คาโอ ผนึกเครือซีพี ตั้งโมเดลธนาคารขยะพลาสติกในโรงเรียน ส่งเสริมเยาวชนไทยรู้คุณค่าขยะรีไซเคิล

คาโอ ผนึกเครือซีพี ตั้งโมเดลธนาคารขยะพลาสติกในโรงเรียน  ส่งเสริมเยาวชนไทยรู้คุณค่าขยะรีไซเคิล

คาโอ ผนึกเครือซีพี ตั้งโมเดลธนาคารขยะพลาสติกในโรงเรียน ส่งเสริมเยาวชนไทยรู้คุณค่าขยะรีไซเคิล

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

คาโอร่วมกับเครือซีพี นำทัพพันธมิตร จัดตั้งโมเดลธนาคารขยะพลาสติกในโรงเรียน  “Zero Waste School: Turn Plastic by Kids Refun(D)” ส่งเสริมเยาวชนไทยรู้คุณค่าขยะรีไซเคิล ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุทธิพงค์ ลิ่มศิลา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด และนางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) พร้อมพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นายอัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด , นายสุรพงษ์ อติชาดศรีสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีมพลาส เคมีคอล จำกัด  และ นางสาวสุพิชฌาย์ ปานผดุง รองนายกเทศมนตรี ตำบลดอนหัวฬ่อ ร่วมเปิดโครงการ Zero Waste School : Turn Plastic by Kids Refun(D) จัดตั้งธนาคารขยะพลาสติกในโรงเรียน เพื่อมุ่งปลูกจิตสำนึกเด็กไทยรู้คุณค่าขยะรีไซเคิล ร่วมกันลดขยะ และนำขยะพลาสติกเหล่านั้นกลับมาปฏิรูปใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยริเริ่มโครงการ ณ โรงเรียนเทศบาลดอนหัวฬ่อ 1 (บ้านมาบสามเกลียว) เป็นแห่งแรก เพื่อเป็นโมเดลในการจัดการขยะพลาสติกในชุมชนโดยมีโรงเรียนเป็นสื่อกลางและขยายผลไปยังโรงเรียนหรือในชุมชนอื่นต่อไป

ทั้งนี้ โครงการ Zero Waste School: Turn Plastic by Kids Refun(D) เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกข้อตกลงด้านความยั่งยืนระหว่างคาโอและเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมุ่งหวังที่จะลดปัญหาขยะพลาสติกตามหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ในการขยายความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากการใช้งานของผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพ ผ่านการมีส่วนร่วมของเยาวชนและบุคลากรในโรงเรียน โดยมีแนวคิดหลักคือ การเก็บรวบรวมและจัดแยกขยะพลาสติก การประเมินมูลค่าและนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) เพื่อนำไปผสมในบรรจุภัณฑ์พลาสติกของบริษัทฯ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รีไซเคิลและอัพไซเคิล มุ่งส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

การท่องเที่ยวไต้หวัน ชวนร่วมออกเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุด Unseen ตามรอยภาพยนตร์สั้น ‘ไต้หวันมะ’

การท่องเที่ยวไต้หวัน ชวนร่วมออกเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุด Unseen ตามรอยภาพยนตร์สั้น 'ไต้หวันมะ'

การท่องเที่ยวไต้หวัน ชวนร่วมออกเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุด Unseen ตามรอยภาพยนตร์สั้น ‘ไต้หวันมะ’

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

ในปี 2568 สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพ ฯ ได้ทำการโปรโมตการท่องเที่ยวที่ฉีกกรอบเดิม ๆ โดยใช้ภาพยนตร์สั้นที่มีชื่อเรื่องเดียวกับสโลแกนโปรโมตการท่องเที่ยวอย่าง “ไต้หวันมะ” (Taiwan (na) go with me?) ที่จะพาเหล่าผู้ชมชาวไทยร่วมออกเดินทางและสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยว unseen ต่างๆ ในทั้ง 6 เมืองใหญ่ของไต้หวัน ทั้งชายฝั่งเกาะฉีจินในเมืองเกาสง บ่อน้ำพุร้อนโคลนที่กวนจื่อหลิงในเมืองไถหนาน สวนสนุกเจี้ยนหูซานในเมืองหยุนหลิน เทศกาลดนตรีแจ๊สในเมืองไถจง วิวทิวทัศน์ธรรมชาติสุดพิเศษในเมืองเจียอี้ และวัดปากั้วซานในเมืองจางฮว่า ผ่านตัวละครอย่าง  ‘เวฟ’ (นำแสดงโดย อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ หรือ แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำปี 2568)

เรื่องราวเริ่มต้นที่ ‘เวฟ’ ผู้กำลังหมดไฟตัดสินใจออกเดินทางสู่ไต้หวัน ทว่าในช่วงเวลาวิกฤตินี้ แผนที่ลึกลับพร้อมเงาของบุคคลปริศนากลับปรากฏขึ้นระหว่างการเดินทางของเขา และนำพาเขาไปยังสถานที่ท่องเที่ยว unseen ต่างๆ ใน 6 เมืองใหญ่ของไต้หวัน พร้อมเปิดโอกาสให้เขาได้พบประสบการณ์ใหม่ๆ และเริ่มค้นพบตัวตน แต่ในท้ายที่สุด เมื่อเขาไล่ตามเงาของบุคคลปริศนาได้ทัน เขากลับพบว่า บุคคลปริศนานั้นคือ ตัวเขาเองในอนาคต…

เรามาตามรอยสถานที่ถ่ายทำในหนังเรื่องนี้ พร้อมออกสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงกัน! โดยเริ่มต้นจากเมืองเกาสง เมืองใหญ่อันดับสามและตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของไต้หวัน และเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองท่า เพราะมีท่าเรือใหญ่ที่สุดของไต้หวันและอยู่ห่างจากเมืองหลวงอย่างกรุงไทเปเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งด้วยรถไฟความเร็วสูง เมืองเกาสงมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลากสี Burano ที่ถูกตกแต่งด้วยสีสันที่สวยงาม โบสถ์สายรุ้ง จุดเช็กอินยอดนิยมของเกาะฉีจิน อุโมงค์ดวงดาวฉีจินที่มีภาพวาดเรืองแสงสวยงาม ศูนย์ดนตรีเกาสง แลนด์มาร์กทางดนตรีและวัฒนธรรมนานาชาติ และศูนย์ศิลปะท่าเรือ Pier-2 Art Center ย่านโกดังเก่าริมท่าเรือ พื้นที่แสดงผลงานศิลปะ และเป็นที่เที่ยวสำหรับคนชอบถ่ายรูปเก๋ๆ โดยสถานที่ถ่ายทำสุดน่าประทับใจของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ที่ปรากฏตั้งแต่ตอนเริ่มเรื่องนั้นก็คือ  พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยฉีจิน พิพิธภัณฑ์จัดแสดงเปลือกหอยที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน รวมถึง สวนสาธารณะชายทะเลฉีจิน ที่นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำหรือปั่นจักรยานในทะเลที่มีหาดทรายสีดำ ซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่ทั้งตอนต้นและตอนท้ายของภาพยนตร์

