยลดโอกาสเกิดอาการในช่วงกลางคืน

ขณะเดียวกัน มีผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหารคือ BETA FLOW ซึ่งใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่อาจมีส่วนช่วยลดการอักเสบของหลอดอาหารและปรับสมดุลของระบบย่อยอาหาร สารสำคัญที่ได้รับการศึกษาว่าอาจมีประโยชน์ในเรื่องนี้ ได้แก่ ขมิ้นชัน (Curcumin) ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และสมานแผลในกระเพาะอาหาร

อรรคพล หยกยิ่งยง ประธานกรรมการ บริษัท โฮปฟูล จำกัด ได้กล่าวถึงปัญหากรดไหลย้อนไว้ว่า “เรารู้ว่ากรดไหลย้อนเป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนมักมองข้าม แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน อาจมีผลกระทบที่ร้ายแรงได้ ซึ่งโฮปฟูลหวังว่า BETA FLOW ที่เราพัฒนาขึ้น จะช่วยให้ทุกคนบรรเทาอาการกรดไหลย้อน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและสุขภาพดี โฮปฟูลมุ่งมั่นที่จะดูแลสุขภาพของทุกคนให้ดีที่สุด และอย่าลืมที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาที่เหมาะสมและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ”

กรดไหลย้อนเป็นปัญหาสุขภาพที่อาจดูเหมือนเล็กน้อยในระยะแรก แต่หากไม่รีบดูแล อาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงขึ้นในอนาคต การใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

วิทยาลัยดุสิตธานีร่วมมือสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน สานต่อโครงการสร้างโอกาส เสริมอาชีพ ให้แก่เด็กชายขอบ

วิทยาลัยดุสิตธานีร่วมมือสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน  สานต่อโครงการสร้างโอกาส เสริมอาชีพ ให้แก่เด็กชายขอบ

วิทยาลัยดุสิตธานีร่วมมือสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน สานต่อโครงการสร้างโอกาส เสริมอาชีพ ให้แก่เด็กชายขอบ

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วิทยาลัยดุสิตธานี ร่วมมือกับ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน จัดพิธีเปิดและจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “สร้างโอกาส เสริมอาชีพพัฒนาสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ครั้งที่ 2” สานต่อความสำเร็จโครงการ “สร้างโอกาส เสริมอาชีพ สำหรับผู้ด้อยโอกาส” เมื่อปีที่ผ่านมาโดยนำนักเรียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลบริเวณชายแดนไทย จังหวัดกาญจนบุรี มาเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ ที่ วิทยาลัยดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อให้พวกเขาใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้มาพัฒนาตนเองและสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว

ในพิธีเปิดโครงการดังกล่าวได้รับเกียรติอย่างสูงสุดจาก ฯพณฯ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี ดร.ประวีณา คาไซ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยดุสิตธานี ตลอดจนผู้บริหารและคณะอาจารย์จากโรงเรียนทั้งสี่แห่งที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยเสือ โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา โรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคม และ โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษา ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

โอกาสนี้ ฯพณฯ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้ให้โอวาทว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชบายรับสั่งเรื่องการศึกษาไว้ว่า เยาวชนไทยในทุกพื้นที่ของประเทศต้องมีอาชีพและมีงานทำ การจัดโครงการครั้งนี้จึงนับว่ามีส่วนสำคัญยิ่งในการทำให้นักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสดีๆ ไม่ด้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั้งนี้เด็กเป็นทรัพยากรสำคัญของบ้านเมืองในการขับเคลื่อนสังคม พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณวิทยาลัยดุสิตธานีและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่มีนโยบายวางรากฐานทางการศึกษา โดยเผื่อแผ่ไปถึงผู้ที่อยู่ห่างไกลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า โครงการมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาอาชีพโดยมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริงในสาขาวิชาชีพที่สามารถสร้างรายได้ เช่น การผสมเครื่องดื่ม การร้อยมาลัย และการประกอบอาหาร “การเรียนรู้ในโครงการนี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและตลาดแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถใช้ความรู้และทักษะไปประกอบอาชีพได้จริง ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนและสังคม โดยการพัฒนาทักษะอาชีพในโครงการนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส เสริมสร้างคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนต่อไป”

ทางด้าน ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยดุสิตธานีว่า วิทยาลัยก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมการบริการ มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในสายงานการโรงแรม การท่องเที่ยว อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการจัดการบริการอย่างมืออาชีพ โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการศึกษา และส่งเสริมการเรียนรู้
ผ่านการปฏิบัติจริง เพื่อให้นักศึกษาสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามปณิธานของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งกลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล

“วิทยาลัยดุสิตธานียังให้ความสำคัญกับการบริการวิชาการและการช่วยเหลือสังคมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและกลุ่มเปราะบาง เป็นเรื่องน่ายินดีที่โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนชายขอบให้ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ได้พัฒนาทักษะอาชีพ และสามารถนำไปใช้ในการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต”

โครงการ “สร้างโอกาส เสริมอาชีพ พัฒนาสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ครั้งที่ 2” จัดขึ้นในแนวคิด “East Meets West” มีการสร้างประสบการณ์ เสริมอาชีพผ่านกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การประดิษฐ์งานร้อยมาลัยตัวกระแต การประกอบอาหารพาสต้าซอสต้มยำอกไก่ทอด แซนด์วิชแฮมชีสแบบร้อน เครปซอสส้ม และการผสมเครื่องดื่มม็อกเทล โดยทุกกิจกรรมสามารถทำตามได้ง่ายและใช้ประกอบอาชีพได้จริงสมดังวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ ในไทย แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ ในไทย  แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ ในไทย แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับ ซาโนฟี่ เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ “Together Against RSV” ในประเทศไทย รณรงค์ป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในเด็กทารก โดยได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย (PIDST) ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT) พร้อมได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเป็นประธานในพิธีเปิด ตอกย้ำความมุ่งมั่นระดับนานาชาติในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

