เปิด 4 เหตุผลไฟต์บังคับ ปรับ ครม. เพื่ออยู่ต่อหรือนับถอยหลังเข้าสู่การยุบสภา?

เปิด 4 เหตุผลไฟต์บังคับ ปรับ ครม. เพื่ออยู่ต่อหรือนับถอยหลังเข้าสู่การยุบสภา?

เปิด 4 เหตุผลไฟต์บังคับ ปรับ ครม. เพื่ออยู่ต่อหรือนับถอยหลังเข้าสู่การยุบสภา?

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.13 น.

‘เทพไท เสนพงษ์’ เปิด 4 เหตุผลไฟต์บังคับ ปรับ ครม. ต่ออายุรัฐบาล?

วันที่ 21 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ไฟต์บังคับ ปรับครม.ต่ออายุรัฐบาล?” ระบุว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง “ปรับ ครม. วันไหนดี” เป็นความคิดเห็นต่อการ“ปรับคณะรัฐมนตรี” ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร

เมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พบว่า ผลโพลต้องการให้ปรับรัฐมนตรี 3 กระทรวงแรกๆ คือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงการคลัง ซึ่งทั้ง3กระทรวงเป็นกระทรวงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชนทั้งสิ้น แสดงว่ารัฐบาลล้มเหลวในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่สมกับราคาคุยที่โฆษณาว่า พรรคเพื่อไทยคือมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แม้แต่แกนนำพรรคเพื่อไทยยังออกมายอมรับว่า ควรจะปรับรัฐมนตรีเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจการค้า

ส่วนระยะเวลาที่ควรจะปรับคณะรัฐมนตรีผลการสำรวจพบว่า 1.จำเป็นต้องปรับ ครม. โดยเร็วที่สุด 48.24%

2.ไม่จำเป็นต้องปรับ ครม. 16.18% 3.การปรับ ครม. ควรรออีก 3 เดือน 15.50% 4.การปรับ ครม. ควรรออีก 6 เดือน 10.07%

5.การปรับ ครม. ควรรออีก 1 ปี 6.95%

เมื่อผลการสำรวจพบว่าเสียงประชาชนส่วนใหญ่สูงถึง 80% ต้องการให้มีการปรับครม. ตั้งแต่ปรับด่วนที่สุด จนถึงควรรออีก3เดือนหรือ6เดือนหรือ1ปี ส่วนที่ไม่ควรปรับครม.เลย มีแค่16.18% เท่านั้น

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีด้วยเหตุผลคือ

1.เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนต้องการเห็นการปรับครม.เพราะมีความเชื่อว่าถ้าปรับครม.แล้วจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนได้ดีขึ้น

2.เป็นความประสงค์ของนายใหญ่ต้องการที่จะกระชับอำนาจในรัฐบาล เพื่อให้มีการสั่งการรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ

3.ปรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งบุคคลรัฐมนตรี ต้องการปูมบำเหน็จให้กับบุคคลที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งทางการเมือง  เพื่อตอบแทนทางการเมืองการในลักษณะสมบัติผลัดกันชม

4.จำเป็นต้องปรับเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะที่ผ่านมาผลงานรัฐบาลยังไม่เข้าตาประชาชน คะแนนนิยมของรัฐบาลยังไม่ดีขึ้น นโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จได้

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้คือ ไฟต์บังคับของรัฐบาลที่ต้องปรับครม. เพื่ออยู่ต่อหรือนับถอยหลังเข้าสู่การยุบสภา?

พาณิชย์’โคม่า-ปชช.อยากเปลี่ยนมากที่สุด ‘โพลล์’เขย่ารัฐบาล! ‘นิด้า’สำรวจเสียงประชาชน ‘เกษตร-คลัง’ตามมาไล่หลัง

พาณิชย์’โคม่า-ปชช.อยากเปลี่ยนมากที่สุด  ‘โพลล์’เขย่ารัฐบาล!  ‘นิด้า’สำรวจเสียงประชาชน  ‘เกษตร-คลัง’ตามมาไล่หลัง

พาณิชย์’โคม่า-ปชช.อยากเปลี่ยนมากที่สุด ‘โพลล์’เขย่ารัฐบาล! ‘นิด้า’สำรวจเสียงประชาชน ‘เกษตร-คลัง’ตามมาไล่หลัง

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พาณิชย์’โคม่า-ปชช.อยากเปลี่ยนมากที่สุด ‘โพลล์’เขย่ารัฐบาล! ‘นิด้า’สำรวจเสียงประชาชน ‘เกษตร-คลัง’ตามมาไล่หลัง ปธ.วิปฯชี้มีสิทธิ์ปรับ‘ครม.’ พท.ล็อกเป้าขย่มก.ค้าขาย

วิสุทธิ์-ปธ.วิปรัฐบาล อ้างสส.เพื่อไทย ชี้เป้าปรับรัฐมนตรีกระทรวงค้าขาย หลังทำงานไม่เข้าเป้าเกษตรกรเดือดร้อน แต่ไม่ไปยุ่งแลกกระทรวงมหาดไทย ของภูมิใจไทย อ้างยังทำงานกันได้ นิด้าโพล กระทุ้ง“อิ๊งค์”บอก ประชาชนอยากให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี“พาณิชย์-เกษตร-คลัง”

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. ภายหลังผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า ได้ยินแต่ข่าวจากสื่อ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ในพรรคเพื่อไทยยังไม่มีการเคลื่อนไหว หรือหารือเรื่องปรับครม. ให้เป็นอำนาจของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลตัดสินใจ

ส่วนกระแสข่าวปรับครม.ที่พรรคเพื่อไทยจะเปิดดีลแลกกระทรวงกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายวิสุทธิ์ กล่วว่า ไม่ทราบเป็นจริงหรือไม่ แต่นายกฯและนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ทุกอย่างให้เป็นอำนาจนายกฯ พรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยจะขอกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย กลับมาดูเอง เพื่อชิงความได้เปรียบในการคุมเลือกตั้ง นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่เคยได้ยิน ส่วนตัวไม่รู้ว่า มีความจำเป็นหรือไม่ ต้องนำกระทรวงมหาดไทยกลับมาดูแลเอง เพราะทุกวันนี้ก็ยังทำงานได้อยู่

นายวิสุทธิ์ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับครม.ในทีมเศรษฐกิจ ว่า เป็นไปได้ เท่าที่คุยกับสส.มีเสียงสะท้อนแสดงความเป็นห่วงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ อยากให้มีการแก้ไข โดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวกับการค้าขาย ที่เป็นห่วงในส่วนสินค้าเกษตร แต่คนตัดสินใจคือนายกฯ