เมืองถัดไปคือเมืองไถหนาน เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวัน ที่มีโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ และสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เช่น ป้อมปราการโบราณอันผิง ถ้ำน้ำและไฟ หรือถนนโบราณเสินหนง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไปถ่ายทำที่ถนนโบราณอันผิง ซึ่งถือเป็นถนนเก่าแก่ที่สุดสายหนึ่งในไต้หวันและร้านอาหารอาเหม่ย (A-Mei Restaurant) ในฉากที่ ‘เวฟ’ ได้ลองเปิดประสบการณ์ลิ้มลองอาหารแปลกใหม่ พร้อมไปตะลุยกินสตรีทฟู้ดไต้หวันที่ ตลาดกลางคืนฮวาหยวน ส่วนไฮไลต์หลักของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนี้ คือ บ่อน้ำพุร้อนในกวนจื่อหลิง โดยสถานที่ถ่ายทำคือ  รีสอร์ต Hoya Hot Spring ซึ่งมีความพิเศษคือเป็น “บ่อน้ำพุร้อนโคลน”

ต่อด้วยเมืองเจียอี้ เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวันที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์จากการมีภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งภูเขา เนินเขา ที่ราบและชายฝั่ง อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งเดียวในไต้หวันที่มีเขตทิวทัศน์แห่งชาติถึง 3 แห่ง และยังมีสถานท่องเที่ยวได้แก่ หมู่บ้านฮิโนกิ ที่มีการอนุรักษ์อาคารไม้สไตล์ญี่ปุ่น  สถานีรถไฟเจียอี้เป่ยเหมิน รวมถึงลานแสดงรถไฟโบราณสายอาลีซาน โดยสถานที่ถ่ายทำของภาพยนตร์ในเมืองนี้จะเป็นที่ สะพานเก่าหนานจิ้ง โดยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีทุ่งหญ้ามิสแคนทัสผืนใหญ่โบกพริ้วไหวไปกับสายลมที่ริมแม่น้ำปาจ่างซีทั้งสองฝั่ง และกลายเป็นจุดชมดอกไม้ยอดนิยมในปัจจุบัน

และฉากประทับใจอีกหนึ่งฉากในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ที่ผู้ชมต่างพูดถึง ก็คือสวนสนุกเจี้ยนหูซานแฟนซีเวิลด์ สวนสนุกที่มีชื่อเสียงในไต้หวันที่เมืองหยุนหลิน หรือเมืองที่มีฉายาว่า ‘ยุ้งฉาง’ ของไต้หวัน เนื่องจากมีชื่อเสียงด้านพื้นที่เพาะปลูกและภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ โดยสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในเมืองหยุนหลินจะเป็นแนวธรรมชาติ เช่น สวนอุโมงค์สีเขียวกู่เคิงหรือถนนอุโมงค์ต้นไม้ความยาวราว 2 กิโลเมตร จุดชมวิวเฉาหลิ่ง และป่าไผ่อู่หยวนเหลี่ยงเจี่ยว ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฉากของนวนิยายบู๊ลิ้ม และได้รับการขนานนามว่า “ป่าไผ่เกียวโตอาราชิยามะแห่งไต้หวัน”

จากนั้นไปไหว้พระขอพรความรักต่อหน้าองค์พระใหญ่วัดปากั้วซาน  สัญลักษณ์ของความสงบและความสุข ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “พระใหญ่อันดับหนึ่งของเอเชีย” ในเมืองจางฮว่า เมืองที่โดดเด่นด้านวัฒนธรรมและมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่สำคัญในไต้หวัน โดยนอกจากวัดปากั้วซานแล้ว เมืองจางฮว่ายังมีวัดขงจื๊อแห่งจางฮว่า หนึ่งในวัดขงจื๊อที่เก่าแก่ที่สุดของไต้หวัน และโรงจอดรถไฟรูปพัดจางฮว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์การขนส่งทางรถไฟของไต้หวันอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยเมืองไถจง หรือเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการคมนาคมของไต้หวันตอนกลาง โดยห่างจากเมืองหลวงอย่างไทเป เพียง 50 นาทีหากเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง โดยสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไถจงมีทั้งตลาดลำดับที่สองของเมืองไถจง และหมู่บ้านสายรุ้งที่โด่งดังขึ้นจากภาพวาดสีสันสดใสเต็มไปด้วยจินตนาการบนกำแพงโดยฝีมือของคุณปู่หวงหย่งฝู หรือที่รู้จักกันในนาม “คุณปู่สายรุ้ง” อดีตทหารอาสา โดยสถานที่ถ่ายทำในฉากที่ ‘เวฟ’ ได้ค้นพบตัวตนและความชอบของตนอย่างเช่นการตีกลองนั้นก็ถ่ายทำขึ้นที่จัตุรัสประชาชนไถจง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลดนตรีแจ๊สไถจงในเดือนตุลาคมของทุกปี

ร่วมออกเดินทาง ค้นพบตัวตน ค้นหาตัวเอง พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสุด Unseen ในไต้หวันได้ที่นี่ https://vthai.in/taiwanma  หรือใครที่มีแผนไปท่องเที่ยวไต้หวัน ก็สามารถติดตามข่าวสารใหม่ ๆ ได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพ ฯ https://www.taiwantourism.org/th/

-(016)

เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้งานสถานีโทรมาตรอัตโนมัติเบื้องต้น ไทย-เมียนมา

เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้งานสถานีโทรมาตรอัตโนมัติเบื้องต้น ไทย-เมียนมา

เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้งานสถานีโทรมาตรอัตโนมัติเบื้องต้น ไทย-เมียนมา

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.57 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรมกิจการชายแดนทหาร และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) โดยได้รับการสนับสนุนจาก กรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์ กระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จัด “การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้งานข้อมูล การดูแล และบำรุงรักษาสถานีโทรมาตรอัตโนมัติเบื้องต้น” ภายใต้ โครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เพื่อสนับสนุนการเตือนภัยน้ำหลากในลำน้ำสาย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์ราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

พิธีเปิดการฝึกอบรมได้รับเกียรติจาก พันเอก จ่อ มิน ทุน ผู้บังคับการกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก เป็นประธานฝ่ายเมียนมา และ นภษกร วัชระวิสิฐ ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธิฯ สายงานปฏิบัติการภัยพิบัติ เป็นประธานฝ่ายไทย การฝึกอบรมนี้มุ่งเน้น เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ในการใช้งาน ดูแล และบำรุงรักษาสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ รวมถึงพัฒนาเครือข่ายข้อมูลเพื่อการเตือนภัยน้ำหลากระหว่างไทย-เมียนมา

พันเอก จ่อ มิน ทุน

ปัจจุบัน โครงการฯ ได้ดำเนินการติดตั้ง สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 4 แห่ง เพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนแบบเรียลไทม์ ได้แก่ จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา (3 สถานี) สถานีบ้านโจตาดา สถานีบ้านดอยต่อคำ สถานีสะพานอูทูนอ่อง บ้านสบสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย (1 สถานี) และ สถานีสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่