การติดเชื้ออาร์เอสวี ก่อให้เกิดภาระโรคที่สำคัญโดยเฉพาะในทารก ด้วยความเป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา โดยมีอาการต่างๆ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูกไหล และเจ็บคอ ซึ่งจะปรากฏขึ้นภายใน 4-6 วัน หลังจากได้รับเชื้ออย่างไรก็ตาม โรคติดเชื้ออาร์เอสวีนี้ ต่างจากไข้หวัดธรรมดา ตรงที่สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นการติดเชื้อในปอดที่รุนแรง และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยร้อยละ90 ของทารกและเด็กเล็กจะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีภายใน 2 ขวบ แม้ว่าโรคติดเชื้ออาร์เอสวีเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ทารกทุกคนที่อายุต่ำกว่าหนึ่งปี ไม่ว่าจะเกิดก่อนกำหนด หรือเกิดมาแข็งแรงครบกำหนด ล้วนมีความเสี่ยงสูงสุดต่อการติดเชื้ออาร์เอสวีอย่างรุนแรง และมักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทั่วโลก ติดเชื้ออาร์เอสวี 33.8 ล้านราย/ปี และเสียชีวิต 160,000 ราย และ 2 ใน 3 ของเด็กทารกและเด็กเล็กทั่วโลก มีระบบทางเดินหายใจอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์

แพทย์หญิงสุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช และผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางสำหรับเด็ก เรามีความมุ่งมั่นที่อยากให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างแข็งแรง และมีสุขภาพดีตั้งแต่เกิด โดยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Smart Hospital กับความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ พร้อมการดูแลสุขภาพเด็กอย่างครบวงจรสู่มาตรฐานสากล

“ในโอกาสการเปิดอาคารของโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนลเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับซาโนฟี่ ในการเปิดตัวโครงการรณรงค์ “Together Against RSV” และการเปิด “ศูนย์การวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้ออาร์เอสวี” เพื่อให้การดูแลแบบครบวงจร สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอาร์เอสวี พร้อมเป็นสถานพยาบาลแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะได้มีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ป้องกันการติดเชื้ออาร์เอสวีในทารกสำหรับผู้รับบริการ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในวงการแพทย์เด็ก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab(เนอร์ซีวิแมบ) นี้ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ ลดความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีรวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัส อาร์เอสวี เช่น ปอดอักเสบ ปอดบวม เป็นต้น ทำให้เด็กไทยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เพราะเราอยากเห็นเด็กโตไปสุขภาพดี #โตไปไม่ป่วย”

เซนัป ซาดัท

เซนัป ซาดัท (Zainab Sadat) ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจวัคซีน ซาโนฟี่ ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย กล่าวว่า “ซาโนฟี่ ภูมิใจที่ได้ริเริ่มแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ “Together against RSV” ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสําคัญสําหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสมาคมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เพื่อป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สําคัญที่เกิดจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อทารก จากการผนึกกำลังในวันนี้ เราปรารถนาที่จะเห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรมในการปกป้องทารกไทยทุกคนจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ซึ่งตรงกับภารกิจของเราในการมุ่งมั่นไขว่คว้าความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทสําคัญของการให้ความรู้และการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยรุนแรงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี จนต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ว่า “โรคติดเชื้ออาร์เอสวี เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในประเทศไทยในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ภาระโรคนั้นรุนแรงมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิต หรือก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจตามมาเราจะสามารถลดผลกระทบของอาร์เอสวี ต่อทารกและครอบครัวได้อย่างมีนัยสําคัญ ผ่านการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค และให้ความรู้ในด้านการป้องกัน ล่าสุด มีวิวัฒนาการเทคโนโลยีในการป้องกัน 2 วิธีคือ การให้วัคซีนในคุณแม่ขณะตั้งครรภ์เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันมายังทารกทันทีหลังคลอด และการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปฉีดแก่ทารกเลย ซึ่งเด็กเล็กทุกคนควรได้รับการป้องกัน เพราะโรครุนแรงเกิดได้แม้ในเด็กที่แข็งแรงดี ที่จริงแล้วเด็กที่นอนโรงพยาบาลจากอาร์เอสวีรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเด็กที่แข็งแรงดีมาก่อน

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา

สำหรับแคมเปญ Together Against RSV นี้ นอกจากจะมุ่งหวังในการเผยแพร่และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคแล้ว ยังรณรงค์ให้พิจารณาเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กทารกแรกเกิดปลอดภัยจากโรคติดเชื้อ RSV ตามแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab เพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่จัดทำโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT) ศ.นพ.สมศักดิ์โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวีแต่เนิ่นๆ ว่า “ฤดูกาลในการระบาดของโรคติดเชื้ออาร์เอสวี มักเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ดังนั้นทารกทุกคนควรได้รับการป้องกันก่อนฤดูกาลการระบาดจะเริ่มขึ้น ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT)ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคหัวใจเด็กประเทศไทย จึงได้จัดทำแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab ขึ้นมาโดยทางราชวิทยาลัยฯ แนะนำให้ Nirsevimabในทารกแข็งแรงดีที่อายุต่ำกว่า 8 เดือนทุกราย และอาจพิจารณาให้ในทารกแข็งแรงดีอายุ 8-12 เดือน เพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้ออาร์เอสวี โดยให้เพียงโดสเดียวก่อนฤดูกาลการระบาด สามารถคงประสิทธิภาพในการป้องกันครอบคลุมทั้งฤดูกาลการระบาด สำหรับทารกที่เกิดในช่วงฤดูกาลการระบาดสามารถรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปนี้ได้ทันที โดยสามารถให้พร้อมกับวัคซีนพื้นฐานชนิดอื่นๆ ได้”

ทั้งนี้ มีงานวิจัยระบุว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab (เนอร์ซีวิแมบ) :ลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ลดความเสี่ยงของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคอาร์เอสวี ที่มีอาการรุนแรงและต้องการออกซิเจนเสริมลงได้ ลดระยะเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลลดโอกาสในการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักในเด็ก และลดความรุนแรงของโรคได้

สำหรับมาตรการป้องกันนี้ มีความสำคัญในการช่วยลดอุบัติการณ์และความรุนแรงของการติดเชื้ออาร์เอสวี เพื่อปกป้องสุขภาพของทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นประชากรที่อ่อนแอและเปราะบางที่สุดผู้ที่สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ เกี่ยวกับทางเลือกในการป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ได้ที่สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนตั้งแต่วันนี้ เพื่อปกป้องเด็กทารกทุกคนให้ปลอดภัยจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ในขวบปีแรกของชีวิต

อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ

อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ

อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คำพูด เปรียบเสมือนยาที่สามารถเยียวยาจิตใจ หรือเป็นยาพิษที่ทำร้ายจิตใจได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพราะการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยา หรือตอกย้ำความเจ็บปวดภายในจิตใจของผู้ป่วยให้แย่ลงกว่าเดิม