บอกรัฐมนตรีทำงานหนัก

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. หลังผ่านการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ขอยืนยันว่าอำนาจการปรับ ครม.เป็นของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ท่านยังทำงานไม่ถึงปี หากนับก็แค่ประมาณ 7-8 เดือน ซึ่งท่านทำงานหน้างานและทำงานเต็มที่ ขับเคลื่อนงานด้วยตนเอง แม้จะมีโพลว่าอยากให้ปรับครม.นั้น ตนเชื่อว่านายกฯ และรัฐบาลยินดีรับฟัง ย้ำว่าอำนาจการปรับ ครม.นั้นเป็นของนายกฯ ส่วนมีกระแสข่าวนี้ถึงในพรรคหรือไม่นั้น ก็เป็นข่าวจากนอกพรรค ซึ่งบรรยากาศในพรรคก็ไม่ได้มีความวุ่นวายหรือเตรียมการรับมือ ไม่มีการพูดคุยกันว่าใครจะเข้าหรือใครจะออก และนายกฯเองก็ส่งสัญญาณตลอดว่าอำนาจการปรับครม.นั้นเป็นอำนาจของนายกฯ ซึ่งขณะนี้ครม.ชุดนี้ยังทำงานได้

กระทรวงค้าขายอาการหนัก

เมื่อถามถึงกระแสข่าวอาจจะมีการปรับครม.ในกระทรวงที่เกี่ยวกับการค้าขายนั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย รัฐมนตรีหรือสส.ทุกคนสามารถสะท้อนการทำงานของกันและกันได้ การที่มีข้อเสนอแนะหรือข้อแนะนำนั้นเป็นปกติ เนื่องจากการประชุมสส.ของพรรคประจำสัปดาห์ จะมีรัฐมนตรีของพรรคเข้ามาฟังเสียงสส.ที่สะท้อนปัญหาของประชาชน

“การเสนอแนะหรือแนะนำต่างๆ ไม่ได้เป็นกระแสกดดันหรือขับไล่รัฐมนตรีในกระทรวงนั้น ทุกคนยังเชื่อมั่นนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล รวมถึงยังเชื่อมั่นรัฐมนตรีทุกคน ส่วนจะปรับครม.เมื่อไหร่ อย่างไรนั้น เชื่อว่าจะเป็นอำนาจของนายกฯ ที่มีอำนาจเต็มว่าจะปรับช่วงไหน หรือยังไม่ปรับ” นายอนุสรณ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทย จะขอกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับมาดูแลเอง เพื่อชิงความได้เปรียบคุมการเลือกตั้งครั้งหน้านั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า กระแสข่าวนี้ก็ได้ฟังมาจากนอกพรรคเช่นกัน แต่ในพรรคไม่ได้คุยกัน

การจะขอแลกกระทรวงมหาดไทยมาดูแลเองเพื่อความได้เปรียบในการเลือกตั้งนั้น ไม่น่าจะใช่ กระทรวงมหาดไทยไม่ได้คุมการเลือกตั้ง คนที่บริหารจัดการการเลือกตั้งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็มีเสียงสะท้อนว่าในบางจังหวัดหรือในบางพื้นที่นั้น หากผู้ว่าฯ หรือการปกครองในแต่ละจังหวัด ไปอิงฝ่ายการเมืองมากเกินไป ท้ายที่สุดประชาชนก็จะไม่ได้ประโยชน์

“พรรคเพื่อไทยคงไม่ติดว่าผู้ว่าฯอยู่ในกำกับการดูแลของพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่น เพราะผู้ว่าฯ ก็ทำงานร่วมกับรัฐบาลอยู่แล้ว ยืนยันว่าแม้จะไม่สลับกระทรวงแต่ก็ยังทำงานได้ หรือหากจะสลับแล้วผลประโยชน์ตกที่ประชาชน พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีปัญหา แต่ย้ำว่าทั้งหมดเป็นอำนาจของนายกฯ ซึ่งหากนายกฯปรับอย่างไร เราพร้อมซัพพอร์ตการตัดสินใจของท่านอย่างเต็มที่” นายอนุสรณ์ กล่าว

ท็อปปัดถูกโยกไปบัวแก้ว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกระแสข่าวปรับ ครม. ที่มีชื่อถูกโยกไปเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ว่า สงสัยเวลาไปต่างประเทศตนจะถูกแชร์ในโซเชียลเรื่องของการพูดภาษาอังกฤษ แต่การจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไม่ได้แปลว่าต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งอย่างเดียว ต้องมีองค์ความรู้หลายอย่าง และการจะปรับครม.เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณที่จะปรับหรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ฉะนั้นทำงานไปตามปกติไม่มีอะไรน่ากังวล เมื่อถามว่า มีความพร้อมหรือไม่หากมีการปรับครม. นายวราวุธ กล่าวว่า ตั้งแต่ตอนดำรงตำแหน่ง ได้แสดงให้เห็นว่าเนื้องานของทุกกระทรวงมีความสำคัญ มีความจำเป็นต่อประเทศไทย ส่วนเรื่องในอนาคตตนยังไม่อยากไปพูดถึง เพราะเป็นเรื่องของถ้าอย่างนั้นถ้าอย่างนี้ แต่เราพูดกันในความเป็นจริงว่า วันนี้บริบทของกระทรวง พม. ยังเหลือภารกิจอยู่อีกมาก ความท้าทาย ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สิบปี ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานต่างๆ เหล่านี้ เป็นบริบทที่กระทรวง พม.ต้องเร่งดำเนินการ ตอนนี้ทำงานเต็มที่ในตำแหน่ง

โพลกระทุ้งเปลี่ยนตัวรัฐมนตรรี

ด้าน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ปรับ ครม.วันไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-9 เมษายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จี้เปลี่ยนตัว“พาณิชย์-เกษตร-คลัง”

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการปรับเปลี่ยนกระทรวงในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พบว่า 1. กระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 57.02 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 41.60 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.00 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวอย่าง ร้อยละ 48.55 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 49.47 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 3. กระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 46.49 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 51.98 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ4. สำนักนายกรัฐมนตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 44.43 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 52.82 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

“แรงงาน”คาบลูกคาบดอก

5. กระทรวงแรงงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 43.89 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 54.05 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

6. กระทรวงมหาดไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 43.82 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 54.58 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

7.กระทรวงกลาโหม ตัวอย่าง ร้อยละ 42.52 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 55.57 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

8. กระทรวงคมนาคม ตัวอย่าง ร้อยละ 41.53 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

9.กระทรวงศึกษาธิการ ตัวอย่าง ร้อยละ 41.22 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 57.10 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

10. กระทรวงยุติธรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 41.07 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 56.79 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

11. กระทรวงสาธารณสุข ตัวอย่าง ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 57.71 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

พลังงานยังทำงานได้

12. กระทรวงพลังงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 38.09 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 60.53 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.00 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 13. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่าง ร้อยละ 38.09 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 58.17 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 3.28 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

14. กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 35.26 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 60.69 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 15. กระทรวงอุตสาหกรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 61.83 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

16. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวอย่าง ร้อยละ 34.20 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 62.90 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 2.44 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 17. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 34.04 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 61.53 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 18. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่าง ร้อยละ 33.66 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 63.97 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

พม.ผลโพลให้ทำงานต่อ

19. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.59 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 62.98 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 2.90 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 20.กระทรวงวัฒนธรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 64.66 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ3.12 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ต้องปรับครม.โดยเร็ว

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.24 ระบุว่าจำเป็นต้องปรับ ครม.โดยเร็วที่สุด รองลงมา ร้อยละ16.18 ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องปรับ ครม.ร้อยละ 15.50 ระบุว่า การปรับ ครม.ควรรออีก3 เดือน ร้อยละ10.07 ระบุว่า การปรับ ครม.ควรรออีก6เดือน ร้อยละ 6.95 ระบุว่า การปรับ ครม.ควรรออีก1ปี และร้อยละ1.53 การปรับ ครม.ควรรออีก 9เดือน และไม่ตอบ/ไม่สนใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

ชาวบ้านเริ่มเข้าใจกาสิโน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีหลายฝ่ายมองนโยบายเรือธงแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้า ทั้งโครงการดิจิทัลวอลเลตที่ไม่ตรงปก หรือนโยบายเอนเตอร์เทนเซนต์คอมเพล็กซ์ก็ถูกต่อต้านหนัก ถือเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาปรับครม.หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไม่เกี่ยวกับการปรับครม.

ขณะนี้ประชาชนเริ่มเข้าใจมากขึ้น หลังจากสส.ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจเรื่องสถานบันเทิงครบวงจร กระแสเริ่มดีขึ้น ถ้าประชาชนเข้าใจมากขึ้น ก็มีแนวโน้มไปต่อได้

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่ได้คุยกับชาวบ้านในพื้นที่ เขาก็ไม่ขัดขวาง แค่อยากรู้รายละเอียดนโยบาย ชาวบ้านเข้าใจว่าต้องหาเงินเข้าประเทศ อยากให้ประเทศมีรายได้เพิ่ม ส่วนหลังเปิดประชุมสภาสมัยหน้าจะผลักดันร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ทันทีหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน ขณะนี้พยายามเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน เท่าที่ลงพื้นที่ได้ยินมากับหูของตัวเอง ประชาชนไม่ได้คัดค้าน ไม่ต้องกังวล

กมธ.กาสิโนนัดถก23เมย.

เมื่อวันที่ 20เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ได้นัดประชุมครั้งแรก ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ เวลา10.30น. เพื่อเลือกกรรมาธิการในตำแหน่งต่างๆ รวมถึงวางกรอบการทำงาน ทั้งนี้ นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตำแหน่งต่างๆ ในกมธ. ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่สว.ซึ่งเป็นกมธ.จะพิจารณาเลือก ส่วนตัวมองว่าคนที่จะทำหน้าที่ประธานกมธ. ต้องไม่มองประเด็นนี้เป็นเรื่องการเมือง แต่ต้องเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้นเมื่อการทำงานของ กมธ.ไม่ใช่เรื่องการเมือง คนที่เหมาะทำหน้านี้ ไม่ควรเป็นผู้นำที่นำประเด็นเป็นเรื่องทางการเมือง เบื้องต้นชื่อที่ตนได้ยินมา คือผู้ที่มีตำแหน่ง สว. มีความเป็นกลาง น่าเคารพ และไม่มีสีเสื้อ

วางกรอบการศึกษาเปิดบ่อน

นายวีระพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการวางกรอบศึกษาของกมมธ. นั้น กลุ่มของตนมองว่าโจทย์หลักคือหากการเปิดบ่อนถูกกฎหมายจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้หรือไม่ หากมีบ่อนหรือพนันออนไลน์ถูกกฎหมายจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร รวมไปถึงต้องมองในแง่ของการแข่งขัน ภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบต่อสังคม ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งแง่การค้า อาชญากรรม สุขภาพ ครอบครัว เยาวชน

เมื่อถามถึงข้อเสนอต่อการให้หัวหน้าพรรคการเมืองแสดงจุดยืนต่อนโยบายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ใน กมธ.ของวุฒิสภา นายวีระพันธ์ กล่าวว่า ตนมองว่าไม่จำเป็น เพราะต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ความเห็นทางการเมือง

ด้าน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. กล่าวว่า ในการเลือกตำแหน่งต่างๆ ของกมธ. จะใช้เวทีการประชุมนัดแรกเพื่อหารือร่วมกันก่อน เพราะกมธ.ชุดดังกล่าวมีสัดส่วนคนนอก รวมถึงกมธ.ที่มาจากทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะกลุ่มสีน้ำเงินเท่านั้น ตนมองว่าตำแหน่ง ประธานกมธ.ที่จะถูกคัดเลือกต้องมีความเป็นกลาง มีความรู้ มีความอาวุโส ขณะที่การจัดสรรตำแหน่งเชื่อว่าจะทำให้สังคมรับได้

เมื่อถามถึงกรอบการทำงานของกมธ. นายไชยยงค์ กล่าวว่า ต้องศึกษาข้อดีข้อเสีย และต้องสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานให้สังคมรับรู้ได้ ต้องมองทั้งข้อดีและข้อเสีย มองให้ครบทุกมิติ รวมไปถึงความกังวลของสังคมด้วย นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องศึกษาคือ ประเทศเพื่อนบ้านที่มีบ่อนเสรี หรือกาสิโน ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร รายได้ที่ได้รับกับที่คำนวณได้นั้น เป็นจริงตามนั้นหรือไม่

พรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืน

“สิ่งหนึ่งรู้สึกผมมองจากประสบการณ์คือการมีบ่อนเสรีอาจจะสร้างรายได้ให้ประเทศได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาบ่อนเถื่อน พนันออนไลน์ผิดดกฎหมายได้ เพราะคนที่เข้าไปเล่นในบ่อนเถื่อนเป็นคนกละกลุ่มกับคนที่ไปเล่นพนันถูกกฎหมาย หากเทียบกับการแก้หวยเถื่อนที่รัฐบาลพยายามหามาตรการแก้ไข แต่แก้ไม่ได้ แต่ยังทำให้หวยเถื่อนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” นายไชยยงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า กมธ.ชุดนี้ จำเป็นต้องให้พรรคการเมืองมาแสดงจุดยืนว่าสนับสนุนหรือคัดค้านกาสิโน หรือไม่ นายไชยยงค์ กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องตอบให้ได้ว่ามีจุดยืนอย่างไร ซึ่งกมธ.ชุดนี้ สามารถให้พรรคการเมืองเข้าชี้แจงได้ ว่าเห็นด้วย หรือเห็นต่างอย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวสังคมไทยยังไม่ตกผลึกต่อการมีกาสิโนเสรี ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วนให้มากกว่านี้

‘พีช’มารพ.เก้อ หอบ2แสนบาทหวังจ่ายค่ารักษา แห้วญาติเหยื่อจ่ายแล้ว/ไม่ให้พบ

‘พีช’มารพ.เก้อ  หอบ2แสนบาทหวังจ่ายค่ารักษา  แห้วญาติเหยื่อจ่ายแล้ว/ไม่ให้พบ

‘พีช’มารพ.เก้อ หอบ2แสนบาทหวังจ่ายค่ารักษา แห้วญาติเหยื่อจ่ายแล้ว/ไม่ให้พบ

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“พีช” ควงนายกเบี้ยว รุดไปโรงพยาบาลหมายเข้าเยี่ยมลุง-ป้า คู่กรณีขับรถปาดหน้าจนได้รับบาดเจ็บ หอบเงินสด 2 แสนบาท หวังจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ แต่กลับไปเก้อ เพราะญาติเหยื่อจ่ายค่ารักษาเรียบร้อยแล้ว แถมปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม เจ้าตัวเขียน จม.ขอโทษซ้ำฝากพยาบาลแจ้งคู่กรณีขอให้หายดีเป็นปกติ

เมื่อวันที่ 20เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่นายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ หรือพีช อายุ 28 ปี บุตรชายของนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกฯเบี้ยว อดีตนายกเทศมนตรี ต.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ขับรถยนต์หรูยี่ห้อบีเอ็มดับบลิว ป้ายแดง ปาดหน้ารถกระบะ เป็นเหตุให้ลุงกับป้า คนขับและนั่งมากับรถกระบะ ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนกาญจนาภิเษก บางนา-บางปะอิน กม.22 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 16เมษายนที่ผ่านมา ว่าที่โรงพยาบาลบางปะกอก-รังสิต 2 นายกฤษฎาหรือนายกฯเบี้ยว พร้อมด้วย นายสมิทธิพัฒน์ หรือพีช และนายสิทธิโชค มหาเวก หรือ สท.ใหม่ เดินทางมายังโรงพยาบาลดังกล่าว พร้อมกับนำเงินสด 200,000 บาท เพื่อมาทำเรื่องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับลุงและป้า คู่กรณี

ทั้งนี้ เมื่อเดินทางมาถึงแล้ว นายกฯเบี้ยวและนายสมิทธิพัฒน์ได้แสดงความจำนงจะขอขึ้นไปเยี่ยมลุงกับป้า แต่ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ได้ประสานไปยังลุงกับป้า หรือผู้ป่วย ว่าสะดวกจะให้เข้าเยี่ยมหรือไม่ ซึ่งฝ่ายลุงกับป้า ไม่พร้อมที่จะให้พบหรือเข้าเยี่ยม จึงไม่สามารถอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ อย่างไรก็ตาม นายสมิทธิพัฒน์ ได้ทำจดหมาย ที่เขียนถึงลุงกับป้า ภายหลังหอบเงินสด 2 แสนบาท เพื่อหวังจะจ่ายค่ารักษาให้ แต่ญาติคู่กรณีจ่ายเองแล้ว โดยนายสมิทธิพัฒน์ ได้นำเงินสดจำนวนดังกล่าว ให้กับสื่อมวลชนดู ว่าต้องการจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อีกฝ่ายจริง แต่เมื่อตรวจสอบกับทางโรงพยาบาลจึงทราบว่าญาติลุงกับป้า จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว โดยค่ารักษาของลุง อยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ส่วนป้าประมาณ 50,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ครั้งแรกนายสมิทธิพัฒน์ตั้งใจจะฝากเงินสด 200,000 บาท ให้กับทางพยาบาล เพื่อนำไปให้ลุงกับป้า แต่ว่าทางพยาบาลไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องนำเงิน 200,000 บาทกลับไป ก่อนที่จะเขียนจดหมายซึ่งเป็นลายมือของตัวเอง ฝากไว้ให้ลุงกับป้ามีใจความว่า“ผม สมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ ได้เดินทางมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลกับทางคุณพ่อ ขอให้คุณลุงคุณป้า หายไวๆ นะครับ ผมขอโทษกับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยครับ วันนี้ผมเดินทางมาเยี่ยมคุณลุงคุณป้า แต่คุณลุงคุณป้ายังไม่อนุญาตให้เยี่ยม และผมได้นำเงินมาจะจ่ายค่ารักษา แต่ได้มีทางญาติคุณป้าและคุณลุงชำระค่าพยาบาลแล้วครับ ผมยินดีที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาล คุณลุงจนหายดีเป็นปกติ”

ทั้งนี้ หลังจากได้ฝากจดหมายให้กับพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด จึงพากันเดินทางกลับออกจากโรงพยาบาล โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

องค์กรต้านโกงจี้รบ.ตอบ5คำถามปมตึกสตง.ถล่ม ขีดเส้น28เมษายนต้องรู้ผล

องค์กรต้านโกงจี้รบ.ตอบ5คำถามปมตึกสตง.ถล่ม  ขีดเส้น28เมษายนต้องรู้ผล

องค์กรต้านโกงจี้รบ.ตอบ5คำถามปมตึกสตง.ถล่ม ขีดเส้น28เมษายนต้องรู้ผล

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์กรต้านโกงจี้รบ. ตอบ5คำถามปมตึกสตง.ถล่ม ขีดเส้น28เมษายนต้องรู้ผล ฉะชี้แจงล่าช้า-ไม่ชัดปมทุจริต กทม.รับเงินเยียวยาได้น้อยจริง เล็งถกปภ.ปรับเกณฑ์ช่วยเหลือ

