โพลชี้หลังสงกรานต์ปชช.หวั่นไหวต่อศก. แต่ยังเชื่อมั่นนายกฯ-ศรัทธาตร.

โพลชี้หลังสงกรานต์ปชช.หวั่นไหวต่อศก. แต่ยังเชื่อมั่นนายกฯ-ศรัทธาตร.

โพลชี้หลังสงกรานต์ปชช.หวั่นไหวต่อศก. แต่ยังเชื่อมั่นนายกฯ-ศรัทธาตร.

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.31 น.

โพลชี้หลังสงกรานต์ในสายตาคนไทย หวั่นไหวต่อเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมั่น นายกฯ – ศรัทธาในตำรวจยังมั่นคง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในสายตาของประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวมจำนวนตัวอย่างในการวิเคราะห์ทางสถิติทั้งสิ้น 1,215 ราย ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 – 19 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

เมื่อสอบถามถึงดัชนีความสุขคนไทยหลังสงกรานต์ พบว่า จำนวนมากหรือร้อยละ 40.7 กลับมารู้สึกทุกข์เหมือนเดิม ถึง ทุกข์มากขึ้น เพราะ เศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีงานทำ สุขภาพไม่ดี มีปัญหาครอบครัว ยาเสพติด มลพิษ ความวุ่นวายการเมือง และความไม่ปลอดภัย ในขณะที่ ร้อยละ 24.8 รู้สึกกลาง ๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เพราะไม่เห็นมีอะไรดี ทรง ๆ มีขึ้น ๆ ลง ๆ ยังมองไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร เป็นต้น และร้อยละ 34.5 มีความสุข เหมือนเดิม ถึง เพิ่มขึ้น เพราะ ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว การงานอาชีพดี ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เพื่อนดีเป็นกัลยาณมิตร ทำบุญเข้าวัด สมาธิวิปัสสนา เป็นต้น สะท้อนว่าแม้วันหยุดเทศกาลสงกรานต์จะช่วยฟื้นฟูจิตใจบางส่วน แต่ความทุกข์จากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมยังคงหนักหน่วงในมุมมองประชาชน

ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกปลอดภัย และ รู้สึกตื่นตกใจต่อคนหรือเจ้าหน้าที่รัฐติดอาวุธ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.2 รู้สึก ตกใจ และ ไม่เชื่อมั่น ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเห็นกลุ่มคน ขบวนการออกมาคุกคามประชาชนและก่อความไม่สงบในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.4 รู้สึก “ปลอดภัย” รู้สึกอุ่นใจ เมื่อเห็น “ตำรวจ” ออกตรวจตรา หรืออยู่ในที่เกิดเหตุ ร้อยละ 60.5 รู้สึก เชื่อมั่น เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่รัฐออกมาชี้แจงข้อสงสัยได้ดีมีเยียวยาความเสียหาย ร้อยละ 57.8 รู้สึก ปลอดภัย สบายใจ เมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐออกให้บริการอำนวยความยุติธรรม และร้อยละ 54.1 รู้สึก ตื่นตกใจ เมื่อเห็นทหาร หรือ คนแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่รัฐออกมาถืออาวุธ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “ศรัทธา” ของประชาชนต่อรัฐ ไม่ได้ขึ้นกับอาวุธหรืออำนาจ แต่ขึ้นอยู่กับ “พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ” และ “การสื่อสาร” มากกว่า อย่างไรก็ดี ผลสำรวจสะท้อนด้วยว่า “ตำรวจ” ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความมั่นใจในระดับปฏิบัติการจริง โดยเฉพาะเมื่อตำรวจทำหน้าที่เชิง “ผู้พิทักษ์” ที่ให้บริการประชาชนอย่างใกล้ชิด

ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อสอบถามถึง ความหวาดกลัวต่อ ภัยเศรษฐกิจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.9 กลัวเงินไม่พอใช้ กลัวเศรษฐกิจแย่ ข้าวของราคาแพง ค้าขายไม่ดี ร้อยละ 75.2 กลัวเงินออม เงินเก็บ ลดลง กลัวเงินหมด ร้อยละ 62.2 กลัวนโยบายรัฐบาลทำไม่ได้จริง กลัวนโยบายรัฐมีผลต่อเงินในกระเป๋า ร้อยละ 61.8 กลัวสงครามการค้าโลก กลัวราคาน้ำมันพุ่ง กลัวภาษี และร้อยละ 53.5 กลัวตกงาน กลัวถูกลดเงินเดือน กลัวถูกลดชั่วโมงทำงาน ตามลำดับ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชิงปากท้อง ยังเป็นความกังวลอันดับหนึ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด นี่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่คือความทุกข์ของชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นจริงในตลาดสด ที่ทำงาน และที่บ้าน นอกจากนี้ ยังสะท้อน “ความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน” ที่กำลังลามจากภาวะเงินไม่พอใช้ ไปสู่ความกลัวว่าจะไม่มี “กันชน” ป้องกันตนเองในอนาคต แสดงให้เห็นว่า ประชาชนกำลังเข้าสู่ “โหมดของการเอาตัวรอด” มากกว่า “การลงทุนเพื่อชีวิต” ดังนั้น การปรับตัวของประชาชน การออกนโยบายรัฐบาลใหม่ ๆ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นศรัทธาและลดความหวาดกลัวต่อภัยเศรษฐกิจของประชาชน