พญ.ณัฏฐพัชร์ ลำ เลียงพล

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ป่วย โรคซึมเศร้า มีอาการที่ดีขึ้นและแย่ลงได้ก็คือคำพูดที่เราใช้ในการสื่อสารกับผู้ป่วย การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเข้าใจและได้รับการสนับสนุน แต่หากเลือกใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม อาจยิ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่และโดดเดี่ยวมากขึ้น

ประโยคที่ไม่ควรพูดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีดังนี้

“จะกังวลทำไม ไม่เห็นจะน่าเครียดเลย” :: แต่ละคนมีความคิดความรู้สึก ให้ความสำคัญกับแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน เรื่องเล็กสำหรับเราอาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา

“ไปปฏิบัติธรรมมั้ย” :: วิธีนี้ดีในบางคนที่มีความเชื่อหรือชอบทางนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่แนวทางของใครหลายๆ คน แต่ถ้าสนิทสนมหรือรู้จักกันมากพอ และทราบว่าเขาชอบทางนี้อยู่แล้วก็สามารถชักชวนได้

“ไปพบหมอทำไม จะกินยาไปทำไม จัดการที่ใจตัวเองสิ” :: การที่เขาตัดสินใจรับการรักษา นั่นคือเขาไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้และต้องการความช่วยเหลือแล้ว เราควรถามด้วยคำถามอื่นแทน เช่น การพบแพทย์ทำให้เขารู้สึกอย่างไร หรือการกินยามีผลกับเขาอย่างไร

“หลายคนเค้าแย่กว่าเธอเยอะ” :: เป็นการเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนว่าตัวเขาเองหรือเปล่าที่แย่ เพราะไม่สามารถจัดการตัวเองได้ และอาจทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

“เธอจะไม่เป็นแบบนี้เลย ถ้าตอนนั้นเธอ….” :: เป็นการตัดสินว่าเขาเลือกทางผิด ผู้ป่วยหลายคนมีแนวโน้มจะคิดวนเวียน โทษตัวเอง พยายามคิดหาสาเหตุของปัญหา ซึ่งความคิดลักษณะนี้จะทำให้มีความทุกข์มากขึ้น

“เธอต้องปล่อยวาง ให้อภัย” :: การปล่อยวางไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย คำแนะนำนี้จะยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่เข้าใจเขา รู้สึกละอายที่ปล่อยวางหรือให้อภัยไม่ได้

“อย่าไปคิดถึงมัน” :: โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะคิดวนเวียน และไม่สามารถหยุดคิดหรือหยุดเศร้าได้ การบอกให้ไม่คิดเป็นสิ่งที่เขาพยายามทำอยู่แต่ทำไม่ได้ ผู้ป่วยจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

ประโยคที่ควรพูดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

“อยากคุยเรื่องนี้มั้ย? ฉันพร้อมจะฟังเธอเสมอ” :: แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจเรื่องราวนั้น ๆ แต่เราก็สามารถอยู่ตรงนั้นเพื่อให้กำลังใจ ฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เขาทำผิดหรือถูก ทำให้เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและรู้สึกสบายใจที่จะพูดมันออกมา

“อยากให้ฉันช่วยอะไร” :: เป็นคำถามที่เปิดกว้างให้เขาบอกสิ่งที่ต้องการ บางครั้งเขาอาจไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากผู้รับฟังที่ดี ถ้าเขาบอกสิ่งที่ต้องการให้ช่วย พยายามช่วยเขาเท่าที่เราจะทำได้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราแคร์เขา

“พักหน่อยมั้ย” :: ถ้าเขากำลังกังวลมากจนกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก ควรช่วยให้เขาเบี่ยงเบนความสนใจไปทำเรื่องง่ายๆ บางอย่างที่สามารถทำให้ทันทีในตอนนั้น

“เราจะอยู่ข้างๆ เธอนะ” :: ย้ำเตือนว่าเราพร้อมจะดูแลเขาเมื่อเขาต้องการ

”เธออยากฟังคำแนะนำของฉันไหม หรือเธออยากเล่ามากกว่า” :: กรณีที่เรามีคำแนะนำบางอย่างแก่เขา ควรให้เขาตัดสินใจเองว่าต้องการสิ่งนั้นหรือไม่ อย่ายัดเยียดสิ่งที่คิดว่าดีให้เขา เพราะคนเราไม่ได้มีความคิดความเชื่อที่เหมือนกัน และถึงแม้จะแนะนำบางอย่างไปแล้ว เขามีสิทธิ์ที่จะทำหรือไม่ทำตาม

“ฉันเอาขนมมาให้เธอนะ” :: หากไม่รู้จะพูดอย่างไรแต่อยากดูแลเขา สามารถดูแลเรื่องอื่นเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาสบายตัวมากขึ้นได้ เช่น อาหาร ของว่าง หรือช่วยทำงานบ้าน

“ขอบคุณที่เล่าให้ฉันฟังนะ” :: ถ้าเขาไว้ใจเล่าเรื่องราวให้เราฟัง อย่าลืมที่จะขอบคุณความไว้วางใจที่เขามีให้ ชื่นชมความกล้าของเขาที่จะแบ่งปันสิ่งที่อยู่ในใจกับเรา

ทั้งนี้ การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมและการรับฟังอย่างจริงใจเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คำพูดที่แสดงถึงความเข้าใจและการไม่ตัดสินจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจและสบายใจในการเปิดใจ เมื่อเราเป็นผู้รับฟังที่ดี ผู้ป่วยจะมีโอกาสฟื้นฟูได้ดีขึ้นและมีพลังใจในการก้าวข้ามความยากลำบากในชีวิตต่อไปได้