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯเปิดจม.เปิดผนึกยื่น 5 คำถามจี้รบ.ตอบให้ชัดปม “ตึกสตง.” ถล่ม ขีดเส้นต้องได้คำตอบภายใน 28 เมษายนนี้ ซัดนายกฯชี้แจงช้า-ตอบไม่ชัดไร้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม ด้านรองผู้ว่าฯกทม.คาดการรื้อถอนซากตึกถล่มเสร็จทันตามกรอบที่วางไว้ พร้อมแจงปมเงินเยียวยา เหตุแผ่นดินไหวในกทม.ได้น้อยจริง เป็นเพราะต้องทำตามระเบียบหลักเกณฑ์ของ “ปภ.” เตรียมหารือเพื่อเปลี่ยนหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษแล้ว

เมื่อวันที่ 20เมษายน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกลงนามโดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ เรื่อง “ขอให้เร่งรัดและชี้แจงความคืบหน้ากรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ถล่ม” ผ่านเฟซบุ๊กเพจองค์กรเมื่อ 19 เมษายนที่ผ่านมา กรณีนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงหลังเกิดเหตุไปแล้ว 3 สัปดาห์ ทั้งช้าและไม่ชัดเจนในรายละเอียด จึงเสนอ 5 ข้อเรียกร้องที่จะรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นความโปร่งใสในการตรวจสอบและการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชี้แจงต่อประชาชนและสังคมโลกภายใน 28 เมษายน หรือ 1 เดือนนับจากเกิดเหตุ

ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกดังกล่าว มีสาระสำคัญว่า “..องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอขอบคุณที่ในที่สุดรัฐบาลออกมาชี้แจงมาตรการ ตรวจสอบและลงโทษกรณีตึกสตง. แห่งใหม่ถล่ม เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 แม้ว่าประชาชนทั้งประเทศ รู้สึกผิดหวังกับการที่นายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงหลังจากเกิดเหตุไป แล้ว 3 สัปดาห์ และที่ตอกย้ำความผิดหวังมากที่สุดคือ คำแถลงดังกล่าวไม่ได้มีอะไรที่แสดงถึงความตระหนกตกใจ ถึงประเด็นการโกงกินที่ส่งผลถึงชีวิตที่สูญเสียและเงินภาษีที่สูญหายไปในพริบตา เป็นเพียงคำแถลงให้ตรวจสอบโดยไม่มีการกล่าวถึงระยะเวลาที่ต้องสรุปข้อเท็จจริงให้กับสังคมโลก

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯจึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ได้โปรดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาคำตอบให้ชัดเจน ตามข้อสงสัยดังนี้ 1.การออกแบบถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ และใครเป็นคนรับผิดชอบ2.การควบคุมงาน ใครเป็นวิศวกรและสถาปนิกผู้ควบคุมงานที่แท้จริง และมีการตรวจสอบวัสดุที่ใช้เป็น ประจำหรือไม่ (ในสัญญาควบคุมงานระบุว่า ต้องตรวจสอบวัสดุกี่ครั้ง/อย่างไร และได้มีการทำตามขั้นตอนหรือไม่/ อย่างไร) ต้องหาคนรับผิดชอบมาลงโทษตามกฎหมาย

3.ผู้รับเหมาได้ทำงานผิดพลาดในการก่อสร้าง หรือไม่/อย่างไร ทั้งวิธีการทำงานและวัสดุที่ใช้ และบทลงโทษคืออะไร 4.การที่อาคารถล่มเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันหรือไม่/อย่างไร ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องนำตัวมาลงโทษ 5.การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ให้เกิดการคอร์รัปชัน ใครเป็นคนรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

“องค์กรฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีจะเร่งรัดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และให้ได้คำตอบที่ชัดเจนภายในวันที่ 28 เมษายน 2568 หรือ 1 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน และเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น ในภาคราชการ อันจะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ในการบริหารงานของประเทศต่อไป”

จดหมายดังกล่าวระบุด้วยว่า ด้วยเพราะกรณีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณ แต่ยังส่งผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียแก่ชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จึงได้ทำแบบสำรวจสอบถามรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนพบว่าประชาชนร้อยละ 98 เห็นว่ากรณีดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน ดังนั้นการที่รัฐบาลและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากประชาชน จำเป็นต้องออกมาชี้แจงรายงานผลการตรวจสอบที่เป็นทางการอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันมิให้เกิดการคาดเดา เกิดข่าวลือที่มีแต่จะสร้างความเสียหายต่อรัฐบาล และ(สตง.

ที่กองอำนวยการร่วม รศ.ทวิดา กมลเวช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร และนายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมแถลงความคืบหน้าการรื้อถอนซากอาคาร สตง.

โดยนายสุริยชัยเผยว่า ปฎิบัติการรื้อถอนตึก และค้นหาร่างผู้สูญหายเมื่อวันที่ 19 เมษายน เจ้าหน้าที่เก็บกู้ชิ้นส่วนผู้สูญหายได้ 18 ชิ้น และทรัพย์สิน รวมถึงอุปกรณ์การทำงานของผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ในส่วนการลดระดับความสูงของตึกที่ถล่ม ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. บริเวณโซน B และ C อยู่ที่ 9.81 เมตร โซน A และ D อยู่ที่ 11.51 เมตร รถบรรทุกวิ่งขนวัสดุรวม 242 เที่ยว

สำหรับแผนปฎิบัติการวันนี้คือจะดําเนินการต่อเนื่องทั้ง 4 โซน โดยเน้นขนวัสดุออกจากโซน C ปรับใช้รถขนาดเล็ก 6 ล้อ ของกทม. เนื่องจากมีความคล่องตัวกว่ารถคันใหญ่เพราะถนนค่อนข้างแคบโดยนําไปเสริมรวมกับรถทหารซึ่งจะทําให้วิ่งได้จํานวนเที่ยวมากขึ้น ส่วนโซน B มีการขุดด้านข้างไปถึงจุดที่ทีมนานาชาติเคยแจ้งว่าพบสัญญาชีพแล้วเหลือเพียง 1 เมตร โดยมีเป้าหมายจะเข้าถึงให้ได้ภายในวันนี้ ขณะนี้ทุกอย่างยังอยู่แผนงานที่กำหนดไว้