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าสนใจคือ ความนิยมต่อนายกรัฐมนตรี ผลสำรวจของซูเปอร์โพล พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.3 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุดต่อนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพราะนโยบายตอบโจทย์ช่วยเหลือคนรายได้น้อย แก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นผู้หญิงคนรุ่นใหม่ เก่ง ทำงานเร็ว ได้บารมีจากพ่อ ภาพลักษณ์ส่วนตัว รักครอบครัว ดูดีมีสง่า คิดอ่านพูดทันสมัย สื่อสารตรงประชาชน และปรับตัวเก่ง เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 24.8 เชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลย เพราะ ขาดประสบการณ์ เป็นเครือข่ายตระกูลการเมือง ยังไม่เห็นผลงานชัดเจน มีหลุดอารมณ์ดูไม่ดี กังวลผลของนโยบายบางอย่าง ยังไม่เด็ดขาด และเห็นแก่พวกพ้อง เป็นต้น และร้อยละ 14.9 ไม่มีความเห็น

“ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า นางสาวแพทองธารได้รับแรงสนับสนุนในระดับที่มั่นคง แต่ไม่ใช่ไร้ข้อท้าทาย โดยเฉพาะจากกลุ่มที่เฝ้าจับตามองด้วยความระแวดระวัง ปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่น: ผู้นำรุ่นใหม่ ผู้หญิงเก่ง และสื่อสารตรงใจประชาชน เหตุผลที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่น ได้แก่ ภาพลักษณ์ของ “คนรุ่นใหม่” ที่เก่ง ทำงานเร็ว และพูดจาทันสมัย เป็น “ผู้หญิง” ที่สะท้อนความนุ่มนวลและเข้าถึงได้ ในขณะที่ยังแสดงออกถึงความสามารถ นโยบายที่ประชาชนมองว่า “ตอบโจทย์คนรายได้น้อย” และ “ช่วยเศรษฐกิจฐานราก” การสื่อสารที่ “ตรงไปตรงมา” และการปรับตัวเก่งในสถานการณ์ใหม่ ๆ นี่คือ สูตรผสมระหว่างภาพลักษณ์กับเนื้อหาทางนโยบาย ที่ทำให้เธอกลายเป็น “ความหวังใหม่” ของประชาชนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ” ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าว

รัฐบาลเปิด 5 มาตรการช่วยเอสเอ็มอี ฝ่าวิกฤตกำแพง‘ภาษีทรัมป์’

รัฐบาลเปิด 5 มาตรการช่วยเอสเอ็มอี ฝ่าวิกฤตกำแพง‘ภาษีทรัมป์’

รัฐบาลเปิด 5 มาตรการช่วยเอสเอ็มอี ฝ่าวิกฤตกำแพง‘ภาษีทรัมป์’

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

รัฐบาลเดินหน้าเต็มสูบ เปิด 5 มาตรการบรรเทาผลกระทบ‘ภาษีสหรัฐ’ หนุน SMEs ไทยฝ่าวิกฤตส่งออก

20 เมษายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ( EXIM BANK ) ออก 5 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ โดยข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำนวน 3,700 รายจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 7,634 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ 5 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ดังกล่าว มีดังนี้

1. จัดตั้งคลินิกผู้ประกอบการ (Export Clinic) เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ ทั้งผู้นำเข้าและส่งออกที่ได้รับผลกระทบ โดยสนับสนุนทางการเงิน ด้วยมาตรการเยียวยาผ่านการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน รวมถึงมาตรการเสริมสภาพคล่องและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

2.ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการผ่านช่องทางการติดต่อของธนาคาร รวมทั้งให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาษีแบบตอบโต้ ตลอดจนผลกระทบและแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ

3. สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ขยายตลาดไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ในการนี้ EXIM BANK มีสินเชื่อเพื่อการร่วมงานแสดงสินค้า และสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการส่งออก พร้อมเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ส่งออกไทยด้วยการให้ความคุ้มครอง 75% ของมูลค่าความเสียหายกรณีผู้ซื้อในต่างประเทศไม่ชำระเงินค่าสินค้า

4.สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยมิให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ ตามแนวนโยบายของรัฐบาลในระยะถัดไป

5. สนับสนุนผู้ประกอบการไทยไปลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐฯ ซึ่งในปี 2567 ไทยมีมูลค่าส่งออก 300,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 18% ของมูลค่าส่งออกรวม เป็นการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ หรือคิดเป็นมูลค่า 54,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำนวน 3,700 รายจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 7,634 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลังเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตอย่างมั่นคงในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

‘สว.วีระพันธ์-ไชยยงค์’วางสเปค ‘ปธ.กมธ.เอนเตอร์เทนเมนต์ฯ สภาสูง’ต้องเป็นกลาง

‘สว.วีระพันธ์-ไชยยงค์’วางสเปค ‘ปธ.กมธ.เอนเตอร์เทนเมนต์ฯ สภาสูง’ต้องเป็นกลาง

‘สว.วีระพันธ์-ไชยยงค์’วางสเปค ‘ปธ.กมธ.เอนเตอร์เทนเมนต์ฯ สภาสูง’ต้องเป็นกลาง

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.41 น.