คุณแหน : 11 มีนาคม 2568

คุณแหน : 11 มีนาคม 2568

คุณแหน : 11 มีนาคม 2568

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

●● ท่านอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ พิศาล มาณวพัฒน์ ได้เคยกล่าวเตือนเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยหลายครั้งว่า ประธานาธิบดี TRUMP ไม่เหมือนผู้นำอื่นในอดีต สิ่งที่ท่านพูดเราฟังแล้วเหมือนการขู่ แต่เขาทำได้จริง ประเทศที่อยู่ในลิสต์ที่เอาเปรียบการค้าสหรัฐฯ จะต้องถูกคิดบัญชีไม่เว้นแม้แต่ “มหามิตรเพื่อนบ้าน” อย่างแคนาดาและเม็กซิโกก็โดนคิดภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 25% อดีตท่านทูตเล่าถึงในอดีตว่าท่านร่วม
คณะผู้แทนไทยเข้าพบ TRUMP ที่ไวท์เฮ้าส์ TRUMP ไม่ยึดถือเรื่องพิธีการทูตมีอาการเฉยเมย แถมยังหันไปถามเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ว่าประเทศนี้เขาประพฤติดีกับเราไหม เคราะห์ดีที่คำตอบเป็นบวกมิเช่นนั้นถูกตีรวนแน่ ท่านทูตกล่าวย้ำว่าในยุคของ TRUMP สหรัฐฯ จะไม่แคร์เรื่องการเป็นพันธมิตรเก่าแก่จะกี่ปีก็ตาม คำตอบสุดท้ายคือคุณเอาเปรียบการค้าสหรัฐฯ หรือไม่… อันนี้ “บารอนเนส” รายงานเองว่า เมื่อเร็วๆ นี้หลังจาก TRUMP ตอบคำถามสื่อฯว่ากรณีประเทศจีนบุกยึดไต้หวัน ฯพณฯ จะยึดถือตามข้อตกลงการคุ้มครองไต้หวันหรือไม่ ซึ่ง ฯพณฯตอบว่ายังให้คำตอบไม่ได้ เล่นเอาเศรษฐกิจไต้หวันป่วน และอะเมซซิ่งจริงๆ 2 สัปดาห์ต่อมา มอริส จาง CEO OF TAIWAN SEMICONDUCTOR ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าพบ TRUMP เพื่อแถลงข่าวต่อชาวโลกว่าเขาจะมาลงทุนโรงงานใหญ่ในสหรัฐฯ เป็นงบถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ !…

●● เป็นความฉงนของผู้สื่อข่าวจำนวนมาก ถึงกับมีบางรายปรารภว่าท่านรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ตามปกติเป็นคนมีบุคลิกแกร่งไม่กลัวใครชนิด “BORN TO BE CONFIDENT” แต่เฉพาะรายของอดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ดูว่าท่านรองนายกฯจะยกให้เป็นกรณีพิเศษ แม้แต่การให้สัมภาษณ์ที่ดุดันตามสไตล์แต่พอพาดพิงถึงท่านดอกเตอร์ ท่านรองนายกฯจะลดโทนเสียงทันที และจะพูดถึงอีกฝ่ายด้วยความนับถือ…เราย้ำได้เลยว่าไม่ต้องฉงน เพราะความสัมพันธ์ของคู่นี้ถอยกลับไปไกลลึกซึ้งมาก อย่าลืมว่าคุณพ่อของท่านรองนายกฯ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล กับดอกเตอร์ทักษิณต่างก็แตกหน่อเติบโตทางธุรกิจและการเมืองมาจากทีมงานของอดีตนายกฯ พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ ยิ่งกว่านั้น ท่านอนุทิน ยังเป็นบุตรโทนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง อีกทั้งอุปนิสัยยังนิยมชมชอบชายชาตรีผู้มีความเป็นผู้นำสูงเสริมด้วยสไตล์ที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า, “GUNG-HO” อีกโสดหนึ่ง…

●● ขอเชิญ ชาว MassZa (ศิษย์การสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ร่วมงานพิธีรดน้ำดำหัว ขอพรจากคณาจารย์และรุ่นพี่อาวุโส เนื่องในโอกาส ประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2568 วันที่ 4 เม.ย. ณ ห้องประชุมชั้น 1 กรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์ 17.00 น.เป็นต้นไป…ท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สุดฤทัย เลิศเกษม ศิษย์เก่าแมสคอม มช.ยินดีต้อนรับพี่ๆ น้องๆ ด้วยความเต็มใจยิ่ง…

●● กำหนดงานขาว-ดำ…สวดพระอภิธรรมศพ ดำริ เศวตเศรนี วันที่ 7-11 มี.ค.18.30 น. ณ ศาลา 7 วัดโสมนัสฯ และฌาปนกิจวันที่ 12 มี.ค.15.30 น. …

●● มิตรสหายต่างชื่นชมรสมือ ทำอาหารทั้งคาว-หวานของ ศรีศัย วิศรุตเวช โดยเฉพาะน้ำพริกเผา อร่อยจริง ไม่ได้โม้…ข่าวว่าในช่วงนี้ เธอมีข้าวแช่ตำรับของ คุณหญิงเครือวัลย์ อิศรภักดี จำหน่ายอีกด้วย…

●●สวมวิญญาณ กูรูช่างชวนชิม อ้อยทิพย์ เหราบัตย์ ตระเวนชิมอาหารอร่อยๆ เพื่อมาจัดปิ่นโตในงาน “พิกุลแก้วสู่สวนขวัญ 120 ปี ณ อุทยานราชินี”มีอาหารอร่อยๆจากร้านสีฟ้า ร้านก๋วยเตี๋ยว สมทรงติ่มซำจากโรงแรมเอเซีย และอาหารจากครัวโรงเรียนราชินี ฯลฯ เป็นอาทิ …ในฐานะประธานจัดงานฯ เธอปลาบปลื้มกับความสำเร็จครั้งนี้เป็นอย่างมาก !!…

●● อนันตชัย-อุไร คุณานันทกุลเปิด The Sky Garden Café and Brasserieที่อ.เมือง กาญจนบุรี ให้ลูกสาวคนเล็ก ฐาปนีย์ คุณานันทกุล บริหารงานเก่ง จบการโรงแรมจากสวิตเซอร์แลนด์ให้เป็นจุดเช็คอินใหม่ สำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวเมืองกาญจน์ เปิดอ่านได้ที่หน้า 14แนวหน้าฉบับวันนี้…●●

บารอนเนส

ฐาปนีย์ คุณานันทกุล ชวนเช็คอินความสุขที่ The Sky Garden Café And Brasserie แลนด์มาร์คใหม่ กาญจนบุรี

ฐาปนีย์ คุณานันทกุล ชวนเช็คอินความสุขที่  The Sky Garden Café And Brasserie แลนด์มาร์คใหม่ กาญจนบุรี

ฐาปนีย์ คุณานันทกุล ชวนเช็คอินความสุขที่ The Sky Garden Café And Brasserie แลนด์มาร์คใหม่ กาญจนบุรี

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กาญจนบุรี นับเป็นเมืองท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาเดินทางไม่นาน มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว ที่พักใกล้ชิดธรรมชาติมากมายที่กระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดกาญจนบุรี แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าในตัวอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรีเองก็มีที่เที่ยวให้เช็คอินอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย อย่างวันนี้ที่เราจะมาแนะนำคาเฟ่และร้านอาหารเก๋ๆ