นภษกร วัชระวิสิฐ

สถานีเหล่านี้สามารถ เฝ้าระวังระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนแบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนประชาชนได้ล่วงหน้าประมาณ 8-10 ชั่วโมงก่อนที่มวลน้ำจากต้นน้ำแม่สายในฝั่งเมียนมาจะไหลเข้าสู่เขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้ง จอ LED แสดงผลข้อมูลระดับน้ำ ณ จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์

การฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ ได้แก่ การเรียนรู้หลักการทำงานของสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ การบำรุงรักษาอุปกรณ์และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น การใช้ข้อมูลน้ำฝนและระดับน้ำในการวิเคราะห์สถานการณ์ การฝึกปฏิบัติจริงกับอุปกรณ์สถานีโทรมาตร

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาในการพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำหลากที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร เพื่อช่วยลดความสูญเสีย และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศ

038

ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ฉลองครบรอบ 30 ปีสุดยิ่งใหญ่ จุดหมายปลายทางแห่งการ Shopping, Lifestyle & Community”

ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ฉลองครบรอบ 30 ปีสุดยิ่งใหญ่ จุดหมายปลายทางแห่งการ Shopping, Lifestyle & Community

ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ฉลองครบรอบ 30 ปีสุดยิ่งใหญ่ จุดหมายปลายทางแห่งการ Shopping, Lifestyle & Community”

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัดงานเฉลิมฉลอง 30 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “วันธรรมดาที่แสนพิเศษ” ตอกย้ำความเป็นผู้นำ ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ครบวงจรสำหรับทุกเจนเนอเรชั่น ภายใต้แนวคิด “MAGICAL MOMENTS CAN HAPPEN FOR EVERYONE, EVERYDAY” มอบความสุขและประสบการณ์พิเศษในทุกวัน

จิตตินันท์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการร่วม-กลุ่มงานธุรกิจ บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “วันธรรมดาที่แสนพิเศษ” ที่สื่อถึงความมุ่งมั่นและเป้าหมายของฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ที่ต้องการ “เป็นมากกว่าศูนย์การค้า” ก้าวสู่ “จุดหมายปลายทางแห่งการ Shopping, Lifestyle & Community” ที่สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ทำให้เรื่องราวธรรมดาๆ ของทุกคนพิเศษและมีความหมาย และพร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอในทุกๆ วัน

ทั้งนี้ คอนเซ็ปต์ดังกล่าว เป็นการต่อยอดความสำเร็จตลอด 3 ทศวรรษ ในฐานะผู้นำและจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิต ย่านกรุงเทพตอนเหนือที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ซึ่งเกิดจากการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง  การขยายพื้นที่และเพิ่มร้านค้าใหม่ๆ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกิจกรรมพิเศษ และโปรโมชั่นต่างๆ ตลอดทั้งปี พร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับสมาชิก เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง

“ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ฟิวเจอร์พาร์ค ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์การค้า แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในย่านรังสิตและพื้นที่ใกล้เคียง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟิวเจอร์พาร์คประสบความสำเร็จและยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในวงการธุรกิจค้าปลีก” นางสาวจิตตินันท์ กล่าว

จิตตินันท์ หวั่งหลี

ตลอดปี 2568 ฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ได้จัดเตรียมกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีอย่างยิ่งใหญ่ และครบครันพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยเริ่มจุดกระแสตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ด้วยงานเคาท์ดาวน์ที่ได้สร้างความสุข เซอร์ไพรส์ให้กับลูกค้ากับคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่พร้อมการจุดพลุข้ามปี ด้วยคอนเสิร์ต LYKN,Yourmood, Pixxie, Bus ต่อเนื่องกับงานวันเด็ก Jurassic Mania ที่จัดขึ้นตลอดเดือนมกราคม และล่าสุดกับงาน Art toy and Sneaker จัดแสดงผลงาน Art toy และ Sneaker ร่วมกับ Shew sheep และศิลปินวงการ art toy และ sneaker ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 9 มีนาคม นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานเทศกาลต่างๆ ตลอดปี ทั้งเทศกาลตรุษจีน วาเลนไทน์ สงกรานต์ ไหว้พระจันทร์ ฮาโลวีน และปีใหม่ เป็นต้น   

สำหรับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อฉลองครบรอบ 30 ปี จะมีการจัดโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม – 15 เมษายน 2568 พร้อมคอนเสิร์ตจากศิลปินสุดฮอต 15 มีนาคม พบกับ ซี-นุนิว, 16 มีนาคม พบกับศิลปิน T-POP ชื่อดัง 4EVE, ATLAS นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังได้ร่วมกับศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้มาร่วมสัมผัสสุดยอดประสบการณ์กับผลงานศิลป์ร่วมสมัยจากเหล่าศิลปินระดับโลก เริ่มที่ศิลปินชาวจีน เหลียงหงเว่ย หรือ Ave Leung ศิลปินและนักออกแบบชาวจีน ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ G5M6 Studio เจ้าของผลงาน Big Heart ด้วยสัญลักษณ์หัวใจยิ้มแสดงความรัก เปรียบเสมือนการส่งมอบความรักจากใจให้กับลูกค้าทุกคน โดยนำผลงานมาตกแต่งในศูนย์การค้าฯ ตั้งแต่มีนาคม – มิถุนายน 2568 และศิลปินชาวไทย ป๊อป – สุมิตร สีมากุล ดีไซน์เนอร์และเจ้าของคาแรคเตอร์แกะเหลืองสุดน่ารัก Shew Sheep หรือชื่อไทยว่า “ชูชีพ” นำมาจัดแสดง เพื่อให้เชื่อมกับมาสคอตฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ โดยน้องฟิวและน้องเปล มีแนวคิดมาจากต้นกล้าที่พร้อมจะเจริญเติบโต

จิตตินันท์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ การสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า สร้างความน่าประทับใจและเหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า ด้วยการจัดโปรโมชัน และกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่หลากหลายและน่าสนใจตลอดทั้งปี เพื่อดึงดูดและสร้างความผูกพันกับลูกค้า การพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าปรับปรุง และเพิ่มร้านค้าใหม่ๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการและให้บริการลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น การขยายฐานลูกค้า โดยมุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าใหม่ รวมถึงการพัฒนาโปรแกรมสมาชิกและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และ การสร้างความยั่งยืน ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมให้ร้านค้าและผู้ประกอบการภายในศูนย์ฯ มีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน

ส่วนทิศทางระยะยาว ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ตั้งเป้าก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางของชุมชน” ในย่านรังสิตและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถมาพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างความผูกพัน การสร้างความยั่งยืน มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมให้ร้านค้าและผู้ประกอบการภายในศูนย์ฯ มีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน และ การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม มุ่งพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการและให้บริการลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