‘สว.วีระพันธ์-ไชยยงค์’วางสเปค ‘ปธ.กมธ.เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ สภาสูง’ ต้องเป็นกลาง ไร้สีเสื้อ ยังเห็นต่าง เชิญ ‘พรรคการเมือง’ แสดงจุดยืนปมร้อน ‘กาสิโนถูกกฎหมาย’

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ได้นัดประชุมครั้งแรก ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ เวลา10.30น. เพื่อเลือกกรรมาธิการในตำแหน่งต่างๆ รวมถึงวางกรอบการทำงาน

ทั้งนี้นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตำแหน่งต่างๆ ในกมธ. ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่สว.ซึ่งเป็นกมธ.จะพิจารณาเลือก ส่วนตัวมองว่าคนที่จะทำหน้าที่ประธานกมธ. ต้องไม่มองประเด็นนี้เป็นเรื่องการเมือง แต่ต้องเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้นเมื่อการทำงานของ กมธ.ไม่ใช่เรื่องการเมือง คนที่เหมาะทำหน้านี้ ไม่ควรเป็นผู้นำที่นำประเด็นเป็นเรื่องทางการเมือง เบื้องต้นชื่อที่ตนได้ยินมา คือผู้ที่มีตำแหน่ง สว. มีความเป็นกลาง น่าเคารพ และไม่มีสีเสื้อ

นายวีระพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการวางกรอบศึกษาของกมมธ. นั้น กลุ่มของตนมองว่าโจทย์หลักคือหากการเปิดบ่อนถูกกฎหมายจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้หรือไม่ หากมีบ่อนหรือพนันออนไลน์ถูกกฎหมายจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร รวมไปถึงต้องมองในแง่ของการแข่งขัน ภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบต่อสังคม ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งแง่การค้า อาชญากรรม สุขภาพ ครอบครัว เยาวชน 

เมื่อถามถึงข้อเสนอต่อการให้หัวหน้าพรรคการเมืองแสดงจุดยืนต่อนโยบายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ใน กมธ.ของวุฒิสภา นายวีระพันธ์ กล่าวว่า  ตนมองว่าไม่จำเป็น เพราะต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ความเห็นทางการเมือง

ด้านนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. กล่าวว่า ในการเลือกตำแหน่งต่างๆ ของกมธ. จะใช้เวทีการประชุมนัดแรกเพื่อหารือร่วมกันก่อน เพราะกมธ.ชุดดังกล่าวมีสัดส่วนคนนอก รวมถึงกมธ.ที่มาจากทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะกลุ่มสีน้ำเงินเท่านั้น ตนมองว่าตำแหน่ง ประธานกมธ.ที่จะถูกคัดเลือกต้องมีความเป็นกลาง มีความรู้ มีความอาวุโส ขณะที่การจัดสรรตำแหน่งเชื่อว่าจะทำให้สังคมรับได้ 

เมื่อถามถึงกรอบการทำงานของกมธ. นายไชยยงค์ กล่าวว่า ต้องศึกษาข้อดีข้อเสีย และต้องสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานให้สังคมรับรู้ได้ ต้องมองทั้งข้อดีและข้อเสีย มองให้ครบทุกมิติ รวมไปถึงความกังวลของสังคมด้วย  นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องศึกษาคือ ประเทศเพื่อนบ้านที่มีบ่อนเสรี หรือกาสิโน ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร รายได้ที่ได้รับกับที่คำนวณได้นั้น เป็นจริงตามนั้นหรือไม่ 

“สิ่งหนึ่งรู้สึกผมมองจากประสบการณ์คือการมีบ่อนเสรีอาจจะสร้างรายได้ให้ประเทศได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาบ่อนเถื่อน พนันออนไลน์ผิดดกฎหมายได้ เพราะคนที่เข้าไปเล่นในบ่อนเถื่อนเป็นคนกละกลุ่มกับคนที่ไปเล่นพนันถูกกฎหมาย หากเทียบกับการแก้หวยเถื่อนที่รัฐบาลพยายามหามาตรการแก้ไข แต่แก้ไม่ได้ แต่ยังทำให้หวยเถื่อนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” นายไชยยงค์ กล่าว  