ฐาปนีย์ คุณานันทกุล

THE SKY GARDEN ของสาวเก่ง ฐาปนีย์ คุณานันทกุลที่มาสร้างจุดเช็คอินใหม่ให้กับกาญจนบุรีบนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ติดริมแม่น้ำแควน้อย

ฐาปนีย์ คุณานันทกุล เล่าถึงแรงบันดาลใจในธุรกิจใหม่นี้ให้ฟังว่า โดยพื้นเพ คุณแม่อุไร คุณานันทกุล เป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรีโดยกำเนิด ไปบุกเบิกทำธุรกิจที่กรุงเทพมหานครจนประสบความสำเร็จ และได้ซื้อที่ดินติดริมแม่น้ำแควน้อยไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก เนื้อที่กว่า 50 ไร่ สร้างบ้านไว้เพื่อมาพักผ่อนในวันหยุด เมื่อตัวเธอเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีความสนใจที่จะพัฒนาที่ดินผืนนี้

“คุณพ่อคุณแม่ อนันตชัย-อุไร คุณานันทกุล ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว สร้างบ้านไว้สำหรับครอบครัวมาพักผ่อน แต่ยังมีพื้นที่เหลือ อ้อมองว่าที่ตรงนี้ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ส่วนหนึ่งคือเมืองกาญจน์เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ในเมืองกาญจน์เองยังไม่มีคาเฟ่ในสไตล์นี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อ้ออยากจะเปิดคาเฟ่อยากให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกทางเลือกหนึ่งของคนกาญจนบุรีและจุดนัดพบของรถที่มาจากกรุงเทพฯ”

The Sky Garden มาในคอนเซ็ปต์ Café And Brasserie ที่ ฐาปนีย์ ตั้งใจสร้างออกมาให้เป็นคาเฟ่และร้านอาหารที่อยู่ในสวนสไตล์ยุโรป เพราะตัวเธอเองเรียนจบการโรงแรมมาจากสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งให้เข้ากับบรรยากาศของพื้นที่ที่เป็นบ้านสวน และมีต้นไม้ใหญ่นานาชนิด

เรียกว่าเป็นคาเฟ่ที่มีทั้งเครื่องดื่ม อาหาร ขนมอร่อยๆมีมุมให้ลูกค้าได้นั่งชิลทั้งอินดอร์ที่เป็นห้องแอร์ หรือจะเป็นเอ้าท์ดอร์ชื่นชมกับไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณที่ได้รับการออกแบบตกแต่งไว้อย่างสวยงาม และยังมีโซนสำหรับคนรักน้องหมา น้องแมวสามารถพาน้องๆ มาใช้บริการได้อีกด้วย เมนูที่นำมาให้บริการมีทั้งยุโรป ไทย และฟิวชั่น โดยเน้นวัตถุดิบสดใหม่ ปลอดสารพิษ รวมถึงวัตถุดิบพื้นเมืองอย่างปลาน้ำจืดที่ขึ้นชื่อของเมืองกาญจน์ก็นำมาไว้ในเมนูเช่นกัน สายหวานก็มีเบเกอรี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย เครื่องดื่มใครเป็นคอกาแฟก็มีกาแฟรสชาติดีจากเมล็ดกาแฟชั้นเลิศ หรือจะเป็นเครื่องดื่มม็อกเทล ค็อกเทล ไปจนถึงแอลกอฮอล์ มีครบตามคอนเซ็ปต์ Café And Brasserie

อนัันตชััย-อุุไร คุุณานัันทกุุล 

The Sky Garden ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่สวยๆ บรรยากาศดีแต่ที่นี่ยังรองรับการจัดเลี้ยงทุกรูปแบบ โดย ฐาปนีย์ ผู้บริหารร้านเล่าให้ฟังว่า

“The Sky Garden เราอยากให้ที่นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับงานปาร์ตี้ หรืองานจัดเลี้ยงในบรรยากาศที่แตกต่างซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะจัดงานที่โซนไหน ไม่ว่าจะเป็นงานปาร์ตี้ขนาดเล็กอยากจัดแบบอินดอร์ภายในคาเฟ่ สามารถรองรับแขกได้ร้อยคน หรือเป็นการจัดประชุมขนาดเล็กเราก็มีห้องวีไอพีขนาด 40 ที่นั่ง มีระบบเครื่องเสียง โปรเจคเตอร์ WiFi ไว้ให้บริการ ถ้าเป็นเอ้าท์ดอร์จะมีบริเวณสวนด้านหน้าคาเฟ่ ในโซนสวนริมแม่น้ำ ที่เป็นลานสนามหญ้ากว้างๆ สามารถรองรับแขกได้ถึง 1,000 ที่นั่ง จัดงานเลี้ยงตอนเย็นก็จะได้อีกหนึ่งบรรยากาศที่ลูกค้าสามารถชื่นชมทัศนียภาพริมแม่น้ำแควน้อย อีกทั้งต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุหลายสิบปีแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ประดับไฟสวยงาม”

อีกหนึ่งไฮไลท์ของ The Sky Garden ยามเย็นยังมี The Sky Garden Riverside มุมชิลให้ลูกค้าได้นั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มพร้อมชมพระอาทิตย์ตกดินเป็นคาเฟ่ลอยน้ำที่จะนั่งในห้องแอร์หรือบนดาดฟ้าก็ได้ และยังสามารถใช้จัดงานเลี้ยงเล็กๆได้อีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักผ่อนแบบใกล้ชิดธรรมชาติ Luxury สุดๆ ก็มี The Sky River Villa วิลล่าส่วนตัวแบบ2 ห้องนอนสุดหรูเหมาะสำหรับการมาพักผ่อนแบบครอบครัวมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันห้องสันทนาการที่มีโต๊ะ Pool ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นโต๊ะเทเบิลเทนนิส หรือใช้เป็นโต๊ะรับประทานอาหารก็ได้ มาพร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งวิวแม่น้ำแควน้อย ดาดฟ้ากว้างๆ ให้ขึ้นไปชมวิวแบบ360 องศา ห้องนอนทั้งมาสเตอร์เบดรูมและห้องนอนเล็กเปิดม่านออกก็เห็นวิวแม่น้ำให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติยิ่งขึ้น