ด้านการขยายธุรกิจ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การขยายพื้นที่ศูนย์การค้า แต่มุ่งพัฒนา “Future City” ที่รวมโรงแรมอินเตอร์เนชั่นแนล สำนักงานออฟฟิศ โรงพยาบาล ร้านอาหารชั้นนำ ศูนย์บริการรถยนต์ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างชุมชนที่สมบูรณ์แบบ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร โดยการพัฒนา Future City จะเป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งของฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจศูนย์การค้า ซึ่งจะมีการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อสร้างสรรค์เมืองที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน

โอลิค ชวนพันธมิตรยกระดับความรู้และการดูแลสุขภาพผู้หญิง เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล

โอลิค ชวนพันธมิตรยกระดับความรู้และการดูแลสุขภาพผู้หญิง  เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล

โอลิค ชวนพันธมิตรยกระดับความรู้และการดูแลสุขภาพผู้หญิง เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

โอลิค (OLIC) บริษัทในเครือ บริษัท ฟูจิ ฟาร์มา จำกัด (Fuji Pharma Co., Ltd.) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพผู้หญิงจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากลด้วยการยกระดับการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทย พร้อมชวนพันธมิตรจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง รวมถึงการใช้ยาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้หญิงสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างมั่นใจ

8 มีนาคมของทุกปี วันสตรีสากล (International Women’s Day) เป็นวันที่ทั่วโลกตระหนักถึงบทบาทสำคัญของผู้หญิงในการขับเคลื่อนสังคม ร่วมกันส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และโอกาสในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพผู้หญิงคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีประชากรผู้หญิงมากกว่าครึ่ง การส่งเสริมสุขภาพผู้หญิงจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจ โอลิค พร้อมด้วยพันธมิตรด้านสุขภาพ จึงร่วมกันส่งเสริมความรู้ควบคู่กับการมุ่งยกระดับความเข้าใจเรื่องสุขภาพของผู้หญิง เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ

มร.โยชิฮิโร ทาคาดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โอลิค มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพของผู้หญิงอย่างแท้จริง ด้วยประสบการณ์ 40 ปีในฐานะผู้นำการผลิตยาครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เราเข้าใจความท้าทายด้านสุขภาพที่ผู้หญิงต้องเผชิญ เราเชื่อว่าการแก้ปัญหาสุขภาพผู้หญิงเริ่มจากการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง จึงร่วมมือกับพันธมิตรสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพผู้หญิง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงมีความรู้ในการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม สามารถก้าวข้ามความท้าทายด้านสุขภาพได้อย่างมั่นใจ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

มร.โยชิฮิโร ทาคาดะ

จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขปี 2566 พบว่าผู้หญิงไทยมีอัตราการเจ็บป่วยสูงกว่าผู้ชาย โดยมีจำนวน 17 ล้านคน เทียบกับผู้ชายจำนวน 11 ล้านคน โดยภาวะโรคของสตรีที่พบในสัดส่วนสูง ได้แก่ โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก และอาการป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับทารกในครรภ์และถุงน้ำคร่ำ

ขณะที่ในระดับโลก จากรายงาน Global Women’s Healthcare Market โดย Research and Market.com[1] ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงทั่วโลกมีความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสุขภาพเฉพาะด้านมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพการเจริญพันธุ์ สุขภาพมารดาและทารก สุขภาพเต้านม การจัดการภาวะวัยหมดประจำเดือน และสุขภาพทางเพศ  ปัญหาสุขภาพเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย การจัดกิจกรรมให้ความรู้และรณรงค์อย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ

เภสัชกรปัณณวิชญ์ จิตเมธีพงษ์ ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจยาและเวชภัณฑ์  บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากเทรนด์ความท้าทายด้านสุขภาพผู้หญิงที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ทำให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพผู้หญิงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในโอกาสวันสตรีสากลนี้ โอลิคจึงร่วมมือกับพันธมิตรด้านสุขภาพ จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘การส่งเสริมสุขภาพผู้หญิง’ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้จากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้หญิงตัดสินใจใช้ยาได้อย่างเหมาะสม พร้อมกับเดินหน้าโครงการ Be with HER ที่ทางโอลิค ได้ริเริ่มขึ้น เพื่อเสริมพลังการดูแลสุขภาพผู้หญิง”

เภสัชกรปัณณวิชญ์ จิตเมธีพงษ์

Be with HER – Empowering Her Health Decisions เป็นโครงการที่สร้างสรรค์ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก 4 ประการ ได้แก่ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพ การส่งเสริมการดูแลตนเองเชิงป้องกัน การสนับสนุนการตัดสินใจด้านสุขภาพอย่างมั่นใจ และการสร้างเครือข่ายสนับสนุน โดยครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการให้ความรู้ผ่านสื่อดิจิทัล การจัดกิจกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และการสร้างชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสุขภาพ โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านสุขภาพผู้หญิง เพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกวัยสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

ภายในงานเหล่าตัวแทนจากพันธมิตรสุขภาพได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลที่น่าเชื่อถือในประเด็นต่างๆ เริ่มต้นโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงสฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการมะเร็งในสตรีของสมาพันธ์สูตินรีเวชนานาชาติ ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาสุขภาพ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพผู้หญิงว่า “ปัญหาสุขภาพของผู้หญิงไทยเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพื่อร่วมกันหาแนวทางสร้างเสริมสุขภาพของผู้หญิงไทยให้ดีขึ้น  โดยภาพรวม ปัญหาสุขภาพของผู้หญิงไทยมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับแนวโน้มทั่วโลก แต่ก็มีปัจจัยเฉพาะที่ทำให้แตกต่างออกไป เช่น โรคที่พบบ่อยในผู้หญิงไทยอย่างมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม รวมถึงภาวะอ้วนและโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับภาระหน้าที่ในครอบครัวและสังคม นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ไม่เท่าเทียมในพื้นที่ชนบท ซึ่งต้องมีการดูแลและให้ความสำคัญเพื่อให้ผู้หญิงไทยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ขจัดความเข้าใจผิด และการกระตุ้นให้ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงสฤกพรรณ วิไลลักษณ์

ขณะที่ทาง สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) โดย อาจารย์เภสัชกรกฤติน บัณฑิตานุกูล อุปนายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชนคนที่ 2 ภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล่าถึงปัญหาและความท้าทายในการให้ข้อมูลด้านสุขภาพ จากมุมของเภสัชกรว่า “ผู้หญิงวัย 30-50 ปี มักเผชิญปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนหรือโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือปัญหาทางเดินปัสสาวะ แต่ส่วนใหญ่ยังเข้าปรึกษาเภสัชกรค่อนข้างน้อย การปรึกษามักเกี่ยวกับการเลือกใช้ยาคุมกำเนิด การรักษาปัญหาประจำเดือน หรือการดูแลกระดูกและข้อในช่วงวัยหมดประจำเดือน”

อาจารย์เภสัชกรกฤติน บัณฑิตานุกูล 

“เภสัชกรมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยในระยะยาว เช่น การเลือกยาคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมนธรรมชาติ ซึ่งมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การให้คำแนะนำที่เหมาะสมตามช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือการดูแลสุขภาพกระดูก ยังเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพโดยรวม เภสัชกรควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและไว้วางใจได้ เพื่อให้ผู้หญิงกล้าเปิดเผยปัญหาสุขภาพและมั่นใจในการติดตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง” อาจารย์เภสัชกรกฤติน กล่าวเสริม