เมื่อถามว่ากมธ.ชุดนี้ จำเป็นต้องให้พรรคการเมืองมาแสดงจุดยืนว่าสนับสนุนหรือคัดค้านกาสิโน หรือไม่ นายไชยยงค์ กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องตอบให้ได้ว่ามีจุดยืนอย่างไร ซึ่งกมธ.ชุดนี้ สามารถให้พรรคการเมืองเข้าชี้แจงได้ ว่าเห็นด้วย หรือเห็นต่างอย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวสังคมไทยยังไม่ตกผลึกต่อการมีกาสิโนเสรี ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วนให้มากกว่านี้

‘นิพนธ์’ฝาก‘ผู้นำการเมืองท้องถิ่นรุ่นใหม่’ช่วยพัฒนาสงขลา เน้นซื่อสัตย์-เสียสละ

‘นิพนธ์’ฝาก‘ผู้นำการเมืองท้องถิ่นรุ่นใหม่’ช่วยพัฒนาสงขลา เน้นซื่อสัตย์-เสียสละ

‘นิพนธ์’ฝาก‘ผู้นำการเมืองท้องถิ่นรุ่นใหม่’ช่วยพัฒนาสงขลา เน้นซื่อสัตย์-เสียสละ

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.16 น.

‘นิพนธ์’ฝาก‘ผู้นำการเมืองท้องถิ่นรุ่นใหม่’ดันขับเคลื่อนบ้านเมือง เน้นซื่อสัตย์-เสียสละ ช่วยพัฒนาสงขลาให้เจริญ

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา ผู้บริหารท้องถิ่น นักการเมือง และผู้นำชุมชนจากหลายอำเภอ ร่วมแสดงมุทิตาจิต และรดน้ำขอพรนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายก อบจ.สงขลา และอดีต สส. 8 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ณ ร้านแสงทองโภชนา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง มีการร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน และมีการรดน้ำดำหัว เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น
                  
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน ตนขออวยพรให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาวัฒนธรรม ความรัก ความสามัคคี และจิตสำนึกต่อส่วนรวม และขอฝากกำลังใจถึงผู้นำรุ่นใหม่ให้ร่วมกันขับเคลื่อนบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ และเสียสละเพื่อพัฒนาสงขลาต่อไป

‘องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน’ไม่ปลื้ม‘นายกฯ’แจงปมโกง‘ตึก สตง.’ถล่ม จี้ตอบ 5 ข้อ

‘องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน’ไม่ปลื้ม‘นายกฯ’แจงปมโกง‘ตึก สตง.’ถล่ม จี้ตอบ 5 ข้อ

‘องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน’ไม่ปลื้ม‘นายกฯ’แจงปมโกง‘ตึก สตง.’ถล่ม จี้ตอบ 5 ข้อ

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.12 น.

‘องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน’ (ประเทศไทย) หรือ ACT ไม่ปลื้มคำชี้แจง‘นายกฯ’ ช้า-ไม่ชัดปมโกง‘ตึกถล่ม สตง.’ เสนอ 5 ข้อเรียกร้อง ขีดเส้นใต้ต้องให้คำตอบภายใน 28 เม.ย.

20 เมษายน 2568 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกลงนามโดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ เรื่อง “ขอให้เร่งรัดและชี้แจงความคืบหน้ากรณีอาคารสตง.แห่งใหม่ถล่ม” ผ่านเฟซบุ๊กเพจองค์กรเมื่อ 19 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงหลังเกิดเหตุไปแล้ว 3 สัปดาห์ ทั้งช้าและไม่ชัดเจนในรายละเอียด จึงเสนอ 5 ข้อเรียกร้องที่จะรัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความโปร่งใสในการตรวจสอบและการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชี้แจงต่อประชาชนและสังคมโลกภายใน 28 เม.ย.ศกนี้ หรือ 1 เดือนนับจากเกิดเหตุ

ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ความว่า “..องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอขอบคุณที่ในที่สุด ทางรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงมาตรการ ตรวจสอบและลงโทษกรณีตึก สตง. แห่งใหม่ ถล่ม เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 แม้ว่าประชาชนทั้งประเทศ รู้สึกผิดหวังกับการที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงหลังจากเกิดเหตุไป แล้ว 3 สัปดาห์ และที่ตอกย้ำความผิดหวังมากที่สุดคือ คำแถลงดังกล่าวไม่ได้มีอะไรที่แสดงถึงความ ตระหนก ตกใจ ถึงประเด็นการโกงกินที่ส่งผลถึงชีวิตที่สูญเสียและเงินภาษีที่สูญหายไปใน พริบตา เป็นเพียงคำ แถลงให้มีการตรวจสอบโดยไม่มีการกล่าวถึงระยะเวลาที่ต้องสรุปข้อเท็จจริงให้กับสังคมโลก

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้โปรดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาคำตอบให้ ชัดเจน ตามข้อสงสัยดังนี้

(1) การออกแบบถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ และใครเป็นคนรับผิดชอบ

(2) การควบคุมงาน ใครเป็นวิศวกรและสถาปนิกผู้ควบคุมงานที่แท้จริง และมีการตรวจสอบวัสดุที่ใช้เป็น ประจำ หรือไม่ (ในสัญญาควบคุมงานระบุว่า ต้องตรวจสอบวัสดุกี่ครั้ง/อย่างไร และได้มีการทำตามขั้นตอนหรือไม่/ อย่างไร) ต้องหาคนรับผิดชอบมาลงโทษตามกฎหมาย