“ในอนาคตมีแผนที่จะทำห้องพักเพิ่มเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการที่พักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะมาเป็นครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อน อยากเป็นสถานที่ที่มาใช้บริการได้ตลอด ไม่เฉพาะแค่การมาใช้บริการในส่วนของคาเฟ่ ซึ่ง The Sky Garden เราพยายามที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ทั้งกิจกรรมตามฤดูกาล ตามเทศกาล รวมไปถึงอีเว้นท์พิเศษๆ ที่จะมีในอนาคต เช่น จัดคอนเสิร์ต งานคานิวัล เพราะอ้ออยากให้ The Sky Garden เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของเมืองกาญจน์ที่จะได้รับความสุขไปกับอาหาร เครื่องดื่มอร่อยๆ สวนสวยบรรยากาศดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว”

The Sky Garden Café And Brasserie ตั้งอยู่ที่8/9 ท่าสวนสุขอนันต์ ต.ปากแพรก อ.เมือง กาญจนบุรีเปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 10.00-21.00 น. ส่วนเสาร์-อาทิตย์ 09.00-21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสำรองโต๊ะและจองห้องพักได้ที่ โทร. 082-8729691 และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง facebook : The Sky Garden -Café and Brasserie, IG : The Sky Garden_, Line : @Theskygarden

The Sky Chokupan Toast

The Sky Chokupan Toast

เครื่องดื่มซิกเนเจอร์
ของร้าน The Sky Garden

เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ ของร้าน The Sky Garden

ทอดมันปลากรายกระเบื้อง

ทอดมันปลากรายกระเบื้อง

เฟตตูชินีข้าวซอยเนื้อ

เฟตตูชินีข้าวซอยเนื้อ

The Sky River Villa วิลล่าส่วนตัวสุดหรู 2 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำ วิวแม่น้ำแควน้อย

The Sky River Villa วิลล่าส่วนตัวสุดหรู 2 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำ วิวแม่น้ำแควน้อย

The Sky River Villa วิลล่าส่วนตัวสุดหรู 2 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำ วิวแม่น้ำแควน้อย

The Sky River Villa วิลล่าส่วนตัวสุดหรู 2 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำ วิวแม่น้ำแควน้อย

มูลนิธิศุภนิมิตฯ มอบโล่ The Heart of Giving : หัวใจแห่งการให้ ปีที่17 ปลูกฝังวินัยเด็กไทย อดทน-อดออม-แบ่งปัน กระแสตอบรับเกินคาด

มูลนิธิศุภนิมิตฯ มอบโล่ The Heart of Giving : หัวใจแห่งการให้ ปีที่17  ปลูกฝังวินัยเด็กไทย อดทน-อดออม-แบ่งปัน กระแสตอบรับเกินคาด

มูลนิธิศุภนิมิตฯ มอบโล่ The Heart of Giving : หัวใจแห่งการให้ ปีที่17 ปลูกฝังวินัยเด็กไทย อดทน-อดออม-แบ่งปัน กระแสตอบรับเกินคาด

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คมกฤช จันทร์ขจร และ รสลิน โกแวร์ 

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นสื่อกลางในการประสานงาน ความร่วมมือเพื่อกระชับช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมมุ่งเน้นดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัวและชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีอีกหนึ่งพันธกิจหลัก คือการแบ่งปัน “ความรัก” ผ่าน “การให้” ในรูปแบบที่หลากหลาย ล่าสุด นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบโล่และเกียรติบัตร แทนคำขอบคุณจากเด็กๆ ที่ยากไร้ ให้แก่โรงเรียนและนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เข้าร่วมโครงการ “The Heart of Giving หัวใจแห่งการให้ ปีที่ 17” และได้รับเกียรติจาก นายคมกฤช จันทร์ขจรรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มาเป็นประธานในพิธี โดยมีคุณครูและนักเรียนจาก 45 โรงเรียน เข้าร่วมงานกว่า 230 คน

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตฯ กล่าวถึงความสำคัญของงานนี้ว่า “โครงการนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้ฝึกเรื่องการแบ่งปันและช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออมเงินหยอดกระปุกออมสินของมูลนิธิฯ เป็นระยะเวลา 60 วัน ในปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านมา มีโรงเรียนภาครัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เข้าร่วมกว่า 111 แห่ง เงินออมที่สะสมได้นำไปช่วยเหลือเด็กในโครงการอุปการะที่ด้อยโอกาส จำนวน 208 ครอบครัว และมอบอาหารเช้าที่ถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ ผ่านโครงการมื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่มได้กว่า 14,753 มื้อ และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ในปีการศึกษา 2567 ได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น มีโรงเรียนจากทั่วประเทศเข้าร่วม 108 แห่ง มีนักเรียนเข้าร่วมมากถึง 21,327 คน อุปการะเด็กด้อยโอกาสเพิ่มเป็น 225 ครอบครัว สนับสนุนมื้อเช้าให้กับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวม 27,648 มื้อ

โครงการนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปลูกฝังวินัยในตนเองให้กับเด็กไทย แต่ยังสอนให้พวกเขารู้จักความอดทน อดออม เสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ปลูกจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนเติบโตเป็นทั้งคนเก่งและคนดี โดยมีรากฐานจากการกล่อมเกลาจิตใจ และตระหนักถึงคุณค่าของการให้ ด้วยแนวทางนี้จะเห็นได้ว่าจำนวนเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี สามารถขยายความช่วยเหลือไปยังผู้ด้อยโอกาสมากขึ้นตามไปด้วย”

นายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า “การสร้างคน คือการสร้างอนาคตของชาติหัวใจสำคัญของคน คือ การรู้จักให้และแบ่งปันแก่ผู้อื่น ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการให้ตั้งแต่เด็กๆ จะเป็นเกราะป้องกันที่หล่อหลอมเด็กและสังคมให้เติบโตไปในทิศทางที่ดีในอนาคตได้ ผมรู้สึกประทับใจชื่อโครงการที่แปลเป็นภาษาไทยคือ หัวใจแห่งการให้ ชื่อนี้สะท้อนถึงแก่นแท้ของโครงการได้อย่างชัดเจน ผมขอชื่นชมคุณครูและเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เรากำลังร่วมกันสร้างหัวใจแห่งการให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จริงๆ และหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีจิตใจแห่งการให้ และขอแสดงความยินดีกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่ดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ควรค่าแก่การสนับสนุนเพื่อขยายผลไปยังเยาวชนรุ่นต่อไป”