รศ.ทวิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เก็บตัวอย่าง DNA จากญาติผู้สูญหายได้แล้ว 97 ราย ส่วนการหาผู้สูญหายนั้น ยังทำอยู่ต่อเนื่อง ส่วนการรื้อถอนซากอาคาร ถึงแม้ว่าจะมีการหยุดการใช้เครื่องจักรในการรื้อถอนเป็นระยะ เนื่องจากการเจอชิ้นส่วน อาจทําให้ล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากต้องใช้ความละเอียดมากขึ้นแต่เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าจะให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนเมษายน แต่อาจจะบวกลบเล็กน้อย ส่วนเรื่องการรวมร่างให้สมบูรณ์จากชิ้นส่วนที่พบนั้น ยอมรับว่า อาจไม่ครบถ้วนเนื่องจากแรงกระแทกทําให้กระดูกแหลกหรือการย่อยสลายของชิ้นส่วนเพราะผ่านระยะเวลามาค่อนข้างนานแต่จะทําให้สมบูรณ์มากที่สุด โดยจะหยุดค้นหาจนกว่าทุกอย่างจะเป็นศูนย์

รองผู้ว่าฯกทม.กล่าวต่อว่า ส่วนแผนการจราจรในพื้นที่ หลังผู้ประกอบการร้านค้า บริเวณฝั่งที่มีการปิดถนน จะเข้าพูดคุยและหารือถึงแนวทางเปิดทางสัญจรร่วมกับสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อและผู้ประกอบการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้ แต่ไม่สามารถเปิดพื้นที่การจราจรได้ทั้งหมด เนื่องจากในพื้นที่ยังต้องดำเนินภารกิจรื้อถอนซากอาคารถล่ม รวมถึงยังต้องมีทีมแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมอยู่ในพื้นที่

สำหรับประเด็นเรื่องเงินค่าช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้เสียหายได้รับเงินเป็นจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมนั้น รองผู้ว่าฯกทม.เผยว่า การเยียวยาเป็นไปตามระเบียบตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เบื้องต้นให้เป็นค่าวัสดุซ่อมแซม กรณีที่ไม่ได้เสียหายทั้งหลัง แต่ยังต้องส่งเจ้าหน้าที่สำนักโยธา สำนักงานเขต เข้าไปตรวจสอบและผ่านการประเมินจากวิศวกรอีกครั้ง เพื่อขอประเมินความเสียหาย ประสานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อของบประมาณช่วยเหลือ

ส่วนการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาเป็นกรณีพิเศษนั้น ทางกรุงเทพมหานคร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเสนอในสภา วันที่ 21 เมษายน อาจต้องใช้เวลาพิจารณา

‘ธรรมนัส’ลุยเอง นำทัพปราศรัยเมืองคอน ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมสส.

‘ธรรมนัส’ลุยเอง  นำทัพปราศรัยเมืองคอน  ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมสส.

‘ธรรมนัส’ลุยเอง นำทัพปราศรัยเมืองคอน ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมสส.

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โฆษก“กล้าธรรม”เผย“ธรรมนัส” เตรียมนำทัพใหญ่ เปิดเวทีปราศรัยช่วย“ก้องเกียรติ”สู้เลือกตั้งซ่อม สส.เมืองคอน 25 เมษายน วอนขอโอกาสเข้าไปเป็นปากเสียงในสภาฯ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช หลังจากศาลตัดสินให้ใบแดง นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี และจ่ายค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง 8.4 ล้านบาท ซึ่งกกต.กำหนดเลือกตั้งในวันที่ 27 เมษายนนี้ว่า ยังเลือเวลาอีก 7วันเท่านั้น โดยมีผู้สมัครจาก 6พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายไสว เลื่องสีนิล หมายเลข 1 จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสามีนางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ หมายเลข 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐกิตต์ อยู่ด้วง-ปรีชา หมายเลข 3 จากพรรคประชาชน ว่าที่ ร.ต.กวี ไกรทอง หมายเลข 4 จากพรรคพร้อม นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หมายเลข 5 จากพรรคกล้าธรรม และ นายพิษณุ รสมาลี หมายเลข 6 จากพรรคทางเลือกใหม่

ล่าสุดพบว่า ผู้สมัครทุกคนลงพื้นที่อย่างเต็มที่ เคาะประตูบ้าน แนะนำตัว พูดคุยกับชาวบ้าน แจกบัตรเล็ก ปิดป้ายหาเสียง แห่รถโฆษณาประชาสัมพันธ์ กันทุกพื้นที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดย นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่เหลือร่วมสร้างอุดมการณ์ในการหาเสียง เนื่องจากพบข้อมูลเรื่องทุจริตการเลือกตั้งซ่อมในเขต 8 นครศรีธรรมราช ของ 2 พรรคการเมืองอีกแล้ว นายชินวรณ์ โพสต์อีกว่า“จ่ายหัวคะแนนใหญ่คนละ30,000บาท หัวคะแนนระดับหมู่บ้านคนละ 20,000 บาท หัวคะแนนที่ทำบัญชีรายชื่อคนละ 10,000 บาท เพื่อให้ไปจ่ายซื้อเสียง 50 คน คนละ 1,000 บาท มีหลักฐานระดับหนึ่งแล้ว ผมขอให้นักการเมืองที่เป็นผู้สมัครทุกคนสู้กันด้วยอุดมการณ์ ไม่อยากเห็น กกต.ให้ใบแดงรอบสองครับ”

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับผมเดินหน้าการเมืองสุจริตต่อไป ยุทธศาสตร์เดินเท้าเคาะประตูบ้าน และจะระดมขุนพลพรรคประชาธิปัตย์มาช่วยปราศัยเวทีใหญ่ ณ หน้าที่ว่าการอำเภอพิปูน ในวันที่ 21 เมษายน 68 และหน้าที่อำเภอฉวาง ในวันที่ 24 เมษายน 68 เวลา 16:30 น.เป็นต้นไป ประกอบด้วย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน และท่านชวน หลีกภัย สำหรับท่านชวน กรุณาจะมาร่วมเดินลงหมู่บ้านวันที่ 21-22เมษายน ด้วยครับ ผมเชื่อมั่นและศรัทธาในพี่น้องอำเภอฉวาง ช้างกลาง นาบอน พิปูน ว่าจะลุกขึ้นมาสั่งสอนนักการเมืองทุจริตและใช้เงินสกปรกอีกครั้งหนึ่งครั้ง

ด้าน นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะโฆษกพรรค เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 25 เม.ย.2568 พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต 1 ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมและศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ช่วยนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ๊กโอ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส. นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคกล้าธรรม หมายเลข 5 รณรงค์หาเสียง ณ สนามที่ว่าการอำเภอช้างกลาง เวลา 17.00น.