(3) ผู้รับเหมาได้ทำงานผิดพลาดในการก่อสร้าง หรือไม่/อย่างไร ทั้งวิธีการทำงานและวัสดุที่ใช้ และบทลงโทษคืออะไร

(4) การที่อาคารถล่มเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันหรือไม่/อย่างไร ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องนำตัวมาลงโทษ

(5) การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ให้เกิดการคอร์รัปชัน ใครเป็นคนรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

“องค์กรฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านนายกรัฐมนตรี จะเร่งรัดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และให้ได้คำตอบที่ชัดเจนภายในวันที่ 28 เมษายน 2568 หรือ 1 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น ในภาคราชการ อันจะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ในการบริหารงานของประเทศต่อไป” เป็นข้อความในย่อหน้าสุดท้ายโดยจดหมายฉบับนี้ลงนามโดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ

ด้วยเพราะกรณีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณ แต่ยังส่งผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียแก่ชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จึงได้ทำแบบสำรวจเพื่อสอบถามและรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน พบว่าประชาชนร้อยละ 98 เห็นว่ากรณีดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน ดังนั้น การที่รัฐบาลและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะได้รับการยอมรับ และการสนับสนุนจากประชาชน จำเป็นต้องออกมาชี้แจงรายงานผลการตรวจสอบที่เป็นทางการอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันมิให้เกิดการคาดเดา เกิดข่าวลือที่มีแต่จะสร้างความเสียหายต่อรัฐบาล และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)   ///-005

‘หมอตุลย์’ลุยต่อ!!! จี้แพทยสภาสอบปม‘ทักษิณ’ชั้น14 ต้องปราศจากการแทรกแซง

‘หมอตุลย์’ลุยต่อ!!! จี้แพทยสภาสอบปม‘ทักษิณ’ชั้น14 ต้องปราศจากการแทรกแซง

‘หมอตุลย์’ลุยต่อ!!! จี้แพทยสภาสอบปม‘ทักษิณ’ชั้น14 ต้องปราศจากการแทรกแซง

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.47 น.

“หมอตุลย์” ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงแพทยสภาจี้สอบจริยธรรมแพทย์ ปม“ทักษิณ”นอนชั้น 14 ต้องปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ต้องเป็นไปอย่างละเอียดถูกต้อง เพื่อกู้เกียรติภูมิของวงการแพทย์

20 เมษายน 2568 นายแพทย์ ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ในฐานะสมาชิกแพทยสภา ทำจดหมายเปิดผนึกถึงกรรมการแพทยสภา ระบุว่า หลายองค์กรในประเทศไทยถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และประชาชนไม่ให้ความเชื่อถือ ศรัทธาอีกต่อไป ขณะนี้การพิจารณามาตรฐานการรักษาและจริยธรรมของแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่จับตามอง และรอคอยว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร จึงขอเรียนมายังกรรมการ และอนุกรรมการทุกชุดที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดดำเนินการอย่างละเอียด รวดเร็ว ยึดมั่นความถูกต้องชอบธรรม เพื่อคงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแพทยสภา และวงการแพทย์ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของสังคมไทยตลอดไป ด้วยความเคารพอย่างสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวได้มี รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ และประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนจุดยืนด้วย

ฟาดเดือด! ‘อดีตสว.เสรี’อาย เสียดายเงิน‘กมธ.วุฒิฯ’ดูงานตปท. ชี้ควรออกเงินเอง

ฟาดเดือด! ‘อดีตสว.เสรี’อาย เสียดายเงิน‘กมธ.วุฒิฯ’ดูงานตปท. ชี้ควรออกเงินเอง

ฟาดเดือด! ‘อดีตสว.เสรี’อาย เสียดายเงิน‘กมธ.วุฒิฯ’ดูงานตปท. ชี้ควรออกเงินเอง

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.31 น.

ฟาดเดือด! ‘อดีตสว.เสรี’อาย เสียดายเงิน‘กมธ.วุฒิฯ’ดูงานตปท. ชี้ควรออกเงินเอง

20 เมษายน 2568 นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เสรี สุวรรณภานนท์” ถึงกรณีสำนักข่าวอิศรา รายงานรายละเอียดวันเดินทางและประเทศที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ วุฒิสภา 21 คณะ จะไปประชุมทวิภาคีและศึกษาดูงานต่างประเทศ ระบุว่า…

ตอนผมเป็น สว. ถูกดูถูกดูแคลนว่ามาจาก คสช.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน

แต่ผมก็ยืนยันมาตลอดว่า สว.และสส. ไม่ควรใช้งบประมาณแผ่นดินในการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เพราะมันเป็นการเอาเงินจากภาษีอากรของประชาชนไปเที่ยวเสียมากกว่า ไม่คุ้มค่าและน่าเสียดายที่เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ไปดูแลคนยากจน และคนที่ยังเดือดร้อนและยังลำบากอีกมาก