ด้าน 2 ตัวแทนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือน้องๆ และเพื่อนๆ ให้ได้มีโอกาส มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ก็ตาม และได้ฝึกวินัยการออมให้ตนเอง ด.ญ.พิชยดา (น้องไบรต์) นักเรียนชั้น ป.6 รร.พระหฤทัย นนทบุรี “หนูรู้จักโครงการนี้จากคุณครูที่มาประชาสัมพันธ์ และรู้สึกว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นเรื่องที่ดีที่หนูจะได้แบ่งปันเพื่อให้เด็กๆ ทุกคนมีความสุข หนูแบ่งเงินค่าขนมออกเป็น 3 ส่วน ใช้จ่ายในโรงเรียน เก็บออมส่วนตัว และหยอดกระปุกของโครงการฯ หนูร่วมกิจกรรมนี้มาตั้งแต่อยู่ ป.1 แล้วรู้สึกดีมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้หนูมีระเบียบวินัยในตัวเองมากขึ้น รู้จักเก็บออม หนูตั้งใจจะเก็บออมต่อไปจนโตเลยค่ะ”

นายต้นกล้า นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบูรณะศึกษา กรุงเทพมหานคร “ผมรู้จักโครงการนี้ จากการนำเสนอของโรงเรียนให้นักเรียนที่สนใจเข้าร่วม สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้าร่วม คืออยากมีส่วนช่วยเหลือน้องๆ เพื่อนๆ ที่ขาดโอกาสมากกว่าเราเท่าที่จะทำได้ผมไม่มีวิธีออมแบบตายตัว แต่จะเก็บเงินส่วนที่เหลือจากค่าขนมในแต่ละวัน ทีละเล็กละน้อยจนเต็มกระปุก โครงการนี้ เปิดโลกแห่งการให้มาก ที่ทำให้เราได้แบ่งปันและภูมิใจในตัวเองที่ได้เป็นผู้ให้ ที่สำคัญคือผู้รับ ได้รับในสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ครับ”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและอัปเดตความเคลื่อนไหวกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิศุภนิมิได้ที่ https://www.facebook.com/worldvisionthailand หรือ โทร. 02-022 9200

UNHCR รวมพลังคนดังระดมทุนระดับโลกตลอดเดือนรอมฎอน สานต่อโครงการ ‘รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต’ ปีที่ 8

UNHCR รวมพลังคนดังระดมทุนระดับโลกตลอดเดือนรอมฎอน  สานต่อโครงการ ‘รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต’ ปีที่ 8

UNHCR รวมพลังคนดังระดมทุนระดับโลกตลอดเดือนรอมฎอน สานต่อโครงการ ‘รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต’ ปีที่ 8

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

(ซ้าย) ซีนัท มะหะหมัด, ดำรง พุฒตาล, ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์, นาวีน อัลเบิร์ต, ซากีย์พิทักษ์คุมพล, อาจารย์วรพจน์ ไวยเวทา, นภศูล รามบุตร

ปัจจุบันสงครามและความรุนแรงส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 122.6 ล้านคน ซึ่งเป็นวิกฤตผู้ลี้ภัยที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่คือพี่น้องชาวมุสลิม ที่เป็นเด็กกำพร้า แม่เลี้ยงเดี่ยวหญิงม่าย และผู้สูงอายุที่ถูกบังคับให้ลี้ภัยออกจากบ้านของตนเอง นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2567 UNHCR ได้ออกประกาศภาวะฉุกเฉินถึง 43 เหตุการณ์ใน 25 ประเทศ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเทศไทย สานต่อโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลก ส่วนใหญ่คือพี่น้องชาวมุสลิม โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามทั่วโลกในช่วงวิกฤตที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และในปีนี้ UNHCR ได้มีการผนึกกำลังจากหลากหลายภาคส่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลกผ่านการระดมทุนและสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง

นาวีน อัลเบิร์ต รองผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นได้รับความช่วยเหลือ ในช่วงเวลาที่ลำบากนี้ ความสามัคคีในช่วงรอมฎอนมีความสำคัญมาก และการร่วมมือกันจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถผ่านวิกฤตไปได้”

อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าว “เดือนรอมฎอนอันประเสริฐเป็นเดือนที่เราจะได้กระทำ ความดีงามที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ด้วยการช่วยเหลือและการแบ่งปัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้นจากผู้ถือศีลอดทุกคน สำนักจุฬาราชมนตรีขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านร่วมกันใช้โอกาสอันประเสริฐนี้ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เดือดร้อน ทั้งนี้การสนับสนุน UNHCR ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยแสดงให้ผู้ลี้ภัยได้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เราจะยืนอยู่เคียงข้าง เพื่อนมนุษย์ในช่วงเวลาที่ลำบาก และในเดือนแห่งการแบ่งปันนี้ ทานของทุกท่านจะถูกนำไปช่วยบรรเทาความทุกข์ยากให้แก่ครอบครัวผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิมทั่วโลก”

นอกจากนี้ โครงการระดับโลกดังกล่าวที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักจุฬาราชมนตรี เกิดขึ้นได้ด้วยความสนับสนุนจาก อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพลซึ่งเป็นผู้ร่วมริเริ่มโครงการสำคัญนี้ และ UNHCR รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้แต่งตั้งท่านเป็น ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ UNHCR โครงการรอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาตในประเทศไทย

อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล กล่าว “ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมในการนำพาโครงการสำคัญนี้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้มากขึ้นในตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่เราได้เห็น ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิมทั่วโลก ในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด”

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย คือพันธมิตรที่เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนและดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การทำทานซะกาตในช่วงเดือนรอมฎอนผ่านบัญชี UNHCR ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทำให้ทุกท่านสามารถสนับสนุนโครงการนี้ได้ตรงตามหลักการศาสนาและมีความหมายลึกซึ้งสำหรับผู้บริจาค

ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทในการสนับสนุนการทำความดีตามหลักศาสนาอิสลาม และเชื่อมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการร่วมกันทำทานและช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก โดยในปีนี้ธนาคารได้ร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมระดมทุนในทุกสาขาของธนาคาร และขยายการรับรู้เกี่ยวกับกิจกรรมระดมทุนในโครงการจากผู้มีชื่อเสียงผ่านช่องทางออนไลน์ของธนาคาร อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการบริจาคซะกาตผ่าน ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ ที่ให้บริการตามหลัก ชะรีอะฮ์บนแอปพลิเคชั่นเป๋าตังอีกด้วย นอกจากนี้ ยังร่วมสนับสนุนการจัดโต๊ะรอมฎอนนี้เพื่อพี่น้อง กับ UNHCR เพื่อเพิ่มโอกาสการได้ทำความดีร่วมกับลูกค้าของธนาคารซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในการส่งมอบช่วยเหลือให้กับครอบครัวผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น”

กิจกรรมระดมทุนในโครงการจากผู้มีชื่อเสียง มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการรับรู้และส่งเสริมให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามทั่วโลกในโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต”