นอกจากนี้ นายแพทย์โอฬาริก มุสิกวงศ์ กรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน และสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ได้แนะแนวทางการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสม และชี้ให้เห็นถึงข้อมูลสุขภาพบางอย่างในโลกดิจิทัลที่อาจทำให้ผู้หญิงเข้าใจผิดได้ โดยกล่าวว่า “ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสุขภาพผู้หญิงถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย การเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือขาดงานวิจัย ซึ่งอาจกระทบการตัดสินใจในการรักษา การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องจึงสำคัญ โดยใช้ช่องทางหลายรูปแบบ เช่น สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย วิทยุ และโทรทัศน์ ข้อมูลควรนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย รวมถึงการร่วมมือกับ Influencers ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น”

นายแพทย์โอฬาริก มุสิกวงศ์ 

ต่อจากงานเสวนาเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล โอลิค จะเดินหน้าสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาพผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพและการใช้ยาอย่างเหมาะสม โดยเตรียมคอนเทนต์และกิจกรรมให้ความรู้ อาทิ การเปิดช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพผู้หญิง พร้อมด้วยกิจกรรมที่จัดร่วมกับพันธมิตรด้านสุขภาพอื่นๆ ตลอดทั้งปี

โอลิค มุ่งมั่นวิจัย พัฒนา และจัดหานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาพผู้หญิง เพื่อก้าวสู่การเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพของผู้หญิง รวมถึงองค์กรทางวิชาการ  บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล คลินิก ร้านยา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมกันส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้หญิงทุกคน

MLB SS25 Vintage Meets Hip Street: สัมผัสไลฟ์สไตล์สตรีทสุดวินเทจ!

MLB SS25 Vintage Meets Hip Street: สัมผัสไลฟ์สไตล์สตรีทสุดวินเทจ!

MLB SS25 Vintage Meets Hip Street: สัมผัสไลฟ์สไตล์สตรีทสุดวินเทจ!

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

MLB เปิดตัวภาพคอลเลกชัน Spring-Summer 2025 ที่นำกลิ่นอายวินเทจมาผสานกับสตรีทสไตล์ได้อย่างลงตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vintage Meets Hip Street” ในคอลเลกชันนี้ได้นำเสนอความคลาสสิกของสไตล์สตรีท ผสานกลิ่นอาย ‘Gorpcore’ เข้ากับความวินเทจ ท่ามกลางบรรยกาศในเมืองกรุงโซลในประเทศเกาหลีใต้ และจุดเช็ก อินสุดฮิปในย่านฮันนัม, ซองซู และอึลจิโร ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของสไตล์คนเมืองยุคใหม่ โดยไอเทมหลักในคอลเลกชันนี้ประกอบไปด้วย เสื้อยืด, แจ็กเก็ต, หมวกเบสบอลวินเทจ, กระเป๋า และรองเท้าผ้าใบรุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการลุคสตรีท

หนึ่งในไอเท็มไฮไลต์ของซีซั่นนี้คือ หมวกเบสบอล ที่ได้รับการอัปเกรดให้มีดีไซน์หลากหลายมากขึ้น ด้วยการใช้วัสดุ เดนิมฟอกนุ่ม ตกแต่งด้วยโลโก้ปักสไตล์วินเทจที่ให้กลิ่นอายเรโทรสุดเท่ นอกจากนี้ MLB ยังนำเสนอเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง ‘Cap DIY’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่ได้สร้างสรรค์สไตล์ของตัวเองผ่านการแมทช์กับ ผ้าพันคอ หรือการตกแต่งด้วย หมุด, แพตช์ และไอเทมเก๋ ๆ เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อีกหนึ่งไฮไลต์ของซีซั่นนี้คือ แจ็กเก็ตคอปกสุดคลาสสิก ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการสวมใส่ในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล โดดเด่นด้วยดีเทลคอปกที่ตัดกับสีตัวเสื้อ เพิ่มมิติให้กับลุคและช่วยให้การแต่งตัวดูมีสไตล์มากขึ้น

นอกจากนี้ MLB ยังเปิดตัว กระเป๋าทรง Hobo สไตล์ Athleisure ที่ผลิตจาก ไนลอนน้ำหนักเบา ดีไซน์เรียบง่ายแต่ใช้งานสะดวก เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นวันสบาย ๆ หรือวันที่ต้องการลุคสตรีทสุดเท่

สำหรับสายสตรีทที่ชื่นชอบรองเท้าแฟชั่น MLB SS25 ได้นำเสนอรองเท้าผ้าใบสไตล์ Runner หลากหลายรุ่น อย่างรุ่น Curve Runner และ Cargo Chunky ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าวิ่ง แต่ถูกออกแบบให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง โดดเด่นด้วย พื้นรองเท้าหนานุ่ม น้ำหนักเบา และผ้าตาข่ายระบายอากาศ ทำให้ทุกก้าวเดินสบายขึ้นและดูมีสไตล์ไปพร้อมกัน

สัมผัสความสดใหม่ของ MLB SS25 ที่จะเติมเต็มสตรีทแฟชั่นให้โดดเด่นและต้อนรับซัมเมอร์นี้ด้วยสไตล์ที่เป็นตัวคุณได้แล้ววันนี้ที่ MLB ทุกสาขา

ห้างเซ็นทรัลสานต่อแคมเปญ ‘SHEPOSSIBLE’ ฉลองวันสตรีสากล ส่งต่อพลังบวกเชิงรุกแก่ผู้หญิงในทุกบทบาท

ห้างเซ็นทรัลสานต่อแคมเปญ ‘SHEPOSSIBLE’  ฉลองวันสตรีสากล ส่งต่อพลังบวกเชิงรุกแก่ผู้หญิงในทุกบทบาท

ห้างเซ็นทรัลสานต่อแคมเปญ ‘SHEPOSSIBLE’ ฉลองวันสตรีสากล ส่งต่อพลังบวกเชิงรุกแก่ผู้หญิงในทุกบทบาท

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.19 น.

ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จับมือ ธนาคารกสิกรไทย สานต่อแคมเปญ “SHEPOSSIBLE” ส่งต่อพลังบวกเชิงรุกแก่ผู้หญิงในทุกบทบาท  เปิดเวที “WOMEN’S AGENDA TALKS” สร้างแรงบันดาลใจผ่านนักคิดสตรีผู้มีวิสัยทัศน์ พร้อมส่งต่อกำลังใจแก่ผู้หญิงไทยที่ขาดโอกาสทั่วประเทศ ในโอกาสวันสตรีสากล 2025      

แคมเปญเพื่อผู้หญิงแห่งปี “SHEPOSSIBLE: WOMEN’S AGENDA”  เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากลปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Elevating the Women’s Agenda for a Sustainable Future” จุดประกายพลังแห่งความเป็นไปได้  ด้วยการร่วมส่งต่อพลังบวกเชิงรุก ผ่านการสร้างแรงบันดาลใจ และขับเคลื่อนความเท่าเทียมและความยั่งยืนแก่ผู้หญิงในทุกบทบาท กับ 6 ไฮไลต์กิจกรรมสุดสร้างสรรค์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2568 ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม และสาขาที่ร่วมรายการ ไม่ว่าจะเป็น Women Agenda’s Talks เวทีทอล์ก ที่จะมาร่วมแชร์ไอเดียเปลี่ยนอนาคต ผ่านผู้หญิงเก่งจากหลายวงการ Women’s Art Exhibition นิทรรศการศิลปะที่สะท้อนพลังของผู้หญิงผ่านการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์  Manifest your Dreams เขียนข้อความถึงตัวตนในอนาคตของคุณ พร้อมถ่ายภาพประทับใจและเติมพลังใจให้ทุกโมเมนต์  Central Beauty Playground  เปิดบ้านอัปเดตเทรนด์บิวตี้ พร้อมสัมผัสบริการใหม่และเทคโนโลยีความงามสุดล้ำจาก      แบรนด์ชั้นนำที่ห้างเซ็นทรัล Women’s Activities เติมเต็มพลังใจและแบ่งปันแรงบันดาลใจให้กัน ในกิจกรรมที่ให้คุณมีพื้นที่ในการแสดงออกและเชื่อมโยงกับผู้หญิงทุกคนที่มีความมุ่งมั่นเหมือนกัน Women’s CSR Program ช้อปเสื้อและกระเป๋า ผลงานจาก ฟรีน – สโรชา โดยรายได้ทั้งหมด มอบให้สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล หนึ่งในนักบริหารหญิงที่ร่วมสร้างแรงบันดาลใจในแคมเปญ “SHEPOSSIBLE: WOMEN’S AGENDA” กล่าวว่า ห้างเซ็นทรัลเชื่อมั่นในพลังของผู้หญิง และพร้อมเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพ ขับเคลื่อนความเท่าเทียมแก่ผู้หญิงไทยในทุกบทบาทอย่างยั่งยืน โดยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งของเราในทุก ๆ ปี ผ่านแคมเปญ “SHEPOSSIBLE” ซึ่งปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยการเดินหน้าส่งต่อแรงบันดาลใจและพลังให้ผู้หญิงก้าวสู่บทบาทที่ยิ่งใหญ่ในทุกมิติของสังคมกับกิจกรรมไฮไลต์ Women’s Agenda Talks เวทีแชร์ประสบการณ์และแรงบันดาลใจดี ๆ จากนักคิดสตรีผู้มีวิสัยทัศน์ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคมที่จะช่วยสนับสนุนผู้หญิงที่ขาดโอกาสทั่วประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นผ่านสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วประเทศ

“เราเชื่อว่าการเป็นผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้ถูกกำหนดโดยเพศสภาพ แต่วัดจากความสามารถและความมุ่งมั่น แนวคิดนี้คือพันธกิจที่ห้างเซ็นทรัลยึดมั่นและผลักดันมาโดยตลอด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเดินหน้าสร้างแคมเปญและโครงการที่สนับสนุนศักยภาพของผู้หญิงในทุกมิติให้มั่นใจและสวยจากภายในสู่ภายนอก ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา การเสริมสร้างความมั่นใจผ่านแฟชั่นและความงาม การพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ การร่วมมือกับองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่ต้องการโอกาสในการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น การดำเนินงานเหล่านี้ คือรากฐานสำคัญของแนวคิด ‘Elevating the Women’s Agenda for a Sustainable Future’ ซึ่งเป็นธีมหลักของแคมเปญนี้ และสอดคล้องกับแนวทางระดับโลกในการสร้างสังคมที่ให้คุณค่ากับผู้หญิงอย่างแท้จริง”

มาร่วมส่งต่อพลังบวกเชิงรุกกับแคมเปญ “SHEPOSSIBLE: WOMEN’S  AGENDA” พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Central Department Store คลิก www.facebook.com/CentralDepartmentStore

คาร์เทียร์ ประกาศเปิดตัว Women’s Pavilion ฉลองวันสตรีสากล ยกย่องเชิดชูบทบาท ‘ผู้หญิง’ ขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก

คาร์เทียร์ ประกาศเปิดตัว Women’s Pavilion ฉลองวันสตรีสากล  ยกย่องเชิดชูบทบาท ‘ผู้หญิง’ ขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก

คาร์เทียร์ ประกาศเปิดตัว Women’s Pavilion ฉลองวันสตรีสากล ยกย่องเชิดชูบทบาท ‘ผู้หญิง’ ขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

ขณะที่คนทั้งโลกร่วมฉลองให้กับเดือนแห่งผู้หญิง  หรือ วันสตรีสากล คาร์เทียร์ได้ถือโอกาสนี้ ประกาศเปิดตัว Women’s Pavilion ด้วยความภาคภูมิใจ ภายใต้ความร่วมมือกับทีมจัดงาน World Expo 2025 และรัฐบาลญี่ปุ่น ร่วมด้วย กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม และสำนักงานส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ในฐานะเครื่องหมายของการเดินหน้าเฉลิมฉลองให้กับผู้มีวิสัยทัศน์ที่กำลังสร้างสรรค์อนาคต และยกย่องเชิดชูบทบาทที่สำคัญยิ่งของผู้หญิงในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก ส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาค และชี้แนะแนวทางแก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน World Expo 2025 ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยจะเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 13 เมษายน – 13 ตุลาคม 2568

สำหรับคาร์เทียร์ ผู้หญิงคือที่มาของแรงบันดาลใจอันไม่สิ้นสุด ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญของความคิดสร้างสรรค์และค่านิยมของเมซงมาโดยตลอด ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อผู้หญิงก้าวไปข้างหน้า มนุษยชาติก็ก้าวไปข้างหน้าเช่นกัน คาร์เทียร์จึงสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มุ่งมั่นอุทิศตนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความกระตือรือร้นที่จะทำงานร่วมกัน และลงมือแก้ปัญหาที่เร่งด่วนท้าทายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ความมุ่งมั่นอย่างไม่สั่นคลอนนี้คือหัวใจหลักของ Women’s Pavilion ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวทีระดับโลกในการส่งเสริมให้เกิดบทสนทนา นวัตกรรม และการลงมือปฏิบัติร่วมกัน

หัวใจหลักของ Women’s Pavilion คือ คำประกาศที่ทรงพลัง เรียกร้องขอโลกที่สดใสกว่าเดิม โลกที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคกลมเกลียว โดยไม่คำนึงถึงเพศสภาพอย่างแท้จริง โลกที่ความเคารพซึ่งกันและกันเติบโตเบ่งบาน และทุกคนมีโอกาสที่จะบรรลุศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