ซึ่งตอนที่ผมเป็น สปช. สปท. เป็นประธานกรรมาธิการชุดต่างๆ และเป็นประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมก็ไม่อนุญาตให้กรรมาธิการของผมใช้เงินภาษีอากรเดินทางไปต่างประเทศ เพราะมันเป็นการไปเที่ยวเสียมากกว่าดังกล่าว และผมก็ส่งเงินเหล่านี้คืนคลัง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

ขอบอกตามตรงว่ารู้สึกอายและเสียดายเงินภาษีของประชาชน ที่นำไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้

ส่วน สว. และ สส.ก็มีเงินเดือนจำนวนมาก หากต้องการไปต่างประเทศก็ควรออกเงินกันเอง น่าเสียดายจริงๆ

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อย่างที่หลายคนทราบดีว่า “จิ้งหรีด” เป็นแมลงที่ได้รับความสนใจในหลายมิติ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง จนเกิดกระแสนิยมการบริโภคโปรตีนจากแมลงในทวีปยุโรปและอเมริกา ยกให้เป็นอาหารใหม่ หรือ Novel Food อาหารแห่งอนาคต ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลงจะขยายตัว 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2570 ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดนี้คือ บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตนมทางเลือก และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น 

ในด้านเศรษฐกิจไทย จิ้งหรีดสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเฉพาะในชนบทที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในไทยมีมากกว่า 20,000 ราย และมากกว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่เกษตรกรกลุ่มแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มเลี้ยงจิ้งหรีดมาตั้งแต่ปี 2541 แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและส่งออกต่างประเทศได้ กลับเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่ภาคกลาง และอื่น ๆ

ดร.อนุวรรตน์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการผ่านกระบวนการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าใหม่ของการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้รับทุนสนับสนุนของหน่วยบริการและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด

โดยผลจากการสืบค้นข้อมูลพบว่าตลาดจิ้งหรีดมีมูลค่ารวมถึง 23 ล้านบาท แต่เม็ดเงินเหล่านั้นกลับไปถึงมือกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่เพียง 7 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรต้องซื้ออาหารจิ้งหรีดสำเร็จรูปจากนอกพื้นที่  ดังนั้นในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ของการเลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่ สิ่งที่ดำเนินการในส่วนต้นน้ำคือ “การพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีด” เพื่อทำให้เกิด “ผู้ผลิตอาหารจิ้งหรีดในพื้นที่” ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจากอาหารสัตว์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่

เพื่อปิดช่องว่าง ลดการพึ่งพิงห่วงโซ่ (Chain) จากนอกพื้นที่ และออกแบบการจัดการธุรกิจที่จะทำให้รายได้กระจายสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึงและเหมาะสม ที่ผ่านมาทีมวิจัย ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร 11 กลุ่ม จำนวน 124 คน ได้ทำงานร่วมกันโดยยึดหลักการ “พาทำ และทำกัน” เพราะการเลี้ยงจิ้งหรีดไม่ใช่เพียงการทำโรงเรือนที่ได้มาตรฐานฟาร์ม GAP (Good Agricultural Practices) แต่ต้องช่วยให้เกษตรกรมีศักยภาพในการผลิตอาหารจิ้งหรีดต้นทุนต่ำโดยใช้ทรัพยากรพื้นถิ่น

โดยการใช้สูตรอาหารสำเร็จรูปสูตรใหม่นี้สามารถลดต้นทุนการผลิตจิ้งหรีดจาก 71.99 บาท/หนึ่งกิโลกรัมจิ้งหรีด เหลือเพียง 61.06 บาท/หนึ่งกิโลกรัมจิ้งหรีด แต่ที่สำคัญกว่าการลดต้นทุนก็คือ การทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาดได้ โดยในส่วนนี้เป็นการถอดความรู้ประสบการณ์ เทคนิค และภูมิปัญญาในการเลี้ยงจิ้งหรีดของพี่น้องเกษตรกรทั้ง 11 กลุ่ม

นำจุดเด่นของแต่ละกลุ่มมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน เพื่อสร้างเป็น “องค์ความรู้ร่วม” ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้  พร้อมกันนั้นทีมวิจัยยังเข้าให้ความรู้ด้านการดำเนินธุรกิจ และเป็นทั้งพี่เลี้ยงและโค้ชให้กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีด และกลุ่มที่เกี่ยวข้อง มีทักษะในบริหารจัดการเชิงธุรกิจในแบบ Local Enterprise หรือรูปแบบธุรกิจปันกัน วิถีแห่งการเกื้อกูล รวมถึงความพยายามในการสร้างหรือพัฒนา “ผู้รวบรวมในพื้นที่” ที่จะทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญของห่วงโซ่คุณค่าใหม่ที่จะสามารถทำให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เหมาะสมและเป็นธรรม

“การเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นการทำธุรกิจ แต่มองว่าเป็นวิถีชีวิตที่คล้ายๆ กับการทำนา เราจึงต้องเปลี่ยน Mindset ใหม่ เสริมมุมมองเรื่องการทำธุรกิจให้เขารู้ว่า การเลี้ยงจิ้งหรีดก็คือการลงทุนทำธุรกิจ เมื่อได้เงินมาก็ต้องจัดการแบ่งส่วนไว้สำหรับการเลี้ยงรอบต่อไป เพื่อไม่ให้ต้องเป็นหนี้เพิ่ม ดังนั้นเป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้นอกจากต้องการให้เกษตรกรมีศักยภาพในการเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้คุณภาพแล้ว เขายังต้องสามารถจัดการธุรกิจของตนเองได้ด้วย

สามารถวิเคราะห์ทิศทางหรือเป้าหมายต่อไปโดยเฉพาะในเรื่องของตลาด และศึกษามาตรฐานของผลผลิตจิ้งหรีดที่เข้าเกณฑ์การส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงความสนใจหรือคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในปัจจุบันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ยิ่งขึ้น” ดร.อนุวรรตน์ กล่าว

ดร.อนุวรรตน์ กล่าวต่อไปว่า ล่าสุด เกษตรกรทั้ง 11 กลุ่ม ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายความร่วมมือหน่วยธุรกิจในพื้นที่” ที่นอกจากจะสร้างอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางแล้ว ยังรวมถึงช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งเรื่องอาหาร รวมถึงการจัดหาจิ้งหรีดให้ได้ตามออร์เดอร์ที่รับมา  

ส่วนในระยะต่อไปทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะยกระดับเป็นเครือข่ายธุรกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เกิดผลลัพธ์ใน 3 ระดับ โดยมีทั้งกลุ่มที่ “ตั้งไข่ได้” “เติบโตได้” และ “ปล่อยมือได้” ซึ่งในกลุ่มที่ปล่อยมือได้คือเขาสามารถหล่อเลี้ยงตนเอง วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และยังเป็นผู้รวบรวมสินค้าจากชุมชนไปจำหน่ายได้ด้วย

ทางด้าน นายภูดิส หาญสวัสดิ์ ตัวแทนผู้ประกอบการจากภูดิศ บั๊กฟาร์ม และวิสาหกิจชุมชนจิ้งหรีดอำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า หากผู้ผลิตสามารถควบคุมปัจจัยการผลิตด้านความสะอาด อาหาร และอุณหภูมิได้  ด้วยเทคนิคและวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ก็จะลดเวลาการผลิตจิ้งหรีดจาก 45 วัน เหลือเพียง 34-36 วันเท่านั้น

นางอรวรรณ วอทอง หนึ่งในนักวิจัยชุมชน และหัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดบ้านฮ่องฮี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับรางวัล “เลิศรัฐ” ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ ในด้านจิ้งหรีดปลดหนี้แก้จน ในประเภทรางวัลดีเด่น เมื่อปี 2567 กล่าวว่า เดิมกลุ่มของเราเลี้ยงจิ้งหรีดขายตามฤดูกาล และขายพ่อค้าคนกลาง แต่ก็โดนกดราคา เพราะการเลี้ยงยังไม่ได้มาตรฐาน

จึงตัดสินใจกู้เงินจาก ธ.ก.ส. โดยได้รับการหนุนเสริมจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการจัดทำแผนธุรกิจ มาทำโรงเรือนจิ้งหรีด และเป็นพี่เลี้ยงพาเราเรียนรู้และลงมือทำไปด้วยกัน พัฒนาจนได้มาตรฐานฟาร์ม GAP ปรับกระบวนการเลี้ยง ทำให้เราสามารถผลิตจิ้งหรีดคุณภาพและมีเงินมาชำระหนี้จากการสร้างโรงเรือน จนกระทั่งปลดหนี้ได้ในปีนี้ และสามารถจัดการเงินหมุนเวียนเพื่อการลงทุนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการนี้จะหนุนเสริมให้กลุ่มสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการเลี้ยงจิ้งหรีดและนวัตกรรมการผลิตที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นได้แล้ว ทั้งยังสามารถวางแผนธุรกิจ บันทึกรายรับ-รายจ่าย และวางแผนการผลิตได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาที่กลุ่มของตนและเครือข่ายเผชิญคือ “ราคาและตลาดที่ไม่คงที่” สิ่งที่กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดอยากเห็น คือตลาดกลางหรือจุดรวมจิ้งหรีดในตลาดระดับภูมิภาค ที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดได้เดินตามเส้นทางของธุรกิจที่เป็นธรรม โดยไม่ถูกตัดราคาจากพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