ดำรง พุฒตาล ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา กล่าว “เดือนรอมฎอนเป็นเดือนอันประเสริฐ อิสลามบัญญัติให้มุสลิมถือศีลอดเพื่อได้รู้รสชาติของความหิวความกระหาย ความอดอยากยากแค้นที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์ และช่วยเหลือ แบ่งปันให้เพื่อนมนุษย์ด้วยความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ผมรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วม ในการสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของพวกเขาในปีนี้ โดยการร่วมสนับสนุนการระดมทุนผ่านช่องทางวิทยุที่ผมดำเนินรายการ รวมถึงรายการโทรทัศน์ช่อง 5 รายการ “แทนคุณแผ่นดิน เรื่องเล่าจากดำรง พุฒตาล” รวมถึงความร่วมมือกับรายการอื่นๆผมอยากให้ทุกท่านติดตามและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความช่วยเหลือที่สำคัญนี้ เพื่อแบ่งปันความเมตตาและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก ผ่านการสนับสนุนและการให้ทานในช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตและมีความหวัง”

อาจารย์วรพจน์ ไวยเวทา ผู้อำนวยการสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าว “การที่สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือในโครงการนี้เป็นการสะท้อนถึงความเมตตาและการแบ่งปัน ที่เป็นคุณลักษณะสำคัญของศาสนาอิสลาม ซึ่งในเดือนรอมฎอนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการแสดง ความห่วงใยต่อพี่น้องที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ตลอดหนึ่งเดือนรอมฎอนนี้ สถาบันศิลปะอิสลาม จะนำการสอนศิลปะ มาเป็นหนึ่งในกิจกรรมระดมทุน ในการสนับสนุนโครงการนี้นอกจากเราจะได้ส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะอิสลาม เรายังได้เป็นส่วนหนึ่งที่ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เงินบริจาคทั้งหมดจากกิจกรรมนี้จะร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกให้ดีขึ้น”

ในการรับบริจาคทานประจำปีซะกาต UNHCR ทำงานร่วมกับมูลนิธิทาบาห์ องค์กรชั้นนำทางศาสนา และ ได้ขยายการรับรองระดับโลกจากนักวิชาการศาสนา (นักฟัตวา) มากถึง 17 ท่าน จากสถาบันศาสนาอิสลามมากกว่า 16 แห่งทั่วโลก เช่น อียิปต์ เยเมน โมร็อกโก มอริเตเนีย รวมถึงประเทศไทย เพื่อรับรองหน่วยงานว่ามีคุณสมบัติในการรับทานซะกาตและสามารถมอบความช่วยเหลือนี้โดยตรงแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ได้แก่ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิม ให้พวกเขาได้มีอาหารที่พอเพียง น้ำสะอาดไว้ใช้และดื่มที่พักพิงที่ปลอดภัย และเงินสมทบช่วยเหลือ

ภายใต้การระดมทุนผ่านโครงการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561-2567 UNHCR สามารถมอบความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ลี้ภัยไปแล้วมากกว่า 9 ล้านคน ใน 29 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ซูดาน ซีเรีย จอร์แดน อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ เยเมน เลบานอน อินโดนีเซีย ตูนิเซีย ไนจีเรีย และโซมาเลีย เป็นต้น แต่ด้วยจำนวนผู้พลัดถิ่นที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในปีที่ 8 นี้ UNHCR ได้รับเกียรติจากบุคคลที่มีชื่อเสียงหลากหลายวงการ อาทิ คุณดำรง พุฒตาล, คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย, อาจารย์วรพจน์ ไวยเวทาเลขานุการสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย ซีนัท มะหะหมัด เจ้าของเพจ The Londoners ร่วมผนึกภารกิจระดมทุนในช่องทางของตนเองตลอดหนึ่งเดือนในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ เพื่อช่วยสร้างความตระหนักรู้ ขยายการระดมทุนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือถึงพี่น้องผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมทั่วโลก

ในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ สามารถร่วมแบ่งปันพื้นที่ความโอบอ้อมอารีเพื่อผู้ลี้ภัยกับครอบครัวผู้ลี้ภัย และผู้พลัดถิ่น
จากสงครามและความรุนแรงทั่วโลก โดยบริจาคทานของท่านได้ที่เว็บไซต์ https://www.unhcr.org/th/ramadan และสามารถบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี UNHCR Special Account ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเลขที่บัญชี 008-1-36212-9

รมว.วราวุธ เปิดงาน‘วันสตรีสากล ประจำปี 2568’ มอบรางวัลโล่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น

รมว.วราวุธ เปิดงาน‘วันสตรีสากล ประจำปี 2568’  มอบรางวัลโล่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น

รมว.วราวุธ เปิดงาน‘วันสตรีสากล ประจำปี 2568’ มอบรางวัลโล่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) รมว.วราวุธ เปิดงาน “วันสตรีสากล ประจำปี 2568” พร้อมมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น ย้ำ พม. หนุนสร้างสังคมแห่งความเสมอภาค เตรียมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม CSW 69 ที่ UN นิวยอร์ก

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานวันสตรีสากล ประจำปี 2568“3 ทศวรรษปฏิญญาปักกิ่งฯ : โอกาสและความท้าทาย สู่ความเสมอภาคของสตรีและเด็กหญิง” พร้อมกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น จำนวน 16 สาขา 84 รางวัล และรางวัลเกียรติคุณพิเศษ 3 รางวัล รวมเป็น 87 รางวัล โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวรายงาน

ในงานมีการนำเสนอคำปราศรัยเนื่องในวันสตรีสากลของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และวีดีทัศน์ เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 และกิจกรรมเปิดตัวโครงการกล่องของขวัญ (Pink box) แทนความห่วงใย เสริมพลังใจ เพื่อสตรีไทยมั่นคง พร้อมการมอบโล่แสดงความขอบคุณผู้สนับสนุนกล่องของขวัญ (Pink box) โดยมี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษาคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศในการกีฬา พร้อมด้วยคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นางอภิญญา เวชยชัย คู่สมรส นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นางสาวสุทธาสินี สกุลคู คู่สมรส นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางธัญยธรณ์ นริพทะพันธุ์ คู่สมรสนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสุนีย์สอดส่อง คู่สมรส นายทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ นางวรัญญา โรจนสกุล คู่สมรส นายเผ่าภูมิโรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงคณะคู่สมรสของเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายด้านสตรีทั้งในและระหว่างประเทศ เข้าร่วมงานดังกล่าว ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