“Women’s Pavilion เชิดชูผู้หญิงทุกคน รวมทั้งบทบาทที่ผู้หญิงสามารถทำได้ ร่วมกับคนอื่นๆ ที่มุ่งมั่น เพื่อสร้างสรรค์อนาคตของพวกเราทุกคน” ซีริลล์ วิญเญอรอง (Cyrille Vigneron) ประธานกรรมการ Cartier Culture & Philanthropy กล่าว “บนเวทีสุดพิเศษแห่งนี้ คาร์เทียร์และ Expo 2025 ณ โอซาก้า ขอเชิญผู้เยี่ยมชมงานทุกคนมาร่วมการเดินทางที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเสมอภาค ทั้งในระดับบุคคลและด้วยการลงมือปฏิบัติร่วมกัน”

จาก Expo 2020 ณ ดูไบ มาสู่ Expo 2025 ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น Women’s Pavilion ยังคงเดินหน้าสืบสานพันธกิจในการสร้างมรดกที่ยั่งยืน โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากประชาคมต่างๆ ทั่วโลก ถอดภูมิปัญญาแห่งมนุษยชาติ และแสดงพลังอำนาจของการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่เท่าเทียมและยั่งยืนกว่าเดิม เป็นอนาคตที่สะท้อนคนทุกรุ่น

เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดหลักของ World Expo ครั้งนี้ Women’s Pavilion ยึดคำขวัญ “อยู่ร่วมกัน ออกแบบร่วมกัน เพื่ออนาคต” (Living Together, Designing Together, For the Future) เพื่อเฉลิมฉลองพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและศักยภาพของผู้หญิงในการกำหนดวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

หัวใจของวิสัยทัศน์ดังกล่าว คือ แนวคิดที่ว่า “การอยู่ร่วมกัน” (“ともに生き Living Together”) ที่ขยายขอบเขตออกไปไกลกว่าเรื่องเพศสภาพ เพื่อที่จะสำรวจความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล (symbiosis) กับความยั่งยืน (sustainability) สะท้อนให้เห็นว่าสังคม ภูมิภาค หรือบุคคล สามารถเข้ามารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกับโลกใบนี้ได้

และเพื่อให้สอดคล้องกับอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของ World Expo 2025 ซึ่งคือ “การออกแบบร่วมกัน” (“ともに輝く Designing Together”) Women’s Pavilion จินตนาการถึงอนาคตที่ทุกชีวิตรวมกันเป็นหนึ่งอย่างกลมเกลียว เพื่อบรรลุศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และมุ่งสร้างรากฐานให้กับวันพรุ่งนี้ที่เท่าเทียมกว่าวันนี้ ด้วยการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันและการสร้างนวัตกรรม

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวคิด “เพื่ออนาคต” (“未来へ〜 For the Future”) ตอกย้ำบทบาทของ Women’s Pavilion ในฐานะเวทีแลกเปลี่ยนความคิดที่ก้าวหน้า โดยไม่เพียงแต่จะเชิดชูความสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา แต่ยังส่งเสริมสนับสนุนความหวังและความตั้งใจใหม่ๆ ที่ยังไม่บรรลุผล เพื่อสร้างมรดกไว้สำหรับการพัฒนาต่อยอดอนาคตต่อไป

จูน มิยาชิ (June Miyachi) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารคาร์เทียร์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า  “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ที่ได้เป็นผู้ดูแล Women’s Pavilion อันเป็นเป็นความร่วมมือของคาร์เทียร์ ณ Expo 2025 ในโอซาก้า คันไซ ต่อเนื่องจากความร่วมมือก่อนหน้านี้ Expo 2020 ณ ดูไบ คำถามคือ เราจะสามารถทำอะไรได้อีก เพื่อก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงเพศ ดิฉันหวังว่า Women’s Pavilion ที่เรานำเสนอจะช่วยจุดประกายให้ผู้เข้าชมได้ตระหนักถึง ได้ร่วมรู้สึก และนำไปสู่การร่วมกันลงมือปฏิบัติ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น”

‘ชมพู่ อารยา’ ชวนแม่ๆ เตรียมพร้อมลูกเจนอัลฟา! เจาะลึก ‘EF’ ทักษะสมองที่โลกอนาคตต้องการ

‘ชมพู่ อารยา’ ชวนแม่ๆ เตรียมพร้อมลูกเจนอัลฟา! เจาะลึก ‘EF’ ทักษะสมองที่โลกอนาคตต้องการ

‘ชมพู่ อารยา’ ชวนแม่ๆ เตรียมพร้อมลูกเจนอัลฟา! เจาะลึก ‘EF’ ทักษะสมองที่โลกอนาคตต้องการ

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.06 น.

ในโลกยุค AI ที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนบางทีแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ตามไม่ทัน การเตรียมความพร้อมให้ลูก Gen Alpha มีทักษะที่รอบด้านเพื่อรองรับความท้าทายในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญ

Enfa Smart Club คลับที่พร้อมอยู่ทุกช่วงเวลาของยอดคุณแม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพัฒนาการของอัจฉริยะตัวน้อย จึงได้จัด Talk Session พิเศษขึ้นภายในงาน “Alpha Skills Summit 2025” งานเตรียมพร้อมลูกสู่อนาคตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชวนผู้ปกครองยุคใหม่อัพเดตเทรนด์การเลี้ยงลูกที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ โดยดึงผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก รศ. นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช เป็นวิทยากรในหัวข้อ “เจาะลึก EF เทคนิคสร้างทักษะสมองเพื่อความสำเร็จให้ลูก” โดยมีคุณแม่ลูกสาม “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” นักแสดงชื่อดัง  เป็นตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ที่จะมาแชร์ประสบการณ์เลี้ยง “น้องแอบิเกล” ลูกสาวคนเล็กวัยใส พร้อมถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสกิล EF เช่น การใส่ใจในรายละเอียดการเลี้ยงดูจนถึงการเลือกโภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเลือกโภชนาการที่มี MFGM (Milk Fat Globule Membrane)  ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการกุมารแพทย์และมีงานวิจัยรองรับมากมายว่ามีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองทั้ง IQ และ EF ของลูกน้อย

รศ.นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิจัยและนวัตกรรมการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “Executive Function หรือ EF คือ สมองส่วนหน้าที่ช่วยให้เด็กควบคุม การวางแผน และการแก้ปัญหาได้ เรียกง่ายๆว่า “ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ’ ซึ่งสามารถสังเกตว่าลูกเรามี EF หรือไม่ จากวิธีการแก้ปัญหา และจัดการตัวเองของเขา”

“นอกจากนั้น EF ยังสามารถสร้างได้ผ่านโภชนาการที่ดี เช่น การให้นมแม่ตามธรรมชาติ เพราะนมแม่มี MFGM ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างสมอง IQ และพัฒนา EF ของลูก การให้นมแม่จึงเป็นวิธีที่ดีในการส่งเสริม EF ให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมีศักยภาพ สำหรับคุณแม่ที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ การเลือกโภชนาการที่มี MFGM เป็นส่วนผสมก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน เพราะ MFGM หรือ Milk Fat Globule Membrane คือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันที่พบในนมแม่ มีไขมันและโปรตีนที่เป็นประโยชน์สำหรับพัฒนาการของเด็กอยู่จำนวนมาก ช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง ทั้งยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยสุขภาพแข็งแรงอีกด้วยการเสริมสร้าง EF เพียงแค่เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องฝึก EF ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibit Control) เมื่อลูกทำพลาดหรือดื้อในระหว่างการสอนของเรา จึงจะสามารถจับมือเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้ทั้งครอบครัว” รศ. นพ.เทอดพงศ์ กล่าว