“การเลี้ยงจิ้งหรีด ไม่มีการแข่งขัน หากเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันได้ หากแบ่งปันกันได้ ทั้งความรู้ นวัตกรรม และตลาด ก็จะเกิดความยั่งยืนในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดและผู้ประกอบการที่เลี้ยงเป็นอาชีพหลัก  ทั้งตัวเกษตรกร คนตกงาน หรือถูกเลิกจ้าง ก็สามารถกลับมาเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นทั้งอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมอยู่ในชุมชนได้อย่างมั่นคง  ซึ่งสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดบ้านฮ่องฮี ที่ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เป็นจิ้งหรีดตัว แต่เราก็มองถึงการก้าวไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการส่งออกอย่างมีมาตรฐานด้วยเช่นกัน” นางอรวรรณ กล่าว  

                                      หน่วยบริการและจัดการทุนวิจัย

                                          ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขอเชิญเข้าร่วมงาน Sasin Research Seminar “Inspire. Connect. Transform: The ‘Schooling’ Role of Business Schools in Tackling Social Enterprise Dilemmas – A Collaboration Between Sasin and Restart Academy” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 12:00-13:00 น. ณ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารศศปาฐศาลา ห้อง 502 ชั้น 5

งานนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษา พร้อมทั้งศึกษาบทบาทของโรงเรียนธุรกิจในการช่วยแก้ไขปัญหาขององค์กรเพื่อสังคม โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/rR274JqmUNECLMUe7 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ researchseminar@sasin.edu หรือโทร 02-218-4095

‘ม.ทักษิณ’ร่วมจัดงาน‘วันว่าง’ สืบสานประเพณีสำคัญของชาวใต้

‘ม.ทักษิณ’ร่วมจัดงาน‘วันว่าง’ สืบสานประเพณีสำคัญของชาวใต้

‘ม.ทักษิณ’ร่วมจัดงาน‘วันว่าง’ สืบสานประเพณีสำคัญของชาวใต้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “เทศกาลวันว่าง : ประเพณีสงกรานต์ภาคใต้ (The Traditional Southern Thai Songkran Festival) ประจำปี 2568” ซึ่งกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 เม.ย. 2568 ณ สถาบันทักษิณคดีศึกษา เกาะยอ สงขลา โดยสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยอ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา และภาคีเครือข่าย

รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ  กล่าวว่า สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมภาคใต้ ตระหนักถึงความสำคัญของประเพณีวันว่าง ซึ่งเป็นประเพณีสงกรานต์ของชาวใต้ รวมถึงให้ความสำคัญกับศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอื่นๆ กิจกรรมเทศกาลวันว่างในครั้งนี้จึงได้ฟื้นฟูประเพณีรดน้ำขึ้นเบญจาขึ้นมา

โดยสร้างเบญจาที่ประดับด้วยศิลปะการแทงหยวกอันวิจิตรงดงาม อันเป็นผลงานของช่างแทงกลุ่มร่องลายไทย ซึ่งเป็นช่างแทงหยวกสกุลช่างสงขลาที่ทำกิจกรรมทำนุบำรุงศิลปะท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง แล้วอันเชิญรูปหล่อสามสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มทะเลสาบสงขลา สมเด็จเจ้าเกาะยอ  สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่  และสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ขึ้นประดิษฐานบนเบญจาให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในโอกาสเทศกาลวันว่างในปีนี้ด้วย

“กิจกรรมในครั้งนี้นอกจากจะได้สืบสานประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้อันถือเป็นเครื่องมือในการเชื่อมรอยต่อของยุคสมัยแล้ว กิจกรรมนี้ยังได้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในด้านความกตัญญูรู้คุณต่อปูชนียบุคคล บุพการี และผู้สูงอายุ ผู้เป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของชุมชนและครอบครัวอีกด้วย” รศ.ดร.ณฐพงศ์ กล่าว

 อาจารย์พนิดา ฐปนางกูร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันทักษิณคดี กล่าวเสริมว่า กิจกรรมเทศกาลวันว่าง นอกจากจะมีการสรงน้ำสามสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มทะเลสาบสงขลาแล้ว ยังมีการเสวนาวิชาการ “เหลียวหลัง มองอนาคตมรดกภูมิปัญญาโนราจากรากสู่โลก” และการเสวนา “สามสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ความเชื่อที่มั่นคง” ซึ่งเป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม

และภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ การตลาด และการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์กับเจ้าของมรดกภูมิปัญญา ศิลปินพื้นบ้าน และผู้ประกอบการทางด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ให้สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจทางวัฒนธรรม สามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ เพื่อการพึ่งพาตนเองให้เกิดความยั่งยืนในอนาคตต่อไป

“ในงานมีการออกร้านของกลุ่มชุมชน การสาธิต การทำขนมพื้นบ้าน ร้อยลูกปัดโนรา และนิทรรศการทางวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ รวมทั้งมีศิลปะการแสดงพื้นบ้าน โนรา หนังตะลุง เพลงบอก และเพลงเรือแหลมโพธิ์ การบริการนำเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายในเกาะยอ “มู…มูเตลูเกาะยอบ้านเรา”  และการบริการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา สถาบันทักษิณคดีศึกษา “พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา” ยามสนธยา Night Museum และ Workshop การแทงหยวกอีกด้วย” อาจารย์พนิดา กล่าว