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรมมั่นใจว่า เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรค จะได้รับความสนใจจากประชาชนชาวอำเภอช้างกลาง และพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมฟังการปราศรัยครั้งนี้จำนวนมาก ส่วนการประชาสัมพันธ์หาเสียงในขณะนี้ สส.ของพรรคกล้าธรรม ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของนายก้องเกียรติทั้ง 24 คน ได้เดินหน้าช่วยผู้สมัครของพรรคลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และขอโอกาสให้คนที่กล้าทำ ทำเป็น เข้าไปรับใช้พ่อแม่พี่น้อง จ.นครศรีธรรมราช เขต8 ในการหาเสียงกว่า 10 วันที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมขอขอบคุณชาว จ.นครศรีธรรมราช ทุกท่านที่ให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น และขอให้ทุกท่านสนับสนุนเลือกผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ในวันอาทิตย์ที่ 27เม.ย.ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแก้ปัญหาของชาวนครฯ ในสภาผู้แทนราษฎรด้วย

‘ธรรมนัส’ลุยช้างกลาง ปูพรมหาเสียงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ เขต 8

'ธรรมนัส'ลุยช้างกลาง ปูพรมหาเสียงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ เขต 8

‘ธรรมนัส’ลุยช้างกลาง ปูพรมหาเสียงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ เขต 8

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.12 น.

“ธรรมนัส”ลุยช้างกลาง ปูพรมหาเสียงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ เขต 8 การันตี”ก้องเกียรติ”ใจนักเลง-คำไหนคำนั้น พร้อมเป็นตัวแทนกล้าธรรมดูแลทุกข์สุขประชาชน

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 พรรคกล้าธรรม (กธ.) นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต 1 ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย สส.พรรคกล้าธรรม อาทิ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส และรองหัวหน้าพรรค , นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรค , นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา ลงพื้นที่ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้กับ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ๊กโอ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 จากพรรคกล้าธรรม หมายเลข 5

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า ตนรู้จักกับนายก้องเกียรติ หรือ น้องโอ มาสักระยะหนึ่ง ผ่านการแนะนำของ นายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว หรือ กำนันศักดิ์ อดีตนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี และ สส.กฤต จึงได้รู้ว่า เด็กคนนี้เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ไม่ใช่นักเลง แต่ใจนักเลง นี่คือคนของพรรคกล้าธรรม ที่ผ่านมาตนมีประสบการณ์ทางการเมืองมาทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า ตนเชื่อมั่นว่ามองคนออก ใครเหมาะที่จะมาทำหน้าที่นักการเมืองระดับชาติ เพราะคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ทำเพียงแค่พูดในสภาฯ เป็นอย่างเดียว จะต้องมีปาก มีเสียง ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องในพื้นที่ ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำแล้ง ต้องเข้าถึงให้ความช่วยเหลือ ตอนหาเสียงไปไหว้ประชาชน หากได้รับความไว้วางใจและโอกาสก็อย่าห่างเหินชาวบ้านอย่างเด็ดขาด นี่คือลักษณะพิเศษของคนที่จะมาเป็น สส.

“ที่ผ่านมาผมเห็นนายก้องเกียรติทำหน้าที่ สจ.ผมก็ต้องทำการบ้านว่า เด็กคนนี้ที่จะมาอยู่กับเรา สามารถปักธงที่ จ.นครศรีธรรมราช เขต 8 ได้หรือไม่ คนที่จะมาเป็นตัวแทนของพรรคกล้าธรรม เป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้ตนมั่นใจว่าคนๆ นี้ได้ผ่านการกลั่นกรองมาหลายขั้นตอนแล้ว และผมกล้าการันตีว่า เด็กคนนี้จะเป็นตัวแทนให้กับพ่อแม่พี่น้องชาว อ.ฉวาง , อ.พิปูน , อ.ช้างกลาง และ อ.นาบอน ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ถึงแม้ตนจะเกิดที่ จ.พะเยา แต่ตอนเด็กๆ ตนเคยย้ายตามพ่อที่ไปรับราชการที่ จ.นราธิวาส และใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ที่นั่น จนทุกวันนี้ตนก็ยังมีบ้านอยู่ที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ดังนั้น เลือดของความเป็นคนใต้ ตนไม่แพ้กับคนที่เกิดในภาคใต้แน่นอน และตนรู้ดีว่าคนใต้ต้องการอะไร ซึ่งตนมีพรรคพวกเป็นคนใต้จำนวนมาก ตนชอบคบกับคนใต้ เพราะคนใต้มีความจริงใจไม่โกหก กล้าตัดสินใจ ไม่ต้องพูดเยอะ

“นักการเมืองคือขี้ข้าประชาชน ไม่ใช่เจ้านายประชาชน หลายคนมองว่าผมเป็นนักเลง เป็นคนสีเทา ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่ แต่ผมใจนักเลง พูดคำไหนคำนั้น ถ้าบอกว่าช่วยก็ต้องช่วยให้ได้ คุยกันด้วยความจริงใจ พื้นที่ๆ ผมยืนพูดอยู่ตรงนี้คือวัด เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ จะมาพูดอะไรลอยๆ โกหกชาวบ้านไม่ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย

– 006

ถอยเถอะน้อง! ‘พี่เต้’เตือน’กัน จอมพลัง’ควรรักษาชีวิตไว้

ถอยเถอะน้อง! 'พี่เต้'เตือน'กัน จอมพลัง'ควรรักษาชีวิตไว้

ถอยเถอะน้อง! ‘พี่เต้’เตือน’กัน จอมพลัง’ควรรักษาชีวิตไว้

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.17 น.