ด้าน ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ได้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกให้มีทักษะทางสมองเพื่อความสำเร็จ ว่า “สำหรับชม การเลี้ยงลูกไม่ได้มีกฎตายตัว แต่อยากให้เขาโตขึ้นเป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ คิดเองเป็น และรับผิดชอบในแบบของตัวเอง อย่างที่บ้าน เราจะฝึกให้ลูกๆ มีหน้าที่ที่ต้องทำ เช่น ช่วยกันเก็บของเล่น หรือดูแลน้อง ซึ่งสิ่งเล็กๆ พวกนี้ก็คือการฝึก EF ไปในตัว อย่างแอบิเกล ตอนนี้เริ่มเห็นชัดว่าน้องมีพัฒนาการด้าน EF ที่ดีขึ้น มีวินัยและรู้จักหน้าที่ของตัวเอง อย่างครั้งหนึ่งที่ต้องขึ้นเวทีเป็นพิธีกรกับแม่ แม้ตอนแรกจะมีงอแงบ้างเล็กน้อยเพราะขนมหาย แต่สุดท้ายก็สามารถควบคุมตัวเองได้ และทำหน้าที่สำเร็จ

ชมมองว่าการพัฒนา EF ต้องมาพร้อมกับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม หนึ่งในสิ่งที่ชมให้ความสำคัญคือ ‘การเล่น’ เพราะไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เป็นโอกาสให้เด็กๆ ฝึกฝนทักษะสมองไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเกมที่ต้องรอคิวเพื่อเสริมการยับยั้งชั่งใจ ยั้งคิดไตร่ตรอง หรือการเล่นสมมติที่ช่วยให้สมองจำดีและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ซึ่งนอกจากการเลี้ยงดู โภชนาการก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ตอนน้องเพิ่งเกิด ชมให้ลูกกินนมแม่เป็นหลัก เพราะอย่างที่คุณหมอบอกว่าในนมแม่มี MFGM ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการสมอง มีงานวิจัยรองรับว่าเด็กที่ได้รับ MFGM อย่างต่อเนื่องจะทำให้เด็กมี IQ และ EF ที่สูงกว่า และปัจจุบันชมก็ยังคงให้ความสำคัญเรื่องโภชนาการโดยการที่เสริมโภชนาการที่มี MFGM ให้เขาเป็นประจำ

สุดท้ายนี้ ชมเชื่อว่าการเลี้ยงลูกให้มี EF ไม่ใช่แค่การเน้นไปที่ตัวลูกอย่างเดียว แต่พ่อแม่เองก็ต้องมี Growth Mindset คอยเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองผิดลองถูก ฝึกคิด แก้ปัญหา และเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะในอนาคตเราไม่สามารถอยู่ข้างๆ เขาได้ตลอด แต่เราสามารถทำให้เขาสามารถพึ่งพาตัวเองในชีวิตวันข้างหน้าได้”ชมพู่ กล่าวทิ้งท้าย

038

บัวหลวงชวนทำดี ‘เสริมมงคล ด้วยบุญปีใหม่’

บัวหลวงชวนทำดี ‘เสริมมงคล ด้วยบุญปีใหม่’

บัวหลวงชวนทำดี ‘เสริมมงคล ด้วยบุญปีใหม่’

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.01 น.

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นพัฒนาและดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมในหลากหลายรูปแบบ ในปี 2568 ทางบริษัทยังคงยึดมั่นในแนวทางและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยจัดกิจกรรม “บัวหลวงชวนทำดี เสริมมงคลด้วยบุญปีใหม่” มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้และอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย เปิดโอกาสให้พนักงานได้เพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ และศาสนสถานอันทรงคุณค่า ขณะเดียวกันยังกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมซึ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสังคม

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ หลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวว่า “บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของบุคลากรซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ นอกเหนือจากการสร้างความเป็นเลิศทางธุรกิจแล้ว เรายังมุ่งเสริมสร้างคุณค่าทางจิตใจและการเรียนรู้ผ่านมรดกทางวัฒนธรรม กิจกรรมนี้ไม่เพียงเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่ยังส่งเสริมความสุขทางจิตใจ พร้อมเริ่มต้นปีใหม่ด้วยกิจกรรมที่เติมเต็มความรู้และสร้างโอกาสการมีส่วนร่วม”

พิเชษฐ สิทธิอำนวย

กิจกรรมบัวหลวงชวนทำดี เสริมมงคลด้วยบุญปีใหม่ ได้รับเกียรติจาก ดร.กิ่งกนก เสาวภาวงศ์ อาจารย์จากคณะวิทยากรจากสาขาการท่องเที่ยวคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมฯ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  และทีมงานมาเป็นวิทยากรให้ความรู้ ด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม ณ วัดสุทัศนเทพวรารามฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณราชวรารามฯ  และ ศาลหลักเมือง ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และพระประธานในวัดต่าง ๆ  รวมไปถึงการแวะเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวชุมชนกุฎีจีน ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ใกล้กับวัดกัลยาณมิตร ที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ  ยิ่งไปกว่านั้นการเดินทางร่วมกันครั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมความผูกพันระหว่างพนักงานที่ประจำสำนักงานใหญ่และต่างสาขา ให้ได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิด

นพพร จิระวัฒน์ ผู้จัดการสาขาอาวุโส สาขาลาดพร้าว หนึ่งในพนักงานหลักทรัพย์บัวหลวง ได้เล่าว่า “กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุน เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกับคนวัยทำงาน ที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมเป็นเวลานาน ๆ จนเสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม กิจกรรมนี้จึงตอบโจทย์เพราะนอกจะได้ผ่อนคลายสมองจากการทำงานแล้ว ยังเปรียบเสมือนได้เดินออกกำลังพร้อมได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ไปในตัว แม้อากาศจะอบอ้าวแต่ก็ได้ทั้งความสุขทางกายและใจ”

ด้าน เศรษฐา สัณฐิติเจริญวงศ์ รองหัวหน้าทีมการตลาด สาขาเอ็มโพเรียม อีกหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้บรรยายถึงความรู้สึกว่า “กิจกรรมนี้ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้คนในองค์กร เพราะนอกจากจะได้มีโอกาสท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้ทั้งความรู้ และความสนุกจากวิทยากรมืออาชีพแล้ว ยังรู้สึกอิ่มใจที่ได้ไหว้พระทำบุญ รวมถึงเดินชมสถานที่สำคัญ ๆ พร้อมเพื่อนต่างสาขาที่เคยร่วมงานกันผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันมากขึ้น ประทับใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นอย่างมาก“

หลักทรัพย์บัวหลวงยังคงมุ่งมั่นประสานพลังแห่งการเรียนรู้ การแบ่งปัน และการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างคุณค่าต่อสังคมอย่างยั่งยืน

038