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ฝากถึงน้อง กัน จอมพลัง ถอยเถอะน้อง นายใหญ่ สั่ง พี่ชายนายมาแล้ว นายไม่ถอย มัวเชื่อ fc มาก จำบทเรียนของทนายตั้ม ไว้ เคยดังขีดสุด fc ช่วยไม่ได้นะ คดีจะมาเพียบ”

จากนั้น นายมงคลกิตติ์ ยังได้โพสต์อีกว่า “ที่เตือน เพราะรักและห่วงใย น้องเป็นคนดีมาก แต่ควรรักษาชีวิตไว้ดูแลครอบครัวและประชาชนท่านอื่นๆ พี่รู้นิสัยนักการเมือง….ดี เขาจะเตือนครั้งเดียว พี่น้องเขาไม่สน เขาสนอำนาจอย่างเดียว

‘ธนกร’เผย’สส.รทสช.’แท็คทีมลงพื้นที่ช่วยปชช. พร้อมหนุนสภาฯผ่านงบฯปี 69

'ธนกร'เผย'สส.รทสช.'แท็คทีมลงพื้นที่ช่วยปชช. พร้อมหนุนสภาฯผ่านงบฯปี 69

‘ธนกร’เผย’สส.รทสช.’แท็คทีมลงพื้นที่ช่วยปชช. พร้อมหนุนสภาฯผ่านงบฯปี 69

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

“ธนกร”เผย”สส.รทสช.”แท็คทีมลงพื้นที่ช่วยประชาชน พร้อมหนุนสภาฯผ่านงบฯปี 69 ชี้เป็น กฎหมายการเงินสำคัญในการบริหารประเทศ มั่นใจไม่มีเหตุสะดุด

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า แม้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ สส.และอดีต สส.ของพรรคยังคงลงพื้นที่รับเรื่องราวความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำเข้าสู่การหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ปัญหาภัยแล้ง ราคาพืชผลการเกษตร หนี้ครัวเรือน และการสร้างงานสร้างอาชีพ ฯลฯ

ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนหน้า จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 คาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 28 – 30 พฤษภาคม 2568 นี้ ซึ่งจะเป็นการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญฯ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่ง สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้ง 36 คน พร้อมร่วมพิจารณาและสนับสนุนร่างงบฯ ปี 69 เพราะถือเป็นกฎหมายการเงินที่สำคัญสำหรับการใช้งบประมาณบริหารประเทศ ช่วยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ลงไปในทุกกระทรวงเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เกิดความต่อเนื่อง

“แม้ว่าในพรรคร่วมรัฐบาลจะมีบางเรื่องที่มีความเห็นที่ต่างกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ได้มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีนั้น มั่นใจว่า สส.ทุกคนในพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อจะเห็นการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะทำให้สะดุด” นายธนกร กล่าว

‘วิสุทธิ์’อ้างฟังเสียงชาวบ้านเริ่มเข้าใจ ไม่ค้าน‘กม.กาสิโน’

‘วิสุทธิ์’อ้างฟังเสียงชาวบ้านเริ่มเข้าใจ ไม่ค้าน‘กม.กาสิโน’

‘วิสุทธิ์’อ้างฟังเสียงชาวบ้านเริ่มเข้าใจ ไม่ค้าน‘กม.กาสิโน’

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.14 น.

‘วิสุทธิ์’อ้างฟังเสียงชาวบ้านเริ่มเข้าใจ ไม่ค้าน‘กม.กาสิโน’

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีหลายฝ่ายมองนโยบายเรือธงแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้า ทั้งโครงการดิจิทัลวอลเลตที่ไม่ตรงปก หรือนโยบายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ก็ถูกต่อต้านหนัก ถือเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาปรับครม.หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไม่เกี่ยวกับการปรับครม. ขณะนี้ประชาชนเริ่มเข้าใจมากขึ้น หลังจากสส.ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจเรื่องสถานบันเทิงครบวงจร กระแสเริ่มดีขึ้น ถ้าประชาชนเข้าใจมากขึ้น ก็มีแนวโน้มไปต่อได้

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่ได้คุยกับชาวบ้านในพื้นที่ เขาก็ไม่ขัดขวาง แค่อยากรู้รายละเอียดนโยบาย ชาวบ้านเข้าใจว่าต้องหาเงินเข้าประเทศ อยากให้ประเทศมีรายได้เพิ่ม ส่วนหลังเปิดประชุมสภาสมัยหน้าจะผลักดันร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ทันทีหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน ขณะนี้พยายามเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน เท่าที่ลงพื้นที่ได้ยินมากับหูของตัวเอง ประชาชนไม่ได้คัดค้าน ไม่ต้องกังวล

‘วิสุทธิ์’ปัดดีลปรับครม.แลกเก้าอี้‘พท.-ภท.’ ชี้เป้า‘กระทรวงค้าขาย’อาจโดน

‘วิสุทธิ์’ปัดดีลปรับครม.แลกเก้าอี้‘พท.-ภท.’ ชี้เป้า‘กระทรวงค้าขาย’อาจโดน

‘วิสุทธิ์’ปัดดีลปรับครม.แลกเก้าอี้‘พท.-ภท.’ ชี้เป้า‘กระทรวงค้าขาย’อาจโดน

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.46 น.

‘วิสุทธิ์’ปัดดีลปรับครม.แลกเก้าอี้‘พท.-ภท.’ ชี้เป้า‘กระทรวงค้าขาย’อาจโดน

20 เมษายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. ภายหลังผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า ได้ยินแต่ข่าวจากสื่อ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ในพรรคเพื่อไทยยังไม่มีการเคลื่อนไหว หรือหารือเรื่องปรับครม. ให้เป็นอำนาจของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลตัดสินใจ

ส่วนกระแสข่าวปรับครม.ที่พรรคเพื่อไทยจะเปิดดีลแลกกระทรวงกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายวิสุทธิ์ กล่วว่า ไม่ทราบเป็นจริงหรือไม่ แต่นายกฯ และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ทุกอย่างให้เป็นอำนาจนายกฯ พรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยจะขอกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย กลับมาดูเอง เพื่อชิงความได้เปรียบในการคุมเลือกตั้ง นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่เคยได้ยิน ส่วนตัวไม่รู้ว่า มีความจำเป็นหรือไม่ ต้องนำกระทรวงมหาดไทยกลับมาดูแลเอง เพราะทุกวันนี้ก็ยังทำงานได้อยู่

นายวิสุทธิ์ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับครม.ในทีมเศรษฐกิจ ว่า เป็นไปได้ เท่าที่คุยกับสส.มีเสียงสะท้อนแสดงความเป็นห่วงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ อยากให้มีการแก้ไข โดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวกับการค้าขาย ที่เป็นห่วงในส่วนสินค้าเกษตร แต่คนตัดสินใจคือนายกฯ